[Rewrite] ]ทะลุมิติทั้งทีขอเป็นพระเอกไม่ได้หรือไง #ป๋อจ้าน

ตอนที่ 15 : พลาดท่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 659
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 71 ครั้ง
    23 เม.ย. 63

 

15

พลาดท่า

 

 

 

หลังจากจัดการธุระที่ตระกูลมู่หยงจนเสร็จเรียบร้อย เว่ยเฟิงก็เตรียมตัวกลับสำนักสราญรมย์ อันเนื่องด้วยว่าตัวเองนั้นยังมีเรื่องต้องสะสางและเรื่องเข็มพิษมังกรที่อยู่ในตัว แต่เหตุผลข้อหลังเว่ยเฟิงก็เลือกที่จะไม่เปิดเผยให้มู่หยงฟู่รู้ ถ้าไม่เช่นนั้นมันจะต้องเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีกแน่ ๆ โชคดีที่ฝ่ายนั้นยอมให้เว่ยเฟิงกลับไปสะสางเรื่องนี้อย่างว่าง่ายแถมยังเตรียมอาหารและม้าที่ดีที่สุดในตระกูลมู่หยงให้กับเว่ยเฟิงอีกด้วย

เว่ยเฟิงเลือกแวะพักที่แม่น้ำกลางป่าแห่งหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินทางกลับ เขาไม่รู้ว่ามันชื่ออะไรและเป็นพื้นที่ของใคร เพียงแต่รู้จากคำบอกเล่าของมู่หยงฟู่เพียงว่า ผ่านแม่น้ำนี้ไปแล้วควบม้าไปเรื่อย ๆ ท้องฟ้าไม่ทันมืดเขาก็จะถึงสำนักสราญรมย์แล้ว เว่ยเฟิงเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ส่องแสงอยู่ที่จุดกึ่งกลางของท้องฟ้า ทำให้รู้ว่าตอนนี้เข้าสู่เวลาเที่ยงวันแล้ว

เว่ยเฟิงพาเจ้าม้าไปกินน้ำและผูกมันไว้ใต้ร่มต้นไม้ต้นหนึ่ง ส่วนตัวเขาเองนั้นก็พักล้างหน้าล้างตาที่เริ่มแม่น้ำและเลือกอาศัยร่มไม้เป็นที่พักผ่อนสักพักหนึ่งแล้วจะรีบไป

 

แต่ในจังหวะนั้นเอง

 

กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนยืนล้อมตัวเว่ยเฟิงพร้อมกับคมดาบทั้งหกเล่มที่หันเขาหาตัวของศัตรูเพียงหนึ่งด้านหน้าของพวกมัน

 

“พวกแกเป็นใคร” เว่ยเฟิงจำได้ว่าตั้งแต่ทะลุเข้ามาในนิยายเขาก็ไม่เคยไปมีเรื่องกับใคร แทบจะไม่ได้คุยกับใครด้วยซ้ำ นอกจากจื่อเซียน มู่หยงฟู่ จี้หยางแล้วก็ไม่ได้คบค้าสมาคมกับใครอีก

“ส่งของทั้งหมดมาให้พวกเรา แล้วเราจะไว้ชีวิต” หนึ่งในพวกนั้นพูดออกมา เผยให้เห็นธาตุแท้ว่าพวกมันคือโจรที่คอยดักปล้นคนต่างถิ่นที่ต้องผ่านเส้นทางนี้

“เข้าใจผิดแล้วแหละ ฉันไม่มีอะไรพวกแกหรอกนะ” ถ้าหากว่ามาปล้นเว่ยเฟิงจริง ๆ เขาก็อยากจะบอกไปตามตรงว่า ปล้นผิดคนแล้ว เพราะตัวเขานั้นแทบจะไม่มีสมบัติอะไรเลย เผลอ ๆ มีหนี้สินด้วยซ้ำไป

“เจ้ามีม้า ดูท่าทางเจ้าของเป็นคุณชายตระกูลสูงส่ง” สายตาคู่หนึ่งมองเว่ยเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า เขาอยากจะหัวเราะออกมาให้ป่าระเบิด แค่แต่งตัวสะอาดสะอ้านก็ไม่หมายความว่าเป็นคนมีเงินนะ นี่จีนหรือฝรั่งเศส เห็นคนแต่งตัวดีหน่อยก็จะเข้าไปขโมยของเขาหมด

“ของคนอื่นเขา ไม่ใช่ของฉันหรอก” เว่ยเฟิงพยายามพูดคุยด้วยความใจเย็น ไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพราะถ้ามีการปะทะกัน คนที่ไม่รอดคือพวกมันตั้งหาก ไม่ใช่ตัวเขา

“อย่ามาพูดมากไปหน่อยเลยคุณชาย ไม่ยอมให้ดี ๆ ก็ต้องตาย” หนึ่งในพวกมันทำท่าจะจู่โจมเข้ามา

“ถ้าคิดว่าจะทำอะไรคนอย่างฉันได้ก็ลองดูสิ” เว่ยเฟิงชักกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว ชี้ปลายแหลมไปทางคนที่พูดข่มขู่เขาเมื่อครู่นี้

“วะ...เว่ยเฟิง..เจ้าคือเว่ยเฟิง!! ” ทันทีที่เห็นกระบี่อิงฟ้าเล่มนี้ พวกมันทั้งหกคนก็ผงะกันไปคนละทีสองที หันมองกันซ้ายทีขวาที ใครจะไม่รู้จักเว่ยเฟิง ศิษย์รักแสนชังของนางมารชั่วลี้มกโช้วกันล่ะ

“รู้จักก็ดี..แล้วรู้จักอาจารย์ของฉันไหมล่ะ” ไม่ว่าเปล่า เจ้าของกระบี่จรดปลายคมไปที่ลำคอแล้วลากลงที่กลางออกอย่างเชื่องช้า

“ละ..ละ...ลี้มกโช้ว” เว่ยเฟิงรับรู้ถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่รุนแรงขึ้นจากปลายกระบี่ เขากระตุกยิ้มเล็กน้อยออกมาเมื่อรู้ว่าเป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า ถ้าคุยกันรู้เรื่องตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องเสียเวลามาข่มขู่กันให้ตื่นตระหนกตกใจกันถึงขนาดนี้หรอก แต่ก็ช่วยไม่ได้...เขามันตัวร้ายนี่นา

“ฉันน่ะ...ร้ายยิ่งกว่าลี้มกโช้วซะอีกนะ” พูดจบประโยคไปไม่ทันขาดคำ หนึ่งในพวกมันที่อยู่ทางซ้ายมือของเว่ยเฟิงก็จู่โจมเข้ามาทันที

โจรกลุ่มนี้พอเป็นวรยุทธ์อยู่บ้าง ถ้าหากว่ามีแค่คนเดียวเว่ยเฟิงก็พอจะจัดการได้อยู่แต่นี่มากันถึงหกคน เขาต้องผลัดรับผลัดสู้อยู่พักใหญ่ ๆ เมื่อรู้ตัวว่าเป็นฝ่ายเสียเปรียบพวกมันก็ชิงหนีไปเสียก่อน

กว่าจะจัดการได้เขาก็แทบจะหอบเลยเหมือนกัน เพราะตั้งแต่มาอยู่ในร่างของเว่ยเฟิงเขาก็ไม่เคยได้ลองต่อสู้แบบนี้เลยสักครั้ง ไม่เคยได้ลองฝึกวิชา กระบวนท่าต่าง ๆ ของเว่ยเฟิงจริง ๆ จัง ๆ เสียที แต่เมื่อครู่นี้เขารู้สึกว่าทุกอย่างมันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ

 

ร่างกาย หัวใจ สมอง ยังคงเป็นของเว่ยเฟิง

 

อย่างเดียวที่เป็นเซียวจ้านก็แค่วิญญาณเท่านั้นแหละ

 

 

“สมกับเป็นเจ้า”

 

เสียงปริศนาด้านหลังทำให้เว่ยเฟิงต้องกลับไปมอง แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้ลำคอของแห้งผากไปในทันใด หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ เสื้อผ้ามอซอ ร่างกายกำยำ ใบหน้าคร้ามแดดก็มิอาจบดบังความหล่อเหลาเอาไว้ได้

“ฉะ...เฉียวฟง” ตัวละครลับที่มู่หยงฟู่สปอยล์ไว้ก่อนหน้าปรากฏตัวตรงหน้าเว่ยเฟิงแล้ว

“รู้จักข้าด้วยรึ เป็นเกียรติยิ่งนัก” ไม่ว่าเปล่า เฉียวฟงค้อมกายลงเล็กน้อย แต่เว่ยเฟิงรู้ดีว่านั่นเป็นการประชดประชันมากกว่าจะเป็นการทำความเคารพ

“มาได้ยังไง”

“ข้าก็แค่ผ่านมาแถวนี้แล้วบังเอิญเห็นอะไรดี ๆ เข้า เลยอยากจะแวะมาทักทายผู้ครอบครองกระบี่อิงฟ้าเสียหน่อย” เฉียวฟงเหลือบมองกระบี่อิงฟ้าในมือเว่ยเฟิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“นายฆ่าจี้เยี้ยะใช่หรือเปล่า” ในเมื่อมาอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้วเว่ยเฟิงจะไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือไป ถึงแม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยสักเท่าไรนัก แต่โอกาสแบบนี้ก็ใช่ว่าจะหากันได้บ่อย ๆ

“ทำไมถึงทักทายข้าเช่นนั้นเล่า เว่ยเฟิง ไม่หยาบคายไปหน่อยหรือ” คำพูดต่าง ๆ นา ๆ ของเฉียวฟงที่พยายามจะปั่นประสาทยั่วโมโหนั้นไม่สามารถใช้ได้กับเว่ยเฟิง

“นายฆ่าจี้เยี้ยะแล้วจะโยนความผิดให้มู่หยงฟู่ใช่ไหม”

“ไม่นึกว่าสำนักสุสานโบราณจะสั่งสอนเจ้าให้เฉลียวฉลาดได้เช่นนี้” เฉียวฟงกระตุกยิ้มก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันผิดคาดกับที่เว่ยเฟิงคิดไปหมด คนคนนี้ไม่สงวนท่าทีหรือไม่คิดจะปิดยังอะไรเลยอย่างนั้นหรือ??

“ทำแบบนั้นทำไม รู้ไหมว่าคนอื่นเขาเดือดร้อนแค่ไหน” เว่ยเฟิงไม่ได้ต้องการความเห็นใจจากเฉียวฟง และดูท่าว่าอีกฝ่ายก็คงจะไม่มีให้เหมือนกัน

“ฉันกับมู่หยงฟู่ถูกใครต่อใครหาว่าเป็นฆาตกร ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ” เว่ยเฟิงก็แค่อยากจะระบายออกมาเท่านั้น แค่เข้ามาติดอยู่ในนี้ก็แย่เกินพอแล้ว แล้วนี่จะโดนฆ่าตอนไหนก็ยังไม่รู้ชะตา ไอ้คนที่ทำก็ลอยนวลไปดิ คนที่ซวยเต็ม ๆ มันก็คือเขา เว่ยเฟิงหน้าโง่คนนี้นี่ไง

“ก็ช่างหัวมันสิ”

“ปากเหรอนั่นน่ะที่พูด” อารมณ์ของเว่ยเฟิงเริ่มคุกรุ่นเมื่อท่าทีของเฉียวฟงค่อย ๆ เผยออกมาให้เห็นว่าไม่มีความสำนึกใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

“หึ อย่านึกว่าข้าไม่รู้นะว่ามู่หยงฟู่มันคิดอะไรกับเจ้า” ประโยคนี้ของเฉียวฟงทำเอาเว่ยเฟิงนิ่งค้างไปเสี้ยววินาทีหนึ่ง

“ระ..รู้ได้ยังไง”

“ข้าก็แค่จะแวะไปหามู่หยงฟู่สักหน่อย ทักทายตามประสาเพื่อน”

“.....”

“แต่บังเอิญไปได้ยินเรื่องที่เจ้าคุยกับมู่หยงฟู่”

“....”

“สหายของข้านี่ก็เหลือเกินจริง ๆ เล่าเรื่องของข้าให้เจ้าฟังเสียหมดเปลือก”

“........”

“เจ้ามันรู้เยอะไปแล้วเว่ยเฟิง” พูดจบก็เข้าจู่โจมเว่ยเฟิงอย่างรวดเร็ว ความคับแค้นในอกตีรวนจวนเจียนจะระเบิดออกมาเสียให้ได้ เพียงแค่เรื่องในอดีตเฉียวฟังก็คับแค้นใจมากพอแล้ว ยิ่งเห็นสหายรักบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสมเพชให้คนที่ไม่สมควรจะได้ฟัง เปิดโปงเรื่องของเขาแล้วเอาไปป่าวประกาศให้ทั่วทั้งยุทธจักรฟัง

“ถ้าข้าจัดการเจ้าได้เมื่อไร”

“.....”

“มู่หยงฟู่จะเป็นรายต่อไป”

“อย่าทำแบบนั้นนะเฉียวฟง” เว่ยเฟิงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้อีกฝ่ายใจเย็นลง ในเมื่อเขามีโอกาสที่จะพูดกับเฉียวฟง นี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้พูด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปแล้วไม่มีโอกาสได้พูดอีก

“.....”

“ฉันรู้ว่านายไม่ใช่คนเลวเหมือนที่ใครเขากล่าวหากันหรอก”

“เหอะ...เจ้าเป็นใครถึงมารู้ดีกว่าตัวข้า!!! ทั่วแผ่นดินครหาว่าข้าต่ำช้าเพราะชาติกำเนิด เพียงเพราะข้าเป็นชิตัน ข้าก็เป็นคนเลวไปเสียแล้ว”

"ไม่ใช่หรอก เราทุกคนเท่าเทียมกัน แค่ชาติกำเนิด มันวัดกันไม่ได้หรอกว่าเป็นคนดีหรือไม่ดี" เว่ยเฟิงเกลียดความเหลื่อมล้ำทุก ๆ อย่าง เกลียดการโดนเหยียด เขาเข้าความรู้สึกของเฉียวฟงในตอนนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยโดนแบบที่เฉียวฟงเคยโดน

“หุบปาก!! ” เฉียวฟงตวาดเสียงดัง ผู้คนรอบข้างหาได้มีความจริงใจกับเขาสักคนไม่ แม้แต่สหายรักมู่หยงฟู่ยังปริปากเล่าเรื่องชีวิตอันน่าสมเพชให้ผู้อื่นฟังได้ แล้วเช่นนี้จะหาความเชื่อจริงใจจากใครได้อีก

"....." เว่ยเฟิงไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกไปอีก ดูเหมือนว่าพยายามอธิบายอะไรไปเฉียวฟงก็ไม่ฟังและก็คงไม่อยากที่จะเปิดใจรับฟังอะไรด้วย

"คนเลวอย่างเจ้า...ตายไปก็ไม่มีใครสนใจหรอก" เพียงเสี้ยววินาทีเฉียวฟงเข้าจู่โจมเว่ยเฟิงอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายที่ไม่ทันตั้งตัวจึงเพลี้ยงพล้ำไปหนึ่งกระบวนท่า เว่ยเฟิงเริ่มจับทางได้อีกครั้ง ตั้งรับกระบวนท่าของเฉียวฟงได้ทุกขั้นตอน

ผลัดรุกผลัดรับกันอยู่พักใหญ่ ไม่มีทีท่าว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่ทว่าขนาดร่างกายที่ต่างกันทำให้เว่ยเฟิงเริ่มอ่อนล้า พลาดท่าโดนฝ่ามือซัดเข้าเต็มแรงที่แผ่นหลัง พลังบางอย่างแล่นปราดเข้าสู่ร่างกาย อาการคล้ายกับโดนฉีดยาเข้าเส้นเลือดอย่างไรอย่างนั้น ลมปราณของเว่ยเฟิงพร่องไปหลายส่วน แต่สองขายังยืนยัดจะสู้ต่อ เขาต้องสะกัดเฉียวฟงไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นผู้โชคร้ายคนต่อไปอาจจะเป็นมู่หยงฟู่ ถึงแม้ขนาดร่างกายของเว่ยเฟิงจะเสียเปรียบกว่าอยู่หลายส่วน แต่เขามั่นใจว่าเขาอดทนเก่งเสียยิ่งกว่าเฉียวฟงแน่นอน

เว่ยเฟิงใช้วิชาฝ่ามือเบญจพิษเข้าเล่นงานเฉียวฟงจนได้ ส่งผลให้ชายร่างใหญ่ตรงหน้าเซถลาไปหลายลี้

"จะ...เจ้า!! " เฉียวฟงกุมหน้าอกของตัวเองเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด สายตามองไปยังเว่ยเฟิงที่ยกยิ้มมุมปากขึ้นเล็กน้อยด้วยความเคียดแค้นอยู่เต็มอก "คุยกันดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้ฉันร้ายหรือไง" ในเมื่อคุยกันดี ๆ ไม่ได้ ก็อย่าหาว่าไม่ปรานี จิตใจต่ำตมเกินเยียวยาขนาดนี้ก็ต้องจัดการไปตามสมควร

"แค่ก ๆ " เฉียวฟงกระอักเลือกคำใหญ่ออกมา

"คนแบบนายน่ะมันเกินเยียวยาแล้วเฉียวฟง" สีหน้าเรียบเฉยของเว่ยเฟิงในตอนนี้ต่างจากตอนแรกที่เฉียวฟงเจอก่อนหน้านี้ลิบลับราวกับเป็นคนละคน

"ข้า..ถ้าข้ารอดให้ไปได้..ทั้งเจ้า..ทั้งมู่หมงฟู่ ผู้คนบนแผ่นดินนี้ข้าจะฆ่าเสียให้หมด"

"ก่อนอื่นนายต้องเอาตัวรอดจากฝ่ามือเบญจพิษของฉันให้ได้ก่อนค่อยกลับมาแก้แค้น"

"....." เมื่อได้ยินชัดเจนว่าสิ่งที่โดนไปนั้นคืออะไรเฉียวฟงเข่าทรุดลงไปกับพื้น วิชามารร้ายกาจของลี้มกโช้วที่ไม่มีผู้ใดทัดเทียม และไม่มีใครบัญญัติกระบวนท่าใด ๆ มาต่อกรได้ เฉียวฟงยังจำได้ดีถึงความร้ายกาจของฝ่ามือเบญจพิษนั้น ก่อนที่ลี้มกโช้วจะลงมือ นางจะประทับรอยฝ่ามือเลือดไว้บนกำแพงหรือผนังบ้านตามจำนวนคนที่ต้องการจะสังหารและมักจะลงมือในเวลารุ่งสาง และไม่ว่าฝ่ายที่ถูกตามล่าจะหนีไปไกลเท่าไร นางก็ตามไปสังหารจนได้

"แต่เสียใจด้วย ฉันไม่ให้โอกาส" เว่ยเฟิงหันปลายกระบี่อิงฟ้าไปทางเฉียวฟง คนแบบนี้เก็บเอาไว้ก็เป็นอันตราย สู้ฆ่าให้ตายเสียยังดีกว่า แต่ทว่ายังไม่ทันจะได้ลงมือเฉียวฟงก็ถอยหนีใช้วิชาตัวเบาเฮือกสุดท้ายปีนป่ายต้นไม้หายลับไป

ทันใดความเจ็บปวดก็แล่นปราดไปทั่วร่างกาย เว่ยเฟิงรู้ทันทีว่าพิษจากกระบวนท่าอะไรสักอย่างของเฉียวฟงกำลังเล่นงานเขา แต่ฉับพลันมันก็เบาบางลงและเขาเชื่อว่าอีกไม่นานมันจะต้องออกฤทธิ์รุนแรงยิ่งขึ้นกว่านี้แน่ ๆ เว่ยเฟิงตัดสินใจควบม้ากลับสำนักสราญรมย์ในที่สุด

เรี่ยวแรงในร่างกายอ่อนล้าลงไปทุกที เหงื่อเม็ดใสเริ่มเกาะกุมตามกรอบหน้า ท้องฟ้าสีส้มครามใกล้ถึงเวลาที่รัตติกาลจะมาเยือน อีกไม่ถึง 100 ลี้เขาก็จะถึงสำนักสราญรมย์แล้ว แต่ทว่าร่างกายไม่สามารถจะต้านทานพิษได้มากไปกว่านี้ เว่ยเฟิงรู้ตัวเองว่าอีกไม่นานเขาจะต้องหมดสติเป็นแน่น เขาดึงผ้าคาดเอวออกแล้วมัดกระบี่อิงฟ้าเข้ากับบังเหียนของม้า

"ไม่ว่า...จะเกิดอะไรขึ้น" เว่ยเฟิงโน้มตัวลงแล้วพูดกับม้าที่เขากำลังควบมันอยู่ ได้แต่ภาวนาในใจว่าขอให้มันเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

"นายต้องวิ่งไปให้ถึง...สำนักสราญรมย์นะ"

"ให้จื่อเซียน….มาช่วยฉัน...ให้ได้นะ" ทันทีที่จบประโยค ทั้งร่างก็หล่นลงพื้นดินอย่างรุนแรง เพราะความเร็วของม้าทำให้ร่างนั้นกลิ้งออกมาไกลอยู่หลายตลบ นอกจากภายในที่บาดเจ็บจากพิษฝ่ามือของเฉียวฟงแล้ว ภายนอกยังต้องมาเจ็บช้ำเพราะตกจากม้าอีก

เป็นโชคดีของเว่ยเฟิงที่ม้าตัวนั้นวิ่งไปถึงสำนักสราญรมย์จนได้ มันหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูของสำนัก ลูกศิษย์คนหนึ่งที่กำลังเดินตรวจตราครั้งสุดท้ายก่อนจะเข้าเรือนพักเจอม้าตัวนี้เข้า เขาสำรวจมันอย่างถี่ถ้วนจึงพบกระบี่เล่มหนึ่งผูกติดกับบังเหียนของม้า เขาแกะกระบี่ออกแล้วรีบนำความไปแจ้งแก่หวังจื่อเซียนทันที

เมื่อทราบความ จื่อเซียนรีบรุดออกไปทันที พบร่างเว่ยเฟิงนอนหมดสติอยู่บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยก้อนกรวด ตามร่างกายมีแผลถลอกเล็กน้อยจากการที่ร่างกายไถลไปกับพื้นดิน ความคุกรุ่นปะทุขึ้นในใจว่าเหตุใดเว่ยเฟิงจึงมีสภาพเป็นเช่นนี้

อาการเบื้องต้นของเว่ยเฟิงหลังจากตรวจดู พบว่า เขาโดนวิชาสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกรเล่นงานเข้าให้ แต่ยังโชคดีที่โดนแค่เพียงหนึ่งฝ่ามือเท่านั้น ถ้าหากว่าโดนครบทั้งสิบแปดฝ่ามือก็เกรงว่าเว่ยฟิงอาจจะไม่มีชีวิตรอด

"กะ...เกิดอะไรชึ้น"

"...."

"ทะ...ทำไมเว่ยเฟิงเป็นแบบนั้น" จี้หยางที่รู้ข่าวก็รีบตามมาดูทันที อาการของเว่ยเฟิงดูสาหัสกว่าที่เขาได้ยินมา ตามร่างกายมีแผลถลอกและเศษดินเปรอะเปื้อน มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรังไหลเป็นทางยาว

“โดนสิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร แต่ไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนทำ”

“สิบแปดฝ่ามือพิชิตมังกร” จี้หยางรำพึงรำพันกับตัวเองเบา ๆ

“เจ้าช่วยไปเตรียมน้ำอุ่นกับผ้ามาให้ข้าที” พูดจบจื่อเซียนก็เลิกแขนเสื้อของเว่ยเฟิงขึ้นไปคืบหนึ่งแล้วตรวจตราให้แน่ชัดว่าในร่างกายมีส่วนใดได้รับความเสียหายบ้าง จะได้รักษาตามอาการ จี้หยางเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งออกไปทำตามที่จื่อเซียนไหว้วาน เพราะถึงอยู่ตรงนั้นตัวเองก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก

จื่อเซียนจัดแจงท่าทางเว่ยเฟิงให้อยู่ในท่านอน แกะเสื้อนอกออกเล็กน้อย แผ่นอกส่วนบนเผยออกมาสู่สายตา จื่อเซียนค่อย ๆ ทาบมือลงไปบนหน้าอกเปลือยเปล่านั้น แต่จู่ ๆ ก้อนเนื้อในอกตัวเองก็กระตุกวูบในเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนที่มันจะเต้นโครมคราม เขารีบชักมือออกอย่างรวดเร็ว สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อรวบรวมสติอีกครั้งแล้วทาบมือลงไปอย่างแผ่วเบา พลังปราณของจื่อเซียนไหลเข้าสู่ร่างกายของเว่ยเฟิงช้า ๆ มันจะค่อย ๆ เติมเต็มพลังปราณของเว่ยเฟิงที่พร่องไป ขับพิษ และปรับสมดุลหยินหยางให้คงที่ หลังจากนั้นเมื่อเว่ยเฟิงอาการดีขึ้น ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องฟื้นฟูร่างกายอีกครั้ง

เว่ยเฟิงใช้แรงทั้งหมดพยายามดันเปลือกหนักอึ้งให้เปิดออก สายตาค่อย ๆ ปรับโฟกัสจนสามารถมองได้ชัดเป็นปกติ แสดงว่าเขากลับมาถึงที่นี่โดยปลอดภัย

“ปางตายขนาดนั้นยังไม่ส่งกูกลับบ้านอีกเหรอวะเนี่ย” เว่ยเฟิงหัวเสียเล็กน้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็ถือว่าโชคดีที่รอดจากเฉียวฟงมาได้

“อ้าว พี่เซียวจ้าน ตื่นแล้วเหรอ” เสียงผลักประตูไม้ดังขึ้นพร้อม ๆ เสียงของใครบางคนที่สร้างความแปลกใจให้เว่ยฟิงมากที่สุดในเช้านี้

“......”

“เป็นไงบ้าง ดีขึ้นหรือยัง” จี้หยางวางถังไม้ขนาดเล็กไว้บนโต๊ะก่อนจะวิ่งเข้ามาหาเว่ยเฟิง

“ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ แล้วนี่มาได้ไงเนี่ย” แม้จะสงสัยว่าถังไม้ที่จี้หยางถือมามันคืออะไร แต่สิ่งอื่นใดที่สงสัยกว่าก็คือจี้หยางมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ควรจะอยู่ที่ง๊อไบ้ไม่ใช่เหรอ

“จื่อเซียนไปรับผมมาเพราะอยากให้มาอยู่เป็นเพื่อนพี่ไง”

“ห๊ะ?? ”

“ผมไม่รู้นะว่าพี่ไปพูดอะไรใส่เขา” จี้หยางรู้ดีว่าเว่ยเฟิงได้ยินคำตอบชัดเจน จึงเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ฟังต่อ

“.....”

“แต่เขาบอกว่า ผมเป็นคนรู้จักคนเดียวของพี่ เลยอยากให้มาอยู่กับพี่ มาช่วยงานพี่ อะไรทำนองนี้แหละ”

“ไม่นะ...ไม่ได้พูดอะไรเลย” แน่ใจเสียยิ่งกว่าแน่ใจว่าเขาไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกไปแน่ ๆ

“พี่รู้ป้ะ ตอนที่พี่หลับอ่ะ จื่อเซียนเฝ้าพี่ทั้งวันทั้งคืนเลย”

“.....”

“เช็ดตัวให้พี่ คอยเช็กอาการตลอด”

“.....”

“ผมเพิ่งให้เขาไปพักเมื่อกี้นี้เอง”

เว่ยเฟิงไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ของมู่หยงฟู่เมื่อวาน นางเอกของเรื่องโกนหัวบวชชีไปแล้ว มีตัวละครเฉียวฟงเข้ามาในไทม์ไลน์แม้ในนิยายจะไม่มีตัวละครนี้ก็ตามทำให้สมองของเว่ยเฟิงทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะเรียบเรียงมันออกมาให้ได้แต่ทว่ามันกลับขาวโพลนและตื้อตันเกินกว่าจะคิดอะไรออกในช่วงเวลาแบบนี้ แล้วไหนจะเรื่องที่จื่อเซียนคอยดูแลนี่ก็เป็นเรื่องแปลก นิสัยเสียแบบนั้นไม่น่าจะดูแลใครได้ด้วยซ้ำ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ดูเหมือนว่าเรื่องมันจะยิ่งวุ่นวายขึ้นเรื่อย ๆ แล้วทีนี้เขาจะหาทางกลับบ้านได้ยังไง ยังมีหวังที่จะได้กลับบ้านอยู่หรือเปล่า

“ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้” จู่ ๆ เว่ยเฟิงก็ถามออกมา

“หือ?? ทำไม เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

“ฉันว่าตัวละครของนายกำลังมีปัญหา”

“.....”

“มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ ๆ ”

 

……………………………………

เออ มันผิดพลาดตั้งแต่พวกแกเข้ามาในนิยายแล้วจ้าาาา

 

 

เรื่องจะแจ้ง

1. เรื่องนี้มี NC

2. เรื่องนี้มีภาค 2

3. จะจบเมื่อไรไม่รู้

 

กลับมาแล้วจ้าาาา ทำฟรีแลนซ์ไปแบบหนักหน่วง เพราะเขาจ้างเรื่อยๆ แล้วก็หวังให้เขาจ้างต่อ 55555 ขอบคุณคนที่รอด้วยนะคะ ดีใจมากๆที่รอกัน 15 ตอนเข้าไปแล้ว สนุกกันบ้างมั้ย งงมั้ย อ่านเข้าใจหรือเปล่า ไม่สะดวกบอกในเมนท์ไปบอกในทวิตก็ได้ค่ะ แต่ในทวิตเราชอบสปอยนะ 55555

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 71 ครั้ง

172 ความคิดเห็น

  1. #136 Alljae (@Alljae) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 8 มีนาคม 2563 / 11:15
    สู้ๆๆๆๆ
    #136
    0
  2. #123 momoji46 (@momoji46) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 19:09

    เป็นกำลังใจให้ไรท์จ้า
    #123
    0
  3. #120 Tisalnohc (@magickizz) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 08:43
    สู้ๆนะไรท์ เราคิดถึงเรื่องนี้เสมอ
    #120
    0
  4. #119 tang201137 (@tang201137) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 06:49
    รอค่าาาา สู้นะคะ
    #119
    0
  5. #118 Nekuta (@Nekuta) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 06:41
    รอเลยค่าาา เราว่าอ่านแล้วเข้าใจนะ ไม่งงตรงไหน เนื้อเรื่องค่อยๆเดินแล้วก้ค่อยๆแก้ปมไปทีละจุด น่าติดตามมากค่ะว่าจะเป็นไงต่อไป แต่ตอนนี้เนื้อเรื่องชักป่วนไปเรื่อยแล้วสิ~ สู้ๆนะคะไรต์ เป็นกำลังใจให้นะ
    #118
    0
  6. #117 R.chura (@demonedark) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 02:08
    สู้ๆนะคะ ไรต์ ชอบเรื่องนี้มากเลย มีสองภาคด้วย

    เย้ๆๆ
    #117
    0