Knight Vs Queen! ศึกปราบเกรียน[อัศวินแด่ราชินี]

  • 96% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 35,032 Views

  • 1,107 Comments

  • 1,801 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    20

    Overall
    35,032

ตอนที่ 35 : 28th Round::Still you <rewrite>

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1045
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 มิ.ย. 61

28th Round

Still you

ยังคงรักเธอไม่เคยเปลี่ยนไป...

ร่างบางนั่งอยู่ข้างเตียงหลังใหญ่ด้วยใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาสีม่วงทอดมองร่างที่หลับใหลไปเป็นเวลายาวนานจนคนที่ตื่นอยู่เฝ้ารอเสียแทบขาดใจ หน้าอกที่ขยับขึ้นลงแผ่วเบาอย่างเป็นจังหวะบ่งบอกว่าเจ้าของร่างยังมีชีวิตอยู่และไม่จากไปไหน เรือนผมสีทองละเอียดเคียงคู่กับใบหน้าคมทำให้อีกฝ่ายดูราวกับบุคคลผู้นี้หลุดออกมาจากเทพนิยาย...หรือเขาจะใช่ เขาอาจจะเป็นเจ้าชายนิทราที่รอจุมพิตจากผู้ถูกเลือกอยู่ก็เป็นได้

“ข้าก็คิดไปได้เนาะไอโร”

เสียงทุ้มว่าก่อนมือเรียวจะบรรจงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นซับไปที่ใบหน้าของพระราชาผมทอง

“นี่มันก็นานแล้วนะไอโร...ทำไมเจ้าไม่ยอมตื่นขึ้นมาสักที วันนี้เราจะเริ่มสงครามกันแล้วนะ ถ้าเจ้าไม่ยอมตื่นขึ้นมาตอนนี้ ในตอนที่เจ้าตื่นขึ้นมาจริงๆเจ้าอาจจะไม่พบเจอใครอีกเลยก็ได้”

แอมไพร์เอ่ยเรื่อยเปลื่อย นัยนน์ตาสีม่วงจ้องมองไอโรด้วยความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน ไอโรสำคัญ ไอโรเป็นเหมือนชีวิต ไอโรเป็นเหมือนลมหายใจ...แต่กับอีกคน เขาคนนั้นเป็นมากกว่าหัวใจ เป็นมากกว่าลมหายใจ สำคัญมากเสียจนแอมไพร์แยกผิดถูกไม่ออกแล้ว สำคัญมากจนแอมไพร์ไม่อาจโต้แย้งอะไรได้...

“ข้ามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับแล้วนะไอโร...เข้าใจข้าใช่ไหม?”

ผ้าขนหนสีขาวถูกวางลงในชามแก้วที่บรรจุน้ำอุ่นอยู่เกือบเต็ม นัยน์ตาสีม่วงเบนกลับมาทอดมองร่างบนเตียงอีกครั้ง

ก๊อกๆ

“ท่านแอมไพร์ครับ ใกล้ได้เวลาแล้วครับ”

เสียงคาร์เรย์ดังมาอีกฝั่งของประตูก่อนอัศวินหนุ่มจะเดินจากออกไปเพราะรู้ว่าแอมไพร์ต้องการเวลาส่วนตัว ร่างบางหันใบหน้างดงามกลับมายังไอโรอีกครั้ง เส้นผมสีม่วงถูกรวบขึ้นเป็นหางม้าสูงเพื่อความคล่องตัว เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเรื่องแบบของอัศวินชั้นสูง ที่เอวด้านซ้ายมีดาบรูปร่างเรียวยาวเหน็บเอาไว้เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน

“จำไว้นะไอโร ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเจ้าไม่เคยผิด เป็นข้าที่ผิดเอง...เป็นข้าเองนะไอโร อย่าโทษตัวเองล่ะรู้ไหม?”

คำพูดสุดท้ายถูกทิ้งไว้ด้วยน้ำเสียงเจื่อวคามอบอุ่นก่อนร่างของแอมไพร์จะเดินออกไปจากห้องแห่งนั้น ทิ้งให้ร่างบนเตียงนอนอย่างสงบนิ่งพร้อมหยาดน้ำใสๆที่ไหลออกมาจากหางตาโดยไม่มีผู้ใดเห็นมัน...

ร่างขององค์ราชินีแห่งยูโนสซิสเดินดิ่งไปยังระเบียงกว้างด้านหน้าปราสาท นัยน์ตาสีม่วงจับจ้องลูกหนามแหลมๆคุ้นตาทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปถึง ด้านข้างของแอมไพร์มีฟีเอสและคาร์เรย์อยู่ ส่วนเคอร์ริสนั้นรับอาสาเป็นหัวหน้ากองหน้าดังนั้นตอนนี้จึงอยู่ยังสนามที่เตรียมการไว้เป็นที่เรียบร้อย บางครั้งแอมไพร์ก็คิดว่าคำตอบของตนคงชัดเจนพอโดยที่ไม่ต้องให้ตอบก็ได้มั้ง ในเมื่อเขาเองก็แต่งมาเสียเต็มยศขนาดนี้ มันจะมีคำตอบอื่นใดไปได้อีกเล่า?

“วงเวทย์เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคาเรย์?”

“ครับ ไม่ผิดพลาดแน่นอน”คาร์เรย์ยิ้มรับราชินีของตน

“กำลังส่วนหนึ่งที่จะอารักขาไอโรล่ะ?”

“ข้าเตรียมกำลังจากทั้งยูโนสซิสพ่วงด้วยคนของอาร์ตเธไว้แล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไอโรไป”

สิ้นคำตอบของเจ้าชายผมฟ้า แอมไพร์ก็ถอนหายใจออกมาพร้อมยิ้มอ่อนๆที่มุมปาก ใบหน้าสวยแลดูคลายความกังวลมาก นั่นนับว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นแอมไพร์ยิ้มน้อยมาก น้อยเสียจนถ้าใครมาพบเห็นร่างบางตอนนี้คงคิดว่าเป็นพวกเงียบขรึมไป

“ข้าไม่รู้ว่าสงครามจะยื้ดเยื้อแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะมีใครตายไปมากแค่ไหน แต่เจ้าทั้งสองพี่น้องต้องไม่ตายนะรู้ไหม?”

คาร์เรย์เงยหน้าขึ้นสบตาแอมไพร์ นัยน์ตาสีม่วงทอดมองมาที่เขาด้วยความอบอุ่นปนเศร้าสร้อย แอมไพร์ในตอนนี้แลดูสูงส่งราวกับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง

“ทำไมต้องเป็นข้าสองคน?”อัศวินวารีเอ่ยถามเสียงแผ่วเกี่ยวกับตนเองและพี่ชายอีกคน

“ถ้าไม่มีพวกเจ้าแล้วใครจะอยู่กับไอโรล่ะ?”

“ก็มีท่าน...มีเลโอ...”

“เขาไม่กลับมาแล้วล่ะคาร์เรย์ ข้าเองก็ไม่รู้...ว่าจะได้กลับมาไหม... โปรดอย่าถาม อย่าโต้แย้งเลยอัศวินวารี ไม่มีอะไรผิดไปจากนี้มากนัก”

ฟีเอสมองร่างระหงส์ที่เอ่ยกล่าวกับอัศวินวารีของยูโนสซิสอย่างสังเกต ร่างบางไม่มีอาการตื่นกลัว ไม่ร้อนรนแม้จะใกล้เวลาเข้าสู่สงครามเต็มทน กลับกันแอมไพร์ยังสงบนิ่งจนน่ากลัว ถ้อยคำและน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาฟังดูราวคนตรงนี้เป็นกษัตริย์เสียเอง ถ้าไม่ได้รู้จักไอโรมาก่อนเขาคงคิดว่าแอมไพร์นี่แหละกษัตริย์แห่งยูโนสซิส

ครืดๆ

ฉับพลันลูกตุ้มหนามที่ลอยอยู่กลางอากาสก็ส่งเสียงดังขึ้นมาเป็นสัญญาณเตือนว่าการติดต่อสื่อสารกำลังจะเริ่มขึ้น แอมไพร์เบนใบหน้าออกจากอัศวินวารีก่อนจะเงยหน้าจ้องมองไปที่ลูกตุ้มหนามโดยไร้ซึ่งความกลัว

“สวัสดีมนุษย์ผู้โง่เขลา ผู้มั่วเมาในกิเลสตัณหา ขอข้าดูหน้าโง่ๆพวกนั้นชัดๆทีสิ”

นทันทีที่ภาพแสดงออกมา ถ้อยคำอันหยามคายก็ตามมาติดๆ เรียกความครุกรุ่นใสจิตใจของแอมไพร์ได้มากถึงขนาดที่พร้อมจะพุ่งไปเอาดาบที่เอวฟันคอคนพูดทิ้งเสีย

“หุบปากเน่าๆของแกไปถ้าตัวแกเองไม่ได้สูงกว่าข้า!

แอมไพร์ตะโกนโต้โดยไร้ซึ่งแววความหวาดกลัว ร่างของปีศาจหนุ่มผมเขียวเบนกลับมาก่อนจะแสยะยิ้มให้แอมไพร์ราวกับเห็นชิ้นเนื้อแสนโปรด คาร์เรย์และฟีเอสรีบขยับมาบังหน้าองค์ราชินีไว้ในทันที

“ปากกล้ามากนักเจ้ามนุษย์ตัวจ้อย อย่าทำอวดดีเหมือนเจ้ามีอะไรนักหนา สุดท้ายมนุษย์ก็เก่งแต่ปาก”

“เจ้า!!

ฟีเอสคำรามแต่ยังไม่ลงมือทำอะไรหวูวามออกไปให้เสียเรื่อง ปีศาจผมเขียวยิ้มกริ่มก่อนจะเหล่สายตามองแอมไพร์ด้วยดวงตาแพรวพราวจนแอมไพร์ยังขนลุก

“คงเป็นเจ้าสินะที่จะออกมาเจรจา ในเมื่อเมืองอื่นๆข้าไม่เห็นหัวใครสักคน”

แอมไพร์เบิกนัยน์ตาขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจก่อนจะปรับมาเป็นปกติด้วยเวลาอันรวดเร็ว เขาลืมไปเสียสนิทว่าควรจะมีคนออกมารับหน้าปีศาจหนุ่มตรงหน้าให้ปีศาจปากหมานี่เข้าใจผิดเสียก่อนว่าพวกเขามาอย่าสันติวิธี จะว่าไปก็คงไม่ทันตั้งแต่เรื่องการแต่งตัวของเขาแล้วล่ะ

“ว่าไงล่ะคนสวย เจ้าจะให้คำตอบของเงื่อนไขทั้งหมดได้หรือยัง?”

“ก่อนจะตอบคำถามอะไร ข้าขอเอ่ยถามเสียหน่อย”

อยู่ๆคาร์เรย์ก็แทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลจ้องมองไปที่ใบหน้าของลิเวียนธานอย่างไร้ซึ่งความกลัว ปีศาจหนุ่มเผยใบหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกลับมาพร้อมเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง

“จะถามอะไรล่ะ?”

“พวกปีศาจจะเอาดินแดนมนุษย์ไปทำไม?”

“เอ๊า! ข้าก็เคยบอกไปแล้วว่าดินแดนมนุษย์นี่เคยเป็นของพวกเราปีศาจที่ต่างรักษามันไว้ แล้วพวกเจ้าก็มาชุบมือเปิบเอาไปหน้าด้านๆ ความจำสั้นหรือไงเจ้าน่ะ”

“ข้าไม่เคยได้ยินว่ามันเป็นแบบนั้น”

“มีใครบ้างที่บันทึกเรื่องราวให้ตัวเองผิดน่ะ? อย่ามาทำสมองฟ่อแถวนี้จะได้ไหม?”

อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่ายเต็มทน นัยน์สีเขียวเหล่มองคาร์เรย์แล้วส่ายหัวเบาๆก่อนจะปรับสีหน้าเข้าสู่โหมดจริงจังอีกครั้ง

“สรุป...จะเอายังไง?”

แอมไพร์มองหน้าปีศาจผมเขียวตรงหน้าอย่างนิ่งสงบ มือเรียวค่อยๆเลื่อนไปจับดาบที่สีข้างด้านซ้ายก่อนจะชักออกมาแล้วชูมันขึ้นเหนือหัวพร้อมประกาศก้อง

“พวกเราจะไม่มีวันยอมยกแผ่นดินเกิดของเราให้เจ้า พวกเราจะทำสงครามกับเผ่าพันธุ์ปีศาจ ผู้มีบาปหนาอย่างเจ้า!!!!

“เฮ้!!!

เสียงเฮลั่นดังขึ้นทันทีที่แอมไพร์ประกาศสงครามจบ อัศวินนับพันนายกรูกันออกมาจากตัวปราสาทพร้อมล้อมรอบตัวปราสาทตั้งเป็นค่ายเพื่อคุ้มกันไม่ให้มีใครรุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตได้ เหนือน่านฟ้ามีอัศวินนับร้อยนายซึ่งอยู่บนหลังสัตว์บินได้หลากหลายชนิดบินดูเชิงอยู่ด้านบน

“ไปกันเถอะครับท่านแอมไพร์”

“ได้!

ก่อนร่างของเด็กหนุ่มจะหายกับวงเวทย์ บนเรียวปากบางขยับยิ้มร้ายราวตนคือผู้ชนะส่งกลับให้กับปีศาจผมเขียวที่มองดูเหตุการด้วยใบหน้านิ่งเรียบก่อนจะยิ้มอย่างถูกใจยามเมื่อได้เห็นรอยยิ้มของร่างบาง

 

“พลธนูเตรียมพร้อม! จุดไฟ! ยิง!!!

เสียงของเคอร์ริสดังกึกก้องไปทั่วด่านตั้งรับหลักที่หนึ่งประจำยูโนสซิส ธนูไฟนับร้อยลูกพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าปักเข้าสู่ร่างของอสูรกายมีปีกให้ดีดดิ้นทุรนทุรายก่อนจะตกลงสู่พิ้นเบื้องร่างในเวลาไม่กี่อึดใจต่อมา

“หมอสนามเร่งรักษาอัศวินที่บาดเจ็บให้เร็วที่สุด มียาตัวไหนขาดให้รับแจ้งในทันที!!!”เคอร์ริสหันไปตะโกนบอกภายในป้อมก่อนจะเหวี่ยงตัวกลับไปหาอัศวินอีกนับร้อยนายที่เตรียมพร้อมอยู่

“อัศวินกองที่สองเตรียมตัวเข้าสู่สนาม บุก!!

“รับทราบ!!!

เสียงขานรับกึกก้องกังวานพร้อมกับการเฮโลเข้าไปตะลุมบอนในสนามรบอย่างไม่คิดชีวิต

“เป็นยังไงบ้างเคอร์ริส!?”

แอมไพร์ที่มาถึงยังสถานที่ทำสงครามเอ่ยถามทันที อัศวินปัฐพีหันกลับไปตามเสียงเรียกก่อนจะเผยรอยยิ้มด้วยความดีใจออกมา

“ท่านแอมไพร์ ท่านมาแล้ว!

“สถานการณ์เป็นไงบ้าง”

แอมไพร์รีบถามคำถามกลับไปทันทีก่อนจะเริ่มก้าวเดินออกไปเพื่อดูสถานการณ์ด้านนอก

“ตอนนนี้เรายังถือว่าได้เปรียบอยู่ครั้บเพรากำลังของเรามีมากกว่าในสนาม แต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเก็บกำลังไว้มากแค่ไหน”

เคอร์ริสรีบรายงานสถานการณ์จริงแก่แอมไพร์โดยเร็ว เด็กหนุ่มผมม่วงพยักหน้ารับก่อนจะลูบคางอย่างครุ่นคิด

“พวกมันน่าจะมาดูเชิงเราก่อนเพื่อประเมิน อย่าเพิ่งส่งกองอัศวินระดับสองไป ให้พวกรากหญ้าออกไปเป็นตัวล่อก่อน บอกแพทย์สนามให้ทำหน้าที่ให้ดีด้วย”

“ครับ!

เคอร์ริสเอ่ยรับคำก่อนจะรีบวิ่งไปถ่ายทอดคำสั่งในทันที เด็กหนุ่มมองร่างของอัศวินปัฐพีทิ่งไปไกลลับตาก่อนจะหันหน้ากลับมามองสถานการณ์ด้วยแววตาที่ยังไม่คลายความกังวล

“แค่นี้จริงๆนะเหรอ...”

เปรี๊ยง!!!

เสียงฟ้าผ่ากึกก้องกัมปนาทจนแอมไพร์ต้องยกมือขึ้นปิดหูทั้งสองข้างด้วยความตกใจ นัยน์ตาสีม่วงมองไปยังพื้นที่ที่เป็นสนามรบก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ท่านแอมไพร์!!!

อัศวินวารีวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น แอมไพร์สะบัดหน้ากลับไปยังอัศวินหนุ่มก่อนจะพยักหน้ารับแล้วรีบวิ่งตามออกไป

“ตัวอะไร! ข้างนอกนั่นตัวอะไร!

“ยังไม่ทราบแน่ชักครับ แต่อาจจะเป็น...มังกร”

“มังกร!!!

ร่างบางหยุดเดินก่อนหันมาทวนซ้ำเสียงดังด้วยความตกใจ คาร์เรย์พยักหน้ารับเบาๆเพื่อยืนยันว่าแอมไพร์ได้ยินสิ่งที่รายงานไม่ผิดพลาด เด็กหนุ่มกัดฟันด้วยความกดดันก่อนจะรีบเดินดุ่มๆไปในทันที

“เตรียมม้าให้ข้าที ข้าจะลงสนาม!

“ท่านแอมไพร์!

“ไม่มีเงื่อนไขคาร์เรย์ อัศวินรากหญ้าพวกนั้นทำอะไรมังกรไม่ได้หรอก! แม้แต่เจ้าเองก็ด้วย!

“แล้วท่านทำได้หรือไงกันครับ?”

อัศวินวารีถามกลับเสียงเรียบนิ่ง แอมไพร์เบนสายตากลับมามองก่อนจะเอ่ยราบเรียบ

“อย่าดูถูกข้าให้มากนัก”

สิ้นคำพูดแอมไพร์กเดินออกไปในทันที คาร์เรย์ได้แต่มองตามแผ่นหลังบางที่ให้ความรู้สึกน่ากลัวไปก่อนจะรีบไปเตรียมม้าให้อีกฝ่ายตามคำสั่งแต่โดยดี ทันทีที่แอมไพร์ก้าวออกมานอกเขตป้อมปราการม้าสีดำตัวใหญ่ก็ปรากฎอยู่ตรงหน้า แอมไพร์มองมันด้วยสายตาพิจารณาก่อนจะกระโดดขึ้นอาชาสีดำแล้วควบออกไปในทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

“ถอยไป!

“ท่านแอมไพร์!!!

เคอร์ริสที่ออกมารับหน้ามังกรยักษ์ก่อนอุทานเรียกชื่อราชินีของตนเสียงดัง แอมไรพ์ปลายตามองอัศวินของตนก่อนจะหยุดม้าลงที่หน้ามังกรยักษ์สีแดง มันขู่คำรามก้องฟ้าราวกับกำลังประกาศว่าตนคือผู้ยิ่งใหญ่ อาชาสีดำกรีดร้องเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก

“จงฟังเสียงเรียกข้า จงฟังถ้อยคำข้า ตัวเจ้าคือวิหกยักษ์ ตัวเจ้าคือผู้โบยบินบนนภา”

แอมไพร์พึมพำถ้อยคำชวนไม่เข้าใจออกมาพร้อมแตะไปบนหลังอาชาสีดำที่ตนขี่อยู่ ทันใดนั้นปีกสีดำก็งอกออกมาจากหลังของม้าหนุ่ม เจ้าเพกาซัสสีดำร้องเสียงดังก่อนจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าดุจดั่งวิหค แอมไพร์กางมืออกไปด้านหน้าพร้อมเอ่ยร่ายเวทย์ในใจ วงเวทย์แสงที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่เข้าใจปรากฏขึ้นก่อนลูกไฟจะพุ่งออกมาจากวงเวทย์นั้น

“กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซซ”

เจ้ามังกรกรีดร้องเสียงลั่นเมื่อถูกโจมตี มันหมุนตัวหันหลังให้แอมไพร์ก่อนจะตวัดหางใส่ร่างบาง เพกาซัสสีดำบินเอียงหลบหลีกจากคำสั่งของนายของมัน นัยน์ตาสีม่วงจ้องไปยังมังกรตัวยักษ์ก่อนจะร่ายเวทย์ไม่ซ้ำบทออกมา ลิ่มน้ำแข็งนับร้อบพุ่งเข้าปักร่างของมังกรยักษ์จนมันแผดเสียงดั่งสนั่นแสบแก้วหู

“ทำไมมันเหนียวอย่างนี้เนี่ย!”แอมไพร์สถบอย่างโมโหเพราะถึงแม้เจ้ามังกรจะแผดเสียงออกมาแต่น้ำแข็งของเขาก็ตำแค่ผิวภายนอกเล็กๆน้อยๆเท่านั้น มันคงแผดเสียออกมาด้วยความรำคาญมากกว่า

“ท่านแอมไพร์ระวัง!!!

สองพี่น้องมาริคช่วยกันส่งเสียงเรียกราชินีของตน ร่างบางสะดุ้งก่อนจะหันมองไปที่มังกรยักษ์ด้วยคามตกใจ กงเล็บแหลมกำลังเคลื่อนเข้าใส่เขาด้วยความเร็วจนน่าตกใจ แอมไพร์รีบเบี่ยงตัวหลบเต็มกำลังเป็นเหตุให้ร่างบางเสียหลักตกลงมาจากหลังอาชาสีดำด้วยความไม่คาดคิด ร่างทั้งร่างของราชินีดิ่งลงสู่พื้นด้วยความเร็วจนแอมไพร์ทำอะไรไม่ถูก

พรึ่บ!

ทุกอย่างรอบตัวเหมือนหยุดนิ่งเมื่อแอมไพร์หยุดดิ่งสู่พื้นโลก นัยน์ตาสีม่วงจ้องมองต้นเหตุของการหยุดในครั้งนี้ก่อนจะเบิกตากว้าง

“ทำไมเจ้าไม่เรียกอาชานั่นมาเล่าเด็กโง่...”

“เบล!!!

แอมไพร์ร้องเรียกชื่อพี่ชายของตนเสียงดังด้วยความตกใจ ใบหน้ามึนๆอึนๆเหมือนคนเพิ่งตื่นไม่เข้ากับสถานการณ์และสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อไปนี้...แขนซ้ายโอบรัดร่างน้องชายเข้าชิดตัวส่วนแขนขวาเหยียดตรงไปด้านหน้าพร้อมแสงสีฟ้าอ่อนในมือที่ค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นก่อนจะพุ่งตรงเข้าหามังกรยักษ์ทะลุอกด้านซ้ายไปอย่างง่ายดายราวกับมันเป็นใบไม้แห้งสักใบ!!!

มังกรยักษ์สีแดงล้มตึงเป็นเหตุในแผ่นดินดังสนั่นหวั่นไหว กองกำลังปีศาจจ้องมองไปยังร่างของเบลด้วยความเงียบกริบก่อนชายหนุ่มจะเบนใบหน้ากลับไปหากองทัพปีศาจเหล่านั้น

“บอกนายเจ้าว่าถ้ามีอะไร...ให้มาเคลียร์กับข้าตรงๆ เพราะข้าจะไม่ปล่อยให้เขาคุยกับน้องของข้าอีก”

สิ้นเสียงพายุลูกยักษ์ก็อุบัติขึ้นตรงกลางระหว่างสองกองทัพก่อนมันจะหอบเอาร่างของปีศาจทั้งหมดถอยหล่นหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“เฮ้!!!!

เสียงเฮดังสนั่นขึ้นหลังจากนั้นไม่นานนัก ชายหนุ่มค่อยๆลดความสูงลงสู่พื้นดินด้านร่าง มือซ้ายค่อยๆคลายออกจากร่างของน้องชาย นัยน์ตาสีฟ้าสบกับนัยน์ตาสีม่วงที่เสขึ้นมามอง

“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”

“ข้ามาเพื่อช่วยเจ้า”

“แต่ที่นี่มันอันตราย!

“ข้าเป็นพี่แอมไพร์...ข้าต้องปกป้องเจ้า ไม่ใช่ให้เจ้ามาคอยปกป้อง”

“แต่...”

“ไม่เป็นไรแอมไพร์...ข้าไม่เป็นไร”

เบลเอ่ยพลางลูบเรือนผมของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบา แอมไพร์หลุบตาลงมองพื้นอย่างรู้จะเอ่ยอะไรออกไป

“ท่านแอมไพร์! ปลอยภัยนะครับ? อ๊ะ! สวัสดีครับท่านเบล”

เคอร์ริสที่ตามมาดูอาการของแอมไพร์ร้องทักเบลพลางค้อมหัวน้อยๆให้ชายหนุ่ม เบลแค่พยักหน้ารับการกระทำของอัศวินปัฐพี ไม่แน่ใจว่าไม่อยากสนิทด้วยหรือขี้เกียจทำอะไรให้มากความกว่านี้กันแน่

“เรากลับไปที่ปราสาทกันไหม ข้ามีเรื่องอะไรจะคุยกับเจ้านิดหน่อย”

เด็กหนุ่มเบนสายตาขึ้นมองพี่ชายของตนก่อนจะเสออกข้างตัวแล้วหันไปสั่งอัศวินปัฐพีเอาไว้

“ตั้งทัพเตรียมตัวรับมือไปก่อน เดี่ยวบ่ายๆข้าจะกลับมา ดูแลให้ดี มีอะไรฉุกเฉินรีบแจ้งข้าทันที ที่นี่เจ้ามีสิทธิ์สั่งทุกคน แล้วแต่พิจารณาของเจ้าเลยเคอร์ริส”

“ครับ”

อัศวินผมเขียวขานรับก่อนจะมองตามร่างของแอมไพร์ที่เดินไปทางวงเวทย์เคลื่อนย้ายพร้อมกับพี่ชายของตนด้วยความไม่เข้าใจเท่าไหร่

 

“เจ้ามาที่นี่ทำไมเบล เจ้าไม่ได้อยากมาช่วยเราแน่”

แอมไพร์เอ่ยถามทันทีที่ทั้งคู่กลับคืนสู่ปราสาทยูโนสซิส ร่างบางเดินนำร่างของพี่ชายไปยังห้องของตนเพื่อความเป็นส่วนตัว

“ข้ามาดูไอโร”

คำตอบของเบลทำให้เด็กหนุ่มชะงัก แอมไพร์ค่อยๆหมุนตัวกลับมามองพี่ชายของตน ใบหน้านิ่งเรียบนั่นยังไม่แสดงอารมณ์ใดออกมานอกจากความรู้สึกง่วงนอนของอีกฝ่ายที่แสดงออกเป็นประจำ เบลก้าวเท้าเข้าหาแอมไพร์มากขึ้นก่อนจะเอ่ยซ้ำเพื่อให้แอมไพร์แน่ใจว่าเขาไม่ได้พูดเล่น

“ข้ามาดูไอโร”

“เจ้ามัน...โธ่! ตามมา!

แอมไพร์สั่งเสียงห้วนก่อนจะเดินนำร่างของเบลไป ว่ากันตามตรงแอมไพร์ก็ยังไม่เข้าใจการกระทำของเบลอยู่วันยันค่ำ เขาไม่รู้ว่าภายใต้หน้ามึนๆนั่นคิดอะไรอยู่กันแน่ ไม่รู้ว่ามีแผนหรือเรื่องราวอะไรซ่อนเอาไว้บ้าง ในบรรดาพี่ทั้งหมดเบลเป็นพี่ที่เข้าใจยากที่สุดแต่ในเวลาเดียวกันก็รู้ใจเขามากที่สุด

“ไอโร..หลับอยู่ในนี้”

“เข้าไปกับข้าหน่อยสิ”

“ห๊ะ?”

แอมไพร์ทำสีหน้าเหมือนคำขอของเบลมันประหลาดเต็มแก่ ก็แน่ล่ะ อุตส่าห์ที่จะมาหาไอโรโดยเฉพาะขนาดนี้แต่กลับร้องให้เขาตามเข้าไปด้วย มันออกจะประหลาดไปหน่อยมั้ง

“ข้าไม่กล้าที่จะอยู่กับเขาลำพังหรอก”

“...นั่นสินะ...”

แอมไพร์ร้องรับอย่างเข้าใจก่อนจะเดินไปผลักประตูห้องนอนของราชาหนุ่มอย่างแผ่วเบา เบลมองไปยังร่างของพระราชาผมทองก่อนเอ่ยถามราบเรียบ

“เขาไม่รู้สึกตัวเลยใช่ไหม?”

“ใช่...ไม่รู้สึกตัวเลย”

“แต่เขาอาจจะได้ยินเสียงของเราที่พูดออกมา”

เบลเอ่ยออกมาก่อนจะทรุดตัวนั่งลงยังเก้าอี้ข้างเตียงที่แอมไพร์ใช้นั่งเฝ้าไอโรปล่อยๆ

“น่าสงสารเจ้านะที่ต้องมาเป็นแบบนี้...เจ้าช่างโชคร้ายจริงๆ”เบลพึมพำก่อนจะยื่นมือไปจับปอยผมสีทองอย่างแผ่วเบา

“ข้าขอโทษ...ขอโทษในทุกๆสิ่ง..”

ร่างสูงเอ่ยอย่างเอยเฉื่อยไม่มีความรู้สึกอะไรซ่อนอยู่ในนั้นแต่นั่นแหละคือคำพูดที่จริงใจของเบล แอมไพร์รู้ดีว่าพี่ชายเขาเป็นแบบนี้ นัยน์ตาสีม่วงจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่หันหลังให้กับเขา

“เจ้า...หัวใจเจ้าไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองสินะ...เจ้ารักไอโร”

“เหมือนอย่างที่เจ้ารักเลโอ”

เบลสวนกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่กลับทำให้ร่างของแอมไพร์ชะงักไปชั่วคราว ร่างบางหลุบตาลงมองเท้าตนเองไม่เอ่ยตอบอะไรกลับไป

“เจ้ายังรักเขา ยังคิดถึงเขาใช่ไหมล่ะแอมไพร์?”

เบลลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ตัวสูง ขายาวทั้งสองค่อยก้าวเข้าหาร่างของน้องชายที่สูงเลยไหล่เข้าขึ้นมานิดหน่อย นัยน์ตาสีฟ้าหลุบลงมองใบหน้าที่ก้มงุดของเด็กหนุ่มตรงหน้า

“เจ้ายังลืมเลโอไม่ได้ ทั้งๆที่ปากเจ้าพร่ำบอกใครต่อใคร...ว่าเขาจะไม่กลับมาแล้ว”

“ข้าไม่ได้คิดถึงเจ้านั่นแล้ว!

“หลอกใครเจ้าหลอกได้แอมไพร์ แต่ไม่ใช่กับใจเจ้าเอง ปากเจ้าพูดแบบนั้น แล้วใจเจ้าล่ะ...มันตอบแบบนั้นหรือเปล่า?”

ร่างบางเสสายตาออกนอกตัว ฟันบนขบริมฝีปากล่างเบาๆ เขาไม่รู้ว่าเบลจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีกทำไม ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แล้วสำหรับเขาเลโอก็หายไปจากห้วงความคิดสักพัก แต่เมื่อมีคนมาตรอกย้ำคววามรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมามันก็คงยากที่จะปฏิเสธ

“สำหรับเจ้านั่น ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้ว...แค่คิดถึงนิดหน่อย ความคิดถึงฆ่าคนไม่ได้ และนั่นคงไม่ทำให้ข้าตาย”

แอมไพร์เบนสายตาขึ้นมาสบกับพี่ชายหน้ามึนที่ถ้ามองให้ดีจะเห็นความห่วงใยออกมาจากอีกฝ่าย

“นั่นก็แปลว่าเจ้าเองยังไม่ทิ้งคนคนนั้นไป”

“การลืมใครสักคนไม่ง่ายเบล...ไม่ง่ายเลยสักนิด”ร่างบางกล่าวออกมาเรียบๆ

“พี่ใหญ่อยากให้เราทั้งคู่ตัดความสัมพันธ์ครั้งนี้ซะ พวกเขาไม่ใช่คนที่เราจะรักได้”

“เจ้าอย่าทำเหมือนข้าทำมันได้ง่ายๆได้ไหม กว่าจะรักใครสักคนมันไม่ง่ายนะ”

แอมไพร์เอ่ยเหมือนหงุดหงิด เขาแค่ไม่รู้จะแสดงความรู้สึกใดออกไปปิดบังความดื้อด้านในใจตัวเอง เขาไม่อยากทำ ไม่อยากเลิกรักคนคนนั้น

“ยิ่งเจ้ารักเขามากเท่าไหร่ เจ้าจะลืมเขาได้ยากเท่านั้น ยิ่งเจ้ารู้ว่ารักเขาไม่ได้ ใจก็ยิ่งดื้นด้านที่จะรักต่อไป...ประหลาดเนาะ”

”นั่นเจ้ากำลังหมายถึงตนเองหรือเปล่าเบล?”

ร่างสูงเบนสายตากลับมาจากร่างของไอโรก่อนจะจ้องกลับไปยังร่างเล็กตรงหน้า น้องเขาคนนี้ขอให้มีช่องสักนิดก็พร้อมจะเหน็บให้เขาเจ็บแสบอยู่เรื่อย

“อาจจะหมายถึงเราทั้งสองคน ใช่หรือไม่นั่นใจเจ้ารู้ดีแอมไพร์...”

“ทำไมเรื่องพวกนี้ต้องมาเกิดกับพวกเราด้วยนะเบล”

เสียงทุ้มแทรกขึ้นมาอย่างเหม่อลอย นันย์ตาสีม่วงมองไปอย่างไร้จุดหมายราวกับว่าสิ่งที่อยากจะมองไม่มีอยู่อีกต่อไป ใบหน้าสวยเรียบเฉยราวตุ๊กตากระเบื้องที่ไร้อารมณ์ แอมไพร์เหมือนหมดศรัทธาในชีวิตเพียงเพราะคนบางคนจากไป...ความงดงามที่เคยถูกเปรียบเทียบว่าเป็นอัญมณีของโลกวันนนี้มันยิ่งดูสูงค่ามากขึ้นอย่างไม่สามารถตอบได้ว่าเพราะอะไร

 “ข้าคงตอบอะไรเจ้าไม่ได้หรอกน้องรัก”เบลเอ่ยแผ่วๆก่อนจะลูบเลือนผมสีม่วงอย่างแผ่วเบา

“ใจเจ้าอยู่ที่ใดกันน้องข้า?”

“ใจข้าย่อมอยู่ที่ข้า หรือไม่มันก็คงไม่มีอยู่มาแต่แรก...ข้ามันพวกไร้หัวใจนี่..”

“เจ้าแน่ใจหรือ ว่าไม่ได้ให้ใจไปไว้กับใคร?”

แอมไพร์เสนัยน์ตาขึ้นมองเบลอีกครั้ง มือเรียวยังลูบหัวเขาเรื่อยๆอย่างไม่ทุกข์ร้อนใดๆ

“เจ้ายังรักอัศวินต้องห้ามคนนั้นอยู่ใช่ไหมแอมไพร์...เขาคนนั้นมีอะไรให้เจ้ารักหนักหนากัน?”

“ข้า..ไม่รู้”ปลายเสียงของเด็กหนุ่มแกว่งไปจนแม้แต่ผู้พูดเองยังใจหาย แอมไพร์สะบัดศรีษะไปมาก่อนจะก้มหน้าลงกับพื้น มองดูเท้าตนเองราวกับต้องการยืนยันจุดที่ตนยืนอยู่ว่าเป็นที่แห่งใด

“เขาคนนั้นไม่มีสิ่งใดเลย ไม่มีแม้แต่สิ่งที่ข้าโหยหา ไม่เข้าใจข้าเลยสักนิด ไม่แม้แต่จะเดาออกด้วยซ้ำว่าการกระทำของข้านั้นทำไปเพื่ออะไร...ทั้งยังบ้าเอาตัวเองมาเปรียบเทียบกับโกโก้ ไม่มีคนสมองดีที่ไหนทำหรอก แล้วเขาก้ยัง..เขายัง...ไม่เคยคิดรักข้ากลับสักนิด..แล้วทำไมข้าจะรักเขาอยู่...”

เบลค่อยๆโอบกอดร่างของน้องชายด้วยความแผ่วเบา ความอบอุ่นแผ่ออกมาจการ่างของชายหนุ่ม แอมไพร์ปิดเปลือกตาลงพลางกำเสื้อของเบลแน่น ไม่มีเสียงสะเอื้อน ไม่มีการฟูมฟาย มีเพียงน้ำตาที่ค่อยๆไหลออกมาอย่างไม่หยุด

“ร้องไห้ให้พอนะน้องพี่ พี่ไม่มีอะไรจะมอบให้เจ้าได้ ไม่มีถ่อยคำดีๆที่จะปลอบโยนเจ้าในยามนี้ มีเพียงอ้อมกอดเท่านั้นที่พร้อมมอบให้...”

แอมไพร์ซุกตัวเข้าหาเบลหนักกว่าเดิม น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย เบลสงสารน้องชายเขาจับใจ แอมไพร์ไม่ร้องไห้มานานแล้ว...มันนานมาก...นานจนเขาก็ลืมไปเลยว่าน้องคนนี้มีความรู้สึกแบบนี้ด้วย บางครั้งเขาก้รู้สึกได้ว่าตนเองเป็นพี่ชายที่ช่างไม่ได้เรื่องเสียเลย

“ข้าควรตื่นจากฝันสักที มันจบแล้วใช่ไหมเบล...”

“มันเพิ่งเริ่มขึ้นต่างหากเล่า...”

เบลค่อยๆดึงร่างของน้องชายตนเองออกจากตัวเบาๆ แอมไพร์ในตอนนี้สงบนิ่งดุจทะเลก่อนเกิดพายุ นัยน์ตาสีม่วงเรียบสนิทราวกับคนไร้หัวใจ

“ร้องไห้เสียให้พอเทิดน้องเรา...เรื่องในวันนี้มันทำให้เจ้าเจ็บช้ำมากแค่ไหน ในวันหน้าเจ้าจะต้องเจ็บช้ำกว่านี้หลายเท่า ในวันนี้ยังมีโอกาสได้มองหน้าจงมองเสีย เมื่อถึงวันที่เจ้ามองหน้ากันไม่ได้จะได้ไม่เสียใจ”

ถ้อยคำคมคายเอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้าและแผ่วเบา นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยอยู่ใต้ดวงตาข้างขวาของเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยน

“สัญญากับพี่ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เจ้าจะร้องไห้ เจ้าจะไม่อ่อนแออีกแล้วใช่ไหมเอมเพอร์เรอร์ของพี่?”

แอมไพร์เสนัยน์ตามองร่างตรงหน้า ไม่มีการพยักหน้าหรือส่ายหัว แม้ไม่รับปากแต่ก็จะไม่ปฏิเสธออกไปว่าไม่ทำ นัยน์ตาสีม่วงกลับเขาสู่ห้วงแห่งความสับสน

“ถ้านั่นเป็นสิ่งที่พี่ใหญ่ต้องการ...ข้าคงคัดค้านไม่ได้”

เบลยิ้มมุมปากเล็กน้อย มันเป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นจนแอมไพร์ตกใจ ร่างบางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก

“เบล..เจ้า..พี่ทำไมถึงยิ้มแบบนั้น...”

“ข้าแค่รู้สึกว่าพวกข้าไร้ประโยชน์เหลือเกิน...ความสุขของน้องเพียงคนเดียวยังรักษามันไมได้ กลับกันยังทำลายมันทิ้งอีก...”

“คำพูดนั่นไม่สมเป็นพี่เลยนะเบล..”

แอมไรพ์ยิ้มอ่อนๆพลางส่ายหัว เบลเองก็มีมุมนี้ มุมของพี่ชายที่เห็นเขาเป็นทุกสิ่งบนโลกใบนี้ แอมไพร์รู้ว่าสำหรับพี่ๆตัวเขาสำคัญแค่ไหนเขารู้ว่าพี่ๆรักเขามากแค่ไหน เขาเองก็รักพวกพี่ๆไม่ต่างกัน

“ตอนนี้พี่ใหญ่อยู่ที่ไหนกัน?”

“เขากำลังทำงานในส่วนของตนเองอยู่”

เบลตอบกลับเรียบๆก่อนจะมองหน้าของแอมไพร์ด้วยความสงสัยว่าน้องรักมาสนใจความเป็นไปของพี่ใหญ่อะไรตอนนี้

“ตอนนี้ข้าเองก็ทำหน้าที่ของตนเองอยู่เหมือนกัน เรื่องความรักของข้าช่างมันเถอะเบล...ข้าอยากเห็นพวกเจ้ายิ้มมากกว่า อยากให้พวกเราพี่น้องยิ้มด้วยกันมากกว่า”

“เจ้าเหมือนท่านแม่...เหมือนมากจนพวกเราหวั่นใจว่าจะเสียเจ้าไปอีก”

ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยใบหน้าราบเรียบ ใบหน้าของผู้เป็นมารดาทับซ้อนกับน้องชายคนเล็ก แอมไพร์ยิ้มอย่างอ่อนโยน แอมไพร์ไม่เคยรู้ว่าแม่ของตนมีนิสัยเป็นแบบไหน ไม่เคยรู้ว่าความอ่อนโยนของแม่คืออะไร จะรับรู้ก็แต่ความอ่อนโยนที่เข้ามาทดแทนของพี่ๆ รู้ก็แต่ความอบอุ่นที่พยายามเติมเต็มของพ่อ ทุกๆคนพยายามให้เขาเติมโจอย่างสมบูรณ์และปลอดภัย คอยปกป้องเขาทุกย่างก้าว รักเขายิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ

“เพราะแบบนั้นไงข้าถึงสามารถตอบแทนพวกท่านได้ทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่มันทำให้ข้าจะหัวใจแตกสลายก็ตาม”

 



มาแบ้วๆ เมื่อวานที่ชาร์ตมือถือพังเลยลงไมไ่ด้ เพระาต้องแชร์เน็ตจากมือถือ อ่า...นั่นแย่ที่สุด
เอว่าแต่เบลจะให้แอมไพร์ทำอะไรกันหนอ...ทำไมหัวใจของแอมไพรืถึงต้องแตกสลายกันเอ่ย ตอนหน้ารู้แน่
ส่วนตัวแล้วชอบตอนนี้ในบทของเบลมากๆ เบลเป้นพี่ชายในอุดมคติคนหนึ่งก็ว่าได้ ทำเหมือนนิ่งๆ ไม่สนใจอะไร ชอบทำหน้ามึนๆใส่ท้ังที่ความเป้นจริงแล้วรักน้องยิ่งกว่าอะไรดีเสียอีก ต่างจากเนวาในเรื่องDager Diaryที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาว่าห่วงน้อง งุงิ
ส่วนตอนพิเศษที่เคยสัญญาไว้เมื่อครั้งกระนู้นเชิญจิ้มเข้าไปดูในเพจได้เลยจ้า อยู่ในบันทึก อาจจะไม่ดีเท่าที่ควรเพราะเป็นครั้งแรกของเค้า_///_


>>>Page<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #617 Blue Rose (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 20:25
    โอ้ววววว ใกล้จะได้รุ้ความจริงสะทีแบ้วววววว *0*
    #617
    0
  2. วันที่ 8 กรกฎาคม 2557 / 18:17
    เบลลล มาช่วยน้องนายแล้ว ว่าแต่เลโอหายต๋อมไปเลยอะ แล้วจะรอดไหมนั้นกลับมาจะแค้นแอมไพร์ป่าวนิ
    #616
    0
  3. #614 guinw55 (@guinw55) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 22:39
    พี่เบลมาแล้วว วู้ววว.... #โบกป้ายไฟ (ออกมาเมื่อชาติต้องการจริงๆ)
    อย่าลืมไปช่วยไอโรด้วยนะท่านพี่...
    สรุปว่าเลโอหายไปอยู่หลุมไหนแล้วเนี่ย
    #614
    0
  4. #613 Blueyu (@pluza89) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 20:45
    กรี๊ดดด พี่เบลของเลโอมาเเล้วค่่าา โอ๊ยยเค้าชอบเวลาเเอมไพร์บู๊จุง มันตื่นเต้นนมากกก ><
    รีบๆอัพต่อน้าาา รออยู่ค้าาา
    #613
    0
  5. #612 RabBiTaN (@keaw1542542) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2557 / 20:04
    อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยย
    เบลมาแล้วววววววว
    คิดถึงเบลลลลลลลลลลลลลลลลลลล
    #612
    0