สถานีต่อไป...คณะแพทยศาสตร์ (บทความแนะน้องสอบกสพท.จ้า)

ตอนที่ 13 : [บทความพิเศษ] แม่หมอแนะแนว by จั่นเจา (พี่ใบตอง)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,094
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 มี.ค. 54

ก่อนสอบ..น้องเคยไปดูหมอกันมั้ย ว่าติดไม่ติด ?

พี่ไม่เคยนะ.. แต่พี่เพิ่งมาเคยตอนอยู่ม.6 เนี่ยแหละ.. หมอดูไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เพื่อนพี่เนี่ยแหละ 555
(แต่เอาจริง ๆ พี่ก็ไม่กล้าให้ดูว่าติดไม่ติดนะ กลัว T_T)

แต่บทความนี้ไม่ใช่แค่เรื่องหมอดูนะ ! มีอะไรที่มากกว่านั้นเยอะ ! เชื่อว่าน้องทุกคนอ่านจบต้องได้อะไรกลับไปแน่ ๆ

โดยเฉพาะ ' การค้นหาตัวเอง '

เชิญอ่านเลยค่า ^ ^


------------------------------------------------------------------------------------

แนะแนวจากหมอผู้รู้อนาคต

โดย แม่หมอจั่นเจา

.........................................................................................................................................................

            ม.6 ห้องที่ข้าพเจ้าอยู่ติดกสพท. 38 คน จาก 47 (อูววว์)  ความจริงต้องนับเป็น 39 นะ  มีหมออีกคนที่เป็นหมอมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ม.5 แล้ว  ทำไมถึงไม่นับเข้าไปก็ไม่รู้

            หมอคนนั้นเขาออกจะดัง  เป็นที่โจษขานไปทั่วรั้วโรงเรียนเตรียมอุดม ตั้งแต่ตอนอยู่ม.5นี่แหละ มีคนไปมาหาสู่เยอะมาก  บางคนก็ตามตัวนัดแนะมาพบหมอคนนี้ทุกเดือน  หมอคนนี้ยังมีความสามารถ  ทราบได้อย่างไรงั้นรึ  เพราะหมอคนนี้มีคนมาหาเยอะมากจนต้องตั้งเพื่อนสนิทเป็นผู้จัดการส่วนตัว  คอยจัดคิวคนที่จะมาพบหมอน่ะสิ

            แต่หมอคนนี้ก็แปลกนะ  เพราะหมอคนนี้เขาไม่ได้สมัครสอบกสพท (หืมม) และเขาก็เรียนเศรษฐศาสตร์ (อ้าว ไหงเป็นงั้นได้)

            หมอที่ว่าก็คือหมอดูนั่นเอง  และหมอดูคนนั้นก็ไม่ใช่ใคร ตัวของจั่นเจานี่แหละ

            นั่งทอดอารมณ์ท่ามกลางผู้คนมากมาย  ข้างกันคือเพื่อนอีกหลายคนที่เพิ่งรู้จัก  ข้างหน้าคือกองไพ่เจ็ดสิบแปดใบ(ไอ้นี่มันเล่นไพ่ในโรงเรียน)  นักเรียนเกือบทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการอ่านหนังสือ  ถ้าอ่านใจแต่ละคนก็คงได้ยินแต่คำว่าหมอ หมอ หมอ มหาลัย มหาลัย  หมอดูเหลือบไปมองจอมเนียนให้รู้สึกชื่นใจก่อนจะหันมาทำนายทายทักให้ลูกค้าต่อ

            เอาล่ะๆ หลังจากที่พูดเล่นกันมาครึ่งหน้ากระดาษ ถึงเวลาจริงจังแล้ว  หลายคนคงเริ่มขมวดคิ้ว  หมอดูมันเกี่ยวอะไรกับคนจะสอบหมอ  เกี่ยวอะไรกับคนกำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย  แม่หมอขอตอบเองว่าเกี่ยวอย่างยิ่ง  และเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้อ่านจะต้องรู้ประเด็นเหล่านี้ไว้ แม่หมอไม่ได้บังคับให้เชื่อ แต่แม่หมอขอร้องให้คิดตาม

          ประเด็นที่หนึ่ง Who are you? Who do you want to be? คุณเห็นใคร และคุณอยากเป็นอะไร

            ประเด็นที่สอง What’s a fortune – telling? Should you believe it all? การดูดวงนั้นคืออะไร ควรเชื่อทุกอย่างหรือไม่ (and how to choose a fortune-teller วิธีการเลือกหมอดู)

            Who are you? Who do you want to be? คุณแป็นใคร และคุณอยากเป็นอะไร

          สำหรับการดูไพ่ทาโรต์แบบ celtic cross ไพ่ตำแหน่งที่ 1 หมายถึงตัวตนของผู้มาดู ใช้ทำนายร่วมกับไพ่ใบที่ 7 และใบที่ 9 ไพ่ใบนี้มีความสำคัญมาก  เพราะแม่หมอบอกได้เลยว่าหลายคนที่มาดูยังเป็นโรคหาตัวเองไม่เจอ

            โรคหาตัวเองไม่เจอก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่าง ได้แก่ การเลือกคณะไม่ตรงกับที่ตนต้องการ  การสอบตามเพื่อน(อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่จงนึกถึงเงินที่พ่อแม่ต้องเสีย) การกั๊กที่ การสละสิทธิ์  เกรดห่วย การซิ่ว การถูกรีไทร์ จวบจนไปถึงการทำงานในสายที่ไม่ตรงกับที่ตนเองเรียน ถ้าเก่งก็รอด ถ้าไม่เก่งก็อย่าหวังเลยว่าจะเจริญก้าวหน้า 

            คนเป็นโรคนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนอีกอย่าง ซึ่งก็คือโรครับฟังทุกคนนอกจากตัวเอง ใครจะว่าอะไรก็เฮโลกันไปตามนั้น พ่อแม่ว่าอย่างนั้น พี่ว่าอย่างนี้ ปู่ย่าอยากให้เห็นหมอ ตายายอยากให้เป็นวิศวกร  เอาเข้าไป  ถ้าจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนคนสวมรองเท้าสเก็ต มือแต่ละข้างถือเชือกหลายสิบเส้นให้คนใกล้ชิดดึงไปดึงมานั่นแหละ  ได้แต่รอวันล้มเท่านั้น

            วิธีรักษาโรคนี้นั้นไม่ยากเลย  แต่ใครหลายคนชอบบ่นว่าไม่มีเวลาทำ ลองคิดดูก็แล้วกัน ตนเองเสียเวลาอ่านหนังสือไปเป็นปี สุดท้ายต้องซิ่วเพราะเรียนไม่ไหว ถ้าก่อนสอบยอมเสียเวลาอ่านหนังสือแล้วหันมาคิดสักนิดมันจะดีกว่าหรือเปล่า

            คิดขั้นแรก กูเป็นใคร พิจารณาไตร่ตรองให้ดีว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร  เรารู้จักนิสัยตัวเองดีพอหรือยัง  เราถนัดอะไรและเราไม่ถนัดอะไร  จะบอกว่างานนี้ถ้าคิดไม่ออก  ครูแนะแนะนั้นดีกว่าคนใกล้ชิดที่หัวใจไม่เป็นกลาง  เชื่อหัวใจตัวเองนั้นดีที่สุด

            คิดขั้นที่สอง เราอยากเป็นอะไรกันแน่  ถ้านึกไม่ออก หารายละเอียดของแต่ละอาชีพ และจงหาแรงบันดาลใจ  ดูว่าสิ่งที่เราอยากเป็นมันเหมาะสมกับเราแค่ไหน เราทำมันได้ดีขนาดไหน  จุดมุ่งหมายที่สูงที่สุดของวิชาชีพนั้นคืออะไร  มันตรงกับความต้องการของเราหรือไม่

            คิดสองขั้นนี้คิดเพียงห้านาทีคงจะยาก  เพราะฉะนั้นเวลาก่อนจะตัดสินใจ ลองเปิดหูเปิดตา  กิจกรรมต่างๆ นั้นถือว่าไม่เสียหาย  เพราะการทำงานแท้จริงแล้วก็คือการปฏิบัตินั่นเอง

            แม่หมอมีคติว่า  การเลือกว่าเราจะเป็นอะไร  ต้องคิดช้าๆ ละเอียดๆ แต่หนักแน่นและมั่นคง

            ใครที่มาถามแม่หมอว่าจะเป็นอะไรดี  แม่หมอไม่เคยทำนายให้เลย คิดเอาเอง

            เลือกแล้ว เรียนรู้ที่จะยืนหยัดและเป็นคนหนักแน่น อย่าเขวเพราะคนอื่นพูด  อย่าเขวเพื่อนอยู่เยอะ  ที่สำคัญ  อย่าเขวเพราะไม่กล้ารอ

            รุ่นพี่คนนึง  สอบตรงไม่ติดอะไรเลย  พี่เขาอยากเรียนวิศวะ  สุดท้ายกัดฟันรอสอบแอดมิชชั่นกลาง  ผลคือได้วิศวะจุฬา(แอดกลางไม่ได้เลวร้าย ถ้ารู้จักเลือกคณะ)  ผิดกับคนบางคนที่ไม่กล้าที่จะอดทนเพื่อตัวเอง  เอารับตรงคณะที่ตนยังไม่อยากเรียนไปก่อน  พอผลแอดกลางออก ความจริงตนเองก็คะแนนถึง  น่าเสียดายไหม

            ถ้าจะเปลี่ยน ขอให้เปลี่ยนเพราะเราเลือก  แล้วเราจะไม่เสียใจ

            เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนอยากเป็นหมอ  เพราะจั่นเจาเคยไปหาหมอผิวหนังท่านหนึ่ง  คุยกันนอกเรื่องสักพัก  คำแรกที่ท่านหลุดมาก็คือ “อย่าไปเป็นหมอนะ”

            หมอ  ขอบอกว่าทุกข์  ถ้าไม่มีอุดมการณ์จริง  อาจจะใช้ชีวิตรักษาคนไข้ไปเรื่อยๆ แต่ในใจเราจะเริ่มรู้สึกแล้วว่าชีวิตเราว่างเปล่า  เพราะเราไม่มีแรงบันดาลใจและอุดมการณ์มายึดเหนื่ยว 

            คิดดู  วันหนึ่งอยู่แต่กับคนป่วย  เรียนหนักไม่พอ ทำงานหนักยิ่งกว่า  เขาบอกว่าหมอรวยเพราะไม่มีเวลาใช้เงิน  เรารับชีวิตแบบนั้นได้หรือเปล่าเอ่ย

            คนที่อยากเป็นหมอเพราะพ่อแม่อยาก  หรือเป็นตามเพื่อน หรือเพราะไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไร  ขอให้คิดให้ดี  มันสมองระดับคุณหมอ  ถ้าเรียนด้านอื่นแล้วมาพัฒนาประเทศชาติบ้าง  มันจะดีขนาดไหน

แต่ที่พูดมานี้ไม่ใช่จะบอกว่าหมอไม่ดี  ตัวแม่หมอเองมีชีวิตจนวันนี้ก็เพราะคุณหมอ ถ้าใครรู้สึกมีความสุขเพราะได้ช่วยรักษาชีวิตผู้อื่นไว้(สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่  มีแต่หมอเท่านั้นที่ทำได้)  จั่นเจาขอทำนายว่าไปโลด  นี่แหละ  คุณหมอที่โลกรอคอย

(นิยายเกี่ยวกับหมอที่แนะนำก็คือเรื่อง  “เขาชื่อกานต์”  เผื่อจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นนะจ๊ะ  หรือไม่ก็ลองหานามปากกาหมอแมวในเด็กดีดู)

            What’s a fortune – telling? Should you believe it all? การดูดวงนั้นคืออะไร ควรเชื่อทุกอย่างหรือไม่

          ประเด็นนี้ถือว่าสำคัญไม่น้อย เพราะเชื่อว่าหลายคนก่อนสอบคงจะดูดวงกันจ้าละหวั่น  ว่าแต่การดูดวงมันคืออะไรล่ะ  แล้วอะไรที่ควรเชื่อและไม่ควรเชื่อ

            การดูดวงนั้นคือการทำนาย  ส่วนใหญ่จะเป็นอนาคต แต่ก็ต้องดูปัจจุบันและอดีตผสมกันไป  ถ้าจะพูดง่ายๆ ดวงก็คือแผนที่กรรมนั่นแหละ  ส่วนคนที่จะเลือกเดินก็คือเจ้าของกรรมนั่นเอง

            ถ้ายังไม่เข้าใจ  ขอให้ท่านผู้อ่านจิตนาการว่าตนกำลังยืนอยู่ตรงทางแยกหลายทาง  บางทางท่านพอทราบบ้างว่าจะเป็นอย่างไร  บางทางนั้นมีหมอกหนาทึบทำให้ท่านมองไม่ออก  หมอดูคือคนที่สามารถอ่านทางกรรมของท่านได้

            หมอดูที่ดีจะบอกท่านว่าแต่ละทางมีอะไรอยู่บ้าง  เขาคงเตือนท่านด้วยความหวังดีว่าทางซ้ายสิบห้านาฬิกามีจระเข้อยู่ในบ่อ  หกสิบนาฬิกามีทะเลทราย  แต่เขาก็คงไม่พยายามคะยั้นคะยอให้ท่านเลือกทางใดทางหนึ่งเพราะมันขัดต่อเจตจำนงเสรี(free will) ของท่าน

            ปัญหาคือหมอดูที่รอท่านอยู่ตรงทางแยกมันไม่ได้มีคนเดียวนี่สิ  ท่านจะเหมาว่าหมอดูทุกคนมั่วไม่ได้ ในทางกลับกัน  ท่านก็ไม่ควรจะอนุมานว่าหมอดูทุกคนนั้นเก่ง  หมอดูเป็นสับเซตของคน  มนุษย์เราเป็นอย่างไร  หมอดูก็เป็นแบบนั้นแหละ

            หมอดูบางท่านใช้ญาณทำนาย หมอดูบางท่านใช้หลักที่ใกล้เคียงกับสติถิ และบางท่านก็มั่วได้อย่างน่าเหลือเชื่อ  เคยได้ยินคำทำนายว่าโลกจะแตกไหม ถ้าโลกจะแตกจริงก็ช่างมันเถอะ

            หมอดูที่ดีมีหลายท่าน แต่หมอดูบางคนจะมาในลักษณะแบบนี้

            “ถ้าคุณไม่......ตามที่ผมบอก  คุณหรือคนรู้จักหรือ.....จะเสียชีวิตภายใน.....”   

            “คุณจะไม่มีทางสมหวังในความรักถ้าเกิดคุณ......... วิธีแก้ก็คือให้ไปบน..........”

            “คุณเลือกเป็นหมอไม่ดีหรอก  เพราะต้องเรียนหนัก จะเหนื่อยกว่าคนอื่น” (แล้วหมอที่ไหนเรียนไม่หนักบ้าง)

            ถามหน่อย  เชื่อเหรอ

            ขอบอกไว้ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอน  กรรม เป็นตัวกำหนด  ถ้าไม่เปลี่ยนชื่อแล้วจะตาย  ถามว่าถ้าตายจริง  มันตายเพราะชื่อหรือเปล่า  คนเราจะตายก็เพราะกรรม  ไม่ใช่เพราะชื่อ  เหมือนกันนั่นแหละ  บอกให้แก้บนอย่างนู่นอย่างนี้  ให้เอาของดำสิบแปดอย่างไปถวายบูชาราหู

            เอาเข้าไป  ตามหลักโหราศาสตร์ไทย ราหูหมายถึงความลุ่มหลงมัวเมา แล้วเราจะไปบูชาราหู ก็เท่ากับเราบูชาความลุ่มหลงมัวเมา  แล้วจะบูชาไปทำเพื่อ?  ใช้สติแก้ไข  เอาพระธรรมมาใส่หัวตัวเองโน่นถึงจะพ้นฤทธิ์ราหู

            (ขอบ่นอีกอย่างนะ  จำได้ไหม ราหูใช้เวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งในแต่ละราศี  ราหูเคลื่อนทีนึงชอบมีคนทำเหมือนโลกจะแตก  ความจริงมันไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้นเลย  ราหูให้โชคก็มี  แต่พอมันจะให้ทุกข์ มันก็ไม่ค่อยพ้นเรื่องลุ่มหลงมัวเมานี่แหละ  แล้วรู้ไหมราหูกลัวอะไร ดาวพฤหัส ซึ่งก็หมายถึงคุณงามความดีนี่เอง)

            หมอดูบางคนปากเหมือนมีดอีโต้  สับแล้วสับอีก เขาเรียกว่าไม่มีปิยวาจา แถมยังไม่ทราบว่าอะไรควรไม่ควร  หมอดูที่ดีต้องรู้จักคำว่ารักษาน้ำใจ  ถนอมจิตใจคนที่มาดู  ระวังเถอะ ดูดวงกับหมอดูที่พูดจาไม่ระวังปาก  อย่าคิดว่าเขาจะไม่เอาเรื่องของเราไปพูดให้คนอื่นฟัง

            สมมุตินะ ก่อนสอบ ถ้าทำนายว่าสอบติด มันก็ไม่อ่านหนังสือ ถ้าทำนายว่าสอบไม่ติด  มันก็ไม่รู้จะอ่านไปทำไม  พอทำนายไม่ถูกก็ถูกด่า  พอทำนายแม่นแล้วทำนายว่าจะเกิดสิ่งไม่ดี  คนดูก็กลัวอีก  คำทำนายมันก็ดาบหลายคมดีๆนี่เอง

            หมอดูดีๆ มีหลายท่าน  อันนี้ขอรับรอง  คนมาดูมีหน้าที่เป็นผู้เลือก  เลือกทั้งหมอดู และใช้วิจารณญาณฟังคำทำนาย  บางคนไม่กล้าสบตาหมอดูเพราะกลัว  ลองสบตาดูแล้วจะรู้ว่าหมอดูบางคนก็ไม่กล้าสบตาเราเองเช่นกัน  ถ้าได้ข่าวว่าหมอดูคนไหนทำนายแรง  ทำนายโหด  ก็อย่าไปดูกับเขาเลย  บั่นทอนความรู้สึกเราเสียเปล่า  หมอดูดีๆ ที่พูดตรงแต่รู้จักรักษาน้ำใจเรานั้นยังมีอีกมาก

            ถ้ายังไม่มั่นใจ  ลองดูท่าทางของเขาก่อนสิ  แววตานี่แหละบ่งบอกชัดเจน  เวลาที่เขาดู  เขาดูผ่านๆ หรือตั้งใจดู  เขาทำนายอย่างไร  มากเกินไปหรือไม่  แล้วหมอดูพูดอะไรมาก็อย่าเอามาคิดจนเครียด  บอกแล้วว่าคนเลือกทางเดินก็คือเรา  ไม่ใช่หมอดู

            หลายคนมาเล่าให้แม่หมอฟังว่า ถูกทักอย่างนู่นอย่างนี้  บางทีแม่หมอก็เผลอลบหลู่  โดยการพูดออกไปว่า “แล้วแกไปฟังมันทำไม”

            (หมอดูบางคนชอบไซโค  อย่าคิดว่าพ่อแม่บางท่านจะไม่เตี๊ยมกับหมอดูมาก่อนนะจ๊ะ)

            ไม่มีอะไรจะกล่าวแล้ว  นอกจากจะบอกให้ระวังเรื่องความเครียด  เครียดมากระวังอ่านข้อสอบไม่รู้เรื่อง  แล้วก็ขอให้ทุกคนที่อ่านบทความนี้ให้ความสำคัญของการกระทำมากที่สุด  การบนนั้นไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่คนที่จะจับดินสอฝนคำตอนนั้นก็คือตัวเรา  หาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่  หากท่านจะช่วยเรา  และเราจะขอ   ก็ขอสมาธิในการทำข้อสอบดีกว่านะ

            สุดท้าย  ขอส่งทำลังใจให้ว่าที่คุณหมอ  และหลายคนที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยทุกคน

                                    อุดมการณ์ทานแทนข้าวไม่ได้        แต่คงไว้ในจิตดั่งภูผา

                        ช่วยรักษ์ตนปรนผ่อนและเยียวยา               ความอ่อนล้าพร่าเลือนเพราะการงาน

                                    ถึงคุณหมอที่รักและนับถือ            แสนเลื่องลือชื่อท่านถูกขับขาน

                        หาใช่เพราะเงินทองกองตระการ                แต่เพราะท่านที่ช่วยเชิดชีวี

..........................................................................................................................................................


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

318 ความคิดเห็น

  1. #296 embrace (@prangmy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2555 / 15:44
    ฮ่าๆ จริงๆต้องติด 39 คน เพิ่งอ่านมาครึ่งๆ เดี๋ยวแปะมาอ่านอีกนะคะ  อิจฉาคนที่รู้ใจตัวเอง เรียนในสิ่งที่ถนัดและใจปรารถนา จบมาทำงานตามที่เรียน คงเป็นคนที่น่าิอิจฉามากแน่ๆ คนไม่รับฟังใจตัวเองถึงกลับหงอยเลย  อื้ม สาระจ้าสาระ
    #296
    0
  2. #135 TUzTOI2.*__ (@tutoi2) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 / 14:12
     เยี่ยมเลยค่ะไรท์เตอร์ ! 
    #135
    0
  3. #134 supersptdn (@sptdn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2554 / 15:57
    กลอนสร้างกำลังใจ
    #134
    0
  4. #133 ชิมดุงกิ (@mintun) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 12:20
     ซึ้งจังเลยคะ
    ไช่ๆๆเลย

    #133
    0