Adorable COUPLE [Yaoi]

ตอนที่ 4 : Adorable 04 - 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 249
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ก.ค. 59

Adorable 04

 



หลังจากที่รู้สึกตัว ผมก็กะพริบตาเพื่อปรับโฟกัสของสายตา ก่อนจะรับรู้ถึงอ้อมแขนและสัมผัสของลมหายใจของใครอีกคนที่นอนอยู่บนเตียงด้วยกัน

 

กี่โมงแล้ววะ?

 

ผมเฉยชากับบทบาท 'หมอนข้าง' ที่เป็นอยู่ตอนนี้จนเกินจะใส่ใจแล้วครับ ส่วนหมอนข้างที่ควรจะได้ใช้งานกลับนอนนิ่งอย่างเดียวดายอยู่บนพื้นแทน ผมดึงแขนของไอ้ภามที่ยังหลับไม่รู้เรื่องออก แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลาสิบโมงยี่สิบนาที ก่อนจะลุกจากเตียงไปอาบน้ำต่อ

 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ครับ ผมไม่ได้มีธุระอะไร นอกจากเรื่องงานบ้านที่ตั้งใจจะบอกให้ไอ้ภามทำให้ เพราะสกิลงานบ้านของมันดีกว่าผม หรือจะให้บอกตามตรง คือ...ผมขึ้เกียจ

 

"ไอ้พาย กูหิว"

 

เสียงโอดครวญของคนที่เพิ่งตื่นนอนดังขึ้นทันทีที่ผมเดินออกมาจากห้องน้ำ

 

"บอกกู แล้วมึงอิ่มหรือไง" ผมถาม พลางหยิบเสื้อกับกางเกงออกมาใส่ โดยไม่ได้หันไปมองสีหน้าหรือท่าทางของคนที่อยู่บนเตียง

 

"ไม่อิ่ม มึงอาบน้ำแล้วก็ไปซื้อข้าวให้กูด้วย" ไอ้ภามบอก ผมหันไปมองอีกฝ่ายที่ทำมึนเปิดโทรทัศน์ดูเฉย

 

"ปากท้องของใครของมัน หาแดกเอง" ผมว่าด้วยความหมั่นไส้ แล้วทำหน้ามุ่ยเดินเอาผ้าเช็ดตัวของตัวเองไปผึ่งแดดที่ระเบียง

 

ทว่าในขณะที่ผมกำลังจะเดินกลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ผมก็ต้องชะงักฝีเท้า เพราะไอ้ภามทำหน้านิ่งยืนขวางอยู่ที่หน้าประตูกระจก ทว่ายังไม่ทันที่ผมจะได้อ้าปากถามว่า ยืนทำซากศพอะไรตรงนี้ มันก็ดึงคอเสื้อของผม แล้วส่งจูบแรกของวันนี้มาให้

 

ไอ้เหี้ยภาม!

 

ผมเบิกตากว้าง ก่อนจะตั้งสติจัดการคนที่แอบฉวยโอกาสทำรุ่มร่ามกับผมอย่างไม่มีเหตุผลได้ทัน คู่กรณีก็รีบฉวยผ้าเช็ดตัวของตัวเองวิ่งหนีเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว

 

ผมนึกโมโหจนอดที่จะถึบประตูห้องน้ำอย่างนึกระบายอารมณ์ไม่ได้ ถึงแม้จูบเมื่อครู่นี้จะเป็นเพียงสัมผัสฉาบฉวยที่แตะผ่านริมฝีปากก็ตาม แต่ผมก็รู้สึกถึงตัวตนของมันจนหัวใจเต้นแรงทุกที

 

"ไอ้พาย เดี๋ยวประตูพัง" ไอ้ภามว่าจากอีกฟากหนึ่งของปราการตรงหน้า "กูแค่ฝากปากกูไว้กับมึงเฉยๆ ซื้อข้าวให้กูแดกด้วยนะครับ!"

 

ไอ้เพื่อนเวร! ฝากบ้าบออะไรของมึงวะ!

 

ผมด่ามันอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ ทั้งที่มันก็กวนประสาทแบบนี้หลายครั้งแล้ว แต่ผมก็ยังทำชินไม่ได้สักที ถ้ามีอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องใต้สะดือ ก็พอจะเข้าใจครับ แต่ไม่มีอะไร แล้วมาจูบเนี่ย มันน่าอัดจริงๆ

 

อาจเป็นเพราะความโกรธที่ก่อตัวขึ้นผลักดันการทำงานของกระเพาะให้เรียกน้ำย่อยได้ดีขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้ผมรู้สึกโมโหหิวขึ้นมา

 

ผมเดินไปหยิบเอาโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าสตางค์ของไอ้ภามออกจากห้อง รวมไปถึงกุญแจห้องของมันด้วย

 

หึ...แขวนท้องรอแดกตอนบ่ายเถอะมึง!

 

 

++++++++++

 

 

ผมเดินออกมาจากซอยของหอพัก แล้วเดินตรงไปยังร้านอาหารตามสั่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณสองร้อยเมตรด้วยอารมณ์ที่ยังขุ่นมัว ก่อนสายตาจะหันไปเห็นคนที่คุ้นตากำลังยกลังกระดาษจากท้ายรถมอเตอร์ไซค์ เมื่อเห็นแบบนั้นผมก็เลยรีบเดินหนี แต่คงจะไม่ทันการแล้วครับ

 

"เฮ้ย! พาย!"

 

เสียงเรียกของพี่เนย ทำให้ผมต้องจำใจหันไปมอง ก่อนจะเห็นใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มของรุ่นพี่ตรงหน้า และในขณะที่ผมกำลังลังเลใจว่าควรจะยกมือไหว้ดีหรือเปล่า อีกฝ่ายก็ลงมือจู่โจมก่อน

 

"มึงช่วยกูถือของนี่หน่อยได้เปล่าวะ" พี่เนยถาม ก่อนจะส่งถุงพลาสติกใบโตมาให้ "เดี๋ยวกูต้องยกลัง จะได้ไม่ต้องเดินหลายรอบ"

 

"เอ่อ...ครับ"

 

กูปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหม?

 

"มึงเป็นคนดีจริงๆ กูชอบว่ะ ฮ่าๆ"

 

ผมถือถุงเดินตามพี่เนยเข้ามาในหอพักแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสามเพื่อเอาของไปส่ง

 

"ห้องนี้ล่ะ มึงเปิดประตูเลย"

 

ผมก็ทำตามที่พี่เนยบอก และเมื่อเปิดประตูออก ผมก็เห็นผู้ชายคนหนี่งกำลังนั่งทำงานอยู่ที่พื้นห้องครับ

 

"เอามาให้แล้วเว้ย" พี่เนยพูดขึ้น พร้อมกับวางลังกระดาษลงบนพื้น แล้วหันมารับถุงที่ผมกำลังถืออยู่ส่งให้คนที่นั่งทำโมเดลบ้าน "ขับรถไปคณะร้อนฉิบหาย"

 

"เออ ขอบใจ" เพื่อนของพี่เนยบอก ก่อนที่เขาจะมองผม แล้วหันไปมองพี่เนยต่อ "แล้วนั่นใครวะ"

 

"อ้อ คนดีของกูที่เล่าให้มึงฟังเมื่อวานไง บังเอิญเจอเลยวานให้มาช่วย" พี่เนยบอกด้วยรอยยิ้ม

 

คนดีอะไรของมึง?!

 

พอได้ยินแบบนั้นผมเลยปั้นหน้าไม่ถูก แต่ก็ยกมือไหว้เพื่อนของพี่เนยตามมารยาท

 

"งั้นกูไปก่อน ต้องไปจัดของที่ห้องอีก"

 

พี่เนยเดินออกจากห้อง โดยไม่ได้สนใจเพื่อนของตัวเองอีก ผมก็ได้แต่เดินตามหลังมาเงียบๆ แล้วลอบถอนหายใจออกมา

 

ทำไมซวยซ้ำซ้อนแบบนี้วะ!

 

ว่าแต่มึงกำลังจะไปไหนวะพี่เนยหันมาถาม ตอนที่พวกเรากำลังออกจากหอพัก ผมก็มองเล็กน้อย

 

มึงถามผิดเวลาแล้วเว้ย!

 

"กำลังจะไปกินข้าวครับ"

 

"เฮ้ย! โทษทีว่ะ แล้วมึงหิวหรือเปล่าเนี่ย"

 

ผมลอบถอนหายใจออกมาอีกรอบ เมื่อเห็นสีหน้าห่วงใยของพี่เนยที่แสดงออกมา

 

"ก็...ไม่เท่าไหร่"

 

"เอาแบบนี้แล้วกัน เดี๋ยวกูพาไปเลี้ยงข้าว"

 

"ไม่..."

 

"คนดีก็ต้องได้รับสิ่งตอบแทนบ้างสิวะ"

 

ผมมองพี่เนยที่กอดไหล่ของผมอย่างอารมณ์ดี แล้วได้แต่นึกทอดถอนใจ

 

แค่มึงปล่อยให้กูไปตามทาง ก็ถือว่าเป็นการตอบแทนแล้ว...

 

"ไม่ต้องห่วง กูมีร้านเด็ดที่มึงต้องชอบแน่"

 

ผมพยักหน้ารับอย่างขอไปที เพราะขี้เกียจหาข้ออ้างที่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก ก่อนจะโดนพี่เนยลากขึ้นมอเตอร์ไซค์อย่างปลงตก

 

ทำไมกูต้องเจอแต่คนเอาแต่ใจด้วยวะ?!

 

 

++++++++++

 

 

มึงรีบไปไหม?!

 

 

ผมได้แต่นึกในใจ พร้อมกับแรงลมที่ปะทะใบหน้าจนรู้สึกชา เพียงห้านาทีพี่เนยก็พาผมมายังร้านอาหารข้างทางแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยราวสามกิโลเมตร

 

"โชคดีไม่มีตำรวจตั้งด่าน" พี่เนยพูดขึ้น ก่อนจะอมยิ้มออกมา เพราะเราสองคนไม่ได้ใส่หมวกกันน็อกกันทั้งคู่ ทั้งที่พี่เขาก็มี แต่ดันอินดี้เก็บไว้ใต้เบาะแทน

 

'กูมีหมวกใบเดียว ถ้ามึงไม่ใส่ กูก็ไม่ใส่ ยังไงถ้าเจอด่านก็โดนอยู่ดี และที่สำคัญ...กูร้อน'

 

เหตุผลที่ไม่มีเหตุผลสุดๆ

 

ร้านที่พี่เนยพาผมมาเป็นร้านอาหารอีสานที่ได้รับความนิยมพอตัวครับ ดูได้จากจำนวนลูกค้าที่นั่งกันเกือบเต็ม ซึ่งมันก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่ช่วยยืนยันคำพูดของรุ่นพี่ที่ผมไม่ได้เชื่อตอนแรกขึ้นมาหน่อยนึง

 

ผมนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับพี่เนย ก่อนที่พี่เขาจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งพร้อมกับปากกาจากที่ใส่กระดาษทิชชู่ส่งให้ผม

 

"มึงอยากกินอะไรสั่งมา กูเลี้ยง"

 

ผมมองพี่เนยเล็กน้อย แล้วก้มลงอ่านรายการอาหารบนกระดาษแผ่นเล็กที่ถืออยู่

 

"ผมว่า พี่สั่งแล้วกัน ไม่รู้จะสั่งอะไร"

 

"คนหิวก็น่าจะอยากกินนั่นกินนี่ไม่ใช่หรือไงวะ"

 

"ก็ไม่ได้หิวมาก"

 

แค่เจอมึงกูกรู้สึกอิ่มจนอึดอัดแล้ว...

 

ผมส่งกระดาษคืนให้พี่เนยที่เหมือนขัดใจ แต่ก็รับไปแต่โดยดี

 

"เออๆ เดี๋ยวกูสั่งให้ แล้วมึงกินอะไรได้มั่ง"

 

"อะไรก็ได้ครับ กินได้หมด"

 

"กินปลาร้าด้วยเหรอ"

 

"ไม่กิน"

 

"แล้วมึงกินแกงเห็ดเป็นหรือเปล่า"

 

"ก็...ไม่"

 

"ไอ้ห่า! แล้วเสือกบอกว่ากินได้หมด"

 

ผมมองใบหน้ากึ่งฉุนกึ่งขำของพี่เนยที่ติ๊กเลือกเมนูอาหารโดยไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนที่พี่เขาจะเรียกเด็กเสิร์ฟมารับออร์เดอร์

 

"ร้านนี้ถ้ามาช้าอดนะเว้ย ขายดีโคตร"

 

"อืม"

 

"ว่าแต่มึงเรียนคณะอะไรวะ"

 

"วิทยาศาสตร์ครับ"

 

"อืม แล้วทำไมไม่เข้าวิศวะวะ วิทยาผู้หญิงเรียนกัน"

 

มึงเป็นพวกกดขี่ทางเพศ แบ่งแยกชนชั้นหรือไง...

 

"พี่อยู่วิศวะ?"

 

"เปล่า กูอยู่ถาปัตย์" พี่เนยตอบ ก่อนจะทำหน้าเซ็งออกมา "มึงไม่อยู่วิศวะก็ดี บอกตรงๆ ว่ะ กูโคตรหมั่นไส้ไอ้เหี้ยพวกนั้น คิดว่าเท่ คิดว่าแน่ มีเกียร์ไว้จีบสาว"

 

คือมึงอิจฉาใช่ไหม...

 

ผมไม่ได้ตอบรับอะไร นอกจากฟังพี่เนยโม้ไปเรื่อยจนกระทั่งอาหารทยอยมาเสิร์ฟ ซึ่งอาหารแต่ละจานก็คุ้นหน้าคุ้นตาและรสชาติอร่อยกว่าที่คิดเอาไว้ครับ

 

อาจเป็นเพราะความหิวที่แอบซ่อนเอาไว้ ทำให้ผมกินเพลินโดยที่ไม่สนใจว่าพี่เนยพูดอะไรบ้างและเออออไปตามมารยาทอย่างขอไปที จนกระทั่งเริ่มอิ่มท้อง ความคิดของผมก็หวนนึกไปถึงไอ้เพื่อนสนิทนิสัยเสียที่ผมขังเอาไว้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

แต่ก็...สมน้ำหน้ามัน

 

ผมหยิบกระดาษสำหรับเลือกเมนูมานั่งติ๊กรายการอาหารเพิ่ม โดยที่มีสายตาของพี่เนยจ้องมองอยู่

 

"ขนาดนี้มึงยังไหวอีกหรือวะ" พี่เนยพูดขึ้น พร้อมกับมองผมด้วยความทึ่งปนสงสัย

 

"เปล่า ผมสั่งไปให้หมาที่ห้อง" ผมบอก ก่อนจะส่งรายการอาหารที่สั่งกลับบ้านให้เด็กเสิร์ฟ

 

 

++++++++++

 

 

ขอบคุณครับผมบอก ก่อนจะยกมือไหว้ หลังจากลงจากรถมอเตอร์ไซค์ของพี่เนยที่ขับมาส่งถึงหน้าหอพัก

 

เอาไว้คราวหลังไปแดกเหล้ากันพี่เนยบอกอย่างเป็นกันเอง ผมก็ได้แต่พยักหน้ารับ แต่ไม่ได้คิดจะสนิทสนมกับพี่เขามากไปกว่านี้หรอกครับ

 

เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ขับห่างออกไป ผมก็มองดูเวลาในโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้เวลาเกือบบ่ายโมงแล้ว ป่านนีไอ้ภามคงนอนเหี่ยวตายคาห้องไปแล้วล่ะมั้ง

 

ผมเดินขึ้นห้องของตัวเองที่อยู่ชั้นบนสุดอย่างไม่รีบร้อน และเมื่อไขกุญแจแล้วเปิดประตูออก คนที่อยู่ในห้องก็กระโจนเข้าใส่ไม่ต่างจากสุนัขตัวโตที่รอเจ้าของกลับบ้าน

 

ไอ้เหี้ยพาย! มึงขังกู!ไอ้ภามต่อว่าทันที ก่อนจะคล้องคอของผมเอาไแน่นว้ด้วยใบหน้าบูดบึ้ง มึงทำกับกูแบบนี้ได้ยังไง ใจร้ายมาก มึงเอาสิ่งช่วยชีวิตกูไปหมดเลย!

 

บ่นอะไร เดี๋ยวก็ไม่ให้กินเลยผมว่ากลับ แล้วทำหน้ายุ่งใส่แบบไม่สนใจ แล้วก็เลิกเกาะคอเป็นหมาอ้อนเจ้าของได้แล้ว

 

งั้นหมาอย่างกูเลียปากมึงได้ใช่เปล่าวะไอ้ภามถามกลับด้วยหน้าตาใสซื่อ แต่ความกวนประสามจัดเต็ม

 

กูว่ามึงอย่าแดกข้าวเลย เดี๋ยวกูไปซื้ออาหารเม็ดมาให้แล้วกัน เอาเงินมึงมาด้วยผมบอกเสียงเรียบ แล้วดันมันให้ออกห่างแบบไม่สนใจ ไอ้ภามที่เดินตามหลังก็หัวเราะเบาๆ พลางดึงของกินในมือของผมไป

 

ผมหันไปมองไอ้ภามที่เริ่มแกะถุงไก่ย่าง แล้วนั่งเทน้ำตกหมูใส่จาน ก่อนจะหันไปเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ที่มันเปิดค้างเอาไว้

 

ว่าแต่ทำไมมึงไปนานจังวะ แล้วนึกยังไงซื้ออาหารอีสานมา กูคิดว่ามึงจะซื้อข้าวกล่องมาให้ไอ้ภามถาม พร้อมกับยัดข้าวเหนียวใส่ปากไปด้วย

 

กูเจอคนรู้จักมา เขาเลยชวนกูไปกินข้าวที่ร้านอาหารอีสานผมบอกไปตามตรง เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องแต่งเรื่องให้เหนื่อยสมอง

 

คนรู้จัก? ใครวะไอ้ภามถามต่อ พลางทำสีหน้าสงสัยออกมาอย่างชัดเจน ผมก็แค่มองผ่าน ก่อนจะหันไปสนใจรายการเกมโชว์ชิงเงินรางวัล

 

คนที่กูเจอเมื่อวาน แล้ววันนี้ก็เจออีกผมตอบ ก่อนจะหันไปมองอีกฝ่ายที่กำลังมองผมอยู่

 

ผู้หญิงหรือผู้ชายไอ้ภามถามอีกครั้ง ตอนนี้มันหยุดกิน แล้วหันมาคุยกับผมอย่างจริงจัง

 

หืม? ผู้ชาย ทำไมวะผมถามกลับ ก่อนจะนึกอะไรได้บางอย่าง แล้วระบายยิ้มออกมา ถึงกูจะอยากสลัดมึง แต่ก็ยังไม่ได้คิดหาแฟนตอนนี้หรอก

 

ไอ้ภามไม่ได้พูดอะไร นอกจากลุกขึ้นยืนเก็บซากและถ้วยชามของตัวเองไปล้างในห้องน้ำ ผมก็แค่มองตามเล็กน้อย แล้วนึกถึงพี่เนยอีกครั้ง ถึงแม้เราสองคนจะแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เพราะอีกฝ่ายรบเร้าแกมบังคับ แต่ผมก็ไม่คิดจะสานต่อความสัมพันธ์ไปมากกว่านี้ครับ


ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าพี่เขาจะลืมผมไปแล้วไม่ต้องติดต่อหากันอีก เพราะผมปฏิเสธใครไม่ค่อยได้สักเท่าไร

 

 

+++++++++++

 

 

วันนี้ก็ยังเป็นวันธรรมดาที่ไม่ได้มีเรื่องอะไรผิดปกติครับ นอกจากการเรียนที่ชักจะงงขึ้นทุกวัน รวมไปถึงการประชุมเชียร์ที่แสนน่าเบื่อ ซึ่งวันนี้กลุ่มของผมก็ตั้งใจจะโดดเพราะขี้เกียจไป และคาดว่าก็คงงดกิจกรรมนี้อย่างพวกเห็นแก่ตัวต่อไป ถ้าหากไม่มีเหตุที่ถูกบังคับ

 

หลังจากเลิกเรียนคาบบ่าย มุกก็ชวนไปธนาคาร ซึ่งอยู่คนละทางกับหอสมุดกลางที่พวกเราจะต้องไปยืมหนังสือทำรายงานกัน และเพื่อไม่ให้เสียเวลาเดินหลายรอบ กลุ่มของผมเลยแยกทางกัน โดยที่ผมกับปิงไปยืมหนังสือ ส่วนไอ้ภามไปธนาคารกับมุกครับ

 

ผมกับปิงใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงอยู่ในหอสมุดที่มีนักศึกษาใช้บริการมากกว่าที่คิดเอาไว้ ก่อนจะเดินไปสมทบไอ้ภามกับมุกแถวธนาคารใกล้กับหอพัก โดยที่ปิงแยกเอาหนังสือส่วนหนึ่งกลับไปที่ห้องของตัวเอง

 

ผมเดินเอื่อยพลางมองข้างทางที่ล้อมรอบด้วยแสงอ่อนจางของดวงอาทิตย์ เสียงร้องเพลงเชียร์และบทลงโทษเด็กปีหนึ่งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้ผมมองอย่างสนใจ ถ้าหากคณะของผมเข้มงวดแบบนี้ ก็คงแย่อยู่เหมือนกัน ตอนนี้คงไม่ได้เดินกลับห้องสบายใจอย่างนี้หรอกครับ

 

ผมคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเดินมาถึงจุดนัดพบ แต่ก็ไม่เห็นเพื่อนทั้งสองคน และเมื่อผมมองโดยรอบอีกครั้ง ถึงได้เจอคนที่ตามหา ทว่าบรรยากาศที่ฉายผ่านสายตา ก็ทำให้ผมแปลกใจ โดยเฉพาะคนคุ้นตาที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับเพื่อนของผมอยู่

 

นั่นมันพี่เนยไม่ใช่หรือวะ?

 

ผมเดินเข้าไปใกล้จนเริ่มได้ยินบทสนทนา ไอ้ภามไม่ได้มีรอยยิ้มอย่างเคย ส่วนมุกก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด รวมไปถึงพี่เนยที่กำลังแสดงสีหน้าเหมือนกำลังจะหาเรื่องเต็มที่

 

มุกไม่ได้คิดอะไรกับพี่ จะให้บอกอีกกี่รอบมุกบอก ก่อนจะทำหน้าเซ็งออกมา แล้วก็เลิกตอแยกับมุกแบบนี้ได้แล้ว

 

พี่มีอะไรไม่ดี ทำไมมุกต้องปฏิเสธขนาดนี้ด้วยพี่เนยถามด้วยน้ำเสียงตัดพ้อและไม่พอใจ ก่อนจะมองไปทางไอ้ภาม มันมีอะไรดีกว่าพี่งั้นเหรอ

 

เรื่องอะไรวะ?!

 

ผมได้แต่นึกงง แต่ด้วยบรรยากาศและสถานการณ์ ทำให้ผมไม่กล้าเข้าไปสอดครับ ถ้าเข้าไปแทรกไม่ถูกจังหวะจนเสียเรื่องจะแย่เอา ผมเลยทำได้แต่ยืนมองรอบนอกเท่านั้น

 

มุกใม่อยากคุยกับพี่แล้ว เราไม่ต้องมารู้จักกันเลยดีกว่ามุกบอกตัดบท ก่อนจะหันไปทางไอ้ภาม เราไปกันเถอะ

 

วันนี้มุกหนีพี่ได้ แต่หนีไม่ได้ตลอดหรอกพี่เนยว่าเสียงดัง พร้อมกับมองมุกด้วยสายตาแน่วแน่ ถ้ามุกยังไม่มีแฟน พี่ก็ยังมีสิทธิ์จีบต่อไป

 

ผมได้แต่ตะลึงกับท่าทางเอาจริงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของพี่เนย ก่อนจะมองไปทางมุกกับไอ้ภามที่ยืนอึ้งไม่แพ้กัน ถึงจะไม่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด แต่ตอนนี้ก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวในความคิดได้บ้างครับ เพื่อนคนสวยของผมคงไปหว่านเสน่ห์ใส่รุ่นพี่จอมเพี้ยนอย่างไม่เต็มใจล่ะมั้ง

 

ถ้างั้น...มุกขอตัดสิทธิ์ของพี่ตอนนี้เลยแล้วกันมุกพูดขึ้น ก่อนจะหันไปควงแขนของไอ้ภามที่ยังไม่เห็นมันจะพูดอะไร คนนี้แหละแฟนมุก

 

ฮะ?!

 

มุกอย่ามั่ว พี่ไม่เชื่อ จะเอาเพื่อนมาอ้างเป็นแฟนกันท่าพี่หรือไงพี่เนยบอกอย่างไม่พอใจ มุกก็ตีสีหน้าบึ้งใส่

 

มุกไม่ได้มั่ว มุกชอบภาม แล้วเราก็เป็นแฟนกัน จะให้พิสุจน์ไหมล่ะมุกบอกอย่างท้าทาย แต่ผมเห็นไอ้ภามแอบหน้าเหวอเล็กน้อย

 

ก็เอาสิพี่เนยพูดโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ พร้อมกับมองเพื่อนของผมไม่ละสายตา ถ้าคบกันเป็นแฟนจริง กล้าจูบกันหรือเปล่าล่ะ

 

เฮ้ย! แรงไปหรือเปล่าวะ!

 

ถึงแม้จะเป็นแฟนกันจริง ก็ยังยากที่จะทำอะไรแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นครับ แอบดูมาถึงตอนนี้้ ผมก็คาดเดาตอนจบไม่ออกแล้ว แต่ที่แน่ๆ ไอ้ภามซวยเต็มๆ

 

ในเวลานี้ผมควรออกไปแสดงตัวเพื่อช่วยเพื่อนทั้งสองคนจากเหตุการณ์คับขันก่อนครับ อย่างน้อยก็น่าจะพอเบี่ยงประเด็นเกี่ยวกับการพิสูจน์สถานะจอมปลอมที่อีกฝ่ายเสนอมาได้ คงไม่มีใครกล้าจูบเพื่ิอนของตัวเองโดยบริสุทธิ์ใจหรอก

 

แล้วผมกับไอ้ภามล่ะ?

 

แต่ผมก็ต้องปัดความคิดที่วิ่งผ่านไปทันที เมื่อสายตาเห็นเพื่อนทั้งสองคนกำลังจูบกันต่อหน้า ถ้าจะพูดให้ชัดเจนกว่านั้น มุกกำลังจูบไอ้ภามอยู่!

 

เอาจริงดิ!

 

ผมเบิกตากว้างด้วบความตกตะลึง อาจเป็นเพราะความตกใจที่ทำให้หัวใจของผมสั่นไหวต่างไปจากปกติ

 

"คราวนี้พี่เชื่อหรือยัง แล้วก็เลิกตามมุกได้แล้ว" มุกหันไปบอกพี่เนยที่ยืนนิ่งด้วยอาการไม่ต่างจากที่ผมเป็น ใบหน้าน่ารักของเธอแต้มด้วยเลือดฝาดชวนมอง ซึ่งผิดกับไอ้ภามที่ทำหน้าประหลาดออกมา

 

ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจกับความตั้งใจของตัวเองในตอนแรกแล้วครับ

 

TBC+++++++++++


 Marionetta >>> ดีค่ะ ^^ วันนี้เอามาลงจนครบตอนแล้วค่ะ อิอิ

ตอนนี้เนื้อเรื่องก็ขยับขึ้นไปอีกนิดนึง แฮะๆ ถึงจะธรรมดาไม่หวือหวาอะไร แต่ก็ช่วยติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

86 ความคิดเห็น

  1. #9 tityjiu (@tityjiu) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 13:25
    มุก ฉันไม่ชอบเธอเลย ให้ตาย
    #9
    0
  2. #6 ซอ ไอริน (@hylin) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 02:26
    นี่มุกชอบภามจริง?
    #6
    0
  3. #5 gracieji (@graciejirada) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2559 / 00:05

    ตกลงมุกชอบภามจริงใช้ไหม

    #5
    0