[SEVENTEEN] มาลัยเสี่ยงรับ #JunHao

ตอนที่ 2 : บทที่ ๑

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    26 มี.ค. 62


ฉากของหยางเซียวอยู่ล่างสุดเลยค่ะ



Omegaverse


พ.ศ. ๒๕XX



                "ทางนี้เลยครับ" พี่ใหญ่ของบ้านเดินนำคนที่เพิ่งลงจากรถจักรยานยนต์ พร้อมพวงหรีดที่นำมาจากร้าน


                วัดใกล้บ้านวันนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่พูดจากันด้วยภาษาไทยไม่มีภาษาจีนแต้จิ๋วผสม ผู้หญิงก็ใส่กระโปรงสวย ๆ ถือกระเป๋าราคาแพง ๆ พวกผู้ชายก็มีแต่ใส่สูทวางมาด กลิ่นหอมหลากหลายลอยมาเตะจมูกของมะลิ แขกที่มาร่วมงานมีทั้งโอเมก้า อัลฟ่า และเบต้า


                กระนั้น เด็กหนุ่มที่สวมเชิ้ตและกางเกงขายาวสีดำ ทับด้วยแจ็คเก็ตหนังแบบที่พวกนักบิดนิยม กลับคิดว่า ไม่มีใครเทียบตั่วเฮียเจิ้นได้สักคน


                "ให้เฮียช่วยถือไหม"


                "ไม่เป็นไรครับ ไม่หนัก"


                เก็บแรงไว้ถือถ้วยน้ำชาวันยกน้ำชาเราดีกว่า มะลิยิ้มคิดในใจแล้วก็ยิ้มออกมาคนเดียว รู้ตัวอีกทีก็เมื่อคนตรงหน้าขมวดคิ้วใส่ จึงหยุดยิ้ม


                "เราดูมีความสุขจังวันนี้ มีอะไรดี ๆ ที่ร้านหรือเปล่าครับ"


                "อ๋อ เมื่อเช้าอ่านนิยายมาแล้วตอนจบมีความสุขน่ะครับ" เขาเลือกที่จะยกนิยายในหนังสือพิมพ์มาอ้าง ทั้งที่ความจริง มันน้ำเน่าเสียไม่มีดี


                "เรื่องไหนหรือ พี่ก็ชอบอ่านนิยาย"


                อ้าว แย่ล่ะสิ โอเมก้าชะงักไป ครู่หนึ่งก็หาทางแก้ตัวได้


                "จำชื่อไม่ได้น่ะ เปิดไปตามความเคยชิน เจอก็อ่าน"


                "แล้ว อ่านพวกนิยายของฝรั่งไหมครับ" ผู้พูดดึงแขนเสื้อของเขาให้เดินมาทางศาลาที่มีโลงศพแบบไทยตั้งอยู่ พร้อมช่อดอกไม้ และพวงหรีดอีกหลายพวง เก้าอี้นั่งที่จัดเอาไว้ก็เป็นเก้าอี้ไม้อย่างดี แลดูหรูหราสมฐานะ


                หรือว่าซ้อใหญ่จะหวงสมบัติ เลยดุอย่างกับไอ้ด่าง มะลิแอบคิดในใจ


                "ไม่ค่อยได้อ่านครับ เพราะไม่ค่อยมีเวลา"


                "อ๋อ" คนอายุมากกว่าหันมาพยักหน้า ก่อนจะกวักมือเรียกเด็กวัด ให้เข้ามาจัดการฐานตั้งหรีด และนำหรีดที่เขียนไว้ว่า บ้านลักษณตระกูลไปแขวนเอาไว้ พร้อมทั้งผูกเชือกให้เรียบร้อย จากนั้นจึงหันกลับมาคุยต่อ


                "ทำงานหนักหรือครับ"


                "ผมไม่ชอบอยู่เฉย ๆ น่ะ หกโมงเช้าตื่นมาก็ทำความสะอาดร้านช่วยคนงาน ร้อยมาลัย สาย ๆ จัดถังสังฆทาน รีดเสื้อผ้าลูกค้า แล้วก็บ่าย ๆ มาร้อยมาลัยอีกรอบ เผื่อคนที่มาซื้อไปตอนเย็นเพื่อเก็บไว้ไหว้พระรุ่งเช้าวันถัดไป ตกเย็นก็ทำความสะอาดร้าน สักพักก็อาบน้ำแล้วก็นอน"


                เด็กหนุ่มบอกสรรพคุณตัวเองเสร็จสรรพก็พยายามกลั้นยิ้ม เพราะอยู่ในงานศพ ผู้ฟังพยักหน้า แล้วเป็นฝ่ายยิ้มออกมาเอง


                "ดีเลยครับ เฮียชอบคนขยัน" เขาหัวเราะ "น่าจะมีโอกาสได้คุยกันตั้งนาน"


                "เฮียอยากคุยกับผมหรือ" คนอายุน้อยกว่าเลิกคิ้ว ก่อนจะเดินตามลูกชายเจ้าภาพมาทางด้านหลังศาลาแทน


                "เฮียอยู่เฝ้าร้าน ไม่ค่อยได้คุยกับใคร ร้านเราอยู่เยื้อง ๆ บ้านเฮียพอดี คิดว่าน่าจะเดินไปหาได้สะดวกน่ะ" ผู้พูดพาคู่สนทนามาหยุดที่โต๊ะพับตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีแก้วและถาดเหล็กวางเอาไว้ "วันนี้รีบกลับบ้านหรือเปล่า จ้างได้ไหม ให้อยู่ช่วยงานก่อน"


                "เฮียจะจ้างเท่าไหร่ล่ะ"


                "อืม..." ชายหนุ่มครุ่นคิด


                "เอาเป็นเลี้ยงข้าวผมสักอาทิตย์หนึ่งแล้วกัน" มะลิเสนอเขา แววตาเป็นประกายแวววับ


                "ตัวเราเล็กนิดเดียวเอง จะเจี๊ยะสักเท่าไหร่เชียว"


                "ถ้าอย่างนั้น เฮียจะให้อยู่ช่วยถึงกี่โมงหรือ"


                "ก็คงจนถึงค่ำ ๆ นู่นล่ะ"


                "สองทุ่มหรือ"


                "ประมาณนั้น" ร่างสูงพยักหน้า


                "จะสวดกี่วันหรือ"


                "สามวัน"


                "อยู่ได้ทั้งสามวันเลย แค่เลี้ยงข้าวเพิ่มเป็นสามอาทิตย์" ร่างโปร่งยิ้มกว้าง


                จารุยิ้มตอบ "เลี้ยงน่ะเลี้ยงได้ แต่เฮียเกรงใจ"


                "เฮียจะเกรงใจทำไมล่ะ คนกันเอง ที่ร้านม้ากับคนงานตั้งเยอะก็เฝ้าอยู่ เฮียนั่นแหละ ร้านทองใครจะเฝ้า"


                "เฮียปิดร้านมาเลยน่ะ เพราะเฮียต้องทำหน้าที่แทนเตี่ย อย่างไรก็ต้องมาทุกวัน" เขาหัวเราะเบา ๆ "หรือเราจะอยู่เป็นตัวแทนเฮียช่วยงานตอนกลางวัน กับรับแขกช่วงเย็น เฮียจะได้กลับไปเฝ้าร้านแล้วมาอีกทีตอนเขาเริ่มสวดแล้ว แล้วกลับพร้อมกัน"


                เข้าทางเลยสิ เจ้ามะลิแอบยิ้มอยู่ในใจ คราวนี้ไม่เผลอแล้ว


                "แต่ผมไม่ได้เป็นญาติกับเฮียนะ หรือเฮียจะรอให้พ้นสามเดือน แล้วค่อยยกน้ำชา จะได้เกี่ยวดองกัน" พูดไปก็หัวเราะเบา ๆ ไปเป็นการกลบเกลื่อน ให้เหมือนพูดขำ ๆ ทั้งที่ก็แอบคิดจริงอยู่


                "บอกไปเลย ว่านี่ซ้อของตั่วเฮีย"


                "ครับ ? " โอเมก้าตัวแสบกระพริบตาปริบ ๆ ไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองได้ยินจะเป็นจริง


                "ม้าไม่ว่าหรอก เฮียจะบอกม้าไว้ เดี๋ยวเฮียเลี้ยงข้าวสักสามเดือนเลย"


                เพราะความจริงแล้ว จารุก็ไม่ได้อยากปิดร้านมา ห้างทองสามห้องถือว่าใหญ่มาก และทำกำไรได้มาก การจัดงานศพแบบไทยตามที่ญาติของซ้อเล็ก ภรรยาคนที่สองของเตี่ยเรียกร้องก็ใช้เงินมากพอสมควร การมีแต่เสียเงินไม่ใช่เรื่องดีนัก


                อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเป็นลูกชายคนโต ของเตี่ย ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของตระกูล นับว่าเป็นตั่วซุง ตำแหน่งนี้มีความสำคัญเทียบเท่ากับลูกชายคนเล็กของตระกูล ประกอบกับการที่เตี่ยเสียไปแล้ว จำเป็นต้องมีใครเป็นตัวแทน ทำให้ความจำเป็นในการมีตัวตนอยู่ในงานของจารุเพิ่มขึ้น


                น้องชายอีกสามคนก็ติดเรียน จะให้ขาดเรียนทั้งวันไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องดี จะให้อยู่เฝ้าร้าน ทั้งสามคนก็ยังทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะเสมอทุนมากกว่าได้กำไร การกลับไปเฝ้าเอง เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด กระนั้น หากจะกลับไปก็ต้องหาตัวแทน และตัวแทนที่ดีที่สุด ในงานที่มีแขกซึ่งเป็นญาติของซ้อเล็กมากกว่าซ้อใหญ่ มารดาของพวกเขา คือภรรยา หรือซ้อ


                จารุยังไม่มีภรรยา ตำแหน่งซ้อว่างมานานตั้งแต่เรียนจบ เพราะผู้เป็นมารดาเอาแต่ชี้นิ้วว่าคนนั้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่เอา จนเขาคิดว่า บางทีคงต้องรอให้ม้าเสียก่อน แล้วจึงจะแต่งงาน ไม่อย่างนั้นปวดหัว


                "เอาเป็นว่า ตกลงนะ"


                "ตำแหน่งซ้อนะเฮีย ไม่ใช่เล่นขายของ" ถามไปแบบนั้นล่ะ ใจจริงคืออยากจะบอกด้วยซ้ำ ว่ารับตำแหน่งนี้ถาวรเลยก็ได้ ไม่มีปัญหา


                "นั่นล่ะ แขกที่มา ส่วนใหญ่มาจากนครสวรรค์ เผาอาม่าซาตี๋แล้วเขาก็กลับกัน ไม่อยู่สงสัยหรอก"


                ยังไม่ทันที่คนอายุน้อยกว่าจะได้พูดอะไรต่อ เสียงเรียกของม้าจากด้านในศาลาก็เรียกความสนใจของพวกเขาไปเสียก่อน


                "ตั่วตี๋ ! มาสวัสดีคุณป้าเขาก่อน"


                จารุขมวดคิ้ว มองดูคนที่ยืนอยู่ข้างมารดา จากการเรียกป้า และการแต่งตัว ดูแล้วคงเป็นญาติเชื้อสายไทยทางนครสวรรค์ ลูกชายคนโตของบ้านยกแขนขึ้นกวักมือเรียกคนเป็นแม่ให้เดินมาหา เมื่อหล่อนมาถึงก็กระซิบเบา ๆ


                "ม้า เดี๋ยวจะกลับไปเปิดร้าน แล้วเดี๋ยวให้มะลิอยู่แทน"


                "ห้ะ ? หนูมะลิลูกซ้อสุน่ะนะ อยู่ในฐานะไหน" ซ้อใหญ่ขมวดคิ้ว


                "ซ้อของผม" ว่าแล้วก็ทำเป็นโอบไหล่คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ข้าง ๆ "สามวัน จบงานแล้วค่อยว่ากัน ไม่งั้นเรามีค่าใช้จ่ายบานแน่ น้องขยัน ทำงานเก่ง ไม่ผิดหวังแน่ครับม้า"


                ซ้อใหญ่นิ่งไปสักพักเพื่อใช้ความคิด คำนวณความคุ้มค่าของสิ่งที่จะเสียและสิ่งที่จะได้ เมื่อได้คำตอบแล้วจึงพยักหน้า แล้วขยับสร้อยมุกเม็ดโตที่สวมไว้บนลำคอให้เข้าที่


                "ได้"


                "ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวสวัสดีแขกที่เพิ่งมาครบทุกคนแล้ว ผมก็จะกลับบ้านไปเปิดร้าน เดี๋ยวค่ำ ๆ มาใหม่"


                "ได้ ดีเลย"


                กล่าวจบคุณนายห้างทองก็รีบหันหลังกลับไปยิ้มให้ญาติทางนครสวรรค์ และเดินนำไปก่อน โดยมีลูกชายและลูกสะใภ้ชั่วคราวสามวันเดินตาม


                "สวัสดีครับคุณป้า" อัลฟ่ายกมือไหว้เบต้ารุ่นป้า โอเมก้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยกมือไหว้ตาม "เดินทางมาไกล พักที่ไหนครับเนี่ย"


                "แถวนี้แหละจ้า ไม่เจอกันนาน โตเป็นหนุ่มเชียว เป็นผู้เป็นคนกว่าเจ้าหยางอีก"


                "อะแฮ่ม ! " หยี่ตี๋เหลียนที่ช่วยกันกับซาตี๋หยางยกโต๊ะเดินเข้ามาด้านในกระเอมไอ เพราะได้ยินเข้าพอดี ส่วนคนที่ถูกพาดพิงหน้าจ๋อยไปแล้ว


                "ทุกคนก็มีดีในแบบของตัวเองนั่นล่ะครับ" ตั่วเฮียของบ้านยิ้มมุมปาก เป็นมุมที่มะลิไม่ค่อยได้เห็นนัก จึงเลือกที่จะจ้องหน้าของอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น เพื่อรอดูว่าจะพูดอะไรต่อ "การเป็นลูกของภรรยาน้อยที่ญาติ ๆ รังเกียจไม่อยากรับไปอยู่ด้วย จนต้องมาอยู่กับครอบครัวภรรยาหลวง ทั้งที่ไม่มีความผิดอะไรจนโต ผมว่าซาตี๋ก็เก่งมาแล้วนะครับ"


                "จ้า แล้วนี่ ใครล่ะนี่" ผู้อาวุโสกว่ารีบเปลี่ยนเรื่อง สายตาของหล่อนที่มีความไม่พอใจอยู่น้อย ๆ มองมายังมะลิ เพ่งพินิจดูเสื้อหนังกับรองเท้าหนังที่เจ้าตัวสวม "แต่งตัวอย่างกับนักเลงหัวไม้"


                "อ้อ เมียผมเองครับ"


                โซ้ยตี้ที่เดินถือเบาะรองนั่งตามเฮียทั้งสองคนเข้ามาถึงกับอ้าปากค้าง จนซาตี๋ต้องยกมือขึ้นมาปิดปากให้


                "เอ้า ! เจิ้นแต่งเมียแล้วหรือ ! ตั้งแต่เมื่อไหร่ ! " หล่อนยกมือขึ้นทาบอก


                "เมื่อต้นปีที่ผ่านมาครับ"


                จารุยิ้มกว้างจนตาหยี ในขณะที่มะลิครุ่นคิด เมื่อต้นปี ทำไมกันนะ เขาถึงรู้สึกคุ้นเคย ว่าเมื่อต้นปีมีเหตุการณ์อะไรสำคัญเหมือนกัน


                ในตอนนั้นเอง ดวงตากลมโตก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย


                เมื่อต้นปี ช่วงกุมภาพันธ์ วันแห่งความรักของพวกฝรั่ง วาเลนไทน์ เขาจำได้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมาขอซื้อดอกกุหลาบช่อใหญ่ ซื้อเสร็จก็ไม่ยอมเอากลับ แต่เอากระดาษไปเขียนอะไรใส่ด้านหลังรูปถ่ายขนาดสองนิ้วของแมวตัวหนึ่ง แล้วเอามาให้พร้อมช่อกุหลาบ จากนั้นก็เดินออกไป


                ลูกค้าช่วงนั้นมีมากเป็นพิเศษ ทำให้เด็กหนุ่มจำหน้าคนที่เข้ามาซื้อดอกไม้ในร้านไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รูปใบนั้นเขาพกติดตัวตลอดเวลา เพราะคิดว่ามันน่าจะเป็นเครื่องราวนำโชคหรืออะไรสักอย่าง


                ผู้ชายคนนั้นก็คือจารุ และคำคำนั้นก็คือ...


                "爱上你了"


            "ผมตกหลุมรักคุณเข้าเสียแล้วสิ"


                แต่น่าเสียดาย ที่มะลิอ่านภาษาจีนไม่ออกนี่สิ




มาลัยเสี่ยงรับ

Thai AU #JunHao



                เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่เหนือประตูร้านดังขึ้น คนที่ดึงถาดบุกำมะหยี่สำหรับใส่ทองออกจากตู้ ใส่รถเข็นเตรียมเข็นเข้าไปเก็บในบ้านเงยหน้าขึ้นมามอง


                "อ้าว ทำไมกลับมาก่อนล่ะซาตี๋"


                "เฮีย" คนอายุน้อยกว่าเบะปาก ก่อนจะปรี่เข้ามากอดคนอายุมากกว่าเอาไว้ จารุยกมือขึ้นลูบศีรษะของน้องชายเบา ๆ


                "เป็นอะไร ใครทำอะไรซาตี๋"


                "หยี่เฮียกับม้าบอกว่าให้ผมกลับมาก่อน ถ้าอยู่แล้วมันอึดอัดก็ไม่ต้องอยู่ อาม่าไม่ว่าหรอก" เสียงพูดนั้นมีเสียงสะอื้นแทรกมาด้วย ฟังดูน่าสงสาร


                ตั่วเฮียของบ้านรู้ปัญหาดี และตัวปัญหาก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากอาเตี่ย


                ครอบครัวลักษณตระกูล เดิมทีมีกันแค่ เตี่ย ม้า เจิ้น และเหลียน กระนั้นการที่เตี่ยไปนครสวรรค์บ่อย ๆ โดยอ้างว่าต้องไปดูตลาดที่ได้รับมรดกสืบทอดจากอาม่า


                อาเจ็ก เตี่ยของไจ๋ หรือที่พวกเขาเรียกกันว่าโซ้ยตี๋ คิดว่ามีบางอย่างแปลกประหลาด จึงอาสาไปดูให้ และฝากไจ๋ไว้กับพวกเขา ในคืนวันนั้นเอง ม้าก็ได้รับโทรศัพท์จากพยาบาล ในโรงพยาบาล ว่ารื้อค้นกระเป๋าของเตี่ย แล้วพบเบอร์นี้ ระบุไว้ว่าเป็นภรรยา จึงติดต่อมาเพื่อแจ้งข่าวให้ทราบ


                เตี่ย และซ้อเล็ก ภรรยาน้อยเชื้อสายไทยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในรถคันนั้น มีทั้งเจ๊ก และมีทั้งหยางในวัยแบเบาะ หยางปลอดภัยดี มีเศษกระจกบาดเล็กน้อย เจ็กเสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนเตี่ยและซ้อเล็กนั้น...


                อาจจะฟังดูโหดเหี้ยม แต่ในการพยายามปั๊มหัวใจขึ้นมาหลังจากทั้งคู่หัวใจหยุดเต้นไปเมื่อมาถึงโรงพยาบาล ม้าหรือซ้อใหญ่ ก็เป็นคนสั่งให้หยุดทุกอย่างช่วยเหลือ และปล่อยให้คนทรยศทั้งสองจากไปอย่างสงบ


                ผู้หญิงคนหนึ่งที่หัวใจบอบช้ำ ตัดสินใจนำเด็กน้อยที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของสามีกลับมาเลี้ยงที่กรุงเทพ รู้สึกเกลียดบ้างในบางครั้ง แต่ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่ม้าจะปล่อยให้เด็กคนนี้ถูกทำร้าย


                เหลียนเองก็เหมือนกัน หยี่เฮียแค้นเตี่ยถึงขนาดสาบานว่าชาตินี้จะรักเดียวใจเดียว จะไม่เป็นผู้ชายแบบเตี่ย ยิ่งรักหยาง อาจจะเป็นเพราะอายุไล่เลี่ยกัน และอาจเป็นเพราะ รับรู้ความเจ็บได้ดีพอ ๆ กัน


                "ไม่เป็นไร รอไปวันเผาวันเดียวก็ได้" จารุดันตัวของอีกฝ่ายให้ถอยไปยืนดี ๆ แล้วก้มลงดึงลิ้นชักของตู้ทองออกมา และหยิบกระดาษให้เช็ดน้ำมูกน้ำตา "คนพวกนั้นอยู่พูดมากได้อีกไม่นานหรอก ประเดี๋ยวก็กลับไป บ้านเราเป็นเจ้าภาพด้วย จะทำอะไรก็ได้"


                กล่าวจบ เสียงประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นซ้อใหญ่ หญิงสาวเดินเข้ามาด้านใน ถอดสร้อยมุกออกอย่างอารมณ์เสีย


                "ม้าดื่มน้ำไหม เดี๋ยวผมไปเอาใ—"


                "ไม่ต้อง" หญิงสาวยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ก่อนจะหันมาหาลูกชายคนที่สาม "ซาตี๋ คืนนี้ไอ้เด็กนั่นร้องเพลงไหม"


                ตั่วเฮียถึงกับเลิกคิ้ว เด็กนั่นที่ว่า คืออาเซียว ลูกของสาวโรงน้ำของพวกคนรวย ที่หล่อนเกลียดเข้าไส้ แต่ก็เหมือนผีเข้าผีออก ความเกลียด ความรัก เปลี่ยนไปตามอารมณ์


                "ร้องครับ"


                "พาม้าไปภัตตาคารหลี่ จะไปฟังไอ้เด็กนั่นร้องเพลงคลายเครียดเสียหน่อย อยู่กับคนพวกนั้นแล้วปวดกบาล" หญิงวัยกลางคนควงแขนยิ่งคุณ


                "ที่วัดมีอะไรหรือครับม้า" จารุตัดสินใจเอ่ยถามอีกครั้ง


                "ญาติพวกนั้น พอมาถึงก็เอาแต่ด่าซาตี๋ ดูถูกโซ้ยตี๋ ดูถูกหยี่ตี๋ นี่ถ้าตั่วตี๋อยู่ด้วย ป่านนี้มันคงด่าตั่วตี๋ไปด้วย ดีนะมีมะลิอยู่ เถียงแทนม้าได้คมกริบทุกคำ" ซ้อใหญ่บ่นรัวเร็วจนฟังแทบไม่ทัน "นี่ก็เลยกลับบ้านมา อยู่ไปก็รำคาญ มะลิมันเอาอยู่ เลยปล่อยให้มันอยู่กับหยี่ตี๋"


                "ม้าจะซ้อนฮาเลย์ซาตี๋ไปใช่ไหมครับ"


                "แล้วจะให้ไปอย่างไร จะให้เหาะไปหรือ" ผู้เป็นมารดาก้าวขาเดิน ทำให้ยิ่งคุณต้องเดินตามด้วย "ไป ซาตี๋ ไปดูอาเซียว"


                ดวงตาของสองพี่น้องเบิกกว้าง พี่ชายคนโตขยับปากพูดไม่มีเสียง พอจับความได้ว่า


                "ม้าเรียกไอ้เด็กนั่นว่าอาเซียว"


                ซาตี๋พยักหน้ารัว ๆ แววตาแสดงออกถึงความงุนงง


                "เอ้อ ม้า"


                "ว่าไง" หล่อนหันมามองลูกชายคนโต


                "ม้าว่ามะลิเก่งดีใช่ไหม อยากได้เป็นลูกสะใภ้ถาวรไหมครับ"


                ซ้อใหญ่ขมวดคิ้ว ครู่หนึ่งจึงถอนหายใจออกมา


                "ค่อยว่ากัน"



#ฟิคมาลัยเสี่ยงรับ



                "ทำไมไม่เอาขนมเค้กตัดเป็นชิ้น ๆ แล้วใส่กล่องกระดาษ แบบนั้นแจกง่ายกว่า กาแฟก็เอาใส่ถาดแล้วเดินถามตามแถวสิครับ อย่าทำให้ยุ่งยาก"


                ภาพแรกที่จารุได้เห็น หลังจากมาสายจนพระสวดเสร็จแล้ว คือการที่มะลิกำลังบอกเด็กวัด และคนที่มาช่วย ท่าเท้าเอว แล้วโบกมือไปมานั่นทำให้เผลอยิ้มออกมา


                โอเมก้าตัวแสบดูคล่องแคล่ว แล้วก็ดูมีความเป็นผู้ใหญ่ เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจบคณะอะไรมา ถึงได้มีความรู้นัก อาจจะเป็นเพราะที่บ้านเปิดร้านขายสังฆภัณฑ์ด้วย จึงพอรู้เรื่องบ้าง แต่เรื่องบริหารจัดการ เก่งเสียขนาดนี้ อย่างไรก็เหมาะแล้ว ที่เขาเลือกเก็บตำแหน่งซ้อให้เจ้าตัว


                ตั่วเฮียบ้านลักษณตระกูลเห็นมะลิมาตั้งแต่อยู่มัธยมต้น กลิ่นมะลิหอมฟุ้ง หน้าตาก็น่ารักเสียขนาดนั้น แต่กลับประกาศกร้าวว่าตัวเองเป็นหัวโจ๊ก ท้าตีท้าต่อย มีแผล มีรอยช้ำติดตัวอยู่ทุกวัน เห็นแม้กระทั่งตอนที่หัวเราะ ร้องไห้ หรือแม้กระทั่งโดนซ้อสุรีย์พรดุ


                แต่มะลิไม่ได้สนใจเรื่องความรัก อีกฝ่ายเลยไม่ได้สนใจเขา จนกระทั่งวันนั้น ที่จารุคิดว่าเขาควรทำอะไรสักอย่าง อย่างน้อย ก็เป็นการบอกให้มะลิรู้ว่ามีใครสักคนสนใจตัวเองอยู่


                ภาษาจีนที่เขียนให้หลังรูปแมวที่เขาถ่ายนั้น เขาไม่ได้หวังให้มะลิรู้ ว่ามันแปลว่าอะไร ก็แค่ อยากให้มันเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กคนนั้นสงสัยมากกว่า ว่าผู้ชายที่เขียนมันและมอบให้เป็นใคร


                "แล้วเจ้าหยางไปไหนแล้วล่ะ" ทว่า เสียงของคุณลุงคนหนึ่งที่เพิ่งเดินเข้ามาเรียกความสนใจของคนที่แอบดูจากหลังเสาต้นหนึ่ง ท่าทางดูเหมือนจะมึนเมา


                "กลับไปแล้วล่ะครับ ไม่ค่อยสบาย เหมือนจะไข้ เลยให้กลับบ้านไปกับม้า" มะลิหันไปยกมือไหว้อีกฝ่าย ก่อนจะให้คำตอบ "ทำไมหรือครับ"


                "นึกว่ามันออกไปตีกับใครเสียอีก" พูดจบก็หัวเราะเสียงดัง จนแขกคนอื่นพากันหันมามอง และซุบซิบนินทา ญาติทางนครสวรรค์บางคนพากันส่ายหน้า อายแทน มิหนำซ้ำยังกลิ่นแอลกอฮอล์ยังฟุ้งเสียจนคนที่รับบทซ้อสามวันยังต้องเบ้ปาก


                "ซาตี๋ไม่ใช่คนเกเรอะไรแบบนั้นหรอกครับ"


                "ก็เห็นพวกพี่น้องบอกว่า แม่มันเลี้ยงมาได้เลวระยำ เข้าโรงน้ำชาเป็นว่าเล่—"


                "ผมคิดว่า นครสวรรค์กับกรุงเทพฯ อยู่ตั้งไกลกัน ถ้าไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน ก็ไม่สมควรพูดอะไรที่ตัวเองรู้ไม่ดีพอนะครับ อีกอย่าง ต่อให้ม้าจะเลี้ยงซาตี๋มาไม่ดี แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าพวกคุณที่พอรู้ว่าเขาเป็นลูกของซ้อเล็ก ที่เป็นภรรยาน้อย ก็ผลักไสเข—"


                "ให้มันน้อยหน่อย !! "


                "ว้าย !! "


                แขกในงานพากันลุกขึ้น แขกเป็นผู้หญิงบางคนยกมือขึ้นปิดปากร้องวี้ดว้าย แขกผู้ชายบางคนจะปรี่เข้าไปห้ามคุณลุงที่ยกมือขึ้นจะตบหน้าของเด็กหนุ่ม


                ไม่ต่างอะไรกับจารุ เขาก้าวเท้าออกจากเสาต้นนั้นที่แอบอยู่ กำลังจะวิ่งไป แต่ก็ต้องชะงักไป เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กที่ดูบอบบางร่างน้อยยกมือขึ้นคว้าข้อมือของคนอายุมากกว่า แต่วุฒิภาวะน้อยกว่าเอาไว้ได้


                "กรุณาให้เกียรติคนตายด้วยครับ คุณลุง" คำว่าคุณลุงที่เป็นคำเรียกญาติอย่างคนที่มีเชื้อสายไทย ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าคำอื่น


                "เป็นแค่เจ๊กทำมาเป็นพู—"


                "เจ๊กก็คน ไทยก็คน ที่อยู่ตรงนี้ก็มีแต่คนด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครดีกว่าใคร" ร่างบางสะบัดแขนของชายร่างท้วมตรงหน้า แล้วยกมือขึ้นชี้หน้าเขา "การที่คุณแสดงกิริยาไม่สำรวมในงานศพของผู้หลักผู้ใหญ่ แสดงให้เห็นว่าคุณมีกิริยาที่ต่ำทราม หันมองญาติทางคอนหวันของคุณนู่น เขาอับอายเสียจนไม่อยากมองแล้ว"


                คำว่าคอนหวันทำให้พวกญาติ ๆ จากทางนั้นมองหน้ากัน แต่เมื่อตาลุงแก่ ๆ ที่ไม่รู้จักกาลเทศะหันไป พวกเขาก็หันหน้าหนี


                "ถ้าคิดว่าตัวเองสูงนัก กลับไปก็ไปถามหาเจ้าของตลาดกับเจ้าของห้างทองแซ่โค้วที่ใช้นามสกุลสุภาพวงศ์ พูดไปว่ารู้จักโป๊ยตี๋มะลิ แล้วดูซิ ว่าคุณยังจะกล้าดูถูกใครอีกไหม"


                พูดจบ เสียงฮือฮาก็ดังขึ้น จารุขมวดคิ้ว ทวนนามสกุลนั้นอยู่ในใจ ในตอนนั้นเองเขาก็ทุบฝ่ามือตัวเองเพื่อแสดงกิริยาแทนคำพูดว่าถึงบางอ้อ


                ตลาดที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ ตลาดของเตี่ย เจ้าของใช้นามสกุลสุภาพวงศ์ หรือเดิมทีคือแซ่โค้ว ในจีนกลางคือสวี่ พวกชาวบ้านพากันบอกว่านั่นคือเศรษฐีใหญ่ แต่ดูเหมือนจะเป็นพรหมลิขิต เพราะเขาดันเคยคุยกับอากงบ้านนั้นจนถูกคอ ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่ ถ้ารู้ว่าคนทางนี้เป็นหลานละก็ น่าจะสู่ขอตั้งแต่ตอนนั้นไปแล้ว


                "สุภาพวงศ์" แขกวัยป้าคนหนึ่งเขย่าแขนคนที่น่าจะเป็นลูกสาว "เศรษฐีใหญ่นั่นไง ที่ดินพวกคนในตลาดอยู่กับบ้านนี้หมด"


                "อะแฮ่ม ! "


                แต่แล้ว เสียงกระแอมไอของตั่วเฮียบ้านลักษณวงศ์ก็เรียกความสนใจของทุกคนไป


                "ขอโทษที่ขัดจังหวะครับ มาช้านิดหน่อย เพราะต้องอยู่เฝ้าไข้น้อง" จารุยิ้มน้อย ๆ พลางมองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาที่ไม่ได้ยิ้มไปด้วย "ว่าแต่ คุยอะไรอยู่กับเมียผมหรือ"


                ไม่มีคำภาษาจีนหลุดออกมาสักคำ ราวกับต้องขยี้สิ่งที่มะลิพูดไปก่อนหน้านี้


                "อ้าว เงียบกันทำไมล่ะครับ" เขาหัวเราะ ก่อนจะเดินไปโอบไหล่ของคนอายุน้อยกว่า แล้วบีบเบา ๆ "แต่ก็ดีครับ คุณย่าไม่น่าจะชอบ เพราะมันวุ่นวาย"




#ฟิคมาลัยเสี่ยงรับ





                ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบศีรษะของเด็กหนุ่ม


                "เก่งมากเจ้ามะลิ"


                "เก่งแบบนี้เฮียชอบไหมล่ะ" ว่าแล้วก็ยักคิ้วให้คู่สนทนา


                "ชอบสิ ชอบมานานแล้ว"


                ผู้ฟังขมวดคิ้ว "หมายความว่าอย่างไรครับ"


                "มะลิเคยได้รูปถ่ายสองนิ้วที่เป็นรูปแมวใช่ไหมครับ"


                "อ้อ พกไว้ตลอดน่ะ" ว่าแล้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาเปิด และหยิบรูปใบนั้นออกมา "พกไว้เพราะคิดว่า ถ้าเจอคนรู้ภาษา จะได้ให้เขาแปลให้"


                "ว่าแล้วว่าน่าจะอ่านไม่ออก พูดได้อย่างเดียว มันอ่านว่า..." ร่างสูงรับรูปใบนั้นมาถือไว้ แล้วพลิกไปด้านหลัง "หว่อ อ้าย ช่าง หนี่ เล่อ"


                "แล้ว แปลว่าอะไรหรือ" ผู้พูดกระพริบตาปริบ ๆ


                ตั่วเฮียเจิ้นส่งรูปคืนให้ แล้วโน้มตัวเข้าไปใกล้ กระซิบที่ข้างหูของโอเมก้าเจ้าของกลิ่นมะลิหอมฟุ้ง


                "เฮียตกหลุมรักเราเข้าเสียแล้วสิ... มะลิ"


                ในตอนนั้นเองความสบสนก็จู่โจมในใจของเด็กหนุ่ม


                หมายความว่าอย่างไรกัน ทั้งเรื่องที่ว่าชอบมานานแล้ว ทั้งเรื่องที่รู้ที่มาของภาพนี้อีก


                ตั่วเฮียเป็นใครกันแน่...



TBC

แท็ก #ฟิคมาลัยเสี่ยงรับ




#ฉากที่ถูกตัดออก


ซาตี๋กับอาเซียว



                "แล้ว กลับอย่างไรล่ะคืนนี้" ร่างสูงจับมือของคนตัวเล็กขึ้นมาแนบแก้มสองข้าง พลางส่งสายตาหวานฉ่ำไปให้


                "ก็ เดี๋ยวเราไปนอนที่โรงน้ำชากับม้า เช้าก็กลับ" นักร้องประจำภัตตาคารยิ้มน้อย ๆ "ก่อนจะหันไปมองทางหญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก "คืนนี้ไปส่งม้าซาตี๋เถอะ"


                "บอกแล้วไง ว่าให้เรียกอาหยาง" เจ้าของตำแหน่งลูกคนที่สามหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดึงตัวของร่างบางเข้ามากอดแทน "ไม่ได้เจอกันสองคืน จำไม่ได้แล้วหรือครับ อาเซียวของหยาง"


                "ไอ้บ้า" กำปั้นของอาเซียวทุบเบา ๆ บนหลังของคนอายุน้อยกว่า แต่กลับไม่ยอมเรียกตัวเขาว่าพี่ และส่งสายตาไปหาซ้อใหญ่ กระนั้น หล่อนกลับทำเพียงยักไหล่ ราวกับต้องการบอกว่าไม่สน


                "ซ้อใหญ่มองอยู่ ทำอะไรเกรงใจม้าตัวเองบ้าง ไอ้เด็กบ้า"


                "ก็ขอกอดหน่อยไม่ได้หรือไง ไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่"


                "ก็ปีนหน้าต่างบ้านแล้วแอบขี่ฮาเลย์มาหาเราอยู่ดี ซ้อรู้เรื่องนี้บ้างไหมนี่"


                "ว่าไงนะ" คนเป็นแม่เดินเข้ามาใกล้ทันที เป็นเหตุให้ซาตี๋ต้องผละออกจากอ้อมกอดของคนที่ชอบ


                "อาหยา— อ่า ซาตี๋บางคืนแอบมาที่โรงน้ำชากับภัตรคารน่ะครับ ผมคิดว่า ซ้อน่าจะไม่รู้..."


                "ตอนนี้ซ้อก็รู้แล้วเนี่ย" คนที่ถูกขายมือไม้พันกันไปหมด ไม่รู้จะเอาไปไว้ไหน


                ความตึงเครียดโรยตัวลงมาทันที หลังจากที่ซ้อใหญ่มองหน้าของเซียวอย่างดุ ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา


                "คราวหลังก็ไม่ต้องปีนหน้าต่าง วันไหนมีร้องเพลงก็พาม้ามาด้วย จะมาดูพฤติกรรมว่าที่สะใภ้" หล่อนกอดอก "แล้วก็หัดเก็บเงิน ทำงานนี่ก็เก็บเสีย เชื่อมทอง ล้างทองได้เงินมาจากเฮียเขาก็เก็บไว้ จบมหาวิทยาลัยจะได้มีเงินไปสู่ขอกัน"


                "ม้าไม่ได้เกลียดอาเซียวหรือ" คนเป็นลูกชายหันมาถาม


                "เกลียดน่ะเคยเกลียด แต่ดูอย่างอาม่าแก ตายไปก็ไม่มีความทรงจำดี ๆ อะไรกับม้าเลย ลูกหลานก็พากันเกลียดกัน ม้าอยากรักษาความเป็นครอบครัวไว้ ซาตี๋ก็ลูกม้า ลูกผู้หญิงโรงน้ำชาก็คน จะลดละให้" ซ้อบ้านลักษณตระกูลชี้หน้าเด็กหนุ่ม


                "แต่ถ้าทำตัวไม่ดี ม้าจะไม่ละเว้น จำเอาไว้"












ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

13 ความคิดเห็น

  1. #13 Latte-Capuchino (@Latte-Capuchino) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 02:50
    อะโหตั่วเฮีย แปะป้ายจองเขาไว้ก็ไม่บอก 我爱上你了ก็คือเขินจนตัวแตกยิ่งกว่าน้องมะลิ ส่วนน้องมะลิก็คือแซ่บๆพริกสิบเม็ด แลงมากรู้ก55555 แล้วซาตี๋คือได้ลูกสะใภ้ให้แม่แร้วอะ อะไรเนี่ย55555
    #13
    0
  2. #11 -chompu- (@-chompu-) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 22:01
    ที่แท้ตั่วเฮียก็จองของเขาไว้นานแล้วนี่เอง.... แหม่ พ่อคุ๊ณณณณณ เขินแทนมะลิแล้วเนี่ย ชอบความด่าแบบสุภาพของมะลิ แซ่บเว่อร์ พริก 20 เม็ดไปเลย สะใจอ่อน
    #11
    0
  3. #9 jeep_s (@pt_deda) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 เมษายน 2562 / 16:37
    มะลิคือที่สุดของความน่ารักความแก่นแก้ว
    #9
    0
  4. #8 anoter_star28 (@another14_star28) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มีนาคม 2562 / 12:04
    จะเป็นสะใภ้ต้องสู้ๆเด้อ ม้าดุนา เเต่ความตั่วเฮียนี่ไม่เบาจริงๆ ส่วนซาตี๋กับอาเซียวก็.. เเง้ น่ารัก!!
    #8
    0
  5. #6 teaxoo2568 (@teaxoo2568) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 19:20
    อื้อหือ ตั่วเฮียคะ แพรวพราวเหมือนกันะคะเนี่ย ส่วนเจ้าหนูมะลิคือสุดยอด เชียร์สุดใจเลยค่ะ ซาตี๋คะ เบาค่ะเบา ม้าก็อยู่ เก็ยอาการนิ้ดนึง ส่วนม้านี่เดี่ยวดุเดี่ยวใจดี ลูกสะใภ้บ้านนี้ต้องสู้ๆนะคะ
    #6
    0
  6. #4 marjolaine (@kchr-pm) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 20:35
    เป็นสะใภ้บ้านนี้เหนื่อยหน่อยนะคะ ม้าดุไม่หยุด แต่ชอบความม้านะ ด้วยความแบบลูกชายสามคน+หลานอีกหนึ่ง หวงบ้างแหละ ลูกชายแต่ละคนร้ายไม่เบาเลยนะ อยากเห็นหลี่เฮียกับโซ้ยตี๋แล้ว จะร้ายเท่าตั่วเฮียซาเฮียมั้ย ตั่วเฮียคือแบบบบบ จีบเค้าแต่เขาไม่รู้น้ออออออออ จะบ้าๆๆๆๆ ร้ายอ่ะเฮีย เขิน! /ซาเฮียคะ เบาหน่อย!!!!
    #4
    0
  7. #3 Sa-banee (@Sa-banee) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 15:21
    มะลิอย่างแก่น55555555
    #3
    0
  8. #2 K-isQ (@K-isQ) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 13:46
    น้องมะลิลลลลล T_____T น้องน่ารักมากฮืออออ ตาพี่ก็คือแอบจองไว้นานแล้วอีกต่างหาก ร้ายกาจจริงๆ!5555555 จริงๆเป็นคนรว้ายๆใช่ไหมคะจารุ! น้องมะลินี่ก็แสบจริงๆ น่าเอ็นดู ;---;
    #2
    0