SysRq
ดู Blog ทั้งหมด

SysRq

เขียนโดย SysRq
หวัดดีคร้าบบบบบบบบบ !

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475
คณะราษฎร
ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 หลังจากคณะราษฎรทำการอภิวัติน์การปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (Constitution) ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศไทย ซึ่งนับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ร่างโดย นายปรีดี พนมยงค์ มันสมองของคณะราษฎร โดยมีเจตนารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองเพื่อให้ประเทศนี้เป็นของ "ประชาชน" อย่างแท้จริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดเด่นที่ได้ระบุคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรว่า จะต้องมีอายุ 20 ปี และจะต้องสอบไล่วิชาการเมืองได้ตามหลักสูตรซึ่งสภาได้ตั้งขึ้นไว้ (ต่อมาได้มีการตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้นมารองรับ) และที่สำคัญคือเปิดโอกาสให้เพศชายและหญิงมีสิทธิเท่ากันในการออกเสียงเลือกตั้ง ทั้งที่ในสมัยนั้น บางประเทศในยุโรป ผู้หญิงยังไม่มีสิทธิ์ทางการเมืองด้วยซ้ำ รัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้จะไม่กี่มาตรา แต่ก็นับเป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศภายหลังทั้งสิ้น "รัฐธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475" จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศนี้ หาใช่ "รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475" ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 อย่างที่คนส่วนมากเข้าใจไม่ ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2550) ประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยมาแล้ว 75 ปี แต่เราเขียนและฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้วถึง 17 ฉบับ ล่าสุด รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (ฉบับที่ 18) กำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการร่าง ในขณะที่ประเทศต้นกำเนิดประชาธิปไตยอย่าง อังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งนับถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญของเขามีอายุ 792 ปี [นับจาก กฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta)] และ 220 ปี ตามลำดับ แต่ทั้งสองประเทศนี้กลับใช้รัฐธรรมนูญเพียงแค่ฉบับเดียว แต่อาจมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมัย เพราะประชาชน นักการเมือง และทหารของเขาต่างเคารพกฎหมายและรู้หน้าที่ของตน

 

 อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


27 มิถุนายน พ.ศ. 2404
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) เป็นหัวหน้าคณะราชทูต เจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสง-ชูโต)
เป็นอุปทูต และ พระณรงค์วิชิต (วร บุนนาค) เป็นตรีทูต จำทูลพระราชศาสน์และเครื่องมงคลราชบรรณาการไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับ พระเจ้านโปเลียนที่ 3 แห่งประเทศฝรั่งเศส (Napoleon III of France) โดยขบวนเรือของกองทัพฝรั่งเศส พระเจ้านโปเลียนที่ 3 โปรดรับรองคณะทูตสยามอย่างดี


พระเจ้านโปเลียนที่ 3 โปรดรับรองคณะทูตสยาม (ภาพจาก www.sainampeung.ac.th)


27 มิถุนายน พ.ศ. 2477
วันสถาปนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) (Thammasat University : TU) ชื่อเมื่อเริ่มก่อตั้งคือ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (มธก.) ซึ่งเกิดจากความคิดริเริ่มของ ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ (รัฐมนตรีว่าการ กระทรวง มหาดไทย ในขณะนั้น) โดยเล็งเห็นว่าการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในขณะนั้นยังไม่เพียงพอ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จึงต้องการบุคคลที่มีความรู้ทางกฎหมาย การปกครอง และสังคม มารับใช้ประเทศชาติโดยด่วน จึงได้เสนอร่าง "พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พ.ศ. 2476" โดย ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้รับแต่งตั้งเป็น "ผู้ประศาสน์การ" คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายที่จะให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เป็น "ตลาดวิชา" หรือ "มหาวิทยาลัยเปิด" แห่งแรกของประเทศไทย ในปีแรกมีผู้สมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน ในช่วงเริ่มต้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งอยู่ที่โรงเรียนกฎหมายเดิม เชิงสะพานผ่านฟ้าภิภพลีลา ต่อมาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2478 มหาวิทยาลัยขอซื้อที่ดินบริเวณท่าพระจันทร์เพิ่มเติมและย้ายมาอยู่ที่นี่ ภายหลังจากคณะรัฐประหารได้ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 ศาสตราจารย์ ปรีดี พนมยงค์
ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ชื่อมหาวิทยาลัยถูกตัดคำว่า "การเมือง" ออก เปลี่ยนเป็น "มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" และความเป็นตลาดวิชาหมดไป จากนั้นในปี 2518 สมัย ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอธิการบดี ได้ขยายการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น และซื้อที่ดินเพิ่มเติมที่รังสิต นอกจากนี้ ยังขยายไปที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ด้วย โดยอยู่บนพื้นฐานการปลูกฝังจิตวิญญาณความเป็นธรรมศาสตร์ ดั่งเช่น "จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์" ปัจจุบันมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดสอนกว่า 20 คณะ สีประจำมหาวิทยาลัยคือเหลืองแดง หมายถึงศาสนาและชาติ ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือต้นหางนกยูง ปรัชญาของมหาวิทยาลัยคือ "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..." มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นแหล่งผลิตบัณฑิต ปัญญาชน นักวิชาการ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของไทย และเป็นสถาบันการศึกษาที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของบ้านเมืองมาโดยตลอด ทั้ง เหตุการณ์ "14 ตุลา 16" และ "6 ตุลา 19"

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อนุสาวรีย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ หน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ภาพจาก www.thai-toku.com)

27 มิถุนายน พ.ศ. 2497
โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ APS-1 (APS-1 nuclear power plant) ที่เมืองอ็อบนิค (Obninsk) ใกล้กรุงมอสโคว์ ประเทศรัสเซีย เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า นับเป็นโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกในโลกที่เปิดดำเนินการในเชิงพานิชย์ โรงานไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้ใช้เชื้อเพลิง ยูเรเนียม-235 (uranium-235) ให้พลังงานไฟฟ้า 5 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับ 2,000 ครัวเรือน เตาปฏิกรณ์เป็นแบบหล่อเย็นด้วยน้ำ (water cooled) หน่วงความเร็วนิวตรอนด้วยแกรไฟต์ (graphite moderated) และเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องปฏิกรณ์แบบ "แชนแนลแกรไฟต์" (graphite channel reactor) APS-1 จ่ายไฟฟ้าถึงปี 2502 จากนั้นก็ใช้ในงานวิจัยทางด้านพลังงานนิวเคลียร์มาตลอด ก่อนจะเลิกใช้งานไปเมื่อปี 2543

โรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ APS-1


27 มิถุนายน พ.ศ. 2511
บทกวี "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ของ วิทยากร เชียงกูล ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ยูงทองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สะท้อนความรู้สึกไม่พอใจต่อมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิต "ปริญญาชน" มากกว่า "ปัญญาชน" ต่อมาตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้นและบทกวีชื่อ "ฉันจึงมาหาความหมาย" กวีบทนี้ขึ้นต้นว่า "ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว"

 


27 มิถุนายน พ.ศ. 2519
พระกิตติวุฒโฑ (พระเทพกิตติ ปัญญาคุณ) ให้สัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ จตุรัส ว่า การฆ่าพวกคอมมิวนิสต์ไม่บาป แต่กลับได้บุญ เปรียบเหมือนการฆ่าปลาเพื่อตักบาตรถวายพระ ส่งผลให้ฝ่ายขวานำไปใช้เป็นคำขวัญว่า "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" และก่อให้เกิดความเกลียดชังและเคียดแค้นนักศึกษา จนนำไปสู่การปราบปรามนักศึกษาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ "6 ตุลา 19" โดยกิตติวุฒโฑให้เหตุผลว่า ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นมาร มิใช่มนุษย์ ดังนั้นการฆ่าคอมมิวนิสต์จึงไม่บาป แต่เป็นการฆ่ามาร ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของคนไทยที่จะต้องทำ การฆ่านั้นหากเป็นการทำเพื่อประเทศชาติแล้ว แม้จะเป็นบาป แต่ก็ได้บุญในแง่ของการป้องกันประเทศจากศัตรูมากกว่าจะได้บาป กิตติวุฒโฑเปรียบเทียบการฆ่านี้ว่าเหมือนกับการฆ่าปลาถวายพระ การฆ่าปลาเป็นบาป แต่การนำปลานั้นมาตักบาตรถวายพระ ถือว่าได้บุญมาก ทั้งนี้กิตติวุฒโฑเป็นภิกษุรูปหนึ่งที่มีส่วนในการก่อตั้ง "ขบวนการนวพล" ซึ่งเป็นหน่วยสงครามจิตวิทยา ทำงานร่วมกับ "กระทิงแดง" โดยพยายามรวบรวมนายทุนและภิกษุที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้ร่วมกันต่อต้านพลังนักศึกษาและกรรมกร นับเป็นขบวนการที่มีส่วนอย่างมากในการราบปรามนักศึกษาในเหตุการณ์ "6 ตุลา 19"  ภายหลังได้เป็นเจ้าอาวาสที่ วัดจิตตภาวัน จังหวัดชลบุรี ก่อตั้ง จิตตภาวันวิทยาลัย สถาบันการศึกษาทางพุทธศาสนา ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่าสอนหลักธรรมผิดเพี้ยนไปจากแนวทางพุทธศาสนา อีกได้พยายามที่จะสร้างอุโบสถกลางทะเล และระดมทุนก่อสร้างคอนโดธรรมะ แต่ยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็เสียชีวิตไปเสียก่อน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2548

 

 

 กิตติวุฒโฑ (ภาพจาก www.komchadluek.net) เหตุการณ์ 6 ตุลา 19

วิทยากร เชียงกูล (ภาพจาก www.rsu.ac.th)  ฉันจึงมาหาความหมาย

Bye-bye

ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น