อบูซิมเบล...ตราบดินสิ้นกาล

ตอนที่ 8 : บทสอง : ชายผู้มีดวงตาสองสี 3/5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 506
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    7 มี.ค. 61



บทสอง : ชายผู้มีดวงตาสองสี 3/5

               




แต่ถึงแม้เขาจะเสียใจมากแค่ไหน เคมก็ไม่มีวันยอมปล่อยหล่อนไปง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่าต้องคอยอีกนานเท่าไรกว่าหญิงสาวจะหวนกลับมายังดินแดนแห่งนี้ ดินแดนที่เขาเฝ้าเวียนว่ายตายเกิดเพื่อรอหล่อนมานานกว่าสามพันปี ดินแดนที่เขาต้องทนมีชีวิตโดยปราศจากลมหายใจ ถ้าหากเขาพลาดโอกาสครั้งนี้ บางทีอาจต้องใช้เวลาอีกสิบชาติ หลายร้อยชาติ หรือถ้าเลวร้ายที่สุดเขากับหล่อนอาจแยกจาก ไม่มีวันหวนกลับมาพบหน้ากันอีกเลยก็เป็นได้!

เคมยอมรับว่าหวาดเกรงเหลือเกิน กลัวจะเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น เขาจึงต้องพยายามเหนี่ยวรั้งหญิงสาวเอาไว้ทุกวิถีทาง แม้จะต้องใช้เล่ห์กลกล่าวข่มขวัญหล่อนก็ตามที

“ถ้าคุณมีเหตุผลอื่นที่ทำให้ฝืนใจหรือไม่อยากอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่บังคับ แต่ผมคงต้องบอกให้คุณทราบเอาไว้ก่อนว่าที่นี่อยู่ทางตอนใต้สุดของอียิปต์ ติดกับชายแดนซูดาน นั่นหมายความว่าคุณต้องเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรกว่าจะไปถึงสถานทูตในกรุงไคโร ซึ่งตรงนี้ผมคงต้องถามคุณตามตรงว่าพร้อมที่จะเดินทางไปกับกองคาราวานรึเปล่า เพราะคุณคงไม่สามารถขึ้นเครื่องทั้งที่ยังไม่มีพาสปอร์ตหรือเอกสารใดๆ ได้ และผมคงต้องย้ำให้คุณรู้เอาไว้อีกหนึ่งเรื่อง ถ้าคุณยืนยันที่จะเดินทางไปให้ได้ในตอนนี้ ผมก็จะช่วยติดต่อกองคาราวานที่ไว้ใจได้ แต่คงไม่มีเวลาเดินทางไปคุณด้วย คุณจะต้องเดินทางไปกับกลุ่มคนงานชายตามลำพัง ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือไม่คาดฝันขึ้น ผมคงไม่สามารถช่วยคุณได้อีก ดังนั้นถ้าคุณคิดว่าทำใจยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ทุกอย่างละก็ ผมจะให้เด็กจัดเตรียมสัมภาระสำหรับคุณทันที”

เสียงห้าวทุ้มที่ฟังดูเข้มขึ้นแม้จะเพียงเล็กน้อย ทำให้อารียารู้ทันทีว่าเขากำลังไม่พอใจ เธอเลยหน้าเสีย นึกละอายที่นอกจากเธอจะรบกวนเขามากถึงขนาดนี้แล้ว ซ้ำยังมองเขาในแง่ร้ายอีกต่างหาก ถึงนัยน์ตาสีแดงเพลิงข้างนั้นจะก่อกวนทำให้เธอกริ่งเกรงมากเพียงใด แต่เธอก็ไม่ควรที่จะนำมันมาตัดสินความดีของคนที่ช่วยชีวิตเธอเช่นนี้

อารียารู้สึกว่าตัวเองทำเรื่องเสียมารยาทลงไปอย่างที่ไม่น่าให้อภัย เธอดูหมิ่นผู้มีพระคุณอย่างร้ายกาจ ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ เขาเองก็คงไม่อยากมีร่างกายที่ผิดแผกแตกต่างไปจากคนอื่น จนใครต่อใครพากันหวาดผวาแบบนี้หรอก การที่เธอเลือกมองเขาจากรูปกายภายนอกก่อนจิตใจ เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำน้ำใจที่เขามีให้ เขาอุตส่าห์เต็มใจช่วยเหลือคนพลัดถิ่นอย่างเธอโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  ขนาดเธอพูดจาไม่ดี เขาก็ยังไม่ไล่ตะเพิดเธอออกไปจากที่นี่ หญิงสาวเลยยิ่งรู้สึกผิด จึงเอ่ยขอโทษเสียงอ่อย

“ฉันขอโทษค่ะที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี แต่ฉันอยากจะรีบกลับไปหาครอบครัวเพื่อบอกพวกเขาว่าฉันปลอดภัยดี ไม่ได้มีเจตนาจะ...เอ่อ...”

เสียงของอารียาขาดห้วง เพราะนึกหาคำพูดเหมาะๆ ที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นไม่ออก คนที่รอฟังด้วยความตั้งใจจึงกล่าวออกมาเสียเอง

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ยิ่งไม่เป็นปัญหาใหญ่ ผมจะให้สาวใช้ช่วยต่อโทรศัพท์ไปยังประเทศคุณ เท่านี้คุณก็สามารถติดต่อกับครอบครัวได้แล้ว พวกเขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงและโล่งอกที่ทราบว่าคุณปลอดภัย ซึ่งผมหมายความตามนั้นจริงๆ จะไม่มีใครกล้าคิดร้ายหรือทำอันตรายคุณได้โดยเด็ดขาด แม้แต่ตัวผมเอง ขอให้คุณสบายใจได้ ผมขอเอาเกียรติของลูกผู้ชายให้สัญญาว่า...ผมจะเป็นคนสุดท้ายบนแผ่นดินนี้ที่ทำให้คุณเสียน้ำตา”

อารียาหน้าแดงขึ้นมาทันตา ก็เขาเล่นพูดขึงขังเหมือนกำลังกล่าวคำปฏิญาณตนในพิธีแต่งงานเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขากับเธอไม่ได้เป็นอะไรกัน เพิ่งจะได้พบเจอกันครั้งแรก ต่างคนต่างไม่รู้จักกัน แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามก็ยังไม่ได้เอ่ยถามกันเสียด้วยซ้ำ แล้วทำไมเขาช่างใจดีมีเมตตา คอยช่วยเหลือราวกับตัวเธอคือคนสำคัญที่ต้องปกป้องคุ้มครองเท่าชีวิตด้วยล่ะ...ทำไม?

ดวงตาคมซึ้งที่มองมา ทำให้เคมรู้ดีว่าหล่อนกำลังฉงนใจในตัวเขาและเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น แม้เขาอยากจะเล่าให้หล่อนฟังเสียงตรงนี้ ตอนนี้ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ละเอียดอ่อน ขืนเขาบอกความจริงกับหล่อนละก็ คงถูกหาว่าเป็นบ้าหรือไม่ก็ต้องทนต่อสายตาหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาแน่ เขาต้องใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป อย่างน้อยก็ควรรอให้หล่อนทำความรู้จักเริ่มคุ้นเคยกับตัวเขาและแววตาคู่นี้ รวมถึงผู้คนที่นี่เสียก่อน เคมถึงจะเล่าให้หล่อนฟังได้ว่าอะไรเป็นอะไร

และเพื่อไม่ให้แผนการที่เขาวางไว้เกิดความผิดพลาด ชายหนุ่มจึงรีบกล่าวรวบรัดเพื่อปิดโอกาสที่หล่อนจะหาข้ออ้างปฏิเสธ

“ตกลงว่าคุณไม่ขัดข้องแล้วใช่ไหม?”

คำถามที่พุ่งตรงมายังเธอโดยไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้หญิงสาวหน้าเหลอไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปยังไง ใจหนึ่งยังนึกกลัวอยากจะกลับบ้าน แต่อีกใจก็ไม่กล้าปฏิเสธ เดี๋ยวเขาเกิดรำคาญแล้วพานไล่เธอออกจากบ้าน ที่นี้ละ...คนที่ไม่มีอะไรติดตัวเลยแม้แต่เงินสักบาทแบบเธอคงได้กลุ้มสมใจ ถ้าต้องถูกระเห็จออกไปเดินข้างนอกโทงๆ ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จักและไม่แน่ว่าจะไว้ใจได้ จากประสบการณ์ที่ผู้เป็นป้าเล่าให้ฟัง ทำให้เธอรู้ว่าคนอาหรับใช่จะใจดีกันทุกคน กรณีของแม่เธอก็เป็นตัวอย่างได้ดี ทุกวันนี้เธอถึงไม่เคยคิดที่จะตามหาพ่อบังเกิดเกล้าเลยยังไงละ

อารียามองคนตรงหน้าอย่างชั่งใจอีกครั้ง ถึงเขาจะมีรูปลักษณ์ที่ดูแปลกแยกชวนให้น่าประหวั่น แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่แฝงอยู่ในดวงตาต่างสีคู่นั้น บางทีเขาอาจไม่เป็นอย่างที่เธอคิด เพราะอย่างน้อยเขาก็ช่วยให้เธอรอดพ้นจากความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง หญิงสาวจึงตัดสินใจตอบกลับไป

“ถ้าคุณไม่คิดว่าเป็นการรบกวน ฉันขออาศัยถึงช่วงที่ได้เอกสารก็แล้วกันนะคะ”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มจางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มแรกที่เธอได้เห็นจากใบหน้าดุดันเย็นชา แม้จะยังรู้สึกถึงความน่าเกรงขามซ่อนอยู่ แต่อารียาก็เริ่มจะคลายความตื่นกลัวลงไปได้มาก ซ้ำยังรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นเขาแสดงท่าทางดีใจ ยังกับว่าคำพูดตอบรับของเธอเปรียบเสมือนแก้วแหวนเงินทองที่วางกองอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนั้นแหละ

เคมเองก็พอจะรู้ตัว เมื่อถูกหญิงสาวจับจ้องมากๆ เข้า เขาจึงรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมเหมือนปกติ ก่อนจะกล่าวตัดบท

“ผมยังยืนยันว่าคุณสามารถอยู่ที่นี่ได้ตราบเท่าที่คุณพอใจ และผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นการรบกวนเลยสักนิด เช้านี้ผมมีงานด่วนต้องไปทำ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้อยู่รับรองคุณด้วยตัวเอง แต่ผมฝากฝังเรื่องทุกอย่างไว้กับสาวใช้ส่วนตัวของคุณแล้ว คุณสามารถเรียกใช้เธอได้โดยไม่ต้องเกรงใจ”

ชายหนุ่มทำท่าจะเดินจากไป แต่สักพักก็หยุดเท้า คล้ายกับนึกอะไรออก จึงหันกลับมาถาม

“อ้อ...เรายังไม่ได้แนะนำตัวเองกันเลย ผมชื่ออาหเมส บินรา เคม โวเซอร์ คุณเรียกผมสั้นๆ ว่าเคมก็ได้ แล้วคุณล่ะชื่ออะไร?” เขาถามทั้งๆ ที่มีชื่อเรียกขานหล่อนอยู่ในใจแล้ว แต่คงไม่เหมาะจะใช้เรียกหล่อนในตอนนี้ เนื่องจากกาลเวลาที่แปรผันผ่านไป แม้จะรู้สึกเสียดายนิดๆ ก็ตามที

“ฉันชื่ออารียาค่ะ เป็นคนไทย คุณคงพอจะรู้จักประเทศของฉัน เพราะในไคโรก็น่าจะมีคนชาติเดียวกับฉันอาศัยอยู่บ้าง อย่างเช่นเด็กไทยมุสลิมที่มาเรียนในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่เป็นอันดับสามของโลกอย่างอัลอัซฮัร”

“ครับ ผมรู้จัก” เคมพยักหน้ารับ พลางเอ่ยชม “ชื่อของคุณไพเราะมาก ถ้าอย่างนั้นผมขอเรียกคุณว่ารีย่าก็แล้วกัน จะได้ง่ายต่อการออกเสียงของคนที่นี่”

“แล้วแต่คุณจะสะดวกค่ะ ฉันไม่ขัดข้อง” อารียาแย้มยิ้มให้เขา ไม่ลืมที่จะกล่าวคำสำคัญ “ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่คุณช่วยชีวิตฉันเอาไว้ แถมยังกรุณาให้ที่พักแก่ฉันด้วย ฉันเป็นหนี้บุญคุณคุณจริงๆ ค่ะ”

คนฟังส่ายหน้าช้าๆ สองขาที่เตรียมจะก้าวออกประตูสาวเท้าเข้ามาหา ร่างสูงเกินร้อยเก้าสิบเซนติเมตรหยุดยืนตรงหน้าอารียา มือหนายกแตะสองไหล่มนอย่างแผ่วเบา ดวงตาต่างสีมองสบกับเธอนิ่งนานหลายอึดใจ ก่อนที่เขาจะกล่าวออกมา

“คุณไม่ได้เป็นหนี้ผมเลยสักนิด เพราะนี่คือพระประสงค์ขององค์เทพที่นำพาคุณมา...”

หญิงสาวขมวดคิ้วทันที แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม อีกฝ่ายก็ชิงเอ่ยลา

“แล้วเจอกันตอนเย็นนะรีย่า”

จากนั้นคนพูดก็พลิกกายเดินจากไป ทิ้งให้หญิงสาวยืนมองตามแผ่นหลังกว้างใหญ่ด้วยแววตาที่มีแต่ปริศนาอยู่เต็มไปหมด




--------------------------------------------------------------------------------------------------------

เก๊าขอโต้ดดดดดดดดดด

ไรฯ ขอสไลต์ก้มกราบงามๆ 3 ทีที่หายไปนานนะคะ

ไม่ได้ลืมคนอ่านที่น่ารักนะคะ

แต่ไรฯ ติดภารกิจช่วยบก.ตรวจทานนิยายเรื่องเมื่อรักสลักใจที่กำลังจะวางแผงในเดือนธันวานี้ค่ะ

ใครเป็นแฟนที่ธรรศก็เตรียมกรี๊ด เตรียมเฮกันได้เลยค่ะ

พบกันเดือนหน้าที่ร้านหนังสือชั้นนำนะคะ

รักผู้ชายวัยทองแล้ว อย่าลืมพี่เคมคนอาภัพรักนะคะ

พี่เขาขี้เหงา ต้องการสาวๆ ปลอบใจด่วนๆๆๆๆ 555


ใครที่อ่านแล้วชอบเรื่องแนวนี้ อย่าลืมกด fav. ติดตามกันไว้นะคะ

จะได้รู้ความเคลื่อนไหว อัปเดตอ่านนิยายก่อนใคร

ยิ่งถ้าช่วยแชร์ ช่วยเมนต์ เมาส์มอยกับไรเตอร์บ้างก็ยิ่งขอบคุณค่า


ใครใจร้อนไม่อยากรอ หรืออยากฟินรวดเดียวจบ
หาโหลดได้แล้วนะคะในรูปแบบ E-book
ราคาย่อมเยาว์ค่าาาา
อบูซิมเบล...ตาบดินสิ้นกาล
ชมจันท์
www.mebmarket.com
ตราบดินสิ้นกาล ตราบนั้นหัวใจฉันยังคงอยู่ เพื่อ...มอบรักแท้แด่เธอเพียงผู้เดียว มิเคยแปรผัน‘อบูซิมเบล’ วิหารแห่งรักแท้อันยิ่งใหญ่และมั่นคงของจอมฟาโรห์ผู้เกรียงไกรไม่แตกต่างกันเลยสักนิดกับหัวใจของเขาที่มอบให้แด่นางผู้เป็นที่รักสถานที่แห่งนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้รู้จักความรัก พลัดพราก และเฝ้ารอคอยให้ เมริต กลับคืนมาสู่อ้อมอกนี้อีกครา... “แม้นพายุจักโหมกระหน่ำ ธาราจักเชี่ยวกราก แต่หัวใจแห่งพสุธายังคงอยู่ เพื่อรอวันสิ้นกาล”เสียงโหยหาอาดูรที่ดังก้องอยู่ภายในหัวของ อารียา หลังประสพอุบัติเหตุเครื่องบินตกยังไม่น่าประหลาดใจเท่ากับใบหน้าคมคายที่เธอฟื้นขึ้นมาพบอาหเมส บินรา เคม โวเซอร์ เจ้าของคฤหาสน์หลังงามกลางผืนทราย ใกล้วิหารศักดิ์สิทธิ์อันเลืองลือ เขาเป็นผู้ช่วยชีวิตเธอไว้ หนำซ้ำยังมีหน้าตาเหมือนชายในฝันราวกับพิมพ์เดียวจะผิดแผกก็ตรงผิวกายขาวซีดและดวงตาสีแดงเพลิงข้างหนึ่งที่มิใช่ยิ่งไปกว่านั้น...เขายังชอบทำตัวเคร่งขรึมเย็นชา ลึกลับ น่าสงสัยจนเธออดหวาดหวั่นมิได้ว่า การที่เขากักตัวเธอเอาไว้มีจุดประสงค์แอบแฝงหรือไม่!แล้ว ‘ความลับ’ ที่ว่า มันเกี่ยวพันกับโชคชะตาของเธออย่างไรกันแน่...?






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #8 ทะเล (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 15:30
    พี่เคมคนอาภัพรัก แล้วชาตินี้กับหนูอารียาจะสมหวังไหมคะ
    #8
    1