เจี่ยเจียชะตานี้ ข้าจะเปลี่ยนให้ท่าน

ตอนที่ 4 : บทที่3 การเดิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,933
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 348 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62




ท่านลู่จิวเดินตามเสนาบดีไปยังโถงใหญ่พร้อมกับบอกจุดประสงค์ของตน
และทันทีที่เขาบอกว่าจะพาเยว่เฟินหลันไปด้วย


“ว่าอย่างไรนะ ไม่มีทางข้าจักมิยอมให้หลันเอ๋อร์ต้องลำบาก”เสนาบดีเยว่ว่าด้วยสีหน้าไม่ใคร่จะพอใจนัก

ท่านลู่จิวยังคงนั่งอย่างสงบดุจเดิมยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ไม่สนใจคนที่กำลังหัวร้อนเพราะความหวงบุตรสาวแม้แต่น้อย

“ท่านจงตรองดูเถอะ ตั้งแต่เล็กจนตอนนี้นางเที่ยวทั่วจวนของท่านแล้วใช่หรือไม่ หรือวันๆหนึ่งนางเอาแต่นั่งอยู่ในจวนล่ะ”

“ข้า..”เสนาบดีถึงกับอับจนไม่อาจเอ่ยสิ่งใด

เพราะตั้งแต่เล็กเยว่เฟินหลันก็เที่ยวสำรวจแทบทุกซอกมุมของจวนด้วยวัยเพียง3หนาวรู้ทุกซอกมุมภายในจวนแม้แต่เขาที่เป็นของของจวนยังไม่รู้ดีเท่านาง ถึงแม้จวนเขาจะใหญ่พอสมควรแต่มันก็เล็กเกินไปสำหรับนางจริงๆ

หากปล่อยให้นางท่องเที่ยวไปในยุทธภพที่ใหญ่กว่าจวนของเขาหลายหมื่นเท่าก็พลันรู้สึกเป็นห่วงนาง

อีกทั้งหากปล่อยให้นางไปจริงเช่นนี้เขาก็คงมิได้เห็นหน้าตาที่แสนน่ารักของบุตรสาวอีก

“ข้ารู้ว่าท่านเป็นบิดาคงห่วงบุตรสาวเป็นธรรมดา แต่ข้าอยากจะบอกท่านอย่างหนึ่งว่า ท่านคำผู้ให้กำเนิดแต่ท่านหาใช่เจ้าชีวิต ตัวนางต่างหากที่เป็นเจ้าชีวิต”

เมื่อเห็นสายตาที่ลังเลของเสนาบดีเยว่ท่านลู่จิวจึงกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ ก่อนจะยกกาชารินใส่ถ้วยแล้วยกขึ้นจิบต่อ อย่างใจเย็น

คิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่งคิดจะขอบุตรสาวเป็นศิษย์จากบิดาขี้หวงใจต้องเย็น

ยามนี้ลู่จิวเพียงจิบชารออีกฝ่ายตัดสินใจเสนาบดีเยว่ได้แต่มองท่านลู่จิวอย่างลังเล

“แล้วข้าจะได้เห็นนางอีกเมื่อใด”ลู่จิวยิ้มมุมปากอย่างพอใจ

“อีกไม่กี่ปีนางก็กลับมา”
“เช่นนั้นฝากบุตรสาวข้าด้วย”

ตอนนี้เยว่เฟินหลันกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ริมศาลาโดยมีลี่ฟ้านคอยดูแล นางกำลังทบทวนเนื้อหาในหนังความรักดั่งหิมะโปรยปรายว่าต่อไปจะถึงฉากไหนบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าในหนังฉากตอนเด็กมีแค่ไม่กี่ฉากอีกทั้งยังโฟกัสไปที่ตัวละครหลักตัวประกอบแบบนางจึงแทบไม่มีบทบาท นั่นจึงทำให้นางนึกไม่ออก

“เรียนคุณหนู นายท่านเรียกให้ไปพบเจ้าค่ะ”
ในขณะที่กำลังนั่งคิดเสียงของบ่าวรับใช้ก็เอ่ยขึ้นแทรกก่อนจะโค้งให้นางยิ้มรับเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นไปหาบิดา


ภายในห้องโถง เยว่เฟินหลันก้าวช้าๆเข้าไปในที่ซึ่งบิดาและว่าที่อาจารย์ของนางกำลังอยู่

“เจ้ามาแล้วหรือหลันเอ๋อร์ เร็วเข้าเถอะไปคำนับอาจารย์เสีย”

เสนาบดีเยว่หันมาทางบุตรสาวก่อนจะเอ่ยขึ้นมาผายมือให้ นางพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วคุกเข่าตรงหน้าลู่จิว ก่อนที่บ่ายชายคนหนึ่งจะยกไหเหล้าหมักชั้นดีกับจอบมาวางไว้ตรงหน้านาง

เยว่เฟินหลันค่อยๆยื่นมือไปจับไหเหล้าด้วยมือที่สั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดนางจะได้มีอาจารย์กับเขาสักที

เยวาเฟินหลันรินเหล้าลงจอบ ก่อนจะยกจอบเหล้าขึ้นทั้งสองมือเงยหน้าขึ้นไปมองลู่จิว

“ข้าเยว่เฟินหลัน ขอคำนับฟ้าดิน ฝากตัวเป็นศิษย์กับ..”
ในขณะที่เยว่เฟินหลันกำลังกล่าวเสียงของฮูหยินเพียงคนเดียวในจวนก็ดังขัดขึ้น

“ไม่ได้”!!
ทุกคนหับขวับไปมองผู้มาใหม่อย่างรวดเร็ว
“ฮูหยิน/นายหญิง”!

“ท่านแม่”
เยว่ฮูหยินเดินเข้าไปในห้องโถงด้วยท่าทางสง่างามแต่ใบหน้างามกลับบูดเบี้ยวด้วยโทสะ ทุกคนต่างเหงื่อตก เเม้เเต่เสนาบดีเยว่เองก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก มีเพียงแค่ท่านลู่จิวที่ยังคงความเรียบนิ่งเอาไว้อย่างมิรู้สึกรู้สา เยว่เฟินหลันมองทุกคนสลับกับมารดา เมื่อสบกับสายตาของมารดาเยว่เฟินหลันถึงกับหน้าสลดไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด

“หลันเอ๋อร์แม่มิยอมให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น”เยว่ฮูหยินกล่าวขณะปรายตามองเสนาบดีเยว่อย่างคาดโทษ

“แต่ท่านเเม่เจ้าคะ ข้าอยากจะไปกับท่านอาจารย์ให้ข้าไปเถอะนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าเอ่ยกับมารดาด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

นางรู้ดีถ้าเรียนกับท่านลุงก็ต้องออกเดินทางไปท่องยุทธภพซึ่งนั่นแหละที่นางต้องการ

“ข้าเองก็เห็นด้วยกับหลัน..”
เสนาบดีเยว่เมื่อเห็นสายตาอ่อนลงของฮูหยินจึงเอ่ยขึ้นสนับสนุนแต่แล้ว

“ท่านน่ะเงียบเสีย”นางหันขวับไปบอกสามีเสียงเข้มจนอีกฝ่ายซะดุ้ง ก่อนจะหันมามองลูกน้อยแล้วกล่าวขึ้น

“หลันเอ๋อร์แม่มีเจ้าเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว แม่ย่อมถนอมเจ้าด้วยรักแม่มิอยากต้องไปลำบาก อย่าไปเลย ท่านลู่จิวข้าขอขอบคุณท่านยิ่งที่เล็งเห็นว่าบุตรสาวของข้านั้นเหมาะที่จะเป็นศิษย์ของท่าน เเต่ข้าไม่อยากใก้นางต้องห่างไกลจึงขอปฏิเสธหวังว่าท่านคงเข้าใจข้าน่ะเจ้าคะ”

นางว่าก่อนจะยอบกาย ลู่จิวฟังก็ทำเพียงหัวเราะจนเยว่ฮูหยินถึงกับแปลกใจ ก่อนจะรินชายกขึ้นมาดื่มราวกับเป็นจวนของตัวเอง ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคนก่อนจะเอ่ยขึ้น

“มิเป็นไร ข้ารอได้”

เพียงคำพูดไม่กี่คำของลู่จิวสร้างความฉงนใจให้กับเยว่ฮูหยินไม่ใช่น้อย นางเอ่ยถามอีกรอบเก็บความไม่พอใจไว้ภายใน

“ท่านกล่าวมาเช่นนี้ หมายความว่าเช่นไรหรือเจ้าคะ”

ลู่จิวฟังคำก็เพียงยิ้มส่งไปให้เยว่ฮูหยินและเยว่เฟินหลันก่อนจะรินชาแล้วดื่มอีกรอบ เยว่เฟินหลันมองว่าที่อาจารย์ด้วยความตะลึง

อาจารย์ท่านจะใจเย็นเกินไปแล้วท่านแม่ของข้ากำลังเดือดปุดปุดอยู่นะเจ้าคะ

ราวกับอ่านความคิดของเยว่เฟินหลันออกเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาลู่จิวก็เอ่ยขึ้นไขข้อข้องใจ

“อย่างไรเสียข้าก็ได้เลือกศิษย์ไว้แล้วหากจะให้เปลี่ยนเห็นทีคงไม่ได้ อีกทั้งนางยังอายุน้อยเช่นนั้นเพื่อความสบายใจของท่านทั้งสองข้าจะพานางไปช้ากว่านี้ก็ย่อมได้”

เยว่ฮูหยินที่ไม่พอใจแต่เเรกเมื่อได้ฟังก็ยิ่งหงุดหงิดใจ

“เอ๋ ท่านอาจารย์ ข้าว่าข้าบอกท่านไปแล้วนะเจ้าคะว่าอย่างไรข้าก็ไม่ยอมให้หลันเอ๋อร์”
นางไม่เข้าใจเหตุใดจึงไม่เป็นบุตรคนอื่นเหตุใดต้องเป็นบุตรของนาง นางไม่อยากจากลูกไม่อยากให้ต้องลำบาก

เยว่จื่อหร๋านก็ทีนึงละ อยากไปกับอาจารย์นางห้ามก็ไม่ฟังตอนนี้ก็เยว่เฟินหลันอีก นางไม่ยอม

“เชิญท่านอาจารย์อย่ารอให้เปล่าประโยชน์อย่างไรข้าก็ไม่ให้หลันเอ๋อร์ไป”

“ฮูหยินเจ้ากล่าวแรงเกินไปแล้ว”
ในที่สุดบุคคลที่เงียบมานานอย่างเสนาบดีเยว่ก็เอ่ยขึ้นมาบ้าง





“ฮูหยินเจ้าอย่าโกรธข้าเลย”
ตอนนี้เสนาบดีเยว่กำลังง้อภรรยาที่หลังจากกลับมาจากห้องโถงก็ปิดประตูห้องไม่ให้เขาเข้าไป

ภายในห้องเพียงประตูกั้นร่างสง่างามของเยว่ฮูหยินยืนหันหลังอยู่ไม่ไกล
นางโกรธเขานางไม่พอใจเขาเหตุใดจึงยอมให้ผู้อื่นมาพาลูกของนางไปด้วย


“ท่านยอมให้หลันเอ๋อร์ไปแต่ข้าไม่ นางเป็นลูกของข้าข้าอุ้มท้องนางมานับ9เดือน เหตุใดจึงยอมให้ผู้อื่นพาไปอย่างง่ายใด”

เสนาบดีเยว่ฟังก็ได้แต่ทำหน้าหงอย ใช่ว่าตัวเขาเองจะอยากให้ลูกน้อยไปเสียเมื่อไรเล่า แต่เป็นเพราะเหตุผลบางประการที่ทำให้เขาไม่อาจขัดได้

“ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าห่วงลูก แต่ใช่ว่าเจ้าจะปกป้องนางได้ตลอดชีวิตหาไม่ สักวันนางก็ต้องเติบโต”

“ท่านไม่เข้าใจข้า”
นางบอกอย่างกระฟัดกระเฟียดหมดมาดฮูหยินก่อนจะเดินออกไปไกลจากประตูแต่แล้วนางก็ต้องหยุดชะงัก

“ท่านเเม่”
เยว่เฟินหลันเดินเข้าใกล้บิดาก็เห็นว่าตอนนี้เสนาบดีเยว่นั้นกำลังทำหน้าเศร้าอย่างที่เยว่เฟินหลันไม่เห็นเห็นมาก่อน

อาจเป็นเพราะบิดานางนั้นยิ้มให้นางเสมอกระมังเยว่เฟินหลันพลันยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยเรียกมารดา

“ท่านแม่อย่าโกรธท่านพ่อเลยนะเจ้าคะ”


หลายวันผ่านไปมารดาของเยว่เฟินหลันยังคงใจเเข็ง นางยังคงทำใจไม่ได้ที่จะต่องปล่อยให้บุตรสาวตัวน้อยต้องไปเผชิญกับโลกภายนอก แม้ว่าเยว่เฟินหลันนั้นจะหาเหตุผลสารพัดมาเป็นข้ออ้างก็ตามแต่มีหรือที่เยว่เฟินหลันจะยอม

ขนาดน้ำหยดลงหินทุกวันมันยังกร่อนแล้วหัวใจอ่อนๆจะทนได้หรือ มิมีทาง และก็เป็นดังนั้นสุดท้ายเยว่ฮูหยินก็ยอมใจอ่อนในที่สุด ด้วยเหตุผลของเยว่เฟินหลันที่กล่าวกับมารดาว่า

“ท่านเเม่เจ้าขา ข้ารู้ดีว่าท่านห่วงข้าเพียงใด แม้ข้าพึ่งจะ5หนาวแต่ก็สามารถเที่ยวรอบจวนอีกทั้งหนังสือในห้องทำงานของท่านพ่อข้าล้วนอ่านมาหมดแล้วข้าอยากไปรู้จักกับโลกภายนอกบ้างไม่ว่าจะเจออะไรข้าจะถือว่าเป็นบทเรียนข้าไปก็ใช่ว่าจะไม่กลับมา ข้าสัญญาหากข้าไปข้าจะกลับมาหาท่านพร้อมกับสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโลกภายนอกท่านวางใจในตัวข้านะเจ้าคะ”

เฮ้อ..ก็คงเป็นเเบบนั้นจริงๆนั่นแหละ บุตรสาวของนางโตขึ้นแล้วจริงๆ นางควรปล่อยให้เยว่เฟินหลันไปเรียนรู้โลกภายนอกอย่างที่บอกสินะ

“ได้แม่ยอมเจ้าเเล้วหลันเอ๋อร์”
นางหันไปกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจะกอดบุตรสาวตัวน้อยแน่น

และแล้ววันที่ตั้งตารอก็มาถึง เยวาเฟินหลันคุกเข่าต่อหน้าลู่จิวก่อนจะยกจอบเหล้าขึ้นมา จ้องไปยังว่าที่อาจารย์ด้วยสายตาเป็นประกาย

นางแอบถามท่านพ่อจนรู้มาว่าอีกฝ่ายเป็นหมอเทวดาล่ะ เเบบนี้ก็ดีน่ะสินางจะได้ประชันกับแม่นางเอก

หึหึเจ้ามีอาจารย์เป็นหมอหลวงแต่ข้ามีอาจารย์เป็นถึงหมดเทวดาเชียวนะ
และยิ่งกว่านั้นลู่จิวแทบจะไม่เคยรับศิษย์คนใดมาก่อนเลยจนเยว่เฟินหลันอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้

“ข้าเยว่เฟินหลันขอคำนับฟ้าดินฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ลู่จิว”
นางกล่าวก่อนจะยื่นจอบเหล้าไปข้างหน้าให้ลู่จิวเขารับมาก่อนจะดื่มเหล้าจอบนั้น

“ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์”
เยว่เฟินหลันประสานมือไว้กลางอกก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความปิติยินดีของบิดามารดาและเหล่าข้ารับใช้

“เยว่เฟินหลันคารวะอาจารย์”

ท่ามกลางความยินดีมีเพียงคนผู้หนึ่งที่โศกเศร้านั่นคือ ลี่ฟ้าน สาวใช้ประจำตัวเย่วเฟินหลัน

โถ่คุณหนูเหตุใคจึงห้ามไม่ให้นางตามไปรับใช้ บ่าวอย่างนางมิควรอยู่ในจวน

ก่อนหน้านั้นนางได้ร้องขอติดตามคุณหนูไปแต่ถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าให้นางอยู่ดูแลเรือนคุณหนู แลัวบ่าวจะรอคุณหนูกลับมานะเจ้าคะ

เช้าวันรุ่งขึ้นยามเฉินเยว่เฟินหลันและอาจารย์ก็เตรียมสัมภาระกันก่อนจะออกเดินทาง

ปีนั้นในฤดูคิมหันต์เยว่จื่อหร๋านกลับมายังจวนด้วยวัยที่โตขึ้น10หนาว เขายืมม้าหานเซี่ยของอาจารย์กลับมาท่ามกลางความยินดี ทุกคนมายืนต้อนรับเขากลับมา
เขาสอดส่องสายตาไปทั่วบิดามารดาอยู่ครบเว้นแต่น้องน้อยของเขา เขามองหาด้วยความฉงนระคนแปลกใจ ก่อนที่คิ้วกระบี่จะขมวดแทบเป็นปมเมื่อทราบจากบิดาว่านางไปร่ำเรียนกับอาจารย์แล้ว โถ่หลันเอ๋อร์พี่ยังมิทันได้ลาเจ้าเลย...

วันแรกของการเดินทางนางอดตื่นเต้นไม่ได้ เมื่อรถม้าค่อยๆเคลื่อนผ่านตลาดไปนางได้เเต่มองอย่างคิดถึงเเม้ว่าในหนังจะไม่ปรากฎเฟยช่างเทียนก็ตาม ตามจริงในเนื้อเรื่องแล้วเยว่เฟินหลันไม่มีสหายมีแค่พี่าสวอย่างหลิวเหมยกุยที่เปรียบเสมือนสหายหญิง

นอกจากฉากที่ว่าเยว่เฟินหลันสาบานเป็นพี่น้องกับหลิวเหมยกุยแล้วในหลังบอกเพียงแค่ว่าน้องสาวร่วมสาบานของนางร้ายก็ได้ติดตามอาจารย์ท่านหนึ่งเพื่อไปร่ำเรียนวิชาแพทย์

ในขณะที่รถม้าห่างออกไปจากเมืองนางก็รีบเปิดม่านดูนอกเมืองด้วยความตื่นเต้นนี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เกิดมาในโลกนี้ที่นางได้ออกไปที่อื่นที่ๆไกลจากเมืองบ้านเกิด

ช่วงบ่ายตะวันคล้อยรถม้านับจ้างก็พามาถึงจุดหมายปลายทาง นั่นคือหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ยังเป็นชนบทในแคว้นจ้าว

อาจารย์และนางลงจากรภม้าก่อที่จะเดินทางต่อด้วยเท้า ผ่านหมู่บ้านเข้าไปในป่าก่อนจะถึงกระท่อมเชิงเขาที่เป็นที่พักสำหรับนางและอาจารย์คราแรกที่เห็นเยว่เฟินหลันำลันนึกถึงหนังกำลังภายในในโลกก่อนที่เคยดู มัาช่างเหมือนกันและนางคิดว่าข้างในนั้นคงไม่ต่างกันกับในหนัง

“นี่เป็นที่พักเมื่อก่อนที่ข้ามาเยือนยังหมู่บ้านนี้”
พอฟังคำของอาจารย์นางก็พอเบาใจได้บ้างว่าอย่างน้อยก็คงไม่ต้องทำความสะอาดอะไรมากเพราะคาดว่าสภาพในกระท่อมคงสะอาดในระดับหนึ่งแต่เมื่อเข้าไปแล้วนางกลับพบว่ามันช่างต่างกับความคิดของนางลิบลับ ฝุ่นหยักไย่อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดนางเเละอาจารย์ช่วยกันทำความสะอาดเล็กน้อยในบางพื้นที่เพื่อใช้หลับนอนมิทันไรดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าเห็นเพียงแสงสีส้มประปราย ก่อนราตรีจะค่อยๆเข้ามาปกคลุม อาจารย์บอกกับนางว่าให้นอนแต่หัวค่ำวันรุ่งขึ้นค่อยตื่นมาจัดการเก็บกวาดกระท่อมซึ่งนางก็เห็นด้วยอย่างยิ่งเพราะตอนนี้นางนั้นเมื่อยและอ่อนล้าจากการเดินทางมาทั้งวัน เก็บแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้ก็ดี

รุ่งขึ้นนางตื่นตั้งแต่ยามหยินด้วยเสียงอันไพเราะของบรรดาไก่ป่าที่ตอนนี้นางชักอยากไปจับมาต้มกินนางได้เเต่หาวไปช่วยอาจารย์ทำกับข้าวไป ก่อนจะกินข้าวพอยามเฉินอาทิตย์รุ่งอรุณโผล่พ้นจากขอบฟ้า
อาจารย์ก็เรียกนางมาคุย

“ศิษย์มาแล้วเจ้าค่ะอาจารย์”นางคารวะอาจารย์ก่อนจะนั่งลงตรงหน้า

“จากที่ข้าสังเกตมาตัวเจ้านั้นเป็นคุณหนูที่อยู่แต่ในจวนแรงน้อยเกรงว่าหากอาจารย์สั่งงานพละกำลังเจ้าคงไม่พอ”
ว่าจบก็ลูบเคราตัวเองอย่างใช้ความคิดนางจ้องตาอาจารย์แบ๋วอย่างลูกแมวน้อย
“เป็นเช่นนี้อาจารย์คงต้องสอนเรื่องพละกำลังให้กับเจ้าก่อน”

“เจ้าค่ะ”เยว่เฟินหลันรับคำอย่างงุนงงมิใช่ว่ามาเรียนการแพทย์แบบโบราณสมุนไพรการต้มยาอะไรทำนองนี้หรอกหรอแล้วเหตุใดถึงให้นางฝึกพละกำลังแทน มิใช่ต่อสู้เสียหน่อย

“ถึงอย่างนั้นพละกำลังก็ถือเป็นพื้นฐานของการเรียนทั้งสิ้น”อาจารย์นางตอบกลับมาราวกับอ่านความคิดนางออก

โอโหสุดยอดหากนางคิดอะไรก็คงรู้หมดอย่างแน่นอน ชักจะน่ากลัวแล้วสิ

“แต่ก่อนอื่นคงต้องช่วยกันทำความสะอาดกระท่อมสะก่อน”

นางรับคำอย่างว่าง่ายและตั้งเเต่นั้นมานางก็โดนใช้ให้ทำความสะอาดกระท่อมตลอดไม่ว่าจะเป็นปัดกวาดเช็ดถูตักน้ำรวมไปถึงตักน้ำหาบฟืนก่อไฟทำกับข้าวช่วยอาจารย์ต้มยาสมุนไพรล่าสุดใช้ให้นางไปตักน้ำแบกจากลำธารมาใส่ในบ่อน้ำ

โถ อาจารย์เจ้าคะข้าเป็นศิษย์หรือเป็นทาสท่านกันแน่ ซึ่งอาจารย์ก็ได้บอกกับนางว่าเพราะนางเป็นคุณหนูซึ่งไม่เคยทำจึงให้นางทำ ในทุกๆเช้านางต้องตื่นมาทำงานทุกอย่างควบคู่ไปกับการฝึกฝนเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อให้แข็งแรงความคล่องแคล่ว

ช่วงแรกๆที่นางต้องทำก็แทบเลือดตากระเด็นทั้งเหนื่อยจนแทบจะหมดเเรงยังไม่ค่ำนางก็ต้องรีบเข้านอน

เพราะเห็นแบบนั้นอาจารย์เลยใจดีช่วยบ้างบางคราซึ่งช่วงหลังๆมานางทำคนเดียวเหมือนเดิมโดยให้เหตุผลว่าหากช่วยนางบอกๆนางจะได้ใจและไม่ทำแต่อาจารย์ข้าพึ่งจะ5หนาวนะเจ้าคะ

วันๆนางใช้เวลาหมดไปกับการทำงานและฝึกฝนจนวันเวลาล่วงเลยมาได้6เดือนเต็ม วันนี้อาจารย์จึงเรียกนางไปพบอีกครั้งก่อนจะยื่นหนังสือเล่มหนาเท่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ในโลกก่อนให้น่างเอาไปเปิดอ่านดูแล้วให้วันรุ่งขึ้นจะไปตามหาสมุนไพรเหล่านั้น ซึ่งมันเยอะจนต้องร้องขออาจารย์แล้วจดจำเเค่สมุนไพรหน้าแรกๆ

นางใช้เวลาทั้งวันไปกับการจำชื่อสมุนไพรพร้อมลักษณะและถิ่นกำเนิดจนลืมเวลาอาทิตย์ลาลับลงขอบฟ้าไปคืนนั้นนางฝันเห็นแต่ชื่อสมุนไพรที่จำจนหลอน

อาจารย์ปลุกนางให้ตื่นแต่เช้าก่อนจะพานางขึ้นเขาแล้วให้นางไปสมุนไพรบางชนิดที่มักจะพบบ่อยตรงหน้าผาหรือที่ลาดชัน

“เอออาจารย์หากมันอยู่ในที่แบบนั้นข้าจะไปเก็บมาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
นางหันไปถามอาจารย์ด้วยความสงสัย
อาจารย์ของนางไม่พูดพล่ำทำเพลงหยิบมีดเล่มเล็กข้างเอวให้กับนาง

“อาจารย์มอบให้เจ้ารับไปเถอะ”
นางยื่นมือไปรับมีดด้วยท่าทางเก้กังแต่ถึงอย่างนั่นนางก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีมันเกี่ยวอะไรกับการไปเก็บสมุนไพรควไม่ใช่ให้นางกระโดดลงไปตัดหรอกใช่ไหมหากทำแบบนั้นนางก็ตายสิวรยุทธ์นางยังไม่มีเลย

ลู่จิวมองท่าทางช่างสงสัยของเด็กน้อยอย่างขบขันก่อนจะเอ่ยขึ้น”ตามมาสิ”

เยวาเฟินหลันรับคำก่อนจะเดินตามอาจารย์ไประหว่างไปก็บอกให้นางจดจำเส้นทางจนเข้าไปในที่แห่งหนึ่งที่นั่นเต็มไปด้วยบรรดาไม้เลื้อยจำพวกเถาวัลย์เยอะพอสมควร

พอเห็นครั้งแรกนางก็ถึงกับร้องอ้อเข้าใจในทันทีว่าเอามีดมาตัดเถาวัลย์เป็นเชือกกระโดดหน้าผาใช่หรือไม่เล่าอาจารย์ ลู่จิวยิ้มรับเมื่อหังลูกศิษย์ตัวน้อยกล่าว ช่างเป็นเด็กที่ฉลาด

“ถูกอย่างเจ้าว่า”
เยว่เฟินหลันยิ้มยินดีแต่กลับไม่ถึงดวงตา หากเป็นดั่งที่นางกล่าวมิต่างกับว่าตัวนางต้องกระโดดหน้าผาหรอกหรือแบบนี้มันไม่ต่างจากกระโดดลงไปตายเลยสักนิดแล้วนางจะยินดีได้เช่นไร

“หลันเอ๋อร์ ก่อนจะเอาชนะความกลัวเราต้องเอาชนะใจตนเองเสียก่อนเจ้าเข้าใจที่อาจารย์พูดหรือไม่”
เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของเขามีอาการหวาดกลัวจึงเอ่ยขึ้นมาเขารู้ดีว่าเด็กน้อยคนนี้เป็นคนฉลาดคงเข้าใจความหมายที่เขากล่าวซึ่งแน่นอนว่านางรู้ เพราะอย่างนั้นจึงได้สูดหายใจลึกๆทำใจให้สบาย

“เจ้าค่ะอาจารย์”

ใช้เวลาเพียงไม่นานนางและอาจารย์ก็สามารถต่อเถาวัลย์ที่ยาวพอจะให้คนทั้งสองลงไปยังหน้าผาก่อนจะค่อยๆหย่อนลงไปจนหมดก่อนจะเอาอีกด้านผูกกับต้นไม้ต้นใหญ่ที่ดูแข็งแรงที่พอจะรับน้ำหนักของตัวเองก่อนจะกระโดดลงหน้าผา

เยว่เฟินหลันมองอาจารย์อย่างตะลึงก่อนจะสูดหายใจลึกกระโดดตามแค่วันนี้เยว่เฟินหลันก็พอรู้แล้วล่ะว่าชะตาชีวิตของนางหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

แม้จะน่ากลัวน่าหวาดเสียวแต่ขอยอมรับเลยว่าหาสมุนไพรได้เยอะพอสมควรและหลักจากนั้นทุกครั้งที่อาจารย์สั่งให้นางไปหาสมุนไพรมาถ้าไม่ใช่จำพวกที่ขึ้นตรงหน้าผาก็สบายไปแต่หากเมื่อใดที่เป็นพืชที่ขึ้นตรงหน้าผาเยว่เฟินหลันยังคงหวาดเสียวต่อไปพอกลับมาจากหาสมุนไพรก็เริ่มสอนต้มสมุนไพรพื้นฐานบางชนิดอย่าง ยาแก้ปวด ก้ฟกช้ำ ห้ามเลือด



ปีต่อมานางและอาจารย์ลงจากเชิงเขานั่งรถม้าไปต่อที่แคว้นหานโดยใช่ระยะเวลาในการเดินทางทั้งหมด3เดือนเนื่องจากระยะทางค่อนข้างไกล อีกทั้งยังต้องพักระหว่างทางเพื่อหาเสบียงศึกษาสมุนไพรและหากเจอหมู่บ้านก็จะหยุดพักสัก3-4วันเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เจ็บไว้ได้ป่วยและหลังจากที่อยู่แคว้นหานนานถึง2ปีอาจารย์ก็เล็งเห็นแล้วว่าเยว่เฟินหลันจดจำบรรดาพืชต่างๆที่อยู่ในหนังสือได้แล้วจึงเริ่มสอนนางต้มยารวมไปถึงการหลอมยาลูกกลอนแบบจริงๆจังตลอดระยะเวลาในการเรียนเยว่เฟินหลันทำได้ดีจดจำได้แม้นอีกทั้งยังคล่องราวกับนางเลยทำมาก่อนนี่ควเป็นพรสวรรค์ของนางจริงๆแม้แต่อาจารย์อย่างลู่จิวยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมลูกศิษย์ตัวน้อยในใจ

คืนวันผ่านไปเพียงเวลาไม่นานก็เริ่มให้นางไปเป็นผู้ช่วยของอาจารย์ในการรักษาผู้คนสอนสิ่งต่างๆมากมายรวมทั้งการสังเกตบาดแผลที่เป็นแผลธรรมดาและแผลที่เกิดจากการโดนพิษลักษณะอาการของคนจนกระทั่งให้นางรักษาคนโดยมีมีอาจารย์ค่อยเป็นผู้ช่วยชี้แนะ

การรักษาคนครั้งก็ตื่นเต้นอยู่หรอแต่พอทำไปนานๆก็เริ่มชินไปเองจนรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ส่วนมากที่นางรักษาก็มีเป็นหวัดปวดหัวตั้งครรภ์คลอดลูกเป็นอะไรที่ธรรมดามีแค่ไม่กี่ครั้งเอวที่เจอพิษแต่ก็เป็นเพียงพิษพื้นๆอย่างทำให้แสบตา คัน อาเจียน


มีครึ่งหนึ่งในวันตรุษจีนของเมืองวันตรุษจีนถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีน อาจารย์มอบอั่งเปาหรือแต้ะเอี้ยะให้กับนางซึ่งนางรับมันด้วยความดีใจ

ในเมืองผู้คนต่างทำความสะอาดบ้านเรือนอย่างขมัดเขม้นไม่ว่าจะเดินผ่านไปที่ไหนก็จะเจอแต่คนสวมอาภรณ์สีแดงด้วยความเชื่อที่ว่าไล่ปีศาจร้ายให้ออกไปอาหารการกินเองก็ต้องเตรียมไว้ในวันตรุษจีนมีเม็ดบัวหมายถึงลูกหลานที่เป็นชาย เกาลัดหมายถึงเงินปลาทั้งตัวเป็นตัวแทนแห่งการอยู่ร่วมกันไก่สำหรับความเจริญก้าวหน้าเส้นหมี่ที่หมายถึงอายุยืนยาวอีกทั้งยังฉลองวันตรุษจีนนานถึง15วันด้วย

วันแรกของปีใหม่เป็นการต้อนรับเทวดาแห่งสวรรค์และโลก

วันที่2ไหว้บรรพชนและเทวดา

วันที่3และ4จะต้องทำความเคารพแก่พ่อตาแม่ยายของตัวเอง

วันที่5ทุกคนจะอยู่บ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อต้อนรับเทพเจ้าแห่งความร่ำรวย

วันที่6เป็นการเดินทางไปเยี่ยมเยียนญาติ

วันที่7เป็นการนำผลผลิตมาทำหมี่ซั่วกินเพื่อชีวิตที่ยืนยาว

วันที่8เป็นการอยู่กับครอบครัวอีกครั้งเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนทุกคนจะสวดมนต์ขอพรจากเทพเจ้า

วันที่9จะถวายอาหารแก่เง็กเซียนฮ่องเต้

วันที่10-12เป็นวันของเพื่อนและญาติ

วันที่13กินข้าวธรรมดากับผักดองกิมกิเพื่อชำระร่างกาย

วันที่14 จัดเตรียมงานฉลองโคมไฟ

วันที่15ฉลองโคมไฟและฉลองวันตรุษจีน

และในคืนนี้เองนางและอาจารย์มาเที่ยวตอนกลางคืนมีโคมไฟมากมายห้อยระย้าลงมาอย่างสวยงามใบหน้างามที่ยิ้มแย้มให้กับคืนสุดท้ายก็พลันหม่นแสงลงแววตาทอประกายความเศร้าตลอดระยะเวลาในวันตรุษจีนนางคิดถึงบิดามารดาและต้าเกอ

ในทุกๆปีครอบครัวของนางอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาดูอบอุ่นแต่3ปีมานี้หนูอยู่กับอาจารย์ต้าเกอเองก็ไปเรียนมิรู้ว่าปีนี้จะกลับจวนหรือไม่

ท่านพ่อท่านแม่คงเหงาพอๆก้บนางแน่แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังมีอาจารย์นี่นาพอคิดมาถึงตรงนี้เยว่เฟินหลันก็กลับมายิ้มอีกครั้ง

วันเวลาช่างผ่านพ้นไปไวจนตอนนี้นางมีอายุ8หนาวแล้วตอนนี้นางโตขึ้นกว่าเมื่อก่อนนักทุกสิ่งทุกอย่างที่นางได้เรียนตลอดระยะเวลา3ปีที่ผ่านมานางได้บทเรียนคำสอนนอกจากสมุนไพรการรักษาคนและหนึ่งในนั้นคือ นางได้เรียนรู้ประจักแล้วว่าสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงสักวันก็ต้องสูญสลายกลับสู่พื้นดินมีเพียงความดีเท่านั้นที่จะเป็นที่จดจำตลอดไปเช่นนั้นนางควรอุทิศตนเพื่อเป็นหมอรักษาคนดีหรือไม่เล่าแทนการวางแผนกำจัดนางเอก

เช้าวันนี้เยว่เฟินหลันตื่นตั้งแต่ยามหยินเพื่อไปหาสมุนไพรมาให้อาจารย์ก่อนจะกลับมายามอู่มาพักกินข้าวเที่ยงหมดก็ต้องไปหาต่อที่เชิงเขาตามเดิม

อาจารย์เจ้าคะใยวันท่านโหดยิ่งวันดีๆไม่สั่งดันมาสั่งวันที่อากาศร้อนแบบนี้เย่วเฟินหลันเด็ดสมุนไพรไปตัดพ้ออาจารย์ในใจ

“ระหว่างกลับคงต้องพักสักหน่อย” นางว่าก่อนจะเด็ดสมุนไพรใส่ย่ามจนเต็มในระหว่างที่พักอยู่นั้นก็เหมือนจะได้ยินเสียงน้ำตกแว่วๆเยว่เฟินหลันกุรีกุจอลุกขึ้นแบกย่ามตรงไปยังเสียงน้ำที่ได้ยินทันทีอย่างไม่ต้องคิดใช่แล้วนางจะไปอาบน้ำ เนื่องด้วยความร้อนในยามบ่ายของฤดูคิมหันต์มันช่างร้อนแรงเสียจนนางทนไม่ไหว

ซ่า~!!

พอไปใกล้เหมือนยิ่งได้ยินชัดเจนจนในที่สุด เยว่เฟินหลันปัดใบตองที่บังหน้าออกก็จะพบกับน้ำตกขนาดไม่ใหญ่มาก ไม่รอช้าเยว่เฟินหลันวางย่ามลงก่อนกระโดดลงไปเล่นน้ำแต่ด้วยสภาพที่ยังเป็นเด็กน้อยต่อให้ชาติที่แล้วนางว่ายน้ำเก่งแค่ไหนในชาตินี้นางก็อาบได้แค่ในที่ตื้นเพราะกระเเสนำ้ค่อนข้างไหลแรงตรงกลางน่าจะลึก

น้ำในน้ำตกใสซะจนเยว่เฟินหลันไม่กล้าที่จะถอดเสื้ออีกทั้งยังเย็นมากด้วยนางสนุกกับการเล่นน้ำก่อนจะได้ยินเหมือนเสียงอะไรสักอย่างที่หนักมากๆตกลงมาในน้ำจนเกิดเป็นระลอกคลื่นเยว่ดฟินหลันกวาดตามองรอบๆอย่างตกใจเมื่อเห็นน้ำใสถูกแทนที่ด้วยสีแดงและยิ่งเมื่อนางเจอกับต้นตอก็แทบหัวใจหยุดเต้น มันคือเสือป่าตัวเขื่อง

“กริ๊ด!!!~!!”

เยว่เฟินหลันกริ๊ดลั่นอย่างคนเสียสติวินาทีเเรกที่เห็นมือไม้อ่อนยวบไปหมดเจ้าเสือนั่นตัวใหญ่มากและหากมันคิดจะกินนางล่ะก็นางคงไม่รอดแน่

แต่จนแล้วจนรอดนอกจากเสียงที่มันตกลงมาก็ไม่มีเสียอะไรอีก

มันแปลกเกินไปเมื่อคิดได้ดังนั้นเย่วเฟินหลันจึงไห้หันกลับไปดูเจ้าเสือป่าชัดๆพลันก็เห็นแผลที่ถูกฟันจนเลือดไหลก่อนจะรู้ตัวบริเวณที่เยว่เฟินหลันอยู่นั้นก็ถูกย้อมไปด้วยสีแดง

เจ้าเสือตัวนี้คงตายแล้วสินะ แต่ก็ดีแล้วล่ะหากไม่ตายล่ะก็นางที่แหละที่จะเป็นคนตายแทนแต่จะว่าไปแล้วทำไมจู่ๆเสือตัวนี้ถึงตกลงมาล่ะหรือว่าถูกฆ่ากัน แล้วใครเป็นคนฆ่าล่ะความระเเวงเริ่มครอบงำนางสัมผัสได้ว่ามีใครยืนอยู่ด้านหลังแต่กว่าจะรู้ตัวก็มีวัตถุบางอย่างมาจ่อที่คออีกทั้งนางยังสัมผัสถึงความเจ็บแปรบ

เยว่เหินหลันหายใจติดขัดจะหันไปมองว่าใครก็ไม่ได้ด้วยสิไม่สิแม้แต่ขยับตัวยังไม่ได้เลยต่างหาก

“เจ้าเป็นใครมาทำอะไรที่นี่”
น้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเริ่มแตกหนุ่มทำเอานางขมวดคิ้วนี่อย่าบอกนะว่าไอ้ที่เอาดาบจ่อคอนางพึ่งจะเริ่มเป็นหนุ่มไอ้หมดนี่จะเก่งเกินไปไหม แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นมันไม่ได้ช่วยคลายความกลัวให้นางเลยแม้แต่น้อยกลับกันมันยิ่งทำให้นางกลัวมากกว่าเดิม ปากบางค่อยๆขยับเป็นคำพูด

“ขะข้าชื่อเฟินหลันเป็นศิษย์ของอาจารย์ลู่จิวข้ามาเพื่อหาสมุนไพรไปให้อาจารย์แต่ร้อนข้าก็เลยมาเล่นน้ำขอท่านอย่าทำอะไรข้าเลย”

พอจบคำเยว่เฟินหลันรู้สึกว่าแรงที่กดดาบลดลงรวมถึงคลายแรงที่จับนางนั่นทำให้นางเบาใจได้บ้างว่าน่าจะปลอดภัย อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งล่ะนะ

“ข้าจะเชื่อได้อย่างไรว่าเจ้าไม่ได้โกหก”ว่าจบก็แผ่กลิ่นไอมากดดันทำเอานางแทบหายใจไม่ออกเยว่เฟินหลันเอ่ยพลางชี้ไปที่ย่าม

“ในนั้นมีสมุนไพร...”
พอจบคำหนุ่มคนนั้นก็เดินไปดูถุงย่าม แต่ถึงอย่างนั้นสายตายังตงจ้องนางทุกฝีก้าวและนั่นทำให้นางได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจนแม้จะถูกปิดให้เห็นเพียงดวงตาก็เถอะแต่ก็คิดว่าคงหล่อไม่เบาโครงหน้านี่ใช้ได้รูปร่างยังไม่เท่าไรเพราะพึ่งเริ่มเป็นหนุ่มนี่ถ้าไม่ติดว่าเย็นชาไปหน่อยนางจะจองให้เจี่ยเจียของนางจะได้ไม่ไปแย่งพระเอก

“หึ”เยว่เฟินหลันหันขวับไปมองเห็นชายคนนั้นโยนย่ามของนางไว้ข้างๆก่อนจะเดินเข้ามาหานางก่อนจะเลี้ยวไปคว้าเจ้าเสือป่าตัวเขื่องที่ลอยต๋องแต๋งอยู่ในน้ำขึ้นมาแบก

นางแอบคิดในใจ เสื่อตัวเขื่องจะแบกไหวหรือ เเต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายแบกมันอย่างสบายถึงกับอุทานว้าวออกมา

หนุ่มคนนั้นหายไปอย่างรวดเร็วเยว่เหินหลันตบหน้าตัวเองเบาๆเรียกสติก่อนจะรีบล้างเนื้อล้างตัวอีกรอบแล้วจึงหยิบย่ามขึ้นมาแบกออกไปจากป่าอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มั่นใจว่าในป่าแห่งนี้จะยังมีสัตว์ชนิดไหนอยู่อีกบ้าง เดิมทีนางไปหาสมุนไพรกลับมาก็แทบจะไม่เจอสัตว์อันตรายชนิดไหนเลยจึงไม่ทันได้ฉุดคิดว่าในป่านี้มีสัตว์มากมายทั้งดุน้ายและน่ารัก

เจอเเบบนี้เห็นทีนางคงต้องขอฝึกวรยุทธ์ป้องกันตัวบ้างแล้วแหละ ไม่งั้นคราวหน้าถ้าเจอตัวเป็นๆมิคาดนางอาจได้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในท้องของมันก็ได้





เย้ๆๆๆจบไปอีกบทแล้ว

พิมพ์จบบุ๊ปก็อัพเลยยังไม่ตรวจคำผิดเจอทักด้วยนะคะ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 348 ครั้ง

65 ความคิดเห็น

  1. #42 mifoo saonanont (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 19:52

    สนุกแต่ตัวเอกอายุน้อยเกินไปจนรับไม่ไหว


    #42
    0
  2. #13 คนสัญจร (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 16:32

    สนุก รออ่านจ้า

    #13
    0
  3. #12 Jira123 (@Hwoung) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 10:59
    แววว่าจะเป็นตัวเอกแน่ๆ แต่เป็นไผ่นี้ ต้องดูใจไรท์ก่อน555
    #12
    0
  4. #11 อาราเล่ จุบุ (@shutima1234) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 06:04
    (จอกเหล้า)
    #11
    0
  5. #10 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2562 / 01:34

    พระเอกไหมนิคนนี้

    #10
    0