คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย Sakura Mankai Sakura Mankai | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

ควอน ฮยอนบิน




ฮวัง มินฮยอน





“ท่านพ่อออออออ!!!!!”


ตึก ตึก ตึก ตึก


เสียงฝีเท้าวิ่งดังไปทั่วบ้านหลังจากเสียงตะโกนโวกเวกโวยวายที่แสดงถึงอาการไม่พอใจสุดๆ

ชายหนุ่มร่างสูงบางใส่เสื้อฮันบกของผู้ชายที่ทอด้วยผ้าแพรและตัดเย็บอย่างดี บกบ่องถึงฐานะอันสูงศักดิ์เอื้อมมือไปเปิดประตูห้องของผู้เป็นท่านพ่ออย่างร้อนใจ


“ท่านพ่อทำอะไรลงไปปปปปป!!!”


ชายหนุ่มวิ่งไปพร้อมตะโกนอย่างไม่พอใจใส่ท่านพ่อ ผู้ที่นั่งทานข้าวอย่าอิ่มเอมใจก่อนหน้านี้กับของกินบนโต๊ะเต็มไปด้วยเครื่องเคียงมากมาย ผู้มีศักดิ์เป็นท่านพ่อ เมื่อโดนลูกชายตัวดีตะโกนใส่ก็รีบยกมือข้างไม่ได้ถือตะเกียบอุดหูตัวเองอย่างไว


“โอ้ยยยย อะไรของแกมินฮยอน จะมาตะโกนโหวกเหวกโวยวายอะไรดังไปทั่วบ้าน”

“ท่านพ่อจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ!!”

“ฉันทำอะไรรร ไหนว่ามาไอ่ลูกตัวดี ท่านแม่ช่วยข้าหน่อยสิ นี่ลูกกำลังตะโกนใส่พ่อนะ”


ชายหนุ่มสูงวัยหันไปขอความช่วยเหลือหญิงที่รักที่นั่งใกล้กัน ท่านหญิงผู้เป็นแม่นั้นดูสวยสง่างามถึงแม้ว่าจะมีอายุแล้วก็ตามนั่งเอามือป้องปากหัวเราะกับอิริยาบถของทั้งพ่อและลูกคู่นี้ที่ชอบเถียงและตีกันประจำ


“มินฮยอนลูก นั่งลงดีๆแล้วบอกท่านพ่อสิว่าเจ้ามีเรื่องอะไรกันถึงได้รีบวิ่งมาตะโกนใส่ท่านพ่อเค้าหนะ”


มินฮยอนชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาขัดกับนิสัยโวยวายเมื่อกี้ ได้นั่งลงตรงหน้าท่านพ่อพร้อมคิ้วที่ขมวดผูกเป็นปม


“ก็ตอนพี่อึนจีอาบน้ำให้ผม เธอดูเศร้าแปลกๆผมเลยถามว่าพี่อึนจีร้องไห้ทำไม เค้าบอกผมว่าผมต้องไปแต่งงาน เค้ากลัวว่าจะไม่ได้อยู่รับใช้ผมแล้วคงจะคิดถึงผมน่าดู ท่านพ่อ! ทำไมท่านพ่อไม่บอกผมเลย แล้วเรื่องนี้ห้ามว่าพี่อึนจีด้วย”


มินฮยอนกอดอกอย่างไม่พอใจ เรื่องที่ทำให้พี่อึนจีพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเค้าตั้งแต่เด็กต้องเสียใจก็หนึ่งแล้ว อีกเรื่องคือไม่พอใจที่จะจับเค้าไปแต่งงานโดยไม่บอกเค้านี่สิ ไม่พอใจสุดๆ


“อ่อ เรื่องนี้นะหรอ ฉันว่าจะบอกแกอยู่วันนี้แหละ ในตอนทานข้าวเย็น”  ท่านพ่อพูดพลางคีบอาหารเข้าปากราวกับว่าไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร


“แต่ผม! ไม่! แต่ง!”

“มินฮยอน ไม่ได้นะลูก ฟังแม่นะ ตอนนี้ลุกอาจจะไม่พอใจว่าทำไมต้องบังคับกัน แต่ลูกจำคำของท่านปู่ได้ไหม ก่อนท่านปู่จะเสียไปท่านปู่ได้บอกพวกเราไว้ว่าให้อ่านพินัยกรรมที่เขียนถึงลูกตอนลูกอายุครบ22ปี ปีนี้ลูกอายุครบตามพินัยกรรมแล้ว อย่าเพิ่งชักสีหน้าลูกรัก ฟังแม่ก่อน”


มินฮยอนเบะปากแสดงถึงอาการไม่พอใจและไม่อยากยอมรับอย่างหนักจนท่านแม่ผู้รู้นิสัยลูกชายตัวเองมากที่สุดบอกให้ลูกชายทำหน้าดีๆ เพราะพวกเขาเป็นตระกูลสูงศักดิ์และเป็นท่านเจ้าเมืองฝั่งตะวันออก ควรจะวางตัวให้ดีสมกับที่ประชาชนนั้นนับถือ


“ครับ” มินฮยอนปรับสีหน้าให้เป็นปกติมาที่สุดเท่าที่คิดว่าตัวเองจะทำได้ แล้วมองหน้าท่านแม่เพื่อฟังอย่างตั้งใจ

“คนดี ในพินัยกรรมของคุณปู่ท่านเล่าว่า ตระกูลเราคงจะไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ถ้าไม่ได้ท่านเจ้าเมืองฝั่งตะวันตกมาช่วยไว้ ฉะนั้นท่านปู่ได้ทำการตกลงกับท่านเจ้าเมืองฝั่งนั้นแล้วว่าจะให้รุ่นหลานแต่งงานกันเพื่อความปรองดองและตอบแทนพวกเขาที่ช่วยเราไว้ ไม่ว่าหลานจะเป็นหญิงหรือชาย โปรดเข้าใจพวกเราดว้ยนะมินฮยอน”


“เห้ออ” มินฮยอนถอนหายใจกับเรื่องที่ได้ฟัง จะทำไงได้ละ ก็ท่านปู่กล่าวไว้แบบนั้นไม่มีใครสามารถปฎิเสธได้หรอก

“เอ้อ เห็นว่าพรุ่งนี้ทางฝั่งตะวันตกจะเดินทางมาดูตัวเจ้านะ” ท่านพ่อผู้กินไม่รู้เรื่องรู้ราว พูดขึ้นมาหลังจากที่เห็นว่ามินฮยอนดูเริ่มจะทำใจรับได้และสงบลงเล็กน้อย

“พรุ่งนี้เลยหรอออออ ท่านพ่ออออ มินฮยอนเพิ่งรู้เรื่องเองนะ! ไม่ให้ทำใจกันเลยหรอ แล้วพี่อึนจีละ พี่อึนจีจะต้องไปที่อื่นไหม ห้ามเอาพี่อึนจีไปไหนนะ!”

หัวหน้าตระกูลฮวังเห็นแล้วก็กลุ้มใจกับลูกตัวดื้อตรงหน้า แบบนี้แล้วทางฝั่งนั้นจะรับมือไหวไหมละเนี่ย


.

.

.

.


เช้านี้มินฮยอนยังคงตื่นมาด้วยความขุ่นเคืองใจท่านพ่อท่านแม่ที่มาจับเค้าคลุมถุงชนแล้วยังจะมาดูตัวแล้วอีก ทุกอย่างผ่านไปไวเหมือนโกหกเมื่อวันก่อนเขายังมีความสุขกับการเรียนเขียนพู่กันจีนระดับสูงอยู่เลย เขายังไม่ทันเตรียมใจอะไรเลย อยู่ๆก็จะมีคนมาดูตัว อยู่ๆก็ต้องไปแต่งงานกับใครไม่รู้ ความขุ่นเคืองใจทำให้ฮวังมินฮยอนเดินออกไปสวนเพื่อสูดอากาศให้ผ่อนคลายสะหน่อย ยังไงวันนี้เขาก็ต้องไปเจอหน้าคนแปลกหน้าคนนั้นอยู่ดีละนะ ไม่รู้จะหน้าตานิสันใจคอเป็นยังไง ถ้าเข้ากันไม่ได้ละ เขาจะไม่ต้องทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิตเลยหรอ มินฮยอนคิดไปพลางเดินชมดอกไม้ในสวนไป


“โอ๊ะ เจ้าดอกซากุระที่ท่านพ่อได้มาจากญี่ปุ่นออกดอกแล้วนี่นา” ชายหนุ่มในชุดผ้าแพรอย่างดีเดินไปชื่นชมดอกไม้ที่ผลิบานสวยงามอยู่ตรงต้นไม้ใหญ่

“ดอกนี้สวยจังเลย แอบเอาไปประดับแจกันที่ห้องดีกว่า” ว่าแล้วก็เอื้อมมือขึ้นไปหวังจะเด็ดดอกซากุระสีชมพูข้างบนหัว แต่ดูเหมือนว่าความสูงของเขาก็ยังไม่พอสินะ อาจจะต้องเอื้อมไปอีกนิด อีกนิดนึง อีกนิด..

“นี่ครับคุณหนู”


ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง ใส่ฮันบกด้วยผ้าแพรอย่างดีเฉกเช่นเดียวกันกับเขา เพียงแต่มีว่าชายแปลกหน้าคนนั้นสวมหมวกปีกกว้างเป็นตาข่ายสีดำสวมใส่และผูกคอไว้ด้วย ดูเป็นการแต่งกายของผู้มีฐานะบรรดาศักดิ์ที่สูงส่งเช่นเขา ชายแปลกหน้ายื่นดอกไม้ที่เอื้อมเด็ดมาให้เขา ดอกที่มินฮยอนนั้นเล็งเอาไว้ เพราะความสูงของคนตรงหน้าทำให้เอื้อมไปเด็ดได้อย่างง่ายดาย ร่างสูงยื่นดอกซากุระมาพร้อมกับรอยยิ้มพิฆาตที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องใจเต้น แม้แต่มินฮยอนเองก็รู้สึก...ใจเต้นแปลกๆ


“เอ่อ ขอบคุณครับ ไม่ต้องเรียกผมคุณหนูหรอก เรียกมินฮยอนก็ได้ ผมชื่อฮวังมินฮยอนหนะ”

มินฮยอนผู้เข้ากับคนอื่นง่าย พูดเจื้อยแจ้วแนะนำตัวกับชายแปลกหน้าราวกับคุ้นเคยกันมา

“อ่า คุณคือฮวังมินฮยอนเองหรอกหรือ ผมควอนฮยอนบิน มาจากตระกูลควอน เจ้าเมืองทางฝั่งตะวันตก”


สิ้นเสียงของร่างสูงผู้นั้น มินฮยอนถึงกับทำตาโตด้วยความตกใจ นี่มันคนในตระกูลท่านเจ้าเมืองทางฝั่งตะวันตก งั้นก็แสดงว่า คนๆนี้ คนตรงหน้านี้ คือออ…..

“คะ..คุณ คุณคือคนที่ เอ่อ..”

“วันนี้ผมต้องมาดูตัวคุณฮวังมินฮยอนหนะครับ :)” ฮยอนบินที่เห็นอีกฝ่ายอ้ำๆอึ้งๆด้วยหูแดงๆนั้นก็พอจะรู้ได้ว่าเจ้าตัวจะถามอะไร


โอ้ยยยย รอยยิ้มนี้อีกแล้วหรอ ไม่เอาแล้วได้ไหม เขารู้สึกใจไม่ดีเลยจริงๆ ทำไมใจมันเต้นแรงแปลกๆ


.

.

.

.


ภายในห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงาม เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายจากญี่ปุ่นและต้นบอนไซ เพราะเนื่องจากหัวหน้าตระกูลฮวังนั้นติดต่อค้าขายและธุรกิจต่างๆกับทางญี่ปุ่นอยู่เป็นประจำ ทำให้ในห้องรับแขกนี้ดูเหมือนอยู่ในญี่ปุ่นสะมากกว่าเกาหลี อีกอย่างที่ทำให้ความรู้สึกนี้ชัดเจนมากก็เพราะว่าแขกทุกคนจะต้องนั่งลงพื้นเสื่อทาทามิ และตรงกลางมีโต๊ะไม้เตี้ยอย่างดีสำหรับการคุยเรื่องดูตัวครั้งนี้ เป็นห้องที่ท่านพ่อของมินฮยอนนั้นภูมิใจมากเลยจริงๆ


“ผมย้ายมาอยู่กับน้องก่อนก็ได้ครับ เพื่อที่จะได้เรียนรู้กันไป อีก 6 เดือนค่อยหาฤกษ์แต่งงาน” หลังจากที่พูดคุยและแนะนำกันไปประมานหนึ่ง ฮยอนบินก็ตัดสินใจพูดความคิดของตัวเองนั้นออกมาให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้รับทราบ เพราะทางตระกูลฮวังเองก็ห่วงและหวงลูกชายอยู่ไม่ใช่น้อย เลยเสนอจะเปลี่ยนวังข้างหลังที่เป็นวังสำหรับต้อนรับแขกจากญี่ปุ่นเป็นวังเรือนหอสำหรับทั้งคู่


ฮยอนบินที่มีอายุมากกว่าเขาแค่สองปี แต่คำพูดคำพูดจาและความคิดนั้นดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าเค้าเป็นสิบๆปีเลย มินฮยอนหลบตามองถ้วยชาตรงหน้าอย่างอ่อนใจ เค้าต้องแต่งกับคนนี้จริงๆสินะ สายตานั้นเร็วเท่าความคิด เมื่อคิดว่าจะแต่งกับคนตรงหน้า ทำให้มินฮยอนเหลือบตาขึ้นมามองคนตรงหน้า แต่ต้องถึงกับสะดุ้งเพราะคนตรงหน้าดูเหมือนว่าจะมองเขาอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาดันไปตกใจที่สบตากับฮยอนบินที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ทำให้ร่างสูงที่นั่งตรงข้ามอมยิ้มมาให้เค้าอย่างเจ้าเล่ห์


“น้องมินฮยอน คิดว่าอย่างไรบ้างครับ” ไม่รู้ว่าทำไมฮยอนบินถึงถามเขาเช่นนั้น ดูก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ค่อยพอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ มินฮยอนที่หลบตาไปเมื่อกี้กลับต้องหันไปมองหน้าคนพี่อีกครั้ง ดูรอยยิ้มนั้นสิ ต้องแกล้งกันแน่ๆ ไม่รู้หรอไงว่าเขาทนรอยยิ้มนี้ไม่ได้…


“ก็ได้ครับ”  สุดท้ายแล้วมินฮยอนก็พ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มนั้นของพี่ฮยอนบินเข้าให้แล้ว ทำไมกัน

.

.

.

.

หลังจากฮยอนบินทำการย้ายมาร่วมเกือบจะสองเดือน พวกเขาทั้งคู่สนิทกันมากขึ้นและดูเหมือนคนที่กำลังจีบกันอยู่อย่างไรอย่างนั้น พวกเขาตัดสินใจว่าจะสลับกันเสนอกิจกรรมและงานอดิเรกของตัวเอง เพื่อให้อีกฝ่ายนั้นได้เรียนรู้ตัวเองจากสิ่งที่ชอบทำ มีทั้งการเขียนพู่กันจีน การเล่นดนตรี การวาดภาพ และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งในวันนี้ถึงตาของฮยอนบินที่จะเสนอกิจกรรมที่เขาชื่นชอบและถนัดมากที่สุด นั่นคือการยิงธนู ก่อนหน้านี้ที่ทางหัวเมืองทิศตะวันตก ควอนฮยอนบิน ผู้สืบทอดตระกูลควอนเป็นที่รู้จักในวงกว้างว่าการยิงธนูและฝึกฝนต่อสู้คือสิ่งที่เจ้าตัวนั้นชื่นชอบที่สุด ในทุกวันเกิดตั้งแต่เด็กฮยอนบินมักจะได้รับของขวัญมีค่ามากมายและธนูที่ทำจากวัสดุอย่างดี เปลี่ยนไซส์ตามขนาดร่างกายไปทุกๆปี และจะมีการแข่งยิงธนูที่ทางตระกูลควอนจัดขึ้นในทุกๆปีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปมาแข่งกับฮยอนบิน ใครที่ยิงชนะไปจะได้รางวัลชิ้นใหญ่ แต่จนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดเอาชนะได้เลย

“น้องมินฮยอน พี่ให้ยิงที่เป้าหมายนะ ไม่มีต้นไม้ข้างหลัง ฮ่าฮ่าฮ่า” ร่างสูงหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีที่เห็นคนน้องหน้ามุ่ยทำปากบ่นยุบยิบที่ยิงไปไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้

“ก็มันบังคับยากนี่ พี่ฮยอนบินจะหัวเราะอะไรนักหนาอะ ก็เล็งแล้วนะแต่พอปล่อยลูกธนูออกไปมือที่ถือธนูมันก็ดันขยับนี่นา หยุดมาจิ้มแก้มน้องเลยนะ!” มินฮยอนจอมโวยวาย หันหน้าหนีคนพี่ที่เอานิ้วชี้มาจิ้มแก้มเค้าแล้วหัวเราะเบาๆ

“มา เดียวพี่จับตำแหน่งแขนให้ ไม่งอนนะ น้องมินฮยอนเชื่อพี่ฮยอนบินได้เลย ครั้งนี้ยิงเข้าเป้าแน่ๆ” ฮยอนบินว่าแล้วก็จับแขนมินฮยอนให้อยู่ในองศาที่ถูกต้อง คนน้องที่ดูไม่รู้เรื่องอะไรก็เตรียมตั้งท่ายิง โดยไม่รู้เลยว่าคนพี่นั้นแอบแต๊ะอั๋งตัวเองอยู่ คนพี่ยืนอยู่ข้างหลังคนน้องมือข้างนึงช่วยประคองแขนที่เล็งธนูไว้ มืออีกข้างจับข้อมือมินฮยอนช่วยดึงลูกธนู ก่อนจะส่งสัญญานให้คนน้องเตรียมเล็งและปล่อยไปตรงเป้าหมาย


ฉึก!


“เย่ๆๆ พี่ฮยอนบิน ดูสิๆ น้องทำได้แล้ววว ขอรางวัลตามที่บอกให้น้องด้วยนะ” มินฮยอนหันมายิ้มกว้างจนตาปิดให้กับฮยอนบิน ทำเอาคนตัวสูงที่ไม่ค่อยได้ยิ้มเท่าไหร่กลับยิ้มตามไปด้วยอย่างอดใจไม่ไหว ตั้งแต่เจอมินฮยอนรู้สึกเค้าจะยิ้มบ่อยไปแล้วนะ

“เก่งมากเลยนะมินฮยอน เห็นไหม พี่บอกแล้วว่าเรานะทำได้ ไว้คืนนี้1ทุ่มตรงมาเจอพี่ที่ศาลาวังข้างหลังสิ เดียวจะเอาของรางวัลมาให้” ฮยอนบินพูดจบก็ขยีผมมินฮยอนเบาๆด้วยความเอ็นดู


ภาพของทั้งสองเป็นที่จับตามองของเหล่าสนมที่ยืนรับใช้อยู่ห่างๆ ทุกคนต่างอมยิ้มให้กับภาพน่ารักตรงหน้านี้ ไม่บอกก็รู้ว่าทั้งคู่นั้นมีใจให้กัน  


และที่ฮยอนบินให้คนน้องไปเจอที่วังเรือนหอนั้นก็เพราะว่ามินฮยอนเองก็ยังเป็นเด็กดื้ออยู่เช่นเคย มินฮยอนไม่ยอมไปนอนที่วังเดียวกับฮยอนมินเพราะรู้สึกยังคงไม่ชินที่จะต้องไปนอนกับใคร เกิดมาก็มีแต่พี่เลี้ยงเท่านั้นที่นอนเฝ้าอยู่ทุกวัน เลยขอท่านพ่อท่านแม่นอนห้องตัวเองไปก่อนจนกว่าจะพร้อม ฮยอนบินก็ไม่ขัดใจอะไรเพราะดูก็พอรู้ว่ามินฮยอนนั้นดื้อเพียงใด

.

.

.

.

ในเวลาเกือบจะทุ่มตรง มินฮยอนเจ้าของบ้านผู้นี้กำลังย่องเบาค่อยๆเดินแบบไม่มีเสียงให้ใครได้ยินแม้แต่พี่อึนจีพี่เลี้ยงตัวเองก็ให้รู้ไม่ได้ว่าเขาจะไปไหน ทำไมนะหรอ ใครจะไปกล้าบอกละว่าเขาจะไปวังเรือนหอทั้งๆที่ตอนแรกเจ้าตัวโพล่งออกไปแล้วว่าจะไม่ไปแน่นอน ใครจะไปอยากนอนอยู่วังเดียวกับคนแปลกหน้าละ ..แล้วดูตอนนี้สิ เขาเลยต้องแอบไปหาพี่ฮยอนบินเพื่อไม่ให้ใครรู้อย่างกับโจร น่าอายจริงๆเลย แล้วทำไมเขาต้องทำตามที่คนพี่บอกด้วยละ ก็ไม่ได้อยากไปเจอขนาดนั้นสักหน่อย เขาหนะ ทำเพื่อรางวัลต่างหากละ!


มินฮยอนที่เปิดประตูเข้ามาวังเรือนหอแล้ว เมื่อเข้ามาก็จะเจอกับสวนญี่ปุ่นที่ท่านพ่อนั้นชอบเป็นหนักหนา ในระหว่างที่กำลังย่ำอยู่พื้นหินของสวน มินฮยอนก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวจึงหยุดชะงักแล้วรีบหันซ้ายหันขวา

น้องมิน น้องมินฮยอน” คนพี่ที่อยู่ๆก็โผล่ออกมาจากสวนบอนไซ กวักมือเรียกเขาให้เข้าไปหา มินฮยอนจึงเดินไปหาคนพี่ในทันที

ท่านพี่กระซิบทำไมอะ

“ก็เห็นน้องมินฮยอนย่องเบาเข้ามาในวังอย่างกับแอบใครมา เลยกระซิบเรียกอะ คิคิคิ”

“ท่านพี่อะ! แกล้งน้องหรอ!” ว่าแล้วคนน้องที่ฟาดมือลงแขนคนพี่ดังเพี๊ยะ!

“โอ้ยย เจ็บอ่ะ พี่ล้อเล่นหน่า ก็ใครก็ไม่รู้เนอะบอกว่าจะไม่มาที่นี่หรอก” และแล้วคนพี่ก็โดนไปอีกหนึ่งดอก

“พอเลย น้องมาทวงของรางวัลต่างหาก ก็พี่ฮยอนบินอะนัดมาที่นี้นี่นา” พูดจบก็ยู่ปากอย่างไม่พอใจทำให้คนพี่อดหมั่นเขี้ยวไม่ได้ จึงเอื้อมมือไปบีบจมูกคนน้องอย่างเอ็นดูรอบที่ล้านของวัน

“โอ๋น่า ก็ไม่อยากให้ใครเห็นนี่นา น้องมินหลับตาลงก่อนนะ แล้วจับมือพี่ไว้ ค่อยๆเดินตามพี่มานะ”

เมื่อพูดจบคนตัวสูงก็เดินมายืนข้างหน้าพร้อมกับยื่นมือไปให้คนน้องจับทั้งสองข้าง มินฮยอนทำตามอย่างว่าง่าย จับมือคนพี่แล้วค่อยๆหลับตาลงพร้อมค่อยเดินตามแรงดึงของคนตรงหน้า

“พี่จะไม่แกล้งน้องมินใช่ไหม”

“ไม่แกล้งครับ สัญญาเลย”


ทั้งสองเดินเข้ามาในศาลาเล็กๆ ที่รอบๆเป็นบ่อน้ำใสมีปลาคาร์ฟว่ายเวียนวนอยู่ในน้ำเย็นฉ่ำ มีต้นไม้ต่างๆให้ความร่มรื่นย์ อีกทั้งยังมีต้นบอนไซมาประดับประดาสวนอย่างสวยงาม

“ถึงแล้ว น้องมินจับราวระเบียงไว้นะ” ฮยอนบินค่อยๆดึงมือมินฮยอนไปจับราวของศาลาไว้

“ค่อยๆลืมตาแล้วมองขึ้นไปสิ”


มินฮยอนที่มือค้ำราวระเบียงศาลาทั้งสองมือก็จับระเบียงแน่นเมื่อเดินหลับตามาสักพักเพราะรู้สึกมั่นคง เมื่อได้ยินคำของคนพี่ดังนั้นเจ้าตัวจึงค่อยๆลืมตาและมองขึ้นไปตามที่คนพี่บอก


“โอโหหหห พี่ฮยอนบิน พระจันทร์สวยมากๆๆ สุดยอดดด พี่ฮยอนบินรู้ได้ไงอะว่ามินฮยอนชอบพระจันทร์”

คนน้องที่ลืมตามองขึ้นไปเจอกับพระจันทร์ดวงกลมสวยงาม ส่องแสงแปล่งเป็นประกายรายล้อมด้วยดวงดาวนับล้านดวง วันนี้เป็นคืนพระจัทร์เต็มดวงพอดี ถึงแม้ว่างฮยอนบินจะเก่งกาจเรื่องยิงธนู แต่เรื่องดาราศาสตร์ก็เก่งไม่แพ้กัน

“ก็ตอนเราแลกหนังสือกันอ่าน น้องมินฮยอนเลือกตั้งนานว่าจะเอาเล่มไหนให้พี่ดี ซึ่งพี่แอบเห็นว่าเรามีแต่เรื่องที่เกี่ยวกับดวงดาวและดวงจันทร์เยอะเลย เลยคิดว่าเราน่าจะชอบหนะ” คนพี่ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนน้องเมื่อพูดจบก็เอื้อมมือไปจับราวระเบียงเฉกเช่นเดียวกับคนที่หันหลังอยู่ตรงหน้า เท่ากับว่าเค้าได้แอบกอดคนน้องจากด้านหลังสินะ

“น้องมินลืมไปเลยว่าเคยถามอาจารย์สอนดาราศาสตร์ว่าพระจันทร์ขึ้นเต็มดวงวันไหน พี่ฮยอนบินก็รู้เหมื….” มินฮยอนพูดเจื้อยแจ้วไปโดยไม่รู้ว่าคนพี่นั้นแอบกอดทางอ้อมจากทางข้างหลังอยู่ เมื่อเห็นว่าฮยอนบินนั้นนั้นเงียบไปจึงหันไปถาม แต่กลับต้องกลืนคำพูดตัวเองลงไปและใจเต้นแรงเพราะหน้าทั้งคู่นั้นใกล้กันมากจนเกินไป อีกนิดจมูกคนพี่ก็จะชนเขาแล้วละ

“ของขวัญอีกชิ้นที่พี่จะให้น้องมินฮยอน” ฮยอนบินพูดจบก็หยิบของที่แอบซ่อนออกมาจากช่องของเสื้อคลุม กล่องเล็กๆสลักลายอย่างสวยงามถูกยื่นไปให้คนน้องที่ตอนนี้หูแดงจนลามมาที่หน้าทำเอาดูอมชมพูไปทั้งใบหน้า มินฮยอนเอื้อมมือขึ้นมาหยิบกล่องสวยใบนั้น แล้วรีบเปิดออกดูอย่างสนใจ

“แต่งงานกับพี่ได้ไหมครับน้องมินฮยอน ถึงเราจะเพิ่งรู้จักกันแค่ประมาณสองเดือน แต่ก็เป็นสองเดือนที่พี่ชอบเรามากขึ้นทุกๆวัน แค่ครั้งแรกที่เห็นเรา พี่ก็ถูกชะตาด้วยอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกใจเต้นกับคนๆนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ละสายตาไม่ได้เลย น้องมินฮยอนครับ แต่งงานกับพี่นะ”

มินฮยอนที่เปิดกล่องพบเจอแหวนหยกที่ฝังด้วยเพชรแวววาวหนึ่งเม็ดตรงกลางล้อมรอบด้วยการแกะสลักบนหยกอย่างประณีต คนน้องเอาแต่มองแหวนไม่กล้ามองสบตาคนพี่ขณะที่คนพี่สารภาพรักและขอเขาแต่งงาน

“แหวนวงนี้เป็นของท่านย่าของพี่ แหวนประจำตระกูลควอน ก่อนท่านย่าจะเสีย ท่านมอบให้พี่และขอให้พี่มอบกับคนที่พี่รักและอยากใช้ชีวิตทั้งหมดนี้ร่วมกับคนนั้น น้องมินฮยอน..”

“รู้แล้วหน่า วันนี้พี่ฮยอนบินพูดเยอะจังเลย น้องมินอยากลองใส่แหวนแล้วอะ ถ้าตกลงก็ได้ใส่ใช่เปล่า งั้นน้องมินฮยอนตกลงก็ได้ ใส่แหวนให้น้องหน่อยสิ” ฮยอนบินหลุดยิ้มออกมากับคำพูดคนตรงหน้า เด็กแสบยังไงก็คือเด็กแสบต่อให้เขินขนาดไหนก็เถอะ ไม่โรแมนติกเลยเรา คำพูดกวนโอ๊ยจริงๆแต่ร่างกายกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง หูแดงหน้าแดง แม้แต่มือที่ถือกล่องก็แดงไปด้วย แบบนี้คือเขินอย่างหนักเลยใช่มั้ยเนี่ยเด็กแสบ


ฮยอนบินหยิบแหวนออกมาจากกล่องและค่อยๆสวมใส่นิ้วนางข้างซ้าย ช่างแปลกประหลาดที่ว่ามินฮยอนสามารถใส่มันได้พอดิบพอดีราวกับว่าแหวนวงนี้เป็นของมินฮยอนเอง คนน้องมองแหวนบนนิ้วตัวเองที่ถูกสวมใส่ให้จากคนพี่อยากถะนุถนอม ถึงแม้จะรู้สึกเขินแปลกๆและใจเต้นแรงมากๆ แต่ก็รู้สึกมีความสุขมากๆเช่นกัน


คนน้องเงยหน้ายิ้มจนตาหยีให้กับคนพี่ที่ยิ้มยิงฟันบ่งบอกถึงความสุขที่ล้นออกมาจากข้างใน ฮยอนบินสวมกอดมินฮยอนซึ่งคนน้องก็สวมมือเข้าไปกอดคนพี่เช่นกัน ท่ามกลางภาพสวยงามตรงหน้า มีท้องฟ้า ดวงดาวนับล้าน และแสงจันทร์นวลสาดส่องลงมาเหมือนเป็นสักขีพยานให้กับความรักของที่สองที่มอบให้แก่กันและกัน



.

.

.

.

The End

.

.

.


Special


ตอนนี้มินฮยอนได้ย้ายข้าวของทุกอย่างเข้าวังเรือนหออย่างเป็นทางการ การแต่งงานนั้นกำลังจะมีขึ้นในเดือนหน้า ตอนนี้ทุกคนกำลังวิ่งวุ่นกับการเตรียมงานครั้งใหญ่ และเตรียมต้อนรับคนจากฝั่งตะวันตกที่จะมาร่วมฉลองด้วยกัน แต่มีอยู่สองคนที่ยังคงใช้ชีวิตเรียบง่ายในแบบที่ทุกวันนั้นทำ ปล่อยให้คนอื่นนั้นจัดการกันไปส่วนพวกเขาสองคนก็ยังคงเรียนรู้กันไป และใช้ชีวิตด้วยกันในทุกๆวันที่วังเรือนหอ ซึ่งทางตระกูลควอนก็ได้มีการสร้างวังเรือนหอเช่นกัน เพื่อสำหรับเวลาทั้งคู่เดินทางกลับบ้านในทางฝั่งตะวันตก


“พี่ฮยอนบิน สวยไหม น้องมินว่าจะวางดอกไม้ไว้ตรงนี้ พี่ฮยอนบินว่าดีไหมอะ”

มินฮยอนนั่งคุกเข่าจัดดอกไม้ลงแจกันบนโต๊ะญี่ปุ่น พร้อมกับเรียกคนพี่ที่นั่งอยู่ใกล้ๆกำลังชื่นชมภาพวาดที่วาดคู่เขาและมินฮยอนเคียงคู่กัน ที่ถูกส่งมาจากช่างศิลป์ผู้เก่งกาจเป็นเบอร์หนึ่งของหัวเมืองตะวันออก

“อืมม สวยดีนะ ตรงนี้แหละเหมาะแล้ว แต่ดอกนี้ยังไงก็สวยไม่เท่าดอกไม้ของเราเนอะ”

ทั้งมินฮยอนและฮยอนบินมองไปทางโหลแก้วทรงเตี้ย ที่วางอยู่บนชั้นวางจัดให้ดูเด่นสุด ในโหลแก้วมีดอกซากุระหนึ่งดอกที่ถึงแม้ว่าโรยราแล้ว แต่ทั้งคู่ก็ยังจำภาพความสวยงามในตอนแรกของมันได้ดี ดอกที่ทำให้เขาทั้งคู่ได้เจอกัน เมื่อหันไปชื่นชมดอกไม้แล้วทั้งคู่จึงหันมามองหน้ากันอย่างรู้ความหมายและยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ



Talk :
ไม่ได้แต่งฟิคนานแล้วค่ะแต่เห็นมีโปรเจคแล้วเราชอบความพีีเรียดมากๆ
เลยเอามาแต่งเป็นฟิคสั้นๆหวานๆให้คู่ชิปนี่ค่า
ติชมได้ค่า
ขอบคุณค่ะ :)

https://www.youtube.com/watch?v=VyT8V96Gn5s

ฟังเพลงนี้แล้วจะมีความอินมากๆเลย

แทกมากรี้ดใส่ได้ที่ #Sakurabinmin น้าาาา

เนื้อเรื่อง อัปเดต 20 ก.พ. 61 / 20:39


ผลงานทั้งหมด ของ linnamW

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 Berry
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 21:46
    หวานนนนนละมุน น่ารักมากเลย
    #1
    0