ลำนำรักบุปผาสวรรค์ จบแล้ว

ตอนที่ 53 : ตอนที่ 50 ตอนพิเศษ 1 ลูกๆและรอ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,763
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    3 พ.ย. 60

ตอนที่ 50 ตอนพิเศษ 1 ลูกๆและรอ...




     วันนี้เป็นวันแต่งงานขององค์รัชทายาทและพี่มู่เหมยหลังจากที่ทั้งสองจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหลวงมาได้ 1 ปี องค์ฮ่องเต้ก็พระราชทานสมรสให้กับทั้งสอง แล้วตอนนี้เธอก็อยู่ที่จวนแม่ทัพภายในห้องของเจ้าสาว

     “ตื่นเต้นหรือเจ้าคะท่านพี่

     “หม่อมฉันก็ต้องตื่นเต้นสิเพคะ เหงื่อก็ชุ่มมือไปหมดแล้ว

     “หายใจเข้าลึกๆและทำใจให้สบายเจ้าค่ะ

     มู่เหมยทำตามที่น้องสาวบอก เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ 2-3 ครั้ง แล้วความตื่นเต้นของเธอก็ลดลงไปเล็กน้อย แล้วเธอก็พูดออกมา ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าคำถามนี้ทำให้ผู้เป็นน้องสาวหน้าแดงและเขินอายมากแค่ไหน

     “พระชายา คืนเข้าหอพระชายาตื่นเต้นหรือไม่เพคะ แล้วเวลาอยู่ในห้องหอพระชายรู้สึกอย่างไรเพคะ

     “เอ่อ...

     เมื่อได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากของผู้เป็นพี่สาว เธอก็ถึงกับต้องหน้าแดงและเหอร้อนขึ้นมาทันที พลางคิดไปถึงคืนแรกของวันเข้าหอกับองค์ชายหยูผิง

     ทั้งๆที่เธอบอกว่าให้รอบเดียว แต่มันรอบเดียวซะที่ไหนกันล่ะ เล่นซะเธอได้นอนก็ตอนรุ่งเช้าได้พักแค่ตอนกลางวัน ตกค่ำกิจกรรมรักระหว่างเธอและองค์ชายหยูผิงก็เริ่มอีก และเป็นอย่างนี้ตลอด 1 เดือน น้ำชาก็ไม่ได้ยกไปถวายเสด็จพ่อและเสด็จแม่ บ้านเจ้าสาวก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยม และภายใน 3 เดือนเธอก็ตั้งครรภ์

     ไม่รู้ว่าเพราะความขยันทำการบ้านขององค์ชายหยูผิงหรือเพราะอะไร ถึงติดและทำให้เธอตั้งครรภ์ได้เร็วถึงเพียงนี้

     “พระชายา คุณหนู ขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้วเจ้าคะ

     จูลี่สาวใช้คนสนิทของพี่มู่เหมยเข้ามาบอก พร้อมทั้งประคองพี่มู่เหมยออกไปพร้อมกับแม่สื่อที่ประคองอีกข้าง ส่วนเธอก็มีเหมยลี่คอยประคอง เพราะตอนนี้เธอตั้งครรภ์อยู่ แต่หน้าท้องของเธอนั้นไม่เหมือนคนที่กำลังตั้งครรภ์สักนิด

     เมื่อพิธีกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้น หลังจากนั้นก็เป็นเวลาที่แสนสุขของคู่บ่าวสาว แต่ทว่าไม่ใช่กับองค์รัชทายาทอันลี่กุน เพราะในตอนนี้องค์รัชทายาทถูกเหล่าบรรดาองค์ชายทั้งหลายกักตัวไว้ และมีราวๆสิบกว่ามือที่กำลังยื่นจอกเหล้าให้จอกแล้วจอกเล่า จนตอนนี้ดวงตาขององค์รัชทายาทเริ่มที่จะปรือๆแล้ว ส่วนตัวก็เอียงซ้ายเอียงขวาเหมือนจะล้มแต่ก็ไม่ล้ม ทั่วทั้งตัวมีแต่กลิ่นเหล้าคละคลุ้งไปหมด

     “พะ...พวกเจ้า จะให้ข้าดะ...ดื่มอีกมากแค่ไหน อึก จะ...เจ้าสาวรอข้าอยู่ ขะ...ข้าต้องรีบเข้าหะ..หอ อึก

     องค์รัชทายาทพูดไปก็สะอึกไป บางคำก็ฟังไม่รู้เลย แทบจำใจความไม่ได้

     “อีกสักจอกนะพ่ะย่ะคะองค์ชายซูเหวินพูดพร้อมกับยื่นให้อีกจอก

     “ดะ...ได้

     องค์รัชทายาทตอบรับและยื่นมือออกไปรับจอกเหล้า แต่หลังจากรับมา 1 จอก ก็มีอีก 1 จอกตามมาเรื่อยๆ จนตอนนี้องค์รัชทายาทแทบจะไม่มีสติหลงเหลืออยู่แล้ว องค์ชายทุกคนรวมถึงมู่หมิงจึงเลิกมอมเหล้าองค์รัชทายาทและพาไปส่งที่ห้องหอ

     และถึงแม้คืนนั้นองค์รัชทายาทจะเมา แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค์ในการสร้างกิจกรรมรักกับพระชายาของตนได้อย่างมี่ขาดตกบกพร่อง ค่ำคืนที่รัชทายาทควรจะเมามายไม่ได้สติ แต่กลับกลายเป็นค่ำคืนที่แสนเร้าร้อนแทน

     บางทีมู่เหมยก็คิดนะว่าองค์รัชทายาทเมาจริงๆหรือเปล่า ถ้าเมาทำไมถึงสามารถทำเรื่องอย่างนั้นอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และถ้าไม่เมาคงต้องคิดว่าคอขององค์รัชทายาททำด้วยอะไร ทำไมถึงได้ทนทานต่อพิษของสุรานัก

     ส่วนองค์ชายซุนไท่ องค์ชายซูเหวินนั้นก็ได้จบการศึกษาจากสำนักศึกษาหลวงแล้ว และกลับไปยังแคว้นของตน เพื่อช่วยพัฒนาแคว้นของตนให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น

     ส่วนองค์ชายเฉียงอู่ องค์หญิงลี่หมินและองค์หญิงซิ่วอี้ เมื่อสำนักศึกษาหลวงเปิดภาคการศึกษาก็กลับไปศึกษาดังเดิม

     แต่ถึงแม้องค์ชายทั้งสามและองค์หญิงทั้งสองจะยังไม่เจอบุรุษหรือสตรีใดที่พึงใจเป็นพิเศษ แต่ก็มีบุรุษและสตรีทั้งหลายเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเข้ามาเกี้ยว มาขายขนมจีบอย่างไม่ขาดสาย

     ถึงแม้ว่ายุคนี้สตรีจะไม่เข้าหาบุรุษก่อนอย่างโจ่งแจ้งหรือเปิดเผย แต่ก็มีการเข้าหาอย่างเนียนๆ เพราะถ้าไม่สังเกตดีๆก็จะไม่รู้




13 ปี ผ่านไป




     “ฝ่าบาท

     เจ้าของนามที่ถูกเรียกเมื่อครู่เงยหน้าขึ้นจากกองฎีกาทั้งหลายและยิ้มออกมาเมื่อเห็นฮองเฮาผู้เป็นที่รักเดินเข้ามา

     “ฮองเฮา

     “พระองค์ทรงงานมาทั้งวันพักเสวยอะไรสักหน่อยเถอะเพคะ วันนี้ทั้งวันพระองค์ยังไม่ได้เสวยอะไรเลย

     ผู้เป็นฮองเฮาพูดและหันไปมองเหล่ารางกำนัลด้านหลัง เชิงบอกให้เอาสำรับไปวางไว้บนโต๊ะ เมื่อเสร็จแล้วก็ให้ออกไป

     “อืม ก็ได้ พี่ก็เริ่มหิวแล้ว

     เมื่ออยู่กับผู้เป็นฮองเฮาเพียงลำพังแค่สองคน ผู้เป็นฮ่องเต้จะพูดแบบไม่ถือยศถืออย่างใดๆ และจะพูดกับผู้เป็นฮองเฮาอย่างสามัญชนธรรมดาทั่วไป

     ใช่แล้วนี้คือฮ่องเต้อันลี่กุนและฮองเฮาชิงมู่เหมย เพราะเมื่อ 9 ปีก่อน อดีตฮ่องเต้หรือเสด็จพ่อของฮ่องเต้อันลี่กุนได้สละราชบัลลังก์ให้แก่ผู้เป็นบุตรชายขึ้นมาปกครองบ้านเมืองและแคว้นแทน

     และทั้งสองพระองค์ก็มีโอรส ธิดา 3 คนด้วยกัน ชาย 2 หญิง 1 คนโตองค์ชายอันฮุ่ยเว้ย อายุ 10 ขวบปี คนที่สององค์หญิงอันหวงเจียง อายุ 8 ขวบปี และคนที่สามองค์ชายอันหมิงหลง อายุ 6 ขวบปี ซึ่งทั้งสองพระองค์อายุห่างกัน 2 ปี

     “ฝีมือของน้องหญิงยังถูกปากพี่เหมือนเดิม

     มู่เหมยไม่ตอบทำเพียงแค่ยิ้มและคีบเนื้อให้กับผู้เป็นสามี




     “องค์ชาย องค์ชายพ่ะย่ะคะ/เพคะ องค์ชายฮุ่ยเว้ย องค์ชายหมิงหลง ทรงออกมาเถอะพ่ะย่ะคะ/เพคะ

     ตอนนี้เจ้าของนามว่าองค์ชายฮุ่ยเว้ยและองค์ชายหมิงหลงโอรสในองค์ฮ่องเต้อันลี่กุนและองค์ฮองเฮาชิงมู่เหมย กำลังเล่นซ่อนแอบกับเหล่านางกำนัลและขันทีทั้งหลาย ซึ่งทั้งสองพระองค์ก็หันมายิ้มและหัวเราะให้กันที่สามารถหลบและซ่อนได้โดยที่ไม่มีใครเห็นและหาเจอ

     แต่แล้วองค์ชายทั้งสองพระองค์ก็ยิ้มได้ไม่นาน เมื่อสายตาทั้งสองคู่เห็นชายอาภรณ์สีดำอยู่ตรงหน้า ก่อนที่ทั้งสองพระองค์จะค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ไล่ตั้งแต่ชายอาภรณ์สีดำขึ้นไปเลื่อยๆเมื่อเห็นว่าใครที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็หุบยิ้มอย่างทันที ก่อนจะพุดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วพูดออกมาพร้อมกัน

     “เสด็จพี่หยางหมิง

     องค์ชายทั้งสองฉีกยิ้มออกมา แต่ทว่าบุรุษตรงหน้ากลับไม่ตอบและมองมาด้วยสายตานิ่งๆมองสลับองค์ชายทั้งสองไปมา ก่อนจะพูดออกมา

     “พวกเจ้าโดนเรียนโดดซ้อมอีกแล้วรึ

     “โถ่ เสด็จพี่ก็มันน่าเบื่อนิพ่ะย่ะคะ

     องค์ชายฮุ่ยเว้ยพูดพร้อมกับเดินไปเกาะแขนผู้เป็นพี่ชาย และยิ้มประจบ

     “กลับไปเรียนได้แล้ว ท่านลุงมู่หมิงรออยู่

     “โถ่...

     องค์ชายทั้งสองร้องโอดครวญออกมาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ก้มหน้าและเดินตามหลังผู้เป็นพี่ชายไป

     องค์ชายทั้งสองต่างก็คิดว่า จะมีครั้งไหนบ้างที่พวกเขาทั้งสองคนโดดเรียนสำเร็จและไม่มีเสด็จพี่หยางหมิงมาตามเช่นนี้

     “ได้ที่สุดก็เรียนเสร็จสักที

     องค์ชายหมิงหลงพูดออกมา พร้อมกับยืดแขนยืดขาออกมาคลายความปวดเมื่อย แต่เมื่อหันไปเห็นสายตานิ่งๆของบุรุษที่อยู่ในอาภรณ์สีดำก็เก็บแขนเก็บขาเข้ามาไว้เช่นเดิม พร้อมกับก้มหน้าลง

     “เสด็จพี่จะไปไหนหรือพ่ะย่ะคะ

     องค์ชายฮุ่ยเว้ยและองค์ชายหมิงหลงพูดออกมาพร้อมกัน เมื่อเห็นผู้เป็นพี่ชายลุกและเดินออกไป

     “กลับเขาตอบและก้าวเดินต่อ

     องค์ชายทั้งสองหันมายิ้มและมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าและลุกขึ้นวิ่งตามผู้เป็นพี่ชายไป

     เพราะองค์ชายทั้งสองรู้ว่าถ้าไปกับเสด็จพี่หยางหมิงยังไงก็ต้องได้ออกนอกวัง เพราะเสด็จพี่หยางหมิงของพวกเขานั้นพักอยู่ที่วังเหมันต์ ซึ่งเป็นวังของเสด็จอาหยูผิง ซึ่งปัจจุบันก็เป็นวังของเสด็จพี่หยางหมิงแทน หรือก็คือหยางอ๋อง

     เมื่อเดินมาถึงประตูทางออกของวังเขาก็หยุดเดินและหันไปมองข้างหลัง ก็พบกับองค์ชายทั้งสองที่ก้มหน้าลงทันทีเมื่อเขาหันไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าองค์ชายทั้งสองตามมา

     “ตามมาทำไม

     “น้อง น้องอยากออกไปเล่นข้างนอกพ่ะย่ะคะ

     เป็นองค์ชายฮุ่ยเว้ยที่ทำใจกล้าเงยหน้าและพูดออกไป ก่อนจะยื่นแขนไปสะกิดองค์ชายหมิงหลงผู้เป็นน้องชายเพื่อให้ออดอ้อนผู้เป็นพี่ชาย

     “น้อง น้องก็อยากไปพ่ะย่ะคะ ให้น้องและเสด็จพี่ฮุ่ยเว้ยไปด้วยนะพ่ะย่ะคะเสด็จพี่หยางหมิง

     องค์ชายหมิงหลงพูดพร้อมกับกระพริบตาปริบๆและกำลังบีบน้ำตา เพราะเห็นว่าผู้เป็นพี่ชายยังมีท่าทีที่นิ่ง ไม่อ่อนไหวไปกับลูกอ้อนของเขา

     องค์ชายหมิงหลงพลางคิดว่าเขาใช้ลูกอ้อนแบบนี้กับเสด็จพ่อและเสด็จแม่บ่อยๆและทั้งสองก็แพ้ลูกอ้อนของเขาแบบนี้ทุกครั้ง แต่ทำไมเสด็จพี่หยางหมิงยังนิ่งไม่มีอาการใดๆเลยล่ะ

     เขายังยืนนิ่งและมองสลับระหว่างองค์ชายทั้งสอง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ เพราะถ้าเขาไม่อนุญาต ทั้งสองคนก็จะต้องแอบตามออกไปอยู่ดี

     “ก็ได้...

     องค์ชายทั้งสองยิ้มออกมาเมื่อผู้เป็นพี่ชายเอ่ยอนุญาต แต่ก็ต้องหุบยิ้มลงเมื่อได้ยินประโยคต่อจากนั้น

     “แต่พวกเจ้าทั้งสองอย่าได้สร้างเรื่องเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นพี่จะบอกเสด็จลุงฮ่องเต้ให้กักบริเวณพวกเจ้า และบอกท่านลุงมู่หมิงฝึกพวกเจ้าทั้งสองให้หนักๆจนไม่ได้พักเชียวล่ะ

     “พ่ะย่ะคะ

     องค์ชายทั้งพูดตอบรับออกมาพร้อมกัน ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม แต่ทว่าในใจนั้นอยากจะร่ำไห้ออกมา เมื่อได้ฟังบทลงโทษที่ผู้เป็นพี่ชายบอก




     เมื่อออกมาจากนอกวังได้องค์ชายทั้งสองก็เดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ทำอย่างกับไม่เคยออกมาเดินเล่นตลาดมาก่อน ส่วนเขาก็ทำเพียงแค่เดินตามหลังเท่านั้น และถ้าถามว่ามีผู้ติดตามหรือไม่ คำตอบคือถ้าติดตามแบบออกมาเดินด้วยกันนั้นไม่มี จะมีก็แต่ผู้ติดตามที่ไม่ปรากฏตัวตนออกมาเท่านั้น และจะออกมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องฉุกเฉิน ร้ายแรงหรือตอนที่เรียกถึงจะออกมา และสุดท้ายก็มาหยุดที่โรงเตี๊ยมบุปผาเหมันต์

     เมื่อผู้ดูแลโรงเตี๊ยมหันมามองยังหน้าร้านเพราะมีลูกค้ามา แต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่และวิ่งออกมาต้อนรับทันที พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างให้

     “ถวายบังคมท่านอ๋อง องค์ชายทั้งสองพ่ะย่ะคะ

     เขาทำเพียงแค่พยักหน้าให้เท่านั้น ส่วนองค์ชายทั้งสองก็ยิ้มตอบกลับ ก่อนที่องค์ชายฮุ่ยเว้ยจะพูดขึ้น

     “เอาเหมือนเดิมนะ

     “พ่ะย่ะคะ องค์ชาย

     ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมพูดพร้อมกับนำท่านอ๋องและองค์ชายทั้งสองไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม ซึ่งเป็นมุมที่ดีที่สุดและเป็นมุมประจำของทั้งสามพระองค์ ถ้าถามว่าทำไมไม่พาทั้งสามพระองค์ไปยังห้องพิเศษนั้นก็เพราะ ทั้งสามพระองค์ชอบที่จะมองบรรยากาศต่างทั้งภายในและภายนอกโรงเตี๊ยม นอกเสียจากครั้งนั้นจะมีองค์หญิงทั้งสองพระองค์มาด้วยจึงจะใช้ห้องพิเศษ

     ทันทีที่อาหารวางลงบนโต๊ะองค์ชายทั้งสองก็จัดการทันที ส่วนเขาก็ทำเพียงแค่จิบน้ำชารอเท่านั้น เพื่อรอเวลาองค์ชายทั้งสองอิ่ม และจะได้กลับไปส่งที่วัง

     หลังจากที่เขาและองค์ชายทั้งสองทานอาหารเสร็จก็ตรงกลับวังหลวงทันที แต่กว่าจะถึงประตูวังหลวงได้ตะวันก็ลับขอบฟ้าไปแล้ว เพราะองค์ชายทั้งสองนั้นทั้งเล่นทั้งแวะซื้อของกินตลอดทาง กว่าจะถึงวังก็ค่ำเสียแล้ว

     เมื่อส่งองค์ชายทั้งสองถึงประตูวังและเมื่อแน่ใจแล้วว่าทั้งสองคนจะไม่ออกไปไหนอีก เขาก็หันหลังและตรงกลับวังเหมันต์

     



     “ท่านอ๋อง

     เขายิ้มให้กับผู้ดูแลวังเหมันต์เล็กน้อยและเดินตรงไปยังห้องหนังสื่อ และยิ่งค่ำมืดเช่นนี้แล้วทั่วทั้งวังเหมันต์ก็เงียบ ได้ยินเพียงเสียงของลมที่พัดเท่านั้น

     และที่บอกว่าเงียบนั้น นั้นก็เพราะเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเขาได้ปลีกวิเวกตัวเองเขาไปอยู่ในป่าดำทมิฬ เหตุผลก็เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับโลกนอกและการเมือง จึงทิ้งให้เขาและอันอ้ายไป๋ผู้เป็นน้องสาวต้องอยู่อย่างโดเดี่ยวอยู่ที่วังเหมันต์แห่งนี้

     แต่น้องสาวของเขานั้นเสด็จองค์ฮองเฮาเป็นคนคอยเลี้ยงดูและอยู่ในวัง เพื่อสอนเรื่องมารยาทของสตรี และเรียนสิ่งต่างๆที่สตรีควรเรียนและควรมี

     “เฮ้อ...

     เขาถอนหายใจหนักๆออกมาหนึ่งที ก่อนจะหยิบตำราขึ้นมาอ่าน




     เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็วจนตอนนี้เขาอายุได้ 19 ขวบปีแล้ว ทั้งๆที่อายุ 19 ควรมีชายาเคียงข้างกาย แต่เขากลับไม่มี ไม่ซิ ไม่ใช่ไม่มีแต่เกือบมี ชายาคนแรกของเขาตายในวันที่เขาหอ ส่วนคนที่สองก็ตายเพราะโรคประจำตัวที่ไม่อาจรักษาให้หายได้

     และกว่าเขาจะรู้ว่าเขารักนาง(คนที่ 2 )เพราะนางคือนาง ไม่ใช่รักนางเพราะเห็นเป็นตัวแทนของใคร มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะวันที่เขาบอกรักนางนั้น เขาได้บอกรักกับร่างที่ไร้ลมหายใจของนาง

     อยู่ๆเขาก็รู้สึกถึงหยดน้ำที่ตกกระทบที่หลังมือ เขาจึงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าว่าฝนตกหรือไม่ ปรากฏว่าฝนไม่ได้ตก เขาจึงยกมือขึ้นและยกมือจับไปที่ใบหน้า แล้วเขาก็รู้ว่าน้ำที่หยดลงมานั้นคือน้ำตาของเขาเอง น้ำตาที่ไหลออกมาโดยที่เขาไมรู้ตัว

     “เจ้าร้องไห้รึ

     เขาหันไปมองข้างหลังก็พบว่าเขานั้นไม่ได้อยู่ที่สวนในวังเหมันต์คนเดียวเสียแล้ว แต่ตอนนี้มีชายชรา 2 คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเขา

     เทพผู้ให้กำเนิด เทพแห่งโชคชะตา

     เขาพูดออกมาและก้มหัวโค้งให้กับชายชราทั้งสองเล็กน้อย ก่อนจะพูดออกไป

     “ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้ว่าน้ำตาของข้าไหลออกมาได้ยังไง ไหลออกมาทั้งๆที่ข้าไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด

     เทพชราทั้งสองหันมามองหน้ากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เทพแห่งโชคชะตาจะหันไปพูดกับบุรุษตรงหน้า

     “เจ้ารักนางหรือไม่

     “ข้ารักนาง แต่มัน...

     “รักนางที่เป็นนาง ไม่ใช่รักนางเพราะเห็นนางเป็นตัวแทนของใคร

     เทพแห่งโชคชะตาพูดขัดขึ้น ทั้งที่บุรุษตรงหน้ายังพูดไม่จบ

     “ข้ารักนางเพราะเป็นนาง ข้ารู้ว่าข้ารู้ตัวช้า แต่ข้าก็มั่นใจว่าข้ารักนางและไม่อาจรักใครได้อีกนอกจากนางคนเดียว

     เทพทั้งสองยิ้มออกมาเมื่อได้ฟังคำตอบเมื่อครู่จากบุรุษตรงหน้า พลางคิดว่ากว่าจะรู้ตัวว่ารักก็ใช้เวลาไปนาน รู้ว่ารักก็ตอนที่นางได้จากไปแล้ว ได้บอกรักนางก็ตอนที่ร่างนั้นกลายเป็นร่างที่ไร้ลมหายใจ

     “เจ้าจะรอนางได้หรือไม่

     “ท่านหมายความว่าอย่างไรเขาถามเทพแห่งโชคชะตาทันที

     “เจ้าไม่มีสิทธิ์ถาม เพียงแค่เจ้าตอบมาเท่านั้นว่าเจ้ารอได้หรือไม่ได้เป็นเทพผู้ให้กำเนิดที่พูดออกมา

     “ข้ารอได้ ไม่ว่าจะนานแค่ไหนข้าก็รอได้เขาเว้นไปช่วงหนึ่งก่นจะพูดต่อ

     “ไม่ว่าข้าจะต้องรอนางจนข้าต้องแก่เฒ่าข้าก็รอได้ ข้าขอเพียงให้ข้าได้พบนางอีกสักครั้ง ให้ข้าได้บอกรักนางให้นางได้รับรู้ นานแค่ไหนข้าก็รอได้

     เทพทั้งสองยิ้มให้กันอีกครั้ง และเทพแห่งโชคชะตาก็พูดขึ้น

     “ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เจ้ารอ รอเพื่อพบและได้อยู่กับนางอีกครั้ง

     หลังจากสิ้นคำของเทพแห่งโชคชะตา ราวกับทุกสิ่งโดยรอบหยุดนิ่งไป ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่ตัวของหยางอ๋องเองก็หยุดนิ่งเช่นเดียวกัน




     แต่อีกภพหนึ่งทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป

















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

699 ความคิดเห็น

  1. #550 0843774421 (@0843774421) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 14:37
    เป็นจอมมารใช่ไหมค่ะ รอออออออชื่อเรื่องอะไรแจ้งด้วยนะค่ะ
    #550
    0
  2. #471 0979839276 (@0979839276) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2560 / 13:28
    มีต่ออีกไหมค่ะ
    #471
    0
  3. #469 Pam NPP (@pampampamela) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 23:56
    ขอภาคลูกด่วนเลยคร่า
    #469
    0
  4. #468 Aom ITclub (@patalee-creative) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:58
    มีภาคต่อไหม
    #468
    0
  5. #467 นาน่านะ (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:28
    อย่าบอกนะ....ว่า.....คือ จอมมารกลับชาติมาเกิดเป็นลูกนางเอก...
    #467
    0
  6. #466 Rung (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:21
    มีต่อภาคสอง.. อิอิ
    #466
    0
  7. #465 Ning-15 (@Ning-15) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:16
    ....???
    #465
    0
  8. #464 risuki666 (@risuki666) (จากตอนที่ 53)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 22:09
    กรี๊ดดด รออออ
    #464
    0