คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Batfam] What does it look like to be a Dad of four

การเป็นคุณพ่อลูกสี่ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องรับมือกับเด็กผู้ชายวัยกำลังซน และอารมณ์แปรปรวนทั้ง 3 คน และเด็กเล็กที่ห่างมือไม่ได้ เผลอเป็นต้องร้องเสียงดังลั่นบ้านอีกคนนึง

ยอดวิวรวม

1,106

ยอดวิวเดือนนี้

12

ยอดวิวรวม


1,106

ความคิดเห็น


14

คนติดตาม


45
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  7 มิ.ย. 61 / 23:04 น.
นิยาย [Fic Batfam] What does it look like to be a Dad of four [Fic Batfam] What does it look like to be a Dad of four | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 7 มิ.ย. 61 / 23:04


What does it look like to be a Dad of four

Note : เรื่องนี้เป็น AU no cape นะคะ 

 

ลงรูปใหญ่ ใครจะทำไมก็ชั้นชอบ เดเมี่ยน งื้อ กัดหมอน กราบท่านพี่ @bakaaochan

____________________________________________________________________

 

การเป็นคุณพ่อลูกสี่ไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องรับมือกับเด็กผู้ชายวัยกำลังซน และอารมณ์แปรปรวนทั้ง 3 คน และเด็กเล็กที่ห่างมือไม่ได้ เผลอเป็นต้องร้องเสียงดังลั่นบ้านอีกคนนึง

บรูซ เวนย์คุณพ่อลูกสี่วัย 30 ต้นๆกำลังปวดหัว ตั้งแต่เช้าเขาฝืนร่างกายตัวเองให้ตื่นขึ้นมาโดยที่ไม่มีพ่อบ้าน โอ้ ทีแรกเขาก็ไม่เชื่อตัวเองหรอกว่าตื่นได้ยังไงโดยที่ไม่มีอัลเฟรค เพราะขนาดนาฬิกาปลุกยังเอาคนขี้เซาอย่างเขาไม่อยู่เลย แต่ด้วยเสียงร้องแหกปากจะเป็นจะตาย (ขอหยาบคายหน่อยเถอะ นี่คนเพิ่งตื่น) ของลูกชายคนเล็กวัย 5 เดือนของเขาที่นอนอยู่ในเปลเสริมข้างๆเตียงทำหน้าที่แทนพ่อบ้านและนาฬิกาปลุกได้ดีเหลือเกิน ทำให้คนเป็นพ่อลุกขึ้นมาได้ 

“เดเมี่ยน ตื่นแล้วเหรอ” บรูซยกมือขยี้หัวตัวเองก่อนจะค่อยๆอุ้มทารกน้อยขึ้นมาจากเปล ทำเสียงชู่ว์ปลอบให้หยุดร้องพลางโยกขึ้นโยกลงเดินไปรอบห้องอย่างเบามือ นิ้วเขี่ยดูผ้าอ้อมว่าใช่สาเหตุที่ลูกชายร้องไห้หรือเปล่าและคำตอบก็คือไม่

“อืม ไม่ร้องสิ จะไปชงนมให้เดี๋ยวนี้แหละ” บรูซกล่าวอย่างงัวเงียก่อนจะเดินหาวอุ้มทารกในแขนที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดร้องออกจากห้องนอนไปที่ห้องครัวชั้นล่าง คนเป็นพ่อจัดการชงนมอย่างเชี่ยวชาญทั้งๆที่มีลูกลิงพาดไหล่เขาอยู่ บางทีเขาก็สงสัยว่าอัลเฟรคทำเรื่องทุกอย่างนี่คนเดียวได้อย่างไร จริงๆแล้วปกติพ่อบ้านก็มักจะอุ้มเดเมี่ยนไปให้นมแล้วเอากลับมาวางนอนลงบนเปลเสร็จสับก่อนเขาจะตื่นเสียอีก เชื่อเขาเลย พอจุกนมเข้าปากปุ๊ปเจ้าตัวเล็กก็หยุดร้องปั๊ปเหมือนมายากล  มหาเศรษฐีสบตาที่ถอดแบบเดียวกับอดีตคนรักตรงหน้าก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก อุ้มลูกชายคนเล็กขึ้นไปหาเจ้าตัวแสบขี้เซาอีก 3 คนที่เหลือ

บรูซเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของลูกชายคนโต เด็กอายุ 13 กำลังนอนกรนเบาๆหลับพริ้มฝันหวานอยู่บนเตียง ชายวัย 30 ต้นๆก้มมองมือเล็กๆปัดมือเขาออกอย่างหงุดหงิดเหมือนต้องการจะบอกว่าตัวเองไม่เอาขวดนมนี่อีกแล้ว บรูซทำตามใจเทวดาตัวน้อยในอ้อมแขนแต่โดยดี เขามองมือเล็กๆนั่นยื่นไปที่พี่ชายของตัวเองที่นอนสบายอยู่บนเตียงส่งเสียงอืออาไปมาเหมือนต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับเขา เช่น วางผมลงข้างๆดิ๊กเดี๋ยวนี้นะ อะไรแบบนั้น ผู้ใหญ่คนเดียวในห้องยิ้มออกมาเบาๆก่อนจะวางเจ้าตัวเล็กลงบนเตียงแล้วเดินไปเปิดผ้าม่านพร้อมกับพูดให้ลูกชายคนโตได้ยิน

ผ่าง!!

“ดิ๊ก ตื่นได้แล้ว” พอแสงจากข้างนอกแยงเข้ามาในตาเด็กอายุ 13 จึงคว้าผ้าห่มนอนตะแคงคลุมโปงทันทีอย่างกับเป็นปฏิกิริยาฉับพลันที่ร่างกายตอบสนอง เดเมี่ยนเรียกพี่ชายตามประสาเด็กทารกจะผลิตเสียงได้ มือเล็กปัดป่ายไปที่ใบหน้าด้านข้างของดิ๊ก เกรย์สัน

“อืม อีก 10 นาทีนะ” เด็กวัยรุ่นครางหงุดหงิดเบาๆก่อนจะคว้าตัวน้องชายคนเล็กเข้ามานอนคลุมโปงด้วยอีกคน ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังมาในผ้าห่ม

“มอร์นิ่ง ลิตเติ้ลดี ใครบ้าจี้กันนะ ไหนดูซิ” บรูซส่ายหน้าค่อยๆกระชากผ้าห่มขึ้นมาเห็นเด็กชายกำลังถูหน้าจักจี้พุงของเดเมี่ยนอยู่และดูเหมือนเดเมี่ยนจะชอบอกชอบใจมาก สายตาสีฟ้าเหลือบมามองคนเป็นพ่อที่กำลังพับผ้าห่ม ดิ๊กเลิกคิ้วสงสัย และไม่ต้องรอให้ถาม บรูซก็ตอบข้อสงสัยนั้นไปในทันที

“ลุกได้แล้ว เดี๋ยววันนี้ต้องไปที่บริษัท”

“ผมด้วยหรอ” ดิ๊กลุกขึ้นมาชี้นิ้วไปที่ตัวเองและก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้าจากผู้เป็นพ่อที่อุ้มตัวทารกมาไว้ในอ้อมแขน

“ใช่ ไปปลุกจอมขี้เซาสองคนให้ที เดี๋ยวชั้นจะไปทำอะไรให้กิน ไข่ดาวกับเบคอน ตกลงมั้ย?

“รับทราบ ผมขอไข่ 2 ใบนะบรูซ” แล้วเด็กชายก็รีบวิ่งแจ้นไปอีกห้องด้วยเอเนอจี้เต็มที่ คุณพ่อลูกสี่เดินลงมาวางเดเมี่ยนลงในเก้าอี้หัดนั่งสำหรับเด็กทารกในห้องครัว ก่อนจะหยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนอยู่บนผนังมาพันรอบเอวแล้วลงมือทำอาหารเช้า หลายคนมักไม่เชื่อว่า บรูซ เวนย์ทำอาหารเป็น ใช่สิ มีอัลเฟรคอยู่ทั้งคนห้องครัวก็กลายเป็นสถานที่กินอาหารแต่ไม่ใช่ทำอาหารสำหรับเขาต่อไป แต่เฮ้ อย่าดูถูกกันนะ ถ้าพวกเมนูเบสิคอย่างให้ทอดไข่ดาวหรือเบคอนให้สุกเขาทำได้สบายอยู่แล้ว แต่จะอร่อยหรือเปล่านี่ก็เรื่องนึง เท่าที่ผ่านมาเวลาอัลเฟรคไม่อยู่พวกเด็กๆก็กินอาหารฝีมือเขาได้ไม่บ่น แสดงว่าก็คงพอยัดใส่ปากได้อยู่ล่ะน่า มหาเศรษฐีให้กำลังใจตัวเอง พยักหน้าเออออทำทีคุยเล่นกับลูกชายวัย 5 เดือนที่นั่งตบโต๊ะพูดอ้อแอ้ไม่หยุดประหนึ่งว่าตัวเองเป็นบอส

สักพักใหญ่ลูกชายคนโตทั้งสามคนก็ทยอยกันเดินลงมา เจสันเดินเนียนมาฉกเบคอนทอดเสร็จใหม่ๆชิ้นนึงยัดใส่ปากอย่างเท่ห์ (เจ้าตัวเขาคิดงั้น) ก่อนจะกระโดดไปยกมือตบอกตัวเองไปมาตะโกนบ่นว่าร้อนๆ

“เจย์ ล้างมือก่อนสิ!?” บรูซเอ็ดลูกชายคนรองเบาๆมองเด็ก 10 ขวบเดินยักไหล่ไม่ใส่ใจมานั่งแกว่งขาบนเก้าอี้ คุณพ่อกรอกตามองบนเพดาน ก่อนจะสะดุ้งเมื่อจู่ๆลูกชายคนกลางก็โผล่มายืนข้างๆเขาบนเก้าอี้เสริมอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง มือเล็กๆของเด็ก 8 ขวบกำลังเอื้อมไปกดน้ำจากซิงค์

“ทิม โอ้ ให้ตายเถอะ จะกินน้ำก็บอกชั้นก็ได้” ทิม เดรคเป็นเด็กไม่ค่อยพูด บางครั้งเจ้าตัวก็ชอบผลุบๆโผล่ๆมายืนอยู่ข้างหลังเขาให้คนเป็นพ่อหัวใจวายเล่นเหมือนกัน บรูซเดินยกจานอาหารมาวางพลางหย่อนก้นนั่งลงที่นั่งตรงหัวโต๊ะ

“บรูซ ไหงดิ๊กได้ 2 ใบอ่ะ ผมจะเอามั่ง” เจสันยกส้อมชี้หน้าพี่ชายตัวเองสลับกับหันมามองเขา

“แบร่ บรูซไม่ทำให้นายหรอกเจย์เจย์ เพราะนายอายุไม่ถึง 13 ยังไงล่ะ”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวเลยนี่ หนอยแน่ เอานี่ไป”

“อ้า บรูซ เจย์เจย์เจาะไข่แดงผมอ้ะ!?

“ก็ดิ๊กหาเรื่องผมก่อนอ่ะ” นี่เขายังนั่งกินข้าวไม่ถึง 5 นาทีเลยนะ เด็กพวกนี้ก็เอากันซะแล้ว

“ดิ๊ก ถ้ามีปัญหาก็ยกไข่ใบนั้นให้เจสันไป” คนเป็นพ่อพูดนิ่งๆพลางหยิบกาแฟร้อนขึ้นมาดื่มได้ทันก่อนที่ลูกชายคนกลางที่ทำตาวาวกับเครื่องดื่มกาเฟอีนของเขาจะแอบเนียนดื่มโดยที่เขาไม่รู้ตัว บรูซไม่เสี่ยงให้ลูกชายคนใดสักคนของเขากินกาแฟก่อนถึงอายุที่เหมาะสมก่อนแน่

ดิ๊กหน้าบึ้งเขม่นตาใส่เจสันที่ยักคิ้วกวนตีนให้อย่างไม่น้อยหน้า แต่ด้วยความหวงไข่ ใครจะยอมยกไข่ใบที่ 2 ให้เจย์เจย์กันล่ะ เจ้าตัวเลยก้มหน้ากินไข่ดาวที่ถูกอันธพาลใจร้ายเจาะทั้งน้ำตา แต่อย่าหวังเลยว่าคนอย่างดิ๊ก เกรย์สันจะยอม ว่าแล้วก็จัดการเตะขาคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“โอ้ย!!” เจสันร้องออกมามองคนอายุมากกว่า ปีตาขวางก่อนจะหันควับไปมองบรูซที่ทำหน้าสงสัยว่าลูกชายเขาร้องอะไร นิ้วชี้ชี้ตรงมาที่หน้าพี่ชายคนโตย่างเอาเรื่อง

“เขาทำ”

“ผมเปล่า” ดิ๊กยกแก้วน้ำส้มขึ้นมาดื่มพลางยักคิ้วชั่วร้ายกลับไป ใช้ข้อศอกสะกิดให้น้องชายอีกคนทำตามแผนและทิมก็เป็นน้องชายประเสริฐที่รู้ใจพี่ชายดีแท้

“โอ้ย บรูซเขาทำอีกแล้ว!!

“ผมเปล่า สาบานได้ ดูนี่สิ ขาผมอยู่บนเก้าอี้จะทำได้ไง” ดิ๊กยักไหล่พร้อมกับแสดงความบริสุทธิ์โดยการยืนขึ้นมาโค้งตัวงามๆบนเก้าอี้ ส่งสายตามาให้มหาเศรษฐีที่กำลังนั่งกุมขมับ

“ตอแหล” เจสันพูดพึมพำเบาๆก่อนจะรีบหลบสายตาดุจากคนเป็นพ่อ

“ดูสิทุกคน ไข่ดาวใบที่ นี้เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชนะ” เด็กอายุ 13 ยิ้มยีฟันใช้ส้อนจิ้มไข่ดาวขึ้นมาอวดทุกคนโต๊ะ จะมีก็แต่ใบหน้าบึ้งตึงของน้องชายที่จ้องเขม็งชนิดที่ว่าถ้าเขามีสายเลือดคริปโตเนี่ยนคงเผาไข่ดาวไหม้เป็นจุณไปแล้ว และจู่ๆด้วยความหมั่นไส้เจสันพุ่งตัวเข้าไปงับไข่ดาวนั่นใส่ปากทันที

“อ้า!! บรูซดูเขาทำสิ”

“อำอะไอหยอ”

“เฮ้อ” บรูซ เวนย์ถอนหายใจแรงๆ เด็กพวกนี้กำลังจะทำให้ความดันเขาขึ้น นี่เขายังคงต้องระวังทิมอีกคนที่หาทางจะฉกกาแฟเขากินให้ได้ มือใหญ่ปัดมือเด็ก 8 ขวบออกไป พลางห้ามทัพของลูกชายคนโตทั้งสอง

“ดิ๊ก เจสัน”

“เอาไข่ชั้นคืนมานะ เจย์เจย์” ดิ๊กยกส้อมชี้หน้าเด็ก 10 ขวบที่มีศักดิ์เป็นน้องชายเขาก่อนจะทำหน้าหยีใส่ท่าทางต่อมาของเจสัน

“อยากได้หรอ อา หยิบไปสิ อา”

“อี๊แหวะ บรูซซซ!!

“หวาย ไอขี้ฟ้อง โตแล้วก็ยังเป็นไอขี้ฟ้อง”

“หนอยแน่”

ตุบ!!

ดิ๊ก เกรย์สันกำมือทุบโต๊ะดังๆ พอดีกับที่เจสันยังคงลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้

“เด็กๆอย่าทะเลาะกันบนโต๊ะกินข้าวสิ” และก็เหมือนเสียงของคนเป็นพ่อจะส่งไปถึงหรือถึงแต่ได้ผลตรงข้ามยังไงก็ไม่รู้ ลูกชายคนโตทั้งสองตัดสินใจมุดโต๊ะลงไปตีกัน ใช่คุณอ่านไม่ผิดหรอก ตีกันใต้โต๊ะ แทบไม่ต้องนึกถึงสภาพห้องครัวตอนนี้เลย หรือเป็นเพราะเขาพูดเองว่าอย่าทะเลาะกันบนโต๊ะหรือเปล่าพวกเด็กๆถึงได้ทำแบบนี้ แต่ก่อนอื่นขอยาแก้ปวดหัวให้บรูซ เวนย์หน่อยเถอะ

เดเมี่ยนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เสริมตบมือหัวเราะชอบใจที่ได้เห็นพี่ชายตีกัน ส่งเสียงอ้อแอ้เชียร์ตามอย่างออกรส ทิม เห็นแก้มนุ่มนิ่มน่าจับของทารกก็รู้สึกคันไม้คันมือขึ้นมา นึกอยากลองใช้มือดึงดูเบาๆ แต่ปรากฏว่ามันนุ่มกว่าที่คิดก็จริงแต่เจ้าน้องชายกลับตะโกนร้องจ้ากขึ้นมาดังลั่นห้องพร้อมกับกัดนิ้วพี่ชายอย่างเต็มแรง แต่คนเป็นพ่อไม่เห็นเพราะมัวแต่ห้ามสงครามของดิ๊กกับเจสันอยู่จึงไม่ได้หันมามองเขา เด็ก 8 ขวบยกมือที่มีแต่คราบน้ำลายบนตำแหน่งปิศาจน้อยของบ้านกัดแสดงขึ้นมาเป็นหลักฐานพยายามเรียกร้องความสนใจ

“บรูซ เดม่อนกัดผมอ้ะ” ทิมพูดเสียงดังขึ้นให้ผู้ใหญ่คนเดียวในบ้านได้ยิน

“ทิมมี่ ลิตเติ้ลดียังไม่มีฟันจะกัดนายได้ไง” ดิ๊กพยายามหนีจากบรูซและเจสัน เจ้าตัวปีนขึ้นมาจากใต้โต๊ะและกระโดดขึ้นไปเกาะโคมไฟแชนเดอเลียร์อย่างสวยงาม

“เขากัดผมจริงๆนะ โอ้ย เขาดึงผมผมด้วยอ้ะ” ทิมหันไปมองหน้าเด็กทารก 5 เดือนอย่างเอาเรื่อง เขาเห็นแววตาชั่วร้ายที่เดเมี่ยนส่งมาให้เขาเต็มๆ แต่บรูซดันไม่มองเอาแต่วิ่งไล่เจสัน เห็นดังนั้นเด็ก 8 ขวบเลยคิดหาวิธีเอาตัวรอดด้วยตัวเองโดยการยื่นมือมาหมายจะแกะมือเล็กๆเหมือนมือตุ๊กตาออกจากผมเขา และนั่นกลับทำให้น้องชายออกแรงยิ่งกว่าเดิม ชนิดที่ว่าจะเอาหนังหัวเขาให้หลุดให้ได้ แต่แล้วโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง พอเขาแกะมือเดเมี่ยนออกได้ น้องชายกลับร้องจ้ากขึ้นมาอีกครั้งและบรูซก็ดันหันควับกลับมาเห็นเขาพอดี  

เสียงเอะอะในห้องรับประทานอาหารคฤหาสน์เวนย์ดูจะไม่มีวี่แววเงียบขึ้นมาง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงแหลมสูงของทารกเข้ามาผสมด้วยแล้ว บรูซรีบวิ่งกลับมาอุ้มเดเมี่ยนที่ร้องไห้งอแงขึ้นมาจากเก้าอี้ตบก้นให้หยุดร้องพลางตีหน้าดุใส่ลูกชายทั้ง 3 คน

“พอได้แล้ว!!” สิ้นเสียงนั้นก็เหมือนวิญญาณลูกมนุษย์จะกลับเข้าร่างลิงทั้งสามในห้องเหมือนเดิม บรูซลูบหลังเดเมี่ยนที่ยังคงร้องไห้ไม่หยุดแถมดูเหมือนว่าจะร้องยิ่งกว่าเดิมเพราะเขาดันไปตะคอกเมื่อกี้ ชายวัย 30 ต้นๆถอนหายใจอีกครั้งเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้ก่อนจะสบตามองลูกๆเรียงคน

“เดเมี่ยน ดึงผมผม” ทิมชี้หน้าไปที่ทารกในอ้อมแขนผู้เป็นพ่ออย่างเอาเรื่อง บรูซขมวดคิ้วก้มมองลูกชายคนเล็ก เดเมี่ยนมองหน้าพี่ชายคนกลางสลับกับหน้าบรูซพร้อมกับทำหน้าใสซื่อสุดๆเท่าที่ทารก 5 เดือนจะทำได้ และ โอ้ เขาทำมันได้ดีอีกต่างหาก แล้วสุดท้ายเจ้าตัวก็หลบมาซุกคอคนเป็นพ่อพลางสะอื้นยกใหญ่ นี่มันดราม่าควีนชัดๆ มหาเศรษฐีคิดในใจ

“ทิม พอแค่นี้แหละ ชั้นไม่ต้องการได้ยินอะไรทั้งนั้น”

“แต่เขาทำจริงๆนะ” เด็ก 8 ขวบขึ้นเสียงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ก่อนจะรีบกอดอกหลบสายตาเขา บรูซเดินเข้าไปลูบหัวเด็กชายเบาๆก่อนจะพูดกำชับเด็กทั้งสาม

“ดิ๊ก เก็บจานทั้งหมดไปวางไว้ในซิงค์ เจสัน ทิม ลุกขึ้นไปอาบน้ำหยิบของเล่นหรือหนังสืออะไรก็ได้เอาไปด้วย อีก 20 นาทีมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตกลงมั้ย”

“เราจะไปไหนกันหรอบรูซ” เจสันถามเสียงใสขึ้นมาเบาๆ

“เวนย์เอนเทอร์ไพรส์”

“ไม่แฟร์เลย นี่วันซัมเมอร์ของพวกผมนะ เอาเจ้าเดม่อนไปคนเดียวสิ” ทิมแย้งขึ้นมา ดึงชายเสื้อชุดนอนผู้ใหญ่คนเดียวในห้อง

“ชั้นไม่ไว้ใจปล่อยพวกนายไว้ที่บ้าน เดี๋ยวพวกนายก็ตีกันอีก”

“งั้นก็โทรหาซาร่าสิ”

“ซาร่าลาออกไปเมื่อวานแล้วไงเจย์เจย์ ก็ที่นายจับคางคกไปไว้ในกระเป๋าเธอไง” ดิ๊กใช้ข้อศอกสะกิดน้องชายส่งเสียงแหย่ไป เจสันตอบสนองโดยการยกคอเสื้อเด็กอายุ 13 ขึ้นมาเตรียมจะง้างมือชก แต่ก็หยุดไปด้วยสายตาดุที่บรูซส่งมา

“เด็กๆ ตกลงมั้ย”

“.....”  

“คำตอบล่ะ” คนอายุมากที่สุดกดเสียงเข้มลงไปอีกนิด และเด็กทั้งสามก็พร้อมใจยืนตะเบ๊ะ ตะโกนเสียงใสดังฟังชัดก่อนจะวิ่งกรูทยอยออกจากห้องครัวกันไปจัดการเรื่องที่เขาสั่ง

“รับทราบ!!” เฮ้อ ให้มันได้อย่างนี้สิ บรูซยกทารกน้อยขึ้นมาสบตาใบหน้าแดงแจ๋เต็มไปด้วยน้ำตาและความเจ็บปวดของลูกชายคนเล็กทำเอาเขารู้สึกอยากจะร้องไห้ตามไปด้วย แต่สมองส่วนหน้าสั่งให้เขาไม่หลงกลความใสซื่อน่าสงสารของเทวดาน้อยตรงหน้า ใช่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวแกล้งพี่ชายแล้วใช้ความน่ารักกลบเกลื่อนความผิดสักหน่อย

“เดเมี่ยน หนูทำตัวไม่น่ารักเลยนะ พี่เขาแค่จับแก้มหนูเล่นๆเอง หนูไปดึงผมพี่เขาทำไมล่ะหืม” คนเป็นพ่อเปลี่ยนเป็นเสียง พูดกับลูกชายคนเล็กตรงหน้า เดเมี่ยนทำหน้าเหมือนจะเข้าใจที่เขาพูดแต่แล้วเจ้าตัวกลับหน้าบึ้งร้องแหกปากยิ่งกว่าเดิมเหมือนกำลังเถียงกลับยังไงยังงั้น โอย ประสาทจะกิน บางทีเขาก็สงสัยว่าลูกคนอื่นๆเป็นแบบนี้หรือเปล่า ไอที่เอาแต่ใจยิ่งกว่าพระราชา แตะนิดแตะหน่อยก็ร้องและไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ยอมหยุดร้องสักทีน่ะ ก็เคยอ่านมาก่อนนะว่าให้สังเกตและแยกแยะว่าเสียงร้องของลูกเป็นแบบไหน แบบที่พ่อจ๋า ผ้าอ้อมหนูแฉะหมดแล้ว มาเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยนะ หรือ แบบที่หาอะไรใส่ท้องหนูสักที หรือไม่ก็ หนูง่วงได้ยินมั้ย พาหนูไปนอนได้แล้ว แต่ว่ากันตามตรงเดเมี่ยนลูกชายเขาไม่เคยร้องไห้เหมือนกันสักครั้งจนแทบจะตามใจไม่ถูก ตอนนี้หูข้างซ้ายของเขาเริ่มจะตื้อๆด้วยเสียงกรีดร้องของทารกแล้ว

“หยุดร้องเถอะนะ ชู่ว์ๆ” เขากดหัวเดเมี่ยนให้แนบอยู่ตรงหน้าอกเขาพลางโยกตัวทารกน้อยขึ้นลงไปมา แต่กลับยิ่งทำให้เจ้าตัวงอแงหนักขึ้นกว่าเดิม ไม่เอาสิ เด็กคนอื่นเขาได้ยินเสียงหัวใจพ่อแม่แล้วจะรู้สึกปลอดภัยไม่ใช่เหรอไง เฮ้อ โอ้ พระเจ้านี่แค่ตอนเช้ายังไม่ถึงที่บริษัทเลยนะ แล้วถ้าไปถึงที่ทำงานจะไม่ยิ่งกว่านี้อีกเหรอ

“พ่อขอร้องล่ะ เดเมี่ยน”

และบรูซ เวนย์ก็ยอมแพ้ เลิกขอร้องแต่เปลี่ยนมาร้องไห้ในใจแทน

เมื่อไหร่อัลเฟรคจะกลับบ้าน

.

.

.

การเอาลูกมาเลี้ยงที่บริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะเมื่อคุณถูกจำกัดให้ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะพ่อบ้านคนเดียวประจำตระกูลที่คอยดูแลเด็กๆดันขอลาพักร้อนไปหาหลานสาวที่ประเทศอังกฤษกะทันหัน ไอจะสั่งไม่ให้ไปก็ไม่ได้ เขาเองก็เกรงใจพ่อบ้านชราที่คอยดูแลพวกเขามาตลอดเหมือนกัน และ อัลเฟรค เพนนีเวิร์ธควรจะมีเวลาพักร้อนบ้าง สองวันมานี้เขารอดมาได้โดยไม่มีอัลเฟรคเพราะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เขาอยู่บ้านทั้งวัน แต่วันนี้วันจันทร์ และ พี่เลี้ยงเด็กคนล่าสุดเพิ่งยื่นใบลาออกให้เขาเมื่อวานนี้ ทำให้เขาหาพี่เลี้ยงเด็กมาแทนไม่ทัน และ ประชุมกับบริษัทคู่ค้าคราวนี้ก็เลื่อนไม่ไปไม่ได้ด้วย

บรูซ เวนย์เดินใส่สูทลงมาชั้นล่าง เขาเลิกใส่ใจเดเมี่ยนที่กำลังอมเนคไทเพิ่งรีดของเขาอย่างเมามันส์ เดี๋ยวค่อยผูกอันใหม่ตอนไปถึงที่ทำงานเอาละกัน ชายหนุ่มเห็นพวกเจ้าลูกชายตัวดีทั้งสามกำลังนั่งดูการ์ตูนกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ถ้าพวกเด็กๆทำตัวสงบแบบนี้ได้ทั้งวันก็ดีสิ แต่คนเป็นพ่อก็รู้ดีว่าพระเจ้าได้ยินเสียงคำขอนั้นของเขาและก็หัวเราะเยาะเขาอยู่ในเวลาเดียวกัน ให้ตายเถอะ

“ป่ะ เด็กๆ” ชายหนุ่มคว้ากุญแจรถ Bentley ขึ้นมาโบกมือให้เด็ก 3 คนเตรียมตัว ดิ๊ก กระโดดขึ้นมาจากโซฟาหันหน้าไปทางเจสัน

“เจย์เจย์ มาแข่งกันดีกว่าใครวิ่งไปถึงหน้าบ้านก่อนชนะ” และเจ้าตัวก็ออกวิ่งไปก่อน เจสันมองพี่ชายตัวดีก่อนจะตะโกนหัวเราะร่าพร้อมกับวิ่งตามไปอย่างไม่น้อยหน้า

“เฮ้ อย่าขี้โกงสิ ดิ๊กเฮด!!

“คนแพ้เป็นหมาหัวเน่า”

“คนที่ชนะเพราะขี้โกง เป็นกระทะทอดหมาหัวเน่า”

บางทีพวกเด็กๆก็เปลี่ยนอารมณ์กันไวเกิน เมื่อเช้านี้ยังทะเลาะเรื่องไข่กันอยู่หยกๆตอนนี้จับมือคืนดีเล่นวิ่งแข่งกันแล้วเรอะ เชื่อเขาเลย บรูซยิ้มแห้งๆ ก่อนจะสะดุ้งเมื่อจู่ๆก็รู้สึกถึงสัมผัสบางอย่างมาสะกิดเข้าที่ชายเสื้อสูท ทิม เดรค ลูกชายคนกลางนั่นเอง เกือบสถบคำหยาบไปแล้วสิ

“ว่าไง ทิมมี่” มือหนาลูบหัวเด็ก 8 ขวบเบาๆ

“ให้ผมช่วยถือของมั้ย”

“โอเค งั้นช่วยถือกระเป๋าผ้าอ้อมกับขวดนมของเดเมี่ยนให้ทีนะ” ทิม เดรคทำหน้าเหยเกเมื่อได้ยินชื่อของน้องคนเล็กแต่ก็ยอมถือกระเป๋าอย่างว่าง่าย และแน่นอนว่าบรูซก็สังเกตเห็นใบหน้าบูดเบี้ยวของเด็กชายแต่ก็เลือกที่จะปล่อยผ่านไป คนเป็นพ่อกำลังคิดหาวิธีรับมือกับการที่ลูกชายคนกลางชอบโผล่มาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง และเขาต้องคิดให้ได้ในเร็ววันนี้ ไม่งั้นตัวเองคงเผลอใจหายใจคว่ำไปก่อนแน่

.

.

.

และกว่าจะมาถึงบริษัทได้ เขาต้องห้ามสงครามระหว่างดิ๊กกับเจสันที่เกี่ยงกันจะนั่งเบาะหน้า ทำเป็นไม่สนใจเกมวิ่งแข่งบ้าบอที่ดิ๊กชนะแล้วขอให้ตัวเองได้นั่ง และเจสันที่โทษดิ๊กว่าขี้โกงพลางพูดไม่หยุดว่าตัวเองจะนั่ง เขาอยากจะตะโกนดังๆกะแค่ที่นั่งมันจะอะไรนักหนา บรูซไม่ในใจว่าตอนนั้นเขากรอกตามองบนไปกี่ครั้ง แต่ถ้าลูกกะตาของเขาทำได้มันคงจะอยากหลุดออกมาจากเบ้าเต็มทีได้แล้วล่ะ สุดท้ายบรูซเลยจัดการเลือกทิมขึ้นมานั่งเบาะข้างคนขับกับเขาแทนเพื่อตัดปัญหา ต้องขอบคุณที่เบบี้คาร์ซีทของเดเมี่ยนอยู่คั่นกลางระหว่างลูกชายคนโตของเขาทั้งสอง และคำพูดขู่ว่าถ้าใครทำเดเมี่ยนร้องไห้เขาจะกักบริเวณงดเล่นเกม 1 สัปดาห์ ทำให้คดีอุกฉกรรจ์ทำร้ายร่างกายกันในรถไม่เกิดชึ้น และการเดินทางไปที่เวนย์ เอนเทอร์ไพรส์จึงเป็นไปอย่างสวัสดิภาพ

.

.

.

ชายหนุ่มยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อหลังจากรีบประกอบเพลย์เพน หรือที่เจสันกับทิมเรียกว่า คุกขังจอมมาร ให้เดเมี่ยนเสร็จอย่างรวดเร็วก่อนจะวางเด็กน้อยลงไปเล่นกับลูกบอลหลากสีและพวกตุ๊กตาในนั้น ฟู่ว์ จบไปเรื่องนึงแล้วทีนี้ก็

“เจสัน เอาไม้เบสบอลกับถุงมือมาทำไม!!” เจ้าของธุรกิจพันล้านตะโกนถามเด็ก 10 ขวบที่ยืนอยู่อีกฟากนึงของห้องรับรองเวนย์ เอนเทอไพรส์ชั้น 35 ที่ถูกทำให้กลายเป็นสนามเด็กเล่นบวกเนอสเซอรี่ชั่วคราว

“โถ่ บรูซถามมาได้ ก็เอามาเล่นเบสบอลน่ะสิ เจ้าขอนไม้ เป็นพิซเซอร์ให้ที” เจสันทำหน้าผิดหวังใส่คนอายุมากกว่าเหมือนกำลังด่าด้วยสายตาว่าคนเป็นพ่อฉลาดน้อยอะไรประมาณนั้นทำเอาบรูซรู้สึกคันไม้คันมือยุบยิบ มองลูกชายคนรองหันไปเรียกเด็กอีกคนที่นั่งอ่านหนังสือชิวๆอยู่บนเก้าอี้ให้มาเป็นคนขว้างลูกให้ 

บรูซ เวนย์กำลังจะประสาทเสีย เขาเหลือบมองไปที่อีกด้านนึง ดิ๊ก เกรย์สันพี่ชายคนโตของเด็กทั้งสี่คนกำลังงอนเขา สืบเนื่องมาจากตอนขามาไม่ได้นั่งเบาะหน้าทั้งๆที่เป็นที่นั่งประจำของตัวเอง เด็กวัยรุ่นนั่งกอดเข่าเหงาๆงอนๆคนเดียวทำมิวสิควิดีโออยู่ที่มุมห้อง คนอายุมากที่สุดในห้องถอนหายใจ เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลัง เขาก้มลงไปเก็บลูกบอลที่เดเมี่ยนงอแงแหกปากเสียงดังจะเอาแต่ดันปาออกมาข้างนอกกลับเข้าไปในเพลย์เพนก่อนจะเดินไปหาเดินไปหาเด็กสองคนที่มุมห้อง

“เจย์ นายเล่นเบสบอลที่นี่ไม่ได้” หัวหน้าตระกูลเวนย์แตะไหล่เด็กชายเบาๆ เจสันหันควับมาทำหน้าบึ้งตึงใส่เขา

“ไหงนายบอกเองว่าเอาของเล่นอะไรมาก็ได้ไงล่ะ บรูซ”

“ใช่ ชั้นพูดแต่ เฮ้อ...ดูสิที่นี่มันใช่ที่เล่นเบสบอลที่ไหนล่ะ ไม่ใช่สวนหลังคฤหาสน์เรานะเจย์ ถ้าตีไปโดนดิ๊กกับเดเมี่ยนเข้าจะทำยังไง” เด็กชายมองตามมือเขาที่ชี้ไปที่เจ้าของชื่อทั้งสอง เจสันพยักหน้าเข้าใจแต่ก็ยังทำหน้าบูดบึ้ง อารมณ์เสียอยู่ดี ตัดสินใจเดินควงไม้กลับไปนั่งบนโซฟาดูทีวีอย่างเซงๆ ทิมมองพี่ชายตาแป๋วก่อนจะเดินตามไปติดๆ

ชายหนุ่มหันไปมองนาฬิกาบนฝาผนัง เหลือเวลาอีกประมาณ 10 นาทีก่อนประชุม ฟู่ว์ โอเคเขาทำเวลาได้ทันน่า คุณพ่อลูกสี่พูดให้กำลังใจตัวเองพร้อมกับก้าวขาเดินไปหาพระเอกมิวสิควิดีโอแล้วนั่งลงกอดคออีกฝ่าย

“เฮ้ บัดดี้ ตรงนี้วิวสวยดีมั้ย”

“.....” เงียบใส่งั้นเรอะ เฮ้อ เอากับเขาสิ ดิ๊กอาจจะเป็นเด็กดีที่สุดแบบว่าคุยกันรู้เรื่องอะไรประมาณนั้นในบรรดาพี่น้องทั้งสี่คน (ทิม เงียบเกินไปบางทีพูดด้วยก็ไม่ขานตอบ) แต่เอาจริงเด็กอายุ 13 ที่เขากอดคออยู่คนนี้บทจะดื้อก็ดื้อเงียบจนทำเขาปวดหัวเหมือนกัน

“ดิ๊ก”

“.....”

“ไม่เอาน่าบัดดี้ เงียบแบบนี้ไม่สมเป็นดิ๊ก เกรย์สันเลยนะ มีมุกใหม่ๆมาเล่นกับชั้นมั้ย หืม”

“.....”

“ตอนนี้อัลเฟรคไม่อยู่ นายก็เห็นว่าที่บ้านเราวุ่นวายแค่ไหน ดูอย่างห้องครัวเมื่อเช้าสิ...”

“นายคุมพวกเราไม่อยู่” เสียงใสๆยังไม่แตกหนุ่มพูดออกมาเบาๆ

“ใช่ ถ้าแยกร่างได้ชั้นทำแล้ว โอ้ พระเจ้า พวกนายสี่คนซนยิ่งกว่าลิงในสวนสัตว์ซะอีก”

“.....”

“แต่เป็นลิงที่ซนก็ยังดีกว่าลิงที่ซึมมานั่งทำเอ็มวีตรงนี้อีกนะ”

“โถ่บรูซพูดซะผมหมดเท่ห์เลย โอ้ย หยุดเลยนะ หยุด ฮะๆๆ” ดิ๊กหัวเราะหน้าแดงหลังจากเห็นพ่อบุญธรรมทำท่าเลียนแบบเขา ตีแขนให้คนอายุมากกว่าหยุดทำท่าตลกสักที

“มื้อเที่ยงผมกินพิซซ่านะ”

“เอาสิ”

“ขากลับผมนั่งหน้าด้วยนะ”

“แน่นอน เจ้าลูกชาย” บรูซลูบหลังเด็กชายที่โผตัวเข้ามากอดคนเป็นพ่อซะแน่นแต่เพราะเสียงอ้อแอ้ของทารก 5 เดือนในเพลย์เพนดังขึ้นมาเลยทำให้ลูกชายหัวไวของเขาผละออกไปก่อนจะเดินไปเล่นกับเดเมี่ยน จังหวะที่เขากำลังจะเดินตามไปจู่ๆประตูห้องก็แง้มเปิดออกมาเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้าของเลขาส่วนตัวเขาโผล่เข้ามา

“บรูซ ได้เวลาแล้ว” เจ้าของชื่อหันไปมองนาฬิกาอีกที อะไรเนี่ย ผ่านไป 10 นาทีตั้งแต่เมื่อไหร่

“ได้ผมจะรีบไป ขอเวลาผม 3 นาที” เลขาพยักหน้ารับทราบก่อนจะปิดประตูไปโดยไม่ลืมกำชับว่าให้เขารีบหน่อยเพราะที่ประชุมมาครบแล้วรอเขาอยู่คนเดียว

มหาเศรษฐีถอนหายใจเฮือกใหญ่หันหลังกลับมาเรียกพวกลูกชาย

“เด็กๆมานี่หน่อย” แล้วก็เหมือนนายพลสั่งผู้ใต้บังคับบัญชา เด็กประถมทั้งสามโงหัวขึ้นมาพร้อมกับวิ่งมายืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างพร้อมเพียง บรูซอมยิ้มก่อนจะนั่งยองๆให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับพวกเด็กๆ

“ไหนท่องสิ่งที่เราตกลงกันในรถให้ฟังหน่อย เวลาอยู่ที่นี่....”

“เวลาอยู่ที่นี่ ดิ๊กดูเจย์เจย์ เจย์เจย์ดูทิมมี่ ทิมมี่ดูดิ๊ก” เด็กสามคนพูดออกมาพร้อมกัน

“อ่ะฮะ แล้วไงต่อ”

“ไม่ทะเลาะกัน ไม่พยายามเอาเลือดออกจากหัวอีกคน”

“โอเค ข้อสุดท้าย แล้วใครดูแลเดเมี่ยน” แล้วเจสันกับทิมก็พร้อมใจกันชี้ไปที่ดิ๊ก ส่วนดิ๊กก็ไม่น้อยหน้ายกสองมือชี้กลับไปที่น้องชายทั้งสองคน ผู้ใหญ่คนเดียวในห้องเกือบหลุดหัวเราะออกมา

“ดีมากทุกคนดูแลเดเมี่ยน ถ้าน้องร้องขวดนมวางอยู่ตรงนี้ เปลนอนอยู่หัวมุมตรงนั้น เข้าใจนะ เดี๋ยวชั้นไปประชุมก่อน จะรีบกลับมาให้ทันก่อนเที่ยง ดิ๊กบอกว่าจะกินพิซซ่าตกลงมั้ย” เหมือนเป็นเซนเซอร์ตรวจจับคำ พอได้ยินคำว่าพิซซ่าจู่ๆเด็กทั้งสามก็ชูแขนขึ้นร้องเฮกันใหญ่

“เย่!!” คงเป็นเพราะเวลาอยู่กับพ่อบ้าน อัลเฟรคมักชอบห่วงเรื่องสุขภาพของทุกคนในบ้าน อาหารจั๊งค์ฟู๊ดเนี่ยเลิกคิดไปได้เลย ถ้าไม่ใช่ในเวลาที่เจ้าตัวไม่อยู่แบบนี้พวกเด็กๆก็แทบจะไม่ได้แตะ ยกเว้นว่าจะให้บรูซแอบพาไปกิน และแน่นอนว่าหลังจากกลับถึงบ้านพวกเขาก็จะโดนอัลเฟรคดุอีกชุดใหญ่ แต่ก็เป็นบทเรียนที่สอนยังไงก็ไม่จำจริงๆ

และเสียงเคาะประตู 3 ครั้งก็ดังกลบเสียงดีใจของเด็กประถมทั้งสาม คนเป็นพ่อพยักหน้ากำชับพวกเด็กๆอีกครั้งก่อนจะดึงเสื้อสูทมาใส่แล้วรีบวิ่งออกไปประชุม

บรูซ เวนย์ภาวนาในใจขอให้เด็กๆอยู่กันอย่างสงบ ไม่แหกข้อตกลงแล้วหาเรื่องตีกันเหมือนตอนเช้า ขอให้เดเมี่ยนไม่ดื้อกับพี่ชายร้องงอแงจะหาเขาใน 3 ชั่วโมงนี้ โอ้ ได้โปรดพระเจ้า

.

.

.

“ลิตเติ้ลดี”

“.....” เจ้าของชื่อหันมองคนเรียกที่นั่งอยู่ด้วยกันในเพลย์เพนตาแป๋ว เด็ก 5 เดือนกำลังพยายามยัดลูกบอลขนาดใหญ่กว่าหน้าตัวเองเข้าปาก ของสีสันฉูดฉาดพวกนี้เป็นที่น่าสนใจและน่าชิมสำหรับเขามาก พอเห็นดิ๊กยิ้มให้ เด็กน้อยก็ยิ้มหวานตอบปล่อยลูกบอลน่าสงสารลูกนั้นลงทันทีพร้อมกับยื่นแขนออกไปขอให้พี่ชายอุ้ม

“อ๊ะอ่ะ ลิตเติ้ลดี คลานมาหาพี่ชายนี่” ดิ๊กทำเสียงเล็กส่ายหน้าปฏิเสธ กวักมือเชียร์ให้น้องชายคนเล็กคลานมาหาตน เดเมี่ยนทำท่าทีสนอกสนใจ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวไม่เข้าใจสัญญาณมือของพี่ชายคนโตเท่าไหร่นัก ยังดึงดันยกแขนขอให้ดิ๊กอุ้มแถมคราวนี้ส่งเสียงอืออาเน้นไปด้วย

“โนวๆ พี่ชายจะไม่อุ้มจนกว่านายจะคลานมาทางนี้”

“ลิตเติ้ลดี มานี่มา” เจสันเหลือบมองพี่ชายคนโตกำลังทำเสียงเล็กเสียงน้อยไม่พอ ตบมือเชียร์เด็กปิศาจที่ทำหน้าซื่อไม่เข้าใจอยู่ในเพลย์เพน เหอะ ปัญญาอ่อนเป็นบ้า เขาเบ้ปากก่อนจะให้ความสนใจกับเครื่องเกมในมือต่อ ทิมที่นอนอ่านหนังสือการ์ตูนบนโซฟาก็ทำหน้าเอือมๆใส่ดิ๊กเช่นกัน

“ดิ๊ก เขา 5 เดือนนะ นั่งเองยังทำไม่ได้เลยแล้วนายหวังให้เขาคลานไปหานายงั้นเหรอ”

“อย่าไปฟังเขานะ ลิตเติ้ลดี มามะ จุ๊ๆๆๆ” เจสันกรอกตามองบน เขากำลังประสาทกิน

“นายเรียกเขาเป็นหมาอย่างนั้นเขาคงจะมาหรอก” คนถูกประชดใส่เงยหน้าขึ้นมาหน้าบึ้งใส่น้องชายคนโต ไม่ช่วยยังจะมาบ่นอีก ดิ๊กบ่นอุบอิบในใจก่อนจะลุกเดินไปหาเด็กทารกที่เริ่มทำท่างอแงหนักถ้าเขายังไม่มาอุ้มเจ้าตัว

“โอ๋เอ๋ๆ  อ้าวฮึบ โอ้ยโฮลี่- งับพี่ชายทำไมเนี่ยฮึ” เด็กอายุ 13 ร้องออกมาอย่างตกใจตอนกางแขนจะเข้าไปอุ้มกลับโดนเจ้าตัวเล็กกัดเข้าให้ เขาเอามือถูกางเกงเช็ดน้ำลายบ่นอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ก็กลับมาอุ้มน้องชายเข้าเอวไว้อยู่ดี

“น่ะ เห็นมั้ย เพราะนายเรียกเขาเหมือนหมา เขาเลยกัดเก่งเหมือนหมาไปแล้วไง” เจสันพูดโดยที่สายตายังคงไม่ละไปจากเกมส์บอยของตัวเอง                               

“แต่อย่างน้อยหมามันก็รู้ว่าไม่ควรกัดคนที่บ้าน และ เลียสายไฟ” ทิมพูดเสริมขึ้นมาลอยๆ แต่คำพูดของน้องชายกลับเรียกความสงสัยให้พี่ชายคนโตขมวดคิ้วได้พอสมควร

“อะไรนะ เลียสายไฟ?” และก็เป็นเจสันที่ตอบคำถามนั้นให้

“อ่อใช่ ตอนนั้นนายไปเข้าค่ายนี่นา เจ้าเดม่อนติดใจไฟคริสต์มาสที่มันกะพริบได้น่ะ สงสัยว่ารสชาติอร่อยเปล่ามั้งก็เลยเอาใส่ปาก แล้วพอบรูซกับอัลฟี่มาเห็นเข้าก็โวยวายกันยกใหญ่เลย” แล้วเด็ก 5 เดือนในแขนดิ๊กก็ส่งเสียงไม่พอใจออกมา กำปั้นเล็กๆทุบตีแขนพี่ชายไปมาอย่างแรง

“โอ้ยๆ พี่ชายเจ็บนะ โอ้ย ลิตเติ้ลดี” เห็นน้องคนเล็กตัวเท่าตุ๊กตาแบบนี้ แต่แรงมือไม่ได้ตามขนาดตัวนะจ๊ะ ดิ๊กโยกตัวไปมาเดินรอบเพลย์เพน เขาไม่เข้าใจว่าเดเมี่ยนอารมณ์เสียเพราะอะไรแต่ผ่านไปยังไม่ถึง 2 นาทีเจ้าตัวก็เริ่มร้องงอแงอีกครั้ง 

“จะนอนกลางวันหรือเปล่า” ทิมเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือส่งสายไปให้คนอายุมากกว่า แต่ก็โดนอีกคนขมวดคิ้วปฏิเสธ

“นี่เพิ่ง 11 โมงนะ”

“ทารกนอนทั้งวันนั่นแหละ ลองเอาเขาไปใส่ในเปลสิ” เจสันเสนอขึ้นบ้าง พอเห็นว่าเถียงน้องชายทั้งสองไม่ไหว เด็กอายุ 13 จึงพาทารกในแขนไปวางในเปล

แต่ยังไม่ทันลงถึงที่นอนเด็กน้อยก็แหกปากร้องลั่นไม่พอใจขึ้นมาจนดิ๊กต้องรีบอุ้มขึ้นมาพาดไหล่

“โอ้ย ให้ตายเถอะ หนวกหูโว้ย” เจสันตะโกนแข่งกับเสียงร้องไห้ก่อนจะวางเครื่องเกมแล้วเอาหมอนอิงบนโซฟามาปิดหูปิดหน้า

“เขาหิวหรือเปล่า นมไงดิ๊ก ขวดนมทำให้เขาเงียบ” ทิมเอานิ้วอุดหูตะโกนบ้าง ห้องนี้มันกระจกเก็บเสียงนะ ร้องเสียงแปดหลอดแบบนี้ พวกเขาหูดับกันพอดี

“เฮ้ๆ เจ้าตัวเล็ก ชู่ว์ๆ” ดิ๊กถือขวดนมไปจ่อปากทารกตรงหน้า แต่เจ้าตัวกลับหันหน้าหนี ยกมือปัดทิ้งแล้วร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม

“เจย์เจย์ ทิมมี่ ทำไงดีเขาไม่หยุดร้องเลย”

“โทรหาบรูซสิ”

.

.

.

“ส่วนเรื่องผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางเราให้บริษัท เป็นผู้ดำเนินการขั้นตอนหาทรัพยากรให้ คุณเวนย์มีความเห็นว่ายังไงบ้างคะ”

“เอ่อ ผมคิดว่า-” ชายหนุ่มพูดไม่ทันจบประโยคก็ถูกขัดด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ตั้งโต๊ะในห้องประชุม เลขาของเขาขึ้นไปดูก่อนจะบอกว่าต่อสายมาจากโทรศัพท์ในห้องรับรองที่พวกเด็กๆอยู่

บรูซก้มหัวขอโทษที่ประชุมเบาๆ ก่อนจะโบกมือปฏิเสธให้เลขาที่กำลังจะยกสายขึ้นมา นี่ก็ใกล้จบประชุมอยู่แล้ว รีบๆทำให้เสร็จแล้วค่อยกลับไปหาเด็กๆก็ได้  เลขาส่วนตัวของมหาเศรษฐีพยักหน้าก่อนจะกดตัดสายไปและเริ่มการประชุมระหว่างบริษัทคู่ค้าของเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์ต่อ

ผ่านไปยังไม่ถึง 5 นาที เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกจนคราวนี้ไม่รับเห็นทีจะไม่ได้ เลขาคนเดิมลุกขึ้นมารับสายแต่ก็รีบดึงโทรศัพท์ออกห่างจากหูทันที จนเสียงตะโกนโวยวายปนเสียงร้องไห้ของเด็กทารกในสายเป็นที่ได้ยินในห้องประชุมกันถ้วนหน้า บรูซยกมือนวดขมับตัวเอง

“ค...คุณหนูขอสายคุณค่ะ” เขาอยากจะตอบกลับไปว่าได้ยินแล้วล่ะ แต่เหนื่อยเกินกว่าจะพูดอะไร

บรูซ หูพวกผมจะแตกตายอยู่แล้ว กลับมาสักที!!’ เสียงเจสันตะโกนเข้ามาในสายโดยมีเสียงร้องแหกปากของเดเมี่ยนเป็นแบล๊คกราวน์ด

“บอกไปว่าอีก 10 นาทีเดี๋ยวผมไปหา”

ไม่ได้นะ บรูซ เขาร้องมาเป็นชาติแล้ว โอ้ย ดิ๊กทำอะไรสักอย่างสิ!!’

จะให้ชั้นทำอะไรล่ะนมเขาก็ไม่กิน นอนก็ไม่นอน เล่นก็ไม่เล่น ร้องอย่างเดียวเลย ลิตเติ้ลดี!!!’

คนเป็นพ่อถอนหายใจหนักๆก่อนจะแบมือขอโทรศัพท์จากเลขา เขานึกอยู่แล้วล่ะว่าเด็กพวกนี้คงจะสงบได้ไม่นานหรอก แค่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมาทำได้เขาก็ไม่รู้ว่าจะชื่นชมยังไงดีแล้ว แต่ขออีกแค่ 10 นาทีไม่ได้เหรอไง

“เอ่อ...เอาลูกมาเลี้ยงที่บริษัทหรอคะ” ประธานบริษัทคู่ค้าอีกบริษัทนึงยิ้มขำๆทักขึ้นมา

“อ่าครับ พอดีพ่อบ้านที่คอยดูแลประจำลาพักร้อน”

บรูซซซซซซซซซซซ ผมจะตายแล้ว อั่ก

“เด็กๆขอชั้น 3 นาทีได้โปรด” ชายหนุ่มร้องครวญคราญในโทรศัพท์ มันเป็นภาพที่หาดูได้ยากมากในที่ประชุมที่จะมาเห็นบรูซ เวนย์สลัดคราบนักธุรกิจผู้จริงจัง เฉียบขาดกลายมาเป็นคุณพ่อลูกสี่ผู้มีปัญหากับการเลี้ยงลูก

บรูซ เจย์เจย์ลงไปดิ้นกับพื้นแล้ว รีบมาเร็วเข้า

“พวกแกดูน่ารักจังเลยนะคะ มีกี่คนหรอคะ”

โอ๋เอ๋ๆ ชู่วๆ ลิตเติ้ลดีหยุดร้องสักทีสิ เป็นอะไรก็บอกสิพี่ชายตามใจไม่ถูกแล้วเนี่ย

“อ่าลูกชาย 4 คนครับ ไม่น่ารักหรอกครับ แสบกันจะตาย ดิ๊กดูผ้าอ้อมสิ”

โอ้ววว...แหยะ นี่มันถังส้วมชัดๆ เจ้าเดม่อนกินเข้าไปนิดเดียวทำไมอึ๊เยอะขนาดนี้ล่ะ บรูซซซซซซซ!!’

“โห ลูกชาย 4 คนเลยเหรอคะ เหนื่อยแย่เลย”

สุดท้ายคนเป็นพ่อก็จัดการตัดสายทิ้งไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มแห้งๆให้กับคนในที่ประชุมที่พากันยิ้มกรุ้มกริ่มไม่พอยังส่งสายตาเอ็นดูมาที่เขาไม่สิ โทรศัพท์ที่เขาถือกันยกใหญ่

“อะแฮ่ม ขอโทษเรื่องเมื่อกี้ด้วยนะครับ มาต่อกันดีกว่า...”

“งั้นรีบต่อให้จบประชุมไวๆกันเถอะนะคะ เดี๋ยวลูกชายรอแย่เลย” พอสังเกตุให้ดีพวกผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุมกับเขาส่วนใหญ่ก็เป็นคนมีอายุกันทั้งนั้นแถมยังเป็นพวกป้าๆแม่ๆไปตั้งครึ่งนึง ไม่แปลกเลยที่หลังจากนั้นจะมีเสียงแซวเขาเรื่องที่เป็นคุณพ่อออกมาเป็นระยะๆ ให้เขินเล่น แต่ถือว่าโชคดีที่ทุกคนในห้องไม่มีใครสักคนอารมณ์เสียจากที่พวกเด็กๆโทรศัพท์มาหาเขา

คุณพ่ออย่าดุมากนะคะ แคนเซิลโครงการนี้จะเป็นอะไรที่เสียโอกาสมากนะคะคุณพ่อ’ หรือไม่ก็ คุณพ่องบประมาณคราวนี้ ขอความกรุณาพิจารณาดีๆด้วยนะครับ’ อะไรประมาณนั้น บรูซ เวนย์อยากจะเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนีก็คราวนี้ 

เพราะงี้แหละถึงไม่อยากเอาลูกมาเลี้ยงที่บริษัทน่ะ   

.

.

.

คลาร์ก เคนธ์ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยว่าวันนี้จะมาถึง ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าเพื่อนสนิทของเขามีตารางเวลาแน่นเอี้ยดยิ่งกว่าดาราฮอลลีวูดซะอีก และวันนี้ฝนคงตกเป็นลูกกวาดเมื่อเขาเห็นเมลล์ตอบรับการขอสัมภาษณ์บรูซ เวนย์ที่เคยส่งไปตั้งนานแสนนานแล้วก็ไม่ได้คำตอบสักที ซึ่งเมลล์ที่ได้รับมา คำตอบคือตกลงซะด้วย คุณพระช่วย ขนาดเพอรี่เจ้านายเขายังไม่เชื่อบอกให้โทรไปเช็คเพื่อความแน่ใจอีกทีเลย ชายหนุ่มวัย 30 ต้นๆเลยโดนเฉดหัวมายืนอยู่หน้าห้องล๊อบบี้ตอนนี้มือกำสมาร์ทโฟนที่กำลังต่อสายไปหามหาเศรษฐีแห่งก๊อทแธมซิตี้ และรอไม่นานนักอีกฝ่ายก็รับสาย

“คลาร์ก?” และไม่รอให้เพื่อนสนิทถือสายนาน นักข่าวสุดหล่อแห่ง Daily Planet ก็รัวใส่ทันที

“บรูซ ชั้นรู้ว่าช่วงนี้นายยุ่งมาก แต่จู่ๆนายก็เมลล์มาตกลงที่ชั้นขอสัมภาษณ์ส่วนตัววันนี้แล้วยังไม่เกี่ยงเวลาด้วย โอ้พระเจ้า นี่ชั้นไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย อาจจะเผลอเดินตกท่อระหว่างมาทำงาน แบบว่าเพอรี่กับโลอิสแทบกรี๊ดใส่ชั้น ตอนที่เขารู้ว่านายตอบตกลง”

"คลาร์กชั้นขอเนื้อไม่เอาน้ำ”

“อ่ะ...เอ่อคือ พอจะเป็นช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสามได้มั้ย นายสะดวกหรือเปล่า”

"อันที่จริงนายจะเอาเวลาไปตลอดทั้งบ่ายเลยก็ได้นะ คลาร์ก”

“หา ว่าไงนะ!?” นี่เขาได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า คนที่เขาคุยอยู่ใช่ บรูซ เวนย์คนที่ไม่มีเวลาคนนั้นตัวจริงเหรอ

“ไม่สิ ได้โปรดมาตลอดช่วงบ่ายเถอะ นายไม่มีธุระอะไรใช่มั้ยล่ะ”

“ฮะ เอ่อ...ก็เปล่า จริงๆชั้นว่าง ว่างไปหานายตั้งแต่ตอนนี้เลย”

“ดี งั้นเจอกันที่เวนย์ เอนเทอร์ไพรส์ชั้น 35 ห้องทำงานชั้นนะ เดี๋ยวชั้นบอกคนที่ล๊อบบี้ให้ว่านายจะมา” คนปลายสายพูดรัวเสร็จก็ตัดสายไป คลาร์กมองหน้าล๊อคสกรีนของมือถือ ทำไมเขารู้สึกตาขวากระตุกแปลกๆเหมือนจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล แต่ด้วยความเป็นคนมองโลกในแง่ดี และไม่คิดอะไรมาก คลาร์ก เคนธ์เลยค่อยๆกลับเข้าไปเก็บของให้ห้องทำงานของตนเอง

.

.

.

เคยมีคนหลายคนถามคลาร์กว่านักข่าวหน้าบ้านๆอย่างเขาไปรู้จักกับมหาเศรษฐีอย่างบรูซ เวนย์ได้อย่างไร ใช่ ตัวเขาเองก็ถามคำถามนี้ในใจหลายครั้งเหมือนกัน เรื่องมันเกิดขึ้นก่อนที่เดเมี่ยนจะเกิดอีกมั้งตอนนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ในหน้าร้อน คลาร์กกลับมาเยี่ยมแม่ที่ Smallville มันเป็นตอนที่แดดส่องกลางหัวที่จู่ๆ รถยนต์ยี่ห้อออดี้ที่ไม่น่าจะมีใครสักคนในหมู่บ้านนี้มีเงินซื้อได้มาจอดเสียอยู่ตรงหน้าบ้านเขาพอดี ทำให้คลาร์กได้รู้จักกับเจ้าของรถครั้งแรกซึ่งเป็นพ่อบุญธรรมของเด็ก 3 คนที่นั่งมาด้วย มาร์ธาแม่ของเขาเป็นคนรักเด็กเป็นทุนเดิมเลยชวนเจ้าตัวแสบทั้งสามไปกินพายสัปปะรดของถนัดของเธอระหว่างรอเขาช่วยบรูซซ่อมรถให้เสร็จ และกว่าจะเสร็จก็โน่นพระอาทิตย์ตกดินเลย บรูซปฏิเสธแม่ของเขาที่ชวนกินอาหารเย็นก่อนกลับไม่ได้ ครอบครัวเวนย์เลยต้องฝากท้องไว้ที่มาร์ธา เคนธ์ไปโดยปริยาย และบทสนทนาในมื้ออาหารครั้งนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้สนิทกับบรูซรวมถึงพวกเด็กๆมากขึ้น จนมาถึงวันนี้คลาร์กกลายเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทไม่กี่คนที่บรูซ เวนย์ยังติดต่อหาอยู่นั่นเอง    

และก็เป็นอย่างที่เพื่อนสนิทว่า นักข่าวหนุ่มไฟแรงจาก Daily Planet เข้ามาที่ตึกเวนย์ เอนเทอร์ไพรส์อย่างสบายๆ ปกติบรูซจะไม่ค่อยต้อนรับพวกนักข่าวเท่าไหร่ (รวมถึงเขาด้วยในบางครั้ง) แต่ดูรอบนี้สิขนาดบัตรยังไม่ต้องแลกเลย ให้เดินขึ้นชั้น 35 มาเฉยๆ คลาร์กยอมรับว่าตั้งแต่มาเขารู้สึกเหมือนว่ามีลางสังหรณ์แปลกๆ แต่เจ้าตัวก็พยายามท่องไว้ในใจว่าคงไม่มีอะไรหรอกมั้ง

และทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเข้ามาในห้องเขาก็ได้พบกับ

“เซอร์ไพรส์!!!” เด็กประถมสามคนในห้องตะโกนต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น พร้อมกับดึงแขนคนอายุมากที่สุดลากมาตรงกลางห้อง

“โว้ว เฮ้ ไงเจ้าสลาตัน”

“วู้ว คลาร์กนายมาจริงๆด้วย” ดิ๊กโหนแขนเพื่อนสนิทตัวสูงของพ่อบุญธรรมตรงหน้าต่างบาร์โหน เจ้าของชื่อหัวเราะขำๆก่อนจะรีบวางแขนลงเมื่อเห็นว่าเด็กอายุ 13 เริ่มคึกคะนองอยากทำท่ากายกรรมท่ายากๆ

“บรูซบอกเราว่านายจะมา แต่เราไม่เชื่อ” ทิมพูดเบาๆออกมาจากด้านหลัง มือเล็กกำชายเสื้อชายหนุ่มไว้หลวมๆทำเอานักข่าวไฟแรงถึงกับสะดุ้ง  

“นี่บรูซพาพวกนายมาที่บริษัทด้วยเหรอ” คนที่ยืนอยู่ในวงล้อมของเด็กประถมถามขึ้นมา และมันก็กลายเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

“มาเล่นเบสบอลกันคลาร์ก ผมมีท่าไม้ตายใหม่มาให้ดู” เจสันที่ไม่รู้ว่าคว้าไม้เบสบอลขึ้นมาอยู่ในมือตั้งแต่เมื่อไหร่ ซ้อมหวดลมประกอบ คลาร์กรีบโบกมือปฏิเสธยกใหญ่และเขาก็ได้ใบหน้าบูดบึ้งไม่พอใจของเจสันมาเต็มๆ

“ฮะๆ เอาไว้ก่อนนะตัวแสบ แล้วตอนนี้บรูซอยู่ที่ไหนล่ะ” เด็ก 10 ขวบที่ถูกขัดใจเมื่อกี้ตอบคำถามเขาให้อย่างไม่เต็มใจนัก

“เปลี่ยนผ้าอ้อมกับส่งเจ้าเดม่อนนอนกลางวัน โหย ผ้าอ้อมเขาอย่างกับกลิ่นปากของไดโนเสาร์ที่ไม่ได้แปรงฟันมาล้านปี”

“งั้นเหรอ” ชายหนุ่มหัวเราะแห้งๆพยายามนึกภาพตาม เขาไม่เคยดมปากไดโนเสาร์ก็จริงแต่กลิ่นมันคงไม่น่าดมนักหรอก และเสียงไอเล็กๆจากด้านหลังก็เรียกความสนใจให้เขาหันไปมอง   

“มาแล้วเหรอ คลาร์ก” บรูซ เวนย์นั่นเอง นักธุรกิจพันล้านอุ้มทารกน้อยในมือที่เปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วเรียบร้อย เดินมาทางเขา

“บรูซ ชั้นไม่คิดว่านายจะพาพวกเด็กๆมาเลี้ยงที่บริษัทด้วย ไง เดเมี่ยน คิดถึงชั้นมั้ย” คลาร์กพูดกับเวนย์คนพ่อก่อนจะย่อตัวลงมาทักทายเด็กน้อย 5 เดือนในแขนอีกคน และชายหนุ่มก็ได้สายตาจิกกัดพร้อมกับโดนเด็กเมินหลบหน้าเข้าไปซุกในคอผู้เป็นพ่อ

“อัลเฟรคไม่อยู่น่ะ พี่เลี้ยงก็เพิ่งลาออกไป เดเมี่ยนที่ไม่ยอมนอนเพราะอยากเจอคลาร์กไม่ใช่เหรอไงหืม” บรูซลูบหลังลูกชายคนเล็กเบาๆ ก็เมื่อกี้นี้เจ้าตัวเล็กกำลังจะนอนอยู่แล้วพอได้ยินเสียงคลาร์กดันร้องงอแงขึ้นมาซะงั้น ทีนี้พอเขาผลักให้นอนก็ไม่ล้มไปนอนทำยังไงก็ไม่ได้ก็เลยต้องพาออกมา แล้วพอมาเจอเพื่อนเขาจริงๆก็ดันมาหลบที่ซอกคอเขาซะงั้น ไม่พอมาดึงผมคนเป็นพ่ออีกต่างหากตอนที่บอกว่าเจ้าตัวอยากเจอคลาร์ก บางทีบรูซก็เดาใจทารกในอ้อมแขนนี่ไม่ถูกจริงๆ ไม่สิ เอาจริงๆเด็กอีกสามคนก็ด้วย

“โอ้ย พ่อเจ็บนะ อย่าดึงผมคนอื่นสิลูก” บรูซพยายามแกะมือเล็กๆที่ดึงผมเขาอยู่อย่างเบามือ แต่ไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่ คลาร์กอมยิ้มยื่นมือมาลูบหัวทารกน้อยอย่างเอ็นดูก่อนจะถูกเหล่าเด็กประถมลากเขาไปคุยเล่นบนโซฟา

ทันใดนั้นเอง เดเมี่ยนก็เลิกสนใจที่จะถอนหนังศีรษะของคุณพ่อ เปลี่ยนมาส่งเสียงอืออายื่นแขนออกไปหานักข่าวหนุ่มอีกคนที่อยู่ตรงกลางห้อง บรูซขมวดคิ้ว

“ทีเขามาก็หลบหน้า ไหงพอเขาไปก็ร้องหาเขาซะงั้นล่ะหืม” มหาเศรษฐีประชดใส่เจ้าตัวเล็กไป เด็กน้อยหันมาหน้าบึ้ง ร้องอ้อแอ้ไม่เป็นภาษาแต่น้ำเสียงเหมือนคนโมโหใส่เขาแบบนี้ก็ตลกดีเหมือนกัน

“คลาร์ก สนใจดราม่าควีนตรงนี้หน่อย” เพื่อนสนิทโงหัวขึ้นมาก่อนจะยิ้มขำๆเดินกลับมาอุ้มเดเมี่ยนไปจากแขนเขาพร้อมกับหอมแก้มทารกน้อยฟอดใหญ่ เดเมี่ยนทำหน้ามุ่ยพยายามปัดหน้าหนีคลาร์กทีแรกแต่สุดท้ายเจ้าตัวก็หันซ้ายหันขวาให้ชายหนุ่มได้ฟัดกับแก้มนุ่มนิ่มของตัวเองเต็มที่ บรูซมองภาพตรงหน้ายิ้มๆ เอาเข้าจริงนักข่าวเพื่อนสนิทเขาคนนี้ก็เข้ากันได้ดีกับลูกชายเขาทุกคนนั่นแหละ โดยเฉพาะลูกชายคนโตทั้งสามของเขา เรียกได้ว่าคลาร์กมาเมื่อไหร่ ลำดับความสำคัญของคนโปรดจากแต่ก่อนที่เคยเป็นเขาก็กลายเป็นคลาร์กไปเฉยๆ

“บรูซ เมื่อไหร่พิซซ่าจะมาหรอ” ดิ๊กสะกิดแขนพ่อตัวเองเบาๆ

“ชั้นโทรสั่งไปแล้วเมื่อกี้ คงอีกประมาณ 20 นาที” เด็กอายุ 13 พยักหน้ารับทราบก่อนจะตะโกนหาน้องชายที่นั่งดูการ์ตูนอยู่ที่โซฟา

“โอเค เจย์เจย์ ทิมมี่มาเล่นตำรวจจับผู้ร้ายกัน!!

“เอาสิ ใครเป็นตำรวจล่ะ”

“คลาร์กเป็น!!” แล้วเจ้าของชื่อก็สะดุ้งตกใจเมื่อจู่ๆก็กลายเป็นผู้เล่นซะงั้น ชายหนุ่มมองพวกเด็กๆรีบวิ่งหนีไปซ่อนตามจุดต่างๆในห้องรับรองกัน ก้มมองเด็กทารกในแขนที่ให้ความสนใจลิ้มลองเนคไทของเขาอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ชั้นไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนายถึงตอบตกลงเมลล์ชั้น บรูซ” เจ้าของชื่อยักไหล่อย่างไม่ใส่นัก 

“ฝากเจ้าพวกนี้ทีนะคลาร์ก เดี๋ยวชั้นไปประชุมรอบบ่ายก่อน เสร็จจากนี้ถึงจะว่างมาสัมภาษณ์กับนาย ถ้าพวกตัวแสบทะเลาะกันนายลงโทษได้ตามสบายเลยนะ เจสันถ้าไม่ถูกดิ๊กยั่วโมโหก็ไม่อะละวาด ทิมถ้าไม่โดนเจสันแกล้งก็ไม่งี่เง่าเขวี้ยงข้าวของ ส่วนเดเมี่ยน นมชั้นชงเอาไว้ตรงนั้น แล้วนี่ก็เลยเวลานอนกลางวันมาแล้วก็คงหลับเร็วๆนี้แหละ ถ้าเขางอแงตอนวางลงในเปลล่ะก็ นายเดินออกมาเลยนะ ปล่อยให้เขาร้องไปนั่นแหละเดี๋ยวก็ผล็อยหลับไปเอง” ชายหนุ่มยิ้มให้กับคุณพ่อลูกสี่ที่แรปใส่เขา

“คร้าบๆ ไม่ต้องห่วงทางนี้หรอกคร้าบ ไปดีมาดีนะคร้าบคุณพ่อ” คนพูดจับมือตุ๊กตาตัวน้อยขึ้นมาโบกหยอยๆให้คนเป็นพ่อ บรูซ โบกมือกลับให้ก่อนจะเดินมาจูบหน้าผากลูกชายคนเล็กแล้วรีบคว้าเสื้อสูทแล้วออกไปจากห้อง

.

.

.

“คลาร์ก สูงกว่านี้อีก” เจ้าของชื่อทำตามเด็ก 10 ขวบที่กำลังขอให้เขาโยนตัวเองขึ้นไปสูงขึ้นอีกและเขาก็ได้เสียงหัวเราะคิกคักร้องตามประสาเด็กตามมา เดเมี่ยนนั่งดูดนิ้วจากเพลย์เพนเงยหน้าก้มลงตามองตามพี่ชายที่ถูกโยนตัวลอยอย่างอารมณ์ดี

“วู้วว สูงอีก”

“คลาร์ก ตาผมมั่งสิ” ทิมเดินเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่มผู้มีฐานะเป็นเพื่อนสนิทของพ่อบุญธรรมจากด้านหลัง สะกิดปลายเสื้อเชิ้ตเบาๆ

“อ้าวฮึบ” คลาร์กพยักหน้าพร้อมกับเปลี่ยนมาอุ้มทิมโยนขึ้นไปแทน เจสันบ่นอุบอิบทำหน้าเซงเล็กน้อยก่อนจะเดินไปนั่งกินพิซซ่าบนโซฟากับดิ๊กที่ตอนนี้กำลังซัดอาหารว่างอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนทิมพอเห็นว่าพิซซ่ากำลังโดนพวกพี่ชายจับจองอยู่ตอนนี้จู่ๆก็นึกเปลี่ยนใจไม่เล่นกับคลาร์กกะทันหันวิ่งกลับไปรวมกลุ่มนั่งกินต่อซะงั้น

คลาร์กมองภาพตรงหน้ายิ้มๆ เขาเพิ่งเล่นตำรวจจับผู้ร้าย ซ่อนแอบ วิ่งไล่จับกับเจ้าตัวแสบ แล้วก็อุ้มโยนกับพวกนี้จบไป เป็นเด็กที่มีพลังงานล้นเหลือจริงๆเลย ชายหนุ่มรู้สึกทึ่งเหลือเกินที่บรูซสามารถคุมเจ้าเด็กแสบพวกนี้ได้ (ความจริงแล้วคุมไม่อยู่นะจ๊ะ) ตอนแรกเขาเคยคิดแล้วว่าไม่มีลูกคงจะดีกว่า หรือถ้าสมมุติเขามีลูกชายขึ้นมาจริงๆ ก็ขอให้เป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายด้วยเถิด และดูเหมือนพระเจ้าจะได้ยินคำขอเขา เดเมี่ยนที่นั่งอารมณ์ดีเล่นลูกบอลในเพลย์เพนจู่ๆก็เกิดร้องงอแงขึ้นมาซะงั้น

“มาแล้วๆ พ่อดราม่าควีน” ชายหนุ่มถอนหายใจเหนื่อยๆก่อนจะเดินไปช้อนตัวทารกน้อยขึ้นมาพาดไหล่โดยไม่ลืมหอมแก้มสองข้างไปคนละที วินาทีต่อมาเขาก็ได้ยิ้มหวานบาดใจจากทารกน้อยตรงหน้าเป็นรางวัล

เป็นเด็กที่เปลี่ยนอารมณ์เร็วจริงๆแฮะ

“น่ารักที่สุดเลยคนนี้” แล้วนักข่าวหนุ่มไฟแรงก็ฟัดแก้มจิ้มลิ้มไล่มาที่พุงทารกตรงหน้าต่อจนหนำใจ ได้เสียงแหลมหัวเราะคิกคักตามมา

 

ก็เพราะเจอความน่ารักที่ปฏิเสธไม่ได้ที่ธรรมชาติส่งมาให้แบบนี้แหละ เห็นแบบนี้แล้วใครจะทนได้ล่ะเนอะ

มีลูกนี่มันดีจริงๆด้วย แต่เอ๊ะ... เด็กพวกนี้ไม่ใช่ลูกเขาสักหน่อย

“คลาร์กรีบมากินพิซซ่าเร็ว เดี๋ยวเย็นหมด” ดิ๊กถือพิซซ่าหน้าเบคอนแฮมโบกไม้โบกมือมาให้ผู้ชายกลางห้อง เจ้าของชื่อพยักหน้าก่อนจะกระชับทารกในอ้อมแขนที่เริ่มกลับมาสนใจอมเนคไทเขาอีกครั้งแล้วเดินตามไปนั่งที่โซฟา

“ไอนี่ ให้กินทั้งวัน ทุกวันก็ทำได้” เจสันพูดขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีพลางยัดพิซซ่าทั้งชิ้นเข้าปาก

“ไม่มีทางหรอกเจย์เจย์ อัลฟี่ไม่ให้นายกินแน่  จำครั้งก่อนที่เรารบให้บรูซพาไปกินตอนดึกๆไม่ได้เหรอ บรูซโดนดุจนก้มหน้าจ๋อยสนิท”

“คลาร์ก ถ้าสมมุติเราเอาพิซซ่าฝังลงในดิน มันจะงอกขึ้นมาเป็นต้นพิซซ่าหรือเปล่า” เจสันถามเสียงใสขึ้นมา แต่ยังไม่ทันที่คลาร์กจะได้พูดอะไร ก็เป็นทิมที่ตอบคำถามนั้นซะก่อน

“เจย์เจย์ ต้นพิซซ่าไม่มีในโลกซะหน่อย ไม่งั้นน้ำผักที่นายแอบเอาไปทิ้งที่สวนกุหลาบของอัลฟี่ก็กลายเป็นกุหลาบสีเขียวหมดแล้วน่ะสิ” เจสันเขินหน้าแดงไม่รู้ว่าอายเรื่องต้นพิซซ่าหรืออายที่น้องชายจับได้ว่าเขาเอาน้ำผักที่ตัวเองเกลียดแสนเกลียดไปทิ้งโดยไม่ให้พ่อบ้านจับได้กันแน่ คนอายุมากกว่าใช้ศอกกระทุ้งสีข้างน้องชายข้อหาพูดจาไม่เข้าหู

“ชั้นไม่ได้ถามนายซะหน่อย เจ้าขอนไม้”

“โอ้ย เจ็บนะ ในหนังสือก็มีหรอก ตัวเองไม่อ่านเองถึงได้ไม่มีสมองไง” ทิมก้มหน้างุดแต่ก็ไม่วายเถียงกลับไป และก็ถูกพี่ชายเถียงกลับมาอย่างไม่น้อยหน้าแทบจะทันที

“เหอะ หนังสือมันของพวกเด็กเนิร์ดกับพวกผู้หญิงเท่านั้นแหละ”

“อ๊ะ นั่นพิซซ่าส่วนของชั้นนะ เจย์เจย์” ทิม เดรคร้องโวยขึ้นมาหลังจากพิซซ่าหน้าโปรดซีฟู้ดค็อกเทลชิ้นสุดท้ายในถาดถูกคนนิสัยไม่ดีแถมยังไม่มีสมองขโมยไป

“บู่ว์ ใครหยิบก่อนของคนนั้น ชื่อก็ไม่เขียนไว้สักหน่อย ไหนล่ะ ขอนไม้ ไม่เห็นจะมีเลย อ้าม” เจสันยิ้มยีฟันขึ้นมาก่อนจะโชว์กินพิซซ่าจานโปรดของน้องชายต่อหน้าต่อตา

คลาร์กเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีเมื่อเห็นเด็ก 8 ขวบก้มหน้าเงียบไป แต่มือเล็กที่กำลังสั่นนั่นเป็นสัญญาณที่บอกว่ากำลังจะมีระเบิดลงกลางห้องรับรองแล้ว ถ้าจำไม่ผิดที่บรูซบอกเขา เวลาที่ทิมโกรธเนี่ยจะชอบเขวี้ยงข้าวของใช่มั้ย

“เด็กๆ-” และลางสังหรณ์ของนักข่าวสุดหล่อแห่ง Daily Planet ก็ตรงเป๊ะอย่างกับถูกหวย แก้วน้ำอัดลมผู้น่าสงสารไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรถูกปาเข้าที่หน้าเจสันเต็มๆ โดยที่คนอายุมากที่สุดของห้องไม่สามารถห้ามปรามได้ทัน และสงครามปาของก็เกิดขึ้น เจสันผู้มีนิสัยไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็เริ่มหนีไปที่เพลย์เพนแล้วเอาลูกบอลในนั้นปาใส่คู่กรณีอย่างโมโห ส่วนเดเมี่ยนที่นั่งอยู่บนตักคลาร์กตบไม้ตบมือร้องเสียงอืออาชอบใจที่ได้เห็นพี่ชายตีกัน

วินาทีนั้นเองที่ลูกบอลผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรตกลงมาบนตักของคลาร์ก ทารกน้อยถือโอกาสหยิบของเล่นสีสันบาดตายัดใส่ปากได้สมใจถึงแม้ว่าจะเอาเข้าไปได้ไม่ถึงครึ่งนึงก็ตามเจ้าตัวดูจะภูมิอกภูมิใจมาก

“เดเมี่ยน ไอนี่กินไม่ได้นะ คายออกมาลูก” คนอายุมากที่สุดในห้องโวยวายใหญ่ พยายามยื้อแย่งลูกเบสบอลออกจากปากของลูกชายคนเล็กของเพื่อนสนิทและพอเขาทำได้สำเร็จสิ่งที่ตามมาคือใบหน้าแดงก่ำและเสียงกรีดร้องบาดหูจากเด็กในอ้อมแขน

เขาเริ่มงอแงอีกแล้ว

“โอ้ว แม่งเอ้ย @#%$#^%

“เจย์เจย์ นายมัน มาเธอร์!$#@$!

“เจสัน ทิม ไม่พูดคำหยาบสิ!!” คลาร์กตะโกนดุเด็กประถมที่เขวี้ยงข้าวของกันอยู่ด้านหลัง แต่เหมือนเสียงของเขาจะส่งไปไม่ถึงเพราะเสียงร้องของเดเมี่ยนดูจะดังกลบเสียงทุกสิ่งทุกอย่างในห้องนี้

“โอ้ ชู่ว์ๆๆ ไม่ร้องสิ” คลาร์กรีบจับเดเมี่ยนอุ้มพาดไหล่พาเดินไปรอบห้อง แต่ไม่มีวี่แววว่าเจ้าตัวเล็กจะสงบเลยสักนิด ชายหนุ่มพยายามหาอะไรเล่นทุกอย่างเพื่อให้ทารกน้อยหยุดร้อง จับตัวพุ่งเป็นเครื่องบินบ้างล่ะ หรือ  อุ้มโยนแล้วหมุนบ้างล่ะ แต่เสียงร้องไห้ปานจะขาดจะตายก็ยังคงดังไปทั่วห้องรับรองชั้น 35 ตอนนี้จนคนอายุมากที่สุดในห้องเริ่มอยากจะร้องตามไปด้วยอีกคน

“โอ๋เอ๋ๆ ไม่ร้องนะ”

“คลาร์ก ให้ผมจัดการเอง” ดิ๊กพี่ชายคนโตดูดนิ้วตัวเองพลางเอานิ้วเช็ดกับกางเกง ก่อนจะเดินมาหานักร้องเสียงแหลมในห้อง

“ลิตเติ้ลดี จ๊ะเอ๋!!” คนพูดอมยิ้มเอามือปิดตาก่อนจะทำท่าเปิดมาอีกทีให้ทารกน้อยตกใจเล่น เด็กน้อยวัย เดือนเงยหน้าขึ้นมามองจากคอของคลาร์กมีท่าทีสนใจนิดนึงจนชายหนุ่มเริ่มจะใจชื้นขึ้นมานิดหน่อยแล้ว

“มองไม่เห็น มองไม่เห็น จ้ะเอ๋ อยู่นี่ไง!!” แล้วใบหน้าแดงก่ำบูดบึ้งตรงหน้าก็เริ่มมีรอยยิ้มขึ้นมา คลาร์กทึ่งในความจัดการปัญหาอย่างสบายๆของดิ๊ก ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากชม แต่ไม่ทันไหร่ ลูกบอลปริศนาก็เขวี้ยงมาโดนที่หัวทารกน้อย และพี่ชายคนโตผู้โดนลูกหลงเข้าอย่างจัง

แทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่าต่อจากนี้อะไรจะเกิดขึ้น

คลาร์กขอถอนคำพูดที่อยากมีลูกเมื่อกี้ทิ้งนะ

การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขอสลับตัวไปประชุมแทนบรูซตอนนี้ได้มั้ย

“เด็กๆ!!

.

.

.

“คลาร์ก?” บรูซ เวนย์เปิดประตูเดินเอื่อยๆเข้ามาในห้อง ประชุมรอบบ่ายเสียเวลามากกว่าที่เขาคิด กว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไป โมงเย็น แถมยังมีเอกสารสัญญายิบย่อยที่เขาต้องกลับมาตรวจดูกับลงชื่อด้วยตัวเองอีก ชายหนุ่มรีบยกกองเอกสารไปวางบนโต๊ะ แล้วถึงค่อยเงยหน้ามองสภาพห้องรับรองจากเมื่อเช้าที่กลายเป็นสนามเด็กเล่นบวกเนอสเซอรี่ชั่วคราวตอนนี้กลายเป็นซากปรักหักพังอะไรสักอย่าง ก็เตรียมใจมากแล้วบ้างแหละ แต่พวกเด็กๆนี่ชอบทำอะไรอยู่เหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ คุณพ่อลูกสี่ถอนหายใจมองเพลย์เพนที่ตัวเองประกอบเองกับมือรั้วล้มระเนระนาดพังไม่เป็นท่า ส่วนพวกลูกบอลก็กระเด็นไปอยู่ตามซอกมุมต่างๆของห้อง แล้วบนผนังนั่นถ้าเขาเดาไม่ผิด พิซซ่าใช่มั้ย โอยให้ตายเถอะ

แต่ปากที่เตรียมจะบ่นใส่ตัวการที่ทำให้ห้องกลายเป็นรังหนูแบบนี้เป็นอันต้องหุบไป เมื่อสายตาดันไปสบเข้ากับร่างที่นอนหลับพริ้มอยู่บนพื้น จากใบหน้าบูดบึ้งก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหนื่อยๆขึ้นมา

“ตกลงชั้นให้นายมาเป็นพี่เลี้ยงหรือมาเป็นลูกเลี้ยงชั้นอีกคนกันแน่เนี่ย” บรูซบ่นใส่ผู้ชายร่างใหญ่ที่นอนหลับสนิทบนพื้นเบาๆ เขาส่ายหน้าให้กับความซนของเด็กๆ เมื่อเห็นร่องรอยขีดเขียนด้วยปากกามาร์คเกอร์บนหน้าของเพื่อน เจ้าพวกนี้ทำตอนคลาร์กหลับ หรือ เป็นคลาร์กเองที่ยอมให้ทำกันแน่เนี่ย บรูซเหลือบมองลูกชายคนโตที่นอนก่ายหน้าผากหัวทิ่มอยู่บนพื้นแต่ขาดันพาดโซฟาเอาไว้ ส่วนเจสันก็นอนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ ตรงคลาร์กเพื่อนเขานั่นแหละ เจ้าตัวกอดขากางเกงแสลคของคลาร์กเอาไว้ต่างหมอนข้าง

เจ้าของธุรกิจพันล้านเดินมาตรงเปลนอนของลูกชายคนเล็ก อาจจะเป็นโชคดีของเขาที่เดเมี่ยนหลับฝันหวานอยู่พอดี บรูซก้มลงไปจูบหน้าผากทารกน้อยเบาๆ และอาจจะเป็นโชคดีอีกดอกนึงที่หางตาเขาดันไปเห็นลูกชายคนกลางแอบมาหลบนอนหลังเปลเดเมี่ยนตรงนี้นี่เอง บรูซลบข้อสงสัยเรื่องที่ทิมหนีมานอนตรงนี้ทิ้งไว้ก่อนจะเดินหิ้วปีกทิมขึ้นมานอนลงบนโซฟาดีๆพร้อมกับปลุกผู้ใหญ่อีกคนในห้องให้ตื่นขึ้นมา

“คลาร์ก” เจ้าของชื่อค่อยๆลืมตาจากเสียงนุ่มของผู้ชายบางคนและมือที่เขย่าไหล่เขา ก่อนจะทำตาโตเมื่อเห็นว่าเจ้าของห้องกลับมาแล้ว

“บรูซ คือชั้น!!-” ไม่ทันได้พูดแก้ตัวเรื่องสภาพห้อง ก็ถูกมือของคนข้างๆปิดปากไปเสียก่อน

“ชู่ว์ เดี๋ยวเด็กๆก็ตื่นหรอก”

“อะ...โอเค”

“ชั้นว่างแล้วนะ จะสัมภาษณ์มั้ย เจ้าพวกนี้หลับอยู่พอดีด้วย” คลาร์กไล่มองเด็ก 3 คนที่นอนหลับพริ้มบนโซฟาสลับกับพ่อของเด็กพวกนี้ที่นั่งยองๆอยู่ตรงหน้าเขา ชายหนุ่มคิดใคร่ครวญกลับตัวเองสักพักก่อนจะส่ายหัวแล้วบอกคนตรงหน้าไปว่า

“ไม่ล่ะ มันเลยเวลางานของนายแล้วนี่นา” คลาร์กยกชูนาฬิกาข้อมือตัวเองประกอบยิ้มๆ ตอนที่พูดก็ดูเท่ห์อยู่หรอกแต่คลาร์กดันลืมไปว่าเพอรี่หัวหน้างานเขาที่เฝ้ารอที่จะทำสกู๊ปข่าวของมหาเศรษฐีแห่งก๊อทแธมอย่างใจจดใจจ่อจะว่ายังไง นั่นสิถ้ากลับไปมือเปล่าล่ะก็เพอรี่เอาเขาตายแน่ แต่พอเห็นหน้าเหนื่อยๆเพลียๆของบรูซ เขาก็รู้สึกสัมภาษณ์เพื่อนสนิทต่อไม่ลง วันนี้คุณพ่อลูกสี่เหนื่อยมามากแล้วด้วย

“เจ้าสี่แสบพวกนี้รบกวนนายแย่เลย ชั้นไม่รู้ว่าจะขอบคุณนายยังไงดี คลาร์ก”

“ฮะๆๆ ไม่หรอกน่า โอ้ว ไม่ๆๆๆ ไม่นะบรูซ อย่าคิดที่จะยื่นแบงค์พวกนั้นมาทางนี้เชียวนะ”

“รับไปเถอะน่า น้ำใจจากชั้น” บรูซพยายามคะยั้นคะยอ กระนั้นก็โดนคนตัวสูงกว่าส่ายหัวปฏิเสธพลางเดินถอยหนี นักธุรกิจพันล้านคิดในใจ คนบ้านเคนธ์เป็นอย่างนี้กันทุกคนเลยสินะ ครั้งกระโน้นที่บรูซพาพวกเด็กๆมาเล่นที่ฟาร์มบ้านคลาร์ก แล้วพวกตัวแสบเผลอทะเลาะกันเขวี้ยงจานชามถ้วยแก้วจะเอาเลือดอีกคนออกจากหัวให้ได้กลางมื้ออาหารเที่ยงจนข้าวของแตกกันวุ่นวาย มาร์ธาไม่คิดจะเอาค่าอาหารกับค่าเสียหายอะไรเลย ตอนนั้นเธอแค่หัวเราะแล้วพาเด็กๆไปห่างๆจากเศษแก้วพร้อมกับอบรมดัดหลังนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่มีร่องรอยความโกรธบนใบหน้าของเธอด้วยซ้ำ แล้วเคนธ์คนลูกที่ยืนส่ายหัวอยู่ตรงหน้าเขานี่ก็อีกคน

“ไม่บรูซ ชั้นไม่ได้ซื้อด้วยเงิน แค่ดูแลเจ้าตัวเล็กกับพวกไฮเปอร์ทั้งสามให้เพื่อนสนิทของชั้นน่ะ ชั้นทำให้ฟรีอยู่แล้ว”

“คลาร์ก แต่เสื้อนาย...” คนถูกทักก้มลงไปมองสภาพเสื้อเชิ้ตตัวเองตามเพื่อนบ้าง เอาล่ะสิ จากเสื้อสีขาวเนี๊ยบตอนแรกบัดนี้กลายเป็นก้อนผ้ายับยู่ยี่เปื้อนสีปากกาเมจิค ไม่พอเนคไทก็เต็มไปด้วยคราบน้ำลายของเด็กทารกบางคนไปซะแล้ว คลาร์กหัวเราะแห้งๆ แต่ยังไงเขาก็ไม่อยากรับเงินจากบรูซอยู่ดี

“ไม่เป็นไรน่า รอยเลอะแค่นี้เอง แล้วอย่าคิดจะเรียกคนจากห้องเสื้อมาวัดหุ่นชั้นเชียวนะ” คลาร์กส่งยิ้มมั่นใจให้คุณพ่อลูกสี่ทำหน้าเป็นกังวลได้คายปมที่คิ้วลงไปบ้าง แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่นัก

“งั้นเหรอ” และก็เหมือนนักข่าวสุดหล่อของ Daily Planet จะรู้ใจบรูซ เวนย์ดีว่า เขาไม่ชอบติดหนี้คนอื่น เพราะฉะนั้นตอนที่อีกฝ่ายก้มหน้าทำหน้าเป็นกังวลอยู่ เขาจึงได้พูดขึ้นมาว่า

“อืม...งั้นถ้าอยากตอบแทนชั้นล่ะก็ เย็นนี้ผมขอกินข้าวที่บ้านเวนย์ได้มั้ยครับ” แล้วคลาร์กก็ได้ใบหน้าขมวดคิ้วเป็นปมของนักธุรกิจพันล้านตรงหน้าเป็นคำตอบ

“เอ๊ะ แต่อัลเฟรคไม่อยู่นะ”

“ชั้นรู้น่า ชั้นหมายถึงกินข้าวฝีมือคุณพ่อลูกสี่ต่างหากล่ะ เดี๋ยวเป็นลูกมือให้เอง” ประโยคหลังเจ้าตัวพูดพร้อมกับขยิบตาใส่คุณพ่อลูกสี่ตรงหน้า บรูซส่ายหัวเบาๆพลางถอนหายใจกับตัวเองก่อนจะเก็บแบงค์สีเขียวทั้งหมดเข้ากระเป๋า

“ให้ตายสิ นายนี่มัน...”

“ฮะๆ”

“เด็กๆ-” พอเห็นเพื่อนสนิททำท่าจะไปเขย่าเหล่าเด็กประถมให้ลุกขึ้นมา นักข่าวหนุ่มก็รีบยกมือห้าม

“อ้ะ ไม่ๆ ไม่ต้องปลุกหรอก เดี๋ยวชั้นแบกเจสันกับดิ๊กเอง” พูดพลางจับพี่ชายคนโตและคนรองคนนึงอุ้มพาดบ่าอีกคนขี่หลังไว้ เด็กๆดูท่าจะเหนื่อยเอามากๆไม่กระดุกกระดิกหรือมีทีท่าว่าจะตื่นเลยสักนิด นอนสลบเป็นผักกันเลยทีเดียว คลาร์กยืนมองบรูซค่อยๆอุ้มเดเมี่ยนขึ้นมาจับให้ทารกน้อยนั่งลงในเป้อุ้มเด็กให้หน้าซุกที่อกคนเป็นพ่อ ปกติดราม่าควีนเขาจะไม่ชอบให้อะไรมาพันตัวเท่าไหร่ ชอบให้คุณพ่ออุ้มกับมือมากกว่า แต่แปลกดีที่ครั้งนี้เจ้าตัวเล็กกลับหลับปุ๋ยไม่ร้องซะงั้น แล้วค่อยอุ้มทิมที่หลับสนิทอีกคนมาขี่หลัง

ดูไปแล้วเหมือนภาพพ่อแม่ลูกเลยแฮะ คลาร์กคิดในใจ แต่ก็รีบสลัดภาพในหัวทิ้งไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ และ บรูซก็กำลังเรียกให้เขาเดินออกไปเพื่อที่จะปิดประตูห้องพอดี

สองหนุ่มเอาเด็กทั้งสี่ขึ้นรถได้เป็นที่เรียบร้อยโดยไม่มีเด็กคนไหนตื่นขึ้นมาเลย สุดยอดมาก คลาร์กคาดเข็มขัดให้ดิ๊กที่นอนคอพับอยู่เบาะหน้ารถตามคำขอของคนเป็นพ่อ ก่อนที่จะก้าวเข้ามานั่งหลังรถและจับทิมขึ้นมานั่งหลับบนตักตนเอง

“โอเค ออกรถได้เลยคุณพ่อ” คลาร์ก เคนธ์พูดเบาๆให้คนขับได้ยิน บรูซปลดเนคไทตัวเองเล็กน้อยก่อนจะมองกระจกหลังที่มีคนสี่คนนั่งอยู่เขาถามอีกทีว่าเพื่อนสนิทนั่งสะดวกหรือเปล่าพร้อมกับขอโทษที่ให้คลาร์กนั่งหน้าไม่ได้เพราะสัญญากับดิ๊กเอาไว้แล้ว แต่คลาร์กก็ส่ายหน้าปฏิเสธบอกว่าตรงนี้สบายมาก แหงสินี่ Bentley นะกว้างกว่านี้ก็ลีมูซีนแล้วล่ะ ได้นั่งรถหรูๆเขาไม่เรื่องมากหรอกเอาจริงๆ

และในที่สุดครอบครัวเวนย์รวมถึงหัวหน้าครอบครัวเคนธ์ก็ได้เดินทางออกจากเวนย์เอนเทอไพรส์สักที เป้าหมายต่อไปคือคฤหาสน์เวนย์นั่นเอง ถนนในวันนี้ดูจะเป็นใจให้บรูซ เวนย์มาก เพราะรถราไม่มีเลย ถ้าเกิดรถติดและเด็กท้องหิวทั้งสี่ตื่นขึ้นมาพร้อมกันล่ะก็ ขากลับครั้งนี้บันเทิงก่อนถึงบ้านแน่นอน คนเป็นพ่อรับประกัน

ระหว่างหยุดรถรอไฟแดงบรูซก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ

“คลาร์ก” เจ้าของชื่อละจากการดูวิวข้างกระจกกลับมามองคนขับ

“หืม?

“สนใจมาเป็นพี่เลี้ยงให้เจ้าพวกนี้มั้ย” แทบไม่ต้องคิดนักข่าวไฟแรงตอบกลับมาทันที

“ขอบายล่ะ ชั้นชอบเป็นนักข่าวลงสนามมากกว่า”

“ชั้นให้เงินเดือน 3 เท่าของ Daily Planet เลยนะ” คนขับรถด้านหน้าพยายามต่อรอง เอาจริงๆคนที่ดูเข้ากับเจ้าตัวแสบ และเอาเจ้าพวกนั้นอยู่ได้ดีที่สุดก็มีแต่คลาร์กเท่านั้นแหละ แล้วก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่อุ้มเดเมี่ยนได้โดยที่เจ้าตัวเล็กไม่ร้อง นอกจากบรูซ ดิ๊ก กับอัลเฟรค แถมยังไม่เคยยื่นใบลาออกจากตำแหน่งเพื่อนสนิทเขาด้วย

“ไม่ต้องเอาของมาล่อ บรูซ เวนย์” คลาร์กประชดกลับไปขำๆ

“5 เท่า อยู่ กิน เที่ยวฟรี สวัสดิการเพียบ โบนัสต่อรองได้”

“ไม่ล่ะ ชั้นพอใจกับหน้าที่การงานของชั้น”

“หึ พูดเล่นน่า จริงๆชั้นกะจับนายล่ามโซ่ขังไว้ที่คฤหาสน์แล้วให้ดูแลเจ้าพวกนี้ต่างหาก”

“โอ้ ไม่นะขอลงจอดข้างทางตรงนี้ได้มั้ย”

“เสียใจ Smallville นายเลือกมากินดินเนอร์ที่บ้านชั้นเอง”

“ไหงงั้น”

“อืม...แต่ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกชั้นเป็นเจ้าของบริษัทที่นายทำงานอยู่นะ”

“งั้นชั้นชักจะกังวลขึ้นมาแล้วสิ ฮะๆ....อย่านะบรูซ!!” แล้วบรรยากาศในรถก็เป็นอย่างนี้จนถึงคฤหาสน์นั่นแหละ บรูซเป็นพวกชอบพูดหยอกล้อเล่นแต่ทำหน้าจริงจังซะจนคลาร์ก เคนธ์แอบหวั่นใจอยู่หน่อยๆมาตลอดทางเหมือนกันว่า วันดีคืนดีตัวเองจะถูกลักพาตัวไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้บ้านคนรวยบางคนหรือเปล่า

.

.

.

“ดิ๊ก เจสัน ทิม ลุกขึ้นมาได้แล้ว” คนเป็นพ่อเขย่าตัวปลุกลูกชายคนโตทั้งสามให้ตื่น เหล่าเด็กประถมค่อยๆงัวเงียงึมงำอะไรไม่เป็นภาษาตื่นขึ้นมาก่อนจะลงจากรถแบบง่วงๆ แล้วให้พ่อบุญธรรมจูงมือพาเดินเข้าบ้านแบบง่วงๆนั่นแหละ

“เจ้าตัวเล็ก เย็นนี้ขอชั้นกินข้าวด้วยคนนะ อ๊ะ!!” คลาร์กพูดกับเดเมี่ยนที่ยังหลับสนิทเดินไปในห้องครัว แต่ยังไม่ทันที่ขายาวจะก้าวเข้าไปเขาก็พบว่าไฟในห้องครัวเปิดอยู่ และมีร่างของใครบางคนยืนหันหลังให้เขาอยู่ด้วย

“คลาร์ก ยืนหน้าครัวอยู่ทำไมน่ะ มีอะไร-” บรูซที่เดินตามมาทีหลังก็เป็นอันชะงักไปเมื่อเจอคนที่ไม่ควรมาปรากฏกายที่ห้องครัวคฤหาสน์เวนย์ตอนนี้ แต่ควรเป็นที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเสียงต่อมาก็เป็นเสียงตะโกนจากพวกเด็กๆ แทนผู้ใหญ่ทั้งสองที่ยืนอ้าปากค้างอยู่

“อัลเฟรค!!” เจ้าของชื่อหันหน้ามาลูบหัวให้กับเหล่าเด็กทั้งสามที่วิ่งมายืนล้อมตัวเองยิ้มๆ ก่อนจะขยิบตาให้เจ้าของบ้านกับแขกอีกคน

“กลับมาแล้วหรอ” พวกเด็กๆตะโกนอย่างอารมณ์ดี พ่อบ้านชราอดเอ็นดูไม่ได้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเหมือนคุณปู่ใจดี

“กลับมาแล้วครับ”

“เด็กๆอย่าไปเกะกะอัลเฟรคสิ ล้างมือก่อนกินข้าวด้วย” แล้วเหล่าเด็กน้อยก็ส่งเสียง คร้าบ’ พลางวิ่งแข่งไปล้างมือที่ห้องน้ำยกใหญ่ บรูซส่ายหัวเบาๆ ว่าจะดุที่วิ่งในบ้านสักหน่อยแต่จู่ๆก็ดุไม่ลงซะงั้น เจ้าของบ้านเดินมาหาชายชราผู้เป็นพ่อบ้านก่อนจะเดินเข้าไปกอดสวัสดี

“กลับมาแล้วเหรอ อัลเฟรค นึกว่านายจะอยู่ที่อังกฤษอีกสักสัปดาห์นึง”

“ครับทีแรกกระผมก็คิดเช่นนั้น แต่กระผมคิดว่านายท่านบรูซคงจะลำบากน่าดู รับมือพวกคุณหนูกับงานที่บริษัท แต่ดูท่ากระผมจะคิดผิดแล้วสิ” คนพูดพูดพลางมองหน้าบรูซสลับกับคลาร์ก แล้วทั้งสองคนก็รีบส่ายหัวปฏิเสธทันที

“ไม่หรอกอัล นายคิดถูกแล้วล่ะ”

“ไหนๆมาสเตอร์คลาร์กก็มาเป็นแขกวันนี้ งั้นมื้อเย็นขอให้พ่อบ้านอย่างกระผมได้แสดงฝีมือทำสตูว์เนื้อให้ทานนะครับ”

“เรียกคลาร์กเฉยๆก็ได้อัลเฟรค ผมเกร็งไปหมดแล้วเนี่ย” อีกอย่างเขาไม่ได้มาเป็นแขกสักหน่อย คลาร์ก เคนธ์ได้แต่เถียงกลับอยู่ในใจ รู้ดีว่ายังไงก็ไม่ชนะพ่อบ้านระเบียบจัด มารยาทเป๊ะ อย่างคนตรงหน้านี้ได้

“ว้าว สตูว์เนื้อหรอ วู้ววว ดีกว่าพิซซ่าอีก” เจสันรีบกระโดดวิ่งเข้ามาร้องดีใจอยู่ในครัว แต่ก็ถูกทิมสะกิดไหล่หรี่ตาใส่

“เจย์เจย์ จะบอกอัลฟี่เรื่องพิซซ่าไม่ได้นะ” ทิมกระซิบใส่หูพี่ชายคนรองเบาๆ

“ใช่สิ อุ๊บ” แล้วเด็ก 10 ขวบก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก เดินกลับมานั่งสงบเจี๋ยมเจี้ยมอยู่บนเก้าอี้อย่างน่าสงสัยในสายตาของผู้ใหญ่ทุกคนในห้อง

คลาร์กไม่รู้ว่าสองคนนี้เอาเวลาไปคืนดีกันตอนไหน แต่พอเห็นพี่น้องรักดีก็ค่อยรู้สึกโล่งใจขึ้นมาหน่อยนึง วินาทีต่อมา ชายหนุ่มเห็นดิ๊กตีลังกาเข้ามาในครัวก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆน้องชายของตนพลางก้มหัวคุยซุบซิบหัวเราะคิกคักอะไรกันไม่รู้ตามประสาเด็ก เขาทำเป็นไม่สนใจก่อนจะสบตากับบรูซที่มองเขายิ้มๆอยู่ก่อนแล้ว

“สงสัยมื้อนี้นายต้องฝากท้องไว้ที่อัลเฟรคแล้วล่ะนะ Smallville” แล้วคนพูดก็คว้าเดเมี่ยนออกไปจากแขนเขาเดินไปนั่งประจำที่บนหัวโต๊ะ พลางพยักหน้าให้เขาไปนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ

“หึ ไว้คราวหน้าก็ได้” คลาร์กพูดเบาๆกับตัวเองก่อนจะเดินตามไปบ้างและเป็นเวลาเดียวกันที่สตูว์เนื้อร้อนๆหอมๆยกมาเสริ์ฟพอดี

“นี่ๆ บรูซ รู้หรือเปล่าว่าวันนี้เราเล่นอะไรกับคลาร์กมาบ้าง”

“ใช่ๆ นายต้องไม่เชื่อแน่ๆ พวกเราทั้ง-อุ้บ ร้อนๆๆ”

“เจสัน ไม่กินไปพูดไปสิ คายออกมาเดี๋ยวปากพองหมด”

“พวกนายท่านคุณหนูทั้งหลาย เวลาทานอาหารไม่คุยกันสิครับ”

“คร้าบผม”

หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ พ่อบ้านชราก็จัดเซอร์ไพรส์ยกใหญ่ด้วยของหวานตบท้ายสุดโปรดของสมาชิกทุกคนของบ้าน คุกกี้นั่นเอง พวกเด็กๆดูจะอารมณ์ดีกันถ้วนหน้า ปากคุยจ้อ โม้อวดอัลเฟรคเรื่องวีรกรรมของวันนี้ บรูซหยิบผ้าเช็ดปากมาเช็ดให้เดเมี่ยนอย่างเบามือพลางเปิดมือถือเช็คตารางเวลาในสัปดาห์หน้าเพื่อนัดสัมภาษณ์แก้ตัวกับคลาร์ก รวมถึงช่วยคลาร์กหาข้ออ้างดีๆไปตอบเพอร์รี่ในวันพรุ่งนี้ว่าทำไมเขาใช้เวลางานตลอดบ่ายไปเอ้อระเหยถึงก็อตแธมแล้วคว้าลมกลับมา อัลเฟรคที่นั่งดื่มชาอังกฤษเงียบๆมาตลอดก็พูดขึ้นมากลางโต๊ะอาหาร

“มาสเตอร์คลาร์ก เรื่องสกู๊ปสัมภาษณ์ ทำไมคุณไม่ลอง...”

.

.

.

สัปดาห์ต่อมา

“บรูซดูนี่สิ ดูนี่ มีรูปผมติดอยู่บนปกด้วยแหละ” เจ้าของชื่อหันไปตามแรงสะกิดอย่างแรงที่แขน ลูกชายคนโตของเขากำลังชูนิตยสารที่ว่าพร้อมกับทำตาวาวอย่างกับตัวเองปล่อยแสงวิบวับได้ ใส่มาที่คนเป็นพ่อเต็มๆ บรูซอมยิ้มก่อนจะวางแก้วกาแฟลงแล้วหยิบนิตยสารในมือของดิ๊กขึ้นมาดู

“ดิ๊กขี้เว่อร์จริงๆ พวกเราก็ติดกันทุกคนนั่นแหละ ขนาดเจ้าเดม่อนยังติดเลย” เจสันบ่นอุบอิบออกมาแต่ก็ดังพอที่ทุกคนในห้องรับประทานอาหารจะได้ยินกันหมด ดิ๊กแสยะยิ้มยักคิ้วให้น้องชายก่อนจะพูดว่า

“โอ๋เอ๋ๆ ไม่ต้องร้องไห้นะเจย์เจย์ นายเองก็ติดปก แต่มีบาร์โค้ดบังเท่านั้นเอง ฮ่าๆ”

“เด็กๆ” บรูซรีบส่งสายตาดุใส่ทั้งคู่ก่อนที่ศึกห้ำหั่นระหว่างพี่น้องจะเกิดขึ้น ดิ๊กเดินกลับมานั่งอย่างสบายอารมณ์ขณะที่เจสันหายใจฟึดฟัดเดินหน้าบึ้งกลับมา

“บรูซ อ่านให้ฟังหน่อยสิเขาเขียนถึงเราว่าอะไรหรอ” และเสียงปริศนาพร้อมกับร่างของทิมที่มานั่งบนตักตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทำเอาคนอายุมากที่สุดในหัวใจแทบวาย บรูซส่ายหัวกุมขมับกับลูกชายคนที่สามที่ชอบแวบๆโผล่ๆ ก่อนจะพยักหน้าและลงมือเปิดหน้านิตยสารไปยังบทความหัวข้อเดียวกับที่ขึ้นอยู่บนปก และอ่านออกเสียงให้เด็กๆในห้องฟัง

เรื่องที่คลาร์กส่งไปให้เพอรี่ก็ถูกขึ้นเป็นปกนิตยสารปกอ่อนรายปักษ์ในสกู๊ปหัวข้อพิเศษ บรูซ เวนย์ ชีวิตเบื้องหลังของคุณพ่อลูกสี่ที่ไม่เคยมีใครรู้ พร้อมกับภาพประกอบที่มาจากดิ๊ก เกรย์สัน เด็กแสบหัวโจกของพี่น้องทั้งสี่ที่ไม่รู้ว่าแอบหยิบกล้องของคลาร์กไปถ่ายเซลฟ์ฟี่เล่นตั้งแต่ตอนไหน ส่วนตัวบทความก็ไม่ได้ภาษาสวยหรืออ่านแล้วซึ้งกินใจอะไรมาก สไตล์ของคลาร์ก เคนธ์เพื่อนเขานั่นแหละ มันธรรมดาซะจนทำเอาคุณพ่อลูกสี่อารมณ์ดีหุบยิ้มไม่ได้ไปสักพักนึงเลยล่ะ เป็นแค่ตัวหนังสือไม่กี่บรรทัดสั้นๆที่นักข่าวคนนึงเขียนบรรยายเกี่ยวกับบรูซ เวนย์ในบทบาทของคุณพ่อกับเด็กชายสุดแสบทั้งสี่คนกับวีรกรรมแสบๆของเจ้าพวกนั้น ชีวิตที่ใครหลายคนจินตนาการไม่ถึงว่านักธุรกิจสุดเท่ห์สุดนิ่งคนนั้นจะพลิกกลับหลังเป็นคุณพ่อลูกสี่ที่แสนจะอ่อนโยน และอบอุ่นเหมือนเหรียญคนละด้านได้ขนาดนี้ และมันก็กลายเป็นนิตยสารขายดี ไม่สิ โคตรขายดี หมดเกลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ถึงเที่ยงวันออกวันที่วางจำหน่ายด้วยซ้ำ

_________________________________The END______________________________________


Talk : จบแล้ว วิ้ววว จุดพลุฉลองให้ Batfam อีกเรื่องนึง เย่เย้ เหมือนไม่ได้เขียนแนวครอบครัวมานานมากอ่ะ จริงๆ

ไม่เคยทุ่มเทเปิดคู่มือพัฒนาการเด็กทารกมาก่อน 555 ลงทุนมากค่ะ กลัวเขียนน้องเมี่ยนไม่ดี //ปาดเหงื่อกับความลำเอียงนี้

ปล. ความจริงเรากะจะจบด้วยบทความเท่ห์ๆซึ้งๆของคลาร์ก

แต่คิดแล้วคิดอีก ยังไงก็คิดไม่ออกจริงๆค่ะ เลยใช้ไม้เด็ดของเรา คือการ (ช่างแม่...##!@) เขียนแบบรวบรัดไปค่ะ

มีใครนึกอะไรออกบ้างมั้ยคะ บอกเราหน่อยนะ พลีส //กราบ ><

ปล.2 ขอบคุณที่อ่านและให้กำลังใจนะคะ มีอะไรคอมเม้นต์ได้นะคะ อยากอ่านความเห็นของทุกคนเลย ^^  

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ +-.แลนข้ามคลอง.-+ จากทั้งหมด 21 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

14 ความคิดเห็น

  1. #14 เพนกวิน
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 19:16

    ชอบแนวนี้มากเลย ชอบคนเขียนด้วย อ่านไปยิ้มไป เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #14
    0
  2. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 23:05

    คือชอบมากๆเลยค่ะ ปกติเราจะชอบอ่านเรื่องครอบครัวแบทแมนแบบนี้อยู่แล้ว แต่ปกติก็มีแต่คนเขียนเชิงดราม่าไม่ก็วายตลอด(ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในนั้น????) แต่หาแบบอบอุานยากมากๆค่ะ เลยเผลอคิดไปว่าทถ้าพวกแบทแมนและโรบิ้นมาเห็นจักรวานนี้ที่พวกเขาเป็นลูกแท้ๆที่บรูซเลี้ยงมากับมือจริงๆแล้วพวกเขาจะทำหน้ายังไง(แค่คิดก็สนุกแล้ว????)

    #13
    1
    • 28 พฤศจิกายน 2561 / 16:24
      ขอบคุณนะคะ
      นี่เป็นคนไม่ชอบดราม่าค่ะ (Broken ไม่นับนะคะ ฮา)
      คือ ชีวิตดราม่าพอแล้ว ไม่อยากดราม่าในฟิค ก็เลยอยากเขียนอะไรที่อ่านแล้วยิ้มได้บ้าง รู้สึกอบอุ่นใจบ้าง
      และถ้าคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกได้เหมือนเรา เราก็ดีใจค่ะ
      ส่วนวาย เราก็เขียนนะคะ นานๆที และก็ไม่ดราม่าเช่นเดียวกัน คือถ้าเขียนแล้วคาร์หลุด หรือ เนื้อเรื่องแบบอวยเกิน เซอวิสเกินจะรู้สึกหงุดหงิดตัวเองค่ะ และกลายเป็นดองไป (หลายเรื่องแล้วตอนนี้ 555)

      ปล. เพิ่งรู้ว่าตัวก็เขียนฟิค เดี๋ยวสอบเสร็จจะไปไล่อ่านแล้วเมนต์ให้นะคะ
      #13-1
  3. #12 dbdyytu123 (@dbdyytu123) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2561 / 16:29
    อบอุ่นอ่ะอ่านแล้วยิ้มออกมาเลยอ่ะ
    #12
    1
    • #12-1 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      19 สิงหาคม 2561 / 23:17
      เห็นคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นก็ดีใจค่ะ เด็กๆแสบกันทุกคนเลย อิอิ
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์นะคะ ^^
      #12-1
  4. วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 23:46

    สนุกมากค่ะ แต่ง Batfam ได้น่ารักทุกเรื่องเลยค่ะ อยากอ่านแบบครอบครัว batfam หวงทิมบ้างค่ะ

    #11
    2
    • 1 สิงหาคม 2561 / 19:44
      เอ๊ะ สนุกแค่ Batfam หรอคะ แอบน้อยใจ //กระซิกๆ T^T
      #11-1
    • 1 สิงหาคม 2561 / 20:13
      5555 เราอ่านแค่ Batfamอ่ะค่ะ
      #11-2
  5. #10 อิอิย์
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2561 / 00:28

    อ่านได้จุใจมากๆเบนค่ะ เด็กๆน่ารักมากเลย อยากจิเมแก้มดราม่าควีนนนนน พี่ดิ๊กดูเป็นพี่ใหญ่จริงๆด้วย ส่สนเจสันก็แสบสุดจริงๆ น้องทิมก็น่ารักเงียบๆ คุณพ่อบรูซกับคลาร์กก็น่าสงสาร555555555555 ภาษาน่ารักมากเลนค่ะ ชอบมากเลย ขอยคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ

    #10
    1
    • 21 กรกฎาคม 2561 / 19:28
      ก็ต้องเอาอะไรมาล่อดราม่าควีนเขาก่อนนะคะ ขืนไปหยิกแก้มตรงๆระวังจะถูกงับเอาได้
      (จากทิมกับดิ๊กที่มีประสบการณ์) พอพ่อบ้านไม่อยู่ เจอเด็ก 4 คนแผงฤทธิ์เข้าไปทั้งคุณพ่อแล้วก็เพื่อนคุณพ่อเหนื่อยเลยค่ะ 5555
      เราชอบเขียนแนวครอบครัวอบอุ่นค่ะ ^^ //ดีใจที่ชอบนะคะ คนอ่านอ่านแล้วสนุกเราก็ปลื้มค่ะ
      #10-1
  6. #9 std5930594 (@std5930594) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 02:38
    ชอบมากๆค่าา น่ารักน่าลากกันเเบบสุดๆ เเต่ละประโยคเรายิ้มไม่หุบเลยอ่าาา(รู้สึกเหงือกเเห้ง?)แสบมากๆทุกคนเลยยย ยิ่งนังน้องดิ๊กกับนังน้องเจย์นะ โอ้โห!!เหนือคำอภิปราย นึกถึงตัวเองตอนเลี้ยงน้อง555 ยังไงก็สนุกมากๆเลยขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ อยากอ่านเเนวนี้อีก ติดตามผลงานbatfamต่อไปนะค่ะ
    #9
    8
    • #9-7 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      14 กรกฎาคม 2561 / 22:49
      งั้นส่งเมลล์มาได้มั้ยคะ พอดีไม่เล่น facebook แล้วอ่ะค่ะ
      E-mail : toffysaza@hotmail.com ค่ะ *-*
      #9-7
    • 14 กรกฎาคม 2561 / 22:54
      ได้ค่ะ
      #9-8
  7. #8 std5930594 (@std5930594) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 02:37
    ชอบมากๆค่าา น่ารักน่าลากกันเเบบสุดๆ เเต่ละประโยคเรายิ้มไม่หุบเลยอ่าาา(รู้สึกเหงือกเเห้ง?)แสบมากๆทุกคนเลยยย ยิ่งนังน้องดิ๊กกับนังน้องเจย์นะ โอ้โห!!เหนือคำอภิปราย นึกถึงตัวเองตอนเลี้ยงน้อง555 ยังไงก็สนุกมากๆเลยขอเป็นกำลังใจให้นะค่ะ อยากอ่านเเนวนี้อีก ติดตามผลงานbatfamต่อไปนะค่ะ
    #8
    0
  8. #7 กไก่
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 18:43

    น่าร้ากกกกกกกก กไก่ล้านตัว

    #7
    1
    • 14 กรกฎาคม 2561 / 22:22
      เอ้าเด็กๆมามะ มาเข้าแถวเร็วลูก ให้พี่เขากอดเขาฟัดหน่อย //บรูซกับคลาร์ก วิ่งมาตบ อั่ก R.I.P. ไรท์เตอร์
      #7-1
  9. #6 frnt
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2561 / 11:19

    ฮืออออออออออ น่ารักมากๆเลยค่ะ เด็กๆซนมากจนรู้เหนื่อยแทนบรูซเลยค่ะ555555

    #6
    1
    • 14 กรกฎาคม 2561 / 22:20
      เลี้ยงลูกลิงสี่ตัวมันก็จะเหนื่อยหน่อยๆ >w< 555
      ยังดีที่ครึ่งบ่ายมีคลาร์กมาช่วยนะคะ ไม่งั้นคงวุ่นวายมากกว่านี้แน่เลย
      //รักคนอ่านนะคะ เลิฟยูว
      #6-1
  10. #5 เมย์
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 15:37

    อยากลองอ่านฟิคคู่เมี่ยนกับคอลินจังค่ะ แบบว่าไม่ค่อยเห็นนางในนิยายเรื่องไหน ส่วนใหญ่จะเห็นแต่ดิ๊กมากกว่า แต่-เราก็สองจิตสองใจอยากอ่านออลจังค่ะ อยากบอกว่าอ่านไปหุบยิ้มไม่อยู่เลยค่ะ ยิ่งแอบแม่อ่านยิ่งหุบยิ้มยากมากค่ะ จะยิ้มก็ยิ้มไม่ได้เลยจริงๆเพราะกลัวแม่จับได้ว่างานไม่เสร็จยังมีหน้ามาอ่านหนังสือ ฮาาาาาา

    #5
    2
    • 11 มิถุนายน 2561 / 19:28
      สุดท้ายคุณแม่จับได้หรือเปล่าคะ!?
      ลองบอกไปนะคะว่าหนูอ่านหนังสือเรียน แล้วมีความสุข (แม่คงจะเชื่อ ฮา)
      ออลเมี่ยนหรอ เอ...ยังไงดีน้า
      นังจอนหวงน้องเมี่ยนมากด้วยไม่ยอมให้เราเขียนคู่อื่นเลยค่ะ 555
      เอาเป็นว่าจะเก็บไปคิดนะคะ แต่ไม่สัญญาอะไรทั้งนั้น เพราะเราดองเก่งกลัวรีดเดอร์จะเสียใจ T^T
      ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ค่ะ ^^
      #5-1
    • #5-2 เมย์
      11 มิถุนายน 2561 / 20:15
      ดองนานแค่ไหนก็รอได้ค่ะ ตอนแรกกดแค่เข้ามาเพราะเห็นว่าเป็นน้องเมี่ยน แต่อ่านแค่เรื่องเดียวก็ติดจนอ่านแล้วอ่านอีกไม่มีเบื่อเลยค่ะ

      ปล. เกือบไปแล้วแหละค่ะ ดีที่เอาหนังสือมาบังทัน
      #5-2
  11. #4 P-e-c to the k
    วันที่ 9 มิถุนายน 2561 / 09:38

    ครอบครัวนี้น่ารักตลอดเลยอ่ะ Au no cape เข้าท่ามากเลยค่ะ


    เอ็นดูน้องหนูทุกคนเลยยยยย น่ารัก น่าหยิก


    ถ้าเห็นนิตยสารนั้นจะรีบซื้อนะคะ5555


    วงวารคลาร์กกกก

    #4
    1
    • 11 มิถุนายน 2561 / 19:20
      เด็กบ้านนี้แสบทุกคนค่ะ ขนาดเจ้าตัวเล็กอายุแค่ 5 เดือนยังไม่รู้เรื่องยังแสบเลย
      ปวดหัวแทนคุณพ่อบรูซจริงๆถ้าไม่มีอัลเฟรค ยิ่งกว่าลูกลิง ฮ่าๆ
      ส่วนนิตยสาร เกรงว่าจะซื้อไม่ทันน่ะสิคะของเขาขาดตลาดแล้ว 555
      คลาร์กผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกให้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็กจำเป็น แต่นางน่าจะพอใจอยู่ค่ะ
      ได้หอมแก้มน้องเมี่ยน ได้นั่งรถเบนซ์ลี่ แถมได้กินข้าวบ้านเวนย์ด้วย บอกได้คำเดียวว่า คุ้ม!!

      #4-1
  12. #3 msyokky (@masitorn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 15:32
    เป็นครอบครัวที่วุ่นวายจริงๆเล้ยยย5555555555 เป็นกำลังใจให้มาสเตอร์เวนย์นะคะ ถถถถถ
    #3
    1
    • #3-1 ..-+iiau..-+ (@lancelotkun) (จากตอนที่ 1)
      8 มิถุนายน 2561 / 16:13
      ครอบครัวใหญ่ก็งี้แหละค่ะ กว่าจะผ่านแต่ละวันไปได้ สงสารนางเหลือเกิน
      ปล.จริงๆเราแอบใส่คู่คลาร์กบรูซ บรูซคลาร์กไปจึ๋งนึง แต่กะเอาไว้ว่าโมเม้นต์ไม่แสดงโจ่งแจ้งวาย (Y) จ๋าอะไร
      อ่านเจอมั้ยคะ หรือมันไม่เรียกว่าโมเม้นต์ด้วยซ้ำ แค่พวกคุณพ่อคุยกัน!?
      #3-1
  13. วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 01:21

    เด็กน่ารักจัง แต่ละคนแสบไม่ใช่เล่นเลย

    #2
    1
    • 8 มิถุนายน 2561 / 11:29
      ถ้าไม่มีอัลเฟรคอยู่ก็วุ่นวายน่าดูเลยค่ะ ดูคุณพ่อยังคุมไม่อยู่เลย
      ตอนนึกพล๊อตเนี่ย ก็คิดไว้ว่าเอ ถ้าบรูซไม่เป็นแบทแมนแต่เลี้ยงเด็กๆแบบคุณพ่อธรรมดาจะเป็นยังไง
      แล้วก็คลอดออกมาเป็นอย่างนี้ค่ะ กลายเป็นสี่แสบเลย ยื่นผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้คุณพ่อเบาๆ
      #2-1
  14. วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 00:03

    อ่านแล้วหุบยิ้มไม่ได้เลยค่ะ งือออออทำไมเด็กๆน่ารักกันขนาดนี้นะ อยากจับน้องเมี่ยนกลับบ้านน่ารักกกกกกก

    #1
    1
    • 8 มิถุนายน 2561 / 11:24
      อาจจะต้องเปลี่ยนใจนะคะถ้าเอาน้องกลับบ้านแล้วน้องร้องจะหาคุณพ่อ
      พี่น้องที่ดีต้องตีกันค่ะ โดยเฉพาะผู้ชายสี่คนแล้ว เดเมี่ยนนี่ตั้งตนเป็นศัตรูกับทิมตั้งแต่ยังไม่ขวบนึงเลย คิดดู
      เวลาเขียนนี่สงสารคุณพ่อไปด้วย แต่ก็แอบอิจฉานาง บรูซลูกชายนายน่ารักไปแล้วนะ 5555
      #1-1