Fic katára.....คำสาปรักมนตรา (HunHan ft.CB KL KD)

ตอนที่ 3 : Chapter 1 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 103
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ก.พ. 58




Chapter 1



         
                                                              



                         บางสิ่งบางอย่างกว่าจะรู้ว่ามีอยู่ก็สายไป กว่าจะรู้ว่าสำคัญก็อาจเป็นในวันที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนได้แล้วแต่หากพระเจ้ายังคงเข้าข้างอยู่บ้างก็อาจจะมีโอกาสได้แก้ตัวได้ทัน  แต่กับบางคนการให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวอยู่เสมอบางครั้งมันก็อาจจะรวดเร็วเกินไปที่จะตั้งรับทันกับการสูญเสียคนรักที่สำคัญไปอย่างไม่มีทางหวนกลับคืนมา ทั้งๆที่ทั้งรักและเอาใจใส่อยู่เสมอ ทำไมกันพระเจ้าและ ทวยเทพ ถึงไม่เห็นใจหรือให้โอกาสกันบ้าง ทั้งๆที่ทะนุถนอมรักษามันอย่างดีแต่ทำไมพระองค์ทรงกลั่นแกล้งพรากพระบิดา พระมารดา ผู้เป็นที่รักไปจากตนด้วย  หรือพระองค์ทรงกลั่นแกล้งที่ชาวน้ำอย่างเราๆบูชาแต่องค์โพไซดอน  องค์ฮาเดสถึงโกรธแค้นส่งปีศาจมาทำลายชีวิตของตนและครอบครัวอย่างนี้

 

 

“พี่ข้าท่านนั่งเหม่อแบบนี้อีกแล้วนะ...ข้ารู้ว่าท่านเสียใจกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ตัวข้าและพี่น้องคนอื่นก็ไม่ต่างจากท่านหรอกท่านพี่ลู่หาน”

 

 

หลังจากที่เมืองล่มสลายเพราะคนไว้ใจขององค์ราชาที่ร่วมคิดคบกับนางแม่มดดำที่หลายๆคนคิดว่าได้ตายไปกับกองเพลิงนั้นแล้ว ฮึ...เด็กสาวอย่างนั้นเหรอมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ในตอนนั้นยังจำได้ดีว่าท่านปู่โดนชาวเมืองอื่นตราหน้าว่าฆ่าผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ผิดอะไรเลย ถึงขนาดบางเมืองรับไม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กันก็มี  แล้วตอนนี้ล่ะชนเผ่าน้ำอย่างชาวเรากลับต้องโดนล้างเผ่าพันธุ์ เพราะนางแม่มดปีศาจนั่นไม่ได้ตายไปในกองเพลิง   แล้วมีใครบ้างที่จะยื่นมือมาช่วยไม่มีแม้แต่ตาเดียวเลยด้วยซ้ำไปคำตราหน้าที่โดนกล่าวหาว่าฆ่าเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ก็ไม่โดนลบไปกับการสูญเสียครั้งนี้แม้แต่น้อย

 

 

เพราะตนเป็นถึงองค์รัชทายาท เป็นความหวังของชาวประชาแห่งนครอาร์กวาหากแต่ทุกคนกลับต้องลำบากอยู่ในนครแต่ตัวเขาเองกลับหนีเอาตัวรอดขึ้นมาและสิ่งที่เจ็บปวดมาที่สุดคือการเสียสละชีวิตของผู้เป็นบิดามารดาทั้งยังพาน้องน้อยทั้งสามคนมาลำบากด้วยกันอีก คำสาปที่ไม่มีวันเลี่ยงได้จากความแค้นชิงชังของแม่มดสาวนั่นยังสะท้อนถูกพี่น้องทุกคนโดยคนเป็นพี่ชายอย่างเค้าทำอะไรไม่ได้เลย เค้ามันอ่อนแอ  ร่างกายที่เกิดมาละม้ายคล้ายอิสตรีมากกว่าชายชาตรีนั้นเมื่ออดีต

ยังไม่เคยเกลียดตัวเองที่เป็นเช่นนี้หากแต่ความเลวร้ายที่ติดอยู่ในความทรงจำของวันแห่งความเลวร้ายนั่นมันทำให้เกลียดตัวเองที่อ่อนแอกลับกลายเป็นน้องเล็กอย่างจงอินที่เป็นผู้ปกป้องตัวเองอีกทั้งคอยห่วงคอยถามตนอยู่ร่ำไป

 

 

“ท่านพี่เลิกโทษตัวเองเถิด  ข้าเต็มใจที่จะปกป้องพี่ชายข้าทุกคน ต่อให้พี่เป็นคนเสียสละโดนคำสาปนั่นเพียงผู้เดียวถึงอย่างไรข้าก็ไม่ยอมเป็นแน่”

 

 

ถึงจะเป็นเพียงองค์ชายเล็กแห่งนครแต่ร่างกายและความคิดนั้นตรงข้ามกันทุกอย่าง กายกำยำสมชายชาตรี เก่งด้านการต่อสู้และวางแผน  เสียสละและรักพี่น้องยิ่งกว่าชีพของตน อีกทั้งเครื่องหน้าที่ดูดีราวรูปสลักดั่งเทพเจ้าทำให้ จงอินเป็นที่น่าเกรงขามและเป็นที่รักของผู้เป็นพี่ทุกคนและในขณะเดียวกันการเกิดมาสมชายชาตรีมากกว่าผู้เป็นพี่ทั้งสามนั้นทำให้เจ้าตัวคิดมาตลอดว่าสวรรค์คงส่งตนมาเกิดเพื่อปกป้องพี่ชายทั้งสามคนจริงๆจึงไม่แปลกอะไรที่การกระทำของน้องเล็กคนนี้จะเป็นผู้ใหญ่เกินตัวขนาดนี้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ ลู่หาน ยิ่งรู้สึกผิดที่ตนนั้นเป็นถึงพี่คนโตหากแต่ต้องให้ผู้เป็นน้องชายเป็นผู้ปกป้องอยู่เสมอ ด้วยเครื่องหน้าที่สวยหวานราวกับอิสตรี  รูปร่างบอบบาง  ผิวพรรณที่ขาวเนียนดั่งหิมะแรกฤดู  ชายใดพบเจอเป็นอันต้องมนตราแห่งความงดงามนั่น  หลงใหลแกร่งแย่งเพื่อที่จะได้ครอบครอง

 

“ใช่แล้วพี่ข้า... จงอินพูดถูกทุกอย่างท่านอย่าคิดมากเลย”

 

“พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรเลยพวกข้าเต็มใจที่จะโดนผลกระทบจากคำสาปงี่เง่านั่น  และไม่ใช่เพียงแค่ข้า อี้ชิงหรือจงอินที่ยอมรับข้าเชื่อว่าท่านพ่อและท่านแม่ก็คงเต็มใจให้พวกเราอยู่ด้วยกันมากกว่าทิ้งให้พี่ของข้าเผชิญชะตากรรมเพียงผู้เดียว ”

 

 

เป็นอีกครั้งที่คำพูดปลอบใจคนฟังเอื้อนเอ่ยออกมาจากปากผู้เป็นน้องชายทั้งสอง   มันก็ตามลักษณะนิสัยของน้องชายแต่ละคนนั่นแหละอี้ชิงน้องชายรองสุดท้องเรียบร้อย นุ่มนวล เสียเหมือนผ้าขาวผืนบางที่ยิ้มรับทุกสถานการณ์เพื่อไม่ให้คนรอบข้างไม่สบายใจ ประโยคนุ่มนวลเหมือนเจ้าของทำให้ผู้เป็นพี่ยิ้มรับได้เสมอ แต่ถึงกระนั้นคำปลอบใจที่น้องน้อยอีกคนกล่าวมาก็ทำให้ลู่หานรู้สึกสบายใจขึ้นกว่าเก่าขึ้นไปอีก เพราะรู้ว่าแบคฮยอนน้องชายคนรองเป็นคนที่พูดอะไรตรงๆทุกถ้อยคำเอื้อนเอ่ยนั้นเขารู้ดีว่ามันมาจากความเป็นห่วงทั้งสิ้นแล้วอย่างนี้เขาจะทำให้น้องเป็นห่วงได้อย่างไรกัน อดีตที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้ก็คงต้องปล่อยมัน

 

 

“ขอบใจพวกเจ้ามากนะ .... ต่อไปนี้พี่จะพยายามเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้ากับพวกเจ้าพี่ต้องช่วยเมืองเราและถอนคำสาปเหล่านั้นให้ได้”

 

รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นเหมือนมารดาถูกส่งออกมาให้กับน้องน้อยทั้งสาม รอยยิ้มที่แม้จะยังไม่สามารถยิ้มได้อย่างเต็มที่แต่เชื่อเถอะว่าสักวันเจ้าของรอยยิ้มนี้จะต้องกลับมาสดใสอีกครั้งในไม่ช้า สายใยที่แน่นแคว้นกว่าทุกสายใยใดบนโลกก็คงหนีไม่พ้นสายใยสายสัมพันธ์ที่ได้รับจากคนนครอบครัวทุกข์ด้วยกันสุขด้วยกัน ดูได้จากอ้อมกอดที่กอดกันในตอนนี้กระท่อมกลางป่าที่ไม่ได้ใหญ่เหมือนราชวังที่เคยอยู่หากแต่ความอบอุ่นกลับอบอวลยิ่งนัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

             ถึงจะเป็นเจ้าแห่งนครมีอำนาจมากมายเพียงใดแต่การที่จะนั่งสบายอยู่แต่ในปราสาทนั่นมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยถึงจะเป็นเพียงรองรัชทายาทแห่งนครแต่ เซฮุน โอรสองค์รองก็ไม่ได้ว่างจากราชกิจได้ง่ายๆ  จากวันนั้นที่ได้ลงไปล่าสัตว์พักผ่อนจากราชกิจอันมากมายก็ผ่านมาแล้วเกือบสามเดือน  แต่ก็น่าแปลกทั้งๆที่ระยะเวลาก็ผ่านมานานแล้วทำไมความรู้สึกที่เหมือนความจริงนั่นยังคงตราตรึงในความทรงจำไม่ได้จางหายไปแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ตื่นมาก็อยู่ในกระท่อมกลางป่านั่นเหมือนเดิมหากแต่สิ่งที่ตนหลับฝันนั้นก็เหมือนจริงจนไม่น่าเชื่อ

 

 

“เฮ้อ....นี่ข้ามีเวลาว่างมากมายขนาดนี้เลยหรือไงมานั่งคิดถึงความฝันไร้สาระนั่น ”

 

 

ถึงจะคิดว่ามันไร้สาระก็ตามทีแต่ภาพของกวางตัวน้อยแสนงดงามนั่นยังตราตรึงในความทรงจำมิจางหาย  แววตาที่สามารถสะกดเขาได้นั้นแม้ในนิมิตฝันก็ตามมันน่าหลงใหล จนตัวเขาในฝันนั้นยังยากจะละสายตาจาก  แต่ที่เจ้าตัวยังคงค้างคามาจนถึงตอนนี้คงเพราะก่อนที่จะสะดุ้งตื่นแววตานั่นที่เขาเห็นกำลังมีน้ำตา  ถึงมันจะเป็นเพียงแค่กวางแต่แววตานั่นกำลังเจ็บปวดจนเขานั้นอยากเข้าไปปลอบ ซึ่งนั่นมันบ้ามากจริง

 

 

“ปลอบกวางจากการร้องไห้เนี่ยนะตลกสิ้นดี .... เจ้าต้องบ้าไปแล้วแน่ๆเซฮุน”  ร่างสูงส่ายหัวกับความคิดของตัวเองที่ไม่รู้อะไรดลใจให้คิดแบบนั้นออกไปนึกแล้วก็สงสัยเขาคงทำงานหนักไปแน่ๆถึงเริ่มได้มีความคิดประหลาดแบบนี้

 

 

“อ่า....นี่ข้านั่งทำงานมานานขนาดนี้เลยหรือนี่ วันนี้พอแค่นี้ก่อนน่าจะดี”

 

 

 

ถึงจะมีราชกิจให้ทำมากมายขนาดไหน เรื่องราวที่โอรสต้องกระทำจะหนักหนาเพียงใดหากแต่การให้ความสำคัญกับคนในครอบครัวของร่างสูงก็ไม่แพ้กันใครว่าองค์รัชทายาทและองค์ชายรองในชีวิตของพระองค์นั้นจะมีแต่งานกันเล่า  เป็นชายหนุ่มที่สง่างามถึงเพียงนี้จะขาดคนรู้ใจไปก็คงจะไม่ครบสูตรชายหนุ่มแสนเฟอร์เฟคเป็นแน่  ด้วยฐานันดรที่มีมาตั้งแต่เกิด พร้อมทั้งเครื่องหน้าราวกับรูปสลักอีกทั้งส่วนสูงและร่างกายสมชายชาตรี  จึงไม่แปลกอะไรที่โอรสองค์รองแห่งเมืองนคร

อูรันนอสจะเป็นที่หมายปองของสาวงามทั่วแดนฟ้าและพื้นพิภพ

 

 

 

ขายาวก้าวไปตามทางเดินของนครนั้นไม่ได้เร่งรีบนัก หลังจากทรงงานเสร็จก็คงดีไม่น้อยที่จะไปหากำลังใจจากการที่ทำงานมาเกือบทั้งวัน ป่านนี้คงนั่งอยู่ในตำหนักของเจ้าตัวเขานั่นแหละ  ก้าวยาวๆของคนตัวสูงที่เดินมาได้สักพักก็หยุดอยู่หน้าห้องแล้ว  ก่อนที่จะยกมือเคาะเหมือนจะเป็นการขออนุญาตเจ้าของห้องหรือแค่ทำตามมารยาทเพียงเท่านั้นก่อนจะผลักประตูแก้วสลักลวดลายอย่างบรรจงวิจิตรของเจ้าของห้องเข้าไปโดยไม่ต้องรอเสียงคำอนุญาตใดใดทั้งสิ้น

 

 

 

“ที่รักเจ้าทำสิ่งใดอยู่กัน...พี่มาหาเจ้าแล้วนะ ”  เพียงแค่เปิดประตูแก้วรองรัชทายาทก็เรียกบุคคลที่ตนมาหาทันทีแม้แต่บานประตูที่เปิดมายังปิดไม่สนิทด้วยซ้ำไป

 

 

 

“อ่า...ท่านพี่เซฮุนทำไมวันนี้มาหาข้าเร็วจังนี่ข้ายังไม่ทันได้เตรียมน้ำชาให้พี่เลยด้วยซ้ำ ”  เจ้าของที่อดจะบ่นไม่ได้ก็จะไม่ให้ไม่บ่นได้อย่างไรกันจริงๆแล้วในเวลานี้เจ้าตัวจะต้องทำงานนี่นาส่วนตัวเขานั้นก็คงไปตักเตรียมของว่างให้พี่เขาไว้ก่อนจะเริ่มเสวยมื้อเย็น  แต่นี่อะไรกันคนสองคนที่น่าจะทรงงานอยู่ในเวลานี้กลับมาอยู่ในห้องของตนแล้ว...... ใช่ฟังไม่ผิดหรอกสองคนจริงๆเพราะก่อนหน้าที่พี่เซฮุนจะเสด็จมาหาตัวเขาเองก็เพิ่งเดินไปเปิดประตู ต้อนรับแขกที่ตอนนี้คงนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเป็นแน่ซึ่งตอนนี้ก็คงเจอกันแล้วเรียบร้อยนั่นแหละ

 

 

 

“ท่านพี่ไม่มีงานหรืออย่างไรพระองค์  ถึงได้มาหาที่รักของข้าก่อนเวลาขนาดนี้ ”

 

 

 

“เจ้าก็เหมือนกันไม่ใช่หรือไงเซฮุน  นี่ก็ยังไม่ถึงเวลาเช่นกัน”

 

 

 

“แต่ท่านก็มาก่อนข้าอยู่ดีท่านพี่อี้ฟาน” 

 

 

 

 

อี้ฟานองค์รัชทายาทแห่งเมืองอูรันนอส  พี่ชายขององค์ชายรองอย่างเซฮุน   ชายหนุ่มร่างสูง กายาดั่งชายชาตรีทุกประการ  หากผู้เป็นน้องมีความดูดีบนใบหน้ามากเท่าใด  ผู้เป็นพี่ก็มิต่างกันเรือนหน้าราวเทพเจ้าเดินดิน และดวงตาคมดุนั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นพี่อย่างอี้ฟานดูสมบูรณ์แบบเหมาะกับตำแหน่งรัชทายาทแห่งเมืองฟ้านี้เป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ตามเหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเหนืออี้ฟานและเซฮุนก็ยังมีบุคคลที่รักของทั้งสองพระองค์ ดูเหมือนกับว่าท่านทั้งสองจะยอมทุกๆอย่างให้กับเขาเลยก็ว่าได้ก็แค่ที่รักเอ่ยปากหนุ่มรูปงามทั้งสองขี้คร้านจะรีบหามาให้แทบไม่ทันเรียกว่าเรียกคะแนนความรักกันสุดๆ

 

 

 

“ท่านพี่ทั้งสองหยุดต่อความกันเถอะ....”ดวงตากลมโตกลอกขึ้นอย่างเบื่อหน่าย “พวกท่านทั้งคู่หนีงานมาหาข้าเหมือนกันนั่นแหละ”  ทำเอาชายหนุ่มทั้งคู่ถึงกับหยุดชะงักแทบจะทันที่เมื่อได้ยินเสียง ที่รัก ของทั้งคู่เอ่ยออกมาอย่างนั้น ใบหน้าที่ดูดีเสียจนคนทั่วไปคงคิดว่าเป็นเทพเจ้าหนีลงมาเดินเล่นบนโลกมนุษย์นั้นสลดลงเข้าไปอีกครั้งเมื่อ

 

 

“วันนี้น้องไม่ได้เตรียมของว่างไว้ให้พี่ทั้งสองเพราะพวกท่านหนีงานมา....”  ว่าพลางยิ้มน้อยๆให้ผู้มีอำนาจทั้งสองก่อนที่คำพูดแสนร้ายกาจจะตามออกมา “ดังนั้นพี่ทั้งคู่ก็สมควรกลับตำหนักของตัวได้แล้วในเวลานี้ ”

 

 

 

เหมือนกับฟ้าผ่าลงกลางใจเมื่อคนอันเป็นที่รักเหมือนกับไล่กลายๆว่ากลับไปได้แล้วไม่มีธุระอะไรแล้วนี่  อะไรแบบนั้นคนฟังทั้งสองถึงกับรีบเงยหน้า อ้าปากค้างเพราะดูเหมือนการทะเลาะกันของพี่น้องนั้นจะทำให้เจ้าของห้องไม่พอใจเข้าให้แล้ว  อ่า...สงสัยครั้งนี้จะโดนหนัก ก็หนีงานมาก่อนด้วยนี่นะ

 

 

“โธ่....พี่ก็ไม่ได้หิวอะไรขนาดนั้นนี่” องค์รัชทายาทที่ตั้งสติได้ก่อนรีบเดินมาโอบรอบเอวเล็กนั่นทันทีเหมือนจะเป็นการออดอ้อนคนตรงหน้ากลายๆ “...เอาเป็นว่าพี่รอของว่างจากเจ้าได้นะ”

 

 

“ถูกแล้วที่รักพวกพี่ก็ไม่ได้หิวอะไรจริงๆเรื่องเมื่อครู่พี่ก็มิได้มีปากเสียงกันแต่อย่างใด...” เซฮุนรีบอธิบายให้คนตรงหน้าฟังเช่นกันมิเช่นนั้นอาจจะถูกไล่กลับตำนักก่อนเวลาแน่ๆ “มันแค่เป็นการทักทายกันแบบปกติเท่านั้นเอง”   เซฮุนหันไปพยักหน้าเออออกับผู้เป็นพี่ชายเหมือนกับเป็นการยืนยันว่าทั้งสองคนไม่ได้ทะเลาะกันจริงๆนะ

 

 

“ที่รักอย่าทำหน้าเหมือนไม่เชื่อพี่ซิคะ ”  หลังจากที่เออออห่อหมกไปกับน้องชายคนรองแล้วก็ตาม  แต่ดูเหมือนผู้ที่ตนกอดเอวไว้ตอนนี้จะทำหน้าตาไม่เชื่อตอบกลับมาซะอย่างนั้น เดี๋ยวนะมีค้อนให้ด้วยคือ... “ตกลงค่ะๆที่รักพี่ยอมแล้ว ต่อไปพี่จะไม่ปะทะคารมกับเซฮุน(ต่อหน้า)น้องอีกนะคะ”

 

 

“ไม่ใช่แค่ต่อหน้า...ลับหลังก็ห้ามนะท่านพี่” เหมือนกับว่าข้อตกลงขององค์รัชทายาทจะถูกคนตัวเล็กในอ้อมแขนจับได้อยู่นะว่ามีช่องโหว่น่ะ   รอยยิ้มแห้งๆถูกส่งมาให้แทบจะในทันทีเช่นกันเมื่อคนตาโตตรงหน้ารู้ทัน

 

 

 

“ได้ค่ะๆ....ตอนนี้ที่รักหายโกรธพี่เถอะนะ” เป็นอีกครั้งที่เซฮุนอ้อนคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดนั่น 

 

 

 

ใครอื่นเห็นก็คงจะไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งที่องค์ชายที่แสนสุขุม  นุ่มลึก  จะมีมุมเด็กๆอย่างนี้ด้วย  ก็แน่หละมุมแบบนี้จะมีให้เห็นได้เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ครอบครัวที่สนิทกันจริงๆเท่านั้น  แม้แต่เชื้อพระญาติก็อย่าแม้แต่จะได้เห็นเลยมันไม่มีทางหรอก อาจจะเพราะตำแหน่งและหน้าที่มันค้ำคออยู่ก็ได้กระมังการวางตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการปกครองนครแม้นจะเป็นชายหนุ่มรุ่นแต่ถึงกระนั้นภาระหน้าที่ก็ทำให้พวกเขาถูกฝึกมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ด้วยซ้ำ

“ข้ามิได้โกรธพี่เลยแม้แต่น้อย...” ดวงหน้าหวานของเจ้าของห้องพูดกับแขกทั้งสองก่อนจะยิ้มให้น้อยๆ “หากแต่พี่ข้าท่านก็รู้ว่าการกระทำของท่านอาจจะไม่เหมาะสมหากใครสักคนเห็นเข้ามันจะไม่น่าเชื่อถือ”  มันเป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดอย่างที่บอกเพราะเป็นถึงรัชทายาทแห่งนครและรองรัชทายาทเช่นเดียวกันการที่จะสามารถคุมชาวเมืองตั้งมากมายได้นั้นการวางตัว และการวางอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการปกครองเมืองและด้วยอำมาตย์   ขุนนางชั้นสูงที่อายุมากกว่าเขาด้วยแล้วก็ตามการที่จะให้พวกนั้นมาเคารพได้ดูเป็นเรื่องยากไม่น้อย  ให้กราบไหว้คนที่อายุน้อยกว่า เอาเข้าจริงหากเป็นพวกเขาก็คงไม่ชอบใจนักหรอก

 

 

“พี่เข้าใจน้องนะคยองซู” ใบหน้าคมคายของผู้เป็นพี่คนหันมองออกจากผู้สนทนา ที่เป็นน้องทั้งสอง     ก่อนจะก้าวขายาวไปหยุดข้างหน้าต่างบานสวย  สายตารัชทายาทหนุ่มเหม่อมองออกไปไกลก่อนจะถอนหายใจออกมา “...พี่อาจจะเป็นคนที่ สุขุม ดูน่าเชื่อถือในสายตาคนทั่วไป  แต่คยองซูน้องรักบางครั้งพี่ก็เหนื่อยเหลือเกินที่ต้องเป็นผู้แบกความหวังของทุกคนไว้บนบ่าที่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนมันถึงจะรับไม่ไหว”   ก็เป็นถึงองค์รัชทายาทน่ะบทบาทหน้าที่มันมากเสียจนเวลาพักแทบจะยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

 

 

 

“พี่อี้ฟาน...” คยองซูเดินเข้าไปหาชายคนโตของนครอย่างเป็นห่วงใช่ว่าตนจะไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งคู่นั้นอึดอัดและเหนื่อยเพียงไหนกับตำแหน่งและภาระที่ต้องรับผิดชอบแต่ถึงอย่างไรนั้นตนก็ไม่สามารถช่วยเหลือพี่ชายทั้งสองได้อยู่ดีก็มีแต่เพียงให้คำแนะนำเพียงเท่านั้น “...อย่าคิดมากซิครับน้องไม่สบายใจด้วยเลย”

 

 

“โธ่...น้องพี่เจ้าอย่าทำหน้าเช่นนั้นซิหากเจ้าไม่สบายใจพี่ก็จะทุกข์ไปด้วยนะ”

 

 

“ท่านพี่อี้ฟาน ท่านพี่เซฮุน...” เสียงเรียกอันแผ่วเบาของคนเป็นน้องทำให้พี่ชายทั้งสองรีบเข้าไปกอดปลอบน้องน้อยทันทีก่อนที่น้ำใสใสจะล้นเอ่อออกจากดวงตากลมโตแสนหวงแหนของผู้เป็นพี่ “...คยอง...ฮึก...ฮึก  อยากช่วยพี่บ้างสักนิดก็...ฮึก..ยังดี”

 

 

 

“อย่าร้องนะคะตัวเล็ก...ถ้าคยองร้องไห้ท่านแม่คงไม่สบายใจแน่ๆ” เซฮุนที่เห็นน้องรักร้องไห้ยิ่งรู้สึกไม่ดีรีบปลอบเด็กน้อยในอ้อมกอดให้หยุดร้องไห้โดยเร็วเพราะรู้ว่าน้องร้องไห้มากนักคงไม่ดีต่อตัวแน่ๆ คยองซูเจ็บออดๆแอดๆมาตั้งแต่เด็กทั้งตัวเซฮุนเองและพี่อี้ฟานจึงไม่ให้น้องทำงานหรือทำอะไรที่หนักต่อร่างกายน้องนักเพราะกลัวร่างกายน้อยๆนี้จะทรุดลงเอาได้ง่ายๆแค่ร้องไห้น้องน้อยคนนี้ก็หายใจไม่ทันเสียแล้ว

 

 

 

คยองซูเป็นราชโอรสองค์เล็กของเมืองฟ้าแห่งนี้ก็จริง หากแต่ด้วยความที่ร่างกายที่อ่อนแอ   ป่วยบ่อยๆตั้งแต่เด็กทำให้ทุกๆคนในวังประคบประหงมคนตัวเล็กนี้ดั่งไข่ในหิน    หรืออาจจะมากกว่านั้น  เมื่อครั้งตอนอายุแปดปีน่าแปลกนักที่เมื่อตอนทำพิธีสาบานสัตย์ของคนเมืองฟ้า เกิดคำทำนายจากโหรหลวงถึงพรวิเศษของเจ้าตัวน้อยในตอนนั้นทั้งๆที่คำทำนายเหล่านี้มักจะมีตั้งแต่ถือกำเนิดแล้วด้วยซ้ำแต่กับคยองซูมันกลับเพิ่งเกิดขึ้นและที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือพรวิเศษที่คยองซูได้รับนั่นตางหาก ถึงมันอาจจะไม่แปลกสำหรับผู้อื่นก็ตามแต่สำหรับคนที่ป่วยมาตลอดอย่างคยองซูนั้นมันแปลกเชียวหล่ะ  พรแห่งการรักษาซึ่งสามารถรักษาได้ทุกคน ทุกสิ่งอย่าง หากแต่ตัวเองนั้นไม่สามารถรักษาได้

 

 

 แต่ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยกลับยิ้มรับอย่างเต็มใจและด้วยความที่สวรรค์สงสารเด็กคนนี้หรืออย่างไรไม่รู้เขายังได้รับพรวิเศษในวันเดียวกันตามมาหลังจากถึงที่ประทับยังไม่ทันหายเหนื่อยเลยด้วยซ้ำนั่นคือการมองเห็นภาพในอนาคตข้างหน้าของผู้อื่น  และนั่นจึงยิ่งทำให้น้องน้อยดูบอบบางทั้งร่างกายและจิตใจ คนเป็นพี่อย่างพวกเขาก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องสิ่งล้ำค่าผู้เป็นดั่งดวงใจนี้......ก็สาบานต่อหน้าท่านผู้หญิงไว้แล้วนี่ว่าจะปกป้องยิ่งกว่าชีวิต

 

 

“ฮึก...ฮึก...ข้า...ข้าขออภัยที่...ฮึก...ทำให้ท่านพี่ต้องทุกข์ใจ...อ๊ะ..” มือบางของผู้เป็นน้องที่กำลังเลื่อนไปจับพระพักตร์ผู้เป็นพี่ทั้งสองชะงักงัน     ดวงตากลมโตที่แดงก่ำอย่างคนที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มาเบิกกว้างเพียงครู่ก่อนที่จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว  พี่ทั้งสองก็มิได้ทันสังเกตเห็นด้วยซ้ำไป

 

 

 

“ที่รักเจ้าอย่าร้องไห้อย่างนี้อีกนะ” เซฮุนเมื่อเห็นน้องรักเริ่มหยุดร้องไห้แล้วจึงรีบเอ่ยบอกน้องเล็กด้วยความเป็นห่วงเพราะถ้าคยองซูเกิดหายใจไม่ทันขึ้นมาอีกเหมือนครั้งก่อนๆทั้งตัวเซฮุนและอี้ฟานคงมิเป็นอันทำอะไรแน่ๆ  โชคดีแค่ไหนกันที่ครั้งนี้น้องเล็กไม่ได้เกิดอาการอะไรขึ้น

 

 

 

“อย่างที่เซฮุนพูดเมื่อครู่คยองซู” น้ำเสียงแสนอบอุ่นที่คนอันเป็นที่รักเท่านั้นที่จะได้รับมันจากรัชทายาทแสนเย็นชาบอกน้องด้วยความเป็นห่วง “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นภาระ...เพราะสิ่งสำคัญสำหรับพี่และเซฮุนเหนือสิ่งอื่นใดในโลกานั่นคือเจ้า”

 

 

 

“ขอบพระทัยพี่ข้า...พี่ทั้งสองก็เป็นสิ่งสำคัญของน้องมิได้ต่างกัน” รอยยิ้มสดใสของเด็กน้อยที่ร้องไห้เมื่อครู่แย้มยิ้มส่งให้ผู้เป็นพี่ทำเอาทั้งองค์รัชทายาทและองค์ชายรองยิ้มตามได้อย่างไม่ยาก

 

 

เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุยของพี่น้องนครอูรันนอสดังก้องในตำหนัก ทำให้ผู้มาใหม่นั้นแย้มยิ้มตามได้ไม่ยากนัก นางกาเซีย  พระพี่เลี้ยงของโอรสทั้งสาม ทั้งยังรวมไปถึงองค์เหนือหัวแห่งเมืองนี้ด้วย คนเก่าแก่ที่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินให้ความเคารพมิต่างจากผู้เป็นมารดาเท่าใดนัก  มือเหี่ยวย่นที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลาเคาะลงบนประตูเบาๆเป็นเชิงขออนุญาตที่ต้องมาขัดความสนุกลง

 

 

 

“องค์ชายพระกายาหารเย็นพร้อมแล้วนะเพคะ” นางยิ้มน้อยๆให้กับองค์ชายทั้งสามที่ดูเหมือนว่าจะตกใจเล็กน้อยที่สนทนากันนานจนลืมเวลาขนาดนี้  “เสด็จห้องอาหารเถอะอย่ามัวแต่ตกใจเลย”

 

 

“ท่านกาเซียเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรทำไมข้ามิทันได้ยินล่ะขอครับ”

 

 

“หม่อนฉันเคาะประตูแล้วด้วยกระหม่อม...แต่ที่ทรงมิได้ยินคงเป็นเพราะแย่งองค์คยองซูกับองค์เซฮุนอยู่กระมังเพคะองค์ชายอี้ฟาน”

 

 

“อ่า...ข้ามิได้ทำอย่างที่ท่านพูดเสียหน่อย”  ถึงจะเป็นผู้เลี้ยงมาก็ตามแต่มันก็อดที่จะเขินไม่ได้เช่นกันทั้งๆที่นางเห็นเหตุการณ์ทำนองนี้มาบ่อยมากแล้วก็ตาม

 

 

 

“ฮึ ฮึ...เอาเถอะองค์ชายของกระหม่อมมิได้ทำก็มิได้ทำ”  หากแต่นางยังคงยิ้มอย่างล้อเลียนให้บุตรชายคนพี่ทั้งสองอย่างไม่หยุด  “อย่างนี้หม่อมฉันคงมิได้เห็นหน้าพระชายาของพระองค์ง่ายๆแน่”

 

 

 

“ก็ไม่แน่หรอกกาเซียที่รัก” คยองซูแย้มยิ้มน้อยๆก่อนจะเอ่ยชวนพระพี่เลี้ยงไปห้องอาหารทันทีที่พูดจบ  “บางทีกงล้อโชคชะตามันอาจจะเริ่มเดินแล้วก็ได้...ไปกินข้าวกันเถอะกาเซีย”

 

 

 

เมื่อครู่ที่ตนสัมผัสพระพักตร์ของผู้เป็นพี่ทั้งสองนั้นเหตุการณ์ในอนาคตของผู้เป็นพี่นั้นก็วิ่งเข้ามาดั่งน้ำป่า กงล้อแห่งโชคชะตากำลังเคลื่อนที่แต่ถึงกระนั้นก่อนที่จะพบความสุขที่แท้จริงอุปสรรคมักมาก่อนเสมอแม้แต่พี่ชายทั้งสองก็ตาม   หากพ้นช่วงเวลาดำมืดไปได้ก็จะพบแสงสว่างที่จะเคียงข้างตลอดไป  ส่วนที่เขาร้องไห้แล้วไม่เกิดอาการใดใดขึ้นนั้นก็แปลกใจมิใช่น้อยหากแต่อนาคตของผู้เป็นพี่นั้นสำคัญยิ่งกว่านัก เขาก็มิได้คิดใส่ใจอาการตนเองนัก

 

 

 

“ข้าว่าในเพลาอันใกล้นี้กระมัง...ข้าจะได้พบพี่สะใภ้เสียที”

 

 

 

 

พรสวรรค์ที่ได้รับมิใช่คำสาปดั่งมนต์ร้ายถึงแม้ตนนั้นจะใช้มันมิได้เลยก็ตาม   คำสาปร้ายหากทำใจที่จะเรียนรู้อยู่กับมันได้ก็คงมิใช่คำสาปเช่นกัน  โชคชะตาขององค์รัชทายาทและรององค์รัชทายาทเท่านั้นหรือที่กำลังเคลื่อนที่  พี่ชายทั้งสองเพียงแค่นั้นหรือที่กำลังต้องต่อสู้กับโชคชะตาแสนโหดร้าย   อาจจะเพราะคยองซูยอมรับที่จะไม่สามารถเห็นอนาคตตัวเองได้หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะพี่ชายแห่งเมืองน้ำแข็งยังเดินทางมาไม่ถึงเมืองแห่งฟ้านี้ก็เป็นได้  กงล้อที่คยองซูเห็นถึงมีเพียงแค่พี่ชายทั้งสอง  องค์ชายอี้ฟานและองค์ชาย
เซฮุน................................




......................................100%...................................
 






“องค์ชานยอลมาขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะองค์เซฮุน”  เสียงของนายทหารหน้าห้องทรงงานเอ่ยทำลายความเงียบที่แม้นแม้ลมพัดผ่านก็คงได้ยินอย่างชัดเจน  เสียงของกระดาษที่ถูกเปิดเงียบลงก่อนน้ำเสียงทรงอำนาจไม่แพ้พี่ชายเอ่ยอนุญาตแก่ผู้มาเยือนเข้าพบได้

 

 

 

“องค์รัชทายาทแห่งปากีโตนัสว่างงานนักหรือไรกันถึงได้มากวนเวลาผู้อื่นทำงานอย่างนี้” ยันไม่ได้เงยหน้าออกจากกระดาษที่สุมกองเป็นภูเขาตรงหน้าด้วยซ้ำ ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้มาเยือนเซฮุนจึงเอ่ยทักทายแขกที่มาเที่ยวบ้านเมืองเขาบ่อยไม่ต่างจากบ้านเมืองตัวเองนัก

 

 

 

“รองรัชทายาทเมืองนี้ก็มิได้ว่างเว้นจากการงานเลยหรือไงกัน” เมื่อเจ้าของที่เอ่ยทักทายเช่นนี้มาเขาเองก็ทักทายกลับด้วยลักษณะคำพูดที่ดูไม่ต่างกันนัก ในเมื่อวาจาที่เอ่ยมาช่างเรียกรอยช้ำข้างปากได้ไม่ยากนัก    เรื่องที่จะพูดปกติด้วยนั้นคงเป็นไปไม่ได้ “ได้ข่าวมาจากคยองซูว่าก็มีคนอู้งานในเมื่อวานนี้ด้วยมิใช่หรือไง”

 

 

 

“ฮึ....ยินดีต้อนรับเจ้าอีกครั้งชานยอลสหายรักข้า”  ไอ้คำเสียดสีที่เหมือนจะหาเรื่องกันเมื่อครู่นั้นก็เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเถอะเมื่อชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองเดินเข้ามากอดทักทายกัน  เสียงตบบ่าดังปักๆนั่นก็คงแสดงให้เห็นได้ดีไม่น้อยว่ามิตรภาพทั้งคู่แน่นแฟ้นกันขนาดไหน

 

 

 

“เจ้ามาหาข้าที่เมืองนี่มีเรื่องอะไรอีกล่ะ”

 

 

“ฮ่าๆๆๆๆ....สมกับที่เป็นสหายรักข้าจริงๆเลย ” ชายหนุ่มหัวเราะร่าดูถูกอกถูกใจเหลือเกินที่เพื่อนรักรู้ทันไปเสียทุกเรื่องอย่างนี้ ขนาดยังไม่ทันอ้าปากก็รู้ซะแล้วดีจริง “ข้าว่าจะชวนเจ้าไปพักผ่อนหน่อยพอดีท่านพี่มินซอกกลับมาเยี่ยมเมืองพอดีข้าเลยกะว่าจะมาชวนเจ้าลงไปล่าสัตว์คลายเครียดกันซะหน่อย ”

 

 

 

“พักผ่อนหรือ...ตลกแล้วชานยอลเจ้าไปทำงานตอนไหนกัน”  ก็เพราะสนิทกันถึงได้รู้ถึงนิสัยของเพื่อนรักดีว่าองค์รัชทายาทแห่งเมืองน้ำแข็งนี้ยังไม่ได้เข้าวังทำงานเลยด้วยซ้ำ “ข้าได้ข่าวว่าเจ้าเพิ่งกลับมาจากวังของท่านน้าไม่ใช่หรือไง”

 

 

“เฮ้ย ...เจ้าใส่ร้ายข้าแล้วนะเซฮุน” ชานยอลรีบแก้ตัวแต่ก็ไม่ได้จริงจังนักในน้ำเสียง “ข้าถูกท่านแม่หลอกให้ไปดูตัวเลยนะกว่าจะหนีกลับมาได้เล่นเอาเหนื่อยจะตายแล้วเนี่ย...ฮ่าๆๆๆๆ”

 

 

“ฮึ...ข้าว่าเจ้าคงชอบใจมากกว่านะสาวๆสวยๆมากมายเกือบครึ่งนครมาให้เจ้าเชยชมถึงที่ขนาดนั้น” ก็เซฮุนบอกแล้วว่าเป็นเพื่อนรักกันมานานนิสัยเพื่อนแค่นี้ทำไมจะไม่รู้กัน  เสืออย่างชานยอลน่ะเหรอจะสิ้นลายง่ายๆ ไม่มีทางเสียหรอก ทำเป็นบอกว่าท่านน้าหลอกล่อไปที่จริงก็คงจงใจไปดูของสวยๆงามนั่นแหละ “และครั้งนี้ก็คงไม่ถูกใจเจ้านักถึงได้หนีกลับมาล่ะซิ”

 

 

 

เจ้าชายแห่งเมืองน้ำแข็ง ปากีโตนัส  ชานยอล  สหายรักองค์ชายเซฮุนชายหนุ่มที่ดูร่าเริง อารมณ์ดีตลอดเวลา  งานบริหารเสน่ห์คือสิ่งที่องค์รัชทายาทผู้นี้โปรดปรานนัก  รอยยิ้มที่สามารถละลายใจคนมองได้นั่นทำให้สาวงามครึ่งค่อนเมืองหลงใหลและอยากเป็นชายาขององค์ชายคนนี้นัก  ไม่ใช่แต่เพียงรอยยิ้มและนิสัยของเจ้าตัวอย่างเดียวองค์ประกอบต่างๆที่ต้องทำให้ท่านน้าฮีชอลผู้เป็นมารดาของสหายรักต้องหาชายาให้ลูกชายของตนที่เหลือเพียงคนเดียวที่ยังมิได้มีคู่ครองเสียที มิใช่จะหาไม่ได้แต่อย่างไร องค์ชายผู้นี้รูปงามไม่ได้ต่างจากเพื่อนรักแต่อย่างใด ร่างกายสูงใหญ่สมชายชาตรี  ใบหน้าดั่งรูปสลักนั่น กรอปกับนิสัยที่น่าเข้าหาอีก  รัชทายาทเมืองนี้ไม่แตกต่างจากเทวาบนดินนัก แต่ถึงกระนั้นเสือน่ะไม่มีทางทิ้งลายง่ายๆนักหรอก  เจ้าเล่ห์แพรวพราวที่สุดในโลกาก็คงเป็นชานยอลนั่นแหละ พันธะที่จะต้องถูกผูกมัดนั่นคงยากนัก

 

 

 

“งานข้าเยอะนักชานยอลหากเจ้าต้องการจะไปจริงๆก็ต้องรอข้าสะสางมันเสียก่อน” เซฮุนก็ไม่ได้ปฏิเสธเพื่อนไปเค้าก็อยากพักบ้าง ที่สำคัญคือตั้งแต่วันนั้นภาพในฝันที่ไม่สามารถลบเลือนลงได้ นั่นอีกเค้าอยากลงไปที่กระท่อมนั่นอีกครั้งอยากไปดูให้แน่ใจว่ามันเป็นเพียงที่พักธรรมดาไม่ใช่ที่ๆใครเล่นกลมาปลูกฝังความรู้สึกนี่กับเขา  มันตราตรึงในความทรงจำตลอดเวลาทั้งๆมันเป็นแค่เพียงฝัน

 

 

 

“เจ้านี่นัดกับพี่อี้ฟานมาพูดหรือไงกันพูดเหมือนกันขนาดนี้ ” ก่อนหน้าที่ชานยอลจะมาหาเพื่อนรักเขาได้พบกับพี่ชายของเพื่อนก่อนก็เลยชวนให้ไปด้วยกันซะเลยแต่ก็ไม่คิดว่าคำตอบของพี่น้องคู่นี้จะเหมือนกันขนาดนี้  นี่ถ้าเขาไปเอ่ยชวนคยองซูด้วยจะตอบแบบนี้ด้วยหรือเปล่าเนี่ย

 

 

 

“ก็ข้ามิจะได้ว่างงานเหมือนเจ้านี่ สหายรัก...ฮ่าๆๆๆ” ทั้งๆที่ท่านพี่มินซอกและท่านพี่จุนมยอนต่างก็ออกเรือนไปหมดแล้วแท้ๆแต่ก็ยังช่วยงานที่เมืองอยู่ตลอด มันก็อาจจะใช่อยู่ที่ว่าท่านพี่จุนมยอนได้เป็นราชินีแห่งเมืองติเอมโปที่อยู่ถัดจากนครของแห่งน้ำแข็งของเจ้าตัวไปไม่มากก็เถอะแต่การที่กลับมาช่วยน้องชายตัวร้ายนี่ที่เมืองตลอดมันจะโอ๋น้องมากเกินไปกระมัง  ยิ่งท่านพี่มินซอกแล้วใหญ่การเป็นราชินีของเมืองทางใต้อย่างทรอนิโญนคร มันไม่ได้ใกล้กับเมืองทางเหนือแต่อย่างใดยังกลับมาช่วยไอ้องค์รัชทายาทวายร้ายนั่นจนได้  องค์จื่อเทากับองค์จงแดก็ไม่เคยคิดจะปรามภรรยาบ้างหรือไงกัน  เอาจริงๆก็อยากมีสถานะแบบนี้บ้างอ่ะนะแบบงานมันจะทับตัวตายขยับไปไหนไม่รอดแล้ว อยากได้คนช่วยบ้าง

 

 

 

“อิจฉาข้าก็พูดมาเถอะเซฮุน ฮ่าๆๆๆ” ชานยอลหัวเราะเสียงดังเสียจนเซฮุนกลัวเหลือเกินว่าปากที่กำลังเปล่งเสียงหัวเราะอยู่นั่นจะโดนเข็มเย็บด้ายเย็บมิให้เปิดมาป่วนประสาทคนอื่นด้วยฝีมือเขาเสียเอง  “เรื่องไหนกันล่ะเพื่อนข้า สาวงาม? หรือพี่ชายข้าทั้งสอง  ฮ่าๆๆๆๆ”

 

 

“เจ้านี่มัน....ฮึ่ย ข้าไปสะสางงานก่อนแล้วกัน” ไม่ต้องรอให้สหายรักเอ่ยแซวใดใดทั้งสิ้นเซฮุนก็รีบเดินกลับมาทำงานที่ค้างไว้ต่อทันที มีหวังถ้ายังปะความกันงานนี้คงมิได้ลงไปพักผ่อนกับเจ้าเพื่อนรักเป็นแน่

 

 

“ทำเป็นหนีนะองค์ชายรอง ฮ่าๆๆๆ....”



“ข้าไปหาคยองซูที่รักดีกว่า...รีบทำงานเข้าล่ะองค์ชาย ฮ่าๆๆๆ”

 

 

 
 

 

 “จงอิน แบคฮยอนจะไปไหนกันน่ะ”  เสียงใสดังออกมาจากกระท่อมหลังน้อยกลางป่าซึ่งถ้าไม่ได้สังเกตดีๆก็คงมองไม่เห็นเนื่องจากมันถูกบดบังด้วยต้นไม้น้อยใหญ่แถมยังถูกสร้างในต้นไม้อย่างกลมกลืนอีก

 

 

 “ข้าจะไปเก็บผลไม้แถวนี้เสียหน่อยพี่ลู่หานอยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่”

 

 

 “ไม่ล่ะจงอิน นี่ก็เย็นมากแล้วรีบกลับมาล่ะ...” ด้วยความเป็นพี่มันก็อดห่วงน้องๆไม่ได้นั่นแหละถึงที่จะไปนั้นอยู่ใกล้ๆแถวนี้ก็ตาม “แบคฮยอนเจ้ากลายร่างเป็นนกแก้วเดี๋ยวนี้เลยนะไม่งั้นไม่ต้องออกไป”

 

 

ได้ยินไม่ผิดหรอกพวกเค้าสี่พี่น้องถูกสาปให้เป็นสัตว์ซึ่งนั่นมันก็ดีในการหลบซ่อนตัวในป่าแห่งนี้แต่ถึงอย่างนั้นพวกเค้าก็สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ได้หากแต่ผู้อื่นจะไม่สามารถได้ยินเสียงของพวกเราได้ก็เท่านั้นเหมือนเป็นคนใบ้ทั้งๆที่ถ้าอยู่ด้วยกันสี่คนพี่น้องเราสามารถสื่อสารกันได้อย่างปกติ  คำพูดหรือคำขอความช่วยเหลือจึงไม่สามารถเปล่งออกมาให้ผู้อื่นได้ยินหรือรับรู้ได้  นี่แหละคำสาปที่เราสี่พี่น้องได้รับก่อนจะหนีจากเมืองขึ้นมา

 

 

“พี่ลู่หานเราจะไปเก็บผลไม้นะถ้าข้าเป็นนกแล้วข้าจะเก็บผลไม้มาได้อย่างไรเล่า” แบคฮยอนก็ยังคงไม่ยอมพี่ชายอย่างเช่นเคยเชื่อเหรอก็เชื่อในสิ่งที่พี่ห้ามหากแต่ด้วยนิสัยตรงๆของเจ้าตัวและเดิมทีเป็นคนช่างจ้อนั้น ขอให้ได้พูดได้ถียงเถอะไม่งั้นคงขาดใจตายแน่ๆ

 

 

“อย่างนั้นก็มิต้องไปให้อี้ชิงไปเก็บแทน”

 

 

 

“พี่อ่ะนกก็นก   งื้อออ” จากชายหนุ่มร่างบางที่ยืนอยู่ก็กลายร่างเป็นนกน้อยแสนสวยก่อนจะบินไปยังป่าด้านหลังกระท่อมที่พัก ปีกสีน้ำเงินสลับแดงนั่นกระพือขึ้นลงอย่างรวดเร็วทำให้เจ้าตัวไปถึงที่หมายได้ในเวลาไม่ช้านักก่อนน้องชายที่กลายร่างเป็นนกขนดำสนิทจะถึงเพียงครู่

 

 

จริงๆแล้วพวกเค้าเข้าใจดีกับเรื่องราวที่พี่ลู่หานไม่อยากให้ใช้ร่างมนุษย์ถึงขั้นตั้งเป็นกฎออกมาว่าหากออกจากบ้านหรือนอกบริเวณรอบๆกระท่อมพักอาศัย ไม่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ห้ามกลายร่างเป็นมนุษย์โดยเด็ดขาดเพราะมันอันตรายมากเหลือเกิน  

 

 เพราะในวันนั้น ด้วยสัญชาติญาณความเป็นสัตว์ทำให้ได้กลิ่นจากที่ไกลได้ดีกว่าปกติ  ทหารของโจรขโมยบัลลังก์ในวันนั้นมันย่างกายเข้ามาถึงป่าแถบนี้มันทำให้ลู่หานไม่ไว้ใจถึงออกกฎแบบนี้ออกมาเพราะรักและห่วงน้องถึงต้องบังคับแบบนี้ เพราะไม่อยากเสียคนรักไปอีกแล้วถึงเลือกที่จะปกป้องน้องรักด้วยวิธีแบบนี้ทั้งๆที่รู้ว่าน้องๆคงอึดอัด โดยเฉพาะแบคฮยอน แต่จะให้ทำอย่างไรลู่หานสามารถทำได้แค่นี้จริงๆ

 

 

“จงอินรับให้ดีนะพี่จะจิกมันลงไปแล้วนะ” ถึงจะไม่สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้แต่ด้วยพละกำลังของน้องเล็กอย่างจงอินก็สามารถแบกผลไม้ในตะกร้าสานใบสวยได้ไม่ต่างจากตอนเป็นมนุษย์นัก  แบคฮยอนเคยคิดว่ามันไม่น่าแปลกกว่าหรือไงถ้ามีคนเห็นนกกาแบกตะกร้าผลไม้ใบยักษ์บินขึ้นบนท้องฟ้าได้สบายๆแบบนั้นน่ะ

 

 

 

“เซฮุนข้าว่า...เมื่อครู่ข้าเห็นนกแบกตะกร้าผลไม้นะ” ใช่แล้วตอนนี้ทริปพักผ่อนขององค์ชายชานยอลเป็นผลสำเร็จแล้วเจ้าตัวที่อยู่ก็มาชวนเพื่อรักลงมาล่าสัตว์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้านั้นตอนนี้ทั้งคู่ได้ลงมาอยู่ในป่าแล้วเรียบร้อยและที่สำคัญเป็นที่สุดคือ คยองซูแอบตามมาด้วยน่ะซิ 

 

 

 

ตอนที่เห็นน้องน้อยหลังเกวียนสัมภาระนั้นเล่นเอาคนเป็นพี่อย่างเซฮุนและอี้ฟานแทบเป็นลม  น้องชายสุดที่รักตามมาด้วยอย่างนี้จะให้ทำอย่างไรได้เล่านอกจากต้องดูแลเจ้าตัวเล็กดีเป็นพิเศษเพราะที่นี่คือป่าอันตรายรอบด้านทั้งสิงห์สาลาสัตว์  รวมถึงบรรดาผู้เล่นมนต์ดำทั้งหลายอีก อันตรายจะตายไปทหารที่ให้ตามมาก็มีเพียงไม่ถึงห้าคนด้วยซ้ำไป ดังนั้นหน้าที่การหาอาหารวันนี้จังตกเป็นของเซฮุนและชานยอลโดยปริยาย

 

 

“มุกอะไรของเจ้ากันชานยอล” ใครจะไปเชื่อนกแบกตะกร้าผลไม้เนี่ยนะพญาอินทรียังทำไม่ได้เลยถึงจะบอกว่าเป็นสมุนของพวกมีมนต์คาถาก็ตามเถอะแต่เขตแถวนี้มันไม่ใช่ที่ๆจะพบกลุ่มคนพวกนั้น  ถ้าทางเพื่อนรักคงคิดคำพูดตลกๆมาแก้ความเงียบไม่ออกล่ะมั๋งแต่มุกนี้มันฝืดมากจริงๆว่ะ 

 

 

“ข้าไม่ได้เล่นตลกหรือมุกขบขัน...ข้าว่าข้าเห็นจริงๆ”

 

 

“ข้าว่าเจ้าอาจจะตาฝาดไปนี่มันใกล้ค่ำแล้วด้วย...คงเป็นเงาไม้ละมั๋ง” เซฮุนไม่คิดว่าจะเป็นนกจริงๆนั่นแหละเย็นย่ำขนาดนี้แล้วคงมีแต่นกกลางคืนไม่ก็ค้างคาวกระมังที่เริ่มออกมาหากินน่ะซึ่งพวกมันกันแมลงไม่มีทางเสียล่ะว่าจะเป็นผลไม่พวกนี้ได้  ชานยอลคงตาฝาดจริงๆ “กลับกระโจมเถอะป่านนี้คยองซูคงเตรียมมื้อค่ำแสนน่าทานรอเราทั้งคู่อยู่”

 

 

 

“อืม...” เมื่อเซฮุนก้าวเดินกลับทางกระโจมที่พักชั่วคราวเขาจึงเดินตามแต่ถึงกระนั้นก็ยังคงเชื่อว่าตนนั้นมิได้ตาฝาดไปหรอก  เขามั่นใจเหลือเกินมั่นใจว่าเห็นมันจริงๆนกที่หิ้วตะกร้าผลไม้นั่นน่ะเค้าอาจจะตาฝาดไปแต่นกแก้วตัวน้อยที่บินไปด้วยกันกับนกกาตัวนั้นเค้าไม่คิดว่าเค้าตาฝาดหรอกนะ 

 

 

ปีกสีน้ำเงินสลับแดงนั่นกระพือสยายกับฟากฟ้าและสายลม  ขนนกที่มันเงานั่นแม้จะดูอยู่ห่างๆก็ยังคิดว่าสวยงามจับตามันเหมือนเหลือเกินกับความฝันนั่นที่ยังคงติดตาเขาไม่จางหายตั้งแต่การล่าสัตว์ครั้งที่แล้ว ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ประหลาดนั่นที่ๆทำให้เขาและเซฮุนหลับพักในกระท่อมเก่าๆนั่นและวันนั้นเขาฝันเห็นนกแก้วแสนสวยนั่นร้องไห้อยู่ตรงหน้าต่างไม้  ความฝันแสนแปลกเข้าไปอีกเมื่อเค้ารู้สึกว่านกน้อยตัวนี้ไม่เหมาะกับคราบน้ำตาหากเป็นเสียงเจื้อยแจ้วของมันน่าจะดีกว่าและเพราะมันเป็นฝันที่แปลกเขาจึงไม่ได้เล่าให้เพื่อนรักฟังหรือแม้แต่ใครก็ตาม

 

 

 แต่วันนี้เขาเห็นมันเหมือนเหลือเกินกับฝันนั่นนกน้อยตัวนั้นทำไมกันเพียงแค่นึกถึงภาพใบหน้าน่ารักนั่นถึงได้ลอยเวียนเข้ามาในสมองได้  สวยเหลือเกินผู้นั้นงดงามมากเหลือเกินทำไมกันถึงอยู่ดีๆถึงนึกถึงทั้งๆที่มั่นใจว่ามิเคยพบใครที่มีใบหน้าแบบนี้มาก่อนแต่ทำไมอยู่ๆถึงได้นึกถึงเสียล่ะ  นกน้อยเอยเจ้ามาจากที่ใดกันและท่านคือใครกันทำไมข้าถึงต้องนึกถึงท่านด้วย










ขอโทษนะคะที่ไรท์หายไปนานเลยแบบงานเยอะมากค่ะ ไรท์มาให้ลงโทษแล้วนะคะจะพยายามรีบอัพให้ค่ะ
ตอนนี้ลง 75%ก่อนนะคะ อยากเห็นผลตอบรับบ้างอ่ะ ไม่รู้ว่าชอบกันหรือเปล่าด้วย
เม้นต์บอกไรท์บ้างนะคะ



ครบ 100 % แล้วนะคะ  มีคนอ่านกันอยู่ป่าวเอ่ย?  บอกกันได้นะคะ เม้นต์ให้หน่อยๆ

7 ความคิดเห็น

  1. #6 hpyfriday (@hpyfriday) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2558 / 18:38
    ติดตามฮ้าบบบบบ
    #6
    0
  2. #4 Yore_Hunhan (@yore1536) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 เมษายน 2558 / 12:23
    ไรท์อัพไวๆน้าา น่าติดตามมากๆ
    #4
    0
  3. #3 Buntita Chaiyo (@0850304849) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2558 / 07:01
    มีเนื้อเรื่องที่น่าติดตามมากๆเลยค่ะไนท์คลับ พยายามอัพต่อนะคะ>=< ปล.อยากแนะนำไรท์ว่าถ้าปรับอินโทรให้น่าสนใจกว่านี้นิดนึงเรื่องจะดีมากๆเลยค่ะ #Ilikethisfic
    #3
    0