ตอนที่ 1 : Ch 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 275
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 พ.ค. 60





1.



     โทรศัพท์บ้านแผดเสียงดังลั่น ฝุ่นที่เกาะอยู่บนเครื่องฟุ้งกระจายตามแรงสั่น


               ในยุคที่แทบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือติดตัว เสียงกริ่งของโทรศัพท์บ้านจึงฟังไม่คุ้นนัก หลายอึดใจกว่าเจ้าของบ้านจะจำได้ว่ามีเครื่องมือสื่อสารชนิดนี้อยู่ เขายกหูฟังขึ้นแนบใบหน้า คันจมูกยุบยิบเพราะละอองสกปรก


     

     “สวัสดีครับ” เสียงทุ้มเอ่ยพร้อมมองออกไปนอกหน้าต่างเพราะฉุกคิดว่าคนโทรหาอาจจะมาถึงแล้ว


     

     ทว่า หน้าบ้านไร้แขกมาเยือน จังหวะเดียวกับปลายสายกล่าวคำขอโทษ คนฟังยิ้มบาง ไม่เชิงเสียใจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียดาย


     

     

     “ผมนึกห่วงอยู่ว่าคุณจะเดินทางลำบาก ปีนี้หิมะตกเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน...ครับ...ไม่มีอะไรขาดเหลือครับ ผมอยู่ได้แน่นอน...ครับ...ไว้เจอกันตอนฤดูใบไม้ผลิดีกว่า”



     เสียงหัวเราะสั้นๆ ตบท้ายบทสนทนา



     “คุณคิดว่าที่นี่มีสัญญาณมือถือชัดเจนเหรอครับ ยิ่งหิมะตกแบบนี้ ลืมไปได้เลย โชคดีแค่ไหนที่สายโทรศัพท์ยังใช้ได้”



     ‘ถ้าห่วงก็โทรมาบ่อยๆ แล้วกัน’ อยากจะลงท้ายเช่นนั้น แต่ดูจะเลยเถิดเกินไป



     หูฟังวางคืนลงบนตัวเครื่อง มือกร้านปัดฝุ่นหนาเตอะ...ตั้งใจจะทำความสะอาดโทรศัพท์เสียบ้าง เพราะเพิ่งเห็นค่าว่ามันคือสิ่งเดียวที่ทำให้เขาติดต่อกับโลกภายนอกได้ในฤดูกาลนี้



     จะว่าไป ควรเคลียร์ทางออกก่อนสายเกินแก้สินะ



     เสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่แขวนอยู่บนราวไม้ใกล้กับประตู เจ้าของเดินไปคว้ามาสวมพลางสำรวจสภาพอากาศด้านนอก หิมะโปรยปรายลงมาต่อเนื่องและทำท่าจะหนาตาขึ้น  เขาตัดสินใจสวมถุงมือหนังเนื้อหนาแทนอีกคู่ที่ทำจากไหมพรมถักสีตุ่น



     ทันทีที่เปิดประตู ลมหนาวจัดก็ปะทะใบหน้าทันที อากาศเย็นเสียจนความอุ่นจากผิวละลายเกล็ดหิมะไม่ทัน มันเกาะพราวอยู่บนจมูกจนเขาต้องปาดออก...บ้านซึ่งถูกสร้างจากไม้ซุงสีน้ำตาลเข้ม ตอนนี้หลังคากลายเป็นสีขาวโพลน ไม่ต่างอะไรกับพื้นโดยรอบที่ตอนนี้ถูกหิมะปกคลุมจนไม่เห็นถนนอิฐ



     ในใจเริ่มลังเล...หรือจะปล่อยให้หิมะตกทับถมไปก่อนแล้วค่อยตักทีเดียวตอนเช้า แต่เมื่อย้อนคิดถึงอดีตที่หิมะหนาท่วมจนเปิดประตูไม่ได้...ก็ตัดสินใจว่าควรจะผ่อนหนักให้เป็นเบา



     เสียงพลั่วดังสวบๆ ก้องไปทั่วบริเวณ บ้านพักหลังนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขา ในที่ดินกินอาณาเขตระหว่างหนึ่งเมืองใหญ่และหนึ่งเมืองเล็กริมทะเล ถนนเส้นเดียวที่ตัดผ่านอยู่ห่างออกไปจากตัวบ้านราวสามร้อยเมตร...เขาค่อยๆ ตักหิมะให้พ้นทางเดินปูอิฐอย่างไม่หนักแรง...ด้วยขนาดตัวของเขา พลั่วเหล็กก็เหมือนช้อน หิมะก็เหมือนน้ำแข็งใสในฤดูร้อนเท่านั้น



     แม้เวลาจะยังไม่เที่ยง แต่แสงแดดดูเหมือนจะสู้กับเมฆหนาไม่ไหว ฟ้าครึ้มและลมแรงขึ้นเรื่อยๆ มือใหญ่กำพลั่วแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความเย็นที่ซึมผ่านถุงมือ ตั้งใจว่าจะเร่งให้ไวกว่าเดิมเพื่อรีบกลับเข้าบ้าน



     แต่เมื่อลงพลั่วครั้งถัดมา แรงสะเทือนทำให้หิมะชั้นบนกระจายออก...แม้ทั่วบริเวณจะขาวโพลนชวนตาลาย แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นคือผืนผ้าแน่นอน...เขาเสียบพลั่วลงดิน ลดตัวลงนั่งแล้วลองดึง



     กลายเป็นว่าผ้าสีขาวนั้นคือส่วนนึงของเสื้อ พอปัดหิมะที่ปกคลุม...จึงได้เจอกับร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่…



     ศพ...อีกแล้วเหรอ…



     บนภูเขาห่างไกลชุมชน เป็นสถานที่เหมาะสมที่จะเอาศพมาทิ้งเสมอ ตั้งแต่เขาถูกส่งมาอยู่ที่บ้านนี้ มักจะเจอศพปีละครั้งสองครั้ง…ไม่รู้จะใช้คำว่าโชคดีได้รึเปล่าที่มีคนเอาศพมาทิ้งในหน้าหนาว อย่างน้อยมันก็ไม่เน่าไวเหมือนหน้าร้อน ทุกครั้งที่พบศพ เขาจะตรวจดูลักษณะและใบหน้าแล้วโทรไปถาม ‘คนที่น่าจะรู้’ ถ้าเป็นฝีมือของฝ่ายนั้นก็จะจัดการฝังให้ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม



     ร่างนี้โครงสร้างไม่หนา คะเนด้วยสายตาไม่สูงใหญ่ เขาจับไหล่แล้วพลิกให้ตัวหงายขึ้นมา...ไม่ใช่ผู้หญิง ดูเหมือนจะเป็นเด็กผู้ชาย



     ไม่เคยเจอศพเด็กมาก่อน แปลกมาก…



     เขาย้อนกลับบ้าน เปิดมือถือที่ตอนนี้ไม่มีสัญญาณเพื่อดูเบอร์ที่บันทึกไว้ ใช้โทรศัพท์บ้านโทรไปหาคนที่น่าจะรู้



     แล้วได้คำตอบว่า ‘ไม่รู้’ ...สบายเลย งั้นปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น เขาถอนหายใจที่ไม่ต้องเหนื่อยต่อ ยกกาน้ำขึ้นตั้งบนเตาไฟ กะจะชงกาแฟดื่มให้หายหนาว



     ...แล้วนึกได้ว่าดันลืมพลั่ว...ขืนปล่อยทิ้งไว้ได้จมหายไปกับหิมะแน่นอน ไม่มีสำรองเสียด้วย



     ฝ่าลมหนาวออกมาจากบ้านอีกรอบ คราวนี้ลมแรงขึ้น น่าจะกลายเป็นพายุหิมะในไม่ช้า พลั่วที่ปักทิ้งไว้เอนจนเกือบล้ม เขาก้มลงหยิบ



     หางตาเหมือนเห็นร่างที่เจอขยับเล็กน้อย เขาสะดุ้งเฮือก แล้วหันไปมอง



     ใต้หิมะและเส้นผมที่ปรกใบหน้า นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนปรือปรอยขึ้นมา...เหมือนลูกแก้วสีสว่างท่ามกลางทิวทัศน์อันขาวโพลน



     อีกฝ่ายใช้เวลาอึดใจกว่าจะรับรู้ว่ามีใครจ้องมองตนอยู่...รอยยิ้มแผ่วจางปรากฎบนริมฝีปากบางขาวซีด...ก่อนดวงตาจะปิดลงอีกหน…



     ไม่รู้ว่าเพราะศีลธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ หรือเพราะรอยยิ้มปริศนาที่อีกฝ่ายส่งให้...แต่เขาเลือกจะทิ้งพลั่วเอาไว้ แล้วช้อนร่างไร้สติขึ้นอุ้ม




TBC


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

72 ความคิดเห็น

  1. #13 TimeSuns (@yamamoto18) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 / 21:15
    ศพ ... อีกแล้วเหรอ ......... อะไรคืออีกแล้วเหรอ  ปักป้าย “กรุณาอย่าทิ้งศพเรี่ยราด” ดีมะ  ปล่อยทิ้งไว้ก็เป็นซากอยู่แถวนี้อยู่ดี 55555555
     
    .
    .
    .
     
    เราขออายุและส่วนสูงพระ-นาย ... 
     
    #13
    1
    • #13-1 macho_luglio (@macho_luglio) (จากตอนที่ 1)
      25 พฤษภาคม 2560 / 09:00
      กรั่กๆๆๆ บางทีก็ไม่เก็บค่ะ ปล่อยทำปุ๋ย-----

      วาสโก้ - 39 ปี สูง 190 เซน, เนเว่ - 19 ปี สูง 165 เซน ค่ะ (- -,,
      #13-1
  2. #7 .EmptyVonix (@EmptyVonix) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 15:32
    เปิดอ่านตอนแรกก็รู้สึกติดเลยค่ะ เขาดูเป็นคนมีเสน่ห์ดีจัง
    #7
    1
    • #7-1 macho_luglio (@macho_luglio) (จากตอนที่ 1)
      19 พฤษภาคม 2560 / 21:50
      โฮวววว ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ขอแค่มีคนชอบตัวละครเราก็ดีใจแล้ว โดยเฉพาะเนเว่ (T///T
      #7-1