ตอนที่ 7 : Ch 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 59
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 พ.ค. 60


เปลี่ยนภาพเปิด ฤดูใบไม้ผลิแล้วค่ะในเรื่อง (- -,,




7.

 

 

 

ฤดูใบไม้ผลิมักจะถูกตั้งให้เป็นจุดเริ่มต้นใหม่อันสวยงามเสมอ…


 

หิมะที่เคยหนาท่วมไปทั้งเนินเขากว้าง เริ่มละลายและซึมลงสู่ผืนดิน แม้อากาศจะยังเย็น หากมีแสงแดดสว่าง


 

วันนี้วาสโก้มีแพลนจะพาเนเว่ไปยังเมืองเรเวน หลักๆ เพื่อไปนำเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวมายังบ้านไม้ซุงแห่งนี้ ในฐานะคนเฝ้าที่ดินคนใหม่ เขาตื่นมาลองเครื่องรถยนต์ 4WD แต่เช้า แล้วนึกขอบคุณที่มันยังสตาร์ทติด ไม่อย่างนั้นคงต้องใช้รถมอเตอร์ไซด์หรือรถ ATV ฝ่าลมเย็นไปแทน


 

“จะไปหรือยัง”


 

เจ้าของรถตะโกนถามคนในบ้าน ซึ่งรีบโผล่หน้าออกมาทันที หลังตรวจเช็คล็อกประตูเรียบร้อยแล้วจึงเดินมายังรถคันใหญ่...เนเว่มีของติดตัวกลับไปยังเมืองเท่ากับตอนขึ้นเขามา คือเสื้อผ้าที่สวมอยู่ กระเป๋าสะพายหนังใบเล็ก และเสื้อโค้ทพับใส่ถุงที่พอจะหาได้ในบ้าน


 

“ในที่สุด ฉันจะไม่ต้องเห็นเจ้าเสื้อสีฟ้าลายขวางอย่างกับคนคุกตัวนี้ซะที” วาสโก้หยอก ขณะออกรถลงจากเนินเขา


 

คนถูกล้อโต้กลับทันควัน “ผมมีลายนี้อยู่ที่บ้านอีกตั้งหลายตัว เดี๋ยวจะขนมาใส่ให้หมด”

 

 

เมื่อเข้าเขตที่สัญญาณต่างๆ ส่งมาถึง วิทยุในรถซึ่งเปิดทิ้งไว้จึงเริ่มส่งเสียงเพลงออกมาจากลำโพง เนเว่ลองหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเช็คดู ทันทีที่เปิดเครื่องเสียงข้อความมือถือก็ร้องเตือนรัวกระหน่ำ เขาตกใจจนเกือบทำเครื่องหลุดมือ รีบปิดเสียงอย่างลนลาน


 

“เพื่อนเยอะเหมือนกันนี่เรา” วาสโก้ตั้งข้อสังเกต


 

“อา...โฆษณาทั้งนั้นครับ ผมมันคนเพื่อนน้อย” ตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ นิ้วขาวไล่ดูทีละข้อความ ลบทิ้งไปบ้าง


 

“แล้ว…” หนุ่มใหญ่กระดากใจกับคำถามในหัว แต่ก็ตัดสินใจพูดออกมา “คนที่เข้าหาล่ะ...แบบเล็งนายเอาไว้”


 

เนเว่หันมามองแบบงงๆ กว่าจะประมวลผลเสร็จ “ไม่มีหรอกครับ คนอย่างผมใครจะอยากเข้าหากัน”

 


คำตอบทำให้คนฟังขมวดคิ้ว “อ้าว...แล้วฉันล่ะ”


 

“เพราะผมเข้าหาคุณก่อนต่างหาก” หนุ่มน้อยหัวเราะคิก “ถ้ามีคนอื่นในที่นั้น คุณอาจจะไม่ชายตาผมเลยก็ได้ ไม่ใช่ว่าคุณรสนิยมแย่นะครับ...แค่ผมไม่ดีพอ”


 

วาสโก้คิดตาม...ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากมีสาวสวยหุ่นงามหรือสาวน่ารักอ่อนหวานอยู่ร่วมบ้าน เขาคงไม่มีวันแตะต้องเด็กผู้ชาย…


 

แต่ถึงอย่างนั้น การถล่มตัวเองของอีกฝ่ายก็ควรได้รับคำค้าน “นายไม่ได้แย่เสียหน่อย...ต้องมีเรื่องรักใคร่บ้างสิ”


 

“มีบ้างครับ แต่ว่า…” เนเว่อมยิ้ม เกยคางกับหน้าต่างก่อนพูดต่อ “ถ้าเปรียบคนเราเหมือนสีสัน ผมคงเหมือนสีขาว...ใครมาผสมด้วยก็มีแต่ทำให้เขาจืดจาง ในที่สุดก็เบื่อและจากไปผสมกับสีอื่นเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า...ฟ้ากับเหลืองได้สีเขียว แต่ฟ้ากับขาว ได้แค่สีฟ้าชืดๆ ไม่มีใครอยากดูเสมอตัวหรือแย่ลงหรอกครับ”


 

เจ้าหมอนี่ต้องเคยอกหักแน่นอน วาสโก้สรุปอยู่ในใจ


 

“แต่ฉันชอบสีฟ้าอ่อนนะ”


 

“เอ๊ะ” คนฟังหันมา


 

“บางคนอาจไม่ต้องการอะไรแปลกใหม่นักหรอก” ดูเหมือนเขาจะพูดจาลึกซึ้งได้เข้าท่าดีเหมือนกัน

 

ฝ่ายที่อ้างตัวเองว่าจืดจางอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ ยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้คนข้างๆ “...แล้วจะรอดูนะครับ”


 

เหมือนถูกท้าทายอย่างไรชอบกล คนอายุมากกว่าจึงยกมุมปากรับคำ “อืม รอดูไปด้วยกัน”


 

หลังจากนั้นไม่มีบทสนทนาใดอีก หากความรู้สึกดีอบอวลไปทั่วบรรยากาศ...คำหวานก็คือคำหวาน แม้ไม่ใช่คำสัญญาสาบาน แต่ก็ช่วยหล่อเลี้ยงความหวังในหัวใจ...



 

---------

 

 

ในบรรดาเมืองน้อยใหญ่ของภาคพื้นแถบนี้ เรเวนจัดเป็นเมืองที่มีบรรยากาศคึกคักที่สุด รูปแบบอาคารผสมกันระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ ข้างอาคารอิฐที่เต็มไปด้วยไม้เลื้อยรก คือร้านอาหารหรูหราหลังคาสร้างจากโดมแก้ว หรือร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าเปิดไฟนีออนจัดจ้านก็อยู่ติดกับร้านขายของชำเก่าโทรม การจราจรค่อนข้างหนาตาเพราะประชากรนิยมใช้รถยนต์ส่วนตัว มอเตอร์ไซด์ จักรยาน หรือแม้แต่เกวียนเทียมลา…


 

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่วัตถุที่แตกต่าง ฐานะของชาวเมืองก็หลากหลาย...ย่านทิศเหนือของเมืองเต็มไปด้วยคฤหาสน์หรูหรา เป็นที่อยู่อาศัยของบรรดานายทุนและผู้มีอิทธิพล ในขณะที่ย่านทางใต้นั้นเต็มไปด้วยตึกเก่าโทรม เป็นที่อยู่อาศัยของคนยากจนและบุคคลไม่พึงประสงค์ของทางการ...มีสูงสุดและต่ำสุดย่อมมีกึ่งกลาง บ้านของเนเว่อยู่ในบริเวณนั้น แออัดไปด้วยหมู่ตึกที่ทำการต่างๆ และอาคารสำหรับพักอาศัย


 

รถคันใหญ่เลี้ยวเข้าจอดข้างกำแพงอิฐแดง แนวกั้นอาณาเขตนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายไร้ประตู้รั้ว ด้านหลังเป็นอพาตเมนต์สูงสี่ชั้น มีระเบียงและบันไดอยู่ด้านนอกตามรูปแบบตึกรุ่นเก่า ประตูแต่ละห้องหลากสีไม่ซ้ำ บ่งบอกว่ามันผ่านการซ่อมแซมและมีผู้อยู่อาศัยมาหลายสิบปี


 

“คุณรอที่รถก็ได้นะครับ ผมขึ้นไปเก็บของไม่นานหรอก” เนเว่กล่าวขณะปลดเข็มขัดนิรภัยออก


 

“ห้องนายอยู่ไหน” เจ้าของรถถาม กวาดสายตาไปยังอาคารตรงหน้า คะเนด้วยสายตามีประมาณสี่สิบห้อง


 

“ผมว่าคุณเดาได้ไม่ยากนะ” ตอบเสร็จจึงเปิดประตูลงจากรถไป


 

วาสโก้มองตามแผ่นหลังเล็ก...เพราะเท้าปลอมทำให้เดินกะเผลกนิดๆ ตลอดเวลาเหมือนหุ่นกระบอกชอบกล ผู้อยู่อาศัยชั้นล่างทักทายเมื่อเห็นเจ้าตัว เนเว่หยุดแวะแล้วคุยด้วยสองสามประโยค ก่อนจะโบกมือขอตัวแล้วเดินขึ้นบันไดไปทีละชั้น


 

วาสโก้ยิ้มบาง เมื่ออีกฝ่ายเลี้ยวเข้าระเบียงชั้นสามและหยุดที่ห้องแรกซึ่งมีประตูสีฟ้าอ่อน เจ้าของห้องหันมาโบกมือให้เขา ก่อนจะหายเข้าไป


 

เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที ประตูสีฟ้าจึงเปิดออก เนเว่สะพายกระเป๋าหนังใบเดิม เพิ่มเติมคือเป้ใบใหญ่เกินตัวบนหลัง อีกฝ่ายเดินลงมาจากบันได แวะทักทายคนรู้จักที่ชั้นสองแล้วลงมาต่อ แวะคุยกับคนที่เข้ามาหาอีกครั้งก่อนออกจากใต้อาคาร...เรื่องที่เจ้าตัวบอกว่าเพื่อนน้อยดูจะไม่เป็นความจริงเท่าไหร่


 

วาสโก้ยืนยันความคิดตัวเองอีกครั้ง เพราะก่อนเจ้าตัวเล็กจะเดินมาถึงรถ มีหนุ่มผิวแทนคนนึงเข้ามากอดคออย่างสนิทสนม คุยกันชุดใหญ่ จนเนเว่ทำท่าขอตัวก็ยังไม่ยอมปล่อย แถมเดินตามมาถึงรถ


 

“ขอโทษที่ช้านะครับ” เพราะเสียเวลากว่าที่คิด จึงส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “ส่วนนี่ ปิแอร์ เพื่อนของผมครับ”


 

“ฮายยยยยยย” คนถูกแนะนำยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว เจ้าตัวเป็นหนุ่มผมทองตาสีเขียวด้วยเลือดคอเคซอยด์เต็มขั้น ผิวแทนนั้นคงเกิดจากการอาบแดด “เมื่อกี้ผมเพิ่งกลับมา เห็นรถไม่คุ้นเลยมองๆ อยู่ ที่แท้มากับหมอนี่”


 

“สวัสดี” วาสโก้ตอบรับสั้นๆ ไม่คิดจะใช้คำสนิทสนมด้วย เขาเลี่ยงการสนทนาด้วยการหยิบขวดน้ำขึ้นดื่ม


 

ดูเหมือนปิแอร์จะไม่ถือสากับท่าทีห่างเหินนั้น เขาเขย่าตัวเพื่อน “สุดหล่อคนนี้เป็นอะไรกับนาย แนะนำหน่อยสิ”


 

“เอ่อ…” เนเว่หัวสั่นขณะคิดว่าควรแนะนำอย่างไร ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ “่พ่อฉันเอง”


 

วาสโก้สำลักน้ำพรวด


 

ปิแอร์หัวเราะลั่น ยิ่งเขย่าร่างเล็กแรงกว่าเดิม “อย่ามาโกหกกันนะเจ้าพิน็อคคิโอ้! พ่อนายไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ถึงดูแล้วจะรุ่นลุงพอกันก็เถอะ”


 

วาสโก้คิดว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในวัยที่จะเรียกว่าลุง...นะ


 

“ล้อเล่น เขาเป็นหัวหน้าของฉันต่างหาก” แต่งตั้งตำแน่งให้พลางแกะแขนเพื่อนออกจากตัว “ฉันจะไปทำงานกับเขาบนภูเขา อาจจะไม่ค่อยได้กลับ ฝากนายดูห้องด้วยได้ไหม”


 

“อ้าวๆ ฝากฝังกันแบบนี้ ต้องคิดค่าแรง” อีกฝ่ายยอมปล่อยมือ ช่วยเปิดประตูและยื่นแขนให้เพื่อนใช้เป็นหลักยึดตอนตะกายขึ้นรถคันใหญ่ “วันไหนว่างต้องมาเลี้ยงเบียร์สี่ขวดที่บาร์ ตกลงไหม”


 

“ได้” เนเว่ตอบรับ


 

“คุณหัวหน้าก็มาด้วยนะครับ เราจะได้ทำความรู้จักกันมากกว่านี้” ปิแอร์เกาะขอบหน้าต่าง ทำตัวเป็นกันเองทั้งที่เพิ่งจะพบหน้า


 

แน่นอนว่าวาสโก้ไม่ตอบ เขากดปุ่มเลื่อนปิดกระจกไฟฟ้า ไล่ให้หนุ่มผิวแทนชักมือออก


 

เนเว่โบกมือให้เพื่อนที่ยืนส่ง จนรถเลี้ยวตรงมุมถนนจึงหันมา “ปิแอร์อาจจะเอะอะไปบ้าง แต่เขาเป็นคนดีนะครับ”


 

คนฟังไม่มีท่าทีอยากรับรู้ แต่เปลี่ยนไปประเด็นคาใจแทน “...ฉันอายุเท่าพ่อนายเหรอ”


 

นัยน์ตาสีฟ้ากะพริบถี่ ก่อนจะหัวเราะก๊าก “ติดใจเรื่องนี้ด้วยเหรอครับ”


 

“ไม่ได้หรือไง” คนขับขมวดคิ้ว แกล้งเข้าโค้งแรงๆ ให้คนนั่งข้างหัวโขกหน้าต่าง


 

เนเว่กุมหัวร้องโอย แต่ยังไม่เลิกขำ “ไม่เท่าครับ พ่อผมปีนี้อายุห้าสิบห้าแล้ว แก่กว่าคุณทั้งเยอะ แล้วคุณเองก็ยังไม่ถึงวัยลุงสักหน่อย”


 

“จริงเหรอ…” ถามย้ำแบบไม่แน่ใจ


 

“รับประกัน วัดจากรสนิยมคนชอบลุงของผมเลย”


 

วาสโก้ยื่นมือไปขยี้ผมขาวๆ นั้นอย่างหมั่นเขี้ยว


 

“ว่าแต่...เดี๋ยวเราต้องไปซุปเปอร์มาร์เก็ตกันนะครับ ปกติคุณชอบที่ไหนเป็นพิเศษรึเปล่า” ถามพลางค้นในกระเป๋าหนัง หยิบกระดาษโน้ตซึ่งจดรายการของจำเป็นเอาไว้ขึ้นมา


 

“ไม่...ปกติฉันแทบไม่ซื้อของเอง” คิดอยู่อึดใจก่อนพูดต่อ “ไปเรเวนมาร์ทแล้วกัน เป็นทางผ่านกลับบ้านพอดี”


 

“อือฮึ…” เนเว่พยักหน้า “แล้ว...ก่อนหน้านี้ตุนเสบียงยังไงเหรอ”


 

“คนรู้จักจัดการให้ คอยซื้อแล้วส่งมา” นิ้วใหญ่เคาะเป็นจังหวะบนพวงมาลัย ขณะรอให้ไฟแดงเปลี่ยนสี “นายจำสายที่โทรเข้าบ้านได้ไหม นั่นล่ะ”


 

“ผมอาจจะจุ้นจ้านเกิน…” สายตายังจับจ้องอยู่บนกระดาษ หากความสนใจพุ่งไปยังคนที่ไม่ได้มองหน้า “แต่ถามได้ไหมครับ...ว่าคือใคร”


 

วาสโก้เงียบไปอึดใจก่อนตอบ “โรซาเลีย...เมียเก่าฉันเอง”


 

เนเว่ตอบรับเบาๆ ในลำคอ “มิน่า คุณถึงได้โมโหตอนพลาดรับสาย”


 

“ประมาณนั้น” คนมีอดีตแบ่งรับแบ่งสู้ “แต่ไม่ใช่ทั้งหมดหรอก ฉันแค่หัวเสียเพราะการสื่อสารอย่างเดียวบนภูเขาดันใช้การไม่ได้...กังวลว่าถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรจะลำบาก”


 

“อย่างนี้นี่เอง”

 

เสียงรับรู้นั้นบ่งบอกว่าโล่งใจ คนพูดพลอยรู้สึกดีขึ้น


 

คิดถูกแล้วที่เขาไม่ได้บอกความจริงไปทั้งหมด...ว่าสายที่โทรมา ไม่ได้มีเพียงโรซาเลีย


 

“เอารายการมาดูหน่อย”


 

เพราะรถติดนานกว่าที่คาด วาสโก้จึงแบมือขอกระดาษโน้ตมาเช็คบ้าง เนเว่ส่งให้ แต่หางตาคนขับเห็นกระดาษอีกใบยังคงอยู่บนมือบาง


 

“นั่นอะไร” คนตัวใหญ่ถามบ้าง

 


“อ๋อ...เศษขยะน่ะครับ ปิแอร์ชอบแกล้งเอามายัดใส่กระเป๋ากางเกงผมอยู่เรื่อย”


 

มือเล็กยื่นมาให้ดู บนเศษกระดาษขอบเปื่อยนั้นมีวงกลมเรียงกันเป็นกลุ่ม เหมือนใครมาฝนดินสอเล่นเอาไว้


 

วาสโก้มองแล้วส่ายหน้า “...วัยรุ่นสมัยนี้ เล่นอะไรกันไร้สาระ”


 

“ฮ่ะๆๆ ผมเองก็เคยแกล้งเอาเปลือกลูกอมไปยัดใส่เป้ของเขาเหมือนกัน บางทีหมอนั่นไม่ได้เอะใจ จนกระทั่งมดขึ้นเต็มไปหมด แล้วก็----


 

วาสโก้หรี่เสียงวิทยุลง เพื่อจะฟังเสียงโทนไม่ต่ำไม่สูงเกินไปของคนนั่งข้างๆ เขาไม่ชอบเรื่องไร้สาระ แต่น่าแปลก พอเป็นเด็กคนนี้เล่าเขากลับฟังได้


 

สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถออกตัวอีกครั้ง ในขณะที่เนเว่ยังคงชวนคุยต่อไป...


 

...พลางแอบพับเศษกระดาษที่อ้างว่าคือขยะ ใส่ลงในกระเป๋าสะพายอย่างแนบเนียน


 

TBC


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

72 ความคิดเห็น

  1. #61 YisTheBEST (@fan-yaoi) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 13:02
    คู่นี้ เหมือนจะหวาน แต่แอบขม ต่างคนต่างหลอกกัน ปิดบังกัน
    ทำไมตอนนี้เรารู้สึกว่า คลื่นลมมรสุมในภายภาคหน้ามันจะต้องรุนแรงถึงขั้นเสียน้ำตาเลยละ TT
    #61
    0
  2. #23 ant (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2560 / 08:36
    กระดาษแผ่นนั้น.....โพยหวยแน่นอน เรามั่นใจ //โดนตบ
    #23
    1
    • #23-1 macho_luglio (@macho_luglio) (จากตอนที่ 7)
      27 พฤษภาคม 2560 / 22:25
      ใช่ครับ ต้องรีบแทง /กร๊ากกกกก
      #23-1