คัดลอกลิงก์เเล้ว

Black Panther Fan Fiction : The Bast's Son

โดย maoto

คิลมองเกอร์ผู้เคยอาจหาญท้าชิงบัลลังก์แห่งวาคานด้าบัดนี้กลายเป็นเพียงจากัวร์ที่ตรอมใจ ทันใดนั้นเองก็หญิงปริศนาไร้ที่มาก็ปรากฎตัวขึ้นต่อหน้าองค์ราชาทีชัลล่า บอกแก่เขาว่าตนคือเพชฌฆาตผู้มาสังหารจากัวร์

ยอดวิวรวม

871

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


871

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


54
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  3 เม.ย. 61 / 21:30 น.
นิยาย Black Panther Fan Fiction : The Bast's Son Black Panther Fan Fiction : The Bast's Son | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Black Panther (2018) Fan Fiction

Pairing : Erik/??? , T'challa/Erik Killmonger

warning :  มีออริจินัลคาร์แรกเตอร์นะจ้ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 3 เม.ย. 61 / 21:30



พ่อฮะ เล่านิทานให้ฟังหน่อย

 

ตัวเขาวัยเด็กร้องขอกับบิดา เขาชอบสีหน้าพ่อตอนเล่าเรื่องบ้านเกิดของพวกเขามากที่สุด พ่อดูมีความสุขผิดกับยามปกติที่พ่อดูเหมือนจะเคร่งเครียดกับบางอย่างที่พ่อคุยกับลุงเจมส์ตลอดเวลา

 

พ่อลูบหัวเขาที่นอนอยู่ข้างกาย ตาสีน้ำตาลเข้มของเด็กน้อยมองพ่อของตนไม่วางตา

 

ดึกแล้ว เอ็นจาดาก้า นอนเถอะ

พ่อฮะ...ผมอยากฟังนิทาน

 

เขาเริ่มประท้วง เด็กน้อยส่งเสียงออดอ้อน ผู้เป็นพ่ออดยิ้มให้กับท่าทีเด็ก ๆ สมวัยของเจ้าตัวไม่ได้

 

ก็ได้ พ่อยอมแล้ว

 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...

 

 

แสงไฟสว่างจนแยงตา อีริคกระพริบตาช้าๆ ภาพตรงหน้าสว่างจนไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน ตาคมดุจเสือจากัวร์เริ่มหาจุดโฟกัสเพื่อปรับให้สายตากลับมาปกติดังเดิม หากแต่สตินั้นยังไม่คืนสภาพเต็มตัวนัก

เขาลองขยับตัว ทันทีที่ลองทำก็พบว่าแขนขาไม่ขยับดังใจนึก ความทรงจำสุดท้ายก่อนจะตื่นก็ค่อยๆไหลเข้ามาในหัว

 

มันยังรักษาได้

 

คำพูดจากกษัตริย์หนุ่มดังซ้ำในหัว


“ไอ้เวรเอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย”


จากัวร์คำรามดังลั่นห้องพักคนป่วย ทุรนทุรายไปมาเยี่ยงสัตว์บาดเจ็บ สุดท้ายอะไรบางอย่างถูกฉีดเข้าร่างกาย สยบเสือร้ายให้นิทราอีกครา

.

.

.

.

.

.


“เขาสงบลงแล้วรึ”

“ใช่ อาการคลุ้มคลั่งหลังจากหลับยาว ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย น้องเลยใช้ยากล่อมประสาทไป”

 

ทีชัลล่าพยักหน้าน้อยๆกับรายงานของชูรีเป็นเชิงอนุญาตให้เจ้าตัวกลับไปทำงานต่อได้ชูรีไม่รอช้าหมุนตัวกลับทันที แต่ว่าจู่สองขาที่ก้าวอย่างปราดเปรียวไปที่ประตูก็หยุดลง เธอหันมาช้าๆหาพี่ชาย

“แล้วถ้าเขาตื่นมาอีก พี่จะทำยังไงต่อ น้องว่าเขาคงไม่ยินดีอยากเจรจาอย่างสันตินักหรอกนะ”

“พี่ก็คิดอยู่”

 

ชูรีกรอกตาไปมา แล้วเท้าเอวให้พี่บังเกิดเกล้า

 

“สรุปไอ้ตอนที่ช่วยไม่ได้คิด พี่จังงัง?”

“พี่ไม่เคยจังงัง” ทีชัลล่าเน้นคำสุดท้ายเป็นพิเศษ

 

เจ้าหญิงขนิษฐายิ้มหวานให้องค์เชษฐาพลางยกนิ้วกลางให้ก่อนจะหายลับตาไป

.

.

.

.

.

.

ทะเลทรายยามค่ำคืนนั้นงดงามจับใจแต่อีริคไม่รั้งรอที่จะหยุดเพื่อเชยชมความงาม เขาสาวเท้าไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย

รอบข้างเด็กหนุ่มนั้นคือหมู่บ้านที่กลายเป็นทะเลเพลิง ระเบิดทิ้งลงตามจุดที่ทีมของเขาระบุลูกแล้วลูกเล่าราวกับดอกไม้บานกลางผืนแผ่นดิน ดอกไม้แห่งความตาย

 

ณ แดนดินที่ให้กำเนิดมนุษยชาติ มนุษยชาติก็ทำลายแผ่นดินที่เป็นเปลนอนของตัวเองเช่นกัน

เพื่อเป้าหมายเขายอมฆ่าแม้แต่พี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์

เพื่อทำลายล้างคนขาวที่บีบให้เขาต้องมาฆ่าชาวแอฟริกันด้วยกันเอง

เพื่อสังหารฆาตกรที่เรียกตัวเองว่ากษัตริย์วาคานด้า

 

เสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมากสำนวนที่เขาเคยได้ยินจากประเล็กๆห่างไกลแห่งหนึ่งที่รักษาเอกราชจากเจ้าอาณานิคม เช่นนั้นเพื่อเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าจะสละมากกว่านี้นั้นก็ไม่มีวันลังเล เพราะพ่อที่โลกทั้งใบนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว สิ่งที่สิงสู่ในร่างกายและสั่งการให้มันขับเคลื่อนก็มีเพียงความแค้นเท่านั้น

 

เด็กน้อยจากโอ๊คแลนด์ผู้ไล่ตามแดนในนิทานนั้นช่างหลงทางไปไกลเหลือเกิน

 

ประสาทที่ถูกฝึกมาอย่างดีของอีริคจับบางอย่างได้ เขาหันควับไปทางด้านหลัง มือกระชับปืน HK416 พร้อมจะยิงกราดใครไม่ก็อะไรที่เคลื่อนไหวทันที

ทันทีที่ร่างหมุนไปตามสันชาตญาณ บางอย่างก็พุ่งเข้าใส่ เขากดไกปืนอย่างไม่ลังเลแต่ไม่โดนสิ่งใดเลย บางอย่างนั่นพุ่งไปมารอบตัวเขาอีริคสาดกระสุนใส่ตามทันที

ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและวนซ้ำไปมา บางอย่างนั่นเคลื่อนไหว เด็กหนุ่มสาดกระสุน

อีริคไม่สะทกสะท้านอะไรมากนักสมองเริ่มประมวลผลหาทางจัดการกับศัตรูที่มองไม่เห็นนี่ แสยะยิ้มอย่างพอใจ เกมนี้เริ่มท้าทายขึ้นทุกที

 

“ตอบโต้ได้ดีนี่เจ้า”

 

เสียงหวานของผู้หญิงดังขึ้นที่ข้างหู เขาหมุนตัวแล้วยิงตามที่มาของเสียงปริศนานั่นแต่ก็ไม่มีผู้ใดยืนอยู่

 

“แกเป็นใครวะ!?

 

ครั้นพอตะโกนออกไป เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นเบาๆ

“เจ้าสังหารไปมากเหลือเกินจากัวร์หนุ่ม”

 

เมื่อสิ้นเสียงปรากฏร่างหญิงสาวปราดเปรียวผู้หนึ่งยืนตรงหน้า ตาสีทองของนางเป็นประกายวาววับในความมืดไม่แยแสกระบอกปืนที่จ่อที่ตัวเองเลยสักนิดและนั่นเป็นการเผชิญหน้ากันของอีริคและยมทูต

.

.

.

.

.

.

แล็บวิจัยส่วนตัวขององค์หญิงขนิษฐาชูรีที่เคยสงบกลับวุ่นวายไปทั่ว หน่วยโดร่า มิราเจปรากฏในทุกตารางนิ้วเพื่อหาตัวผู้บุกรุก ขณะเดียวกันที่วังกษัตริย์หนุ่มและเจ้าหน้าที่รอสส์รีบร้อนวิ่งไปที่ยานบินเพื่อตามไปสบทบที่แล็บ

 

“นั่นคือคนของคุณหรือคุณรอสส์?” ทีชัลล่าถามคนข้างพร้อมกับเร่งรุดไปประจำที่คนขับ จัดการนำยานขึ้นทันทีน้ำเสียงดูร้อนรนผิดกับยามปกติโดยสิ้นเชิง

“ไม่เชิง...เขาผ่านสมรภูมิเดียวกับคิลมองเกอร์ คิดว่าคงมาช่วย”

 

“อุตส่าห์มีเพื่อนกับเขาด้วยนะ...” แอบดีใจลึกๆแม้ไม่ใช่เวลาที่ควร เขาเร่งความเร็วยานเข้าสู่ขั้นสูงสุด

เจ้าหน้าที่รอสส์เค้นหัวเราะ

 

“หากฝ่าบาทรู้ความแสบของไอ้เวรนี่ ฝ่าบาทคงไม่มีทางให้น้องชายคบกับคนแบบนี้แน่”

 

 

ที่ห้องขังของกบฏเอ็นจาดาก้า เจ้าตัวนอนหันเข้าหากำแพงเมินเสียงเรียกจากด้านหลังโดยสิ้นเชิง

 

“เฮ้ หยาบคายกับข้าแบบนี้ได้ไง ไม่น่ารักเลย”

 

“ช่างหัวท่านสิ”

 

อีกฝ่ายทำหน้ามุ่ย เดินไปนั่งข้างร่างที่ใหญ่กว่าตัวเองเป็นเท่าตัว ตาสีทองเพ่งพิจสัตว์ร้ายผู้ตรอมใจ

“ไม่สมเป็นเจ้า จากัวร์ ไม่คิดหนีเลยรึ?”

 

“เพื่ออะไรละ?” เสียงของอีริคช่างขมขื่น ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดหนีรึทำอะไรเพื่อไปจากสภาพน่าสมเพชนี่แต่ทำมาทุกอย่างแล้ว


เขากัดลิ้นตัวเองทันทีที่ตื่นมาครั้งที่สอง พอตื่นมาอีกทีนั้นก็พบว่าตัวเองอยู่ที่เดิมบนเตียงรักษาสารพัดนึกผีห่านั่นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

เขาเอาหัวกระแทกกรงขัง เชือดคอตัวเอง หาเรื่องโดร่า มิราเจจนถูกแทงซ้ำที่แผลเก่า แต่ผลทุกอย่างเหมือนเดิม

ตื่นขึ้นมาบนเตียงผีห่า แล้วพบเจอกับใบหน้าของลูกฆาตกรที่แสนจงชัง

สัตว์ป่าที่ถูกขังมันยังมีศักดิ์ศรีจนยอมอดตายในกรงขัง เขาก็เช่นกัน ตายแบบไหนจะช้าจะเร็วก็คือตาย เพื่อนำมาซึ่งความตายจะยอมถูกขังในนี้ก็ยังพอรับไว้อย่างยินดีได้

แต่ถ้าจะให้ถูกช่วยจากกษัตริย์อีกครั้งจากัวร์หนุ่มผู้นี้ไม่มีวันยอม

ผู้บุรุกรู้ซึ้งถึงความหมายของอีริคอย่างชัดแจ้ง นางยิ้มเยี่ยงมารดาจะยิ้มให้กับลูกอย่างภาคภูมิใจ

 

ช่วงเวลานั้นที่นางจะได้ปราบปลื้มชื่นชมชายหนุ่มคนโปรดนั้นไม่นานหนัก โอโคเยพร้อมลูกน้องของเธอชี้ปลายหอกไปที่ผู้บุกรุกอย่างดุดัน สุรเสียงดุจนางพญากล่าวกับร่างที่นั่งมองจ้องมาที่ตัวเธอเองอย่างไม่วางตา

 

“ออกไปจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้!

 

หญิงสาวในชุดทหารสีเข้มที่นั่งอยู่หันมาตามต้นเสียงแล้วเพียงเอียงคอมองนางราวกับผู้ที่ชี้หอกใส่เธอเป็นเพียงเด็กน้อย มิใช่นายพลผู้องกาจแห่งอาณาจักรวาคานด้า

อีริคหมุนคอหันมาหาโอโคเย ยักคิ้วขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลตาสีเข้มไล่สายตามองตามหญิงสาวข้างกายลุกขึ้นเดินไปหาให้ท่านนายพลหญิงคุมตัวไปแต่โดยดี

.

.

.

.

.

.

หญิงปริศนายิ้มร่าให้กับกระจก หล่อนถูกตรึงไว้แน่นหนาบนเก้าอี้ ทีชัลล่า โอโคเย และเจ้าหน้าที่รอสส์ มองไปที่เธออย่างไม่ละสายตา

“วู้ฮู้ รู้นะว่ายังดูฉันอยู่น่ะ” เธอร้องอย่างอารมณ์ดี

 

ขมับของเอเวอเร็ตต์ รอสส์กระตุกนิดๆ สถานการณ์แบบนี้มันคุ้นๆยังไงบอกไม่รู้สำหรับเขา เขาหลับตาลงดึงสติชั่วครู่ก่อนจะพูดสิ่งที่รู้ให้องค์ราชาและนายพลฟัง

 

“เธอชื่อ ชีรี ไม่มีประวัติส่วนตัว จู่ๆก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยหลังปฏิบัติการทำลายฐานที่มั่นกลุ่มกบฏในแอฟริกาเหนือ

 อีริคเป็นคนพาเธอมาและทั้งสองก็ทำงานร่วมกันมาตลอดจนถึงวันที่อีริคปลดประจำการหลังจากนั้นไม่มีใครรึรายงานอะไรเกี่ยวกับเธออีก จนวันนี้ที่เธอบุกรุกที่คุมขังเขา”

 

โอโคเยยักคิ้ว เธอดูหมดความอดทนเต็มที

 

“แค่นี้?”

 

“เรางมเข็มทั้งในและนอกมหาสมุทร ไม่เจออะไรที่เกี่ยวกับเธอสักนิด เหมือนเธอเป็นผี ไม่เคยมีตัวตน ถ้าหากว่ามี เธอก็เป็นสายลับขั้นมือพระกาฬที่ลบข้อมูลตัวเองได้อย่างหมดจด”

 

“แล้วเจ้าไว้ใจให้นางทำงานให้ได้อย่างไร”

 

“เปล่าเลย เราไม่เคยหมอบหมายงานให้เธอ...” รอสส์รู้สึกเหมือนลำคอแห้งผากเหมือนทรายขึ้นมาอย่างกระทันหัน

 

“จู่ๆเธอมาเอง ในทุกๆภารกิจที่อีริคทำ เธอช่วยเขา อีริคฆ่าเก็บแต้มแล้วสลักจำนวนทุกศพที่เขาฆ่าบนร่างแต่ว่าชีรีฆ่า...”

 

รอสส์ดูลำบากใจที่จะพูดต่อ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วเงยขึ้นมองชีรีที่อยู่อีกฟากของกระจก

นั่นแทบจะดูเหมือนกับเขากำลังหวั่นเกรงที่จะพูดต่อ ราวกับว่าเธอได้ยินทุกคำที่เขาพูดแม้ว่าจะถูกคั่นด้วยกำแพงเก็บเสียงอย่างดี

 

“เธอฆ่าแล้วกิน ศพทุกศพที่เธอฆ่าล้วนมีรอยถูกแทะ ถูกควัก ถูกชำแหละเพื่อกิน กระทั่งคนที่จิตแข็งที่สุดในหน่วยยังอาเจียนออกมาเมื่อได้เห็นสภาพเหยื่อของเธอ ถ้าพวกคุณว่าอีริคใจเหี้ยมจนไม่ใช่มนุษย์ ผมคงบอกได้คำเดียว...”


“ผู้หญิงคนนี้ก็คือปีศาจในร่างคน”

 

พูดจบจู่ๆชีรีคลี่ยิ้มกว้างออกมา รอสส์สะดุ้งถอยหลังออกมา

 

หากฝ่าบาทรู้ความแสบของไอ้เวรนี่ ฝ่าบาทคงไม่มีทางให้น้องชายคบกับคนแบบนี้แน่

 

ทีชัลล่านึกถึงคำที่รอสส์พูดกับเขาบนยานบิน คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันแทบจะเป็นเส้นเดียว เขาสาวเท้าเดินไปที่ประตูแล้วเข้าไปหาปีศาจที่กำลังฉีกยิ้มรออย่างใจเย็น

 

“ถวายบังคมเพคะฝ่าบาททีชัลล่า ขออภัยที่ไม่สามารถถอนสายบัวให้ท่านได้ ท่านคงรู้อยู่นะเพราะอะไร?” เธอขยับข้อมือและข้อเท้าทั้งคู่ที่ถูกตึงไว้ไปมาอย่างขี้เล่น ขณะที่ทีชัลล่านั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามเธอสีหน้าขององค์ราชายากจะอธิบาย

มันเป็นสีหน้าที่ทีชัลล่าเลือกที่จะใช้ยามเจรจา ใบหน้าที่เรียบนิ่งดุจดังผิวน้ำยามไม่มีสิ่งใดไปกระทบจนเป็นวงคลื่น

 

“จุดประสงค์ในการมาที่นี่คืออะไร?”

 

ชีรีไม่ตอบคำถามของเขาในทันที เธอเอียงคอไปมา นัยน์ตาสีทองด้วยแปลกประหลาดจ้องเขาไม่วางตา ทีชัลล่าในฐานะกษัตริย์ของประเทศโลกที่สาม---ฉากหน้าในเวทีโลก---รู้จักมันดี สายตาที่กำลังประเมินค่าว่าอีกฝ่ายคู่ควรพอที่จะเจรจาด้วยรึไม่

 

“เพื่อช่วยอีริค สตีเว่นส์ อย่างนั้นรึ?ในฐานะที่คุณเป็นสหายร่วมรบ”

“มิใช่เลยเพคะฝ่าบาท”

 

ในที่สุดหญิงสาวก็ตอบคำถาม ท่าทีของเธอพลันเปลี่ยนเป็นคนละคน หลังตั้งตรงเป็นเส้นฉาก น้ำเสียงขี้เล่นหายไปกลับกลายเป็นสุรเสียงกังวานทรงอำนาจ

ตาวาววับขึ้นมาราวเสือที่กำลังจะล่าเหยื่อ เธอตอบคำถามของกษัตริย์เสือดำไม่ใช่ด้วยภาษาเดิมที่เธอใช้อีกต่อไป... 


“Ndiza kukuthabatha umphefumlo kaJaguar.”

( ข้ามาเพื่อช่วงชิงวิญาณจากัวร์)


เธอเปล่งคำพูดทั้งหมดออกมาด้วยภาษวาคานด้า สำเนียงเยี่ยงผู้ที่เกิดและเติบโตในอาณาจักร ไม่มีเค้าของสำเนียงต่างชาติแปร่งหูแม้เพียงนิด

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่า เธอค่อยๆโน้มตัวลงมาที่มือข้างหนึ่งซึ่งถูกพันธนาการ แล้วดึงริมฝีปากล่างลงเผยให้เห็นรอยสักสีฟ้าเรืองแสงของหน่วย war dogs แห่งวาคานด้า


กษัตริย์กำมือทั้งสองแน่น ใบหน้าบึ้งตึงขึ้นมาในทันทีและเหนือสิ่งอื่นใด แววตาของเขาแม้จะชั่วพริบตาแต่ฉายแววโกรธขึ้งออกมา

แม้จะประทุร้ายต่อตนเองและเกือบนำความพินาศมาสู่อาณาจักรที่รักยิ่งแต่เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ เอ็นจาดาาก้าเป็นน้องร่วมสายเลือดนั่นเพียงก็พอที่จะบอกว่าเป็นหน้าที่แล้วที่ต้องปกป้อง

ดังนั้นคนแปลกหน้าที่กล้าประกาศออกมาว่าจะสังหารสายเลือดราชวงศ์ต่อให้เป็นคนมาจากไหนก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ


ธรรมเนียมนักรบ เมื่อมีคนมาประกาศจะฆ่าคนในปกครองตนก็ไม่ต่างจากขอท้าประลองกัน

กษัตริย์หนุ่มมองลึกไปที่ดวงเนตรทองคำ ประกาศกร้าวเยี่ยงเดียวกับยามที่อยู่ท้องพระโรงและต่อหน้าเหล่าสภาสูง

“จัดเตรียมลานประลองให้พร้อม! เรียกสมาชิกสภาสูงเท่าที่จะมาได้เท่านั้น!”

.

.

.

.

.

.

อีริคนั่งพิงกำแพง ตามองจ้องไปตรงหน้าอย่างว่างเปล่า จมอยู่กับความคิดของตัวเอง นึกย้อนไปถึงอดีตยามที่พ่อผู้เป็นที่รัก เป็นโลกทั้งใบยังอยู่

ที่ห้องเล็กๆของตึกเก่าๆโอ๊คแลนด์ พ่อนั่งอยู่กับพื้นโดยมีตัวเขานั่งอยู่บนตัก เล่านิทานของบ้านเกิดพ่อให้ฟัง


วาคานด้ามีเทพีเสือดำบาสก์คอยปกปักษ์ นางคอยเฝ้าดูชาววาคานด้าทุกผู้และพิทักษ์อาณาจักรเรื่อยมาโดยมอบพลังให้ราชาหยิบยืมใช้

นางปกป้องพวกเราทุกคนจริงเหรอพ่อ? ผมก็ด้วยเหรอ?

ใช่ เอ็นจาดาก้า

เสียงของพ่อยามเรียกชื่อนั้นอบอุ่นอ่อนโยน เหมือนยามที่พ่อพูดชื่อบ้านเกิด อีริคชอบเวลาที่พ่อเรียกชื่อวานคานด้าของเขา

โดยเฉพาะลูกเอ็นจาดาก้า พ่อมอบลูกแด่นางและนางอำนวยพรเจ้า รับเจ้าเป็นดั่งลูกในอุทร

พ่อเคยเล่าให้เขาฟังหลายครั้ง หลังจากแม่ตาย พ่อมอบเขาให้เป็นของขวัญแด่องค์เทพี 

ขอให้ลูกจำจนขึ้นใจ ยามใดที่ลูกไร้ที่พึ่งพิง เทพีเสือดำจะคอยอยู่เคียงข้างเจ้าไม่ห่างกายเสมอ เอนจาดาก้า จากัวร์ของพ่อ


ทว่าหลังจากเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมา แม้ใจน้อมรับความตายไว้ยังถูกยื้อยุดให้กลับคืนแทนที่จะกลับไปอยู่ร่วมกับบรรพชน อีริค...เอ็นจาดาก้าคิดได้แค่อย่างเดียว


...องค์เทพีเสือดำคงนึกรังเกียจเด็กหลงทาง แม้แต่เด็กที่ถูกมอบเป็นของขวัญแก่นางยังมิอาจกลับคืนสู่อ้อมแขนองค์เทพี...


ถ้างั้นหากต้องตายด้วยน้ำมือชีรี ยมทูตที่ตามติดเขาเยี่ยงเงาตามตัวคงไม่แย่นักหรอก

จิตใจจากัวร์หนุ่มสงบนิ่ง เขานั่งรอเพชฌฆาตมาปลิดชีพ รอสิ้นสุดการคงอยู่ของตนเหมือนคนบาปรอการชำระวิญญาณ

อีริคหลับตาลงสักพักแล้วลุกขึ้นมาจากเตียง เดินตรงไปที่ประตูห้องคุมขังแล้ววาดมือไปมาบนกำไลที่ข้อมือ

การที่เจ้าหญิงชูรีคิดว่าควรให้นักโทษอุกฉกรรจ์คนนี้มีลูกปัดคิโมโยไว้กับตัวเพื่อควบคุมนั้นเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เขาจัดการกับช่องว่างเล็กน้อยๆในระบบของตัวลูกปัดเองแล้วทำให้มันเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียวได้นานแล้ว ระหว่างการครองราชย์สั้นๆ เขาได้ศึกษาวิทยาการและประเทศนี้ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย เพราะไอ้เรื่องที่ว่าดันด้นมาถึงวาคานก้าเพื่อจะเป็นกษัตริย์แล้วสถาปนาจักรววรดิวาคานด้าน่ะเขาจริงจังแล้วถ้าจะให้ครองราชย์แบบผู้นำโง่ๆเหมือนพวกผู้นำโลกที่สามบางประเทศที่เขาเคยโค่นล้มมาเขาไม่เอาด้วยหรอก อีริคคิดมาอย่างดีแล้วแต่แผนก็มาพังเพราะดูหมิ่นพญาเสือดำมากไปหน่อยแต่นั่นมันก็จบไปแล้วเขาไม่อยากใส่ใจอีก

ที่หนีไม่ใช่เพื่อวางแผนล้างแค้นหากแต่...


...เพื่อความตายของตัวเอง...


เอ็นจาดาก้า โอรสแห่งเอ็นโจบู เจ้าชายผู้ถูกอาณาจักรฝังกลบไว้ราวไร้ตัวตน เดินไปอย่างองอาจสู่ลานประหารที่ตนเองเป็นผู้เลือก ในสายตาคนรอบข้างชีรีคือหญิงสาวปริศนาที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาหรือไม่ก็เป็นคนรักแต่ความเป็นจริงนั้นกลับกันมากเธอคือเพชฌฆาต เป็นยมทูต เป็นผีร้ายที่ตามติดเขานับแต่คราแรกที่พบกัน 


หลังจากภารกิจแรกที่นำไปสู่การพบพาน เขาลองหยั่งเชิงถามชีรี ชื่อ ประวัติ และสาเหตุที่มาตามติดเขาแบบนี้ เธอตอบคำถามเพียงสองอย่าง เธอให้เขาเรียกตนเองเขาว่า ชีรี และและสาเหตุที่มาตามติด


‘เพราะร่างของเจ้ามีชายที่ข้ารักอยู่’


เขามองที่แขนที่เต็มไปด้วยรอยแผล ตอนนั้นมันยังมีถึงแค่ท่อนแขนขวาข้างเดียวเท่านั้น


‘ฉันไปฆ่าผัวเธอรึยังไง?’


แต่หญิงปริศนาไม่ตอบ เขาคาดหวังใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเกลียดชังแบบที่เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่แผลเป็นแรกถูกสลับลงบนร่างตนเองแต่กลับกันเธอทำสีหน้าอีกแบบ ใบหน้าที่เศร้าสร้อยดวงตาสีประหลาดนั่นหลบสายตาจากเด็กหนุ่ม

เขาไม่เคยคำตอบแต่หลังจากนั้นเธอก็คอยอยู่ข้างเขาตลอดมา ทุกสมรภูมิ ทุกศพที่ฆ่ามีเธอเป็นพยาน...จนถึงเวลาที่เขาตัดสินใจกลับไปล้างแค้น เธอมองเขาด้วยสีหน้าเศร้าสลดก่อนจะจากลากันโดยไร้ซึ่งคำพูดเหมือนคราที่เจอกัน


ตั้งแต่นั้นเขาสาบานกับตัวเอง หากว่าทำความฝันของพ่อ การปลดแอกพี่น้องชาวแอฟริกันและสร้างจักรวรรดิวาคานด้าไม่สำเร็จ ชีรีจะเป็นคนประหารเขา ไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาเป็นคนลงดาบเขาเท่านั้น มีเพียงเธอที่คู่ควรได้ปลิดชีพเขา จบการคงอยู่ของทรราชย์เอ็นจาดาก้าเสียที

.

.

.

.

.

.

แต่ว่าแม้ตัวเขาหวังเพียงความตายแต่ญาติผู้พี่นั้นหาได้ปรารถนาให้เขาตาย ราชาเสือดำยื้อยุดชีวิตจากัวร์ เขาขอท้าประลองกับชีรีทันทีเมื่อได้ยินประกาศเจตนารมณ์

ที่ผาน้ำตกกษัตริย์ ลานประลองที่สร้างราชันทุกผู้ หนึ่งราชาและหนึ่งนักฆ่าฟาดฟันห้ำหั่นประหัตประหาร ฝ่ายหญิงสาวกวัดแกว่งมีดคู่ในมือส่วนราชาก็ปัดอาวุธได้ทุกครั้ง ผิดกับคราเมื่อญาติผู้น้องขอท้าประลอง กษัตริย์โอนอ่อนด้วยความลังเลและสับสน แต่ครั้งนี้ไม่ทุกการเคลื่อนไหวล้วนหนักแน่น ทรงพลัง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพลังของผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ทีชัลล่าที่เชี่ยวชาญทุกศิลปะการต่อสู้และเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์มากมายจากการถูกท้าชิงตำแหน่งตั้งแต่ยามเป็นรัชทายาทมามาถึงยามขึ้นเสวยราชย์นั้นสามารถเป็นผู้ได้เปรียบอย่างไม่ยากเย็นแต่อีกฝ่ายฝีมือก็ไม่ด้อยไปกว่าอาจจะเรียกได้ว่าทัดเทียมกับเอ็นจาดาก้าสหายนางเลยทีเดียว


...แต่เหนือไปกว่านั้นทีชัลล่าสัมผัสได้ถึงบางอย่างในตัวนางที่คุ้นเคย พลังบางอย่างที่คล้ายคลึงกับพลังของแบล็คแพนเธอร์

 

เสียงอาวุธประทะเข้าหากันดังต่อเนื่องราวจังหวะดนตรี นักรบทั้งคู่เคลื่อนไหวร่างกายดุจร่ายรำ ทุกจังหวะนั้นดังมีดกรีดลงบนร่างราชินี นางต้องทนเห็นลูกชายในพิธีประลองถึงสามครั้งสามครา หัวใจนางเริ่มรับไม่ไหวแม้รู้ว่าฝีมือลูกย่อมมิด้อยกว่าผู้ใด เขาต้องชนะคู่ท้าชิงผู้เต็มไปด้วยปริศนาได้อย่างแน่นอนเช่นที่เคยชนะเอนจาดาก้าแต่หัวอกคนเป็นแม่ย่อมไม่อาจวางใจได้โดยง่าย

ทุกครั้งที่ศาสตราเฉียดกรายเข้าใกล้ลูกราชินีจะบีบมือองค์หญิงชูรีแน่น แม้ไม่มีน้ำตาให้เห็นแต่ก็ดูรู้ได้โดยง่ายว่านางหวาดกลัวมากแค่ไหน


“ท่านแม่...” องค์หญิงละสายตาจากลานประลองมาหาพระมารดา นางก็กังวลไม่ต่างกัน


ผาน้ำตกมีเพียงคนในราชวงศ์ ผู้นำเผ่าทั้ง 5 และหน่วยโดร่า มิราเจเท่านั้น ยังมิมีผู้ใดรับรู้ถึงการหลบหนีของต้นเหตุของการประลองเลยแม้แต่น้อย กระทั่งเจ้าตัวก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อีริคจัดแจงพลิกศพของพ่อให้นอนหงายแล้วนำมือทั้งคู่ประสานกันที่หน้าอกในลักษณะทำความเคารพแบบวาคานด้าที่เคยแอบดูพ่อทำตอนกำลังคุยกับลุงเจมส์โดยที่น้ำตายังนองหน้า


ลุงเจมส์


เขาหายไปไหน เขาน่าจะอยู่กับพ่อบนนี้ตอนที่เขาอยู่ข้างล่างนั่น แล้วไหนยานเรืองแสงที่เขาเห็นอีก ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน?

เขาอยู่ในห้องนี้กับศพของพ่อมาได้วันหนึ่งแล้ว ตอนเปิดประตูมาเจอกับพ่อที่นอนจมกองเลือด อีริคถลาตัวไปกอดร่างที่นอนไร้วิญญาณบนพื้น ร้องไห้อยู่จนรุ่งสาง พอตะวันเริ่มตั้งตัวขนานกับพื้นดินศพพ่อก็แข็งไปทั้งตัวเสียแล้ว

เด็กหนุ่มมองร่างนั้นอย่างอาลัยแล้วเริ่มนั่งทบทวนสิ่งที่เกิด ราชาทีชาก้าประเมินสติปัญญาของหลานชายต่ำไปแม้ยังเยาว์วัยแต่ความคิดความอ่านเด็กน้อยเหนือธรรมดา เขาปะติดปะต่อเรื่องราวได้แม้จะไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่ประเด็นหลักนั้นถูกต้องแม่นยำราวได้เป็นประจักษ์พยาน


พ่อถูกกษัตริย์วาคานด้าฆ่าโดยมีลุงเจมส์นี่ล่ะเป็นคนทรยศ


น้ำตารินไหลลงมาจากพวงแก้มจนหยดเผาะลงพื้นที่ชุ่มเลือดบิดา นัยน์ตาของเด็กฉายแววอาฆาต

แบล็คแพนเธอร์คือผู้พิพักษ์บ้าอะไร!? กษัตริย์ผู้นี้มันเป็นเพียงแค่ฆาตกรสังหารวงศ์วานเดียวกัน!!


ก๊อก ก๊อก


เสียงเคาะประตูทำให้อีริคหลุดจากภวังค์ เขาเช็ดน้ำตาด้วยหลังมือแล้วเดินไปที่ประตู เขย่งเท้าขึ้นมองลอดผู้มาเยือนผ่านทางตาแมว ที่อีกฝากเป็นหญิงสาวผิวดำที่เขาไม่คุ้นเคย อีริคเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ พออีกฝ่ายไม่ได้รับท่าทีตอบกลับใดๆเธอจึงพูดออกมาทว่า...


‘เจ้ารู้ว่าข้าเป็นใครเอนจาดาก้า’


ภาษาวาคานด้า...


โทสะของอีริคพรั่งพรูขึ้นมาในทันที เขาทุบประตูแล้วตะโกนถามด้วยภาษาเดียวกัน


‘เจ้าเป็นพวกนั้น!จะมาเอาชีวิตข้าอีกคนรึไง!?’


‘ไม่...เจ้าก็รู้ว่ามันไม่มีวัน’


เสียงที่ตอบกลับมาฟังดูแสนเศร้า เหมือนดั่งสายน้ำเย็นเยียบที่ไหลอาบแก้มอีริค เขาชะงักค้างไป


เพราะเสียงเธอมันทำให้เขาสงบลง...ความโกรธ ความสิ้นหวัง ความกลัว ทุกอย่างเหมือนจะค่อยๆเลือนหายไป


แม้ยามที่พ่อไม่อยู่นางจะคอยปกป้องเจ้าเสมอ 


ในที่สุดเด็กหนุ่มก็ยอมเปิดประตู อีกฝ่ายทรุดตัวลงกับพื้นแล้วโอบกอดอีริคแน่นจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างหากแต่ไออุ่นนั้นไม่ใช่ของมนุษย์

กลิ่นกายของหญิงสาวไม่เหมือนของมนุษย์ผู้ใดที่ประสาทการรับกลิ่นของเขาเคยสัมผัส เขาบอกไม่ถูก แต่สัญชาตญาณภายในร่ำร้องหาอีกฝ่าย เธอทำให้เขารู้สึกปลอดภัย

เนิ่นนานเท่าไหร่แล้วเขาไม่อาจรับรู้ สัมผัสอบอุ่นแปลกประหลาดและภาพจำอันเลือนรางฝังในความทรงจำของเขา และเมื่อถึงยามที่ตื่นมาบนเตียงของสถานสงเคราะห์ ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ปลอบโยนราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ทิ้งไว้แต่ความจริงบาดลึกจนกลัดหนองที่พ่อของเขาเป็นเพียงแค่ศพที่นอนอยู่ในห้องดับจิตรอการชันสูตรเท่านั้น


ไม่รู้ด้วยเหตุใด ความทรงจำอันเรืองรางนั่นจู่ๆก็ปรากฏชัดในความทรงจำ ทุกครั้งที่เขาก้าวเดินไปข้างหน้ามันยิ่งแจ่มชัด มันทรมานเขา


ได้โปรดหยุดที


อีริคหนีจากแล็บขององค์หญิงชูรีในเหมืองไวเบรเนี่ยมมาได้สักพักแล้ว เขาเดินลึกเข้าไปในป่าด้วยสัญชาตญาณ บางอย่างบอกเขาว่าชีรีอยู่ที่ไหน มันไม่ใช่ปราสาท ไม่ใช่คุกคุมขังรึที่ไหนทั้งนั้น


ผาน้ำตก 


มันเป็นแบบนี้ตลอดตั้งแต่ที่เจอกับชีรี เขารู้ว่าเธออยู่ที่ไหนและเธอก็รู้เช่นกัน มันเป็นคำสาปที่ผูกมัด เพราะนั้นอีริคจึงมั่นใจ หล่อนไม่ใช่มนุษย์ ทั้งผู้หญิงคนนั้นที่ช่วยพาเขาไปสถานสงเคราะห์ คนที่เขารู้สึกว่าคอยเฝ้ามองตัวเองตลอดมา คนที่ผ่านสมรภูมิและคอยชี้แนะสั่งสอนให้นั้นเป็นคนเดียวกัน

ชีวิตนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยแรงแค้นภายใน รับรู้ด้วยสัญชาตญาณมันกำลังร่ำร้องบอกเขาถึงตัวตนปริศนาที่อยู่ข้างกาย

จะปีศาจรึเทพเจ้าก็ไม่ต่างกัน นางจะนำความตายมาให้เขา อีริคย้ำเตือนกับตัวเองแล้วรุดหน้าไปตามทิศทางสู่ผาน้ำตก 

.

.

.

.

.

.

ตั้งแต่การประลองเริ่มต้นขึ้นแม้ว่าจะผลัดกันรุกรับมาโดยตลอดแต่ทีชัลล่าจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาอีกฝ่ายก่อนมาตลอด พญาเสือดำไล่ตอนเหยื่อจนจนมุม เหล่านักรบที่รายล้อมทั้งสองเริ่มตีวงแคบเข้ามาเรื่อยๆ ชีรีถลาเข้าคลุกวงในเป็นโอกาสให้ทีชัลล่าจัดการยึดแขนนางไว้แล้วล็อคคอนาง


“ยอมแพ้ซะ!เจ้าแพ้แล้ว!”

ทีชัลล่าบอกนาง เขาเปี่ยมเมตตาเกินกว่าจะฆ่าศัตรูที่ไร้ทางตอบโต้ ชีรีคำรามออกมาในลำคอพยายามขัดขืนการจับกุมมือทั้งคู่ที่ยังกำดาบแน่นบิดเกร็งไปมาหาองศาที่จะโต้กลับโดยที่ปลายหอกของหน่วยโดเจ มิราจล้อมนางอยู่ 

ไม่มีท่าทีจะยอมศิโรราบทีชัลล่ารัดคอนางแน่นกว่าเดิม กล้ามเนื้อของชายหนุ่มเกร็งไปทั่วร่าง เขาประกาศออกเป็นครั้งที่สอง


“อย่าให้ข้าต้องสังหารเจ้า ล้มเลิกความตั้งใจเจ้าเสีย”


กรรรรรรรรรรรรรรรร!


เสียงคำรามรอดไรฟันของเสือดังขึ้นจากหญิงสาว ราชาชะงักไปชั่วครูแต่เสี้ยววินาทีก็เพียงพอต่อการโต้กลับทันทีที่แรงที่รั้งตนอยู่ลดลงนางใช้ด้ามดาบกระแทะที่ขมับตรงเหนือหูของทีชัลล่า แรงกระแทกนั้นไม่เบามันทำเขาแทบสลบในทันที สองแขนที่เหนี่ยวรั้งหลวมลง นางหมุนตัวออกแล้วฟาดดาบลงที่อกของอีกฝ่ายจนเป็นแผลยาว 

ร่างสูงทรุดลง ราชินีแทบถลาออกมาจากจุดที่นางยืนอยู่แต่องค์หญิงน้อยรั้งผู้เป็นแม่ไว้ด้วยน้ำตานองหน้า ภาพที่ทีชัลล่าทรุดลงต่อหน้าศัตรูนี้เหมือนเทปที่วนซ้ำฉายภาพเดิม ยามที่อีริคพิชิตเขาลงแล้วโยนร่างลงจากหน้าผา


ชีรีโยกดาบขึ้นหมายจะปลิดชีพ แสงตะวันยามเย็นย้อนแสงลงฉาบที่ตัวดาบจนเป็นประกายเหนือหน้าผาและในวินาทีที่ดาบนั้นวาดลงมาที่คอทีชัลล่าผู้ปราชัย


“ชีรี!!!”


ชีรีหยุดดาบลงก่อนที่ตัวดาบจะต้องกับคอเพียงไม่กี่เซน สติของทีชัลล่ายังไม่สมบูรณ์นักจากการกระแทกเมื่อครู่และเลือดจากบาดแผลยาวไหลออกมาเป็นสายย้อมสายน้ำที่ไหลลงจากผา ถึงอย่างนั้นเขาแน่ใจเสียงที่ตะโกนมาเป็นของใคร


เอ็นจาดาก้า


สาเหตุของการประลองเรียกให้ทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้นหันมอง ดวงตาของราชินีเต็มไปด้วยความชิงชังเมื่อมองที่เขา อีริคดูเหนื่อยจากการวิ่งมาตลอดทางแต่เขาไม่แสดงออกมามากนัก เขาสูดหายใจเข้าลึก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มประสานเข้ากับสีทองของชีรี


หอบหายใจจากการประลองอันดุเดือดนางไล่สายตามองอีริคที่กำลังเดินลงจากผาโดยยังไม่ละมือจากดาบ ใบหน้าที่ดุดันเหี้ยมเกรียมมาตลอดการประลองนั้นค่อยแปรเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าเศร้าหมองขึ้นทันใด


หญิงสาวจ้องมองอีริคที่เดินเข้ามาเรื่อยๆไม่วางตา เขาใช้มือเบนหอกของโดร่า มิราเจที่ล้อมรอบคู่ประลองทั้งสองอยู่ให้พ้นทางตนจนมาหยุดหน้าชีรี ไม่พูดอะไรเพียงแค่มองกลับไปที่นาง ดวงเนตรสีเข้มหลุบมองญาติผู้พี่ทีชัลล่าชั่วพริบตาหนึ่งแล้วเหลือบขึ้นมองคนที่กุมชะตาของกษัตริย์


บัดนี้แววตาทั้งสองฉายแววเศร้าสลดและอาลัยแทบไม่ต่างกัน


นางค่อยเค้นคำพูดออกมาทีละนิด เสียงปวดรวดร้าวประหนึ่งสัตว์ต้องธนู จวนเจียนจะตายรอมร่อ 


“เจ้าอยากได้บังลังค์วาคานด้า...ข้าจะมอบให้เจ้า...”


“เจ้าอยากทำลายคนขาวที่เจ้าแสนจะชิงชัง ข้าจะช่วย ทั้งหมดนั่นเจ้าขอข้าจะสนองให้”


“ขอเพียงแค่ครั้งนี้เจ้าเอ่ยขอข้า ลูกเอ๋ย...”


ในตาของอีริคมีน้ำใสไหลคลออยู่เมื่อได้ยินคำจากชีรี เขาตอบกลับเบาแทบกระซิบ


“ข้าไม่เคยขอท่าน....องค์เทพีบาสก์”


ชื่อศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาจากริมฝีปากกบฏทำประจักษ์พยานทั้งหลายตะลึงงัน หญิงปริศนาที่บังอาจท้ากษัตริย์กลับเป็นองค์เทพีที่ตนเคารพบูชา นี่มันเป็นเรื่องปาหี่อะไรกัน ราชินีแทบหมดความอดทน นางตะโกนถามด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว


“เจ้าถือดีอย่างไรมาอ้างว่านางเป็นองค์เทพี เอนจาดาก้า!?”


อีริคไม่ตอบ ชีรีละสายตาจากเด็กหนุ่มมาที่ราชินี ท่าทีนางราวกับเสือเตรียมพร้อมจะสังหารเหยื่อ


“เขาไม่ได้ถือดี รามอนด้า ถามใจเจ้า พวกเจ้าทุกผู้รู้ดีว่าข้าคือใคร”


นั่นไม่ใช่คำขอแต่เป็นคำสั่ง องค์เทพีกวาดตามองเหล่าผู้นำเผ่า โดร่า มิราเจ องค์หญิง และราชินี ราวกับมีพลังบางอย่างมาสะกดพวกเขาไว้ ทั้งหมดนิ่งอึ้งไม่กล้าปริปาก ราวกับนางขยายร่างแล้วโอบล้อมทั้งผาน้ำตกพวกเขารู้สึกถึงตัวตนนางในทุกที่ทุกขณะ การหายใจเข้าออกดูลำบากขึ้นมาอย่างกะทันหัน พวกเขาเหมือนเหยื่อที่ถูกกรงเล็บของนางตะครุบไว้ แรงกดดันดูจะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆตามอารมณ์ที่แปรปรวนของราชินีแห่งเสือดำ


อีริค...เอ็นจาดาก้าทรุดลงต่อหน้าองค์เทพี รับตัวญาติผู้พี่ออกมาลงวางข้างๆเขาพร้อมส่งสายตาให้โดร่า มิราเจรับกษัตริย์ของพวกนางไปดูแลก่อนจะหันกลับมาหาเทพีบาสก์ผู้ยืนหันหลังแก่ดวงตะวัน 


พระอาทิตย์ตกที่วาคานด้างดงามที่สุดในโลก


ครั้งที่สองแล้วที่ได้เห็นมันและเป็นครั้งที่ชีวิตตนจะดับสูญเช่นกัน


“ปรารถนาข้าคือทำตามความฝันพ่อ ในฐานะลูกที่เกิดจากเลือดเนื้อเขา...บัดนี้ฝันนั้นสลายไปแล้ว ข้าไม่ปรารถนาจะอยู่อีกต่อไป”


“องค์เทพี พ่อข้ามอบข้าให้ท่านตั้งแต่ตัวข้าได้กำเนิดมาและมีตัวตน บัดนี้จงรับเอาไปมันเป็นกรรมสิทธิ์แก่ท่านโดยสมบูรณ์”


ชีรี...เทพีบาสก์มองชายที่คุกเข่าตรงหน้าตน ร่างนั้นเหยียดตรง คมดาบนางทั้งสองอยู่ที่ลำคอหนาของเขา แววตานางเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายและน้ำตาที่รินไหลจากดวงเนตรทองคำข้างหนึ่ง


นางถามจากัวร์ด้วยเสียงสั่นพร่า


“ลูกเอ๋ยใยเจ้าจึงไม่อยากอยู่ต่อกัน”


อีริคเงยหน้ามองนาง


“เพราะมันไม่มีสิ่งใดอีกแล้ว...”


คำตอบจากชายหนุ่มดั่งคมมีดกรีดลึกที่หัวใจนาง นางพญาเสือดำร้องโหยหวนดุจกำลังสิ้นลมแล้วงื้ออาวุธขึ้นสูง อีริคหลับตาลง



พ่อ...จะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งแล้วนะ



คมดาบถูกหมุนเปลี่ยนเป็นด้ามจับ มันกระแทกลงอย่างแรงเข้าที่ท้ายทอยของอีริค ชายหนุ่มสลบลงไปในทันที จากการประหารกลับกลายเป็นไว้ชีวิต 


เทพีบาสก์ดูจะเริ่มควบคุมอารมณ์ได้ นางมองร่างสลบอยู่แทบเท้าอย่างอาลัยเหลือแสน แล้วเงยขึ้นกวาดมองพยานที่ยืนเรียงตามแนวน้ำตก


“ในนามข้าจงรักษาชีวิตจากัวร์! เขาเป็นของขวัญมอบแด่ข้าโดยเอนโจบูโอรสแห่งอัสซูรี ผู้ที่กล้าแตะต้องเขาแม้ปลายเล็บย่อมได้รับโทสะแห่งนางพญาเสือดำ!”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


เอ็นโจบูอุ้มลูกชายจากเปลนอนขึ้นแนบอก ร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นภาษาวาคานด้า เดินไปรอบๆห้องพร้อมลูบหลังเจ้าตัวน้อยเบาๆ เด็กคนนี้คือความภูมิใจของเขา ลูกที่เกิดจากหญิงที่รักหมดใจหากสามารถพาทั้งคู่กลับบ้านเกิดได้ เขาจะร้องขอต่อกษัตริย์ทีชาก้าให้ประกาศนามของลูกชายต่อหน้าบรรพชน ยกย่องเขาให้ทุกผู้ทุกนางได้รับรู้กัน

เอ็นจาดาก้าคือชื่อที่เขาตั้งให้ส่วนอีริคคือชื่อที่ยอดรักของเขามอบให้ลูก หลักฐานว่าทารกคนนี้ได้จะได้รับความรักจากทั้งพ่อแม่มากเท่าที่พ่อแม่คนหนึ่งจะให้แทนเกียรติยศที่ตนควรได้

เอ็นโจบูมองใบหน้าน้อยๆที่งัวเงียเจียนจะหลับเต็มทีแล้วก็หลับตาลง ระลึกถึงองค์เทพีศักดิ์สิทธิ์บาสก์ ภาวนาให้นางอวยพรแก่เด็กคนนี้ด้วย เขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขแห่งวาคานด้าไม่ต่างจากพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ สมควรได้รับการอวยพรจากนางเช่นเดียวกัน เด็กน้อยกระพริบตาขึ้นลงช้าๆก่อนจะปิดลงสนิทแล้วผล็อยหลับในอ้อมแขนบิดา
.
.
.

ช่วงเวลาอันสงบสุขนั้นผ่านไปรวดเร็วเหมือนกับใบไม้พัดปลิว หลังจากนั้นไม่กี่ปีภรรยาผู้เป็นที่รักกลับต้องร้างรากันก่อนเวลาอันควร ฝันที่จะอยู่ด้วยกันถึงยามแก่เฒ่าพลันสลายสิ้น

เธอตายเพราะความเกลียดชังต่อคนแอฟริกัน-อเมริกัน...เพราะเธอเข้าร่วมเดินขบวนต่อต้านจึงถูกลูกหลงจากการสลายการชุมนุมที่เกิดกว่าเหตุ ลูกตะกั่วสีเงินฝังเข้าร่างเธอแล้วพรากเธอจากเอ็นโจบูไปตลอดกาล

วันนั้นอีริควัยสามขวบร้องถามหาแม่กับพ่อที่น้ำตานองหน้าเสื้อผ้ายังมีคราบเลือดติดอยู่ประปราย  เอ็นโจบูหมดปัญญาจะสรรหาคำมาอธิบายเด็กน้อยไร้เดียงสา เขาหมดหวังที่จะสร้างสะพานสู่โลกภายนอกโดยสันติ ทุกการเรียกร้องที่พี่น้องร่วมกันจัด ทุกการต่อต้านที่เขาเข้าร่วมล้วนมีจุดจบเดียวกัน

แล้วหากสักวัน...หากสักวันเรื่องน่าเศร้าเช่นนี้เกิดกับเอ็นจาดาก้าอีกคนล่ะ?

เขาถามตัวเองแล้วอุ้มลูกมากอดแน่น เครื่องชูใจเขาบัดนี้มีเพียงหนึ่งเดียวและเขาจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนในอ้อมแขนให้ได้ โลกที่ลูกจะเติบโตจะต้องไม่มีโศกนาฏกรรมแบบนี้อีกต่อไป

เพราะรู้ว่าโอกาสล้มเหลวมีสูงมากเพียงใด เขาไม่กลัวความตายแต่กลัวเอ็นจาดาก้าจะถูกทิ้งอยู่คนเดียว แต่ใครละจะไว้ใจพอที่จะฝากฝังให้ดูแลดวงใจได้?

เจ้าชายคิดหนัก เขาไม่รู้จะหันหน้าพึ่งใครไม่มีใครควรค่าพอจะปกป้องเด็กคนนี้ทั้งนั้นนอกจากเขา แต่เขาไม่ได้อยู่ยั้งยืนยงทั้งก็ใช่ว่ากษัตริย์---พี่ชายร่วมสายเลือดจะไว้ใจได้ ความรักที่องค์ราชามอบให้เขาในฐานะพี่น้องเป็นของจริงแท้หากแต่ตำแหน่งแพนเธอร์ที่ราชาถือครองนั้นย่อมต้องเลือกผู้คนของตัวเองก่อน ถึงจะเป็นเลือดเดียวกันเขาย่อมตัดทิ้งได้อย่างง่ายดาย 

ด้วยไร้ที่จะพึ่งพิงเจ้าชายผู้เคยเป็นถึงนักบวชศักดิ์สิทธิ์หันหน้าเข้าหาองค์เทพี เขาทำพิธีอัญเชิญนางแล้วมอบเอนจาดาก้าให้เป็นของขวัญ มอบแก้วตาดวงใจให้นางรับเป็นเสมือนลูกในอุทร
บาสก์นึกรักเด็กน้อยตั้งแต่แรกเมื่อเจอกัน ครั้งเอนโจบูภาวนาถึงนางยามบุตรยังอยู่ในอ้อมแขนและเจ้าชายเป็นสาวกที่นางโปรดปรานเสมอมา นางรับเอนจาดาก้าไว้ด้วยปิติยิ่ง นางพญาเสือดำรับจากัวร์น้อยจากอกผู้เป็นบิดามาโอบกอดในอ้อมแขนตนและเฝ้าคอยดูแลเรื่อยมา

และวันที่เอ็นโจบูหวาดกลัวที่สุดก็มาถึง กษัตริย์รู้ถึงการกบฏของอนุชาพระองค์เสด็จมาหาเขาด้วยตัวเอง เจมส์...ซูรีคนที่ไว้ใจกลับกลายเป็นคนทรยศ

ชั่ววินาทีที่สติขาดหายด้วยโทสะสุมอก เขาคว้าปืนหมายจะปลิดชีพคนทรยศ แต่กรงเล็บกลับแทงทะลุเข้าร่างตรงสู่หัวใจ สิ่งสุดท้ายที่เขาคิดก่อนสติสุดท้ายจะเลือนหายมีเพิ่งชื่อเอ็นจาดาก้าเท่านั้น…


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


“ถามจริงที่นี่ไม่มีที่เหลือว่างแล้วรึไงวะ ทำไมแกมาอยู่ที่นี่ได้”

“พี่เป็นคนขอชูรีเอง เอนจาดาก้า”

ทั้งสองนอนอยู่ที่เตียงพยาบาลข้างกัน อีริคถูกตรึงไว้ที่เตียงเหมือนทุกครั้งที่ถูกพากลับมารักษาแค่ตอนนี้ผิดกันอย่างที่เขาไม่มีท่าทีจะอาละวาดเช่นเคยแต่สงบเงียบจนทำทีชัลล่าใจหาย
นอกจากคำพูดหยายคายระคายหู จากคนที่เคยดื้อดึงขนาดนั้นกลับนิ่งเฉยไม่มีเค้าเดิม มันชวนให้คิดว่าคนที่นอนอยู่ไม่มีแรงใจจะทำสิ่งใดอีกต่อไปเป็นจากัวร์ตรอมใจในกรงขังรอความตาย

“พี่ดีใจที่น้องสงบลงเสียที ตั้งแต่ที่เจอกันพี่ไม่เคยคุยกับเจ้าดีๆสักเดียว”

“มันมีครั้งหนึ่ง...”


เสียงแผ่วเบาดูเลื่อนลอย


“วันที่นายฆ่าฉันครั้งแรกไง ไอ้เวร”


ฝังฉันที่ทะเลเถอะเช่นเดียวกับบรรพชนที่โดดลงจากเรือทาสเพราะรู้ว่าตายย่อมดีกว่าถูกกักขังไร้ซึ่งเสรี


เขารู้ว่าญาติผู้น้องนั้นทะนงในศักดิ์ศรีมากเพียงไรแต่ด้วยความเห็นแก่ตัว เขาไม่อยากให้น้องคนนี้ต้องตาย บาปที่พ่อสร้างเอาไว้เขาอยากแก้ไขมัน อยากช่วยอีกฝ่ายจากความโกรธแค้นชิงชังที่เป็นโซ่ตรวนรั้งไม่ให้เขาหลุดจากจุดเดิมที่อยู่
หากอีริคไม่ปรากฏตัวเขาคงปกครองวาคานด้าด้วยวิถีเดิมๆที่ทำสืบต่อกันมา สร้างกำแพงกีดกันคนภายนอก อยู่อย่างเห็นแก่ตัวขณะที่โลกกำลังลุกเป็นไฟ 
อยุติธรรมมีทุกที่ เขาไม่ได้มีพลังไปยุติมัน แต่ถ้าไม่เริ่มทำอะไรสักอย่างย่อมไม่มีอะไรดีขึ้น การกระทำของอีริคเหมือการตบให้เขารู้จักฉุกคิดแล้วหันมองรอบข้างถึงแม้เอาเข้าจริงมันจะเป็นถีบเขาลงจากบังลังก์ขึ้นไปนั่งแทนอย่างสบายใจก็เถอะ

รุนแรงไปหน่อยแต่ก็ทำให้หายจังงังได้ชะงัดนัก ทีชัลล่าสรุปเงียบ ๆ ในใจ


“เราร่วมกันสร้างสะพานสู่โลกภายนอกได้ช่วยเหลือไม่ใช่แค่พี่น้องผิวสีเดียวกัน แต่เพื่อมนุษย์ที่กำเนิดจากทวีปนี้ ถ้าเจ้าอยากพี่ยินดีให้เจ้าปกครองร่วมกับพี่นะ...”


อีริคเบ้ปากกลอกตามองบน กริยาอาการเหมือนอยากจะพูดดังๆให้ได้ยินไปทั้งอาณาจักรว่า ตอแหล


“ฉันไม่ได้แคร์เรื่องนั้นแล้ว อยากจะทำอะไรกันก็เชิญเหอะ...ถ้าอยากให้ฉันอยู่นายก็จะได้แค่ร่างอย่าหวังว่าใจฉันจะอยู่ ไว้ฉันตายคากรงขังขึ้นมาจริงๆก็ช่วยสงเคราะห์เอาไปถ่วงทะเลด้วยละกัน”


ทีชัลล่าถอนหายใจยาว เขาหลับตาแล้วตัดสินใจนอนเอาแรงสักพัก สัญญากับตัวเองว่าตื่นมาแล้วจะกล่อมเจ้าจากัวร์จอมพยศนี่อีกครั้ง ไม่มีวันยอมแพ้

อีริคเป็นเด็กหลงทางยิ่งได้เห็นเทพีบาสก์ลงมาปรากฏกายต่อหน้ายิ่งเข้าใจ เขาเป็นของขวัญที่ล้ำค่าเกินจะทอดทิ้งไว้ให้สิ้นชีพไปทั้งอย่างนี้ โทษฐานที่เขาเขลาเกินกว่าจะช่วยนำทางอีริคสู่บ้านสมควรทดแทนด้วยทุกทางที่เขาทำได้ราชาเสือดำผู้อ่อนโยนเชื่อยามจากัวร์กลับมาผงาดสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง วาคานด้าย่อมรุ่งเรืองเสียยิ่งกว่าเดิม


“น่าเสียดายพี่คงฝังเจ้าลงทะเลดั่งใจเจ้าหมายไม่ได้เอนดาจาก้า เจ้าสมควรอยู่ร่วมกับบรรพชนเรา ณ สุสานราชวงศ์”


อีริคพ่นลมหายใจทางปาก ชูนิ้วกลางให้สูงเท่าที่ข้อมือที่ถูกตรึงไว้จะอำนวยให้คนที่ตอนนี้เขากล้าพูดเต็มปากว่าเกลียดขี้หน้าสุดใจ แม้จะไร้ประโยชน์เพราะอีกฝ่ายไม่เห็นก็ตาม
.
.
.
.
.
.
เผลอหลับไปเมื่อไหร่ไม่อาจรู้ได้ อีริคตื่นขึ้นมาเพราะสัมผัสเปียกที่มือ ลิ้นสากๆของนางพญาเสือดำกำลังเลียฝ่ามือของเขาอยู่ นางดูเศร้าเหมือนตอนที่อยู่ที่ผาน้ำตก เพียงแต่ตอนนี้องค์เทพีกลับสู่ร่างเดิม ร่างของเสือดำยักษ์ที่งามสง่า 

ชายหนุ่มหรี่ตามองกริยาอาการของนางเสือผู้เป็นดั่งมารดาคนที่สอง เขารู้ว่าทำนางเจ็บช้ำมากเหลือเกิน


“มันยากสำหรับท่านนักรึองค์เทพี?...เพียงคมดาบท่านที่จะปลดปล่อยข้าจากทุกสิ่ง ความอัปยศที่ไม่อาจทำตามฝันบิดา ข้าขอเพียงความตายเท่านั้น...”


เสียงสั่นเบาพาลขาดห้วงไป เพราะนางกระโดดขึ้นคร่อมเหนือร่างชายหนุ่ม ซุกไซร้เข้ากับใบหน้าแล้วเลียไปมาซ้ำ ๆ มันดูราวกับนางพยายามโอบกอดเขา ปลอบโยนลูกรักให้สงบลงจากอารมณ์ทั้งมวล

ร่างของเสือค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นร่างมนุษย์ นางกอดคนที่นอนอยู่แน่น หยาดน้ำไหลลงอาบแก้ม

อีริคอยากกอดตอบแต่ด้วยพันธนาการที่รัดตรึง เขาทำได้เพียงฝังใบหน้าลงกับลำคอนาง สูดนำกลิ่นหอมของพงไพรของนางเข้าปอด ถึงเขาจะทำนางเจ็บช้ำปานนี้แต่นางยังมีเมตตาให้ อนิจจาเขาตอบแทนพระคุณนางไม่ได้หมดดังนั้นจึงขอเพียงได้ตายด้วนน้ำมือนาง

เพื่อที่จะได้อยู่เคียงข้างคอยรับใช้ในโลกหน้า เป็นจากัวร์ผู้ซื่อสัตย์ของนาง ปรารถนาของอีริคมีเพียงแค่นั้น

เพราะใช้ชีวิตเพื่อคนที่ตายไปมาโดยตลอด อีริคไม่รู้วิธีอื่นที่จะอยู่ต่อ เวลาที่เฝ้าคอยฝึกปรือเพื่อจะมาทวงคืนทุกอย่างที่ถูกแย่งชิงไปและทำตามความฝันบิดานั้นเสียเปล่าไปแล้ว เขารู้ว่าตนเองไม่มีใจจะลุกขึ้นมาทำสิ่งใดต่อนับตั้งแต่ถูกยื้อยุดจากความตายที่ตนเลือกเองนั่น 

แรงใจจะลุกมาสาปส่งราชาที่จุ้นจ้านเข้ามาสอดมือยุ่งกับชีวิตเขายังไม่มีด้วยซ้ำ ที่ทำอยู่ก็แค่ก่อกวนอีกฝ่ายไปวัน ๆ กลวงเปล่าจนเหลือจะทน

พอเธอมาปรากฏตัว อีริคจึงมีแรงลุกขึ้นต่อ ที่เตรียมการให้ลูกปัดคิโมโยอยู่ใต้อาณัติเขาโดยสมบูรณ์เพียงการนี้ ถึงเธอไม่มาหาเขาก็จะหาโอกาสหนีออกไปตามหาเธอ จากที่ร่างนี้ก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยความแค้นจะกลายเป็นขับเคลื่อนด้วยแรงปรารถนาที่จะตายอย่างมีเกียรติสมใจ


“ลูกเอ๋ย...เจ้าขอให้ข้าปลิดชีพเจ้า ข้าทำไม่ได้ ข้ารักเจ้ามาเกินไป” เทพีตอบด้วยเสียงสั่นเครือ ฝ่ามือไล้ไปตามใบหน้าคมสันช้า ๆ

“เด็กน้อยเจ้าควรเชื่อราชา เขาเป็นคนดี เจ้ารู้แก่ใจไม่เช่นนั้นเจ้าคงไม่วางใจถึงขั้นมาร้องขอความตายของข้า”

“ท่านพูดอะไร” อีริคชะงักค้างไปกับคำจากองค์เทพี เขาขมวดคิ้วหากันด้วยความสงสัย

“อย่าหลอกใจตัวเอง เอนจาดาก้า เจ้าตระหนักความจริงข้อนี้โดยใจเจ้าเอง”


สิ่งที่นางพูดเหมือนฟ้าผ่ากลางใจอีริครู้แต่ไม่อยากยอมรับมัน เขาเบือนหน้าหนีองค์เทพี


“ฟังคำเขา ยอมให้เขาช่วยเจ้า แล้วจงอยู่ด้วยตัวเจ้าเอง จะไม่มีอีกแล้วโทสะที่ครอบงำเจ้ารึแม้แต่ความสิ้นหวังที่เจ้าเป็นอยู่”

อีริคพยายามซ่อนน้ำตาที่เอ่อล้นเขาหันกลับมาสบตาองค์เทพี


“ท่านแค่กำลังจะผลักใสข้าให้คนอื่น ท่านคิดว่าข้าจะรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่กับคนอื่นได้อย่างไรในเมื่อคนที่ทำให้ข้ารู้สึกปลอดภัยได้ตอนนี้มีแค่ท่าน”

“ทุกคนล้วนจากข้าไป รักมากแค่ไหนไม่สำคัญมีแต่ท่าน ท่านที่ยังอยู่แล้วมาตอนนี้...”

“แม้แต่ท่านก็จะทิ้งข้างั้นรึ...”


บาสก์ส่ายหน้าช้า ๆ ประคองใบหน้าที่นางเฝ้าคอยทะนุถนอมเป็นดวงใจนาง น้ำตาไหลไม่ขาดสาย


“มันไม่ใช่เวลาอันสมควร...เจ้าเยาว์วัยหนัก ข้าไม่อาจทำใจพรากเจ้าจากโลกมนุษย์ได้แม้ใจหมายอยากจะอยู่ร่วมกัน”

“เรียนรู้ที่จะมีชีวิต เอนจาดาก้า เพื่อตัวเองมิใช่ใครอื่น ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าแต่แค่จะไม่ใกล้ชิดดังวันวานที่เคยเป็น”

“จากัวร์น้อยของข้า...เจ้าล้ำค่าสำหรับข้าเหนือสิ่งใด ไม่มีเลยที่มนุษย์จะยอมวางใจมอบแก้วตาของตนให้ข้าได้ร่วมชื่นชม แม้แต่คนในวงศ์วานก่อนหน้าเจ้าในอดีตกาล มีแต่เอนโจบูมอบเจ้าให้ข้าด้วยความเชื่อว่าข้าจะช่วยปกป้องเจ้าและนำทางเจ้ากลับคืนสู่ถิ่นเดิมได้ ซึ่งนี่ล่ะที่ข้าพยายามทำมาโดยตลอด”


น้ำตาอีริคค่อย ๆ ไหลลงช้า ๆ ความทรงจำสุดท้ายที่ได้เจอพ่อ พ่อโทษตัวเองว่าเป็นความผิดพ่อที่ทำให้เขาหลงทางแบบนี้
เพราะไม่อยากเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของพ่ออีกต่อไป เขาจึงสั่งทำลายสมุนไพรรูปหัวใจ สิ่งสุดท้ายที่จะเชื่อมเขากับพ่อให้ได้เจอกันอีกครั้งทิ้งให้หมด พลังของแบล็คแพนเธอร์นั่นต้องสิ้นสุดที่ตัวเขาแต่เพียงผู้เดียว

จบสิ้นเสียทียุคสมัยของพญาเสือดำผู้ปกปักษ์อาณาจักรแต่ทอดทิ้งญาติร่วมสายเลือด สร้างกำแพงลวงตาเมินเฉยต่อเสียงร่ำร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนพ้องร่วมเผ่าพันธุ์


เราร่วมกันสร้างสะพานสู่โลกภายนอกได้ช่วยเหลือไม่ใช่แค่พี่น้องผิวสีเดียวกัน แต่เพื่อมนุษย์ที่กำเนิดจากทวีปนี้ ถ้าเจ้าอยากพี่ยินดีให้เจ้าปกครองร่วมกับพี่นะ...


“ถ้าอย่างนั้น...ท่านสัญญาได้มั้ย สัญญา...ว่าสักวันข้าจะได้อยู่ร่วมกันกับท่านอีก ทั้งพ่อกับแม่ก็ด้วย” 
 ณ เวลานี้นักฆ่าคิลมองเกอร์กลายเป็นเพียงเด็กสิบขวบที่นั่งเฝ้าร่างไร้วิญญาณของพ่อ ดวงเนตรสีเข้มจ้องมองลึกเข้าไปในนัยน์ตาเทพีอย่างคาดคั้นขอคำมั่นสัญญาจากนาง

“แน่นอน ข้าสัญญา”

พูดจบนางก็โผเข้ากอดเด็กหนุ่มแน่น อีริคหลับตาลงพยายามเก็บความทรงจำ ณ ขณะนี้ให้ได้มากที่สุดเพราะไม่อยากให้มันเลือนรางจางหายไปจนทำให้ตนต้องหลงทางไร้จุดหมายเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว
.
.
.
.
.
.

เช้าวันต่อมาทีชัลล่าอดยิ้มให้กับภาพอีริคกำลังนอนหลับโดยมีเทพีเสือดำนอนทับอยู่ไมได้ มันทำให้เขาคิดถึงภาพเสือดาวกับเสือดำคู่แม่ลูกที่เขาเคยเห็นตอนเข้าไปในป่าของวาคานด้าเมื่อยังเยาว์วัย ด้วยประสาทสัมผัสคมกริบที่สั่งสมมานานหลายปีไม่นานคนถูกแอบมองก็ดันรู้สึกตัว อีริคค่อย ๆ ลืมช้า ๆ ตาสีน้ำตาลเฉดอ่อนกว่าพลันสบเข้ากับอีกคู่ พอเห็นรอยยิ้มอ่อนโยนของทีชัลล่าแล้วขนทั่วร่างอีริคก็พาลลุกเกรียว

มองแบบนี้แม่-ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

คิดได้แล้วพ่อจากัวร์แสนดุร้ายก็แยกเขี้ยวใส่อีกฝ่ายไม่พอยังทำเสียงขู่ใส่อีก เสียงนั่นถึงจะไม่ดังมาแต่ก็ทำเอาเสือดำบนร่างสูงกระดิกหู เทพีตื่นเต็มตาแล้วค่อยๆเหยียดตัวบิดขี้เกียจ นางมองอีริคนิ่งๆไม่ต้องพูดให้ได้ยินก็พอรู้ บาสก์อยากบอกให้เขาหยุดงอแงเป็นเด็กเสียที

นางกระโดดลงจากตัวอีริคย่ำเท้าไปที่เตียงตรงข้าม ราชาลดตัวลงคุกเข่าคารวะองค์เทพี

“สาบานต่อองค์เทพี เอนจาดาก้า โอรสแห่งเอนโจบูผู้เป็นของขวัญแด่ท่านข้าจะรับฝากดูแลอย่างสุดความสามารถ ไม่ให้เดือดร้อนท่านต้องลงมาเป็นธุระเยี่ยงนี้อีก”

นางเสือมองราชาที่กำลังคุกเข่า นางหมุนตัวกลับแล้วย่ำเท้าออกจากห้องไป ร่างเสือดำค่อย ๆ พลันสลายไปต่อหน้าทั้งทีชัลล่าและอีริค


เรารู้ว่าไว้ใจเจ้าได้ 


เสียงของนางดังก้องในหัวของทั้งคู่ อีริคถอนหายใจเบาและทันใดนั้นเอง



...เขายิ้ม…



ริมฝีปากยกขึ้นเพียงไม่กี่องศาหากเป็นคนทั่วไปแทบไม่สังเกตเห็น แต่ชั่วพริบตานั่นทีชัลล่ามั่นใจ อีริคกำลังยิ้มๆจริง ครั้งแรกนับตั้งแต่หลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่อีกฝ่ายกลับมามีชีวิต

ทีชัลล่าดีใจจนไม่สามารถเอ่ยเป็นคำพูด หลายเดือนที่เพียรพยายามเกลี้ยมกล่อมให้น้องกลับมามีกำลังใจชีวิตแล้วก้าวต่อไปบัดนี้มันบรรลุผลแล้วจากการช่วยเหลือเล็กน้อยจากองค์เทพี ถึงยังเป็นแค่เสี้ยวความหวังเล็กๆที่เพิ่งก่อตัวแต่มันมีค่าเหลือเกิน


“ยิ้มทำซากอะไรหนักหนาฮะ?”

“เพราะพี่ดีใจ...น้องยิ้มแล้ว”

“ขอร้องล่ะฝ่าบาท เลิกแทนตัวเองแบบนั้นทีโคตรขนลุก นี่หนังหัวจะพาลแสตนด์อัพไปด้วยแล้วเนี่ย”


อาการยียวนไร้สัมมาคารวะก็เป็นสัญญาณที่ดีอย่างหนึ่งถึงจะระคายหูแต่สำหรับทีชัลล่าที่ถูกชูริกวนแบบนี้มาทั้งชีวิตเขาแค่เห็นมันน่าเอ็นดูจนเผลอจินตนาการไปไกลถ้าหากว่าอีริคจะโตมาพร้อมกับพวกเขาพี่น้อง

แม้อดีตจะไม่อาจแก้แต่เขาจะทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ชดเชยความรักที่อีริคขาดหายมานานและสานต่อความหวังของท่านอาที่เขาเคารพรัก

ทีชัลล่าลุกขึ้นยืดตัวตรงเดินไปหาอีกฝ่าย อีริคสังเกตเห็นถึงรอยจางแผลจากเทพีบาสก์ที่ยังไม่สมานตัวดีนักบนหน้าอก ความรู้สึกผิดเล็กน้อยผุดขึ้นในใจ มันเป็นเรื่องระหว่างเขากับองค์เทพีไม่ควรเลยที่ทีชัลล่าจะต้องมารับลูกหลง

สัมผัสอุ่นจากริมฝีปากของมนุษย์---มนุษย์ที่ยืนอยู่เหนือเขา---ประทับที่หน้าผาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด เส้นเลือดบริเวณใบหน้าสูบฉีดเต็มที่จนหน้าแดงซ่านไปถึงหู คิลมองเกอร์นักฆ่าร้อยศพสิ้นลายเพราะจุมพิตของราชาโดยแท้


“ก...แก....ไอ้...” ปากเริ่มทำท่าจะพ่นคำผรุสวาทบาดหูแต่นิ้วเรียวของอีกฝ่ายมาหยุดไว้ก่อน


ราชารเผยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟัน ใจจริง ๆ เขาตั้งใจเดินมาจัดการปลดพันธนาการให้อีริค แต่มันอดไม่ได้ที่จะเอาคืนอีกฝ่าย ยิ่งปฏิกิริยาที่ได้รับนั่นอีก คนที่แข็งกระด้างจากการถูกทอดทิ้งมาทั้งชีวิตแค่ได้รับเพียงสัมผัสเดียวก็สามารถกลับกลายเป็นคนละคนที่เคยคลั่งไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวังหมดอาลัยได้


“พี่ว่าหลังจากนี้คงต้องสอนมารยาทเจ้าใหม่ ไหนลองเริ่มง่ายๆก่อน เรียกพี่ว่าพี่สิไม่ก็ท่านพี่ก็ได้นะหากเจ้ายังไม่ชิน”

“อย่างไหนก็ไม่เอาว้อย!!”



ไม่เป็นไร อดทนรออีกนิดอีริคคงยอมเรียกเขาว่าพี่ในสักวัน แล้วครั้งนี้ครอบครัวจะไม่มีวันแยกจากอีก

ทีชัลล่าบอกตัวเองในใจเขาเชื่อว่ารับมือกับจากัวร์ตนนี้ได้ แบบเดียวกับที่จากัวร์ตัวนี้เคยยอมเปิดใจให้เสือดำตนหนึ่งมาก่อนแล้ว

กับเสือดำอีกตัว...คงไม่ต่างอะไร 


The End













ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ maoto จากทั้งหมด 3 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 เมษายน 2561 / 16:01
    อ่านเรื่องแล้ว มันดีต่อใจอ่ะ จริงๆ น่ารักมากกกกกกกก คือแบบทีชัลล่าโคตรอ่อนโยน ชอบความจูบหน้าผากน้องอ่ะ ฮืออ
    #7
    0
  2. วันที่ 14 เมษายน 2561 / 09:33
    เป็นฟิคที่ค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับเราเลยค่ะ คือเทพีบาสต์เป็นตัวหลักในเรื่องเลย นางบู๊เผ็ดจริง ๆ 555555

    ชอบเหตุผลที่เผาแปลงสมุนไพรรูปหัวใจ เหตุผลไม่เหมือนใครดี คือเอริคไม่อยากต้องไปพบบรรพชนก็คือพ่อของเค้าอีกแล้ว เพราะมันคงจะเศร้ามากเลยทีเดียว
    #6
    0
  3. วันที่ 4 เมษายน 2561 / 00:31
    ได้อ่านแล้ว ดีต่อใจมากเลยค่ะ ชอบคสพของชูรี เทพีบาสกับอิริค เหมอืนแม่กับลูกดื้อๆเลยค่ะ สงสาน้องตอนเด็ก แล้วแม่ก็ตาย ลุงทรยศ มีแต่เทพีบาสที่เมตตาเลี้ยงดูมา ถึงแบบนั้นน้องก็ยังโตมาแบบขาดความรัก เรารู้สึกว่าเป็นฟิคที่ไม่มีฉากหวานแต่เราชอบมากเลย มันเติมเต็มชวนในรู้สึกอบอุ่นหัวใจดีจริงๆค่ะ





    #5
    0
  4. วันที่ 2 เมษายน 2561 / 20:08
    อ่านในแอพไม่ได้อะค่ะ ._.
    #4
    0
  5. วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 15:39
    สนุกมาก อ่านแล้วน้ำตาคลอง
    เขียนอีกนะ
    #3
    0
  6. วันที่ 16 มีนาคม 2561 / 01:16
    ไม่ว่าจะอ่านกี่รอบ ก็น้ำตานองทุกรอบเลยค่ะ ฮือออ

    สนุกมาก บรรยายได้สุดยอดเลยค่ะ ชอบมากๆๆๆ รับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกของแต่ละคนได้ดีโดยเฉพาะอีริคกับชีรี เราชอบสายสัมพันธ์ของสองคนนี้มาก มันแบบ...บอกไม่ถูกค่ะ เอาเป็นว่าเราร้องไห้ไปกับสองคนนี้หนักมาก TwT ยิ่งฉากผาน้ำตกเนี่ย ใจเราพังเลยค่ะ ฮือ

    แอบเสียดายที่เป็นเรื่องสั้น อยากให้มีต่อมากค่ะ อยากรู้ว่าฝ่าบาทจะทำให้จากัวร์เดียวดายตัวนี้เปิดใจได้อีกรอบมั้ย รวมไปถึงปฎิกิริยาคนรอบข้างที่มีต่ออีริคด้วย

    ขอบคุณมากนะคะที่เขียนฟิคสนุกๆขึ้นมา อยากระบายความรู้สึก(?)มากกว่าแต่มันไม่รู้จะบรรยายออกมายังไง 555

    ปล. มีการพิมพ์ชื่อสลับอยู่นะคะ ระหว่างเอ็นาดาก้า กับ เอ็นดาจาก้า
    #2
    1
    • #2-1 maoto (@maotomay) (จากตอนที่ 1)
      20 มีนาคม 2561 / 17:54
      ขอบคุณมาก ๆ นะคะสำหรับคอมเม้นท์ ส่วนเรื่องชื่อผิดเดี๋ยวจะจัดการแก้ไขค่ะ โอ๊ย เช็คหลายรอบแท้ๆยังหลุดอีก 555+
      #2-1
  7. #1 FREE ALONE (@iamminfreealoun) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 15:14
    พล๊อตเรื่องน่าสนใจมากเลยค่ะ มากซะจนน่าเสียดายที่เป็นแค่เรื่องสั้น😭
    //อิริคแค่อยากจะสานฝันของพ่อแต่วิธีการของเขาก็ออกจะรุนแรงเกินไปก็เท่านั้น
    #1
    1
    • #1-1 maoto (@maotomay) (จากตอนที่ 1)
      15 มีนาคม 2561 / 19:39
      ไม่แน่ค่ะ อาจจะมีต่อก็ได้ 5555 ขอบคุณสำหรับคอมเม้นนะคะ
      #1-1