Knight Vs Queen! ศึกปราบเกรียน[อัศวินแด่ราชินี]

  • 96% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 35,039 Views

  • 1,107 Comments

  • 1,802 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    27

    Overall
    35,039

ตอนที่ 12 :

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1987
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    25 มี.ค. 57

9th Round

Time’s up!!

หมดเวลา...คนร้ายแก้ตัว!

                “...เจ้าไม่เห็นหน้าคนร้ายเหรอ?”พระราชาเมืองอาร์ตเธถามด้วยน้ำเสียวกลุ้มใจ แน่ล่ะการถูกคนที่ไว้ใจคนใดคนหนึ่งทรยศมันย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

“ไม่ครับ มันมืดมากข้าเลยเห็นไม่ชัด”เลโอตอบตามตรง

“ท่านอาอย่าเพิ่งเครียดไปนะครับ เราต้องมาทางรับมือแน่ๆ เพียงแต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทางไหน”ไอโรว่าอย่างปลอบใจ แม้ท้ายประโยคจะไม่เป็นไปในทางที่ดีเท่าไหร่

“แต่เพราะมืดแบบนั้นอีกฝ่ายเลยไม่เห็นหน้าข้ากับท่านแอมไพร์เช่นกัน ถือว่าได้อย่างเสียอย่าง”เลโอว่าพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พวกเขาไม่รู้ใช่ไหมว่าเจ้าได้ยิน?”ไอโรถามซึ่งเลโอก็พยักหน้ารับทันที

“นั่นมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลยน่ะสิ ถ้าในเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าเจ้ารู้จะเห็นหน้าหรือไม่เห็นมันก็ไม่ต่างกันหรอก”

“แต่อย่างน้อยๆมันก็ลดความระวังของอีกฝ่ายได้นะคัรบ”

อัศวินแย้งขึ้นทันควัน นิสัยขี้ดื้อแบบนี้ไม่รู้ไปติดมาจากใครหรือเปล่า พระราชาทั้งสองถอนหายใจแล้วมองหน้ากัน ความไม่สบายใจเริ่มเกาะกุมหัวใจเมื่องานเลี้ยงแสนสนุกกำลังจะมีจุดจบที่ไม่สวยหรู

“เครียดกันจังเลยนะ ไม่ไหวๆไอโรยังเครียดไปกับเขาด้วยเหรอเนี่ย”

เสียงคุ้นหูทำให้หันมองโดยไม่ได้ตั้งใจ นัยน์ตาสีม่วงที่มองมาที่ทั้งสามคนแพรวพราวน่าขนลุก ใบหน้าสวยประดับยิ้มมุมปากเล็กน้อยพอสะกดให้มองค้างโดยไม่ต้องร่ายมนตร์ใดๆ แอมไพร์เดินเข้ามาในสภาพชุดใหม่ เป็นชุดเดียวกับตัวที่ไอโรตั้งใจให้เด็กหนุ่มใส่ ชุดสีขาวสะอาดตาที่เข้ากับเด็กหนุ่มผมม่วงเป็นอย่างมาก เส้นผมสีม่วงรวบสูงปล่อยหน้าม้าลงมาเคียงใบหน้าสวย ที่เอวบางมีดาบเล่มยาวที่ใช้จี้คอฟอร์จูนในงานเมื่อหัวค่ำ

“ดูท่านท่าทางอารมณ์ดี”เลโอเอ่ยอย่างประหลาดใจ เด็กหนุ่มดูนิ่งสงบลงกว่าเดิมจนแปลกตาไปมาก ใบหน้าประดับรอยยิ้มดูสงบนิ่งราวท้องทะเลที่ยากเกินคราดเดา...ว่าจะมีคลื่นยักษ์โถมเข้าใส่เมื่อไหร่

“ก็นิดหน่อย”องค์ราชินียักไหล่อย่างอารมณ์ดีแล้วจึงเดินเข้ามานั่งลงร่วมโต๊ะอย่างถือวิสาสะ

“ทำหน้าเหมือนเจ้ามีแผนงั้นแหละแอมไพร์”ไอโรเลิกคิ้วมอง

“แม่บ้านอย่างแอมไม่สามารถช่วยอะไรไอได้”ร่างบางท้าวคางบอกด้วยรอยยิ้มใสซื่อ พระราชาหนุ่มมองแล้วขมวดคิ้วไม่เข้าใจคำเรียกแทนตัวที่อีกฝ่ายบัญญัติขึ้น คิดจะเรียกอะไรก็เรียกงั้นสิ?

“แต่ที่ปรึกษาอย่างเวนเดล แอมไพร์มี”ราชินีกำมะลอในร่างที่ปรึกษาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

คนทั้งสามคนมองหน้าเจ้าของเรือนผมสีม่วงอย่างไม่เข้าใจ คนถูกจ้องหัวเราะหน่อยๆแล้วส่ายหัวเบาๆราวกับเอ็นดูทั้งสามเสียเต็มประดา มือเรียวสวยประสายขึ้นตรงหน้าในระดับสายตา ร่างบางโน้มตัวลงมาแล้วเอ่ยราบเรียบ

“ข้ากำลังหมายความว่าข้ามีแผนไงล่ะ”

 

พิธีกริชสามระดับคือพิธีที่จะมอบกริบแก่อัศวินที่ทำภารกิจได้ดีเยี่มและมีผลงานโดดเด่น เหตุที่เรียกว่ากริชสามระดับเพราะว่ากริชที่เหล่าอัศวินจะได้รับจะแบ่งเป็นสามสีตามระดับความยอดเยี่ยม สีดำของระดับที่สาม สีเงินของระดับที่สอง และสีขาวของระดับที่หนึ่ง กริชที่ได้รับมอบจะถูกมอบโดนตรงจากพระราชาสู่มืออัศวิราชองค์รักษ์ ตัวกริบทำจากวัสดุระดับสูงโดยช่างฝีมือดี ตัวกริบประดับลวดลายอ่อนช้อยงดงาม เพราะแบบนี้ทำให้มันมีคุณค่ามากมายและใครต่อใครก็อยากจะได้ครอบครอง

“ทุกอย่างเรียบร้อยนะอเธดิน?”องค์ราชาฟาทัสหันไปถามกับคนสนิทร่างสูง

“ครับ”อีกฝ่ายยิ้มรับแล้วค้อมหัวลงอย่างนอบน้อม

“น่าเสียดายนะครับที่พวกท่านไอโรกลับไปก่อน”เจเรมีที่ยืนอยู่ใกล้ๆเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบดูเขาไม่เสียดายเท่าที่พูดออกมา

“นั่นสินะ เพราะว่าเกิดเรื่องฉุกเฉินเข้าก็เลยต้องรีบกลับไปตั้งแต่เมื่อคืน น่าเสียดายจริงๆ”ฟาทัสเอ่ยแล้วทำสีหน้าเสียดายเป็นที่สุด

“แต่โชคดีนะครับที่องค์ชายฟีเอสกลับมาทันงาน แม้จะเสียแขกที่น่าสนใจอย่างพระราชาเมืองยูโนสซิสไปแต่เราก็มีเจ้าชายคนสำคัญมาแทน”อเธดินกล่าวกับพระราชาของตนพลางมองร่างสง่าที่กำลังคุยอยู่กับน้องสาวตนเอง

“เจ้าชายคงอยากเซอร์ไพรส์พ่อของตนเองกระมัง”เจเรมีว่าเรียบๆ

                พระราชายิ้มรับข้อคาดคะเนนั้นก่อนจะเดินเข้าไปหาลูกชายและลูกสาวของตนทั้งสองที่ยืนคุยกันอยู่ ฝ่ายนั้นเมื่อเห็นว่าพ่อของตนเดินเขามาก็เลิกคุยแล้วหันมาโค้งตัวทำความเคารพทันที

“สุขสันต์วันเกิดครับท่านพ่อ ขอให้ท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเช่นนี้ตลอดไป”เจ้าชายผมน้ำเงินกล่าวอวยพรพ่อของตนออกมาก่อนเป็นลำดับแรกก่อนจะตามด้วยเจ้าหญิงที่มีเส้นผมสีเดียวกัน

“สุขสันต์วันเกิดท่านพ่อเช่นกันค่ะ ขอให้เป็นที่พักพิงแก่ลูกทั้งสองตลอดไปนะคะ”ฟีโอเน่กล่าวแล้วยิ้มให้

“ขอบใจสำหรับคำอวยพรและขอบใจที่เจ้ากลับมาทันงานวันเกิดพ่อนะฟีเอส พ่ออาจจะเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ นับตั้งแต่แม่ของเจ้าเสียไปข้าก็พยายามให้เท่านาง แต่คงได้ไม่เท่าไหร่”

“อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ สำหรับพวกเราท่านคือพ่อที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้วนะคะ”องค์หญิงฟีโอเน่กล่าวพร้อมยิ้มงามให้แก่พระราชา

“ดีจริงที่พวกเจ้าคิดแบบนี้”พระราชายิ้มตอบ”เราไปประจำตำแหน่งกันเถอะ เป็นเจ้าภาพไม่ควรในแขกเหรื่อรอนานนะ”

พระราชาฟาทัสกล่าวแล้วเดินนำลูกทั้งสองไป องค์หญิงและองค์ชายมองหน้ากันก่อนเดินตามไป เมื่อพระราชาเดินขึ้นประทับบนบัลลังก์ผู้ร่วมงานต่างๆก็เริ่มยู่ในความสงบ ยิ่งเห็นองค์ชายฟีเอสในบัลลังก์ที่อยู่ต่ำลงมาเสียงพูดคุยจึงกลายเป็นอดีต และเกิดเสียงซุบซิบขึ้นอีกครั้งเมื่อเจ้าหญิงฟีโอเน่ประทับในบัลลงก์ที่อยู่ตรงข้ามกับพี่ชายของตนแต่ห่างกันค่อนข้างมาก

“เราขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานในครั้งนี้”

พระราชาเอ่ยจากบัลลังก์สูงกลางแจ้ง ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดวงตาไล่มาแขกเรื่อด้วยความปิติ

“วันนี้เป็นวันเกิดที่ดีของเรา ลูกชายและลูกสาวของเราต่างอยู่พร้อมหน้า นับเป็นวันเกิดที่น่าจดจำนัก และด้วยฤกษ์งามยามดีที่ท้องฟ้าแจ่มใสจนเราเริ่มร้อน”พระราชากล่าวติดตลกแล้วยิ้มอีกครั้ง”เราขอเปิดพิธีมอบกริชสามระดับ ณ บัดนี้”

สิ้นเสียงของพระราชาอารมณ์ดี เสียงเครื่องดนตรีก็ดังกระหึ่มทั่วงานตามมาด้วยการเดินขบวนของอัศวินราชองค์รักษ์ การกล่าวเปิดงานของโฆศกและการแสดงเล็กน้อยของนางรำ ทุกคนต่างเพิดเพลินกับการแสดงจนลืมระแวงไปเสียสนิท ท่ามกลางความสนุกสนานของงานที่กำลังเพิ่มพูนขึ้น จิตมุ่งร้ายก็ทวีพูนขึ้นเช่นกัน นัยน์ตาแพรวระยับมองพระราชาราวกับสุนัขหน้าโง่ที่ไม่รู้จุดจบและความเป็นไปของตนเอง เรียวปากเสยะยิ้มน่าสยอง

“อัศวินกองพันที่สิบสอง วาโลเทียร์ มาร์ ผลงานที่ผ่านมา.....”

เสียงประกาศรายชื่ออัศวินจำนวนสามสิบเก้านายที่ถูกคัดเลือกดังขึ้นไม่ขาดสาย พระราชายังคงยิ้มให้แก่อัศวินผู้ถูกคัดเลือกไม่หุบเช่นกัน รายชื่อเดินทางมากว่าครึ่งทางแล้วแต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นใดๆ พระราชาเองก็ชักวางใจคิดว่าเรื่องเมื่อวานนี้อาจจะเปลี่ยนใจไปแล้วก็ได้

“อัศวินกองพันที่เก้า คาโลน บาวนี่ ผลงานที่ผ่านมาสามารถปราบกองโจรขนาดใหญ่จำนวนกว่าร้อยนายได้ด้วยตัวคนเดียว หยุดยั้งการลอบปลงพระชนน์ของผู้ไม่หวังดี คุณงามความดีที่ท่านทำได้รับการพิจารณาให้อยู่ในระดับสูง ขอให้จงรักษาความดีของท่านสืบต่อไป อัศวินกริชสีขาว”

เสียงประกาศดังพร้อมอัศวินท่าทางมืดมนที่เดินมาด้วยร่างผอมแห้งเสียยิ่งกว่าโครงกระดูกเดินได้ แม้ท่วงท่าจะสง่างามเพียงใดแต่ทว่าด้วยรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างจะดูไม่มั่นคงทำให้หลายๆคนปักใจเชื่อไม่ลงว่านี่คืออัศวินที่ว่า

“เจ้าช่างกล้าหาญนักอัศวินแห่งข้า”

พระราชาว่าด้วยรอยยิ้ม ไม่มีท่าทีจะรังเกียจหรือดูถูกอัศวินผู้นี้แม้แต่น้อย ฝ่ายนั้นยิ้มออกมาแต่รอยยิ้มของเขากลับเหมือนการะแสยะปากเสียมากกว่า มือที่เหมือนว่าเป็นหนังหุ้มกระดูกยื่นไปรับกริชสีขาวมาจากพระราชา

“พระองค์รู้ไหมว่าข้าจัดการกองโจรได้ด้วยวิธีไหน?”

พระราชาเลิกคิ้วแล้วอบกลับไป”ไม่รู้สิ”

“ข้าแฝงตัวเข้าไปในกองโจรแล้ววางยาฆ่าพวกมันทีละคนโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว”

พระราชายิ้มแห้งเมื่อไดยินวิธีการอันแสนจะน่ากลัวนั้น เป็นการจัดการที่ค่อนข้างใช้เวลานาน นับว่าอัศวินคนนี้ทุ่มเทนัก

“แล้วพระองค์รู้ไหมว่าข้าจัดการพวกลอบปลงพระชนน์ยังไง?”

“ไม่รู้สิ...”

“ข้าพบพวกมันแล้วบอกว่าตัวข้าเองก็แฝงตัวเข้ามาลอบปลงพระชนน์เหมือนกัน ในระหว่างที่คุยข้าก็ปล่อยยาชาออกมาตามลมหายใจข้า เพียงครู่เดียวพวกมันก็เริ่มขยับไมได้ และข้าก็จะ...ลงมือสังหารซะ!

สิ้นเสียงแห่บพล่าที่ตะโกนก้อง กริชสีขาวก็แทงทะลุลำตัวของพระราชาไปท่ามกลางความตกใจของแขกเหรื่อ ทว่าขุนนางที่ยืนโดยรอบกลับมองการกระทำนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉยเป็นการประกาศตนให้ทุกคนรู้ว่าตนนั้นอยู่ฝ่ายใด

“พระราชา!

เสียงหัวหน้าอัศวินราชองค์รักษ์ตะโกนก้องพลางจะพุ่งเข้าไปปหาแต่ทว่ากลับถูกรั้งไหล่ด้วยมือของที่ปรึกษาคนสนิท

“อย่าไปเลย เสียเวลาเปล่า พระราชาตายไปแล้ว”

“อะไรของท่านอเธดิน! ท่านยังไม่ได้เข้าไปดูท่านจะรู้ได้อย่างไร?!

“ที่กริชนั่นมีพิษ ข้ารู้เพราะว่าข้านี่แหละที่ทาไว้เอง”

เสียงราบเรียบเล่าเรื่องราวราวกับว่ามันเป็นการบอกสภาพอากาศทั่วไป หัวหน้าอัศวินราชองค์รักษ์เบิกตาโพลงก่อนจะเพิ่งสังเกตเห็นรอบตัวว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว อัศวินราชองค์รักษ์มากกว่าครึ่งชักดาบออกมารอบกรอบเหล่าอัศวินราชองค์รักษ์ที่เหลือ อเธดินยิ้มเหี้ยมแล้วจึงเดินขึ้นยังบัลลังก์ท่ามกลางสายตาจากหลายฝ่าย

“มงกุฎนี่เป็นของข้า พระราชาหน้าโง่!

อเธดินกระแทกเสียงพลางใช้เท้าถีบร่างของพระราชาลงไปกองกับพื้น มงกุฎบนศรีษะตกลงมากลิ้งกับพื้น นัยน์ตาเหี้ยมมองมันอย่างหลงใหลก่อนจะก้มตัวลงเพื่อจะเก็บมัน

ฉึก!

กริชสีดำพุ่งมาป้องกันมือที่กำลังจะแตะมงกุฎสีทองอร่าม อเธดินสะบัดหน้าไปทางที่มาของกริชก็พบเจ้าชายฟีเอสยืนมองเขาด้วยแววตาเรียบเฉยอยู่ ในมือเรียวมีกริชสีเงินอยู่พร้อมจะจู่โจมทุกเมื่อ

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้ปะมือกับท่าน องค์ชาย”น้ำเสียงทิ้งเย้ายอกราวกับเห็นชายหนุ่มตรงหน้าเป็นเด็กน้อยวัยสามขวบ องค์ชายไม่พูดอะไรทำเพียงปากริชใส่ร่างของคนทรยศเท่านั้น

อเธดินชักดาบออกมาป้องพลางตั้งทาพุ่งเข้าใส่จ้าชาย องค์ชายผมน้ำเงินเอี้ยวตัวหลบอย่างง่ายดายก่อนจะก้มตัวแล้วเตะสวนเข้าที่ท้องของอเธดิน ที่ปรึกษาหนุ่มกุมท้องแล้วล่นถอยหลังไปเล็กน้อย ฟีเอสอาศัยจังหวะนั้นคว้าเอาดาบที่ประดับอยู่ด้านข้างบัลลังก์มาไว้ในมือ มือขวาไคว่ไว้ด้านหลัง มือซ้ายตั้งดาบขึ้นเสมอใบหน้า

“จำไม่เห็นได้ว่าองค์ชายถนัดซ้าย”อเธดินว่าอย่างแปลกใจก่อนจะพุ่งเข้าใส่

องค์ชายเอี้ยวตัวหลบการโจมตีที่ค่อนข้างจะเป็นแบบแผน นัยน์ตาจ้องมองดาบที่จู่โจมมาอย่างไม่วางตา มือเรียวยังคงไม่ออกดาบใส่อีกฝ่ายจนกระทั่งดาบของอเธดินพุ่งตรงเข้าหาท้องของฟีเอส เจ้าชายจึงวาดดาบปัดดาบของอีกฝ่ายให้ขึ้นไปด้านบน อาศัยจังหวะที่มีช่องโหว่หมุนตัวแล้วเตะอัดเข้าที่ลำคอของอเดิน ร่างของที่ปรึกษาหนุ่มเซเอียงไปด้านข้างจนแถบล้ม องค์ชายกลับมายืนในท่าเตรียมพร้อมเหมือนเดิม

“เก่งนี่”

พีเอสไม่ตอบคำชมที่ไม่ได้มาจากใจนั่น ร่างสูงสาวเท้าเข้าใกล้อีกฝ่ายก่อนจะเริ่มโจมตีก่อน ปลายดาบพุ่งเข้าหาอเธดินด้วยความรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน ที่ปรึกษาหนุ่มทำได้เพียงเอี้ยวตัวหลบไม่ให้ปลายดาบโดนเขาจังๆเท่านั้น บาดแผลที่เกิดจากการฟันโดนแบบถากๆเกิดขึ้นเต็มตัวของอเธดิน ทั้งใบหน้า แขน ลำตัวช่วงเอว ดาบเรียวในมือแลดูไม่ต่างจากท่อนไม้ไร้ค่า เขาทำไม่ได้แม้แต่จะยกมันขึ้นมาตั้งท่าสู้ด้วยซ้ำ!

“พวกของท่านอีกคน คือใครบอกมา”

“ข้าไม่มีพวก”

อเธดินตอบแล้วส่งยิ้ม ผลที่ได้มาคือเข่าขององค์ชายที่กระแทกเข้ากลางตัวของเขา หลังจากนั้นจึงตามมาด้วยการเตะอีกนับครั้งไม่ถ้วน ร่างของอเธดินสะบักสะบอมไปหมด ทางด้านล่างก็เกิดเหตุชุลมุนเอาเรื่อง เมื่ออัศวินราชองค์รักษ์ฝ่ายที่เข้ากับอเธดินจะพุ่งขึ้นมาช่วยเจ้านายของตนแต่กลับถูกรั้งไว้ด้วยอัศวินที่มีภักดิ์ดีที่มีน้อยกว่า แขกเหรื่อถูกไล่ไปอยู่ตรงกลางเพื่อง่ายต่อการป้องกัน เสียงการปะดาบดังกังวานไปทั่ว ฟีเอสเสตามองภาพนั้นแล้วได้แต่เบื่อหน่าย

“ทำไมต้องแย่งชิงอำนาจด้วย?”

“ท่านนี่โง่หรือโง่กันแน่? คนเราน่ะไม่มีใครที่อยากอยู่ใต้เท้าคนอื่นตลอดไปหรอก ใครๆก็อยากยืนอยู่เหนือสุดทั้งนั้น”

องค์ชายไม่ตอบอะไร เพราะเขาไม่เข้าใจคำตอบของอีกฝ่าย ทำไมต้องอยู่เหนือสุด ทำไมต้องคิดว่าด้านบนนั้นดีกว่า ทำไมไม่คิดว่าชีวิตธรรมดานั้นผาสุขแล้ว ไม่ต้องโอบอุ้มชีวิตที่มากกว่าล้าน  ไม่ต้องคอยเป็นกังวลเรื่องของคนอื่น ไม่ต้องมาแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่ คนตรงหน้าเขาเข้าใจคำว่าพระราชาที่แท้จริงบ้างไหม?

“ช่างมันเถอะ ข้าคิดว่าชาตินี้ข้าเองคงไม่เข้าใจท่าน”

เจ้าชายว่าอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะถีบร่างของอเธดินให้ล้มลงไปก่อนกับพื้น ฝ่าเท้าเหยียบที่กลางหน้าท้องเพื่อกดไม่ให้อีกฝ่ายลุก ปลายดาบจ่อที่คอของอีกฝ่าย

“ข้าควรฆ่าท่านทิ้งเสียน่าจะดีกว่า”

อเธดินผงะ ปลายดาบที่จ่ออยู่เริ่มกดลงไปในเนื้อของเขาจนเลือดไหลออกมา ใบหน้าขององค์ชายไม่มีความล้อเล่นอยู่เลยสักนิด

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด”

เสียงกรีดร้องทำให้เจ้าชายตวัดสายตาขึ้นมองทันที ภาพที่เห็นทำเอาคิ้วเรียวโค้งเข้าหากันจนแทบเป็นโบว์ อเธดินหัวเราะในลำคอแม้ว่าสภาพตนเองจะแย่เต็มกลืน

“ฟีโอเน่...”

ฟีเอสเรียกชื่อน้องสาวของตน ผู้กรีดร้องคือนางนั่นเอง ร่างบางถูกล็อคตัวไว้สำหรับการเป็นตัวประกันในวินาทีความเป็นความายของอเธดิน

“ย่ะ...อย่าขยับ! ม่ะ...ไม่งั้นน้องสาวท่านตายแน่!

เสียงที่เอ่ยตะกุกตะกักจากชายผู้กล้าล็อคคอเจ้าหญิงทำให้เจ้าชายขมวดคิ้ว ชายผู้ที่ล็อคคอเจ้าหญิงอยู่ช่างคุ้นหน้าคุ้นตาดีนัก เขาผู้เคยถูกแอมไพร์ใช้ดาบจ่อคอ...ฟอร์จูนนั่นเอง เด็กหนุ่มล็อคตัวองค์หญิงไว้แน่น มืออีกข้างยกดาบขึ้นจ่อลำคอของเจ้าหญิง

“ลูกชายท่าน...สินะ”ฟีเอสว่าพลางหรี่ตา

“ข้าไม่คิดว่าพวกท่านจะโง่ได้เสมอต้นเสมอปลายนะ ข้าเองอายุยังไม่ถึงสามสิบจะมีลูกชายอายุสิบเจ็ดได้ยังไงกัน?”

อเธดินระเบิดหัวเราะออกมา ทางฝ่ายองค์ชายผมน้ำเงินก็พึมพัมว่า”ก็คิดอยู่”ก่อนจะกดปลายดาบไปที่คอของอเธดินเพื่อให้เขาหยุดขำ

“สรุปท่านก็ยังมีพวกอยู่ดี ท่านโกหก ข้าจะฆ่าท่าน”

“ถ้าท่านฆ่าข้าองค์หญิงก็จะตาย! ไม่กลัวหรือไง?!”ที่ปรึกษาหนุ่มถามองค์ชายเสียงตื่นเมื่อดาบเริ่มกดลึกลงมาเรื่อยๆ

“องค์หญิงหรอ...”องค์ชายหันหน้าไปมองแล้วเบนกลับมา

“ก็แล้วไงล่ะ?”

“ห๊ะ!

หลายเสียงประสานกันคล้ายจะไมเชื่อหูว่าองค์ชายจะพูดออกมาแบบนั้น ในเมื่อใครต่อใครต่างก็รู้ดีว่าฟีเอสนั้นรักน้องสาวของตนมากเพียงไหน หลายคนแปลกใจตั้งแต่องค์ชายยังคงยืนนิ่งอยู่ได้แม้ในยามที่ได้ยินเสียงองค์หญิงกรีดร้องออกมาแล้ว

“สั่งให้คนของท่านวางอาวุธ หยุดเรื่องไร้สาระพรรค์นี้เสีย”เจ้าชายฟีเอสสั่ง

“ไม่! ท่านอย่าหวังว่าข้าจะกลัวท่านในเมื่อองค์หญิงอยู่ในมือข้า!

“อยากทำอะไรนางก็เชิญสิ”

“อย่ามาท้าทายข้านะ แค่ก!”อเธดินไออกมาเมื่อองค์ชายกดเท้าที่ท้องเขา นิ้วเรียวกำเข้าหากันอย่างหมดความอดทน

“ฟอร์จูน! ฆ่าองค์หญิงซะ!

ถึงจะเพื่อบ้านเมือง แต่พระราชาก็ตายแล้วการที่ปล่อยให้องค์หญิงถูกฆ่าก็อาจถูกมองว่าเพราะเจ้าชายต้องการครองบัลลังก์เสียเอง และนี่อาจจะเป็นแผนของเจ้าชายก็เป็นได้ ที่ปรึกษาหนุ่มขบคิดในหัวอย่างรวดเร็วพลางถ่ายทอดคำสั่งผ่านจิตไปให้ฟอร์จูน หากเขาต้องตายเพราะฝีมือเจ้าชายก็ให้เด็กหนุ่มซักทอดว่าแผนทั้งหมดเป็นขององค์ชาย บอกต่อในวงในเรื่อยๆสุดท้ายคนก็จะเริ่มเคลือบแคลงและต่อต้านเจ้าชาย เวลานั้นแล้วเขาค่อยฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพก็ได้ ในเมื่อหินคืนชีพอยู่ในมือเขา!

“ฟอร์จูนอย่า! ข้าขอร้องอย่าทำอะไรข้าเลย ท่านพี่ ใยท่านพูดเช่นนั้นน้องไม่สำคัญกับท่านพี่แล้วใช่ไหม?”องค์หญิงร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นพี่ชายไม่แยแสตน

“จะฆ่าก็รีบฆ่า เสียเวลา”

หลายคนชักปักใจเชื่อว่าองค์ชายอยากกำจัดน้องสาวของตนเสียแล้ว คำพูดของท่านช่างแร้งน้ำใจยิ่งนัก คล้ายๆกับคนบางคนเสียเหลือเกิน...

“อย่ามาท้าข้านะ! จัดการเซ่ฟอร์จูน!”อเธดินตะโกน

“อย่า...”องค์หญิงคร่ำครวญพลางสั่นศรีษะไปมา

“ขอโทษนะครับองค์หญิง แต่ข้ามาไกลเกินจะถอย”

น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกกระซิบข้างหูเด็กสาวก่อนดาบเรียวจะยกขึ้นสูงและกดลงเข้าหาลำคอเจ้าหญิอย่างรวดเร็ว

“!!!!!

ความตื่นตะหนกเกิดขึ้นจากหลายฝ่าย ทั้งจากอัศวินราชองค์รักษ์ จากแขกเหรื่อ แต่ที่มากที่สุดคงไม่พ้น...ฟอร์จูน

“แม้น้ำเสียงเจ้าจะขอโทษ แต่ใจเจ้ากลับไมได้รู้สึกผิดตามเลยนะ ถ้าเสียใจแล้วทำทำไมเล่า?”

เสียงทุ้มเอ่ยอู้อี้ องค์หญิงเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้าพร้อมทั้งเผยยิ้มงามและ...ฟันที่กัดดาบเล่มบางไม่ให้เคลื่อนที่ได้ ฟอร์จูนพยายามขยับมือเพื่อสังหารองค์หญิงด้วยดาบแต่เปล่าประโยค เด็กหนุ่มรีบปล่อยมือออกจากดาบพลางถอยล่นไปด้านหลัง

“เจ้าเป็นใคร!

“เสียใจจังที่จำข้าไม่ได้ แต่เสียใจมากกว่าที่เจ้าไม่ใยดีชีวิตข้าเลย”แม้ใบหน้าจะเป็นองค์หญิงแต่น้ำเสียงกลับเป็นเด็กหนุ่ม ร่างนั้นหันไปมองทางองค์ชายที่เหลือบตามองมาทางเขาเช่นกัน

“ข้าคิดอยู่แล้วว่าอย่างท่านยังไงก็ไม่เป็นไร”

“ใจร้าย~ แล้วถ้าข้างับดาบไม่ทันเล่า? ช่างใจร้ายนัก แล้วนั่นเจ้าจะนอนไปถึงเมื่อไหร่! คนอื่นเขาเสี่ยงตายก็โครมๆตัวเองนอนสบายเลยนะ!”เสียงแง่งอนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวตอนท้าย อัศวินราชองค์รักษ์เริ่มงุนงงกับท่าทีที่ไร้ความอ่อนหวานขององค์หญิงและเหมือนนางจะรู้ตัวจึงหันไปหาเหล่าอัศวินผู้ซื่อสัตย์แล้วยิ้มหวาน

“น่าๆ”

“ไปน่าๆใส่เขาแล้วเขาจะเข้าใจเจ้าไหมเนี่ย?”

“พระราชา!

หน้าเหมือนคนเห็นผี ทุกคนทำตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นพระราชาลุกขึ้นมานั่งไคว่ห้างท้าวคางบนบัลลังก์  ฝ่ายคน(ที่เกือบกลายเป็นผี)ก็ยิ้มเผล่แล้วออกปากสั่ง

“คลายมนตร์ได้แล้วน่า”

“อย่ามาสั่งข้านะเจ้าหัวเหลือง!”องค์หญิงตวาดพระราชา(?)ก่อนจะทำปากยื่นใส่องค์ชาย

“คลายมนตร์”

สิ้นเสียงทุ้มทรงเสน่ห์ ร่างทั้งสามก็ทอแสงสว่างสีม่วงอ่อน ใบหน้าและรูปร่างแปรเปลี่ยนกลับไปเป็นของเดิมก่อนหน้าที่จะเล่นละครโรงใหญ่ พระราชาอ้วนตุ๊บกลายเป็นหนุ่มรูปงามผมทองผู้เป็นเจ้าของรอยยิ้มสว่างไสว เจ้าชายใจร้ายแปรเปลี่ยนเป็นอัศวินหนุ่มผมแดงที่มีสีหน้าไม่ได้ต่างจากเดิมสักนิด ส่วนองค์หญิงผู้งดงามก็กลายเป็นเด็กหนุ่มผมม่วงผู้ยิ้มโชว์ฟันเรียงสวย

“ว่าไงพวก? ที่นี่จำกันได้หรือยัง?”แอมไพร์ยักคิ้วใส่ฟอร์จูน

ทางฝ่ายของว่าที่ปรึกษาทำหน้าตาเหรอหราไม่คาดคิด เมื่อเจ้าหญิงที่ควรแสนบอบบางและเป็นเครื่องมือให้เขาอย่างดีกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มผมม่วงผู้มีตำแหน่ง(หลอกๆ)เป็นที่ปรึกษาของไอโร พระราชาแห่งเมืองยูโนสซิส

“พระ...พระราชาอยู่ไหน!

“เขาอยู่ในที่ปลอดภัย พร้อมองค์หญิงฟีโอเน่”ไอโรตอบเสียงใส มือเรียวยกขึ้นท้าวคางเฝ้ามองสีหน้าตื่นตระหนกของฟอร์จูนและอเธดิน มองไปทางคนหัวหมอคิดแผนการอย่างแอมไพร์ฝ่ายนั้นก็ยกมือขึ้นกอดอกหลิ่วตามองฟอร์จูนที่ยืนอยู่ใกล้กัน และถ้าย้ายสายตาทางเลโอรายนั้นก็ยังคงวางเท้าไว้บนตัวของอเธดิน ไม่รู้ว่าอัศวินผมแดงมโนว่าอเธดินเป็นใครสักคนอยู่หรือเปล่า....

“สั่งให้คนของเจ้ายอมแพ้และมอบตัวซะ! ถ้ายังรักชีวิตของเจ้ากับตาแก่นั่น!

แอมไพร์ตวัดดาบขึ้นจ่อคอฟอร์จูน เด็กหนุ่มยกสองมือขึ้นข้างตัวอัตโนมัติด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดขาวเมื่อเจอรอยยิ้มเคลือบยาพิษของแอมไพร์

“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำได้ไหม?”

แอมไพร์เร่ง เขาไม่ชอบรออะไรนานๆเสียด้วยสิ ยิ่งให้ต้องยืนรอผู้ร้ายมอบตัวก็ไม่ใช่เรื่องเท่าไหร่ ร่างบางยู่หน้าอย่างหงุดหงิด ดาบที่มือจะทิ่มแหล่ไม่ทิ่มแหล่คอของฟอร์จูน เด็กหนุ่มยังไม่มีท่าทีจะสั่งให้อัศวินราชองค์รักษ์ที่อยู่ฝั่งตนหยุดโอบล้อมเหล่าผู้ภักดิ์ดี แอมไพร์เริ่มเดาะลิ้นเป็นจังหวะ

“ไม่...ไม่มีทาง!

สิ้นเสียงแห่งความดื้อแพ่งดาบอีกเล่มก็ถูกเรียกขึ้นมาในมือของฟอร์จูน เด็กหนุ่มหลับหูหลับตาฟันร่างของแอมไพร์อย่างไร้ซึ่งรูปแบบในการโจมตี นัยน์ตาสั่นระริกมองภาพแอมไพร์ที่เบี่ยงตัวหลบดาบของเขาด้วยความปอดแหก แต่สัญญาชาติญาณการเอาตัวรอดมันสูงกว่าความรู้สึกกลัวภายใน มือทั้งสองข้างจึงยังไม่หยุดกวัดแกว่งดาบ แอมไพร์มองภาพเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วนึกสมเพชในใจ ทั้งๆที่ขี้ขลาดขนาดนี้แต่เหตุใดจึงคิดการใหญ่จะยึดบัลลังก์ของพระราชากัน แอมไพร์ไม่เข้าใจ

เคร้ง!

เพียงเสียงการปะทะกันของดาบเพียงครั้งเดียว ฝ่ายของฟอร์จูนก็ล้มลงไปกองกับพื้น แอมไพร์เดินเข้าไปยืนคร่อมตัวของเด็กหนุ่มพร้อมทั้งกระชากคอเสื้อให้อีกฝ่ายยื่นหน้าขึ้นมาหา นัยน์ตาสีม่วงหรี่ลงเมื่อพิจารณาเด็กหนุ่มตรงหน้า

“มีคนหนุนหลังเจ้า...ใช่ไหม?”

แอมไพร์ถามเสียงเบา อีกฝ่ายเบิกตาโพลงครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้ารัวระเร็ว

“ไม่ใช่...ไม่ใช่! เจ้าเอาอะไรมาพูดกัน อย่ามามั่วนะ!

แอมไพร์รู้...เด็กหนุ่มไม่ได้อยากทำเรื่องที่เสี่ยงตายแบบนี้ ที่ยังสามารถจับองค์หญิงเป็นตัวประกันได้หน้าด้านๆเพราะใจหนึ่งเขาก็แค้นองค์หญิงที่ไม่เคยชายตาแลเขาเลยสักนิดอยู่ เพียงแต่นั่นมันแค่ส่วนหนึ่ง ส่วนลึกในจิตใจยังกู่ร้องบอกเขาว่าเขาจะทำแบบนี้ไม่ได้!

“ฟอร์จูน...บอกข้ามาว่า...ใคร?”องค์ราชินีใช้น้ำเสียงที่เด็ดขาดถามอย่างเน้นย้ำ เขาต้องการคำตอบที่แน่ชัดเพื่อยืนยันข้อสันนิษฐานในหัวที่คิดได้ ถ้าอีกฝ่ายยังคงนิ่งต่อไปเขาอาจจะต้องลงมืออะไรบ้าง

“ได้โปรด...ตอบข้ามา”

ไร้ความหมาย แม้จะขี้ขลาดแต่ฟอร์จูนยังคงปิดปากเงียบสนิทไม่เอ่ยออะไรออกมา แม้สายตาจะหวาดหวั่นเด็กหนุ่มผมยาวตรงหน้าแต่ใจกลับสั่งการว่าห้ามเปิดปากพูดอะไรไป คนที่อยู่เบื้องหลังฟอร์จูนอาจจะเป็นคนที่เขารักสุดหัวใจ เทิดเอาไว้เหนือหัว!

“ข้ารู้...ข้ารู้แล้ว”แอมไพร์กระซิบด้วยเสียงที่อ่อนโยนลง นัยน์ตาสีม่วงทอประกายแปลกประหลาดที่ทำให้ฟอร์จูนไม่อาจละสายตาไปได้”ข้าไม่รู้เช่นกันว่าต้องทำเช่นไรเจ้าจึงจะมอบคำตอบที่แท้จริงแด่ข้า สหายเอ๋ย...หากเจ้ายังคงจมปลักอยู่กับความมืดมิดที่ไร้ก้นเช่นนี้ มันคงไม่มีวันที่เจ้าจะก้าวขึ้นมาจากมันได้อีกหากตอนนี้ที่ข้ายื่นมือลงไปเจ้าไม่กล้าจับมือข้าขึ้นมา”

เด็กหนุ่มตรงหน้า...แอมไพร์กำลังเปลี่ยนไป ฟอร์จูนจ้องมองหน้าของแอมไพร์ตาไม่กระพริบ ลืมไปเลยว่าตนโดนอีกฝ่ายกระชากคอเสื้อขึ้นมาพูดคุยด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน สำนวนวาจาช่างแตกต่างจากปุถุชนทั่วไป น้ำเสียงนุ่มลึกราวกับสะกดทุกคนที่ได้ยินให้ลุ่มหลงไปกับคำพูดนั้น สีหน้า แววตา ท่าทาง ชวนให้หลงใหลจนไม่อาจถอนตัวขึ้น

“ตอบข้าได้ไหมใครคือผู้ที่เจ้ากำลังใช้ทั้งชีวิตเพื่อปกป้องอยู่กัน ข้ารู้ดีว่าในชีวิตของคนเราย่อมมีบุคคลที่อยากจะปกป้องด้วยหัวใจ หากเพียงแต่เจ้าเองก็รู้มิใช่หรือว่าสิ่งที่กระทำอยู่ไม่ถูก้อง”

“.....”

“ตอบข้ามาเถอะฟอร์จูน ข้าจะช่วยเจ้าเอง”

รอยยิ้มที่งดงามราวกับภาพวาดถูกแต่งแต้มบนใบหน้าของแอมไพร์ รอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่แม้แต่ไอโรหรือเลโอก็ไม่เคยเห็นเพราะมันอันตรายเกินไป ฟอร์จูนมองร่างตรงหน้าด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ราวกับคนที่จมลงไปในตัณหาที่ไม่สามารถจะออกมาจกามันได้

“ข้า...”

“หืม?”เรียมกครางถามในลำคอเหมือนเสียงของเครื่องดนตรี

“คนที่เป็นคนคิดแผนทั้งหมแต่แรกคือ....”

“เลโอ!!!!

 

 


หายไปนานนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน งานเยอะมากครับช่วงนี้ ทั้งโครงงาน เคลียร์งานเก่าตอนที่หยุดไป แล้วก็โน่นนี่นั่น ต้องไปทำงานหาทรัพย์อีกT^T ตอนแรกจะลงตั้งแต่เมื่อวานแต่ปรากฏว่าต้องไปทำงานตอนเย็นก็เลยไม่ได้มาลง ขอโทษจริงๆครับ ลืมผมกันไปหรือยัง ลืมแอมไพร์กันไปหรือยัง? งืดดดดด

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #538 Nunal (@nunal) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2557 / 15:08
    เลโอ...คนร้ายคือนายสินะ!! #โดนตบ
    #538
    0
  2. #433 •-MaMaI-• (@mai032671597) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2557 / 17:20
    อะไรอ่ะ อะไรเลโอเนี่ยยยยยยยยย แอมไพร์เก่งอะ
    #433
    0
  3. #406 ✿elleeetc•♪™ (@Kinnawong) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 เมษายน 2557 / 22:46
    เลโอทำม๊ายยยยยยยยยย
    อะไรกันตอนนี้
    คนกำลังค้างงงง!!!!!
    #406
    0
  4. #210 namsai (@nongtonpor) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 มีนาคม 2557 / 19:10
    สนุกมาก
    #210
    0
  5. วันที่ 4 มีนาคม 2557 / 22:47
    สนุกมาก
    #188
    0
  6. #170 มิ้งกิจัง (@chanapa-nako) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2557 / 08:39
    อะไรกันมันเกิดอะไรขึ้น
    #170
    0
  7. #97 guinw55 (@guinw55) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 / 18:21
    แอมไพร์ยั่วเขาอ่ะ เสียงตะโกนนั่นคือเลโอที่โมโหหึงแล้วจะวิ่งเข้ามาแยกใช่ป่ะ 555
    ก็จิ้นไปได้นะ
    #97
    0
  8. #93 Rose of Tear (@lostrose) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 31 มกราคม 2557 / 16:36
    ค้างงงงง
    #93
    0
  9. #92 _Silver_ (@tarusung) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มกราคม 2557 / 21:58
    เลโอ อะไรก๊านนนนนน ค้างมากๆคร๊า
    #92
    0
  10. #91 ballet shoes (@ballet-shoes) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 30 มกราคม 2557 / 20:34
    เลโออะไร๊ร ร รรรร เคลียร์ด่วนน นน
    #91
    0
  11. วันที่ 30 มกราคม 2557 / 17:16
    เลโอ? อะไรๆๆๆๆ ค้างอ่ะ ไรท์ มาต่อเดี๋ยวนี้เลยนะๆๆๆๆๆๆๆ
    #90
    0
  12. #89 ballet shoes (@ballet-shoes) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 มกราคม 2557 / 21:54
    รอตลอด ดด ดด ดดด ดแหละค่ะ ไวๆๆเน้อ ตอกนี้หนุก . .. .... และค้ๅง = =
    #89
    0
  13. #88 _Silver_ (@tarusung) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มกราคม 2557 / 21:01
    ยังไม่ลืมคร้าาา รอต่อน้าา
    #88
    0
  14. #86 Rose of Tear (@lostrose) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 24 มกราคม 2557 / 06:50
    ยังไม่ลืมม แต่รอมานานมากเลยครับบ
    #86
    0