Knight Vs Queen! ศึกปราบเกรียน[อัศวินแด่ราชินี]

  • 96% Rating

  • 3 Vote(s)

  • 35,040 Views

  • 1,107 Comments

  • 1,801 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    28

    Overall
    35,040

ตอนที่ 36 : 29th Round::Why you leave me alone <rewrite>

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1072
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    29 มี.ค. 58

29th Round

Why you leave me alone.

อย่าทิ้งกันไปได้ไหม...ก็รู้ฉันอยู่ไม่ไหว

“แอมไพร์ข้าหิวข้าว”

“ก็กินสิ เจ้าจะมาบอกข้าทำไม!

“ก็เจ้าไม่ยอมกินนี่”

“แล้วกระเพาะข้ามันเชื่อมกับเจ้าหรือไงกัน?”

“เปล่า”

“งั้นเจ้าก็กินไปสิเบล!

“ข้าจะกินต่อเมื่อเจ้ากิน ตอนนี้ข้าหิวแล้วดังนั้นเจ้าจะต้องกินเพื่อให้ข้ากินข้าวได้”

สองพี่น้องมาริคมองสองพี่น้องเวลเดลตรงหน้าสลับไปมาก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา ตั้งแต่เบลเข้ามาเป็นกำลังเสริมก็ช่วยเบาภาระในการบังคับปแอมไพร์ให้นอน ให้กินข้าวได้เยอะ เบลมีความสามารถพิเศษในการบังคับแอมไพร์ให้ทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างน่าแปลกใจ เบลไม่เคยบังคับขู่เข็ญ เขาแค่นั่งจ้องแล้วออกปากบ่นไปเรื่อยตามภาษาตัวเอง และสุดท้ายก็พูดเหตุผลที่ไม่ควรเป็นเหตุผลออกมาจนแอมไพร์ต้องยอมกินข้าว หรือนอนพักอย่างจนปัญญา

“กินก็ได้!

ว่าจบร่างบางก็คว้าน่องไก่ไปกัดคำโตก่อนจะเคี้ยวตุ้ยๆอย่างไม่สนใจสีหน้าตกใจของเบลเลยสักนิด

“นั่นน่องไก่ของข้า”

“ข้าไม่เห็นชื่อเจ้าเขียนแปะไว้”

แอมไพร์แลบลิ้นก่อนจะเขี้ยวเนื้อไก่อย่างมีความสุข คนผมฟ้าได้แต่ส่ายหัวอย่างไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดีกับเรื่องนี้ แค่เขาเห็นแอมไพร์ยิ้มแลกกับไก่น่องเดียวก็คงพอแล้วมั้ง

“ตอนนี้พวกข้าศึกมาถึงไหนแล้วคาร์เรย์”

“เจ้าไม่ควรกินไปพูดไป”

“ทำเหมือนเจ้าไม่ทำ...อี๋! เบล! ข้าวเจ้ากระเด็นลงชามข้าแล้ว!

เด็กหนุ่มหันไปแขวะพี่ชายก่อนจะตีแขนคุณพี่แสนดีไปป้าบใหญ่หลังจากที่ข้าวสวยกระเด็นออกมาจากปากเบลในขณะที่เขาดุน้องชายเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหาร คาร์เรย์ได้แต่ยิ้มแห้งๆให้กับทั้งคู่ก่อนจะเริ่มรายงาน

“ตอนนี้ข้าศึกยังเข้ามาในเขตเมืองไม่ได้ครับ เพราะว่าท่านเบลส่งสัตว์เวทย์ไปช่วยตึงกำลังไว้ครับ ตอนนี้พวกปีศาจก็ดูจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อยครับ พอพวกอัศวินเห็นแบบนั้นก็เลยมีกำลังใจขึ้นมาก”

แอมไพร์พยักหน้ารับรายงานของอัศวินวารีก่อนจะอ้าปากงับไส้กรอกเข้าปากไปเขี้ยว

“แล้วฝ่ายเราเสียไปเท่าไหร่เคอร์ริส?”

“มากกว่าร้อยนายแล้วครับ...”

เคอร์ริสรายงานด้วยเสียแผ่วๆ แอมไรพ์พยักหน้ารับเบาๆด้วยใบหน้าสลดลงเล็กน้อยก่อนร่างบางจะหันไปออกคำสั่ง

“จัดงานศพให้อัศวินพวกนั้นอย่างสมเกียรติ ถ้ามีครอบครัวก็ส่งเงินไปให้คนพวกนั้นด้วย สร้างอนุสาวรีลำดับที่หนึ่งจารึกชื่อคนพวกนั้นไว้ เรื่องว่าจะเป็นรูปอะไรตามใจเจ้าเลย กระต่ายก็ได้กระต่าย...”

“ใจเย็นน้องพี่...จะจารึกชื่อพวกเขาในฐานะนักล่ากระต่ายหรือไง”

ร่างสูงรีบเอ่ยปรามน้องชายที่เริ่มมีความคิดลอยทะเลไปไกลขึ้นเรื่อยๆ นัยน์ตาสีครามหรี่ลงมองน้องชายตัวแสบก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

“เจ้ามันยังเป็นเจ้าไม่เลิก”

“ข้าอยากให้ทุกคนหายเครียดต่างหาก”แอมไพร์มุ่ยหน้า เขาออกจะเป็นผู้นำที่ดี

“จ้าๆ”

เบลรับอย่างขอไปทีก่อนจะขยี้หัวน้องชายเบาๆด้วยความเอ็นดู ภาพบรรยากาศแบบพี่น้องช่างละมุนละไมดียิ่งนัก

“เดี่ยวข้าจะขึ้นไปดูไอโรสักหน่อย”เบลเอ่ยขึ้นเรียบๆก่อนจะยันตัวลุกขึ้น

พวกอัศวินวารีและปัฐพียังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนายของตนและพี่ชายของแอมไพร์มากนัก ซึ่งแอมไพร์ก็ไม่คิดจะอธิบายหรือบอกอะไรเพราะแอมไพร์รู้ดีว่าเบลคงไม่อยากให้ใครรับรู้มันไปมากกว่านี้อีกแล้ว เมื่อตอนที่แอมไพร์อยู่อาร์เจลแลงค์ก็ไม่รู้ว่าเบลใช้วิธีไหนทำให้พวกคนในปราสาทไม่รู้ตัวสักนิดว่ามีแขกมาเยี่ยมเยียนองค์ราชาของตน

“ให้ข้าขึ้นไปเป็นเพื่อนไหม?”

“ไม่เป็นไร เจ้าอยู่กับพวกมาริคไปเถอะ ข้าว่าจะไปลาไอโรสักหน่อย”

“หา?”แอมไพร์ร้องอย่างไม่เข้าใจ พอๆกับที่พวกสองพี่น้องเป็น

“ข้าคิดว่าจะไปประจำที่ป้อมและคงไม่กลับมาที่ปราสาทนี่อีกแม้ว่าเขาจะตื่นขึ้นมา ก็เลยว่าจะไปลาน่ะ”

ราชินีหนุ่มกับสองอัศวินราชองค์รักษ์พยักหน้ารับอย่างทำความเข้าใจก่อนจะมองร่างของเบลที่เดินขึ้นไปยังบันไดสูง ร่างสูงโปร่งก้าวขาไปตามบันไดเรื่อยๆด้วยใจที่กำลังคิดคำพูดดีๆสักคำออกมา นัยน์ตาสีครามมองไปยังด้านหน้าราวกับคราดหวังว่าจะมีใครปรากฎตัวขึ้น ทั้งๆที่ใจรู้ดีว่าคนคนนั้นนอนอยู่บนเตียงและยังไม่ได้สติใดๆ ภาพเบลที่ค่อยๆก้าวขึ้นบันไดไปทำให้แอมไพร์และสองพี่น้องมาริคใจหายอย่างแปลกประหลาด ราวกับว่าตัวตนของเบลกำลังจางหายไปเรื่อยๆ ช่างเป็นรางบอกเหตุที่ไม่ดีเอาเสียเลย

“จริงสินะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ตามข้าออกไปที่สวนหน่อยสิ ข้ามีเรื่องจะบอกกับพวกเจ้า...นิดหน่อย”

คนผมม่วงว่าออกไปอย่างทำเป็นไม่สนใจรางสังหรณ์นั่น ท้ายเสียงแอมไพร์กล่าวอย่าวแผ่วเบาก่อนจะยันตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกไปที่สวน พวกคาร์เรย์ได้แต่มองหน้ากันอย่างตามอารมณ์พ่อคุณทูนหัวไม่ทันแต่ถึงแบบนั้นก็ยังยอมเดินตามไปอยู่ดี สวนย่อมพักผ่อนส่วนตัวเฉพาะราชาและราชินียังคงความสวยสดงดงามไม่เปลี่ยนไปแม้ว่านายของมันจะกำลังหลับใหลอยู่ก็ตาม แอมไพร์มองดูดอกไม้สีแดงที่กำลังบานสะพรั่งอยู่ด้วยใจที่กำลังคิดถึงคนบางคนก่อนมือเรียวจะเด็ดมันออกมาจากต้นแล้วนำขึ้นทัดหู

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไอ้มีน่ะมีแน่ล่ะเนาะ”แอมไพร์ยิ้มบางๆคล้ายบอกให้สองพี่น้องสบายใจ”หลังจบสงครามข้าจะไปจากที่นี่”

“ม่ะ...หมายความว่าไงน่ะครับท่านแอมไพร์”

“ข้าต้องแต่งงาน”

เคอร์ริสเบิกตาโพลงจนตาแทบถลน นัยน์ตาสีสวยมององค์ราชินีของตนอย่างไม่เชื่อหู แอมไพร์ไม่มีท่าทีอะไรที่มากกว่าการคลี่ยิ้มบางๆแบบชนิดที่คนมองใจหาย รอยยิ้มที่งดงามและอ่อนโยนเป็นรอยยิ้มแห่งการปลอบโยนและบ่งบอกว่าคำพูดของคนตรงหน้าหาใช่คำลวงแม้แต่น้อย

“แต่ท่านเป็น...”

“อย่าลืมได้ไหมว่าข้าเป็นผู้ชาย”

แอมไพร์พูดก่อนจะยิ้มละมุนอีกหนยิ่งส่งเสริมให้สิ่งที่เห็นตรงข้ามกับคำพูดไปกันใหญ่ ร่างบางเอวเล็กมาก เผลอๆเล็กกว่าผู้หญิงบางคนด้วยซ้ำ ไหล่บางทำให้ดูน่าปกป้อง ถึงนัยน์ตาสีม่วงจะเรียวสวยแลดูเจ้าเล่ห์แต่ก็สร้างแรงดึงดูดที่ดีไม่น้อย ติดแค่แอมไพร์ไม่มีหน้าอกเท่านั้น ไม่อย่างนั้นแอมไพร์ก็จะเป็นหญิงสาวที่สวยมากคนหนึ่ง หญิงสาวที่งดงามจนแม้แต่มิคาเอลยังอยากครอบครอง

“ท่าน...ท่านจะแต่งกับใคร???”คาร์เรย์ถามเมื่อดึงสติได้

“เป็นลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่ง นางชอบข้ามาก แต่เพราะว่าก่อนหน้านี้ข้าเจอไอโรและขอให้เขาช่วยเป็นสามีปลอมๆให้ข้าเพื่อแลกกับการที่ข้าเป็นองค์รักษ์ส่วนตัวให้เขา ข้าคิดว่านางน่าจะตัดใจตั้งแต่ตอนนั้น...แต่มันไม่เลย”

“แล้วทำไมท่านเพิ่งคิดจะไปแต่งกับนางตอนนี้กันท่านแอมไพร์...หรือเป็นเพราะเขา”

ไม่ต้องพูดให้มากความแอมไพร์ก็รู้ว่าคาร์เรย์ตั้งใจจะสื่อถึงใคร ร่างบางขยับยิ้มบางๆเป็นการยืนยันคำตอบนั้นที่ทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้ว

“ข้าจะเป็นภรรยาไอโรต่อไปแบบนี้ก็ได้หากยังไม่มีคนที่รักเขาจริง...แล้วข้าเองก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องอยู่ที่นี่อีกแล้วนี่ เมื่อเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล มันหายไปแล้ว...”

แอมไพร์กล่าวราบเรียบ ดูไม่ยินดีหรือยินร้ายที่จะเดินจากไปจากตำแหน่งราชินีแห่งยูโนสซิส ในใจนึกถึงใบหน้าของคนที่รักไอโรจริงที่เขากล่าวถึง แอมไพร์สามารถเอื้อนเอ่ยได้เต็มปากว่าตนไม่ได้เข้าข้างหรือยกยอปอปั้นพี่ชายตัวเองแต่อย่างใด แต่เบลเป็นคนที่รักใครแล้วรักจริง แม้ท่าทางอาจจะไม่ใช่ การแสดงออกอาจจะไม่ชัดเจน แต่เขารับประกันว่าถ้าหากเบลรักแล้วไม่มีหน่ายหนีแน่

“การเป็นราชินีย่อมดีกว่าการเป็นเขยเศรษฐี”อัศวินปัฐพีกล่าวอย่างจริงจัง

แอมไพร์รู้ดีว่าสิ่งที่เคอร์ริสกล่าวมันจริงแค่ไหน เพียงแต่มันหมดเหตุผลจำเป็นแล้วจริงๆที่แอมไพร์ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป

“การแต่งงานกับลูกสาวเศรษฐีอาจทำให้พวกเราพี่น้องมีความสุขมากกว่านี้ ข้าอยากจะทดแทนบุญคุณพี่ๆบ้าง ข้าไม่เคยทำอะไรเพื่อพี่ใหญ่เลยสักครั้ง นี่เป็นคำขอแรกและข้าเชื่อว่าจะเป็นคำขอเดียวจากเขา ข้าจะทำ”

“ทั้งที่ท่านไม่ได้รักนาง”

“แล้วข้ารักไอโรเกินกว่าเพื่อนหรือไม่เล่า?”แอมไพร์ยิ้มขำ”พวกเจ้าเองน่าจะรู้ว่าคนที่ข้ารักคือใคร”

เสียงทุ้มน่าฟังล่องลอยไปกับสายลมราวกับจะลอยส่งไปให้ถึงหูคนไกล หวังว่าใครคนนั้นจำได้ยินมันทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับฟังมันแล้ว

“ข้าแค่อยากให้พวกเจาเตรียมใจก่อนวันที่ข้าจะจากไป...เริ่มทำตัวให้ชินตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ด่ะ...เคอร์ริส!? เจ้า...เจ้าร้องไห้?”

แอมไพร์ร้องเสียงตื่นด้วยความตกใจเมื่อน้ำใสๆไหลออกมาจกาดวงตาของมาริคคนพี่ ชายหนุ่มไม่ได้สะอึกสะอื้นอะไรเพียงแต่มีน้ำใสๆไหลออกมาเรื่อยๆเหมือนจะไม่หยุดหย่อนเท่านั้น ทางด้านคาร์เรย์เขาทำเพียงกระพริบตาถี่แต่กลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

“เจ้าอย่าร้อง จะร้องทำไม?”

“ข้าไม่อยากเสียท่านไปเหมือนอย่างที่เสียเลโอ”อัศวินหนุ่มพูดตามตรงก่อนจะสวมกอดร่างบาง”ที่ท่านเบลปรากฎตัวขึ้นเพราะเขามาบอกเรื่องนี้กับท่านใช่ไหม?  เขามาเพื่อพาตัวท่านไปจากพวกข้าใช่ไหม นอกจากเลโอแล้วปราสาทของเราจะขาดท่านไปอีกคนใช่ไหมอ่ะ”

อัศวินปัฐพีว่าเสียงอู้อี้เหมือนเด็กน้อย เขากอดร่างของราชินีแน่นคล้ายกลัวว่าถ้าปล่อยมือแล้วแอมไพร์จะวิ่งหนีไปแต่งงานในทันที ทางฝั่งคนถูกกอดก็ทำเพียงหัวเราะอย่างอ่อนใจ มือเรียวตบที่หลังของร่างในอ้อมแขนเบาๆพร้อมกับโยกตัวไปมาเหมือนปลอบเด็กน้อย

“ข้าแค่ไม่อยู่ที่นี่ อยากเจอหน้าเมื่อไหร่ก็ไปหา ถ้าเจ้ายังอยากจะเจอข้า”

“ต้องอยากสิ! อย่างนี้ข้าต้องกระเตงคาร์เรย์ไปกลับเมืองที่ท่านอยู่ทุกวันแน่เพราะข้าอยากเจอท่านทุกวัน!

“ใครกระเตงใครกันแน่”คาร์เรย์บ่นเบาๆพลางเสสายตามองนกมองไม้อย่างทำเมินสายตาดุๆของพี่ชาย

“ใครจะไปรู้ ถึงเวลานั้นเจ้าอาจจะไม่อยากเห็นหน้าข้าก็ได้”แอมไพร์ว่าทีจริงทีเล่นก่อนจะผละออกจากตัวอัศวินผมเขียว”เรื่องนั้นช่างเถอะ เรื่องอนาคตจะเป็นยังไงก็ช่างสนปัจจุบันก่อนดีกว่า สนว่าจะมีชีวิตรอดไปแต่งงานดีกว่าไหม”

“นั่นสินะ..”

แอมไพร์ยิ้มขำกับท่าทางกำลังคิดของอัศวินหนุ่ม เคอร์ริสเบนสายตางอนตุ๊บป่องเป็นเด็กสามขวบมาทางแอมไพร์แล้วยู่หน้า จะว่าไปเคอร์ริสก็น่ารักดีเหมือนกันแหะ ร่างบางคิดก่อนจะยิ้มออกมาอีกครั้ง

“แอมไพร์!

บรรยากาศดีๆระหว่างราชินีและสององค์รักษ์ถูกขัดด้วยเสียงทุ้มที่ว่าด้วยความตระหนกเล็กน้อย แอมไพร์เงยหน้ามองเจ้าของเสียงก็พบกับเบลที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยท่าทางร้อนรน

“มีอะไร...เกิดอะไรขึ้น”

เบลไม่ตอบคำถามของน้องชายเขาทำเพียงโยนดาบประจำกายของเด็กหนุ่มให้เจ้าตัว นัยน์ตาสีครามมีแววตึงเครียดออกมาจนแอมไพร์เริ่มหวั่นใจ พวกไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างเบลยังเครียดขนาดนี้มันต้องมีอะไรแน่ๆ

“ตอบข้ามาเบล เจ้าคงไม่คิดจะให้ข้าไปเห็นเองกับตาแล้วช็อคตายตรงนั้นใช่ไหม?”

ชายหนุ่มเสสายตาออกข้างตัวอย่างเซ็งจับจิตนิดหน่อยก่อนจะกลับเข้าสู่โหมดตึงเครียดตามเดิม

“ที่ชายแดนข้าศึกบุกมาหนักมาก มีมังกรสามตัวแล้วก็...จักพรรดิปีศาจหัวเขียวนั่นด้วย”

ราชินีเบิกตากว้างเมื่อไดรับรายงานจากปากของพี่ชาย เขาหันไปสบตากับสองพี่น้องมาริคแล้วหันกลับไปยื่นมือให้เบลที่ลอยอยู่เหนือตัวเขา

“พาข้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้เลย!

สิ้นเสียงเบลก็ก้มตัวลงมาคว้ามือน้องชายตัวเล็กแล้วดึงร่างทั้งร่างขึ้นสู่กลางอากาศก่อนจะหายวับไปกับตาทั้งพี่ทั้งน้อง ทิ้งให้สองอัศวินหันมองหน้ากันปริบๆและเริ่มคิดวิธีไปถึงที่ชายแดนด้วยตนเอง

 

ทันทีที่มาถึงสนามรบ ภาพที่แอมไพร์เห็นเล่นเอาเจ้าตัวเกือบลมจับให้รู้แล้วรู้ลอดหนีความจริงไปซะ ติดเสียก็แต่พี่ชายคนดีที่เขย่าเขาเพื่อเรียกสติอยู่ตลอดเวลา

“นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย...ไหนบอกมังกรสามตัวไงเบล นี่มันห้าตัวเลยนะ!

แอมไพร์โวยพลางชี้มือไปที่ตุ๊กแกยักษ์ห้าตัวที่กำลังพ่นไฟเป็นว่าเล่นอยู่ในสนามรบ แค่ตึงกำลังไว้ไม่ให้เข้าใกล้ชายแดนมากก็ยากแล้ว นี่ไม่ต้องพูดถึงการต้านกลับไปเลยเชียว จอมเวทย์ที่นี่ก็มีแต่แก่ๆ หงำเหงือกๆทั้งนั้น กว่าจะร่ายเวทย์ได้แต่ละทีแอมไพร์หลับไปสามตื่นแล้ว! ร่างบางมองชายชราเครายาวที่ค่อยๆยกมือขึ้นโบกในอากาศอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากแห้งๆขยับเบาๆสลับหยุดคล้ายลืมเวทย์ที่ต้องท่องเรียกความหงุดหงิดแก่คนมองเป็นอย่างสูง

“เบลของเจ้าสองตัว โอเคนะ”แอมไพร์หันไปทำสัญลักษ์มือกับพี่ชายที่เริ่มกลับมาทำหน้ามึนอีกครั้ง

นัยน์ตาสีครามเบนกลับมามองที่มือน้องชายก่อนจะกลับไปมองที่มังกรที่กำลังอาละวาดอยู่แล้วกลับมาที่มือแอมไพร์อีกครั้ง

“เจ้าชูสามนิ้ว...”

“มันเป็นสัญลักษณ์ตกลงเว้ย! เลิกปัญญาอ่อนแล้วไปได้แล้วไป!

แอมไพร์แทบจะยกเท้าถีบพี่ชายคนดีให้ไปซบอกมังกรที่กำลังวิ่งไล่เหยียบพวกอัศวินเล่นอยู่ มือเรียวยกขึ้นเสยเส้นผมที่ปรกหน้าตนเองอย่างเหนื่อยหน่ายใจก่อนจะสถบอย่างหงุดหงิดเมื่อพบว่ายังมีมังกรเหลืออยู่อีกสามตัว

“ข้าตัวหนึ่ง ที่เหลือของเจ้าโอเคไหมแอมไพร์?”

ที่ไหล่ข้างขวารับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่กดลงมาเบาๆ ความคุ้นเคยของน้ำเสียงทำให้แอมไพร์เผลอหันกลับไปมองด้วยใจคราดหวัง

“ว่าไง?”

“ฟีเอส...”

“ใช่ ก็ข้าไง คิดว่าใครงั้นหรือ?”

เสียงทุ้มเอ่ยราบเรียบถามอย่างไม่ทุกข์ร้อนใจเหมือนคนบางคนที่ชอบทำหน้านิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตลอดเวลา ยามพูดคุยก็ไม่ค่อยสบตาแต่มองไปหาสิ่งอื่นตลอด...แอมไพร์สะบัดหัวแรงๆไล่ความคิดที่เรียกคนบางคนออกมาจากความทรงจำจนฟีเอสที่ยืนอยู่ข้างกันมองมันด้วยความสงสัย

“โอเค เจ้าเอาไอ้ตัวที่วิ่งไล่อัศวินของเราไป ที่เหลือข้าจัดการเอง ฝากด้วยนะ”

“ไว้ใจข้าได้เลย”

ว่าจบก็ตบหลังแอมไพร์ไปทีหนึ่งแรงๆจนร่างบางถลาไปด้านหน้า พอจะหันไปส่งสายตาคาดโทษไว้อีกฝ่ายก็พุ่งหายไปแล้ว เด็กหนุ่มจิ๊ปากอย่างหงุดหงิดก่อนจะเรียกอาชาสีดำออกมาอีกครั้ง

“อัลชิลิสต์”

เจ้าอาชาสีดำปรากฏกายขึ้นตรงหน้าร่างบาง คราวที่แล้วที่เด็กหนุ่มไม่เรียกมันออกมาเพราะไม่คิดว่าจะต้องลอยไปมากลางอากาศนานขนาดนั้น การเสกม้าธรรมดาให้บินได้กินพลังเวทย์ร่างบางไปมากโขแถมยังต้องแบ่งสมาธิอย่างมากสำหรับการทำให้มันบินได้ตลอดเวลาด้วย

“ใจเย็นพวก...”

แอมไพร์กระโดดขึ้นหลังเจ้าม้าหนุ่มก่อนจะลูบที่คอมันเบาๆเพื่อให้มันผ่อนอารมณ์อยากพุ่งชนมังกรลง อัลชิลิตส์พ่นลมหายใจออกมาแรงๆก่อนจะใช้เท้ากุยดินจนเป็นรอย

“ไปกันเถอะ!

มือสวยดึงบังเหียนเบาๆร่างของอาชาสีดำก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความรวดเร็ว ในมือของเด็กหนุ่มมีดาบเล่มเดิมถือเอาไว้ เขาไม่คิดจะเอาปืนหรือโซ่สีดำออกมาใช้ใน่ทีแห่งนี้ มันไม่ใช่ของที่นึกจะเอาออกมาใช้ก็เอาออกมาได้ง่ายๆ ต้องดูสภาพแวดล้อมต่างๆนานาด้วย

ตู้ม!

เสียงระเบิดกึกก้องเรียกให้แอมไพร์หันไปมองอย่างสนใจ ที่ตรงนั้นมีเบลที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศกำลังร่ายเวทย์บทเดิมๆเพื่อโจมตีเข้าใส่มังกรสองตัวที่ไล่ตะปบเขาเหมือนแมลงวันอยู่ แอมไพร์ยิ้มแห้งกับสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวของพี่ชายก่อนจะเบนกลับมาที่มังกรตรงหน้าตน

“ทีนี้ก็ตาเจ้าแล้วล่ะ เจ้าตุ๊กแกบิ๊กไซส์”แอมไรพร์ขยิบตาโปรยเสน่ห์ใส่มังกรตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะใช้มือเปล่าๆลูบไปทีคมดาบเบาๆ

“เอาล่ะนะจ๊ะ จิบิ

ดาบในมือถูกปาออกไปสุดแรงเกิด มันพุ่งเข้าปักที่ดวงตาของเจ้ามังกรยักษ์จนมันกรีดร้องเสียงหลง มังกรอีกตัวที่อยู่ใกล้ๆจึงวิ่งเข้ามาดู เจ้าตัวที่ถูกปาดาบใส่ก็ใช้มือชี้ไปที่ตาตัวเองแล้วชี้กลับมาทีแอมไพร์คล้ายจะฟ้องว่า”มัน! มันแกล้งเค้าอ่ะ!” แอมไพร์หน้าเหวอที่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้นของเจ้าตุ๊กแกยักษ์สองตัวจนทำอะไรไม่ถูก ทางฝั่งเจ้ามังกรที่ถูกเพื่อนฟ้องก็หันมองแอมไพร์ก่อนจะคำรามเสียงดังสนั่นจนร่างบางต้องยกมือขึ้นปิดหูตัวเอง

“เฮ้ย!!

ราชินีผมม่วงร้องดังลั่นเมื่อเปลวเพลิงลุกยักษ์ถูกพ่นออกมาจกาปากของเจ้ามังกร แต่เจ้าอาญาสีดำที่ขี่อยู่กลับพ่นเพลิงสีฟ้าออกไปต้านซึ่งมันก็ได้ผลเกินคาด เพลิงสีฟ้าดันกลับเพลิงธรรมดาจากจมังกรจนเจ้าตุ๊กแกยักษ์ต้องเบี่ยงตัวหลบพัลวัน แอมไพร์ยิ้มกริ่มพลางลูบศรีษะของอัลราชิลต์อย่างชื่นชม

“ทำดีมากเจ้าม้าดำ เดี๋ยวเอาแครรอทให้กิน”

“ข้าไม่กินแครรอทนะนายท่าน!

“น่าๆ กินไปเหอะ ข้าก็ไม่กิน(?)”

ไม่รู้ว่านายบ่าวรับรู้ถึงความตึงเครียดของคนรอบข้างบ้างไหม ทำไมทั้งคู่ยังอุตส่าห์มีเวลามาคุยเรื่องแครรอทกันอยู่ได้ เจ้ามังกรสองตัวแอบนินทากันอยู่ในใจแต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของราชินีจอมหูดีไปได้

“นินทาอะไรน่ะหา?!

“ก๊าสสสสสสสสสส(เปล่าจ้า!!!)”

“แม้แต่มังกรยังเกรงใจ ก็เอากับเขาสิน่า”

ฟีเอสที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลพึมพำออกมาก่อนจะซัดพลังต้านกลับมังกรตัวที่ตนสู้อยู่ไป เจ้ามังกรยักษ์เกล็ดสีส้มกู่ร้องเสียงดังก่อนจะพ่นเพลิงสีส้มที่มีฤทธิ์กัดกร่อนสิ่งรอบข้างออกมา ดาบในมือถูกมันเผาซะเรียบไปแล้ว ตอนนี้ฟีเอสต้องสู้มือเปล่ากับความรู้เรื่องเวทย์ในตัวล้วนๆ ริมฝีปากพึมพำเวทย์ที่จำได้ออกมา มือก็วาดร่ายเหมือกำลังร่ายรำกลางอากาศไม่หยุด เขารู้สึกอิจฉาเบลหน่อยๆที่อีกฝ่ายร่ายเวทย์ได้เลยไม่ต้องมารำเป็นนางรำในปราสาทแบบนี้

ซ่า!!!

สายน้ำประมาณแม่น้ำสักสายสาดใส่ร่างของเจ้ามังกรส้มจนมันร้องออกมา ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไรแต่ดูมันโมโหเอามากๆ มือทั้งซ้ายและขวาไล่ตีฟีเอสให้วุ่นวายไม่ต่างจากที่มังกรอีกสองตัวทำต่อเบล เล็บแหลมคมตวัดเฉี่ยวหัวเฉี่ยวหางของฟีเอสไปหลายต่อหลายครั้งแต่เจ้าชายรูปงามยังคงหลบได้อย่างไร้ที่ติ

“เฮ้ย!!!

เสียงร้องของแอมไพร์เรียกสายตาจากเจ้าชายแห่งอาร์ตเธได้อีกครั้ง ร่างบางที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศถีบเข้ากับกลางหน้าผากของเจ้ามังกรก่อนจะโดนตบล่วงลงไปปะทะกับพื้น เมื่อครู่ยังเกรงใจกันอยู่เลย นี่กล้าตบแล้วเหรอ!! เผลอแค่ครู่เดียวแอมไพร์ก็กลายเป็นฝ่ายเสียท่า ฟีเอสเองก็อยาจะเข้าไปช่วยอยู่หรอกติดอยู่ตรงที่ว่าเจ้ามังกรส้มตรงหน้าไม่ยอมให้เขาละมือไปไหนเลยสักนิด มันยังโจมตีเขาไม่เลิกราเสียที

“แอมไพร์!!

ระหว่างที่ยกมือกันกงเล็บที่โจมตีลงมาสายตาก็พลันเหลือบเห็นเจ้ามังกรที่เดินผ่านร่างบางเข้าไปยังกำแพงชายแดน มันกำลังจะยกเท้าเหยียบลงบนกำแพงที่ใช้เวลาสร้างเพียงข้ามคืน ถ้ามันบุกเข้ายูโนสซิสได้คราวนี้ล่ะหายนะของจริงแน่!

ฟลุบ!!!

“ก๊าซซซซซซซซซซ”

ราวกับเทพีที่มาโปรดก็ไม่ปราน ลูกธนูเพลิงที่ดูมีอนุภาคสูงกว่าธนูเพลิงอื่นๆพุ่งตรงเข้าสกัดเท้าของเจ้ามังกรยักษ์จนมันชะงักและขยับล่นถอยหลังออกไป ห่าธนูเพลิงอีกนับไม่ถ้วนเริ่มโจมตีกลับเจ้ามังกร นอกจากมักกรตัวที่ตบแอมไพร์ล่วงลงดินแล้วศรเพลิงยังเผื่อแผ่ไปยังมังกรตัวที่ฟีเอสสู้อยู่ด้วย

“ไม่เป็นไรนะครับท่านแอมไพร์?”

“คาร์เรย์?”

แอมไพร์เรียกเสียงตกใจ ทีแรกเขาคิดว่าคนที่ยิงธนูเพลิงจะเป็นอัศวินวารีเสียอีก แต่มาคิดดูอีกทีคาร์เรย์น่าจะใช่ธนูสายน้ำมากกว่า ซึ่งนั่นก็แปลว่าคนที่ยิงธนูก็คือ...

“เคอร์ริส?!

อัศวินปัฐพียืนอยู่บนป้อมปราการพร้อมธนูคันสูงในมือ รูปลักษณ์ของธนูทำให้แอมไพร์ลอบกลืนน้ำลายลงคอ มันทั้งสวยและสง่างาม เพียงมองแค่ครู่เดียวก็สามารถรับประกันได้ว่าไม่ใช่อาวุธธรรมดาทั่วไป

“เห็นแบบนี้แต่ก่อนมาเป็นอัศวินพี่เขาก็เป็นหัวหน้าเทวทูตมาก่อนนะครับ”

“หัวหน้าเทวทูต!

แอมไพร์ไม่แปลกใจเลยที่หัวหน้าเทวทูตจะมีธนูที่สามารถยิงศรเพลิงบริสุทธิ์ออกมาได้ แต่ที่เขาแปลกใจคือทำไมหัวหน้าเทวทูตถึงเป็นเคอร์ริส คนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ควรจะเป็นคาร์เรย์มากกว่า...มากกว่าเป็นร้อยเท่า!

ใบหน้าของอัศวินปัฐพีสงบนิ่งยามเมื่อมีคันศรอยู่ในมือ ดวงตาที่เคยมีแววยอกเย้าคมกริบน่ากลัวสมกับเป็นอัศวินปัฐพีที่เก่งเป็นรองแค่อัศวินนภาและพระราชาเท่านั้น เส้นผมสีเขียวพลิ้วไหวตัดกับเปลวเพลิงของศรเพลิง ศรแต่ละลูกพุ่งตรงไปปักที่ตัวเจ้ามังกรอย่างแม่นยำราวกับจัดวาง แม้เจ้ามังกรจะตัวใหญ่แต่มันก็มีเกล็ดที่หนาไม่ต่างจากก้อนหินสักก้อน แต่จุดที่เคอร์ริสยิงคือรอยต่อระหว่างเกล็ดที่ถ้าไม่สังเกตก็แทบจะมองไม่เห็น อัศวินปัฐพีคือกำลังหนุนชั้นยอดที่แอมไพร์ไม่คาดคิดมาก่อน!

“ก๊าสสสสสสสสสส”

เสียงร้องของเจ้ามังกรดังลั่นยามเมื่อถูกโจมตีจากอัศวินผมเขียว ความแสบร้อนจากเพลิงบริสุทธิ์ทำให้เสียงร้องของมันแสบหูขึ้นหลายเท่า แอมไพร์มองภาพนั้นด้วยความตะลึงงัน แค่ศรเพลิงในมือของอัศวินหนุ่มนั่นก็แทบจะล้มมังกรยักษ์ทั้งสองตัวได้แล้ว เคอร์ริสออกแรงไปนิดเดียวเอง!

“พอ พอ พอ...พอแค่นั้นแหละเจ้าพวกมนุษย์โอหัง”

เสียงทุ้มที่เคยคุ้นหูเอ้ยขึ้นราบเรียบแต่เรียกความสนใจได้มากจนแอมไพร์ต้องหันมอง แอมไพร์เบนสายตาไปยังต้นเสียงก่อนจะอ้าปากค้างอย่างตกตะลึง ไม่ใช่ในรูปกายที่งดงามหรือปีกมังกรที่กลางหลัง แต่สิ่งที่ทำให้แอมไพร์สติเกือบหลุดคือคนที่อยู่ในมือของปีศาจหัวเขียว

“เบล!!

แอมไพร์กรีดร้องเรียกชื่อพี่ตัวเองก่อนทำท่าจะพุ่งเข้าหาติดเสียแต่ว่าดาบที่พาดอยู่ที่คออีกฝ่ายเริ่มขยับเข้าใกล้เบลทันทีที่แอมไพร์ขยับตัว

“เบล!

“ข้าโอเค..เอ่อ...อาจจะไม่แล้ว”

โลหิตสีแดงค่อยๆไหลออกมาจากบาดแผลที่คอของชายหนุ่ม เบลไม่มีสีหน้าตื่นตระหนกอะไรเลยแต่ก็ไม่ได้สบายใจจนเกินพอดี ลิเวียร์ทานแสยะยิ้มน่ารังเกียจออกมาพร้อมกับเอ่ยปากพูด

“สวัสดีคนสวย สวัสดี”

“อย่าม่อน้องข้า”

“หุบปาก!

ปีศาจผมเขียวตวาดใส่ร่างของเบลอย่างหงุดหงิด ไอ้สีหน้าไม่ทุกข์ร้อนนั่นชวนให้เท้ากระตุกจริงๆ

“ปล่อยพี่ข้าเดี๋ยวนี้นะไอ้แมลงวันหัวเขียว!

“ปากหมาจริงพ่อคุณ”ลิเวียร์ธานพึมพำด้วยใบหน้าเซ็งจิตก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องเสียที

“เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะจับตัวพี่เจ้าไว้เล่นๆใช่ไหม ตัวแทนมนุษย์”

ร่างบางไม่ตอบ แอมไพร์ทำเพียงหรี่สายตามองร่างของเจ้าปีศาจหัวเขียวอย่างพิจารณา สมองคิดหาทางี่จะช่วยเบลออกมาอย่างปลอดภัย เขาแน่ใจว่าปีศาจหัวเขียนมันจะต้องมีแผนการอะไรในใจแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมันคงไม่คิดที่จะจับเบลหรอก มันอาจจะทำการต่อรองอะไรสักอย่างก็เป็นได้และนั่นแหละคือสิ่งที่แอมไพร์ไม่อยากให้เกิดมากที่สุด

“อย่าคิดตุกติกหรืออะไรก็ตามแต่เพราะชีวิตพี่เจ้าอาจจะไม่ปลอดภัย”

คมดาบเริ่มกดไปที่ลำคอของเบลอีกครั้งเป็นการยืนยันว่านี่ไม่ใช่คำขู่เหมือนผู้ร้ายเรื่องอื่นๆ แอมไพร์กัดริมฝีปากอย่างชั่งใจก่อนจะเริ่มเอ่ยถาม

“เจ้าจะเอาอะไร”

“นี่ยังต้องถามอยู่อีกงั้นเหรอ? จะเป็นอะไรไปได้นอกจากดินแดนมนุษย์”

“เจ้า!!

“แลกกับชีวิตของพี่ชายเจ้า”

ไม่ทันได้ตั้งตัวดี มือของลิเวียร์ทานยกขึ้นบีบปากของเบลก่อนจะกรอกยาของเหลวสีแปลกตาเข้าใส่ปากของชายหนุ่ม คนผมฟ้าไอโขลกออกมาหลังจากที่กลืนมันเข้าไป

“ต้องบอกด้วยไหมเอ่ยว่านี่คืออะไร”

“ยาพิษ...”

“ปิ๊งป่อง! ฉลาดมากจ้า”

“เจ้ามันชั่วช้าที่สุด!

ลิเวียร์ทานค่อยๆหุบยิ้มลงจนใบหน้านั้นเรียบสนิท แววล้อเล่นที่มีอยู่ตลอดเวลาลดหายไปในพริบตา ความรู้สึกเย็นวูบทำให้แอมไพร์เริ่มหวั่นใจ

“ถ้าไม่ชั่ว ไม่เลว จะใช่ปีศาจที่พวกเจาพรรณนาหรือ?”

“เจ้า...”

“ข้าให้เวลาถึงเช้าพรุ่งนี้ ถ้าข้าไม่ได้รับคำตอบที่ดีตอบกลับมา ชีวิตพี่เจ้าคือข้อตอบแทน!

สิ้นเสียงร่างทั้งร่างของลิเวียร์ทานและเบลก็ค่อยๆจางหายไปในอากาศราวกับไม่เคยมีอยู่ แอมไพร์กรีดร้องเรียกชื่อพี่ตัวเองเสียงสั่น ภาพสุดท้ายที่เห็นคือรอยยิ้มที่เบลเคยมอบให้เขา ความอ่อนโยนและอบอุ่นที่เคยมีค่อยๆเลื่อนหายปพร้อมกับปากที่ขยับเอ่ยคำพูด

“ขอโทษ...”

“เบล!!!!

 

แอมไพร์จะแต่งงาน//เดินประกาศรอบเมือง// นี่สินะเหตุผลที่แอมจังต้องเลิกรักเลโอพ่อหนุ่มตายด้านของเรา 
งุงิๆ เลโอคนโง่ ถ้าเจ้ายังไม่โพล่มาในอีกบทสองบทข้างหน้านี่แอมไพร์วิ่งหนีไปแต่งงานแน่!



 

เลโอ:ใช่ว่าข้าไม่อยากออกเสียเมื่อไหร่...แต่คนแต่งไม่ให้ข้าออก

ไอโร:เจ้ายังน้อย นี่ข้าไม่มีบทมารวมๆกันเกือบจะสิบบทแล้วนะ! ออกก็ออกแต่ตัวนิ่งๆ หลับมากี่บทแล้วเนี่ย//นับนิ้ว//ห้าบทแล้ว! และดูท่าว่าบทหน้าข้าก็ยังไม่ตื่นด้วย!

คาร์เรย์/เคอร์ริส:พวกข้าเพิ่งจะมีบทเด่นเอาสี่ห้าตอนนี้ยังไม่มีใครพูดสักคำ

ฟีเอส:ตอนแรกข้าเป็นตัวประกอบนะ...ไปๆมาๆมีบทเฉย...

แอมไพร์:พวกเจ้าควรจะสงสารข้ามากกว่า บทข้าเนี่ย...//พลิกบท//หลังๆมีแต่ดราม่าทั้งนั้นเลย...

หมีขาว::มีงานให้ทำก็ทำไปเหอะน่า อย่าเรื่องมาก!

เบล:เจ้าลืมข้าไปหรือเปล่า....

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #885 w-rabbit (@nene-zero) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 29 มีนาคม 2558 / 23:13
    เลโออยู่หนายยยยยย!!!TT
    #885
    0
  2. #634 Katty Cheerfully (@kattycheerfully) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 17:16
    เอ๊ะ เม้นชั้นหายป๊ะวะเนี้ย เม้นแล้วไมไม่ขึ้นอะ
    #634
    0
  3. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  4. #628 RabBiTaN (@keaw1542542) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 23:14
    ม๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ย
    แอมพ์อย่าแต่งนะ อย่าแต่งงงงงงงงงงงงงงงง ง เลโอ๊~!!! รีบกลับมาหาแอนไพร์เลย!!!
    (#ยิ่งอ่านยิ่งชอบเบลมากขึ้นเรื่อยๆ อ๊ายยยยยยยยยยยยยยยยยย)
    #628
    0
  5. #627 guinw55 (@guinw55) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 21:43
    ห๊ะ!แอมไพร์จะไปแต่งงาน  ห๊ะ!แอมไพร์จะไปแต่งงาน  ห๊ะ!แอมไพร์จะไปแต่งงาน
    เลโอออกมาชิงตัวเจ้าสาว(?)ด่วนๆเลยนะ 
    ถึงแม้จะเป็นคำสั่งขุ่นพี่ของแอมก็เถอะ...เลโอนายมันตายยากอยู่แล้ว (ขอพลังความอึดของแมลงสาบจงสถิตย์อยู่กับเจ้า)

    เบลเป็นพี่ที่ดีมากอ่ะ อย่ายอมแพ้เรื่องไอโรนะ
    ไอโรอย่าน้อยใจไป...บทนายสบายกว่าคนอื่นเค้านะ โลกสวยเข้าไว้สิลูก
    #627
    0
  6. #626 _Silver_ (@tarusung) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 20:37
    ไอจร้า ถึงจะออกมาน้อยแต่ฉันก็ยังไม่ลืมนายน้าาาาาา
    #626
    0
  7. #624 Semi - Sweet (@semi_sweet) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 15:16
    ไอโร ถึงนายจะออกมาน้อย แต่ก็มีการกล่าวถึงนะ 555
    #624
    0
  8. #622 DarkPierro (@--francis--) (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 11:50
    เลโอ้วววววววววว แอมไพร์จะแต่งงานแล้วนะ ฟื้นขึ้นมาซะ!!!
    เบล......ขอให้นายโชคดีมีชัยหลงทางอยู่ในสีทอง(?)
    (อย่าถามว่าเค้าเม้นอะไร เพราะเค้าเองก็งงๆอยู่เหมือนกัน = =)
    #622
    0