ประวัติ "การพนัน" ในประเทศไทย
ตอนก่อนหน้า

ประวัติ "การพนัน" ในประเทศไทย
เกริ่นเรื่อง: รู้หรือไม่!? ประเทศไทยเคยมี 'คาสิโน'
30 มิ.ย. 63 , View: 13 , Post : 0




             "ชาวสยามอยู่ข้างค่อนรักเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนถึงจะยอมผลาญตัวเองให้ฉิบหายได้ ทั้งเสียอิสรภาพความชอบธรรมของตัวหรือลูกเต้าของตัว ด้วย ในเมืองนี้ใครไม่มีเงินพอจะใช้เจ้าหนี้ได้ ก็ต้องขายลูกเต้าของตัวเองลงใช้หนี้สิน และถ้าแม้ถึงเช่นนี้แล้วก็ยังมิพอเพียง ตัวของตัวเองก็ต้องกลายตกเป็นทาส การละเล่นพนันที่ไทยรักเป็นที่สุดนั้นก็คือติกแตก ชาวสยามเรียกว่าสะกา..."
 
             บันทึกอย่างเป็นรายลักษณ์อักษรของ 'มองสิเออร์ เดอ ลาลูแบร์' เอกอัครราชทูตพิเศษแห่งฝรั่งเศสที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ส่งมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อปี พ.ศ.2230 ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานปรากฏอย่างแน่ชัดว่าการพนันนั้นมีมาตั้งแต่สมัยใดและไทยรับเอาวัฒนธรรมนี้มาจากประเทศใดกันแน่ แต่จากบันทึกนี้ก็ถือเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าการพนันนั้นอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนานแล้ว

             การพนันที่เป็นที่นิยมในสมัยก่อนนั้นมักจะใช้สัตว์ในการเดิมพัน มีทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ เช่น จิ้งหรีด ปลากัด วัว ควาย ช้าง ซึ่งที่เป็นที่นิยมที่สุดนั้นก็เห็นจะเป็น 'ไก่ชน' และยังสามารถพบเห็นอยู่บ้างในปัจจุบันโดยเฉพาะทางแถบชนบท ด้วยถือว่าเป็นเกมกีฬาซึ่งแสดงถึงวัฒนธรรมไทยที่มีมาอย่างยาวนาน 
 
 


 
             หลังจากนั้น เมื่อประเทศไทยได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ไทยจึงได้รับอิทธิพลเกมพนันอื่นๆ เข้ามา โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายช่วง พ.ศ.2231-2275 การพนันที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้นเรียกว่า 'ถั่วโป' ซึ่งรับวัฒนธรรมการเล่นมาจากชาวจีน ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ออกกฎห้ามมิให้ข้าราชการเล่นการพนัน แต่ในสมัยกรุงธนบุรีซึ่งเป็นช่วงที่อยู่ในสงครามการปราบปรามก๊กต่างๆ กฎการห้ามเล่นการพนันก็ได้เปลี่ยนแปลงไป มีการอนุญาตให้ประชาชนเล่นพนันได้เพราะเห็นว่าผู้คนต่างก็เหน็ดเหนื่อยกับชีวิตช่วงสงครามที่ยาวนานและต้องการสิ่งจรรโลงใจ

             ต่อมาในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น รัชกาลที่ 1 ทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเล่นพนันกันอย่างอิสระแบบในสมัยธนบุรี แต่การจะห้ามมิให้เล่นเลยนั้นก็เป็นไปได้ยาก จึงยังคงมีบ่อนเบี้ยให้เห็นอยู่บ้าง และออกพระราชกำหนดห้ามข้าราชการเล่นบ่อนเบี้ยและดื่มสุราแทน เข้าสู่รัชกาลที่ 2 การพนันยังคงมีต่อไป โดยเกมที่เล่นกันนั้นมีทั้ง ไพ่จีน ไพ่ไทย ไพ่แปดเก้า ไพ่ช้างงา ต่อแต้ม พุ่งเรือ หมากรุก สะแก สกา ดวด วิ่งวัวคน วิ่งวัวระแทะ วิ่งม้า วิ่งวัววิ่งควาย แข่งเรือ ชนไก่ ชนนก กัดปลา เป็นต้น ทางการสามารถเก็บอากรบ่อนเบี้ยได้ปีละ 260,000 บาท ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการสนับสนุนการเล่นพนันเพื่อที่หาเงินเข้ารัฐ สมัยนั้นทางการจึงสามารถเก็บอากรได้สูงถึงปีละ 400,000 บาท หลังจากนั้น สมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้ทำสัญญาผูกพันกับต่างประเทศทำให้ต้องยกเลิกภาษีผูกขาดหลายประเภทส่งผลให้รายได้แผ่นดินลดลง จึงได้มีการเพิ่มภาษีอากรหลายอย่างรวมถึงการพนันด้วย ทำให้สามารถเก็บภาษีการพนันได้สูงขึ้นถึงปีละ 500,000 บาท


 





 


             จนกระทั่งสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นโทษมหันต์ของการพนันจากการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ไปยังมอนติคาร์โล เมืองแห่งการพนันของยุโรป บวกกับคนไทยมีการเล่นพนันเพิ่มมากขึ้นจนส่งผลให้อัตราการล้มละลายและการทำผิดทางอาญาสูงขึ้นตามมา จึงได้มีการโปรดเกล้าฯ ให้เลิกบ่อนการพนันในมณฑลนครศรีธรรมราชและชุมพร และจำกัดจำนวนบ่อนการพนันในมณฑลอื่นๆ ให้น้อยลง จาก 403 ตำบล เหลือไว้เพียง 9 ตำบล และในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2460 สมัยรัชกาลที่ 6 ก็ได้มีการสั่งปิดบ่อนทั้งหมดลง

             ในสมัยที่หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (พันตรี ควง อภัยวงศ์) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กลุ่มพ่อค้าที่ร่ำรวยในสมัยนั้นมีการลักลอบเล่นพนันกันเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเล็งเห็นโอกาสและต้องการแสวงหาผลประโยชน์จึงได้มีการจัดตั้งสถานที่เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมายขึ้นมาอีกครั้งเรียกว่า "สถานกาสิโน" โดยกระทรวงการคลัง ที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคิรีขันธ์เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 เพื่อให้กลุ่มพ่อค้าคนรวยได้เข้าไปเล่นพนันและรัฐเป็นผู้เก็บภาษี แต่ผลปรากฎว่าผู้รับนโยบายไม่ได้ตรวจสอบประชาชนที่เข้าไปเล่น จึงกลายเป็นว่าประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าไปเล่นได้จนสิ้นเนื้อประดาตัวกันก็มี ทางการจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณะเป็นอย่างมาก เพราะเสมือนว่ารัฐบาลกำลังส่งเสริมให้ประชาชนเล่นการพนันจนเกิดปัญหาและคดีความตามมาอีกมากมาย เพียง 4 เดือนให้หลังในวันที่ 9 มิถุนายน ปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลก็ได้สั่งปิดบ่อนดังกล่าวลงพร้อมทั้งออกมาตรการควบคุมและปราบปรามอีกครั้ง






             ตลอดหลายปีมานี้หลายรัฐบาลและกลุ่มปฎิรูปหลายกลุ่มก็ได้มีความพยายามที่จะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงข้อกฎหมายเพื่อให้มีการดำเนินธุรกิจคาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศไทย แต่ท่ามกลางเสียงขัดแย้งจากสังคม การดำเนินการให้คาสิโนเป็นสิ่งถูกกฎหมายจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จกระทั่งทุกวันนี้ การพนันอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจาก 'การเดิมพันแข่งม้า' และ 'สลากกินแบ่งรัฐบาล' จึงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศไทย 

             อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังคงเป็นที่น่าจับตามองว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยจะสามารถดำเนินธุรกิจคาสิโนแบบถูกกฎหมายเหมือนในหลายๆ ประเทศได้ แต่กระนั้น คาสิโนแบบผิดกฎหมายและการพนันรูปแบบอื่นๆ ก็ยังคงปรากฏทั้งในกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดของประเทศไทย คนไทยที่ชื่นชอบการพนันหลายคนก็ดิ้นรนออกไปเล่นกันไกลถึงต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ กัมพูชา พม่า มาเก๊า สิงคโปร์ อเมริกา หรือ ยุโรป รวมถึง
คาสิโนออนไลน์ ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุดด้วย
 

แฟนคลับ [0]
Add เป็นแฟนคลับ Blog นี้

แจ้ง Blog ไม่เหมาะสม



  • C o m m e n t
  • 1

    1

    ตอนก่อนหน้า

      C O M M E N T   B o X

    อยากบอกว่า :

    ลงชื่อ
    พิมพ์ตัวเลข

    My Blog
    2
    Comments
    0
    Fanclub
    0


        Blog ที่ผ่านมา


    ดู Blog ทั้งหมด


        Favorite Blog
    เก็บรายชื่อ Blog ที่เราชอบมากๆ

    ยังไม่มี Favorite Blog