Knight Vs Queen! ศึกปราบเกรียน[อัศวินแด่ราชินี]

  • 96% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 35,040 Views

  • 1,107 Comments

  • 1,799 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    28

    Overall
    35,040

ตอนที่ 33 : 26th Round::Dust <rewrite>

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1140
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 มิ.ย. 61

26th Round

Dust

เธออยู่ที่ไหน...คิดถึงเธอ

พรุ่งนี้มาถึงเมื่อไหร่ ชีวิตเขาคงจบเมื่อนั้น อัศวินผมแดงรับรู้แค่นั้นจริงๆ เขาไม่รู้สึกดิ้นรน ไม่รู้สึกว่าต้องขวนขวาย เพราะในใจมีความเชื่อบางอย่างเกิดขึ้น...ในเมื่อเขาไม่ผิด ต่อให้พระเจ้าหรือปีศาจเก่งแค่ไหนก็ฆ่าเขาไม่ได้ อีกอย่างตัวเขาเองก็รู้ดีว่าพูดไปก็รังแต่จะเป็นการแก้ตัวเสียเปล่าๆ คนพวกนั้นจ้องจะฆ่าเขาให้ตายตั้งนานแล้วหากแต่ไม่มีโอกาสเท่า หมดเขาไปก็หมดซึ่งอุปสรรคในการโกงบ้านกินเมืองต่างๆ

“...ข้ารักเจ้าไปได้ยังไงนะ...”

ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังคงติดอยู่ภายในใจคือคำพูดของร่างบาง นัยน์ตาสีม่วงที่ทอแววผิดหวัง รอยยิ้มที่ไม่ปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงาม เสียงแผ่วเบาที่แลดูอ่อนล้าเต็มทน มันเหมือนมีใครมาแย่งอากาศหายใจไปจากเขา ความรู้สึกแบบนี้เลโอตัดสินให้ว่าเพราะตัวเขาเองคงเห็นภาพสะท้อนตนเองจากอีกฝ่าย...เหมือนความรู้สึกที่เขามีกับพ่อก่อนที่แม่จะเสียไป พ่อที่ไม่ยอมพูดอะไรหรือหาทางใดๆมารักษาชีวิตของแม่เอาไว้ เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมตอบรับความช่วยเหลือจากราชาองค์ก่อน ปล่อยให้แม่ของเขาสิ้นลมไปอย่างช้าๆ...ในตอนนั้นเขากล้าพูดได้เต็มปากว่า”เกลียดพ่อ”ของตนมากแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้ว ทุกสิ่งที่พ่อเขาทำไปย่อมมีเหตุผล...

“...ถ้าแม่เจ้าอยู่ คนที่จะตายก็คือเจ้า แม่เจ้าเองที่ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ ตัวนางเอาแต่เชื่อว่าหากสวรรค์ต้องการให้นางมีชีวิตอยู่ต่อ ต่อให้พ่อเจ้าไม่ทำอะไร นางก็ยังคงมีชีวิตต่อไป...”

ไอโรพูดกับเขาหลังจากต่อยเขาไปหนึ่งหมัดเต็มๆที่แก้มซ้าย ไอโรตอนนั้นทั้งเย็นชาและน่ากลัว ไอโรที่ได้ยินเขาตะโกนบอกพ่อตนเองว่า”เกลียด”เต็มสองหู คนที่รู้ทุกสิ่งอย่างแต่ไม่อยากเอ่ยออกมาให้เขารู้สึกผิด หลังจากรู้ความจริงนั้นเขาจึงกลายเป็นคนที่ระวังตัวมาโดยตลอด พยายามไม่เข้าใกล้ใครแล้วพูดคุยให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้น เลโอกลัวว่าต้องมีใครสักคนมาสละชีวิตเพื่อเขาอีก...แค่เพียงแอมไพร์กับวิญญาณครึ่งดวงที่ร่างบางเสียสละไปเขาก็เจ็บปวดเต็มทน ทั้งๆที่สร้างกำแพงไว้แล้วแท้ๆ...

“แต่ทำไมท่านยังสามารถพังมันเข้ามาอีกเล่า อัญมณีแห่งโลกนี้เอ๋ย...ท่านมนัพวกฮาร์ดคอจริงๆ”

เลโอนึกถึงใบหน้าสวยกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อครั้งที่พบกันครั้งแรก ทั้งไม่ถูกชะตา ทั้งให้ความรู้สึกเกลียดเพราะเขามองว่าแอมไพร์มาเพื่อหลอกไอโร นัยน์ตาที่มองพี่ชายต่างมารดาของเขาไม่ได้เต็มไปด้วยความรักอย่างคนที่คนรักกันควรจะมี ดังนั้นเลโอจึงมองออกไม่ยากว่าแอมไพร์ไม่ได้รักไอโร

แต่สิ่งที่ทำให้ความคิดค่อยๆเปลี่ยนไปคือเรื่องราวของอีกฝ่าย ทั้งนิสัยใจคอ คำพูด หรือแม้แต่ปมในอดีตที่อีกฝ่ายมี แม้แอมไพร์จะดื้นรั้น เอาแต่ใจ แต่ยังไงร่างบางก็ยังอ่อนโยน ใบหน้าที่ยิ้มให้แก่เซย์เนลในทุ่งดอไม้ ถ้อยคำที่เทิดทูนแม่ของตนดุจดั่งอะไรดี หรือแม้แต่เรื่องที่แอมไพร์คอยตามป่วนเขาในวันนั้น ที่ในความป่วนมีความหวังดีต่างๆปะปนอยู่ สิ่งเหล่านั้นเริ่มทำให้เลโอไม่รู้สึกแปลกใจที่แอมไพร์จะกลายเป็นที่ยอมรับของคนในปราสาทได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะความสง่างาม ความแข็งแกร่ง อะไรทุกอย่างแอมไพร์มีหมด แม้แต่การเสียสละในสิ่งที่ไม่จำเป็นเช่นชีวิตของชายที่ออกปากบอกว่าเกลียดร่างบางอย่างเขา

“แต่ท่านก็ไม่ยอมปล่อยชีวิตข้าไป...ทำไมท่านถึงต้องทำแบบนั้น เพื่อคนที่ไม่ได้รักท่านเลยสักนิดอย่างข้า...”

ตู้ม!!!

เสียงพึมพำกับตนเองถูกกลบด้วยเสียงระเบิดดังสนั่น นัยน์ตาสีเทาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกตาบางเบิกขึ้นอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสวยมองเห็นกลุ่มเขม่าควันที่พวยพุ่งเข้ามาด้านใน เสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นวายไปมาด้วยความโกลาหล และสุดท้ายคือเสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับถูกสังหารด้วยความโหดเหี้ยม

“ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่นี่เอง...หาตั้งนาน”

เสียงทุ้มเอยด้วยโทนเสียงมีคีย์สูงต่ำอย่างหยอกเย้า นัยน์ตาสีไพลินภายใต้กลุ่มควันทำให้เลโอรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นอัศวินนภาถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ท่าน...”

อีกฝ่ายยกยิ้มก่อนจะแนบนิ้วเรียวเข้ากับริมฝีปากของตน ใบหน้าคมสันได้รูปและเส้นผมสีนน้ำเงินสวยคุ้นตา แม้ว่ายามนี้ยังคงเป็นกลางวันและเมื่อคราวที่แล้วได้พบกันในยามราตรีแต่เลโอยังคงจำเจ้าของร่างนี้ได้ดีอย่างไม่มีวันลืมเลือน เจ้าของสัมผัสหน้าขนลุกและการจู่โจมที่ไร้สุ่มเสียงยังคงตรึงอยู่ภายในใจไม่จางหาย

“ผู้บุกรุกเมื่อวันนั้น”อัศิวนหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนถอยล่นลงไปชิดกำแพง

นัยน์ตาสีเทาเสมองกำแพงด้านหลังที่เป็นทางตันด้วยความหงุดหงิดก่อนจะเบนกลับมามองคนตรงหน้าด้วยใบหน้าราบเรียบในเสียววินาที หากเขาโดนโจมตีคงได้ตายก่อนเวลาประหารแน่เพราะตอนนี้เขาไม่มีแม้แต่ดาบสักเล่ม!

“อย่าได้ทำท่าทางตกใจแบบนั้นสิ ข้ามาดีนะ”อีกฝ่ายยิ้มเย้าเผยเขี้ยวสีงาช้างที่มุมปาก

“ท่านไม่ใช่มนุษย์...”

“ชู่ว...อย่าเอ็ดไปอัศวินนภา แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ชายผู้มีวิญญาณของสหายแห่งพ้องเราเอ๋ย...”

คำพูดที่อีกฝ่ายเอื้อนเอ่ยไม่ทำให้เลโอเข้าใจอะไรขึ้นมาเลย นัยน์ตาสีน้ำเงินที่จ้องมองเขาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก น้ำเสียงทอดเรื่อยเปลือยราวกับไม่อาทรณ์ร้อนใจใดๆกับสิ่งรอบตัว

“ข้ามาเพื่อช่วยท่าน อัศวินนภา เลโอ”

ดาบเล่มเรียวสวยอันคุ้นตาถูกโยนมาตรงหน้าพร้อมกับกรงขังที่ละลายหายไปราวกับสายไหม้โดนน้ำ นัยน์ตาสีเทาแอบเห็นร่างเล็กสีแสดที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังชายผมน้ำเงิน

“จงโบยบินออกไปเทิดอัศวินแห่งนภา เมื่อถึงเวลาแล้วเจ้าจะรู้เองว่า”ทำไม”

 

“เลโอหนีไปแล้ว! เห็นไหมเล่าถ้ามันไม่มีความผิดจริงมันจะหนีทำไม!

“นั่นสินะ พวกเราหลงโง่คิดว่ามันเป็นคนดีอยู่ตั้งนาน!!!

“มันหลอกเรา บัดซบที่สุด! มันต้องการปลงพระชนน์พระราชาแต่แรก!

“ใครที่ว่ามันดีนักหนาวะ! สุดท้ายมันก็สวะ...”

บึ้ง!!!

เสียงด่าสาดเสียเทเสียเงียบสงบลงยามขาเรียวยกขึ้นพาดบนโต๊ะประชุมอย่างไร้ความเกรงอกเกรงใจ นัยน์ตาสีม่วงเข้มครุกรุ่นอย่างบอกระดับไม่ได้ เส้นผมสีม่วงที่ถูกรวบขึ้นไปมัดสูงทำให้ร่างบางดูจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็น เครื่องแบบผู้ชายที่ร่างบางใส่ยิ่งขับในเจ้าตัวดูน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก เพียงสบตาก็รู้สึกกระอั่กกระอ่วนจิตใจจนแทบจะอาเจียออกมาด้วยความกดดัน นัยน์ตาเรียวสีม่วงเสมองทุกคนที่เริ่มมีเสียงซุบซิบดังขึ้น

“ถ้ามีดีแค่นินทราลับหลังคนอื่นไปวันๆก็หุบปากซะ”

เสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยความราบเรียบที่เย็นเฉียบ นัยน์ตาสีม่วงปรายมองทีละคนด้วยอารามหงุดหงิด สองอัศวินพี่น้องได้แต่แอบหันหน้าไปหัวเราะด้วยความสะใจกันเพียงสองคน ตาแก่พวกนี้ไม่รู้ฤทธิ์ราชินีตัวเล็กของเขาเสียแล้ว สมกับที่เป็นสามีภรรยา(หลอก)กัน พอจริงจังขึ้นมาแล้วจะดูน่ากลัวจนลืมเลือนภาพลักษณ์เก่าไปเลยทีเดียว

“เรื่องเลโอ...ทำไมถึงปักใจเชื่อว่าเขาเป็นคนร้าย?”

“ก็ดาบของมันอยู่ในมือมันนี่...ครับ แล้วบาดแผลเองก็พอดีกับดาบ...”

“ตรวจสอบเวลาที่เกิดเหตุหรือยัง?”

“ยัง..ครับ”

“ตรวจสอบลายนิ้วมือทับซ้อนหรือยัง?”

“ยังครับ”

“แล้วคิดว่าไอโรจะไม่ตื่นขึ้นมาชี้ตัวคนร้ายแล้วใช่ไหมถึงได้ตัดสินเอง?”

“เปล่าครับ...”

ตึง!

ขาอีกข้างวาดขึ้นมาวางบนโต๊ะเสียงดังจนขุนนางหัวหงอกทั้งหลายสะดุ้งเป็นทิวแถว เคอร์ริสแทบจะลงไปหัวเราะกับพื้นอยู่แล้วเชียวถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ในโหมดที่จริงจังล่ะก็นะ แอมไพร์ไล่สายตามองทีละคนก่อนจะประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าท้องตนเอง

“ไม่ใช่ว่าหาโอกาสกำจัดเขาอยู่หรอกหรือ...??”

เสียงทุ้มเอ่ยเอื่อยเฉื่อยแต่เรียกอาการสะดุ้งของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี แอมไพร์ขยับยิ้มก่อนจะเอนตัวไปด้านหลังด้วยยิ้มร้ายบนใบหน้า นิ้วเรียวขยับเคาะกับข้อมือตนเองอย่างใช้ความคิด

“เรื่องเลโอกับที่ว่าใครหาโอกาสฆ่าใครช่างก่อน ตอนนี้เราควรสนใจเรื่องปีศาจพวกนั้น่อนดีกว่าใช่หรือไม่ ท่านขุนนาง...”

“...ค่ะ..ครับ..”

“หื้ม? ว่าเช่นไรนะ ข้าไม่ได้ยินเลย?”

“ครับ!

“หึ...ดีมาก”แอมไพร์ปรับท่านั่งมาเป็นนั่งหลังตรงตามปกติ สองมือประสานกันอยู่ในระดับสายตาด้วยใบหน้าจริงจัง เหล่าขุนนางจึงรีบหันมาทำท่าทีจริงจังตามบ้าง

“ทางเราเองต้องหารือกับเมืองต่างๆก่อน จึงจะตัดสินใจได้ว่าจะทำเช่นไรต่อไป...”ร่างบางเสสายตามองเคอร์ริสก่อนหันไปหาอัศวินหนุ่ม”เจ้าช่วยส่งสารน์ไปถามความคิดเห็นเมืองต่างๆให้ข้าที ช่วยกำกับไปด้วยว่าหากพวกเขาตกลงทำสงคราม...ยูโนสซิสจะเป็นแกนนำให้เอง อ่อ...ถ้าอาร์ตเธอกับอคาเนย์จะร่วมด้วยคงไม่มีปัญหา ส่วนอาร์เจลแลงค์...ตามแต่เถอะ”

“ครับ”

อัศวินวารีไม่ขัดความคิดขององค์ราชินีเลยสักนิด เขาทำเพียงค้อมหัวรับสิ่งที่ถูกสั่งมาอย่างว่าง่ายท่ามกลางสายตาของขุนนางแต่ละคนที่เริ่มแตกตื่น

“อ่ะ..องค์ราชินี...ท่านจะรับให้เมืองเราเป็นแกนนำสงครามไม่ได้นะครับ เรา...เราไม่มีคนที่เก่งพอ..จะพระราชาหรือเล..โอ...”

“หึ…ก็แล้วใครเล่าที่เป็นต้นเหตุ”แอมไพร์ย้อนกลับไปเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตระหนักได้ว่าตัวหมากสำคัญได้หายไปจากกระดานด้วยฝีมือของตน

“อ่อ...ข้าลืมแจ้งพวกท่านอีกเรื่อง”แอมไพร์ยิ้มหวานพร้อมเอียงคอ เรียกว่าพาลเอาขุนนางเคลิ้มกันไปเป็นทิวแถว

“หากเกิดสงครามจริงข้าคงต้องขอบริจาคสมบัติของพวกเจ้าทุกคนมาเป็นทุนเจ็ดสิบเปอร์เซนของเงินทั้งหมด...เข้าใจตรงกันนะ”

เหล่าขุนนางนั่งอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงันกับคำสั่งของร่างบาง เคอร์ริสรีบหันไปเอาหน้าซบไหล่คาร์เรย์แล้วกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น คนพวกนี้มันจะจี้ไปแล้วนะ...

“ท่านจะเอาเงินไปพวกเราไปไม่ได้นะครับ กว่าจะโกง เอ๊ย! กว่าจะหามาได้ใช่ว่าง่าย...”

“เสียสละเพื่อประชาชน คือหน้าที่ของขุนนางแห่งยูโนสซิส จำได้ว่าไอโรบอกข้าไว้แบบนี้นะ”

สิ้นเสียงเอื้อนเอ่ยของร่างบางขุนนางที่คิดแย้งก็เงียบกริบไม่กล้าเอ่ยต่อ ร่างบางยกยิ้มร้ายกาจออกมาจนน่าหวาดผวา แอมไพร์ยืดตัวขึ้นเต็มความสูงก่อนจะพร้อมเอามือท้าวโต๊ะประชุมเอาไว้

“เอาล่ะ...เลิกประชุมได้”

ร่างบางเอ่ยเสียงร่าก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางประตู เหล่าขุนนางต่างพากันถอนหายใจยาวราวกับว่าเวลาในการประชุมกับราชินีร่างบางช่างยาวนานแรมทศวรรษ ทั้งที่มันผ่านไปได้แค่ยี่สิบหกว่านาทีเท่านั้น

“อ่อ...ข้าลืมบอกไป”

เสียงของเด็กหนุ่มเรียกให้เหล่าขุนนางสะดุ้งสุดตัว แอมไพร์ปรายตามองยังขุนนางหัวขาวหลายคนในที่ประชุมก่อนจะเอ่ยคำสั่งด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ข้าหวังว่าต่อจากนี้ไปข้าจะได้ยินพวกเจ้าเรียกเลโอโดยมีคำว่าท่านนำหน้าชื่อ และใช้สรรพนามแทนเขาว่าเขาหรือท่านไม่ใช่มันอย่างที่ข้าได้ยินในที่ประชุมอีก...”

หลายร่างชะงักค้างยกมือขึ้นแตะปากตนเองด้วยความตกใจ แววตาที่สื่อออกมาจากร่างระหงส์บ่งบอกได้ทันทีว่าไม่มีเล่น ร่างบางเบนหน้ากลับก่อนกล่าวจิกกัดทิ้งท้ายให้แสบเล่น

“ถ้าดีแต่เห่าอย่างเดียวล่ะก็เงียบปากไป ถ้าเห่าได้แล้วกัดเป็นเมื่อไหร่ค่อยมาว่ากันอีกที คนเก่งแต่ปากน่ะมันไม่มีอะไรดีหรอก...ในวินาทีที่พวกเจ้าทะนงว่าตนคือราชสีห์ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ในสายตาคนอื่นอย่างข้า...พวกเจ้าอาจจะเป็นแค่ลูกหมาที่ยังไม่หย่านมก็ได้...ใครจะรู้”
 

 สิ้นเสียงแอมไพร์ก็เดินออกจากห้องประชุมไปทันที ทิ้งเอาไว้แต่ใบหน้าซีดเผือกของเหล่าขุนนางหัวหงอก สองอัศวินมองพร้อมยกยยิ้มทิ้งท้ายแล้วจึงเดินตามอออกไป เพียงสองก้าวที่ออกมาจากห้องประชุมร่างบางก็ทรดฮวบลงไปกองกับพื้นจนสองพี่น้องต้องวิ่งเข้ามาประครองแทบไม่ทัน

“ไปพักเถอะครับท่านแอมไพร์ ท่านไม่ไหวแล้วนะ”

คาร์เรย์ว่าพลางค่อยๆรั้งตัวองค์ราชินีให้ลุกขึ้น ริมฝีปากซีดเผือกขยับยิ้มอ่อนๆส่งแก่พี่น้องมาริค

“ข้าไม่เป็นไร”

“ไม่เป็นไรที่ไหนกันน่ะครับโถ่...”

เคอร์ริสบ่นงึมงำก่อนจะพยุงร่างบางด้วยอีกคน สองข้างของแอมไพร์ถูกขนาบไว้ด้วยอัศวินวารีและอัศวินปัฐพี องค์ราชินีได้เพียงถอดถอนใจ คนพวกนี้ทำเหมือนเขาเป็นนักโทษคดีร้ายแรงอย่างนั้นแหละ

“ไม่ต้องมาทำหน้าบูดเลยครับ หลังจากนี้ท่านต้องพักผ่อนนะรู้ไหม?”คาร์ย์เอ่ยถาม

“ตอบสิครับท่านแอมไพร์”เคอร์ริสเอ่ยย้ำกับสิ่งที่น้องชายตนว่า

“จ้าๆ นี่พวกเจ้าเป็นพ่อกับแม่ข้าหรือไงเนี่ย”

แอมไพร์บ่นงึมงำ สองพี่น้องทำได้เพียงยิ้มบางๆแล้วส่ายหน้า วันนี้ทั้งวันแอมไพร์ตกอยู่กับความเครียดชนิดที่ไอโรเองยังไม่เคยเจอ มีปีศาจมาประกาศทำสงคราม คุกใต้ดินถูกโจมตีด้วยกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เลโอหายไปจากคุกใต้ดินพร้อมดาบของตน ไหนยังต้องมาประชุมกับพวกขุนนาแก่ๆพวกนี้อีก แอมไพร์คนเดียวรับเรื่องได้มากขนาดนี้ก็เกินพอแล้ว สิ่งต่อไปที่แอมไพร์ต้องการคือการพักผ่อนให้มากเข้าไว้ คนที่ตอนนี้สามารถเป็นผู้นำได้เหลือเพียงแอมไรพ์คนเดียวเท่านั้น

“นอนพักนะครับ เดี๋ยวข้าจะไปทำงานที่ท่านสั่ง ส่วนคาร์เรย์จะไปดูที่คุกใต้ดินสักหน่อย ระหว่างที่ไม่อยู่อย่าดื้อ อย่าซนนะครับ”

“รู้แล้วน่า”

แอมไพร์ยู่หน้าใส่สองอัศวิน ทั้งคู่พาเขามาส่งถึงเตียงแถมยังจัดการห่มผ้าให้เสร็จสับอีกต่างหาก มันจะบริการดีไปแล้วนะ

“แต่เวลาเช่นนี้จะให้ข้าหลับลงได้เช่นไร...”

ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่วยามเมื่อสองอัศวินออกไปจากห้องของตน นัยน์ตาสีม่วงเหม่อมองที่ประตูด้วยจิตใจที่วุ่นวาย มีสงครามกำลังจะเกิดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า แอมไพร์รู้ดีว่าทุกคนคงไม่ยอมมอบแผ่นดินเกิดของตนให้กับปีศาจง่ายๆ ไอโรเองก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาเลยสักครั้ง แล้วนี่เลโอที่คาดว่าจะเป็นกำลังสำคัญ...ก็หายไปไหนไม่รู้

“ข้าจะไปหาเจ้าเจอได้จากที่ไหนกัน”

แอมไพร์ปักใจเชื่อว่าเลโอไม่ผิด แต่เขาเองก็ยังไม่รู้เหตุผลแน่ชัดที่เลโอหนีออกไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความจริงแล้ว...อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ดีหรือเปล่า ถ้าหากว่าเลโอตายไปพร้อมกับระเบิดพวกนั้นแล้ว เขาคงไม่มีจิตใจทำอะไรแน่ๆ

 

“ท่านแอมไพร์ครับ!!!

สองพี่น้องวิ่งแตกตื่นเข้ามาในห้องพักของพระราชาหนุ่ม แอมไพร์ที่กำลังปลอกแอปเปิ้ลสีแดงสดอยู่หันไปมองพร้อมยู่หน้า

“เดี๋ยวเขาก็ตื่นหรอก”

“ตื่นน่ะดีแล้วครับ นี่เขายังไม่ตื่นเลยนะห้าวันเข้าไปแล้ว!

เคอร์ริสร้องพร้อมขมวดคิ้ว แอมไพร์มองหน้าอีกฝ่ายก่อนจะเอียงคอ นั่นสินะ ถ้าไอโรตื่นมากก็คงดีไม่หยอก คิดๆแล้วน่าจะลองตะโกนใส่หูอีกฝ่ายดูเผื่อจะตื่นขึ้นมาบ้าง

“หยุดความคิดไปเลยนะครับ...”คาร์เรย์ว่าพร้อมกระตุกยิ้มถี่ๆ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่น่ะ

“ชิ...ว่าแต่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามามีอะไรกันหรือ?”

“จริงสิ!

สองพี่น้องร้องพร้อมกันก่อนจะเป็นเคอร์ริสที่หยิบม้วนกระดาษออกมาจากเสือด้วยท่าทีร้อนรน

“คือว่านะครับ ตอนนี้ทุกเมืองทุกแคว้นส่งคำตอบของข้อเสนอมาจนครบแล้วครับ”

แอมไพร์หรี่ตามองอย่างรอคำตอบ คาร์เรย์เองก็มองสลับไปมาระหว่างพี่ชายตนและร่างขององค์ราชินี

“ทุกเมืองจะทำสงครามครับ”

เสียววินาทีที่ร่างบางขยับยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะเปลี่ยนกลับไปเป็นปกติ แอมไพร์ยันตัวลุกขึ้นแล้วจัดการออกคำสั่งโดยเร็ว

“บอกให้ทุกเมืองส่งตัวแทนมาประชุมที่ยูโนสซิสโดยไว คาร์เรย์เจ้าช่วยไปเกณฑ์นักเวทย์ทั้งหมดมาสร้างเวทย์เคลื่อนย้ายเพื่อนำพาเหล่าผู้นำมายังเมืองเราให้ไวที่สุด เวลาเตรียมตัวของเรามีไม่มากแล้ว!

สิ้นเสียงสั่ง สองพี่น้องก็รีบรับคำและแยกย้ายออกไปทำงานทันที นัยน์ตาสีม่วงเสมองที่ร่างของพระราชาหนุ่มพร้อมถอนหายใจ มือเรียวสองมือประคองมือของพระราชาหนุ่มขึ้นมาแนบใบหน้า

“สงครามจะเริ่มแล้วนะไอโร...เจ้าจะตื่นขึ้นมาก่อนมันเริ่มหรือเปล่านะ”

เพียงเวลาแค่ชั่วโมงเดียวผู้นำจากทุกเมืองก็มารวมกันยังยูโนสซิส แอมไพร์ในชุดเครื่องแบบอัศวินพร้อมผ้าคลุมสีแดงยาวที่บ่งบอกสถานะของผู้สำเร็จราชการแทน ร่างบางนั่งลงยังหัวโต๊ะพร้อมกล่าวชี้แจงเหตุผลที่ตนเป็นตัวแทนของยูโนสซิส...ไอโรบาดเจ็บ เลโอที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายหายไป เหล่าผู้นำต่างตกใจและเสียขวัญเป็นอย่างมาก เมื่อคนที่หวังพึ่งคือเทพสงครามแห่งทุ่งสีดำอย่างไอโรหรืออัศวินนภาผู้เก่งกาจอย่างเลโอ...หาใช่เด็กไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างแอมไพร์

“ไอโรกล่าวถึงเจ้าให้ข้าฟังบ่อยๆ ข้ามั่นใจว่าเจ้าต้องไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา”เจ้าชายฟีเอสกล่าวขึ้นหลังจากหลายคนเริ่มส่งเสียงเซ็งแส่

“ข้ามั่นใจว่าคนที่ทำให้ลูกข้าผู้ไม่สนใจอะไรตั้งใจเป็นราชาที่ดีได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา”พระราชาเมืองอคาเนย์เอ่ยสมทบอีกคน

เมื่อสองขั้วอำนาจสูงสุดเข้าร่วมกับแอมไพร์ก็ไม่สามารถมีใครกล้าขัดได้ ร่างบางค้อมหัวขอบคุณก่อนจะหุบยิ้มลงเพื่อเข้าสู่ความตรึงเครียดที่ยากจะถอยออกไป

“อย่างที่พวกท่านทุกคนรับรู้ ปีศาจได้ประกาศยื่นเงื่อนไขสองเงื่อนไขแก่พวกเราเพื่อให้เลือกทางใดทางหนึ่ง ทางแรกคือการยอมสละดินแดนให้พวกมันปกครองอย่างไร้การขัดขืน และทางที่สองคือการทำสงคราม...และพวกเราก็เลือกทางที่สอง”แอมไพร์เว้นจังหวะเพื่อมองสีหน้าของแต่ละคนแล้วจึงเอ่ยต่อ”เวลาที่เราจะเตรียมตัวเหลือเพียงห้าวันเท่านั้นนับจากวันนี้ด้วย ข้าคิดว่าทางฝั่งนั้นเองคงเตรียมกำลังไว้อยุ่แล้ว ในทันทีที่เราตอบว่าจะทำสงครามมันคงพร้อมจะบุกเข้ามาทันทีโดยไม่รั้งรอใดๆ พวกท่านว่าข้าคิดถูกไหม?”

“ถูกของเจ้าแอมไพร์...แล้วเจ้ามีวิธีการรับมือเช่นไรบ้างเล่า”

ฟีเอสเป็นคนเอ่ยตอบ การมองของแอมไพร์จัดว่าอยู่ในระดับดีเยี่ยม ร่างบางเองดูแล้วท่าจะมีแผนไว้ในใจแต่แรก สมกับที่ไอโรยกให้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว(ตามความเข้าใจ)จริงๆ แอมไพร์ยกยิ้มอ่อนขึ้นรับก่อนจะพยักหน้าเบาๆ

“ใช่แล้วครับ ข้ามีแผน”

แผนที่จำลองถูกฉายขึ้นเป็นภาพสามมิติกลางโต๊ะประชุม แผนที่ของโลกใบนี้อยู่ตรงหน้าคนทั้งห้อง แอมไพร์ขยับมือไปมาเพื่อปรับให้มันเข้ากับการบรรยายของตน

“เรื่องแรกคือจุดที่พวกมันจะจู่โจม”

พื้นที่สามแห่งกลายเป็นสีแดงและแยกออกมาอย่างเด่นชัด

“คือยูโนสซิส อาร์ตเอ และอคาเนย์ ไม่เมืองใดก็เมืองหนึ่ง”

“ทำไมถึงต้องเป็นสามเมืองนี้เล่า?”

ผู้นำจากเมืองอื่นขมวดคิ้ว ดูท่าทางเองเขาเองก็ยังไม่ยอมรับว่าทั้งสามเมืองคือขั้วอำนาจสำคัญ แต่ในความคิดของแอมไพร์มันมีอะไรมากกว่านั้น พื้นที่ทั้งสามลอยกลับเข้าไปสู่แผนที่ใหญ่อีกครั้ง ร่างบางปรับแผนที่สามมิติตรงหน้าให้กลายเป็นแบบสองมิติที่ฉายมองจากมุมบน

“ถ้าพวกท่านสังเกต...จากเห็นว่าเมืองทั้งสามเมืองมีระยะห่างจากปราสาทของเมืองหนึ่งไปยังเมืองหนึ่งเท่ากัน ระยะห่างจากปราสาทยูโนสิซิสไปยังปราสาทของอาร์ตเธมีระยะห่างเท่าปราสาทของอาร์ตเธไปยังปราสาทของอคาเนย์ และปราสาทของอคาเนย์ไปยังปราสาทของยูโนสซิส”แอมไพร์ยิ้มเมื่อหลายคนเริ่มตระหนักได้”ใช่แล้วครับ เมืองทั้งสามถูกเชื่อมไว้เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่าอย่างพอดี และมันก็มีเหตุผลด้วยสิ

หลายคนเริ่มหันมาสนใจสิ่งที่ร่างบางจะกล่าวอย่างจริงจังขึ้นมา ฟีเอสและพระราชาของอคาเนย์รู้สึกชื่นชมแอมไพร์ขึ้นมากกว่าเดิม ดูเหมือนว่าทั้งคู่เองก็ไม่ได้เอะใจเรื่องนี้สักนิด

“มันเป็นเรื่องเล่าเมื่อเกือบพันปีก่อนที่ปีศาจได้ทำสงครามกับเทพจากสวรรค์ เทพสวรรค์องค์หนึ่งได้ลักซ่อนสิ่งสำคัญของปีศาจมาไว้ในใจกลางดินแดนมนุษย์โดนสร้างกำแพงเวทย์ขึ้นมาป้องกัน และเสาหลักทั้งสามของกำแพงเวทย์คือยูโนสซิส อาร์ตเธ และอคาเนย์ไม่ผิดแน่ มันคือเหตุผลว่าเพราะอะไรปีศาจถึงได้เลือกโจมตีที่เมืองใดเมืองหนึ่งก่อน”

“ถ้ามันทำลายกำแพงเวทย์ได้ มันก็จะสามารถบุกเข้ามายังดินแดนของมนุษย์ได้?”

“ความจริงปีศาจสามารถเข้ามาที่ดินแดนมนุษย์ได้ตั้งนานแล้วล่ะครับ”แอมไพร์ว่าพลางยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าตกใจของฟีเอส”เพียงแต่จะอยู่นานมากนักไม่ได้ เหมือนปลาที่ขึ้นบกแล้วจะขาดอากาศหายใจ ที่กำแพงเวทย์น่ะมีรอยร้าวเกิดขึ้นแล้ว หากแต่ท่าทำลายเมืองใดเมืองหนึ่งในสามเมืองได้...กำแพงเวทย์ก็จะสิ้นสภาพที่ตามมาคือการบุกเข้ามาอย่างไม่ยั้งมือจากกองทัพปีศาจ”

คำบอกเล่าความคาดเดาตามความคิดขอตนเองจากแอมไพร์ทำให้หลายคนเริ่มหน้าซีดและเกิดการคิดเปลี่ยนใจกลับไปยอมสวามิภักดิ์แด่ปีศาจโดยดี ซึ่งแอมไพร์ก็รับรู้ได้

“เลือกเอาเองนะครับว่าจะแพ้เพราะสู้ไม่ได้หรือจะแพ้เพราะไม่ได้สู้”

เสียงบอกเล่ากึ่งดูแคลนทำให้หลายคนล้มเลิกความคิดนั้นไปเสียถนัดตา มนุษย์ย่อมเป็นมนุษย์ ไม่ยอมให้ตนถูกดูถูกจนวันยันค่ำ แอมไพร์ขยับยิ้มเมื๋อเห็นทุกคนหันกลับมาสนใจเรื่องที่ตนจะพูดอีกครั้ง ร่างบางกระแอมไอเบาๆก่อนจะเริ่มบอกแผนการที่ตนวางไว้

“อัศวินราชองค์รักษ์จากทุกเมืองจะเข้าสู้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ป้อมหลักจะตั้งอยู่ที่ยูโนสซิส อคาเนย์และอาร์ตเธอ มีป้อมย่อยสิบสองป้อมอยู่ที่ระหว่างเมือง เมืองละสี่ป้อม อัศวินสองในสามจากทั้งหมดจะประจำการที่นั่น เกณฑ์ผู้หญิงทั้งหมดมาช่วยทำเสบียงจำพวกของแห้ง และอาหารที่เก็บได้นาน แพทย์สนามที่มีความคล่องตัวในการหลบหลีกและตัดสินใจดีเป็นเลิศ บาทหลวงประจำป้อมป้อมละหนึ่งคน เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรอบวางป้อมเงียบๆในยามกลางคืน อย่าให้มีเสียง อย่าให้อีกฝ่ายสังเกตได้ สิ่งถัดไปคือการหาผู้ใช้ภาพมายาที่เก่งที่สุดมาสร้างภาพลวงตาเอาไว้ให้พื้นที่ที่ถูกเตรียมกลายเป็นที่รกร้าง ภายในเวลาห้าวันป้อมใหญ่ทั้งสามและป้อมเล็กอีกสิบสองต้องพร้อม เสบียงอหารต้องพร้อม อาวุธต้องพร้อม คนต้องพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องไม่คาดฝัน

ในวันจริงข้าจะเป็นตัวแทนในการเจรจากับพวกนั้น เมื่อคุยเสร็จข้าจะรีบเคลื่อนย้ายตนเองมาที่ป้อมหลักของยูโนสซิสโดยฉับพลัน พรุ่งนี้ขอให้พวกท่านส่งหัวหน้าป้อมแต่ละป้อมมาร่วมประชุมกับข้าด้วย เขตในการรับผิดชอบข้าจะให้พวกท่านตัดสินใจกันเอาเองว่าจะส่งคนของตนประจำป้อมไหน เมืองที่ไม่ถนัดในการรบขอให้เป็นกำลังในการเตรียมเสบียงและอาวุธต่างๆรวมทั้งยารักษาโรคทุกชนิด หากพวกท่านมัวแต่กั๊ก สิ่งที่จะตามมาคือการทสงครามที่ไม่เต็มที่...และความพ่ายแพ้..”

ร่างบางสั่งรวดเดียวออกมาท่ามกลางความตกตะลึงในการวางแผนรับมือของเด็กหนุ่ม สายตาที่เคลือบแคลงสงสัยแปรเปลี่ยนเป็นเชื่อมั่นและชื่นชม ร่างบางถอนหายใจยาวหลังจากอธิบายแหนทั้งหมดที่คิดไว้ในหัวออกมา

“เรื่องป้อมจะให้พวกเราสร้างยังไงบ้าง เป็นกระโจมหรือว่าเช่นไรครับ?”

“หานักเล่นแร่แปลธาตุมาสร้างกำแพงหินเป็นด่านตรงเขตแดน ตามด้วยคูน้ำเพื่อสกัดกำลัง ปีศาจบินได้อยู่แล้วเตรียมพลธนูไว้ด้วยล่ะ...กับดักด้วย กับดัก..”

หลายร่างยิ้มขำกับท่าทางคิดไม่ตกของแอมไพร์ บรรยากาศตรึงเครียดสลายไปทันตายามเมื่อแอมไพร์ปลดบรรยากาศตรึงเครียดของตนออก ร่างบางแลดูไม่ต่างจากเด็กเล็กๆที่กำลังวางแผนเล่นบางอย่าง ทั้งๆที่สิ่งที่กำลังจะทำคือสงครามล่ะหว่างเผ่าพันธุ์

“แล้วเราควรขอความชั่วเหลือจากสวรรค์...”

“ไม่ต้อง”

ร่างบางตอบกลับทันควัน นัยน์ตาสีม่วงเสมองเจ้าของเสียงก่อนเอ่ยออกมา

“เรื่องนี้คือเรื่องของเรากับปีศาจ แต่เราดึงสวรรค์เข้ามายุ่งแล้วศักดิ์ศรีของมนุษย์จะอยู่ส่วนไหนกัน?”

คำพูดของแอมไพร์ทำให้ความคิดนั้นถูกเก็บไปทันที เป็นไปอย่างที่แอมไพร์ว่า ถ้าเอาสวรรค์มายุ่งแล้วศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จะเอาไปไว้ตรงไหนกัน

“แล้วถ้าสงครามเริ่มเจ้าจะอยู่ส่วนไหนแอมไพร์ จะเป็นผู้บัญชาการหรือจะนำทัพ”

“ข้าคงต้องขอดูท่าทีอยู่ที่ป้อมยูโนสซิสก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที ถ้ายังรับมือไหวข้าจะไม่ออกไป”

เจ้าชายแห่งอาร์ตเธพยักหน้าอย่างเข้าใจ แอมไพร์มองอีกฝ่ายแล้วค่อยๆเลิกคิ้วขึ้น ยามเห็นหน้าฟีเอสก็พาลนึกถึงอีกคนขึ้นมาเสียดื้อๆ เรื่องที่ฟีโอน่าบอกว่าเลโอเหมือนพี่ของตนคงจะจริงสินะ...

“หน้าข้ามีอะไรหรือเปล่า?”

“อ่ะ..เอ่อ..ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่จะบอกว่า พวกเด็กๆไม่ควรรับรู้เรื่องนี้ มันยังไม่จำเป็น ยังไงก็เอาพวกเขาไปไว้ยังศูนย์กลางของดินแดนก่อนก็แล้วกัน ถ้ามันจำเป็นจริงๆแล้วเราค่อยให้พวกเขารับรู้”

เหล่าตัวแทนต่างพยักหน้ารับอย่างเข้าใจในความคิดของเด็กหนุ่ม คิดในอีกแง่หนึ่งถ้าอย่างน้อยผู้ใหญ่ตายหมดก็ยังเหลือเด็กๆเอาไว้เป็นอนาคตต่อไป หลายคนเองก็มีแววที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเช่นกัน

“เรื่องนั้นเอง...”

แอมไพร์ยิ้มแห้งรับอีกฝ่าย ดีนะที่ฟีเอสไม่รู้ว่าเขามองเห็นอีกฝ่ายเป็นบางคนไป ในขณะเดียวกันนั่นเองแอมไพร์ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าฟีเอสลอบมองเขาปล่อยๆเพราะคิดว่าเขาให้ความรู้สึกเหมือนใครบางคนเหมือนกัน
 

แหม่มีเรื่องมีสารภาพ...
ตอนในตำนานตามสัญญายังไม่เสร็จครับ//วิ่งหลบตีน//
ถ้าจะบอกว่าป่วยอีกแล้วจะมีใครว่าไหม...//ไอ้ร่างกายอ่อนแอ!//
ช่วงนี้อากาศโหดร้ายเอาเรื่องเลยครับ
ก็เลยเป้นหวัดแล้วคุณไข้ก็เขามาเคาะประตูห้องก๊อกอยากจะเข้ามาทำความรู้จัก...
พ่วงด้วยตอนนี้มีวิชามหัศจรรย์ใจมาครับIS รู้จักกันไหม?
ไม่ใช่อินฟินิต สตาร์ตอจ แต่เป็นการศึกษาวิจัยด้วยตนเอง
อารมณ์ประมาณวิทยานิพนน์...นี่แค่ต้นเทอมยังขนาดนี้เลยT^T
นิยายที่แต่งตอนนี้แต่ง4เรื่องพร้อมกัน มีเรือ่งนี้ มีคุณชายโรคจิต มีคาราเมล
แล้วก็ตัวที่ยังไม่มีกำหนดลงอีกตัว//วิ่งไปอ้วกแป๊ป//
งานท่วมตัวเกินไปหรือเปล่า? เน็จก็กาก
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก นี่มันช่วงบ่นของนักเขียนนี่!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #582 N เอ็น (@nlm1122) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 10:34
    ยิ่งอ่านยิ่งลุ้นกับความลับที่มีเิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆที่ตอนแรกดูไม่มีอะไรแท้ๆอ่ะ
    #582
    0
  2. #579 N เอ็น (@nlm1122) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 15:52
    เลิฟแอมไพร์ที่สุดเลยตอนนี้
    #579
    0
  3. #578 zindatea (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 23:23
    สนุกมากๆเลยค๊าาาา แอมไพร์ควีนสุดๆอ่ะ เปนกำลังใจให้น้าค๊า ขอให้หายป่วยไวๆนะค่ะ ^_^
    #578
    0
  4. #577 guinw55 (@guinw55) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 22:47
    ดาเมจหนักๆเลยวันนี้ ราชินี...ราชีนีมากๆเลยแอมไพร์ เล่นเอาขุนนางง่อยกันไปหมดเลย

    #577
    0
  5. #576 Sweetdream (@lostrose) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 22:01
    สนุกกค่าาา อร๊ายยยยแอมไพร์ของเค้าา ควีนได้ใจอ๊าาา อัพนะคะๆๆๆๆๆๆ
    #576
    0
  6. #575 frozen-sn (@snowcharisma) (จากตอนที่ 33)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 19:33
    แอมไพร์ขั้นเทพ ♥
    #575
    0