Adorable COUPLE [Yaoi]

ตอนที่ 11 : Adorable 10 - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 204
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 พ.ย. 59

Adorable 10

 

 

 

"พวกมึงทะเลาะกันหรือไงวะ"

 

คำถามของปิงเรียกความสนใจของผมจากหนังสือการ์ตูนที่กำลังอ่านอยู่ ก่อนที่ผมจะเลื่อนสายตาไปมองคู่กรณีที่ยังมีท่าทีปั้นปึงใส่ตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

 

"มันงี่เง่าใส่กู" ผมบอกเสียงเรียบอย่างไม่ค่อยสนใจ

 

ผมง้อใครไม่เป็นและครั้งนี้ไอ้ภามก็เอาแต่ใจมากเกินไป ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำตามที่มันบอกเลยครับ ในเมื่อมันไม่มีสิทธิ์ห้ามผมคบกับใครหรืออะไรทั้งนั้น ถึงมันจะเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผมก็ตาม

 

เป็นแค่เพื่อน...ไม่ใช่เจ้าของชีวิต

 

"แต่เราว่ารีบคืนดีดีกว่านะ บรรยากาศน่ากลัวอ่ะ" มุกบอกเสียงเบา แล้วเบ้หน้าออกมาเล็กน้อย เพราะท่าทางของมัน วันนี้เธอเลยไม่กล้าเกาะแกะอย่างทุกที

 

ผมก็ถอนหายใจ ก่อนจะวางหนังสือการ์ตูนในมือลง เพราะสายตากดดันของเพื่อนอีกสองคน ถึงจะรู้สึกขัดใจไปหน่อย แต่ผมก็จะพยายามเพื่อความสบายใจของมุกกับปิงก็แล้วกันครับ

 

ผมลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่หน้าโต๊ะที่อยู่ปลายแถว แล้วมองคนที่ตีหน้านิ่งไม่พูดไม่คุยกับใคร ก่อนจะตบโต๊ะดึงความสนใจของมัน

 

ปัง!

 

"กูไม่ได้ง้อ แล้วกูก็จะไม่สัญญาเรื่องที่มึงบอกด้วย" ผมบอกเสียงเรียบ ทั้งที่อีกฝ่ายยังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ "รู้ไว้ซะ! มึงทั้งน่ารำคาญ น่าหงุดหงิด แต่มึงก็เป็นเพื่อนที่สำคัญที่สุดของกู พิเศษกว่าใครทั้งนั้น"

 

ถึงแม้คนตรงหน้าจะยังตีหน้านิ่งไม่สะทกสะท้าน แต่ผมก็แอบเห็นมุมปากของมันที่กระตุก แค่นี้ก็รู้ผลแล้วครับ

 

ไอ้ขี้หวง!

 

หลังจากนั้นผมก็เดินกลับไปนั่งที่ของตัวเอง ซึ่งอยู่อีกด้านของแถว โดยที่มีสายตาของมุกกับปิงมองมาด้วยความอยากรู้

 

"เป็นไงบ้าง" มุกถาม แล้วลอบมองท่าทีนิ่งเฉยไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ของไอ้ภาม

 

"ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่ต้องสนใจหรอก เดี๋ยวมันงอนจนเหนื่อยก็กลับมาปกติเอง" ผมบอกไปตามเรื่อง พร้อมกับหยิบหนังสือการ์ตูนมาอ่านต่อ แล้วก็ต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงข้อความเข้า

 

-พากูไปเลี้ยงไอติมด้วย-

 

ผมลอบมองเจ้าของข้อความที่ยังก้มหน้าก้มตาตีหน้านิ่งไม่สนใจใคร แล้วเลื่อนสายตากลับมาสนใจหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเองอีกครั้ง

 

-ไปกันแค่สองคน-

 

 

+++++++++

 

 

หลังจากเลิกเรียนเมื่อวานนี้ผมก็พาไอ้ภามไปเซ่นของหวานอย่างที่มันต้องการครับ แล้วตอนนี้ไอ้เพื่อนตัวแสบก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

 

"ค่อยยังชั่ว" มุกพูดกับผมเสียงเบา แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย "เมื่อวานเราไม่กล้ายุ่งเลยอ่ะ หน้าไม่รับแขกมาก"

 

ผมก็แค่พยักหน้ารับ แล้วหันไปมองไอ้ภามกับปิงที่กำลังคุยกันอยู่ ก่อนจะหันมาสนใจมุกอีกครั้ง เมื่อเธอสะกิดเรียก

 

"นี่พายช่วยเราหน่อยสิ"

 

"อะไรเหรอ"

 

"เราอยากไปเดตกับภามอ่ะ เคยลองชวนดูแล้ว โดนบอกปัดตลอด"

 

ผมมองสีหน้ากังวลใจของมุก ก่อนจะนึกหาวิธีให้เพื่อนสาวสมหวัง แต่ก็ยังนึกหนทางไม่ออก ก็เพื่อนสนิทของผมคนนี้มันชอบทำตามใจตัวเองน่ะสิครับ ถ้ามันไม่อยากไป บังคับอย่างไรก็ไม่สนใจหรอก

 

"แล้วตั้งใจจะไปเดตกันที่ไหน" ผมถาม ถ้ามีข้อมูลบ้าง อาจจะคิดอะไรออกได้ง่ายขึ้น

 

"ก็กินข้าว ดูหนังนั่นแหละ เราไม่ได้หวังอะไรมากหรอก" มุกตอบ แล้วถอนหายใจออกมา "แต่ถ้าชวน ก็คงต้องชวนพายกับปิงไปด้วย"

 

ผมพอจะเข้าใจสถานการณ์ แล้วก็เห็นวิธีที่พอจะลากไอ้ภามออกไปเดตกับมุกได้แล้วครับ

 

"แล้วมุกจะนัดกับมันเมื่อไหร่"

 

"วันหยุดนี้เลยก็ดีนะ เพราะเราเหลือเวลาแค่ครึ่งเดือนเอง"

 

ครึ่งเดือนของสัญญาแฟนกำมะลอ...

 

ตั้งแต่เจอพี่เนยที่ประกาศตัวจะไม่ยุ่งกับมุกอีกในวันนั้น ไอ้ภามก็ไม่สนใจหน้าที่แฟนของตัวเองอีก ผมก็ได้แต่เห็นใจมุกที่หงอยลงถนัดตาครับ ผมพยักหน้ารับ แล้วมองไอ้ภามกับปิงที่ตอนนี้สุมหัวเล่นโทรศัพท์มือภือกันอยู่ ก่อนจะหันมายิ้มให้มุก

 

"งั้นเสาร์นี้เตรียมตัวไว้เลย"

 

 

++++++++++

 

 

การจะหลอกล่ออะไรบางอย่างให้ติดกับ ก็จำเป็นต้องใช้เหยื่อ ถึงผมจะไม่ได้อยากเป็นเหยื่อของใครทั้งนั้น แต่ครั้งนี้ผมก็ต้องยอมรับว่า ตัวเองได้กลายเป็นเหยื่อไปแล้วครับ

 

วันนี้ผมทำหน้าที่ล่อไอ้ภามให้มาเที่ยวกับมุก แล้วค่อยหาจังหวะสละเรือ ปล่อยให้เพื่อนทั้งสองคนเดตกันตามลำพัง ถึงแม้ตอนนี้อีกฝ่ายจะติดกับแล้ว แต่ผมก็ยังชิ่งหนีไปไหนไม่ได้อยู่ดี

 

"อีกสิบนาทีหนังจะเข้าแล้วนะ" มุกหันมาบอก ก่อนจะควงแขนของไอ้ภาม "ภาม ไปซื้อป็อปคอร์นกัน"

 

"อืม" ไอ้ภามตอบรับ แล้วหันมาส่งตั๋วหนังสามใบให้ผมถือไว้ ก่อนจะเดินไปพร้อมกับมุก

 

ไอ้นี่มันร้ายครับ หาเรื่องถ่วงขาไม่ให้ผมหนีตลอด ถ้าผมหายไปตอนนี้ เดตที่ยังไม่ได้เริ่มต้นคงล่มก่อนแน่

 

ผมก็ได้แต่ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง มุกกับไอ้ภามก็เดินกลับมาพร้อมกับของกินเล่นเต็มมือ หลังจากนั้นพวกเราก็เดินเข้าโรงหนังกันต่อ ผมก็แอบสบตากับมุกเป็นระยะครับ

 

ท่ามกลางความมืดที่มีอากาศเย็นโอบล้อม หน้าจอขนาดยักษ์กำลังฉายหนังรักวัยรุ่นที่ผมไม่ได้สนใจเท่าไรนัก ก่อนจะหันไปมองไอ้ภามที่นั่งอยู่ข้างกัน

 

"เดี๋ยวกูไปเข้าห้องน้ำก่อน"

 

"กูไปเป็นเพื่อน"

 

"ไม่ต้องๆ มุกหลับคาไหล่มึงอยู่ไม่ใช่เหรอ"

 

ผมเลื่อนสายตาไปทางเพื่อนสาวที่กำลังเอนตัวนอนสบาย ไอ้ภามก็มองตามแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ผมเลยถือโอกาสหนีออกมาแบบมึนๆ จนได้

 

เฮ้อ...เหนื่อย ริอยากเป็นพ่อสื่อ ก็ต้องลำบากแบบนี้นี่แหละ

 

เมื่อผมเดินพ้นจากอาณาเขตของโรงภาพยนตร์ ผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความบอกลา

 

-กูท้องเสียหนักว่ะ ขอกลับไปพักก่อน มึงเดินเที่ยวกับมุกต่อเลย ไม่ต้องห่วง-

 

หลังจากส่งข้อความเสร็จ ผมก็ปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อตัดการติดต่อ ตอนนี้ผมก็ได้แต่หวังว่า มันจะไม่กลับมาหาผมที่ห้องทันที จากนิสัยสุภาพบุรุษของมันแล้ว คงไม่ปลุกมุกที่แกล้งหลับแล้วเดินออกมาจากโรงหนังหรอกครับ

 

ใช่ครับ ผมกับมุกวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงมันจะดูยุ่งยากเกินนิสัยของผมก็ตาม

 

แต่ถึงอย่างนั้น...ถ้ามันกลับไปก็คงไม่เจอใครและรอได้แค่หน้าห้องเท่านั้น เพราะไอ้ภามไม่ได้ถือกุญแจห้องมาครับ แล้วคนฉลาดอย่างมันก็คงหลบร้อนไปที่ห้องของมุกแทน เนื่องจากอาทิตย์นี้ปิงกลับบ้าน ด้วยความเป็นไปได้ทั้งหมดก็จะทำให้เพื่อนทั้งสองคนใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น ซึ่งที่เหลือต่อจากนี้ ก็เป็นหน้าที่ของมุกที่จะทำให้เพื่อนสนิทของผมหลงเสน่ห์แล้วล่ะครับ

 

ทั้งที่แผนการทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ และผมก็ทำให้เพื่อนทั้งสองคนได้มีโอกาสใช้เวลาปลูกต้นรักด้วยกันอย่างที่หวัง ทว่า...ความรู้สึกของผมตอนนี้กลับหน่วงจนยิ้มไม่ออก

 

อาจจะเป็นความรู้สึกผิดที่หลอกเพื่อนสนิทล่ะมั้ง...

 

ผมเดินเอื่อยอยู่ในห้างสรรพสินค้าอย่างไร้จุดหมาย พร้อมกับปัดความคิดเรื่องของเพื่อนทั้งสองคนออก รวมไปถึงผลลัพธ์จากการกระทำของตัวเอง แน่นอนว่าไอ้ภามต้องโกรธผมอีกรอบอยู่แล้ว

 

เมื่อไม่รู้จะไปสืงสถิตอยยู่ที่ไหน ผมเลยตัดสินใจแวะเข้าร้านหนังสือนั่งฆ่าเวลาสักชั่วโมงเพื่อหาหนทางชีวิตในวันนี้ให้กับตัวเอง ทว่าหลังจากเดินวนหาจุดพัก สายตาของผมก็พลันไปเห็นร่างคุ้นตากำลังนั่งจ้องชั้นวางสีโปสเตอร์ด้วยความตั้งใจ

 

"พี่เนย"

 

"อ้าว! มาได้ไงวะ"

 

พี่เนยมีท่าทีตกใจในทีแรก ก่อนจะยิ้มกว้าง แล้วกลับไปสนใจขวดสีที่วางเรียงรายอยู่ตรงหน้าของตัวเองอีกครั้ง

 

"มาเดินเล่น แล้วพี่มาซื้อสีเหรอ"

 

"อืม กำลังจะเอาไปทำงาน"

 

"งั้นผมไปก่อนแล้วกัน"

 

"เฮ้ย! รอเดี๋ยว"

 

พี่เนยหันมองผม แล้วกลับไปสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อ ผมก็ได้แต่ยืนมองสักพัก หลังจากนั้นพี่เขาก็หยิบสีโปสเตอร์มาจำนวนหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันมาทางผมอีกครั้ง

 

"ไปดูป่ะ"

 

"ดูอะไรวะ"

 

"พูดไม่เพราะว่ะ ก็ไปดูกูทำงานไง"

 

พี่เนยส่งสีหน้าดุแกมรำคาญมาให้ เมื่อผมแสดงท่าทีงุนงงออกมา ก่อนจะส่งขวดสีโปสเตอร์ให้ผมถือเฉย

 

"...ก็ได้"

 

ถึงแม้ในใจผมจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม แต่ในเวลานี้ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะไปไหนดีเหมือนกันครับ ผมก็เลยตัดสินใจเดินตามรุ่นพี่ประหลาดที่กำลังไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์แต่โดยดี

 

 

+++++++++

 

 

ในขณะที่ผมกำลังซ้อนท้ายมอเคอร์ไซค์คันเดิมของพี่เนย สายลมและแสงแดดก็ปะทะร่างกายของผมเป็นระยะ เพียงไม่นานเราสองคนก็เดินทางมาถึงบริเวณสวนสาณารณะแห่งหนึ่ง สีเขียวและร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ ทำให้ความร้อนที่ระอุจากพื้นถนนสงบลงได้มาก

 

"พี่ทำงานอะไรที่นี่"

 

"ก็เปิดร้านนิดหน่อย"

 

ผมเดินตามพี่เนยมาครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นซุ้มขนาดเล็กและโต๊ะที่มีเด็กวัยประถมกำลังนั่งปั้นอะไรบางอย่างอยู่ รวมไปถึงป้ายแบบอาร์ตสดใสแต่สบายตาเขียนว่า 'ซุ้มดินเหนียว

 

"มึงพาใครมาด้วยวะ"

 

เสียงทักของผู้ชายที่ดังขึ้น ทำให้ผมที่กำลังยืนดูน้องคนหนึ่งด้วยความสนใจต้องหันไปมอง ก่อนที่พี่เนยจะแนะนำตัวให้ผมเสร็จสรรพ

 

"คนดีของกู ชื่อพาย"

 

ทำไมมึงต้องแนะนำกูแบบนั้นด้วยวะ!

 

ผมก็ยกมือไหว้เพื่อนของพี่เนยที่เลิกคิ้วขึ้นมอง ก่อนที่เขาจะส่งยิ้มมาให้อย่างเป็นมิตร

 

"พี่ชื่อเม่น เพื่อนเลวของไอ้เหี้ยเนย"

 

ฮะ! อะไรของพวกมึงกันเนี่ย?

 

"ฮ่าๆ พายตามสบายนะ เดี๋ยวพี่ขอทำงานก่อน"

 

ผมก็ได้แต่มองพี่เม่นด้วยความเหวอ ก่อนจะหันไปมองพี่เนยที่กำลังจัดของ แล้วหันมายิ้มให้ผม

 

"มึงนั่งเล่นหรือจะลองปั้นดูก็ได้" พี่เนยบอก ก่อนจะส่งก้อนดินเหนียวให้ผม "แต่คิดเงินร้อยนึงนะ"

 

ไอ้ขี้งก!

 

"ผมนั่งดูเฉยๆ ดีกว่า" ผมบอก แล้วหันไปมองเด็กที่นั่งอยู่ใกล้ตัวที่กำลังปั้นตัวอะไรสักอย่างที่ผมยังจินตนาการไม่ออก

 

ผมนั่งเพลินดูเด็กน้อยที่กำลังสรรค์สร้างงานศิลปะของตัวเองอย่างขะมักเขม้น ก่อนจะหันไปมองรุ่นพี่ทั้งสองคนต่อ ตอนนี้พี่เม่นกำลังสอนเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งปั้นไดโนเสาร์ ส่วนพี่เนยก็กำลังลงสีให้กับฮีโร่ตัวเขียวจอมพลังที่สร้างขึ้นจากดินเหนียวอยู่ ซึ่งดูจากหน้าตาแบบเถื่อนๆ ของทั้งคู่แล้ว ไม่น่าจะชอบทำอะไรแบบนี้ได้เลยครับ

 

"พี่เนยค่ะ เจ้าหญิงคิตตี้ของหนูสวยไหมคะ"

 

"สวยครับ น้องแอมเก่งจังเลยน้า"

 

คิตตี้กรือก้อนขี้วะ หน้าเหลืองแบบนั้น...

 

"พี่เนยครับ แล้วสไปเดอร์แมนของผมอ่ะ"

 

"อืม ใช้ได้เลยนะก้อง เก่งมาก"

 

ถ้าปีเตอร์ ปาร์คเกอร์เห็นคงร้องไห้ว่ะ...

 

ผมก็ได้แต่วิจารณ์ผลงานของเด็กน้อยไปเรื่อย ถึงจะตลกไปบ้าง ทว่าผมก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจจากผลงานแต่ละชึ้นนะครับ ผมก็ได้แต่ยิ้มมองความสดใสน่ารักที่อบอวลอยู่ในซุ้มศิลปะแห่งนี้

 

พี่เม่นกับพี่เนยเป็นคนก่อตั้งซุ้มดินเหนียวกันแค่สองคนตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วครับ ที่นี่จะรับสอนและรับจ้างปั้นดินเหนียวกับผู้สนใจทั่วไป ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นเด็กๆ ที่สนใจงานศิลปะและพ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกมีงานอดิเรกที่มีประโยชน์ต่อจินตนาการและสมาธิ

 

"นั่งเฉยๆ ไม่เบื่อเหรอ จะลองมั่งก็ได้นะ" พี่เม่นพูดขึ้น ก่อนจะนั่งลงข้างผม

 

"ไม่ล่ะครับ ผมอายเด็ก" ผมบอก แล้วหัวเราะแห้งออกมา ปากก็ว่าคนอื่นแต่ตัวเองก็ทำไม่ได้ดีเหมือนกัน

 

"ให้พี่สอนป่ะ" พี่เม่นชวนต่อ ก่อนจะยกยิ้มออกมาเล็กน้แย "หรือจะรอให้ไอ้เนยสอนให้ ก็เป็นคนดีของมันนี่น่า"

 

"โหย...พี่" ผมโอดครวญออกมา เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังแซว "พี่เนยแม่งก็เว่อร์"

 

"ฮ่าๆ มันก็อย่างนี้แหละ ดูล้นเป็นบางเรื่องน่ะ" พี่เม่นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แล้วลอบมองเพื่อนของตัวเองที่กำลังเพ่งสมาธิไปที่ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลที่กำลังลงสีอยู่ "แต่มันเป็นคนจริงใจ"

 

"ครับ" ผมก็ได้แต่ตอบรับ แล้วระบายยิ้มบางให้พี่เม่น

 

คนเราดูกันที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ นั่นแหละครับ 

 

 

+++++++++

 

 

ผมนั่งเพลินจนถึงเย็น ก่อนจะช่วยรุ่นพีทั้งสองคนเก็บของ และเมื่อถึงเวลากลับ ผมก็ต้องขอโทษพี่เม่นที่วันนี้ยึดตำแหน่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ของพี่เขาไป แต่อีกฝ่ายก็ใจดี นอกจากยิ้มให้แล้ว ก็ยังชวนให้ผมมาที่นี่อีก ทว่าเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ก็ไม่ได้ไปส่งผมกลับหอในทันทีหรอกครับ พวกเราแวะหาข้าวเย็นกินข้างทางก่อน

 

ผมมองบรรยากาศรอบตัวที่มีผู้คนเดินผ่าน เสียงเครื่องยนต์และแสงไฟบนถนน ทำให้ความมืดที่รายล้อมไม่ได้เงียบเหงา ก่อนความคิดที่ล่องลอยจะหวนไปนึกภึงเพื่อนทั้งสองคนที่ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไรกันบ้าง

 

"พี่ ถามอะไรหน่อยได้ไหม" ผมถามขึ้น พลางมองพี่เนยที่กำลังกินข้าวมันไก่อย่างเอร็ดอร่อย

 

"อืม ว่าไงวะ" พี่เนยตอบรับ แล้วเลื่อนสายตามามองผมเล็กน้อย

 

"พี่จีบมุกเหรอ" ผมถามต่อ พี่เนยไม่ได้แสดงท่าทีตกใจอะไร นอกจากมองผมด้วยสีหน้าปกติ "มุกบอกผม"

 

"อืม เมื่อก่อน แต่มีแฟนแล้วก็ไม่ยุ่งว่ะ" พี่เนยตอบ แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย "ก็แค่ชอบ ยังไม่ได้รักเลยตัดใจได้ไม่ยาก"

 

"แสดงว่าพี่จะเลิกยุ่งกับมุกแล้ว" ผมถามย้ำ พี่เนยก็มองผมอีกครั้งด้วยสายตาครุ่นคิด

 

"คงงั้น ผู้หญิงมีตั้งเยอะ ไม่ได้มีมุกที่น่ารักอยู่คนเดียวนี่หว่า" พี่เนยตอบอย่างง่ายดาย ผมก็พยักหน้ารับ

 

ทั้งที่ภายนอกพี่เนยดูเป็นคนหัวรุนแรงและหน้าตาชวนหาเรื่อง ทว่าเมื่อรู้จักกันแล้วกลับเป็นคนร่าเริงและมองโลกในแง่ดี แถมยังรักเด็กเหมือนางงามอีกต่างหาก

 

ชักสงสัยแล้วว่า ทำไมมุกไม่ชอบวะ... หรือว่าเพราะหน้าตาโฉดเกินไปจนไม่น่าไว้วางใจ?

 

"แต่ช่างเรื่องของมุกเถอะ ว่าแต่มึงมีแฟนหรือยังวะ" พี่เนยถามกลับ ผมก็ส่ายหน้าด้วยความอายเล็กน้อย "ทำไมวะ ไม่เจอคนที่ชอบหรือยังไง"

 

"ก็คงงั้น" ผมตอบไปตามเรื่อง แล้วทำหน้าเซ็ง พี่เนยก็หัวเราะออกมา นึกถึงเรื่องนี้ทีไร หนุ่มโสดหน้าตาดีอย่างผมก็ละเหี่ยใจทุกที

 

"ถ้าไม่มีแฟน กูจีบได้ดิ" พี่เนยถามต่อ ผมสำลักข้าวมันไก่จนต้องรีบคว้าแก้วน้ำมาดื่มทันที

 

พูดอะไรออกมาเเนี่ย!

 

"ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้น" พี่เนยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ แต่ผมไม่ตลกด้วยหรอกครับ

 

อย่ามาขอจีบกันซึ่งๆ หน้าเซ่! ถึงกูจะกล้าขอกล้าให้ แต่เรื่องแบบนี้ยกเว้นเว้ย!

 

"ถ้าเป็นพี่จะไม่ตกใจหรือไง" ผมถามกลับ พี่เนยก็แค่ยกยิ้มออกมา

 

"ก็ไม่อ่ะ เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นแฟนกันก็เยอะ เห็นเกลื่อน" พี่เนยบอกหน้าซื่อ ผมก็ได้แต่ปั้นหน้ายาก

 

ไอ้พี่เนย...มึงโลกสวยไปแแล้ว!.

 

"มึงไม่รู้หรือไง คนที่ทำหน้าแบบมึงเนี่ย ไม่รอด...เสียตัวให้เกย์มาหลายคนแล้ว" พี่เนยยังพูดต่อ แล้วก็หัวเราะในลำคอจนผมต้องขมวดคิ้วออกมา "ไม่เคยได้ยินเหรอ ยิ่งหนียิ่งเจอน่ะ"

 

"ผมไม่ได้หนี" ผมตอบเสียงแข็ง พี่เนยก็เลิกคิ้วขึ้นเหมือนกวนประสาท

 

"แสดงว่าตกลง กูจีบได้?" พี่เนยว่าต่อ ผมก็ภลึงตาใส่ อีกฝ่ายก็ยักคิ้วกลับเหมือนต้องการยั่วอารมณ์

 

กูขอถอนคำพูดที่ชมมึงก่อนหน้านี้ทั้งหมด ไอ้พี่เนย!

 

"ฮ่าๆ กูพูดเล่น แต่ถ้ามึงสนใจ กูก็โอเค อยู่กับมึงแล้วกูมีความสุขดี" พี่เนยพูดต่อเสียงนุ่ม ก่อนที่ผมจะเผลอหลบสายตาอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่

 

"ไม่สนใจหรอก" ผมตอบทันที แล้วรู้สึกกระดากอายขึ้นมาในใจกะทันหัน

 

"ทำไมวะ" พี่เนยย้อนถาม แต่ก็ไม่แสดงสีหน้าจริงจังอะไรกับการปฏิเสธของผม

 

"เพราะพี่เป็นผู้ชายไง" ผมตอบทันทีอีกครั้ง พี่เนยก็โคลงหัวไปมา

 

"ถ้าไม่ติดเรื่องเพศ มึงจะตกลง?" พี่เนยถามต่อ ผมก็ขมวดคิ้วออกมา

 

"ก็...อาจจะมั้ง" ผมตอบไม่เต็มเสียงนัก แล้วถอนหายใจออกมา "แล้วทำไมเราต้องมาคุยเรื่องนี้ด้วย ไม่มีอะไรคุยแล้วหรือไง"

 

"กูไม่ได้คุยเรื่องที่จะจีบมึงแล้ว แต่กำลังคุยเรื่องทัศนคติที่ว่า เราจะชอบใครสักคนเพราะอะไรต่างหาก" พี่เนยบอก แล้วทำหน้าวิเคราะห์ออกมา "กูว่าคนที่แบ่งแยกความรักด้วยเพศเป็นพวกไม่มีวัฒนธรรมว่ะ"

 

"แต่ตามธรรมชาติมนุษย์ก็ต้องชอบเพศตรงข้ามไม่ใชหรือไง" ผมตอบ แล้วทำใจยอมตามน้ำกับหัวข้อสนทนาที่ไม่น่าสนใจของมันไป

 

"ถ้าต้องการสืบพันธุ์น่ะใช่ แต่ถ้าเรื่องนี้กูว่าไม่ใช่ว่ะ เรื่องความรัก...มันเกี่ยวกับความรู้สึกไม่ใช่ร่างกายที่แบ่งแยกเพศ"

 

"สรุปว่าพี่เป็นเกย์ใช่ไหม" ผมถามรวบยอด พี่เนยก็นิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา

 

"ไม่รู้เหมือนกันว่ะ กูเคยนอนกับผู้หญิง แต่ก็เคยจูบผู้ชายเหมือนกัน" พี่เนยตอยเสียงเอื่อย แต่ผมกลับตกใจ "มึงว่ากูเป็นหรือเปล่า"

 

"เรื่องแบบนั้นจะไปรู้ได้ยังไง" ผมตอบเสียงห้วน แล้วนึกย้อนถึงตัวเองขึ้นมา

 

เรื่องที่ผมจูบกับไอ้ภาม

 

แน่นอนว่าผมเคยคิดเรื่องที่ตัวเองเบี่ยงเบนทางเพศมาก่อนครับ แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้ชายคนอื่น ที่จริงแล้วถ้าไอ้ภามไม่เริ่มก่อน ผมก็คงไม่คิดจะจูบกับมันหรอกครับ

 

ก็แค่ปัจจัยรอบตัวพาไป...

 

"แล้วมึงล่ะ เคยจูบผู้ชายหรือเปล่า"

 

"...ไม่เคย"

 

จากเรื่องของมุกกลายเป็นเรื่องจูบผู้ชายได้ยังไงวะ!

 

"ตอบช้า แถมตายังเหลือบขึ้น ก่อนจะเลื่อนมาทางซ้ายอีก แสดงว่าโกหก"

 

ไอ้พี่เนย! มึงเลิกเป็นสถาปนิกไปสอบตำรวจเถอะ!

 

"ฮ่าๆ ถูกจับได้ก็ทำหน้าบึ้งใส่เลยนะ" พี่เนยว่าเสียงใส แล้วมองผมไม่ละสายตา "จูบกับผู้ชายแล้วรู้สึกยังไงบ้าง"

 

"ผมไม่รู้!" ผมโวยวายกลับเสียงดังจนลูกค้าที่นั่งใกล้กันต้องหันมามอง ผมก็เลยต้องลดเสียงของตัวเองลง "เลิกคุยเรื่องนี้เถอะ"

 

"แต่กูคาใจนี่หว่า" พี่เนยยังพูดต่อ แล้วยิ้มออกมา "ถ้ามึงตอบไม่ได้ งั้นเรามาจูบกันไหม"

 

"ไม่เอา!" ผมปฏิเสธเสียงดังอีกครั้ง โดยไม่ได้สนใจคนรอบข้าง ก่อนที่พี่เนยจะหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ

 

+++++++++

 

 

ผมมาถึงหน้าหอพักประมาณสองทุ่มครึ่งครับ หลังจากเข้ามาในอาคารสูงสี่ชั้น ผมก็เดินขึ้นบันไดอย่างไม่รีบร้อน ทว่าเมื่อผมเดินมาถึงชั้นของห้องที่ตัวเองพัก ก็เห็นใครคนหนึ่งกำลังนั่งเหยียดขาพิงประตูเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่หน้าห้อง แถมข้างตัวยังมีถุงจากร้านสะดวกซื้อวางอยู่ ก่อนใบหน้านิ่งเฉยจะหันมองมาทางผม

 

"ไอ้พาย! มึงหายไปไหนมาวะ! โทรไปก็ไม่ติด!" ไอ้ภามยิงคำถามใส่ผมด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง พร้อมกับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เมื่อผมเดินมาอยู่ตรงหน้า "แล้วมึงท้องเสียเป็นไงบ้าง กูซื้อยาติดมาด้วย"

 

"มึงมารอตั้งแต่กี่โมง" ผมถามเสียงเรียบ หลังจากมองสิ่งของที่มันกำลังถืออยู่ ไอ้ภามก็ถอนหายใจ ทั้งที่ใบหน้ายังไม่พอใจนัก

 

"ก็บ่ายโมงมั้ง สรุปว่ามึงไปไหนมาว่ะ" ไอ้ภามถามต่อ แต่ผมก็เลือกที่จะไขประตูห้องออกแล้วเดินเข้าไปโดยไม่ได้ตอบคำถามอะไร

 

มึงนี่โง่ไม่เข้าเรื่องเลยว่ะ...

 

 

TBC++++++++

 

Marionetta >>> ดีค่ะ หลังจากห่างหายก็กลับมาแล้วค่ะ อิอิ

ครั้งนี้มาแบบเต็มตอน ส่วนเนื้อเรื่องก็ยังสไตล์เดิม แฮะๆ แต่ก็คิดว่าเดินมาอีกก้าวแล้วล่ะค่ะ ยังไงก็ฝากติดตามต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

86 ความคิดเห็น

  1. #69 tityjiu (@tityjiu) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 / 00:27
    รู้สึกอยากหักดิบพายเบาๆให้สะกิดแรงๆเลย รู้สึกบ้างสิพาย ฮึ๊ยยยย
    #69
    0
  2. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 17:05
    พี่เนยยยยยยยยย
    ตอนนี้คะแนนมาค่ะ แต่ยังชอบภามผู้ซื่อตรง(ในความรักเพื่อน???) อยู่นะค้าาาาา
    #68
    0
  3. #67 cyj33 (@bsk_mb) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 / 14:32
    ชอบพี่เนย 55555ชวนจูบเลยอ่ะ เขิน
    #67
    0
  4. #66 MATTANA10123 (@MATTANA10123) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 17:30
    รู้สึกอยากได้ เนยเม่น เม่นเนย ยังไงไม่รู้ อิอิ
    #66
    0
  5. #65 Yaluc_1100 (@warin-2000) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 / 17:07
    ทำไมเราเริ่มชอบพี่เนยอ่ะ เฮฮาดี ตบมุได้ดีนะพี่เม่น 5555
    #65
    0