คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Batfam] When Daddy got sick

“39.5 องศาครับ คุณเป็นไข้หวัดแล้วล่ะครับนายท่านบรูซ” “ชั้นไม่เป็นอะไร” “อย่าฝืนขยับตัวโดยไม่จำเป็นดีกว่าครับ”

ยอดวิวรวม

1,216

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


1,216

ความคิดเห็น


8

คนติดตาม


32
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 ส.ค. 60 / 20:04 น.
นิยาย [Fic Batfam] When Daddy got sick [Fic Batfam] When Daddy got sick | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 ส.ค. 60 / 20:04


39.5 องศาครับ คุณเป็นไข้หวัดแล้วล่ะครับนายท่านบรูซ”

…..” เจ้าของชื่อไม่ตอบอะไรหลังจากได้ยินเสียงพ่อบ้านชราของตนพูดออกมาอย่างเฉยชา เช้านี้ อัลเฟรค เพนนีเวิร์ธ เข้ามาปลุกนายท่านของเขาตามปกติ ต่างกันตรงที่ทุกทีเวลาชายชราเดินเข้ามาเปิดหน้าต่าง ดึงผ้าห่มออกจากตัวเจ้าของห้อง นายท่านบรูซจะลีลาสักพักนึงถึงยอมตื่นแต่โดยดี แต่คราวนี้กับนอนนิ่งๆไม่ขยับตัว จนเขาอดเป็นห่วงไม่ได้ พ่อบ้านประจำตระกูลมหาเศรษฐีถอนหายใจ หลังจากหยิบเทอโมมิเตอร์ออกจากปากของคนที่นอนป่วย

แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่อยากยอมรับว่าตัวเองป่วยสักเท่าไหร่

“อย่าฝืนขยับตัวโดยไม่จำเป็นดีกว่าครับ”

“ชั้นไม่เป็นอะไร”

….” บรูซใช้สายตาแบทแมนสบตากับพ่อบ้านของตัวเอง แต่ใบหน้าเฉยชาที่อัลเฟรคส่งมา ทำให้ชายหนุ่มวัยกลางคนตระหนักได้ว่ามันไม่มีผลอะไรกับชายที่เปรียบเสมือนตัวแทนพ่อของเขา ท้ายที่สุดก็เป็นตัวมหาเศรษฐีเองที่หลบสายตาไปก่อน แล้วพูดทวนความคิดตัวเองซ้ำอีกที

“ชั้นไม่เป็นอะไรจริงๆ” ทีนี้พยายามลุกตัวขึ้นประกอบ แต่จู่ๆเรี่ยวแรงก็หมดไป ทำให้หัวตกลงไปที่หมอนอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาของชายชราคู่นึงที่จับจ้องดูอยู่ตลอด อัลเฟรคถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเดินเข้าไปคลุมผ้าห่มให้นายท่านของเขา

ดูเหมือนว่าวันนี้อัศวินรัตติกาลจะต้องหยุดพักชั่วคราวเสียแล้ว

“เดี๋ยวกระผมจะไปเตรียมอาหารเช้ากับยามาให้ ระหว่างนี้ช่วยทำตัวดีๆนอนนิ่งๆด้วยนะครับ”

“เฮ้อ” บรูซถอนหายใจ พยักหน้ารับแต่โดยดี เงยหน้ามองเพดาน เขารู้สึกว่าเพดานสีขาวว่างเปล่าตรงหน้าเขามันดูหมุนไปหมุนมายังไงชอบกล หรือเขาจะเป็นไข้หวัดอย่างที่ชายชราพูดจริงๆ

หันซ้ายหันขวามองเฟอร์นิเจอร์เดิมๆที่อยู่ในห้องไปจนมึนหัว เจ้าของห้องคิดว่า ถ้าเขาได้อาบน้ำล้างหัวสักหน่อยคงจะช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะนี้ไปได้บ้าง เขาไม่ชอบที่จะอยู่เฉยๆ ความรับผิดชอบที่มาจากการเป็นนักธุรกิจ เป็นหัวหน้าครอบครัว รวมถึง เป็นมนุษย์ค้างคาวในยามกลางคืน ทำให้เขาเกลียดการอยู่เปล่าๆไม่ทำอะไรอย่างเช่นการนอนอยู่เตียงแบบนี้ ไวเท่าความคิด เจ้าของร่างบนเตียงพยายามชันตัวลุกขึ้นออกมาจากเตียง

แต่อาการหน้ามืดเฉียบพลันก็เล่นงานผู้ชายร่างใหญ่จนเกือบจะล้มหน้าคว่ำไปกับพื้น

ถ้าไม่ติดที่ว่ามีสองแขนของใครบางคนมาคว้าตัวเขาไว้ก่อน ตามด้วยเสียงกระวนกระวายของบุคคลที่เข้ามาใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“บรูซ คุณจะทำอะไรน่ะ”

….” บอกตามออฮฮฮตรงว่าเขาหูอื้อจนได้ยินเสียงของอีกฝ่ายไม่ชัด แต่เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะเป็นลูกชายคนใดสักคนของเขา ถ้าตัดเจ้าลูกชายคนโตที่ชอบเรียกชื่อเล่นคนอื่น และลูกชายคนเล็กที่ไม่เคยเรียกเขาแบบนั้นและไม่น่าจะพยุงตัวเขาไว้ได้ทิ้งไป ก็จะเหลือ ทิม กับ เจสัน แน่นอนว่าชายที่เป็นเสมือนสมองของจัสตีส ลีค ประมวลผลด้วยความรวดเร็วเลยว่า เจ้าของแขนนี้น่าจะเป็น

“ทิม”

“อัลเฟรคบอกว่าคุณป่วย เลยให้ผมขึ้นมาดูว่าคุณจะเล่นพิเรนทร์อะไรก่อนเขายกถาดอาหารขึ้นหรือเปล่า” ทิม เดรค-เวนย์ไม่คิดว่าบรูซจะทำอย่างว่าจริงๆ ดูถูกความแม่นยำของพ่อบ้านประจำคฤหาสน์เวนย์ไม่ได้เลยแหะ เขาจัดการยกผู้ชายตัวใหญ่ขึ้นมานอนบนเตียงดีๆ แล้วนั่งลงบนเก้าอี้นวมข้างเตียง

คนอายุน้อยกว่ามองหน้าพ่อบุญธรรมเหงื่อแตกหน้าซีดบนเตียงนิ่งๆ ตลอดชีวิตวัย 20 ปีเขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองว่าจะได้มาเห็นอะไรแบบนี้

“แล้วตกลงเมื่อกี้คุณจะทำอะไร”

….

“คุณคงไม่ตอบว่าอยากวัดความอ่อนนุ่มของพื้นห้องหรอกนะ”

“ชั้นอยากอาบน้ำ”

“เหอะ”

“ทิม ชั้นสบายดี”

“อ่ะห้ะ ผมเชื่อว่าคนสบายดีจริงๆคงไม่อยากนอนบนพื้น” สาบานเลยว่าเขาจะเห็นภาพบรูซล้มหัวฟาดพื้นในห้องน้ำอีกระลอก หลังจากเขาพาเจ้าตัวเข้าห้องอาบน้ำ

….” คนเป็นพ่อเงียบไปหลังจากได้ยินคำพูดประชดของลูกชายคนที่สาม เขาเคยได้ยินทิมประชดใส่คนอื่นก็จริงแต่ไม่คิดว่าจะเป็นฝ่ายโดนเองคราวนี้

“คุณไม่ต้องกังวลเรื่องประชุมวันนี้ของ W.E. หรอก เดี๋ยวผมจัดการเอง”

….

“บรูซ เห็นแบบนี้ผมก็เป็นผู้สืบทอด W.E. ต่อจากคุณ วันนี้คุณนอนพักผ่อนเถอะ”

“เฮ้อ เอางั้นก็ได้ อย่างน้อยช่วยหยิบ-

“ไม่ บรูซ นอนพักผ่อน หมายถึง ไม่ใช้โน้คบุ้ค รวมถึงสมาร์ทโฟนด้วย” เจ้าของชื่อจ้องมองลูกชายหยิบเครื่องมือสื่อสาร คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของเขาเก็บเข้าไปในโต๊ะอีกฝั่งของห้องด้วยแววตาละห้อย เขาจะบอกทิมยังไงดีกว่าเขาไม่ชอบนอนพักผ่อน แถมเมื่อคืนเขาก็นอนมาพอแล้วด้วย

“ผมอ่านใจคุณได้นะ จะบอกว่าไม่ชอบนอนอยู่เฉยๆใช่มั้ยล่ะ บรูซ คุณควรจะดูสภาพตัวเองซะบ้างนะ” ทิม เดรคเป็นคนพูดตรงๆ บางทีมันอาจจะดูแข็งทื่อเกินไปหน่อย แต่ช่วยไม่ได้นี่ กับคนในตระกูลที่หัวดื้อแบบนี้ รวมถึงตัวเขา พูดอ้อมๆไปไม่เข้าใจอยู่ดี  

“เดี๋ยวนี้นายเป็นคนจู้จี้จุกจิกแบบนี้หรอเนี่ย”

“โทษลูกชายคนโปรดของคุณเถอะ คุณจะรู้สึกรำคาญกว่านี้ ถ้าผมเป็นดิ๊ก” คนบนเตียงยิ้มเห็นด้วยให้กับอีกคน ก่อนที่เจ้าลูกชายจะหันไปสนใจกดมือถือยี่ห้อเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์ของตัวเองต่อ บรูซไม่แน่ใจว่าทิมจงใจยั่วโมโหเขา หรือ แค่กดมือถือปกติกันแน่ แต่การปรากฏตัวของผู้มาใหม่พร้อมกลิ่นอาหารเช้าลอยเข้ามาแตะจมูก เรียกให้คนเป็นพ่อ หยุดความคิดนั้นไป

“นายท่านทิโมธี กระผมหวังว่านายท่านบรูซคงไม่สร้างปัญหา ระหว่างที่ผมไม่อยู่นะครับ”

“โอ้ ไม่เลยอัลเฟรค บรูซแค่ทดสอบความแข็งแรงของพื้น ด้วยการล้มตัวนอนคว่ำหน้าเท่านั้นเอง”

“ทิม..

“หรือไม่จริง” ทิมจ้องตาดวงตาสีฟ้าของอีกคนบนเตียงเขม็ง อย่าคิดว่าทำเป็นคนเดียวนะ พอดีกับที่พ่อบ้านชรายื่นหน้ามาคั่นกลางสงครามพ่อลูกจ้องหน้าของนายท่านทั้งสอง ยกถ้วยข้าวต้มวางบนโต๊ะข้างเตียงของอัศวินรัตติกาลที่เป็นไข้หวัดกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง

“ผมคงไม่ต้องป้อนคุณหรอกนะ”

“ทิม ชั้นไม่ได้ป่วยขนาดนั้น”

“งั้นเดี๋ยวนายท่านบรูซทานอาหารเช้าเสร็จแล้วกระผมฝากนายท่านทิโมธีอย่าลืมให้เขาทานยาด้วยนะครับ”

“ได้เลย อัลเฟรค” คนอายุน้อยที่สุดในห้องรับปากชายชรา ก่อนจะพ่อบ้านของตระกูลเวนย์จะเดินออกไป ทิ้งให้พ่อลูกนั่งนิ่งๆอยู่ด้วยกันสองคน ทิมนั่งมองมหาเศรษฐีควบตำแหน่งพ่อบุญธรรมค่อยๆหยิบช้อนตักอาหารคนป่วยเข้าปาก ส่วนตัวเองก็คิดอยู่ว่าจะพูดอะไรต่อดี ที่คิดได้ก็มีแต่เรื่องบริษัท แต่จะเอามาพูดตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” คนเป็นพ่อชิงเริ่มบทสนทนาก่อน

“หือ”

“ช่วงนี้นายเป็นยังไงบ้าง”

“อ๋อ เมื่อเดือนก่อนปิศาจน้อยของคุณเป็นหวัด เล่นงานผมซะแทบแย่ ส่วนดิ๊กก็ทำตัวน่าหนวกหูเหมือนทุกที เจสันก็ยังหาเรื่องมากินเบียร์ฟรีที่เพนเฮาส์ของผมเหมือนเดิม-”

“ชั้นถามถึงตัวนาย ทิโมธี เดรค-เวนย์”

“.....”

“ที่บ้าน ที่มหาลัย ที่บริษัท ที่ไททัน นายโอเคนะ”

“บรูซ คุณก็รู้ผมมันพวกเข้าสังคมง่าย”

” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป ทิม เดรคก็ชั่งใจว่าเขาไม่ควรจะพูดตัดจบหัวข้อสนทนาไปดื้อๆ บรูซไม่ใช่พวกใคร่รู้เรื่องส่วนตัวของชาวบ้านก็จริง คือถ้ายอดนักสืบอยากรู้อะไร เจ้าตัวสามารถใช้แบทคอมพิวเตอร์หรือฐานข้อมูลจากจัสตีส ลีค หาคำตอบเอาเองได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาถามเขาตรงๆ

ไม่บ่อยนักที่บรูซจะชวนเขาคุย ถ้าไม่นับเรื่องงานที่บริษัท หรือ เวลาเขาเป็นเร้ด โรบินตอนไปลาดตระเวน ก็แทบจะไม่ได้คุยกันเลย เขารู้ดีว่าบรูซไม่ค่อยมีเวลา ตัวเขาเองก็ไม่มีเวลา การเป็นผู้นำมันทำให้เราต้องรู้จักเสียสละของส่วนตัวเพื่อส่วนรวม และ บรูซ เวนย์ก็ได้สละเวลาครอบครัว เวลาดูแลตัวเองหมดไปกับการจัดการผู้ร้ายยามค่ำคืนในเมืองก๊อทแธม แม้แต่ตอนกลางวันการเป็นนักธุรกิจก็ทำให้คนคนนี้ทำหน้าที่เป็นพ่อได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก

แต่จะโทษบรูซคนเดียวก็ไม่ได้ เจ้าตัวไม่สามารถแยกร่างเป็นทั้งคุณพ่อ แบทแมน แล้วก็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์ได้ 3 คนในเวลาเดียวกันสักหน่อย ทิมเองก็อายุ 20 ปีแล้วด้วย เขาไม่ใช่เด็กขาดความอบอุ่นต้องการความรักจากผู้เป็นพ่อด้วยซ้ำไป

แต่นานๆทีได้เปิดใจคุยกับคนเป็นพ่อบ้าง ไม่ผิดหรอกเนอะ

“ผมสบายดี...”

“แต่เอ่อ คือ...จะพูดมันก็พูดยากนะ คือช่วงนี้ W.E. สาขายุโรป...”

“ผมรู้ว่าผมอายุยังน้อย ประสบการ์ณยังไม่มี แต่เฮ้ ผมเป็นหัวหน้าเขานะ บรูซ...”

“แล้วก็นะ 2 วันก่อน ที่มหาลัยมีรุ่นน้องคนนึงเดินมาขอผมเดตด้วย คุณรู้มั้ยผมตอบว่าอะไร...”

“คอนเนอร์กับเมแกนน่าหงุดหงิดมา เอาแต่งอนกันไปงอนกันมา โห่

…..” บรูซนั่งยิ้มไปพยักหน้าไปเงียบๆ และบางทีก็เออออตอบกลับลูกชายที่นั่งเล่าเรื่องของตัวเองให้เขาฟัง

เขารู้ว่าตัวเขาไม่ใช่พ่อดีเด่นอย่างที่ใครต่อใครคิดกัน เขารับทิมมาเป็นลูกบุญธรรมภายหลังจากการสูญเสียเจสันลูกชายคนรองโดยโจกเกอร์ศัตรูตัวฉกาจ ตอนนั้นบรูซตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รับใครมาเป็นโรบินอีก เพราะเขาไม่อยากสูญเสียคนที่รักไปอีกแล้ว แต่ทิมก็พิสูจน์กับเขาว่า แบทแมนจำเป็นต้องมีโรบิน ถึงแม้วิธีของเด็กคนนี้จะบุ่มบ่ามไปสักหน่อย ท้ายที่สุดทิมก็ชนะใจเขาและได้เข้ามาเป็นส่วนนึงของครอบครัว ทั้งๆที่ตนเองก็มีพ่อแม่อยู่ ไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า เหมือนดิ๊ก หรือ เด็กมีปัญหาอย่างเจสัน และตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ชายหนุ่มสังเกตมาตลอดว่าลูกชายคนที่สามของเขา กังวลกับจุดยืนของตัวเองพอสมควร กลัวว่าพอตัวเองไม่สามารถทำหน้าที่โรบินได้แล้ว เขาจะไล่ออก ซึ่งมันไม่จริงเลย ถึงกลับฝืนตัวเองขนาดป่วยก็ยังดึงดันว่าจะออกไปอัดผู้ร้ายกับเขาให้ได้

“ชั้นนึกถึงตอนนั้นที่นายป่วย อายุเท่าไหร่นะ 14 หรือเปล่า”

“เขาบอกว่าคนที่พูดถึงเรื่องอดีตแปลว่า แก่แล้ว”

“งั้นชั้นก็คงแก่แล้วอย่างว่า”

“ยกเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์ให้ผมได้ทุกเมื่อนะ”

“หึ”

….

“ทิม ตอนนี้ยังคิดว่าตัวเองเป็นแค่ตัวแทนของเจสันอยู่หรือเปล่า” สีหน้าของลูกชายเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ทิมหลบสายตาคู่สีฟ้าจากบนเตียง พลางหยิบมือถือกดเล่นแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน

“ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา”

“ชั้นแค่อยากจะบอกว่า ชั้นไม่เคยคิดว่านายเป็นโรบิน หรือ ตัวแทนใครเลยนะ นายเป็นทิโมธี เดรค-เวนย์ ลูกชายคนที่สามของชั้นบรูซ เวนย์ และทายาทเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์”

“เหอะ นี่คุณลืมเดเมี่ยนไปแล้วเหรอไง”

“ดูจากอายุแล้ว เด็กคนนั้นต้องรออีกนานเลยล่ะ”

“แสดงว่าถ้าเจ้าปิศาจนั่นอายุไม่ห่างกับผมเกือบ 10 ปี คุณจะยก W.E. ให้เขางั้นสิ”

“ถึงเวลานั้นชั้นก็ให้นายอยู่ดีนั่นแหละ” ใช่แล้ว บรูซ เวนย์เขียนตัดสินใจทำพินัยกรรมมรดกยกบริษัทให้ลูกชายคนที่สามไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาไม่ใช่คนที่เลือกที่รักมักที่ชัง เขาดูที่ความสามารถ และ ทิมก็พิสูจน์ว่าตนมีความน่าไว้วางใจ เหมาะสมกับตำแหน่งประธานบริษัทมากที่สุด แต่เหมือนเจ้าตัวจะไม่เชื่อผู้เป็นพ่อสักเท่าไหร่

“ให้มันจริงเถอะ” ผู้เป็นลูกหน้าบึ้งใส่คุณพ่อบุญธรรมบนเตียง บรูซรู้ดีว่าทิมไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก

“นายกำลังบอกว่าชั้นลำเอียงงั้นสิ ชั้นรักลูกเท่ากันทุกคนนะ”

“หยุดเลย บรูซ คุณกำลังพูดเหมือนกับดิ๊กเลยนะ ผมไม่เชื่อคุณหรอก ถ้าเจ้าปิศาจยืนอยู่ตรงนี้คุณยังจะกล้าพูดแบบเมื่อกี้อยู่หรือเปล่า” คนอายุมากกว่าพอจะเดาได้ว่าคนตรงหน้าเขาเป็นโรค Middle child syndrome หรือพวกภาวะลูกคนกลางขี้น้อยใจอะไรประมาณนั้น ก็ตั้งแต่ที่ทิมโดนย้ายตำแหน่งกลายเป็นลูกคนกลางไปนั่นแหละ บางทีก็หนีออกจากบ้าน พูดอย่างนี้ไม่ถูก ทิมชอบไปนอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้าน อาทิเช่น ตึกไททัน เพนธ์เฮาส์ ถึงจะได้เห็นหน้ากันที่บริษัทก็จริง แต่พอเขาชวนกลับมากินข้าวที่คฤหาสน์ทีไรก็โดนอีกฝ่ายปฏิเสธทุกครั้ง ทั้งๆที่แต่ก่อนไม่เคยเป็นแบบนี้  ยิ่งหนักขึ้นหลังจากมีเดเมี่ยนเข้ามา

“ทิม...อย่าบอกนะว่า นายกำลังน้อยใจที่ชั้นให้ความสำคัญกับเดเมี่ยนมากกว่า...”

“ผมไม่ใช่พวกคิดเล็กคิดน้อยแบบนั้น-” แต่ที่หลบตาเขามันหมายความว่ายังไง บรูซคิดในใจ

“เฮ้อ..งั้นก็”

“อย่าบังคับให้ผมญาติดีกับเจ้าปิศาจนั่นเชียว วันนั้นจะเป็นวันอวสานโลกเชื่อเถอะ”

“ชั้นไม่ได้จะพูดอย่างนั้นสักหน่อย”

“หรอ ผมเห็นคุณกับดิ๊ก วันๆอะไรก็แต่พูดถึงเจ้าปิศาจนั่น เหอะ”

“ทิม ช่วงนี้ยังติดกาแฟผสมเครื่องดื่มชูกำลังนั่นอีกหรอ”

“บรูซ กาแฟก็เป็นเหมือนแฟนของผม ผมขาดเธอไม่ได้ ถึงแม้ครั้งหนึ่งจะเคยเลิกไปแล้วก็เถอะ”

“นายต้องห่างของพวกนี้บ้างนะ” บรูซไม่ได้สนใจนักว่า ที่ลูกชายเรียกเครื่องดื่มอันตรายว่าเป็นคนรักของตัวเอง ขนาดเขายังชอบกินกุ้งล็อบสเตอร์เลย แต่ไม่ถึงกับขนานนามว่าเป็นภรรยาหรอกนะ เขาเป็นห่วงร่างกายของทิมมากกว่า ทิมเป็นพวกชอบฝืนตัวเอง มันอาจจะเป็นนิสัยเสียติดมาจากตระกูลเวยน์ไปแล้วก็ได้ แต่การอดหลับอดนอนแล้วยัดคาเฟอีนเกินขนาดแบบนั้น มันไม่ดีในระยะยาวแน่ๆ ต่อให้เป็นคำพูดของคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์อย่างเขายังรู้เลย

“อย่าห่วงผมเลย โอ๊ะ ได้เวลาแล้วแฮะ” ทิม เดรคแสร้งทำเมินคำพูดของอีกฝ่าย เขาไม่อยากจะรับรู้ความเป็นห่วงของบรูซเท่าไหร่นัก มันไม่ชินน่ะ ไม่รู้สิ รู้สึกเหมือนตัวเองไม่คู่ควรกับการที่อีกคนจะมาเป็นห่วงสักเท่าไหร่

พ่อแม่ของเขาตายไปเพราะ ความเอาแต่ใจ อยากเป็นโรบินของเขา

คนที่ไม่ห่วงพ่อแม่ของตัวเอง คนเห็นแก่ตัวแบบนี้ยังจะมีหน้ามาได้รับความห่วงใยจากคนอื่นอยู่อีกหรอ

แถมบรูซเองก็ไม่ใช่พ่อของเขาด้วยสิ

“หืม?

“ผมต้องไปที่บริษัทแล้วล่ะ เข้าประชุมแทนคนป่วยบางคน ไปนะ” ทิมลุกขึ้นดูนาฬิกาข้อมือของตัวแทน ก่อนที่จะหันไปบอกลาคนป่วยบนเตียง โดยไม่ลืมเหน็บอีกฝ่ายเบาๆ บรูซนั่งมองแผ่นหลังของลูกชายค่อยๆไกลออกจากห้องไปเรื่อยๆ ชั่ววินาทีนึง เขาก็ตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งออกไป

“ทิม!!

“....” ชายหนุ่มวัย 20 ผมสีดำตาสีฟ้าหันหน้ามามองเขา มือยังคงคาไว้ที่ลูกบิดประตู

“คราวหน้าไปกินสตาร์บัคด้วยกันนะ ลูกชาย” ทิม เดรครู้สึกอึ้งไปพักนึง สมองอันชาญฉลาดของเขากำลังประมวลสิ่งที่พ่อบุญธรรมพูดออกมา บรูซไม่เคยเรียกเขาว่าลูกชาย และเขา ไม่สิ ทั้งดิ๊กกับเจสัน ก็ไม่เคยเรียกบรูซว่าพ่อ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้แคร์กันสักหน่อยนี่ จริงมั้ย

คนอายุน้อยกว่ายิ้มออกมาแบบไม่มีเหตุผล มันไม่ใช่ยิ้มที่ไอหนุ่มเพลย์พลอยใช้เวลาจีบสาว หรือ ยิ้มการตลาดเวลาเขาสวมหน้ากากนักธุรกิจ แต่เป็นยิ้มแบบเขาเรียกว่าอะไรน่ะ จริงใจ หรือเปล่า

เหอะ เมื่อกี้ยังบอกให้เลิกกับแฟนอยู่เลย คราวนี้ชวนไปกินสตาร์บัคงั้นเหรอ เพี้ยนจริงๆครอบครัวนี้

“เหอะ ป่วยอย่างนี้จะไปทำอะไรได้ บรูซ อย่าลืมกินยานะ เดี๋ยวอัลเฟรคดุผม ผมไปล่ะ”

“แล้วเจอกัน ลูกชาย”

“ยังไงก็เถอะ ผมไม่เลิกกาแฟของผมหรอกนะ แต่เรื่องสตาร์บัคน่ะ จะไปคิดคิดดูก่อน”

นานๆทีได้คุยกันแค่สองคนแบบนี้ ก็ดีไปอีกแบบ

การที่คนเป็นพ่อ (แต่ไม่ได้เรียกว่า พ่อ) ป่วยมันก็ไม่เลวเหมือนกันแหะ

 

 

มหาเศรษฐีร่ำรวยติดอันดับโลกรู้สึกตัวขึ้นมา หลังจากได้ยินเสียงคนโวยวายเอะอะ เข้ามาอยู่ในโซนประสาท ภาพที่เข้าเห็น คือ เพดานว่างเปล่าของห้องนอน ตามมาด้วยหน้าเรือนรางของใครบางคนที่ยื่นเข้ามาใกล้

“ตื่นแล้วหรอ ตาแก่” แต่เสียงอันคุ้นเคยและชื่อเรียกสรรพนามอันไพเราะที่อัศวินแห่งรัตติกาลไม่มีวันลืม

“เจสัน” ลูกชายคนรองแสยะยิ้มใส่เสียงแหบแห้งของผู้เป็นพ่อก่อนที่จะถือวิสาสะยกตัวนั่งชันเข่าบนเตียงอย่างไม่เกรงใจคนป่วยตัวใหญ่ที่นอนอยู่ บรูซพยายามขยับตัวหาท่าที่สบาย แต่เขาไม่แน่ใจว่าลูกชายที่มาใหม่คนนี้จงใจอ้าขาแย่งชิงพื้นที่เขาไปหรือเปล่า

“รู้สึกยังไงบ้าง บรูซ” เสียงนิ่งๆ จากข้างเตียงเรียกให้เขาเอียงตาไปมองอีกคนที่เข้ามาใหม่ แคซซานด้าลูกสาวเพียงคนเดียวในบรรดาลูกๆทั้งห้าคนของเขา กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมตัวเดียวกับที่ทิมนั่งไปเมื่อกี้ ข้างๆเธอมีกระเช้าผลไม้ของฝากคนไข้  บรูซดีใจที่ได้เจอหน้าทั้งสองก็จริง แต่ลูกสาวของเขาน่าจะยังอยู่ที่ฮ่องกงไม่ใช่เหรอไง ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ เจสันด้วย

“โห่ยๆ ตาแก่ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่พวกเราแบบนี้หมายความว่าไงฟะ” เจสันตะโกนใส่หน้าเจ้าของห้องอย่างดัง เห็นมั้ยเขาบอกแคซซานด้าตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ควรมาดูอาการคนป่วย แทนที่จะดีใจที่ลูกสาวลูกชายนานๆได้กลับบ้านกลับมา ยังจะมาทำหน้าทำตา ฮึ่ม

“เจสัน...” ผู้หญิงคนเดียวในห้องหันหน้ามามองทำให้คนที่กึ่งนั่งกึ่งแย่งที่คนป่วยยอมหุบขานั่งดีๆ เขาไม่ได้กลัวแคซซี่หรอกนะ แค่หล่อนเป็นผู้หญิงเท่านั้นเอง และเขาไม่ทำร้ายผู้หญิง ไม่ใช่ว่าแคซเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบ้านหรอกนะ

“เชอะ”

“บรูซ คุณยังไม่ตอบคำถามชั้นเลย ตอนนี้คุณรู้สึกยังไงบ้าง” คนอายุมากที่สุดจ้องมองดวงสีดำสนิทของลูกสาวคนเดียวในบ้าน

“ค่อยยังชั่วแล้ว ว่าแต่ นี่กี่โมงแล้วหรอ” บรูซรู้ว่าการอ่านสีหน้า และ ภาษากายของอดีตนักฆ่าสาวจะทำให้แคซจับโกหกเขาได้ เพราะถึงแม้เขาจะไม่รู้สึกร้อนตัวแล้วแต่อาการปวดหนึบๆที่หัวมันก็ยังไม่ทุเลาลงอยู่ดี เป็นเจสันที่นั่งผิวปากอารมณ์ดีมองนาฬิกาตั้งโต๊ะที่หัวเตียงตอบให้

“นี่ตาแก่ เดี๋ยวนี้เริ่มขี้หลงขี้ลืมแล้วใช่มั้ย” แต่มันไม่ใช่คำตอบที่อัศวินรัตติกาลอยากได้ยินเท่าไหร่นัก

“ชั้นไม่ได้แก่ขนาดนั้นเจสัน”

“ถ้าอายุขึ้นเลข 4 ก็เท่ากับแก่แล้วนั่นแหละ”

“เฮ้อ...แล้วตกลงชั้นหลับไปนานเท่าไหร่แล้ว” บรูซถอนหายใจ

“ตอนนี้ 4 โมงครึ่ง ถ้าคุณยังรู้สึกปวดหัวอยู่ชั้นจะไปหยิบยามาให้” พูดพร้อมกับลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้พ่อกับลูกชายนั่งงงอยู่บนเตียงสองคน บรูซเริ่มหวั่นใจนิดๆแล้วว่าลูกสาวเขาอาจจะมีความสามารถอ่านใจได้ ทั้งๆที่เขาไม่ได้บอกว่าปวดหัวเจ้าตัวยังรู้อีก แต่เรื่องที่เขาสงสัยกว่าคือ

“เจสัน นายกับแคซมาทำไม”

“หา นี่ไม่ต้อนรับกันแล้วสินะ บรูซ น้อยใจจนอยากกรีดข้อมือแช่อ่างจากุดซี่เลย” ลูกชายคนรองพูดล้อเล่นขอไปที อะไรกันฟะ คนอุตส่าห์มาเยี่ยมไข้ ยังจะมาพูดอะไรแบบนี้ เดี๋ยวปั้ดหยิบปืนขึ้นมายิงหัวซะเลย ปวดหัวอยู่ใช่มั้ยล่ะ ตาแก่ แต่คนหนุ่มวัย 20 กว่าเลือกที่จะนั่งมองหน้าคนป่วยนิ่งๆ เห็นแก่คนป่วย เขายอมให้ก็ได้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นนะ บรูซมองหน้าลูกชายก่อนที่จะถอนหายใจ

“เฮ้อ ไม่ใช่อย่างนั้น เห็นปกตินายกับแคซแทบไม่กลับบ้านเลย ทิมก็มาหาชั้นเมื่อเช้า วันนี้มีอะไรหรือเปล่า”

“นี่ เจ้าภาพป่วยจนลืมวันลืมคืนแล้วเหรอเนี่ย”

“เจ้าภาพ??

“อะแฮ่ม ชั้นหมายถึง เจ้าบ้าน ตาแก่ นอนไปเลย”

“แต่เจสัน นายเป็นคนปลุกชั้นขึ้นมาไม่ใช่เหรอ”

“หุบปากน่า” เจ้าของชื่อลุกออกจากเตียง เดินไปเดินมา มือที่อยู่ไม่สุข หยิบแอปเปิลกับมีดขึ้นมาลงมือปอกไปเดินไป บรูซมองลูกชายเดินวนรอบห้อง รู้สึกเวียนหัวยิ่งกว่าเดิม คนอายุมากกว่าเงยหน้ามองเพดานสีขาวบนห้อง

“นี่ บรูซ”

“หือ??

“นายยังเก็บของพวกนี้ไว้อีกหรอ” เจ้าของห้องไม่หันหน้าไปมองต้นเสียง เดาว่าเจสันน่าจะยืนมองตู้กระจกที่อยู่ตรงหัวมุมของห้องนอนเขา บรูซตั้งมันไว้สำหรับเก็บของ พวกกรอบรูปเล็กๆที่มีความทรงจำช่วงเวลาในอดีตของเขากับลูกทั้งสี่คน (ไม่นับเดเมี่ยนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ได้ไม่กี่เดือน) ภาพเหล่านี้มันเป็นเหมือนกำลังใจให้เขา ความจริงเขาอยากจะอัดรูปใส่กรอบใหญ่ติดฝาผนังไปเลย แต่เพราะคนอีกคนในห้องนั่นแหละที่ไม่ยอมให้เขาทำ จะว่าเขิน อาย อะไรก็ตามแต่ ถึงได้แค่ตั้งเป็นกรอบรูปเล็กๆในห้องนอนเขา

“เราเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ใช่เหรอไง”

“เหอะ พูดจาเหมือนเจ้าลูกคนโปรดชะมัด”

“.....”

“ชั้นไม่ใช่คนในครอบครัวนี้ตั้งแต่นายเลือกที่จะไม่ฆ่าโจกเกอร์แล้วล่ะ”

“เจย์...”

“ที่มานี่เพราะรำคาญดิ๊กเฮด ลูกคนโปรดของนายหรอกนะ หมอนั่นน่ะรู้ที่อยู่ของอพาร์ทเมนต์ชั้นได้ไงไม่รู้ เคาะประตูเรียกทั้งวันตั้งแต่เช้าจนน่ายิงทิ้ง บอกว่าถ้าชั้นไม่กลับเจ้าบ้านั่นก็จะดึงดันยืนอยู่นี่แหละ”

“....”

“พอมาเจอแคซ รายนั้นก็ลากชั้นขึ้นมาหานาย ไม่ฟังชั้นสักคำ คนบ้านนี้ชอบทำอะไรตามอำเภอใจน่าหงุดหงิดชะมัด”

“เจสัน”

“พอเจอนาย นายยังไม่อยากให้ชั้นมาเลย เห็นมั้ยล่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น-” เจ้าของห้องอยากจะแย้งว่า เขาแค่สงสัยเฉยๆว่ามีธุระด่วนอะไรหรือเปล่า เจสันกับแคซถึงได้มาที่นี่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้อนรับสักหน่อย แต่อีกคนดันขัดขึ้นมาเสียก่อน

“แทงใจดำล่ะสิ ตาแก่ คราวหน้าบอกลูกคนโปรดของนายด้วยนะว่า ไม่ต้องลากชั้นเข้ามายุ่งเรื่องครอบครัว-” คนบนเตียงตัดสินใจพูดแทรก ลูกชายคนรองไป

เขาว่าทิมเป็น Middle child Syndrome แต่ลืมไปว่าเจสันเป็นลูกคนกลางมาก่อนทิม และน่าจะเป็นโรคนี้เหมือนกัน ซ้ำร้ายน่าจะหนักกว่าด้วย

“นายกลับมาที่นี่ได้เสมอเลยนะ”

“หา” ถึงไม่ได้หันไปมอง แค่ฟังจากเสียง บรูซก็เห็นหน้าตลกลูกชายคนรองของเขาตกใจขึ้นมาในหัว

“ชั้นบอกว่า นายกลับมาที่บ้านได้เสมอเลยนะ”

“นี่นายรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา”

“....”

“....”

ผู้ชายสองคนในห้องนั่งเงียบไปสักพัก พอดีกับที่ผู้หญิงที่ขอตัวออกไปก่อน เปิดประตูเดินเข้ามาพร้อมยากับน้ำเต็มแก้ว เธอเห็นเจสันยืนปอกแอปเปิลในกระเช้าที่เธอนำมาให้คนป่วยทาน แต่อีกคนนึงกลับปอกเองกินเองซะได้ แต่ไม่ได้ติดใจอะไรนัก วางแก้วน้ำ และยาจำนวนหนึ่ง ลงบนมือของผู้เป็นพ่อที่นั่งมองเธออยู่บนเตียง

“คุณต้องดื่มมัน” บรูซ เวนย์พยักหน้าว่าง่าย กลืนเม็ดสีขาวๆเข้าปากตามด้วยน้ำเต็มแก้ว แคซซานด้ายื่นมือมาสัมผัสหน้าผากคนอายุมากกว่า ก่อนที่จะชักกลับไป มองหน้าคนป่วย

“ตัวคุณไม่ร้อนแล้ว โล่งอกไปที”

“แคซ..”

“....”

“ขอบคุณนะ”

“ไม่เป็นไร บรูซ คุณเองก็หายไวๆนะ” เธอยิ้มออกมาน้อยๆ อดีตนักฆ่าสาวสังเกตได้ว่าตั้งแต่ที่เธอย่างกายเข้ามาบรรยากาศในห้องนี้ดูต่างจากเดิมมากโข และที่เห็นได้ชัดคือ เจสันจ้องบรูซตาเขียว หรือว่าเธอเข้ามาขัดจังหวะสำคัญอะไรไปหรือเปล่า คิดในใจก่อนที่จะรับแก้วเปล่าคืนมา ยืนมองพี่น้องนั่งเขม่นหน้าพ่อของเธอไปด้วยความสงสัย

“งั้น...ชั้นขอตัว”

“เฮ้ย อย่าเพิ่งไปสิ แคซ” อดีตลูกชายคนรองของบรูซ (เจ้าตัวเขาไม่นับตัวเองว่าเป็นคนในบ้านแล้วนี่) ทักท้วงขึ้นมาทันท่วงที

“ถ้าเคลียร์กันเสร็จแล้ว อย่าลืมให้บรูซนอนนะ เจสัน”

“ทำไมต้องเป็นชั้นล่ะ เดี๋ยวสิ”

“อย่าทะเลาะกัน” ผู้หญิงคนเดียวในห้องพูดสั้นๆ ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป คำพูดเมื่อกี้อาจจะดูเหมือนประโยคบอกเล่าธรรมดา แต่ความจริงแล้วมันเป็นประโยคคำสั่ง เรียกว่า คำขู่ เลยก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายที่เหลือในห้องคิดตรงกัน แคซซานด้าเป็นคนเงียบๆ เธอเพิ่งเรียนรู้ภาษาพูดได้ไม่นาน หลังจากที่สื่อสารโดยใช้ภาษากายมาโดยตลอด และ ฮึ่ม ความแข็งแกร่งที่มากที่สุดจนไม่น่าอภัย แข็งแกร่งจนบรูซถึงกับต้องส่งไปอยู่ที่ฮ่องกง คำพูดแต่ละคำของเธอกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อาจปฏิเสธได้ แคซซานด้าเป็นคนรักครอบครัวก็จริง แต่เธอก็เป็นคนเพียงคนเดียวในบ้านที่สามารถหยุดความดื้อของบรูซ ทนความงี่เง่าน่ารำคาญของดิ๊ก และหยุดศึกสายเลือดของเขากับเบบี้เบิร์ดได้ ขนาดเบบี้แบทยังกลัวเธอเลย คิดดู และคำว่าอย่าทะเลาะกันของเธอครั้งนี้ก็เหมือนระเบิดเวลาที่ตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าพวกแกทะเลาะกันเมื่อไหร่ชั้นจะมาเคลียร์นะ อะไรประมาณนั้น พูดได้ว่าแคซมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าดิ๊กที่โตที่สุดในบ้านเสียอีก บางทีเขาก็คิดด้วยซ้ำว่าเธออายุมากกว่า นึกถึงเวลาต้องสู้กับเธอทีไร เจสันก็รู้สึกขนลุกขึ้นมา  

..

“เฮ้อ ให้ตายสิ” คนอายุน้อยกว่าถอนหายใจออกไปส่งๆ ทำไมเขาถึงปฏิเสธคำพูดของผู้หญิงคนเดียวในบ้านไม่ได้สักทีเลยนะ บรูซหันมามองเขา

“เจสัน

“อะไรอีก”

“กลับมาได้เสมอเลยนะ ทุกคนต้อนรับนาย” เจสันไม่ค่อยชอบดวงตาอ่อนโยนที่อีกฝ่ายส่งมาให้เท่าไหร่นัก เห็นทีไรก็นึกถึงความอบอุ่นจอมปลอมที่หมอนี่มอบให้ ตั้งแต่รับเด็กมีปัญหาอย่างเขาเข้ามาเลี้ยงเป็นลูก ทำตัวเป็นพ่อที่ดีแทนไอพ่อขี้เหล้าของเขา ฝึกฝนเขาจนกลายเป็นโรบิน   เขามีความสุขกับช่วงเวลาเหล่านั้นมากๆ ทั้งๆที่แค่ฆ่าโจกเกอร์ไปซะ เรื่องทุกอย่างก็จะจบลงด้วยดีแท้ๆ บรูซ

“เหอะ ยังพูดเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ ตาแก่”

“.....”

“เอางั้นก็ได้ แต่เพราะเบียร์ฟรีหรอกนะ ไม่ได้เพราะว่าอยากมาเจอหน้าใครบางคนด้วย” ยังไงชั้นก็ไม่ยกโทษให้นายที่ใจอ่อนไม่ฆ่าโจกเกอร์หรอกนะ แล้วก็อย่ามานับว่าเป็นคนในบ้านด้วย

“อืม”

“....งั้น ก็นอนซะ ตาแก่ เดี๋ยวยัยบ้านั่นขึ้นมาจัดการชั้นอีก นอนโว้ย นอนๆ” เขาผลักตัวผู้เป็นพ่อให้นอนลงไปบนหมอนดีๆ ก่อนที่จะยกผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้แบบลวกๆ

“นี่เพิ่งจะ 4 โมงเอง ชั้นหลับไปตั้งนานแล้ว” เจ้าของห้องหาวออกมาก่อนที่จะสบตาสีเดียวกันกับลูกชายคนรอง

“เดี๋ยวนายก็ง่วง หลับตาไปนั่นแหละ อย่าให้ชั้นเห็นว่าลืมตาขึ้นมานะ ตาแก่”

“ชั้นไม่ได้แก่ขนาดนั้นนะเจสัน” นั่น ยังจะมีหน้ามาเถียงอีก ยิงปืนใส่คนป่วยตอนนี้ผิดมั้ย

“อายุปาเข้าไป 40 แล้วยังจะมาพูด นอนโว้ยเลิกคุย”

“ชั้นดีใจที่นายมาหานะ ลูกชาย”

“ชั้นไม่ได้มาหานาย บรูซ”

“คราวหน้าเราแอบอัลเฟรคไปกินแฮมเบอเกอร์กันดีมั้ย” เหอะ ยังจำเรื่องพวกนี้ได้อีก ตอนที่ดิ๊กย้ายไปอยู่บลัดเฮเว่นใหม่ วันไหนที่อัลเฟรคไม่อยู่ บรูซทำอาหารไม่เป็น ส่วนเขาพอทำเป็นแต่ก็ขี้เกียจอยู่ดี ทั้งคู่ก็จะไปกินฟาสฟู้ดด้วยกันแม้ว่าจะโดนพ่อบ้านเตือนเรื่องแคลลอรี่ที่มากเกินไปของบรูซก็เถอะ อัลเฟรคห่วงสุขภาพของคนที่บ้านเกินไปแล้ว กินนิดกินหน่อยพวกเขาไม่อ้วนหรอกน่า และ อืม เจสันไม่คิดว่า คนที่สมองมีเอาไว้คิดอย่างบรูซ น่าจะเก็บเรื่องสำคัญอื่นๆไว้ในหัวมากกว่า เรื่องเด็กมีปมอย่างเขา

แอบดีใจอยู่เหมือนกันแหะ

“แต่นายต้องเป็นคนเลี้ยงนะ ชั้นขอเบิ้ลด้วย” ถ้าเจสันได้มองกระจกตอนนี้เขาจะแปลกใจตัวเองว่ากำลังยิ้มให้กับคนที่ตัวเองเฝ้าบอกว่าเกลียดนักเกลียดหนาอยู่ ความจริงลึกๆในใจ เขาอาจจะแค่น้อยใจเรื่องที่บรูซไม่ยอมฆ่าคนที่ฆ่าเขาแค่นั้นก็ได้ แต่ทิฐิต้องมาเป็นของคู่กันกับตระกูลนี้ ยังไงชั้นก็ไม่กลับมาอยู่บ้านหรอก เจสันคิดในใจ เห็นอีกฝ่ายยอมหลับตาลงดีๆ

“แล้วเจอกันนะ เจ้าลูกชาย”

“......” เขาควรจะตอบกลับไปมั้ย หรือ จะปล่อยให้บรูซนอนไปเงียบๆดี คิดไปหัวจะแตก ช่างมัน งั้นเอาเป็นทั้งสองอย่างละกัน

“ราตรีสวัสดิ์ บรูซ” คนอายุน้อยกว่าพูดออกมาเบาๆ กลัวจะไปรบกวนสมาธิคนที่เพิ่งเข้าสู่ช่วงนิทราไป เจสันค่อยๆลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป โดยไม่ลืมหยิบแอปเปิลเยี่ยมคนป่วยติดมือขึ้นมากินอีกลูก

บางที ได้เห็นคนเป็นพ่อ (แต่ไม่ได้เรียกว่า พ่อ) ป่วยก็ดีไปอีกแบบแฮะ รอชั้นก่อนนะเบียร์ฟรี

 

ว่ากันว่า ฝัน คือ การที่สมองทำงานหลังจากร่างกายได้หลับไปแล้ว มันมักจะเป็นภาพความทรงจำต่างๆ ของเจ้าของร่างเอง เดจาวูหรือเหตุการณ์อนาคตที่พูดกัน ความจริงเป็นเพียงแค่ ความทรงจำที่เราลืมว่ามันเคยเกิดขึ้นมาก่อนเท่านั้นเอง

ภาพตรงหน้าอัศวินรัตติกาลคือคนสามคนที่เขาคุ้นเคย ครอบครัวอบอุ่นพ่อแม่ลูกที่เดินออกมาจากโรงหนัง อยู่ที่ crime alley เด็กชายวัย 8 ขวบเดินจูงมือผู้เป็นพ่อเขาไปในตรอกทางลัดเพื่อจะหารถแท๊กซี่กลับบ้าน ปากคุยโม้เรื่องภาพยนตร์ที่ดูไปเมื่อกี้ไม่หยุด มันเป็นภาพที่ดูแล้วดีต่อใจมาก ถ้าไม่ติดที่เขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

ปัง!!

เสียงปืนนัดแรก ดังขึ้น พร้อมกับร่างผู้เป็นพ่อล้มลงไปกับพื้น มาร์ทารีบเอาตัวไปบังลูกชายของเธอไว้ ก่อนที่ลูกกระสุนจะลั่นอีกนัดมาโดนตัวเธอ และตัดลมหายใจของเธอกับสามีไป

ปัง!!

บรูซยืนมองภาพสะท้อนของตัวเองในวัยเด็ก นั่งร้องไห้เขย่าตัวร่างไร้ชีวิตของพ่อแม่อย่างสิ้นหวัง ภาพพวกนี้ย้อนไปย้อนมาในฝันของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงยืนมองอยู่นิ่งๆ

ปกป้องคนสำคัญไม่ได้อีกแล้ว นี่เขายืนมองพ่อแม่ตายไปต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ

เขาเดินเข้าไปจับไหล่ที่สั่นสะท้านของเด็กชายแปดขวบที่หน้าตาละม้ายคล้ายตัวเอง ปกติเมื่อถึงเวลานี้เขาจะตื่น ไม่ก็ฝันเรื่องอื่นต่อ แต่ทำไมความฝันครั้งนี้ถึงได้ยาวนานนักนะ

“บรูซ ไม่เป็นไรนะ”

“ฮึก พ่อกับแม่ตายเพราะผม ฮึก”

“ทุกอย่างจะต้องโอเค” ตัวเขาในวัยเด็กเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมา ก่อนที่จะแสยะยิ้มใส่

“ไอคนโกหก เพราะแกคนเดียวนั่นแหละ”

..........

......

ภาพตัดมาที่ ความฝันต่อมา บรูซ เวนย์ อยู่ในโกดังมืดๆแคบๆสักที่นึง

อย่างที่บอกว่า ความฝัน คือ ความทรงจำที่เจ้าของร่างเคยประสบ แต่บางครั้งจินตนาการก็มาผสมโรงได้เช่นกัน

ภาพที่เขาเห็นคือ ตัวตลกกำลังยกชะแลงขึ้นลงฟาดไปที่นกน้อยของเขาจนเลือดออกเต็มพื้น โจกเกอร์หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง จุดอ่อนของแบทแมนคือโรบิน ถ้ากำจัดโรบินไปซะ บางทีแบทแมนของเขาอาจจะดิบเถื่อนมากขึ้น เจสันในชุดโรบินเปลื้อนเลือดไม่ได้ร้องขอชีวิต หรือ มองโจกเกอร์ด้วยแววตาหวาดกลัว เขาส่งสายตาไปที่คุณแม่ของเขา บรูซได้ยินเสียงในหัวของเจสัน ที่พร่ำบอกว่า แม่เขาไม่ได้ร่วมมือกับโจกเกอร์ แม่เขาโดนเจ้าตัวตลกบ้านี่หลอกใช้มาติดกับเหมือนกัน และ เสียงขอโทษแบทแมนซ้ำไปซ้ำมา มันอาจจะเป็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออกสำหรับบรูซเอง ที่สุดท้าย เขาก็รู้ว่าตนช่วยลูกชายคนที่สองไว้ไม่ทันอยู่ดี

“ฮะๆๆๆๆๆ แบทแมน ถ้าไม่รีบมา นกน้อยของนาย ตายไปก่อนไม่รู้ด้วยนะ ฮะๆๆๆ” โจกเกอร์ยังคงพูดคนเดียว ฟาดชะแลงลงที่ตัวเด็กวัยรุ่นไปเรื่อยๆ สิ่งที่บรูซ ทำได้มีเพียงแค่ยืนมองตัวตลกตีลูกชายของเขาจนพอใจ ติดระเบิดเอาไว้รอบโกดังก่อนที่จะเดินหายไป ทิ้งให้คนเป็นพ่อ ยืนมองเด็กชายที่นอนหอบหายใจโรยรินอยู่บนพื้น  ชายหนุ่มค่อยๆเดินเข้าไปหา

“เจสัน”

“บรูซ ในที่สุด...นายก็มา” โรบินคนที่สองของแบทแมนยิ้มให้เขา เด็กชายมองหน้าพ่อบุญธรรมอย่างมีความหวัง เขารอคอยคนคนนี้มาตลอด บรูซยิ้มกลับไปยื่นมือไปเช็ดเลือดออกจากใบหน้าของลูกชายเพื่อเขาจะได้ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นชัดๆ

“อืม ชั้นมาแล้วนะ”

“นายจะฆ่ามัน...เพื่อชั้น...ใช่มั้ย”

“.....”

“นายจะฆ่า...โจกเกอร์...เพื่อชั้นใช่มั้ย”

“.....”

“ทำไมถึงไม่ตอบล่ะ ไอขี้ขลาด”

“....”

“เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะนาย บรูซ”

ภาพใบหน้าเปลื้อนเลือดของเจสันคือสิ่งสุดท้ายที่เขาได้เห็น ก่อนทุกอย่างถูกย้อมด้วยแสงแสบตาและเสียงดังจากระเบิด ปกป้องไม่ได้อีกแล้ว  เขาสูญเสียคนสำคัญไปอีกแล้ว

.....

...

บรูซ เวนย์ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เบื้องหน้าของเขาคือเพดานว่างเปล่าของห้องนอนตัวเอง เขาตื่นแล้วสินะ ชายหนุ่มวัยกลางคนถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่จะสัมผัสได้ถึงร่างเล็กๆอีกร่างข้างๆเขา

เดเมี่ยน เวนย์ในชุดโรบินนอนขดตัวอยู่บนหน้าอกกว้างของผู้เป็นพ่อ บรูซก้มหน้าลงมาดึงหน้ากากโดมิโนออกจากหน้าลูกชาย พอดีกับที่เด็ก 10 ขวบ ลืมตาสีเขียวมรกตขึ้นมา สบตามองคนเป็นพ่อนิ่งๆ

“คุณพ่อ ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงใสติดงัวเงียดังออกมาให้อีกฝ่ายได้ยิน คนอายุมากกว่ายอมรับว่าเวลาเจ้าตัวเล็กยังไม่ตื่นดี มันน่ารักมาก เขายิ้มให้กับเด็กข้างๆอย่างไม่รู้ตัว

“เมื่อกี้นี้แหละ” เดเมี่ยนปัดมืออีกคนที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าเขาออกไป ลุกขึ้นมานั่งหน้าบึ้งอยู่บนเตียง

“คุณพ่อ ผมมีเรื่องอยากจะถาม”

“หืม”

“ผมเป็นเด็กดีหรือเปล่า”

“อืม...ดีสิ”

“คุณพ่อรักผมหรือเปล่า”

“รักสิ”

“แล้วทำไมคุณพ่อถึงปล่อยให้ผมถูกฆ่าล่ะ” สิ้นเสียงนั้น บรูซหุบยิ้มลงไปในทันที เดเมี่ยน จ้องหน้าเขานิ่งๆ คนเป็นพ่อไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม จู่ๆร่างกายมันก็ขยับไม่ได้ พอดีกับที่ร่างสองร่างก้าวเข้ามาในห้อง ซึ่งเขาจำทั้งคู่ได้ดี

ผู้หญิงที่เป็นอดีตคนรักของเขา และ อาวุธมีชีวิตของเธอ

“เดเมี่ยน!!” บรูซตะโกนเรียกลูกชายที่นั่งจ้องหน้าเขาท่าเดิมเหมือนคนไม่มีสติ ทาเลียกำลังเดินเข้ามาหาพวกเขาสองคน พร้อมกับเฮเรติคที่ถือดาบใหญ่ ในมือ คนเป็นพ่อพยายามขยับตัวแต่ยิ่งพยายามมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย สักพักเขาก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาบีบรัดที่หน้าอกจนหายใจไม่ออก

“ทำไมคุณพ่อถึงปล่อยให้ท่านแม่ฆ่าผมล่ะ”

“เดเมี่ยน!! ระวัง” บรูซไม่แน่ใจว่าเสียงเขาส่งไปถึงเด็กชายหรือเปล่า รู้ตัวอีกที ทาเลียเดินเข้ามาจับคางเขาให้เงยหน้าไปสบตาสีเดียวกันกับลูกชายของเธอ

“ที่รัก ทำไมคุณถึงไม่ร่วมมือกับชั้น แล้วยึดครองโลกไปด้วยกันล่ะ”

“ทาเลีย ผม-”

“ชั้นให้คุณทุกอย่าง ชั้นให้หัวใจกับคุณ ชั้นยกสมาพันธ์นักฆ่าให้กับคุณ ทำไมคุณถึงยังหันหลังใส่ชั้น”

“ทาเลีย ผมไม่ได้รักคุณ” บรูซมองใบหน้าสวยหมดจดของผู้หญิงที่เขาเคยรัก เขากำลังกลัว ไม่ใช่ไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไรกับเขา แต่เพราะว่าเขารู้ต่างหากว่าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น

“ชั้นให้ลูกกับคุณ ลูกของเรา แล้วคุณก็ทำให้เขาหันหลังใส่ชั้น เหมือนกับคุณ คุณทำแบบนี้ทำไม ที่รัก”

“ผมขอโทษ ทาเลีย ได้โปรดอย่าทำอะไรลูกของเรา” สายเกินไป บรูซมอง เครื่องจักรสังหารที่มีชีวิตของทาเลีย แทงดาบใหญ่จากด้านหลังทะลุอกเด็กชายต่อหน้าตาต่อตาเขา

“ที่รัก ที่ชั้นต้องฆ่าลูกมันเป็นเพราะคุณนะ รู้มั้ย” บรูซ เวนย์ไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังร้องไห้ พอดีกับที่คนรักเก่าจับหน้าเขาขึ้นมาประทับริมฝีปาก มันเหมือนเป็นจูบสมน้ำหน้าเขาเสียมากกว่า ที่ไม่ยอมรับความรักของเธอไปตั้งแต่แรก จนทำให้เขาสูญเสียคนในครอบครัวไป ชายหนุ่มภาวนาในใจ หากนี่ยังเป็นความฝัน มันต้องเป็นความฝันแน่นอนอยู่แล้วสิ งั้นก็ขอให้เขารีบตื่นขึ้นมาสักทีเถอะ

“โอ้ ที่รัก คุณจะไม่ตื่นง่ายๆหรอก คุณจะต้องอยู่ในฝันร้ายนี่ไปกับชั้น” เหมือนทาเลียจะสามารถอ่านใจอีกฝ่ายได้ เธอถอนจูบออกมา ปล่อยให้อดีตคนรักเป็นอิสระ ก่อนที่เฮเรติคจะปล่อยร่างไร้วิญญาณของเด็กชายมาไว้อยู่บนตักผู้เป็นพ่อ

….

“จำหน้าตอนตายลูกของเราเอาไว้ เขาตายเพราะคุณ” พูดทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินหายไป บรูซร้องไห้ใส่ร่างเล็กๆไร้ชีวิตในอ้อมแขนพร้อมกับเขย่าตัวอีกคนไปมาเผื่อร่างที่หมดลมหายใจไปแล้วจะตื่นขึ้นมาคุยกับเขา แต่ก็เปล่าประโยชน์

“ฮึก เดเมี่ยน พ่อขอโทษ ฮึก” ชายหนุ่มร้องไห้ไปจนพูดแทบไม่เป็นภาษา อัศวินรัตติกาลสูญเสียความสุขุมเยือกเย็นของตัวเองไปหมดแล้ว เขาค่อยๆยกมือที่สั่นของตัวเองคว้ามือเล็กไร้ชีพจรยกขึ้นมาสัมผัสแก้มตัวเอง เดเมี่ยนเป็นแค่เด็ก 10 ขวบตัวเล็กๆ เทียบมือใหญ่ของเขากับมือของเดเมี่ยนเขาก็รู้ว่าเด็กคนนี้ยังมีเวลาให้เจออะไรอีกเยอะ ไม่น่าจะต้องมาเจอเรื่องโหดร้ายแบบนี้ คำพูดสุดท้ายของทาเลียยังคงดังก้องอยู่ในหัว

ขนาดลูกชายแท้ๆ ยังปกป้องไม่ได้เลย ทั้งหมดเป็นเพราะคุณนั่นแหละ

“ฮึก พ่อขอโทษ พ่อขอโทษ ฮึก”

“คุณพ่อ” ร่างไร้ชีวิตในอ้อมกอดคนเป็นพ่อค่อยๆลืมตาขึ้นมา บรูซรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลืมหายใจ

….เดเมี่ยน” แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักไปคือคำพูดต่อไปของเด็กชาย

“คุณพ่อฆ่าผมทำไม”

…….

……

บรูซ เวนย์สะดุ้งตื่นขึ้นมา นั่งหอบหายใจแรงอยู่บนเตียง เขาตั้งสติค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไป เพดานว่างเปล่าในห้องนอนเขาเหมือนเดิม ยกมือขึ้นมาลูบหน้าลูบตาชื้นเหงื่อ เหลือบซ้ายไปเห็น ดวงตาสีเขียวมรกตของอีกคนกำลังมองเขาอยู่

“คุณพ่อ คุณโอเคนะ”

“เดเมี่ยน นี่ลูกจริงๆใช่มั้ย”

“เห็นผมเป็นตัวปลอมหรือไงล่ะ-” ไม่รอให้ลูกชายพูดจบ ผู้เป็นพ่อคว้าตัวเด็กชายขึ้นมาบนเตียง และกอดแน่น เหมือนกลัวว่าจะร่างเล็กๆตรงหน้าจะหายไป เดเมี่ยน เวนย์ ยังคงตกใจกับอ้อมแขนใหญ่ที่ฉุดตัวเขาไปอยู่บนเตียงกะทันหัน ความจริงเขากะจะทุบอกประท้วง แต่เสียงหัวใจเต้นรัวเหมือนกลองชุดของอีกคน ทำให้เด็กชายเลือกที่จะอยู่นิ่งๆเป็นตุ๊กตาให้ผู้ใหญ่บนเตียงกอดต่อไป ด้วยความไม่ชินกับการถูกผู้เป็นพ่อกอดเท่าไหร่ ทำให้คุณหนูคนเล็กของบ้านไม่คิดที่จะกอดตอบอีกฝ่าย

บรูซสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และลมหายใจจากร่างเล็กในอ้อมแขนเขา นี่เขาตื่นแล้วใช่มั้ย เดเมี่ยนยังมีชีวิต ลูกชายเขาไม่ได้ตายเหมือนในฝัน แต่แล้วความอัดอั้นจากฝันร้ายข้างในมันเกิดประทุออกมา  

“ลูกหายไปไหนมาตั้งแต่เช้า!!

“ผมผมพาทิทัสออกไปเดินเล่นข้างนอก เพนนีเวิร์ธบอกผมว่าคุณป่วย”

“แล้วทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้!!

“คุณพ่อ ปล่อยผมนะ” เดเมี่ยนดันตัวเองออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายออกไป บรูซยอมปล่อยเด็กชายแต่โดยดีเมื่อฉุกคิดขึ้นได้ว่า เมื่อกี้ตัวเองเผลอตะคอกใส่ลูกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

“......”

“......” เจ้าของห้องมองเด็กชายยกมือลูบแขนตัวเองไปมา นึกขึ้นมาได้อีกครั้งว่าเมื่อกี้เขาคงเผลอกอดเจ้าตัวเล็กแรงเกินไปด้วย จังหวะเดียวกันที่คนเป็นพ่อจะเอ่ยปากขอโทษ ดวงตาสีเขียวก็ช้อนตาขึ้นมามองเขาพอดิบพอดี

“เพนนีเวิร์ธให้ผมขึ้นมาเช็ดตัวให้คุณ” หลังจากเด็กชายพูดจบ บรูซพึ่งจะสังเกตเห็นกะละมังเล็กๆพร้อมด้วยผ้าขนหนูวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

“.....”

“คุณพ่อ ถอดเสื้อเองได้ใช่มั้ย” บรูซพยักหน้า ค่อยๆลงมือแกะกระดุมชุดนอนออก ขณะเดียวกันสายตาสีฟ้าก็จับจ้องไปที่เด็ก 10 ขวบที่กำลังหันหลังเอาผ้าชุบน้ำในกะละมัง

“ความจริงลูกไม่ต้องทำอะไรแบบนี้ก็ได้นะ”

“......” แผ่นหลังเล็กชะงักไป บรูซชั่งใจว่าเมื่อกี้เขาเผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า เขาไม่ได้หมายความว่าจะขับไสไล่ส่งลูกนะ จะพูดยังไงดีล่ะ

“...เอ่อ เดี๋ยวลูกก็ติดหวัดพ่อหรอก”

“ผมไม่ได้อ่อนแอเหมือนเดรคสักหน่อย”

“แต่มันขัดจากที่พ่อได้ยินมาอยู่นะ ทิมบอกว่า ลูกป่วยเมื่อเดือนที่แล้วนี่”

“ชิส์ ไอบ้านั่น” เดเมี่ยน เวนย์หันหน้ามาดึงแขนของคนเป็นพ่อ ลงมือเช็ดตัวให้ แต่ความโมโหพี่ชายคนที่สามในหัว เรียกว่าตอนนี้ เด็กน้อยกำลังขยี้แขนมหาเศรษฐีมากกว่า แต่บรูซก็ยังไม่รู้สึกเจ็บอะไรกับเรี่ยวแรงของเด็ก 10 ขวบตรงหน้าอยู่ดี

สองพ่อลูกปล่อยให้ความเงียบกัดกินบรรยากาศไปสักพัก บรูซพึ่งจะสังเกตว่าตัวเขากับเดเมี่ยนยังไม่เคยมีเวลามานั่งคุยกันแบบพ่อลูกสองคนเลย นี่เขาเป็นพ่อภาษาอะไรเนี้ย เขาคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไรกับเด็กตรงหน้าดี ถ้ากับดิ๊กรายนั้นก็ครอบครองบทสนทนาคนเดียวจนเขาแทบไม่ต้องเปิดปาก ส่วนคนอื่นๆแค่ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบก็คุยกันเรื่องประเด็นอื่นต่อสบายๆ  แต่เดเมี่ยนไม่ใช่เด็กที่จะชวนคุยเล่น อย่าง วันนี้ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างมั้ย ลูกเล่นกับเพื่อนสนุกมั้ย ดูเหมือนว่าอัศวินแห่งรัตติกาลจะนั่งครุ่นคิดอะไรในหัวนานเกินไป รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงเดเมี่ยนพูดขึ้นมาโดยมือเล็กทั้งสองก็เช็ดแขนเช็ดตัวเขาไม่เงยหน้ามามอง

สุดท้ายลูกชายก็เป็นฝ่ายชวนคุยก่อนซะได้

“ตอนที่คุณหลับ คุณละเมอเรียกชื่อท่านแม่ด้วย สีหน้าคุณไม่ดีเลยนะ”

“......”

“มันยังเป็นฝันร้ายของคุณอยู่ใช่มั้ย วันที่ท่านแม่ลากผมเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณพ่อ” มันไม่ใช่ฝันร้ายซะทีเดียว แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธอยู่ดี วันที่แมนแบทของอดีตคนรักพาตัวเขามาที่เกาะอัลกูล เพื่อให้ได้เจอลูกชายแท้ๆของเขา ที่เธอจงใจซ่อนจากผู้เป็นพ่อไว้ถึง 10 ปี ตอนนั้นเขายังเป็นเพลย์บอยอยู่เลย คำว่าลูกแท้ๆไม่เคยมีอยู่ในสมองด้วยซ้ำ และ อืม การพบกันครั้งแรกของเขากับเดเมี่ยน ไม่ค่อยจะลงเอยด้วยดีเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

“.......”

“คุณพ่อเกลียดคุณแม่ใช่มั้ย”

“.......”

ลึกๆแล้ว คุณเองก็เกลียดผมด้วยใช่มั้ย” ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้กำลังน้อยใจ บรูซจับหน้าของเด็กชายให้เงยมาสบตากับตัวเอง ชายหนุ่มจ้องไปที่ดวงตาสีมรกตที่กำลังจะหลบตาเขา ก่อนจะพูดออกไปว่า

“ใช่....พ่อเกลียดเธอ เกลียดที่เธอปิดบังเรื่องของลูกเอาไว้ เกลียดที่เธอทำกับลูกแบบนี้ ส่วนกับลูก เดเมี่ยน-”

“บอกความจริงมาเถอะคุณพ่อ คุณไม่ต้องเกรงใจ เพราะผมอยู่ตรงหน้าคุณหรอกนะ ผมรับได้” อะไรกัน บอกให้เขาพูดความจริง แต่กลับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้วเนี่ยนะ คนอายุมากกว่าส่ายหน้าเป็นคำตอบ ใช้สองมือประคองหน้าลูกชายขึ้นมาตรงๆ

“เดเมี่ยน ฟังพ่อนะ พ่อไม่เคยเกลียดลูก ไม่เคยแม้แต่วินาทีเดียว” ถึงแม้เดเมี่ยนจะเป็นเด็กที่เขากับทาเลียไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดมาก็จริง หน่อย ตลอดชีวิตย่างเข้าเลขสี่ ของมหาเศรษฐีแห่งเมืองก๊อทแธม บรูซยอมรับว่า เขาไม่มีประสบการณ์การเป็นพ่อคน จะเป็นพ่อต้องทำอะไร ต้องวางตัวยังไง พูดไปแล้วก็น่าขำ ทั้งที่เขามีลูกบุญธรรมถึง 4 คน แต่ทั้งดิ๊ก เจสัน แคซซานด้า ทิม ไม่รู้สิ มันมีเส้นกั้นบางๆคั่นระหว่างคำว่า ลูกแท้ๆกับลูกบุญธรรมอยู่ กับเดเมี่ยน เด็กตัวเล็กๆคนนี้เป็นเด็กอารมณ์แปรปรวน เข้าใจยาก รับมือลำบากที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ อาจจะเป็นเพราะนิสัยหัวดื้อที่ติดมาจากเขา และการถูกเลี้ยงดูให้เป็นนักฆ่ามาตั้งแต่เกิดโดยฝีมือทาเลีย ทำให้บางครั้งสองพ่อลูกไม่เข้าใจกัน จนถึงขั้นมีปากเสียง ตีกันจนเลือดตกยางออกแล้วก็มี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักลูกสักหน่อย

คำถามคือ เดเมี่ยนไปเอาความคิดนี้มาจากไหน ว่าเขาเกลียดเนี่ยนะ คงไม่มีพ่อคนไหนถ่อไปถึงอะโพคาลิพเพื่อเอาชีวิตลูกชายที่เกลียดกลับมาหรอก

“คุณพ่อ...” บรูซรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง เพราะฉะนั้นเขาจึงรวบตัวเด็กชายเข้ามากอดแทนคำพูดของเขาว่า

ต่อให้เอาเด็กคนอื่นที่น่ารักกว่านี้ เลี้ยงง่ายกว่านี้เป็นพันเท่า เขาก็ไม่มีวันแลกกับเด็ก 10 ขวบตรงหน้าแน่นอน

แปลกดีที่คราวนี้เดเมี่ยนยกแขนกอดเขากลับด้วย คนอายุมากกว่ายิ้มออกมา สองพ่อลูกกอดกันอยู่อย่างนี้สักพัก คนเป็นพ่อก็เป็นฝ่ายคลายอ้อมแขนออกไปก่อน

บรรยากาศความเงียบเริ่มปกคลุมคนในห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้ความอึดอัดใจ ทำอะไรไม่ถูก ดูเหมือนจะหายไปหมดแล้ว มหาเศรษฐียกมือยีหัวลูกชายเบาๆ หลังจากที่เด็กชายเช็ดเนื้อเช็ดตัวคนเป็นพ่อเสร็จแล้ว

“เปลืองเวลาลูกน่าดูเลยนะ”

“แค่เช็ดตัว 5 นาทีเอง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” ถึงมันจะแค่ 5 นาที แต่บรูซก็แอบขอบใจ 5 นาทีนี้อยู่ลึกๆ ที่ช่วยลดระยะห่างระหว่างเขากับเดเมี่ยน อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันมีความหมายกับเขามากจริงๆ

“ความจริง มานั่งรอนานแล้วใช่มั้ย”

“.....” เงียบแบบนี้แสดงว่ายอดนักสืบเดาถูก

“นั่งเฝ้าไข้ให้ด้วย เบื่อแย่เลย”

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะ คือ...ระหว่างรอผมก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ด้วย คุณพ่อเองก็นอนนิ่งๆไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่เหมือนเกรย์สันหรอก นอนดีๆก็ไม่เป็น แถมยังชอบทำคนอื่นเหมือนเป็นหมอนข้างอีก” บรูซยิ้มออกมานิดๆ เมื่อได้ฟัง ลูกชายหน้าบึ้ง บ่นอุบอิบใส่คนที่ไม่ได้อยู่ในห้อง แต่ในใจของอัศวินรัตติกาลก็แอบคิดว่า

“ช่วงเวลาที่พ่อหายไป พ่อพลาดอะไรไปเยอะเลยนะ”

“มันไม่สำคัญหรอกคุณพ่อ มีแต่เรื่องไร้สาระ”

“สำคัญสิ เรื่องทุกเรื่องของลูกน่ะ”

“เกรย์สันเป็นแบทแมนเทียบกับคุณพ่อไม่ติดฝุ่น ต้องให้ผมคอยช่วยตลอด ส่วนทอดด์กับเดรคนอกจากจะไม่ทำอะไรแล้ว ยังมาเกะกะอีก”

“ลูกดูสนิทกับพวกพี่ชายของลูกดีนะ”

“ผมไม่อยากจะญาติดีกับใครสักคนทั้งนั้นแหละ”

บรูซยิ้มคนเดียว ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่เขารู้สึกว่าการได้เป็นพ่อมันดีอย่างนี้เอง ตอนที่เขากับทาเลียยังเป็นคนรักกัน เธอเคยบอกเขาว่าเธอท้อง ความรู้สึกของเขาตอนนั้นมีแต่ความตื่นเต้น เขากำลังจะกลายเป็นพ่อคน เขากำลังจะมีครอบครัว หลังจากการสูญเสียพ่อแม่ ตอนนี้เขากำลังจะได้อยู่ครบพ่อแม่ลูกอีกครั้ง ถ้าเพียงแต่ไม่กี่เดือนต่อมา ทาเลียก็บอกกับเขาว่าเธอแท้งลูกเพราะความเครียด และ หนีหายไปเลย มันเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าที่หน้า ลูกของเขาตายแล้ว ตายตั้งแต่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก ยอมรับเลยว่าโลกของเขาในช่วงเวลานั้น มันมืดจนมองไม่เห็นทาง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทาเลียโกหกตน แล้วซ่อนลูกจากเขาร่วม 10 ปี เลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้เติบโตมาเป็นนักฆ่า ในขณะที่เขาเอาแต่นั่งเสียใจ แต่ตอนนี้เดเมี่ยนยังไม่ตาย ลูกชายของเขายังมีลมหายใจอยู่ตรงหน้าเขา สาบานเลยว่าเขาจะไม่มีวัน ไม่มีวัน ทำผิดเหมือนเมื่อ 10 ปีทีแล้วอีก

“เดเมี่ยน”

“......”

“ว่างๆ เรามาเล่นแคซบอลกันมั้ย” ถึงแม้เขาจะเอาเวลา 10 ปีที่เสียไปคืนมาไม่ได้ แต่เขาจะใช้เวลาที่เหลืออยู่ เป็นพ่อของเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด

“ถ้าคุณพ่อหายป่วยน่ะนะ ผมไม่ออมมือให้เพราะเห็นว่าเป็นคุณพ่อหรอกนะ”

เดเมี่ยน เวนย์คิดว่า บางทีการที่คุณพ่อป่วยก็มีอะไรดีอยู่เหมือนกัน

...............

...........

บรูซลูบหัวเด็กชายตรงหน้าอีกที ก่อนที่เสียงใครบางคนเคาะประตู แล้ว เดินย่างกายเข้ามาในห้อง เรียกสายตาให้คนสองคนที่อยู่ในห้องหันไปมอง

“ลิตเติ้ลดี เจย์ๆอ่านแปลนนายไม่ออก นายลงไปข้างล่าง เดี๋ยวชั้นมาเฝ้าต่อ อ้าว บี ไง ตื่นแล้วเหรอ”

“เกรย์สัน” ดิ๊ก เกรย์สัน ร้องโอดครวญในใจ เขาไม่คิดว่าจะเข้ามาในจังหวะที่ผิดที่ผิดเวลาแบบนี้ พยายามหลบสายตา ตีหน้านิ่งที่สุด แต่ก็หนีไม่พ้นประสาทการรับรู้ของคนบนเตียงอยู่ดี จะแถว่าอะไรดี นึกออกแล้ว

“เอ้อะ  ลิตเติ้ลดี ข้างล่างต้องการนายแน่ะ เอ่อ คือ อ๋อๆ ทิทัสจะไปขย้ำคอทิมมี่-

“หุบปากนะเกรย์สัน ผมได้ยินตั้งแต่แรกแล้ว” เมื่อได้รับสายตาแทนคำพูดจากน้องชายว่า ทำบ้าอะไรของนายเนี้ย เดี๋ยวความก็แตกหมด ส่งมา ทำเอาดิ๊ก เกรย์สันหน้าจ๋อย ห่อเหี่ยวใจ เดเมี่ยนกระโดดลงมาจากเดินผ่านหน้าพี่ชายคนโตโดยไม่ลืมยกศอกกระทุ้งใส่สีข้างอีกฝ่ายอย่างแรง แต่เหมือนไอพี่ชายหนังเหนียวด้านชาคนนี้จะไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ หรือ เป็นพวกชอบความรุนแรงกันแน่ถึงได้ยิ้มหวานให้แถมยังยื่นมือมาลูบหัวเขาโดยไม่ได้รับอนุญาติอีก แน่นอนว่าเด็กชายปัดมือใหญ่ของอีกฝ่ายทิ้งอย่างไม่ใยดี

ผู้ใหญ่ทั้งสองในห้อง มองแผ่นหลังเล็กค่อยๆเดินออกไปจากห้อง ก่อนที่เจ้าของห้องจะหันหน้ากลับมามองลูกชายคนโต บรูซรู้สึกแปลกๆชอบกล

“บี นายโอเคแล้วนะ”

“อืม น่าจะหายดีแล้วล่ะ”

“ถ้าคุณหายดีแล้ว งั้นชั้นก็ว่างแล้วสิ น่าน้อยใจจัง”

“ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลยนะดิ๊ก ว่านายก็มาบ่นเรื่องความน้อยใจในวันนี้ด้วย”

“ไม่เอาน่า บี ทิมก็ได้ป้อนยาให้คุณ เดเมี่ยนก็ได้เช็ดตัวให้ แม้แต่เจย์เจย์ยังปอกแอปเปิลให้คุณกิน ชั้นไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง” บรูซอยากจะแย้งกลับว่า จริงๆเขาไม่ได้กินแอปเปิลจากเจสัน แต่เขามีเรื่องอื่นอยากพูดมากกว่า

“ดิ๊ก แม้แต่เรื่องแบบนี้นายก็น้อยใจหรอเนี่ย นายอยู่กับชั้นมานานกว่าเจ้าพวกนั้นอีกนะ นอกจากนั้น เด็กพวกนั้นยังสนิทกับนายมากกว่าชั้นอีก”

“หมายความว่าไง บี”

….

“บี ฮัลโหล?

“ชั้นแค่ นายกับทุกคน...ไม่มีอะไรหรอก” มหาเศรษฐีไม่รู้ว่าจะพูดออกมายังไง แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกอิจฉาในความเข้ากับคนอื่นง่ายไปทั่วของดิ๊ก แม้ว่าจะมีคนบอกว่ามันไม่จริง ลูกชายคนโตเขาเป็นพวกเกาะแกะชาวบ้านจนน่ารำคาญมากกว่า แถมยังหน้าหนาหน้าทนว่าอะไรก็ไม่ไป แต่บรูซก็ไม่ปฏิเสธอยู่ดีว่า เวลาเห็นลูกชายคนโตแหย่ลูกชายคนเล็ก อย่างอุ้ม กอด ลูบหัวเด็กคนนี้แบบนึกอยากจะทำก็ทำ แล้วยิ่งเห็นว่าเดเมี่ยนโวยวายแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร สายสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องคู่นี้ที่แสดงออกมา บางทีเขาก็อิจฉาจนอยากจะไปกระชากตัวเดเมี่ยนมาอยู่กับเขาบ้าง

ดิ๊ก เกรย์สันอาจจะไม่ใช่คนฉลาดที่สุดในบ้านก็จริง แต่เรื่องบางเรื่องเขาก็ความรู้สึกไวอย่างไม่น่าเชื่อ ดิ๊กมองหน้าอดีตคู่หูควบตำแหน่งพ่อบุญธรรมของตัวเองที่จู่ๆก็เงียบไปอย่างน่าเป็นห่วง ในหัวก็คิดถึงคำพูดเมื่อกี้ของอีกฝ่าย เขาเรียกว่าอะไรนะ น้อยอกน้อยใจหรอบ้าน่า คนอย่างบรูซ เวนย์เนี่ยนะ

“บรูซ นายเป็นอะไรหรือเปล่า”

“......”

“บรูซ นายน้อยใจชั้นที่สนิทกับเจ้าพวกนี้งั้นเหรอ” ดวงตาสีฟ้าของพ่อบุญธรรมที่หลบหน้าเขาไป เป็นคำตอบให้ดิ๊ก แทบจะยกมือกุมขมับ คนอายุน้อยกว่าถอนหายใจใส่คนบนเตียง

“.....”

“บี เอาจริงๆนะ ชั้นแค่ช่วยนายดูแลเจ้าพวกนี้เท่านั้นแหละ ไม่มีใครมาแทนที่พ่ออย่างนายได้หรอกนะ ถามทิมมี่ แคซซี่ กับเจย์เจย์ก็ได้ อย่าลืมสิ ชั้นเองก็เป็นลูกของนายเหมือนกัน ถึงแม้พวกเราจะไม่เรียกนายว่าพ่อก็เถอะ

“ชั้นเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องใช่มั้ย”

“ให้ตายสิ ชั้นจะพูดยังไงให้นายเข้าใจดี นายลองคิดว่าถ้าชั้นป่วย เดเมี่ยนจะยอมมาเฝ้าไข้ชั้นแบบนี้มั้ยล่ะ”

“.....”

“เฮ้ ไม่มีใครเพอร์เฟ็คไปซะทุกเรื่องหรอก จริงมั้ย เจย์เจย์อาจจะไม่กลับบ้าน ทิมมี่อาจจะเสพติดกาแฟ ลิตเติ้ลดีก็เป็นแบบลิตเติ้ลดีอ่ะนะ ครอบครัวเราก็อย่างนี้แหละทำไงได้ล่ะ ฮะๆๆๆ”

…..

“บรูซ

“ชั้นรู้ว่าชั้นไม่ค่อยมีเวลาให้ ชั้นพูดจาดีไม่เป็น แล้วก็ยังหัวรั้นมากๆ แต่ชั้น-

“บรูซ นายเป็นตัวของตัวเองนั่นแหละดีที่สุด นายอาจจะไม่ใช่คุณพ่อดีเด่นแห่งปีก็จริง แต่พวกเราก็รักนายนะ” ดิ๊กยื่นมือออกไปแตะไหล่คนบนเตียง ยอมรับว่าเขาไม่เคยเห็นพ่อบุญธรรมเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าผู้ชายตัวใหญ่คนนี้เก็บความในใจเอาไว้คนเดียวตลอด ไม่เคยเล่าอะไรให้พวกเขาฟังเลย ความจริงดิ๊กไม่คิดด้วยซ้ำบรูซจะเป็นพวกคิดมาก แบบว่า เจ้าตัวก็ไม่ใช่พ่อที่แย่สักหน่อยนี่นา

“ขอบใจดิ๊ก”

“ยินดีเสมอ บี”

บางที คนเป็นพ่อ (แต่ไม่ได้เรียกว่าพ่อ) ป่วย แล้วเขาได้มีโอกาสคุยกันแบบเปิดอกแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ดิ๊ก เกรย์สันคิดในใจ

........

....

“ว่าแต่ ดิ๊ก”

“หืม”

“สนุกกันใหญ่เชียวนะ ข้างล่างน่ะ วางแผนทำอะไรกันอยู่หรอ” ลูกชายคนโตของมหาเศรษฐีหันมายิ้มแห้งๆให้กับพ่อบุญธรรม แต่มีเหรอที่ยอดนักสืบจะไม่สังเกตเห็นแววตาลุกลี้ลุกรนของอีกฝ่ายนะ

“บะ..บี คือ...เอ่อ มันไม่มีอะไรหรอก ไม่มี๊” ถ้าไม่มีจริงทำไมต้องขึ้นเสียงสูง บรูซ เวนย์คิดในใจ

“ชั้นได้ยินเสียงโวยวายมานานแล้วนะ ไหนจะเรื่องที่ทิม เจสัน แคซซานด้ามาที่บ้านอีก มันเกิดอะไรขึ้น”

“เอ่อ ก็นายป่วยยังไงล่ะ ทุกคนก็เลยมาเยี่ยมไข้นาย” ดิ๊กร้องโอดครวญในใจ ทำไมการเป็นนักแสดงในละครสัตว์มาก่อนไม่ช่วยให้เขาตีหน้าเนียน ปิดบังผู้ชายตรงหน้าได้สักครั้งเลยนะ

“อย่ามาโกหก ดิ๊ก ชั้นแค่เป็นหวัด พวกนายแอบวางแผนอะไรบางอย่างเอาไว้ใช่มั้ย”

“มันไม่ใช่อย่างนั้น นายเองก็หัดยอมรับความจริงหน่อยเซ่ ทำไมชอบคิดว่าพวกเรามีเบื้องหลังอยู่ตลอดเลยนะ”  

….

“เพราะนายคอยดูแลพวกเรามาตลอด พอนายป่วยพวกเราเลยอยากมาดูแลนายบ้างไง บรูซ”

….

“แต่นายก็มาคิดว่าพวกชั้นมีลับลมคมใน เหอะ พ่อดีเด่นแห่งปีเขาสงสัยลูกๆกันด้วยเหรอ” เกรย์สันแกล้งประชดไปแบบไม่คิดอะไรนัก แถมด้วยใบหน้าคลอน้ำตาของตัวเอง ถ้าคนอื่นขึ้นมาเห็น ต้องยกมงกุฎทองคำให้เขาแน่ๆ และดูเหมือนจะได้ผล บรูซเลิกขมวดคิ้วใส่เขา แต่ดวงตาสีฟ้าก็ยังไม่เลิกจ้องเขาไปไหน

“งั้นเหรอ”

“อ่าห้ะ เพราะฉะนั้น นายก็นอนดีกว่านะ”

“แต่ตอนนี้ไข้ชั้นหายแล้ว ขอออกไปข้างนอกหน่อยเถอะ”

“ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ได้นะ”

“หามีอะไรหรือเปล่า” ดิ๊กพยายามตีสีหน้าปกติที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รู้สึกคันปากยุบยิบ ความรู้สึกต้องปิดบังอะไรบางอย่างจากคนที่ขี้สงสัยอย่างคนบนเตียงนี่มันยากจริงๆ เขาหยิกต้นขาตัวเองไม่ให้เผลอหลุดพูดอะไรออกไป ให้ตายเถอะ

“คือ หนูยังไงล่ะ ใช่แล้ว มีหนูมาวิ่งเล่นในคฤหาสน์ เจย์เจย์กับทิมมี่กำลังไล่จับมันอยู่ นายเปิดประตูออกไปมันก็เข้ามาในห้องสิ” บรูซ เวนย์มองหน้าลูกชายคนโตอย่างจับผิด คำพูดของดิ๊กทำให้เขารู้สึกสงสัยยิ่งกว่าเก่า

“แต่ ดิ๊ก นายก็รู้ว่าอัลเฟรคไม่มีทางปล่อยให้หนูเล็ดลอดเข้ามาในคฤหาสน์ได้”

“อัลฟี่แก่แล้ว มันก็เลยเข้ามาได้ตัวสองตัว”

“ชั้นว่านายจงใจแต่งเรื่องแล้วล่ะ ข้างล่างมีอะไรใช่มั้ย”

“โอ้ย ไม่ ไม่ ไม่ ชั้นไม่ไหวแล้ว” ดิ๊ก เกรย์สันอยากจะกัดลิ้นตัวเองตาย ทำไมต้องเป็นเขาที่โดนบรูซสอบสวนด้วยเนี่ย ทำไมไม่ให้ทิมมี่ขึ้นมาคุยแทนกัน โอ้ มายด์ โฮลี่….

บรูซนั่งมองหน้าลูกชายคนโตที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เขาทำอะไรผิดหรือเปล่า แต่ความสงสัยที่มีอยู่ในใจมากกว่าความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตอนนี้ และคิดว่าสอบสวนดิ๊กไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา สู้ไปพิสูจน์กับตาตัวเองดีกว่า ว่าแล้วเจ้าของห้องก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเท้ายาวเดินออกจากห้องไป แต่ยังไม่ทันที่จะพ้นประตู ขาทั้งสองข้างของเขา ก็โดนแขนของอีกคนรั้งไว้ซะก่อน บรูซหันหลังไปมองดิ๊กใช้สองมือพันแข้งพันขาเขาไว้

“บี ออกไปไม่ได้นะ กลับมานอนเถอะ”

“ไม่ดิ๊ก เอาแขนออกไปจากขาชั้น”

“ได้โปรด พลีสสส” ถ้าภาพตรงหน้าเป็นภาพที่เดเมี่ยนช้อนตาโตๆมามองเขา เขาคงใจอ่อนก็จริง แต่ใบหน้าที่พยายามจะทำให้มันน่ารักของดิ๊ก มันกลับบั่นทอนจินตนาการของเขาหมด ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ คนตัวใหญ่สุดพาร่างตัวเองก้าวออกมาจากห้อง จนลงมาชั้นล่างได้สำเร็จแม้ว่าจะมีมนุษย์ผู้ใหญ่อีกร่างเกาะเขาอยู่ก็ตาม บรูซขอข้ามเรื่องตอนลงบันไดไป มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก

และแล้วขายาวก็ก้าวเข้ามาในห้องครัว ที่เป็นต้นเสียงเอะอะโวยวายที่เขาได้ยิน ภาพตรงหน้าคือ เดเมี่ยนนั่งหน้าบึ้งอยู่บนโต๊ะอาหาร ด้านบนมีลูกชายคนรองทั้งสองกำลังปีนบันไดช่วยกันติดป้ายอะไรสักอย่างตรงกลางห้อง เขาเงยหน้าขึ้นอ่านตัวอักษรพวกนั้น

 

‘HAPPY BIRTHDAY (NOT CALLED) DADDY’

สุขสันต์วันเกิด พ่อ (แต่ไม่ได้เรียกว่าพ่อ) งั้นหรอ

“พวกนายทำอะไรกันน่ะ” แคซซานด้าที่เพิ่งหยิบเค้กอบใหม่ออกมาจากเตา พอเห็นหน้าคนมาใหม่ที่น่าจะอยู่ในห้องนอน ก็เกือบทำเค้กช้อคโกแลตตกพื้นไป ถ้าอัลเฟรคไม่ช่วยรับไว้ก่อน

“บรูซ คือว่าพวกเรา อยากเซอร์ไพรส์วันเกิดคุณก็เลย..” ทิมปีนลงมาจากบันได มองหน้าตาพ่อบุญธรรมนิ่งๆ ก่อนที่ร่างอีกคนที่เกาะแข้งขาอยู่บนตัวบรูซจะค่อยๆยืนขึ้นมาพูดเสริม

“บีพวกเราก็แค่

“ผมบอกพวกเขาแล้วนะ คุณพ่อ ว่าแผนนี้มันไม่เวิร์ค โทษเกรย์สันเลย”

“เดี๋ยวสิ ลิตเติ้ลดีไหงนายโบ้ยความผิดมาที่ชั้นล่ะ”

“ชั้นเห็นด้วยกับเบบี้แบท ทั้งหมดเป็นความผิดของดิ๊กเฮด”

“เจสัน นายไม่ช่วยอะไรเลย”

“จริงๆ เราก็อยากให้ตกแต่งอะไรเสร็จก่อน ถึงค่อยไปปลุกคุณแต่เป็นแบบนี้ไปซะได้”

“เพราะเกรย์สันนั่นแหละ”

“นี่ ลิตเติ้ลดีนายเองก็แอบหนีไปนั่งเล่นในห้องบรูซไม่ใช่หรอไง”

“นั่นมันฮึ่ม..

“เฮ้ย เบียร์ฟรีชั้นล่ะ เบียร์ชั้นหายไปไหน แคซฝีมือเธอใช่มั้ย”

“เจสัน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในบ้าน

….” บรูซ พูดอะไรไม่ออก  เลิกสนใจเสียงโวยวายของพวกลูกชายลูกสาวตรงหน้าไป เขายังคงยืนงงอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว ไม่คิดว่าพวกลูกๆของเขาจะทำอะไรแบบนี้ แบบว่าก็โตๆกันแล้วนะ บรูซหันหน้าไปมองปฏิทินในห้องครัว ตัวเลข 19 เดือน 2 มีรอยปากการูปเค้กติดอยู่ นี่เขาทำงานหนักจนลืมวันเกิดตัวเองไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เหม่อลอยไปสักพัก คนแก่ที่สุดในบ้านก็เป็นคนเรียกสติหัวหน้าครอบครัวกลับมา

“อะแฮ่ม กระผมว่านายท่านบรูซมานั่งลงตรงกลางดีกว่า” อัลเฟรค เพนนีเวิร์ธ พาตัวเจ้านายมานั่งลงหัวโต๊ะดีๆ ตรงหน้าของบรูซ เวนย์มีเค้กรสช้อคโกแลคหน้านิ่ม 3 ปอนด์ ปักเทียน 1 ดอกตรงกลาง ทั้งซ้ายมือและขวามือเขา มีลูกทุกคนนั่งอยู่ข้างๆ ก่อนที่พ่อบ้านประจำตระกูลจะเดินไปปิดไฟในห้องครัว ให้เหลือเพียงแสงสว่างจากเทียนเล่มเดียวตรงกลางเค้ก บรูซไม่รู้ว่าใครเอาหมวกปาร์ตี้มาสวมหัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เจ้าของบ้านกำลังยิ้มอยู่คนเดียว และโอ้ รอยยิ้มหายากนี่ทำเอาทุกคนในบ้านยิ้มตามคนเป็นพ่อไปด้วย

“งั้นก็ ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์กันนะ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ ทู ยู~” ดิ๊ก เกรย์สันเป็นตัวต้นเสียง ทุกคนในบ้านตบมือตามจังหวะเพลงสุขสันต์วันเกิดสั้นๆ โดยมีพ่อบ้านยืนบันทึกภาพเหตุการ์ณครอบครัวแสนสุขอยู่ตลอด ขนาดคุณหนูคนเล็กสุดของบ้านยังร้องเพลงให้นายท่านบรูซเลย อัลเฟรคน้ำตาจะไหล

“แฮปปี้เบิร์ดเดย์-ทู-บรูซ-เวนย์ แฮปปี้เบริ์ดเดย์ ทู ยู”

“บี ไม่ โอ้ว โน หยุดเดี๋ยวนี้เลย”

“มีอะไรดิ๊ก”

“ก่อนเป่าเทียนนายต้องขอพรอะไรก่อนสิ” บรูซยอมทำตามที่ลูกชายคนโตเสนอ หลับตาขอพรในใจสักพัก ก่อนที่จะเป่าเทียนตรงหน้าให้ดับไป ตามด้วยเสียงปรบมือของคนในห้อง

“ตาแก่ สุขสันต์วันแก่ลงไปอีกปีนึงนะ”

“เจสันชั้นไม่ได้แก่ขนาดนั้น” เจ้าของวันเกิดเขม่นหน้าใส่ลูกชายคนรองแบบขอไปที แล้วทุกคนก็ทยอยตักของหวานแบ่งกัน จริงๆพ่อบ้านไม่ค่อยอยากให้ลูกหลานที่เขาดูแลอยู่กินน้ำตาลตอนกลางคืนเท่าไหร่นัก แต่เพราะคืนนี้เป็นกรณีพิเศษจะยกเว้นให้ก็ได้

คุณหนูคนเล็กของบ้านได้ส่วนแบ่งเยอะที่สุด ไม่รู้ว่าใช้เกณณ์อะไรในการแบ่งเค้กก็ตาม หรือ มันไม่เป็นทรงกลม ทิม เดรค คิดในใจก่อนที่จะใช้ช้อนตักส่วนแบ่งของตัวเองที่น้อยกว่าน้องชายจนน่าหงุดหงิดเข้าปาก นั่น ยังจะมีหน้ามายักคิ้วใส่เขาอีก เดี๋ยวเอามีดผ่าเค้กเฉาะหัวซะ ไอเจ้าปิศาจนี่ แต่โชคดีไปที่เขาไม่ชอบกินอะไรหวานๆนัก ทิมหยิบกระป๋องเครื่องดื่มชูกำลังข้างๆผสมลงไปกับกาแฟที่พ่อบ้านเอามาเสริฟ์ แม้จะมีสายตาไม่พอใจหลายคู่ส่งมาหาเขาก็เถอะ แต่ หึ ใครแคร์

“เบบี้แบทเค้กของนายได้เยอะเกินไปแล้วนะ เดี๋ยวก็ปวดฟันหรอก แบ่งชั้นมั่งสิ”

“ไม่ ทอดด์ อย่ามายุ่ง”

“นายนี่มัน ไม่น่ารักเลย ชั้นไม่เคยเห็นเด็กอเมริกาคนไหนดื้อเท่านี้มาก่อน”

“นายไปหากระจกส่องสิ แล้วจะเจออีกคนนึง” บรูซยิ้มให้กับภาพลูกชายทะเลาะกันตรงหน้า แม้ว่าจะมีสงครามปาเค้ก ข้ามหัวเขาไปบ้าง แต่เขาจะทำเป็นไม่สนใจ บางทีการป่วยจนไม่ได้เป็นแบทแมน และได้ใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่กับเจ้าพวกนี้ก็ดีเหมือนกัน

แต่เดี๋ยวนะ นี่เขากำลังดีใจที่ได้ป่วยอยู่หรอ

“บี เมื่อกี้ขอพรว่าอะไรหรอ” ดิ๊ก หันหน้าที่เต็มไปด้วยเค้กช้อคโกแลตมาที่เขา ดูท่าว่าลูกชายคนโตจะโดนลูกหลง สงครามปาเค้กของเจสันกับเดเมี่ยนเสียแล้ว

“ดิ๊ก ถ้าชั้นพูดออกไป มันยังจะเป็นจริงอยู่มั้ย”

“แหม่ ก็ชั้นอยากรู้นี่นา”

ถ้าบอกไป มีหวังโดนเจสันพูดล้อเลียน ว่าเป็นตาแก่ กลับมาอีกแน่ ไม่เอาด้วยหรอก ขอซึมซับเวลาบนโต๊ะอาหารนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ละกัน นี่เป็นวันเกิดครั้งแรกในรอบสิบปีของบรูซ เวนย์ ที่เขารู้สึกมีความสุขที่สุข เขาไม่ได้ของขวัญอะไรเป็นวัตถุจับต้องได้ก็จริง แต่การที่พวกลูกมาอยู่พร้อมหน้ากัน เซอร์ไพรส์วันเกิดให้เขานั่นแหละคือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับ มหาเศรษฐีคนนี้แล้ว จริงๆพรที่เขาขอไปก่อนเป่าเทียนก็เป็นจริงแล้วนะ เพราะเขาขอไปว่า

ขอให้ได้อยู่ในช่วงเวลาแบบนี้กับทุกคนตลอดไป

…..

...

..

_______________________________The END______________________________

Talk: ในที่สุด คุณพ่อของเด็กๆก็ได้มีบทเป็นของตัวเองแล้วค่า ฟิคแบทแมนที่แต่งมาก็มีเรื่องนี้แหละ ที่เป็นเรื่องของแบทแมนจริงๆ (ฮา) น่าจะเขียนหัวของเรื่องอื่นว่า เป็นฟิคโรบิน หรือ ไม่ก็ฟิคเดเมี่ยนไปเลย คนอ่านเขาจะได้ไม่หลงมาอ่านฟิคแบทแมน ไหนไม่เห็นมีแบทแมนเลย มีแต่ลูกเขา อ่าวกรรม //กุมขมับตัวเอง อยากเขียนโมเม้นคุณพ่อกับทุกคนมานานแล้วค่ะ ใกล้วันแม่แล้วด้วย (เกี่ยวมั้ย) เราเลยฉลองวันพ่อให้บรูซเสียเลย ฮ่าๆๆๆ

//บ่น ความจริง พาร์ทดิ๊กกับหนูเมี่ยน แอบแต่งยาก เล่นสมองแบรงค์ไปหลายวันเลย เราใส่แคซซานด้า ไปด้วยไม่รู้ว่ามีคนรู้จักเธอมั้ย 555  คอมเม้นต์คุยกันได้นะคะ

 

 

“เดรค ทำไมคุณพ่อถึงป่วยล่ะ นายบอกว่ายานี้แค่ทำให้คุณพ่อหลับไปเฉยๆไม่ใช่หรอ”

“บางทีมันอาจจะเป็นผลข้างเคียงนิดๆหน่อยๆ”

หรือ บรูซ เวนย์จะพลาดอะไรไป ถ้าเมื่อกี้เขาฟังไม่ผิด

“ทิม เดเมี่ยน มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงของผู้เป็นพ่อดังกลบ เสียงเอะอะโวยวายของทั้งห้องครัว ตอนนี้ตกอยู่ในความเงียบ สายตาทุกคู่จ้องไปที่หัวหน้าตระกูลที่ไล่มองลูกทุกคนของเขาเรียงตัว ทิม เดรค พูดขึ้นมาก่อน

“บรูซ พวกเราก็แค่อยากให้คุณ หยุดเป็นแบทแมนสักวันหนึ่ง เพื่อมาฉลองวันเกิด

“มันเป็นแผนของเกรย์สัน แต่ยาเป็นของเดรค”

“อย่ามากลบเกลื่อน เจ้าปิศาจนายเองก็ด้วย นายเป็นคนเอายาให้บรูซกินเมื่อวานไม่ใช่เหรอไง”

“เดเมี่ยน ลูกวางยาพ่อหรอ”

“ผมคิดว่ามันแค่ทำให้คุณพ่อหลับไปเฉยๆ ไม่คิดว่าคุณพ่อจะป่วยสักหน่อย ผมไม่ผิดนะ”

“โอ้ะโอ ชั้นกับแคซซานด้าไม่เกี่ยวนะ เคลียร์กันเอาเอง”

……

“เฮ้ บี ชิลล์ๆน่า นี่วันเกิดนายนะ แฮปปี้เบริ์ดเดย์??

ไม่รู้ทำไมตอนนี้บรูซถึงอยากเปลี่ยนใจขอให้พรที่ขอไป ไม่เป็นจริงขึ้นมา

เด็กพวกนี้มันปิศาจชัดๆเลย

“ชั้นขอกักบริเวณพวกนายทุกคน”

เจ้าของบ้านไม่สนใจ เสียงโวยวายดังมาเป็นระลอกจากพวกลูกๆ ก้มหน้าก้มตากินเค้กวันเกิดอย่างสบายใจ

และเรื่องราววันเกิดของคุณพ่อแบทแมนก็จบลงเพียงเท่านี้

_______________________________The END จริงๆนะ ________________________________________

จบเถอะ พลีสสสส

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ +-.แลนข้ามคลอง.-+ จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

8 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 20:26

    กลับมาอ่านรอบที่5ละค่า ชอบจัดๆ คิดถึงคนเขียนนะคะ

    #8
    0
  2. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 / 12:51
    โอ้ยยย ชอบมากกกก เจสันมีฟามละมุน ดูอบอุ่น #เด็กปีศาจ
    #7
    1
    • 19 พฤศจิกายน 2560 / 20:09
      ไม่รู้ว่าดีหรือเปล่า ที่ป๋ามีเจ้าพวกนี้เป็นลูก แต่ละคนแสบๆทั้งน้าน
      ป๋าโดนน้องวางยา ฮ่าๆๆ
      #7-1
  3. วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 00:27
    เป็นฟิคที่ดีงามมากๆค่ะอ่านแล้วดีต่อใจที่สุด ทำไมครอบครัวนี้มันน่ารักแบบนี้ถ้ามีแบบนี้ในคอมิคจริงๆก็คงดี ชอบเวลาเจสันทะเลาะกับเดมี่ยนมากๆเป็นความตรงข้ามที่ลงตัวสุดๆ ว่าแต่พวกนี้นี่มันแสบกันจริงๆ อยากให้ไรท์แต่งแบบนี้ไปเรื่อยๆนะคะ
    #6
    1
    • 1 พฤศจิกายน 2560 / 21:05
      >////< เป็นคอมเม้นต์ที่น่ารักมากๆค่ะ กอดคนอ่าน จุ๊ฟ
      ฟิคคุณพ่อป่วยเนี่ยเป็นเรื่องแรกที่เอามาทั้งครอบครัวเลยค่ะ ตอนแรกเรากลัวไม่สนุกเพราะ บรูซ ดูรักลูกเว่อร์เลย 555 เห็นคนอ่านชอบก็ดีใจค่ะ จะแต่งต่อไปเรื่อยๆค่ะตราบใดที่ยังมีคนอ่าน อิอิ
      #6-1
  4. #5 taa
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 21:12
    //กุมใจกระอักเลือดเป้นสายรุ้งเเล้วล้มลง----

    โอ๊ยยยย ฮือออออ อยากเห็นอะไรเเบบนี้มานานเเล้ว ขอบคุณมากๆนะคะที่เเต่งมาให้อ่านโฮ....*กรีดร้องเป็นภาษาเยรมัน*

    มันอบอุ่น น่ารักมากๆ เป็นฟิคเเบทเเฟมที่อ่านไปเเล้วยิ้มไม่หุบจริงๆค่ะ ทุกคนน่ารักกันมากๆ เด็กบ้านนี้รวมถึงเจ้าบ้านช่างน่าเอ็นดู ปู่ต้องดูเเลพวกเขาให้ดีๆนะคะ(?)

    //นึกสภาพตอนกักบริเวณ จะอยู่กันให้กักมั้ยหนอ....
    #5
    1
    • 30 สิงหาคม 2560 / 21:41
      //อั่ก กระอักเลือดจากคอมเม้นต์
      ขอบคุณที่ชอบนะคะ เขินเลย งื้อ >///<
      อยากแต่งอะไรแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันค่ะ
      ถ้าจะเขียนป๊าทั้งที ให้มาทั้งครอบครัวเลยละกัน
      แต่จะเห็นได้ชัดว่า ไรท์ลำเอียงกับน้องเมี่ยนมาก (บทย๊าวยาว ฮา)
      #5-1
  5. #4 P-e-c to the k
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 15:24
    ชอบแนวนี้อ่าาาาแบบแฟมิลี่มันดูอบอุ่นหัวใจดีอ่านแล้วก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจด้วยค่ะ เห็นความสัมพันธ์ของบรูซกับหนูเมี่ยนที่น่ารัก อบอุ่นดี อยากให้เอาลูกสาวของบรูซกับเซลิน่าจะEarth 2 ให้เข้ามาแจมด้วยจางงงงงง

    #4
    1
    • 13 สิงหาคม 2560 / 21:39
      งื้อ~~ ดีใจที่ชอบเหมือนกันค่ะ >///<
      โมเม้นคุณพ่อที่รายล้อมไปด้วยลูกๆผู้น่ารักเนี่ย
      (จะไม่ทนอีกต่อไป อยากขโมยลูกชายเขา)

      ความจริงเฮเลน่า นางมองดูลาดเลาอยู่ค่ะ
      กำลังคิดว่าจะข้ามจักรวาลมางานวันเกิดป๊าดีมั้ย 555
      #4-1
  6. #3 พร้อม
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 13:47
    ชอบจังเลยคะ อบอุ่นและเป็นมุมหายากของบรู๊ซอีกด้วย.



    ภาษาสวยอ่านแล้วรื่นมาก มุมมองของบรู๊ซที่มีต่อลูกๆก็ละมุนและน่ารักจริงๆ



    #เป็นกำลังใจให้นะคะ #ชอบมากๆ
    #3
    1
    • 12 สิงหาคม 2560 / 20:14
      คอมเม้นต์นี้ดีต่อใจจังเลยค่ะ //ร้องไห้แล้ว
      แต่งแนวคุณพ่อกับลูกครั้งแรกเลยไม่มั่นใจว่าจะลงดีหรือเปล่าเลยค่ะ
      คือเราไม่แน่ใจว่าบรูซจะหลุดคาร์ไปมั้ย เป็นพ่อที่ดีเว่อร์เลยเรื่องนี้ 555
      ตอนแรกว่าจะให้พวกเด็กๆเรียกบรูซว่าพ่อด้วยค่ะ
      แต่คิดไปคิดมาให้นางเป็นสถานะที่เป็นพ่อแต่ไม่ได้เรียกว่าพ่อดีกว่า
      (ยกเว้นน้องเมี่ยนเนาะเพราะน้องเรียกบรูซว่า คุณพ่ออยู่แล้ว)

      //ขอบคุณที่ชอบนะคะ
      #3-1
  7. วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 11:55
    มันช่าง..........ดีงาม!! มาครบกันเลยทีเดียว เมี่ยนโซว์คิ้วท์ พี่ดิ๊กโซงอน เจย์โซซึนแรง และทิมมาแรงแบบเงียบๆ(?)
    #2
    1
    • 12 สิงหาคม 2560 / 20:02
      วันเกิดคุณพ่อทั้งทีต้องเอาให้ครบ 555
      เราอยากเขียน Bruce is a good dad มานานแล้วค่ะ
      จริงๆกลัวโดนหาว่าลำเอียงน้องเมี่ยนเยอะไปป่าว ทำไมพาร์ทน้องยาวกว่าคนอื่นเลย
      (ค่ะ ยืดอกยอมรับว่าลำเอียงค่ะ //โดนลูกที่เหลือของบรูซตบ)

      เห็นคนอ่านรู้สึกดี คนเขียนเองก็รู้สึกดีต่อใจค่ะ //กราบงามๆ
      #2-1
  8. #1 yuzo2 (@yuzo) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 20:52
    กักบริเวณ ให้อยู่ในบ้ารกันไปตลอดเลยยยย ป๋าแบทจะได้ไม่เหงาน้าาาา
    พอออกไปละตระเวณในเมืองก็พกเหล่านกน้อยไปให้หมดเลย(คิดภาพแล้ว นี่มันซามูไรพ่อลูกอ่อน(?)ชัดๆ)
    มีความฟินกับฉากเมี่ยนนอนบนอกป๊ามาก แต่แล้วอารมย์ฟินก็ตัดวูบ ควานหาผ้าเช็ดหน้าแทบไม่ทัน ไรต์แกล้งเราอ่าาาา~
    #1
    1
    • #1-1 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      11 สิงหาคม 2560 / 21:23
      ไรต์ไม่ได้แกล้งน้าา //วิ่งเข้าไปกอด โอ๋ๆ
      กักบริเวณไปเลยค่ะ ไม่ต้องออกไปไหนเลย เย่!!

      จริงๆเรื่องนี้ แหวกแนวเราไปเยอะเลยค่ะ (แต่ยังคงความมุ้งมิ้งเหมือนเดิม เค้าแต่งดราม่าไม่เป็น T^T)
      พอเริ่มเขียนอะไรที่น้องเมี่ยนไม่ใช่ตัวหลักแล้ว ยากกว่าที่คิดมากเลย
      จุดอ่อนของการลำเอียงคือนี้เองสินะ
      ขอบคุณที่ตามอ่านตามคอมเม้นต์นะคะ //กราบ
      #1-1