เจี่ยเจียชะตานี้ ข้าจะเปลี่ยนให้ท่าน

ตอนที่ 6 : บทที่5 มาเยือนพรรคกระยาจก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,366
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 306 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62




จากวันนั้นเวลาก็ล่วงเลยมาเป็นเดือนแล้วเยว่เฟินหลันกับอาจารย์ออกจากสำนักบู้ตึ้งหลังจากจบการประลองได้3วัน

ตั้งแต่ที่ช่างเทียนได้นกพิราบมาจากอาจารย์ทั้งนางและช่างเทียนก็ใช้นกติดต่อกันมาตลอดทั้งไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบตลอดจนความเป็นอยู่

เยว่เฟินหลันและอาจารย์มาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดโรคประหลาดขึ้นนางและอาจารย์จึงจำต้องไปอยู่เพื่อรัหษาชาวบ้าน

“อาหลัน เจ้าไปเก็บสมุนไพรในหุบเขามาหน่อย”ลู่จิวเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่ายาใกล้หมดเยว่เฟินหลันที่กำลังจัดยาก็ละจากงานไปหยิบตะกร้าในกระท่อม

“เจ้าค่ะอาจารย์”หลังจากนั้นนางก็มุ่งหน้าไปในหุบเขา


สองสามวันมานี้มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นยาจึงหมดเร็วอีกทั้งนางยังอาสาเป็นผู้ช่วยของอาจารย์จึงไม่มีเวลาไปหาสมุนไพร
เยว่เฟินหลันเดินเข้าลึกก่อนจะเริ่มสำรวจหาสมุนไพรที่ต้องใช้ที่ต้องเข้ามาในป่าลึกเพราะเป็นสมุนไพรค่อนข้างหายากจะเติบโตได้ดีในที่ชื้นยิ่งเข้ามาลึกความวังเวงและหนาวเย็นยิ่งเข้ามาแทนที่

เยว่เฟินหลันเร่งฝีเท้าไปเก็บเมื่อเจอเพราะไม่อาจทำใจอยู่ที่นี่ได้นานนักดีหน่อยที่ไม่ต้องหาสมุนไพรที่โตมาตรงหน้าผาไม่เช่นนั้นนางคงต้องแลกงานกับอาจารย์

โรคประหลาดที่ว่านางเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเป็นโรคอะไรสาเหตุเกิดจากอะไรหากเป็นพวกโรคห่าหรือไม่ก็อะหิวาตกโรคนางก็คงจะพอรู้บ้างแต่นี่น่าจะเกี่ยวกับลมปราณ

บ้างครั้งนางเเอบชำเลืองมองอาจารย์ก็เหมือนอาจารย์ของนางจะรู้แต่กลับเงียบ

พอเก็บสมุนไพรที่อาจารย์สั่งได้เยอะพอสมควรเยว่เฟินหลันจึงเดินออกมาจากป่าลึกมุ่งตรงไปยังลำธารจัดการล้างสมุนไพรก่อนจะกลับมายังกระท่อม

และทันทีที่กลับมาถึงเสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานของบรรดาผู้ป่วยดังนั้นนางจึงรีบจัดการต้มยาเพิ่มก่อนจะนำไปให้อาจารย์อีกห้องและทันทีที่ก้าวขาไปนางเห็น ผู้คนเหล่านั้นดิ้นทุรนทุรายริมฝีปากของบางคนเริ่มจะเปลี่ยนสีม่วงคล้ำ

ซึ่งมันผิดสังเกตเอามากๆเพราะปกติหากเป็นโรคอย่างมากปากแค่ซีดอีกทั้งบรรดาคนที่มาหาอาจารย์ของนางเป็นชายเสียส่วนมากส่วนสตรีมีเพียงไม่กี่คนและเเต่ละคนก็ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาซะด้วยสิหากบอกว่าเป็นนักรบความเป็นไปได้มากกว่าด้วยซ้ำหรือว่าแท้จริงแล้วคนเหล่านี้โดนพิษ
โธ่เอ๊ย! เยว่เฟินหลันเหตุใดเจ้าจึงได้โง่งมเช่นนี้ที่แท้คนพวกนี้โดนพิษมาก่อนและน่าจะเป็นพิษที่ร้ายแรงแต่กลับแสดงอาการคล้ายกับโรคหากแต่ทว่าปล่อยไว้นานตัวพิษก็จะยิ่งซึมเข้ากระเเสเลือดจนอาจทำให้ตายได้

สรุปง่ายๆก็คือพิษชนิดนี้จะเเสดงอาการเล็กน้อยหากเป็นคนธรรมดาอากคิดว่าแค่เป็นโรคแต่หากปล่อยไว้นานอาจถึงตายได้เลยโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงจึงต้งใช้พิษอีกชนิดกระตุ้นให้พิษชนิดนี้เผยออกและหักล้างกัน

ใช่แล้วล่ะสมุนไพรที่นางไปเก็บมาแม้จะเรียกว่าเป็นยารักษาแต่หากใช้วิธีการต้มที่แตกต่างจากยาดีก็อาจกลายเป็นยาพิษนั่นเอง

“นี่เจ้าค่ะอาจารย์”เยว่เฟินหลันยื่นถ้วยยาให้กับอาจารย์ ลู่จิวรับมาก่อนจะกรอกเข้าปากของคนป่วยเพียงไม่กี่วินาทีต่อมาคนที่ได้รับยาพิษก็เนิ่มดิ้นทุรนทุรายเล็บมือเล็บเท้าเริ่มดำตลอดจนผิวที่เริ่มคล้ำ

แสดงว่าคนผู้นี้โดนพิษไม่ใช่น้อย นางได้เเต่มองอย่างตกใจ คนพวกนี้ไปทำอะไรมากันแน่

“อาหลันเจ้าไปหยิบหมึกพู่กันกับกระดาษให้ข้าที เร็ว” อาจารย์ยังมาสั่งนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยทว่าน้ำเสียงที่ได้ยินกลับต่างออกไปอย่างชัดเจน

“เจ้าค่ะ”
นางวางถาดยาของถ้วยอื่นๆไว้แล้วไปหยิบของตามที่อาจารย์สั่ง กลับมาอีกที่นางก็เห็นว่าทุกอย่างสงบลงแล้ว นางจึงยื่นกระดาษให้อาจารย์พร้อมจัดเตรียมของก่อนจะไปเอาผ้ามาชุบน้ำเช็ดให้กับบรรดาคนป่วยที่โดนพิษ

ขณะที่เช็ดนางก็มองอาจารย์ไปพลางเห็นอาจารย์นางตงัดพู่กันเขียนอย่างรวดเร็วแล้วม้วนก่อนจะเรียกนกตัวหนึ่งให้นำกระดาษไปส่งที่หมาย

2ชั่วยามหลังจากนั้นนกตัวเดิมก็บินกลับมาพร้อมกับจดหมายอาจารย์ของนางรีบหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน
หลังจากอ่านจบก็คลายสีหน้าผ่อนคลายลงทำให้นางเบาใจขึ้นมาได้บ้างหลังจากที่ตึงเครียดมานานถึง2ชั่วยาม

เพียงไม่กี่นาทีต่อมาก็ปรากฎร่างของใครบางคนที่ลู่จิวตั้งหน้าตั้งตารอ

“เจ้ามาแล้วหรอ”
บุคคลมาใหม่เดินออกมาจากเงามืดก่อนจะเอ่ย
“คารวะท่านลู่ ท่านประมุขได้รับข้อความของท่านจึงส่งข้ามา”

เยว่เฟินหลันมองบุคคลมาใหม่เป็นชายวัย40ต้นๆที่หนวดเครารุงรึสวมใส่อาภรณ์ธรรมดาทว่าท่าทางองอาจ

“เชิญนั่งก่อนเถอะ”

หลังจากนั้นไม่นานบทสนทนาก็ได้เริ่มอีกครั้งพร้อมกับยาถอนพิษที่ถูกส่งมาในมือของอาจารย์
อาจารย์นำยาถอนพิษไปให้บรรดาคนที่ถูกพิษกินและคืนนั้นเองเรื่องวุ่นวายก็จบลง


ต่อ



เช้าวันต่อมาอาจารย์ปลุกนางให้ตื่นตั้งแต่ยามเหม่าพร้อมกับคำพูดที่ทำให้นางนิ่งอึ้ง

“อาหลันเราจะไปเยือนพรรคกระยาจก”

โอ้แม่เจ้า จะมีเวลาให้นางได้อุทานเยอะกว่านี้อีกไหม เกิดมาไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีวันนี้วันที่นางจะได้ไปเยือนพรรคกระยาจกที่เคยได้ยินในหนังจีนเรื่อง 8เทพอสูร วันนี้นางจะได้ไปเห็นกับตาสัมผัสกับใจดี๊ดีอ่ะ

“เจ้าค่ะ”

เยว่เฟินหลันลุกออกมาจัดเตรียมของทุกอย่างด้วยความรวดเร็วบอกตามตรงว่านางยังคงตื่นเต้นไม่หาย แม้กระทั่งตอนนี้

ขณะที่กำลังเดินใกล้เข้าไปในพรรคที่ลุงซิงหวางลุงคนเมื่อวานที่มาหาอาจารย์ของนางพาไป

นางสังเกตุรอบๆสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปลกไปจากเดิมจึงจับชายเสื้ออาจารย์โดนสันชาตยาน

ลู่จิวหันไปมองลูกศิษย์ตัวน้อยก่อนจะยิ้มอบอุ่นให้แก่นาง

“ไม่ต้องกลัวหรอก”

คนที่เดินนำหันกลับไปหาคู่ศิษย์อาจารย์ ถึงตอนแรกจะแปลกใจมากที่อีกฝ่ายรับลูกศิษย์ก็เถอะนะทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลา

เมื่อเห็นว่าลูกศิษย์ตัวน้อยของท่านลู่จิวตื่นกลัวกับบรรยากาศที่ชวนให้หนาวกระดูกจึงได้เอ่ยขึ้น

“ที่นี่เป็นกับดัก ถ้าโดนจะถูกพิษไปด้วยดีไม่ดีคนพรรคอาจจะมาฉะนั้นระวังด้วย”

เป็นเพราะเเบบนี้เอง หมายความว่าคนพวกนั้นที่ไปหาอาจารย์นางรักษาที่กระท่อมคงจะเข้ามาใกล้อาณาเขตของพรรคกระยาจกมากเกินไปจึงโดนกับดักพิษสินะ

ถึงแม้ว่าเยว่เฟินหลันจะเข้าใจถึงจุดนี้แต่กระนั้นนางยังไม่คลายความสงสัยอาจารย์ของนางจะมาที่พรรคกระยาจกทำไมกันนะ ถึงจะไม่เข้าใจนักทว่ามันก็ไม่ใช่กงการอะไรของนางจึงมิคิดใส่ใจมากนัก

บางทีอาจเป็นเรื่องพิษก็ได้กระมั้งเยว่เฟินหลันคิดอะไรเพลินไปเรื่อยกว่าจะรู้ตัวร่างน้อยของเธอก็เดินตามอาจารย์ต้อยๆมาถึงพรรคจนได้

ภายนอกดูๆไปก็ไม่ต่างจากสำนักฝึกยุทธ์อะไรรพวกนั้นอาจารย์และนางเดินตามลุงซิงหวางเข้าไปในห้องโถงใหญ่ก่อนจะพบกับบรรดาเหล่าลูกพรรค

“พวกข้าทุกคนคารวะท่านลู่จิว”ทุกคนเมื่อเห็นว่าเเขกคนสำคัญได้มาถึงจังพากันเอ่ยขึ้นอย่างพร้อมเพรียงบางคนเห็นเด็กน้อยที่ตามมาด้วยก็อดแสดงสีหน้าสงสัยมิได้กระนั้นก็ไม่มีใครเอ่ยถามอะไร

เยวาเฟินหลันมองสำรวจแต่ละคน อือ..ส่วนมากก็มีแต่พวกหนวดเครารุงรังหน้าตาดุดันท่าทางน่ากลัวทั้งนั้นเลย

“ไม่ต้องมากพิธีกังหมิงยู่อยู่ไหน”อาจารย์ของนางยกมือขึ้นห้ามก่อนจะถามกลับและก่อนจะตามมาด้วยเสียงของคนที่ถามถึง

“ต้องขออภัยที่ให้รอ”

เยว่เฟินหลันมองอย่างตะลึงเหตุใดบุคคลมาใหม่ถึงได้หน้าตาหล่อเหลาใบหน้าเกลี้ยงเกลาผิดกับพวกลูกพรรคมาก นี่มันเทพบุตรในกองโจรชัดๆ

แม้อายุของอีกฝ่ายจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับบิดาของนางหรืออาจจะมากกว่านั้นก็เถอะ

เหมือนนางจะลืมสังเกต บุคคลที่อาจารย์นางถามหาหรือก็คือกังหมิงยู่นั่นเองเขาพกลูกชายตัวน้อยที่อายุน่าจะมากกว่านางมาด้วย

“ยินดีต้อนรับลู่จิว “

“ข้าเพียงมาตามคำเชิญของเจ้า”

“พวกเจ้าจะไปทำอันใดก็ไป”กังหมิงยู่หันไปสั่งกับบรรดาลูกพรรค

“ขอรับ ท่านประมุข”ทุกคนต่างคำนับพร้อมกันก่อนจะแยกย้ายกันไป

เอ๋...คนตรงหน้าอาจารย์ของนางเป็นท่านประมุขพรรคหรอกหรอ เเล้วแบบนี้นางต้องทำความเคารพไหม พอเห็นอาจารย์ของนางไม่มีท่าทีอะไรนางจึงทำเพียงยืนนิ่งเหมือนอาจารย์

“ข้าดีใจที่ได้เจอเจ้าสหาย เชิญนั่งตามสบาย”กังหมิงยู่เอ่ยอีกครั้งก่อนจะเบนสายตามองมายังเยว่เฟินหลัน

ความจริงเขาแอบเห็นเด็กตัวน้องตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วพอมีโอกาสจึงได้เอ่ยถาม

“ว่าแต่เจ้ารับศิษย์หรือ ข้าไม่เคยเห็นเจ้ารับใครมานานมากเเล้ว”

นี่สรุปแล้วนางไม่ใช่ศิษย์คนแรกแปลว่ามีศิษย์พี่ด้วยสินะเยว่เฟินหลันไม่แปลกใจเท่าไรนัก

เยว่เฟินหลันที่โดนจ้องก็เริ่มทำตัวไม่ถูก รู้สึกประหม่าจึงก้มหน้างุด ลู่จิวเห็นดังนั้นจึงลูบหัวนางเบาๆแล้วตอบกลับ


“ใช่นี่ลูกศิษย์คนที่สองของข้า”

“คารวะท่านประมุข”นางไม่รู้ควรทำตัวเช่นไรจึงรีบเอ่ยขึ้น


กังหมิงยู่มองเด็กน้อยอย่างพินิจเด็กคนนี้คงไม่ธรรมดาที่สามารถทำให้สหายของตนรับเป็นศิษย์ เพราะอีกฝ่ายไม่รับศิษย์มานานถึง20กว่าปีมาแล้ว

เขาหยุดคิดก่อนจะหันมองมายังคนข้างกายตนก่อนจะเอ่ยเมื่อนึกได้

“จริงสินี่คือลูกศิษย์คนที่สามของข้า ต้วนหว่านช่างคารวะท่านลู่จิวสิ”

ว่าจบเด็กหนุ่มก็รีบทำความเคารพอาจารย์ของนางทันที

“ข้าน้อยคารวะท่าลู่จิว”

กังหมิงยู่ยิ้มพอใจก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“ข้ามีเรื่องจะคุยกับลู่จิวพวกเจ้าออกไปเดินเล่นข้างนอกกันก่อน”เยว่เฟินหลันหันไปสบตาอาจารย์เเวบนึงก่อนจะเดินออกไป

“หว่านช่างข้าฝากเจ้าดูแลอาหลันแทนข้าที”

เด็กหนุ่มที่เตรียมตัวเดินหันมามองลู่จิวก่อนจะตอบรับ

“ขอรับ”

“เจ้าชื่ออาหลันสินะ ว่าแต่ชื่อจริงเจ้าชื่ออะไรน้องชาย”

เห เยว่เฟินหลันหันมามองคนที่ตามหลังตนมาด้วยอาการงุงงงก่อนจะคิดอะไรก็ก็ร้องอ้อในใจ

“ข้าชื่อเยว่เฟินหลัน”นางพูดอย่างภูมิใจ หวังว่าจะรู้นะว่านางเป็นหญิงจะได้เรียกนางถูก

“วะฮ่าฮ่าเหตุใดชื่อเจ้าถึงได้เหมือนสตรีนักล่ะ เอแต่คงไม่แปลกมากหรอกก็เจ้าน่ะหน้าหวานจริงๆ”

นางมองคนที่หัวเราะชื่อของตัวเองที่จริงก็อยากบอกเหมือนกันว่านางเป็นหญิงแต่คนตรงหน้าดันชิงพูดซะก่อน

“ข้าชื่อต้วนหว่านช่าง มาข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวชมแถวนี้”

เรื่องที่นางเป็นหญิงน่ะ ช่างมันเถอะ

ครู่ต่อมาเยว่เฟินหลันจากเด็กเงียบก็วิ่งตะลอนไปทั่วจนหว่านช่างแทบไม่ทัน เพ้ยเด็กนี่วิ่งเร็วชะมัด

“เฮ้ น้องชายรอข้าด้วยสิ”

เยว่เฟินหลันวิ่งไปดูดอกไม้ดอกไม่แปลกๆบางครั้งก็วิ่งไปทั่วดูโน่นนี่นั่นไปเรื่อย ก็นะตอนเเรกหว่านช่างเห็นว่านางเอาเเต่เงียบเลยเอ่ยบอกบอกให้นางทำตัวประหนึ่งอยู่ที่จวนตัวเองซึ่งนางก็ทำอยู่นี่ไงอยู่จวนนางก็ตะลอนทั่วจวนเช่นนี้แหละอิอิ

นางได้ยินเสียงหว่านช่างดังเเววตามหลัง นางก็รีบวิ่งกะว่าจะเเอบไปซ่อนแต่แล้วกลับรู้สึกเย็นวาบบริเวณคอเหมือนถูโลหะเย็นจ่อคอ เดี๋ยวนะทำไมฉากนี้มันคุ้นๆ

นางมองโลหะที่จอคอไปจนสุดปรายด้ามจับก่อนจะพบกับ เรือหายแล้ว...แววตาคู่นั้นนางจำได้ดี

นางพบเขาอีกแล้วบุคคลที่ครั้งหนึ่งเขาเกือบฆ่านางไม่อยากเชื่อว่าเขาจะอยู่ที่นี่

เยว่เฟินหลันมองอย่างตกใจคนตรงหน้าเองก็ไม่ต่างกันเขามองเยว่เฟินหลันอย่างไม่ไว้ใจ นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“เจ้าหยุดแล้วหรือเอ๋ ศิษย์พี่ใหญ่ เหตุใดจึงเอาดาบจ่อคอเจ้าเด็กนี่ล่ะ”หว่านช่างวิ่งมาหยุดหอบก่อนจะกล่าวด้วยความตะลึงปนตกใจเมื่อเห็นว่าศิษย์พี่ของตนกำลังจ่อดาบไปที่คอของเจ้าน้องชายลูกศิษย์ท่านลู่จิว

“เจ้ารู้จักหรอ”คนที่เอาดาบจ่อคอนางถามขึ้นหว่านช่างรีบพยักหน้า

“เจ้านี่เป็นศิษย์ของท่านลู่จิวที่เป็นสหายของอาจารย์ ท่านรีบเก็บดาบเถอะ”

คำได้ฟังคำของศิษย์น้องของตนเขาก็รีบเก็บดาบเข้าฝักไว้ที่เดิม

เดิมทีเขาแค่มาซ้อมดาบที่นี่แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าที่ไม่คุ้นหูจึงแอบหลบจนเห็นนางโผล่มา ว่าแต่เขาหยุดชะงักความคิดก่อนจะหันมองไปยังนาง

“ว่าแต่เจ้าเป็นหญิงมิใช่หรือ”เขาถามหน้านิ่ง

“หา?”หว่านช่างถึงกับแปลกใจก่อนจะมองศิษย์พี่แล้วมองไปยังนางคนที่เขาคิดว่าเป็นชายตลอดพร้อมกับความจริงที่เขาพึ่งรู้ว่า

“เจ้าค่ะ”

...นางเป็นหญิงหรอกหรอ...มิน่าเล่าใบหน้าถึงได้ดูหวานเช่นนี้เป็นเขาเองที่ดูไม่ออกเยว่เฟินหลันเริ่มทำตัวไม่ถูกอีกครั้งเมื่อเจอกับสายตาที่มองนางแปลกไปจากเดิมของหว่านช่าง

“เหตุใดข้าจึงมองไม่ออกกันนะ ฮ่าฮ่าข้านี่มันซื้อบื้อจริงๆ”

ใช่นางเห็นด้วย เยว่เฟินหลันเพียงแค่คิดในใจ ว่าแต่ศิษย์พี่ใหญ่ของหว่านช่างไม่คิดจะขอโทษนางเลยหรือไงกัน คิดแล้วนางก็หันไปมองเขา เห็นว่าเขากำลังมองหว่านช่างอยู่แต่เหมือนมีคนมองเขาจึงละสายตามองมาที่นางก่อนจะเลิกคิ้วเป็นคำถามประมาณว่า’มีอะไร’

“ท่านไม่คิดจะขอโทษข้าหน่อยเลยหรือ”เยว่เฟินหลันถามอย่างขุ่นเคืองแต่แทนที่เขาจะขอโทษกลับทำหน้านิ่งเช่นเดิมก่อนจะยกลูบหัวนาง

“ไม่จำเป็นเด็กน้อย”นางมองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างทึ้งก่อนจะปัดมือใหญ่ของเขาออกจากหัวตัวเอง

“ท่านไม่ควรทำเช่นนี้”นางบอกเขาอย่างเคือง

‘คนอะไรหน้าด้านหน้าหนาทำไม่ดีแล้วยังไม่ขอโทษทำหน้านะรื่นอยู่ได้น่าตายนัก’คิดพลางมองไปทางอื่น

โดยที่ไม่ทันได้เห็นเลยว่าคนที่ตนขุ่นเคืองกำังยกยิ้มมุมปากแต่เพียงแค่แวบเดียว

หว่านช่างที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดคำถามในใจว่าศิษย์พี่ของตนไปรู้จักกับเด็กน้อยคนนี้ได้ยังไงในเมื่อศิษย์พี่ของตนก็อยู่ที่พรรคตลอด

“พวกท่านรู้จักกันหรือ”

“เรื่องบังเอิญเจ้าค่ะ”เยว่เฟินหลันชิงตอบก่อนจะขอให้หว่านช่างพาตนไปเที่ยวที่อื่นต่อปล่อยให้เจ้าคนน่าตายอยู่ที่นี่คนเดียว

เขาไม่รู้หรือไงนะว่าเวลาที่เขาเอาดาบจ่อคอนางนึกถึงความซวย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวภาพที่เข้ามาในหัวตอนที่เยว่เฟินหลันโดนประหาร

“เอางี้ข้าพาเจ้าไปรู้จักกับศิษย์พี่รองดีกว่าช่วงนี้ศิษย์รองกำลังฝึกชงชา”

พอได้ยินคำว่าชงชาสายตานางก็เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที

ชักคิดถึงการชงชาแล้วสิตั้งนานแล้วที่นางไม่ได้จับถ้วยป้านชาจำได้ว่าครั้งแรกนางเรียนชงชาที่โรงเรียนนางชอบมากและทำได้ดีกระทั่งนางมาอยู่โลกนี้เกิดเป็นเยว่เฟินแทนเยว่เฟินหลันคนเก่าที่ขอเกิดเป็นนาง

“ดีเจ้าค่ะ ข้าอยากเห็น”

นางกล่าวอย่างยิ้มแย้มก่อนทั้งสองจะเดินออกจากที่ตรงนั้น

“หลังจากที่เจ้าล้างชาหมดแล้วก็เทน้ำร้อนใส่กาที่มีชาอยู่อีกครั้งปิดฝาเทน้ำร้อนวนรอบการอให้แห้งจากนั้นยกกาขึ้นมากดฝาหมุนกา2-3รอบแล้วเทใส่ป้านชา ยกมารินลงถ้วยชา แล้วยกขึ้นมาจิบ เข้าใจไหม”

เยว่เฟินหลันพยัคหน้ารัวดวงตาจ้องถ้วยชาด้วยตาเป็นประกาย เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นมา

“เจ้าอยากลองชงไหม”

“แยากเจ้าค่ะ”เยว่เฟินหลันชอบแทบไม่ต้องคิด เหตุใดต้องคิดด้วยเล่าในเมื่อนางอยากชงมาตั้งนานแล้ว หวังมิ่งเหรินหรือก็คือศิษย์พี่รองที่หว่านช่างพูดถึงเมื่อเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นให้เยว่เฟินหลันมานั่งแทนที่ตน

และในขณะที่เยว่เฟินหลันกำลังจะเริ่มชงนั้นอาจารย์ของนางและท่านประมุขก็มาที่ศาลาเห็นนางกำลังจะชงพอดีก็หยุดมอง

“เจ้าชงเป็นหรือ”

เยวาเฟินหลันหันไปมองพร้อมกับยิ้มตอบ

“เจ้าค่ะ”

“ฝากเจ้าชงให้พวกข้าด้วยสิหนูน้อย”

เยว่เฟินหลันเทน้ำร้อนใส่กาก่อนจะยกมาหมุนแล้วเทน้ำร้อนลงแ้านชาก่อนจะรินลงถ้วยยกที่คีบชามาคีบถ้วยแล้วหมุนรอบถ้วยจากนั้นจึงเทน้ำทิ้งเป็นการล้างกาและถ้วยชาก่อนจะเปิดฝากาใช้ที่คีบคีบชาลงในกาตามด้วยเทน้ำร้อนลงไปทำเหมือนรอบแรกอีก2ครั้งรอบที่2นี้ถือเป็นการล้างชารอบที่3ถึงจะยกมาจิบได้

ก่อนนางจะยกถ้วยชาส่งให้อาจารย์และท่านประมุข

นางมัวเเต่ตื่นเต้นที่ได้ชงชาอีกครั้งจนไม่ทันเห็นสายตาของท่านประมุขที่เป็นประกายเมื่อยามมองมาที่นางตั้งแต่ที่รู้ว่านางเป็นศิษย์ของสหายรัก เขาก็ชักสนใจนางจนกระทั่งตอนนี้เขาตัดสิ้นใจแล้วว่าจะรับนางเป็นศิษย์

“หนูน้อย”

“เจ้าค่ะ”เยว่เฟินหลันยงถ้วยชาให้หว่างช่างและมิ่งเหรินก่อนจะหันมารับเสียงของท่านประมุขพรรคกระยาจก

“เจ้าสนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่”

“คะ?”นางแสดงสีหน้างุนงง

“หือ?”

“อะไรนะ?!!”ศิษย์ทั้งสองหันขวับไปมองอาจารย์ของตนอย่างตกใจ

“ว่าไงหนูน้อย สนใจจะมาเป็นศิษย์ของข้าอีกคนหรือไม่”

เอ๋!!เอาจริงเรอะ










เค้าเอาร้อยเปอร์เซ็นต์มาฝากแล้วเน้อ555เนื่องด้วยช่วงนี้มีกิจกรรมเยอะตั้งแต่เปิดเรียน

เจอคำผิดทักบอกได้นะคะเนื่องจากไรท์ยังไมตรวจคำผิด
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 306 ครั้ง

67 ความคิดเห็น

  1. #20 บอสสึ (@campus_dm) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2562 / 14:01

    สนุกมากกก
    #20
    0
  2. #19 สู้ๆไรเตอร์ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 20:44

    มีชายสามโบสถ์ นี้นางเอกหลายอาจารย์ 5555

    #19
    0
  3. วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 17:57
    นางเอกจะเป็นศิษย์​กี่อาจารย์​เนี้ยยย555
    #18
    0