[SJ] I Will Protect You ชีวิตนี้เพื่อนาย [KiHae HanHyuk]

  • 98% Rating

  • 15 Vote(s)

  • 672,301 Views

  • 9,510 Comments

  • 4,980 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,322

    Overall
    672,301

ตอนที่ 64 : ตอนที่ 59 ที่ซ่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12542
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 89 ครั้ง
    11 ส.ค. 60


ตอนที่ 59 ที่ซ่อน

 

 

 

            “ฮยอกแจเป็นยังไงบ้าง”

 

            “สบายดีครับน้า”

 

            “แต่เราดูไม่ร่าเริงเลยนะ”

 

            มื้อเย็นที่ควรจะมีเพียงฮันคยองและฮยอกแจ กลับมีผู้ชายหน้าตาสะสวยคนหนึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม...คิมฮีชอล

 

            คนที่ทำให้ฮยอกแจยิ้มไม่ออก อาจจะเพราะรู้สึกผิดที่เผลอคิดไปว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คุณหนูลีรู้สึกไม่สบายใจ ดวงตาเรียวมองเพียงจานอาหารตรงหน้า ไม่กล้าที่จะสบตาอีกฝ่า เพราะเขากำลังกลัว

 

            ฮยอกแจกลัวความคิดตัวเอง

 

            หากมันเป็นไปตามที่สมองสรุป เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำอย่างไรดี

 

            ตอนที่คิดว่าเป็นฮันคยอง ใจก็เจ็บปวดเจียนตาย พอคิดว่าเป็นน้าแท้ๆ...

 

            ร่างเล็กเม้มปากแน่น พูดอะไรไม่ออก แต่ท่าทางนั้นทำให้คนที่มาเยือนแบบไม่ได้นัดหมายตีความไปอีกอย่าง เพราะฮีชอลตวัดสายตาไปมองคนที่ไม่น่ามาร่วมโต๊ะกับพวกเขา แล้วว่าเสียงขุ่น

 

            “เพราะคุณใช่มั้ย คุณทำอะไรหลานฉัน” ฮีชอลไม่พอใจตั้งแต่แรกแล้วที่ถูกกีดกัน ทั้งที่เป็นเรื่องของหลานตัวเอง ซึ่งการเงียบของหนุ่มลูกครึ่งก็ยิ่งจุดไฟโกรธในใจ

 

            “มีใครพอจะบอกฉันได้มั้ยว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วคุณฮันคยอง คุณกีดกันฉันไม่ว่า แต่การที่คุณดูแลฮยอกแจไม่ดีแบบนี้ ฉันรับไม่ได้ ฉันเหลือหลานแค่คนเดียว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องบ้าๆ นี่มันเกิดจากอะไร แต่จะให้ฉันทนเฉยอยู่แบบนี้ก็ไม่ไหวแล้ว”

 

            “...”

 

            สิ้นเสียงของฮีชอล ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ชนิดที่แทบได้ยินเสียงกลั้นหายใจของสาวใช้บางคน ขณะที่หนุ่มลูกครึ่งก็เงยหน้า ประสานสายตานิ่ง

 

            ดวงตาทั้งสองคู่จ้องกัน ราวกับว่าใครหันหนีก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้

 

            “ผมไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ครับน้าฮีชอล”

 

            “แต่ฮยอกแจ...”

 

            “คนที่พ่อแม่ถูกฆ่าก็คงเป็นเหมือนๆ กับผมล่ะครับ”

 

            กึก

 

            คนที่หมายจะเอาเรื่องเงียบไปทันที สีหน้าฉายชัดถึงความตกใจ ก่อนที่ริมฝีปากจะหุบลง เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง ทำหน้าทรมานใจอย่างเห็นได้ชัด และนั่นก็ทำให้คนที่หลุดพูดออกมาก็รู้สึกผิด ฮยอกแจพยายามปัดไล่ความคิดที่ว่าน้าชายมีส่วนเกี่ยวข้องไปให้ไกลที่สุด

 

          แค่สงสัย แค่คิดว่าหากพวกเขาทุกคนตายหมด ใครจะได้ประโยชน์ ไม่ใช่หลักฐานที่กล่าวหาน้าฮีชอลลอยๆ แบบนี้

 

            คุณหนูลีก้มหน้าลง

 

            “ขอโทษครับน้า”

 

            ในความทรงจำของฮยอกแจ น้าแท้ๆ ของเขาเป็นคนใจดี ตอนเด็กๆ ก็มักจะมีของเล่นหรือขนมมาฝากอยู่เสมอ ชอบกอดเขาแน่นๆ หอมแก้มฟอดใหญ่ๆ อย่างที่หากไม่มีฮันคยอง เขาก็คงติดน้าคนนี้มากกว่าใคร แต่พอโตขึ้น ร่างเล็กก็หันไปสนใจอย่างอื่นมากกว่า จนช่วงหลังๆ ไม่ค่อยได้เจอกัน ทว่า ไม่ว่าจะมองย้อนไปกี่ครั้ง น้าฮีชอลคือคุณน้าแสนใจดีของฮยอกแจเสมอ

 

            เขาไม่ควรเอาข้อสรุปตัวเองมาทำให้คนที่ห่วงกันต้องเสียใจ

 

            บนโลกใบนี้ เขาเหลือคนที่มีสายเลือดเดียวกันเพียงคนคนนี้เท่านั้น

 

            “ฮยอกแจไม่ได้ตั้งใจ”

 

            “ไม่หรอก น้าเองก็พูดไม่คิด น้าขอโทษ” คนที่บอกด้วยน้ำเสียงเสียใจ คนที่เข้าใจความสูญเสียที่เกิดขึ้น เขาลืมไปได้ยังไงว่าในเวลาที่เขาเสียแม่ น้าฮีชอลก็เสียพี่สาวแท้ๆ ไปเช่นเดียวกัน

 

            “น้า...กอดฮยอกแจได้มั้ย”

 

            ทันใดนั้น ฮีชอลก็ถามอย่างไม่แน่ใจให้คนฟังเหลือบไปมองผู้ชายตัวโตข้างๆ คนที่กดหน้าหนึ่งหงึก จนรีบหันกลับไปบอก

 

            “ครับ”

 

            ทันทีที่ได้รับอนุญาต ฮีชอลก็ลุกจากที่นั่ง อ้อมโต๊ะมาเพื่อสวมกอดหลานชายแท้ๆ อย่างรักใคร่และสงสาร สองมือลูบแผ่นหลัง จนคนได้รับก็ยกมือขึ้นกอดกลับ หลับตาลง สัมผัสความอบอุ่นของอีกฝ่าย ที่ถึงแม้จะอุ่น ถึงแม้จะเปี่ยมไปด้วยความอาทร แต่ก็ไม่เหมือนแม่ของเขาอยู่ดี

 

            “เราจะผ่านมันไปด้วยกันนะฮยอกแจ”

 

          ไม่ใช่หรอก ไม่ใช่น้าฮีชอลหรอก ไม่มีทางใช่คนคนนี้

 

            “น้ารักแม่มั้ยครับ” เขากลัวที่จะถาม แต่ก็หลุดออกไปจนได้

 

            “รักสิ” ขณะที่ฮีชอลก็ตอบกลับอย่างไม่มีลังเล จนต้องเงยหน้าขึ้นไปมองดวงตาคมสวยที่เป็นประกายวาวด้วยหยาดน้ำตา คนที่เอ่ยซ้ำอีกครั้ง

 

            “น้ารักแม่ของหลานสิ รักมากกว่าใครทั้งหมดบนโลกใบนี้” น้าชายตอบเต็มปาก ทั้งที่หัวไหล่กำลังสั่นสะท้าน เมื่อนึกถึงวันที่ได้ยินข่าวร้าย และนั่นคลายทุกข้อสงสัยที่ฮยอกแจเคยคิด สองมือกอดเอวอีกฝ่ายแน่น ซบหน้ากับไหล่

 

            “ฮยอกแจขอโทษ”

 

            “ฮยอกแจขอโทษน้าทำไม”

 

            “ไม่มีอะไรครับ” คนพูดส่ายหน้าช้าๆ ทั้งที่ใจกำลังบอกว่าขอโทษ...ขอโทษที่ไม่เชื่อใจ

 

            ถ้าเขาตัดสินใจเชื่อว่าคนนอกอย่างฮันคยองไม่ใช่คนร้าย เขาจะมาสงสัยคนในแบบนี้ได้ยังไง หากแต่ท่ามกลางความรู้สึกผ่อนคลาย คำถามหนึ่งก็แวบขึ้นมาในใจ จนต้องเงยหน้าขึ้น

 

            “น้าฮีชอล”

 

            “หืม”

 

            “จำได้มั้ยว่าตอนเด็กๆ ฮยอกแจชอบเล่นซ่อนแอบ”

 

            ฮยอกแจกลั้นใจถาม และบอกตัวเองว่านี่จะเป็นคำถามสุดท้ายที่จะสงสัยผู้ชายคนนี้ คนที่กำลังยิ้มกว้างออกมาทันที พยักหน้าหงึกหงัก

 

            “จำได้สิ เมื่อก่อนเป็นตัวแสบเลยนะเรา” อีกฝ่ายคงคิดว่าเขาแค่อยากระลึกความหลัง แต่แท้จริงแล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะสิ่งที่อยากรู้ที่สุดคือ...

 

            “รู้มั้ยครับว่าที่ซ่อนโปรดของฮยอกแจคือที่ไหน”

 

            คนถามเห็นนะว่าฮันคยองเองก็หันมามองอย่างสงสัย คิ้วเข้มขมวดอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ แต่ฮยอกแจจำได้แม่นเลยว่าคนที่รู้ที่ซ่อนโปรดมีแค่พ่อเขา แม่เขาและผู้ชายอีกคน ขณะที่ฮีชอลเองก็มุ่นคิ้วอย่างพยายามเฟ้นหาคำตอบที่ดีที่สุด

 

            ท่าทางคิดไม่ออกที่ทำให้ร่างเล็กโล่งใจ แต่แล้ว...

 

            “อ้อ จำได้แล้ว แม่เราเคยบอกว่าฮยอกแจชอบไปซ่อนอยู่ใต้เตียง...ถูกมั้ย”

 

            กึก

 

            วินาทีนั้นเอง ลีฮยอกแจก็ตัวเย็นเฉียบ ความทรงจำเลวร้ายที่ถูกลากออกมาจากที่ซ่อนแวบเข้ามาในหัว ดวงตาเรียวเบิกกว้าง มองคนเป็นน้าที่ยังคงยิ้มกว้างอย่างพอใจในคำตอบ แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้คนฟังเหมือนจะล้มทั้งยืน

 

            น้าฮีชอลรู้!!!

 

            น้ารู้ว่าเขามีที่ซ่อนใต้เตียง แล้วน้ารู้หรือเปล่าว่าครั้งล่าสุดที่เขาเข้าไปซ่อน...เขาถูกข่มขืน

 

            นี่คือคำถามที่ดังก้องในใจของคนเป็นหลาน

 

............................................

 

ต่อค่ะ

 

            “พรุ่งนี้ฉันจะมารับ”

 

            “อย่าลำบากนายเลยครับ ผมกลับเองได้”

 

            “ฉันบอกว่าฉันจะมารับ”

 

            “...”

 

            ในเวลาที่พระจันทร์เคลื่อนคล้อยไปถึงกลางหัว รถคันหรูแล่นมาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ขณะที่ภายในห้องโดยสารเต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่แสนอึดอัด จนคนรถเองก็แทบไม่กล้าหายใจ แล้วนายใหญ่ก็ทำลายความเงียบด้วยการหันมามองคนข้างกายที่ให้รถอ้อมมาส่งถึงที่...บ้านของคังอิน

 

            เมื่อเย็น คิบอมพูดเองว่าจะไม่ยอมให้ดงแฮไปค้างคืนที่อื่น แต่ตอนนี้เขากลับเป็นคนกลับคำพูดพาดงแฮมาส่ง

 

            ไม่ใช่เพราะนึกรำคาญคนสนิทที่พอให้มาเป็นคนรักแล้วนิ่งเงียบ แต่เพราะคิบอมแพ้น้ำตาหยดใสและแววตาที่ราวกับโดนทำร้ายของนักฆ่าผู้เคยโหดเหี้ยมต่างหาก

 

            น้ำตาเพียงไม่กี่หยด แต่ล้มครืนกำแพงแห่งความหยิ่งผยองของคิมคิบอมจนไม่เหลือดี

 

            ชายหนุ่มรู้ว่าเขากำลังทรมานดงแฮ แต่มันเป็นไม่กี่ครั้งจริงๆ ที่คนอย่างเขาจนตรอก หาทางแก้ไขไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ปลอบยังไง เพราะแม้แต่ตำแหน่งคนรักที่ใครต่อใครปรารถนาอยากได้มาครอบครองก็ดูไร้ค่า เมื่ออยู่ตรงหน้าดงแฮ

 

            ดังนั้น สิ่งที่เจ้านายผู้ดื้อดึงตั้งแต่เมื่อคืนก่อนทำคือการพาดงแฮมายังสถานที่ที่น่าจะทำให้สบายใจที่สุด

 

            อย่างน้อยๆ อีทึกคงทำหน้าที่ปลอบใจเด็กน้อยได้ดีกว่าเขา

 

            “คืนนี้พักซะ แล้วถ้าไม่ไหว พรุ่งนี้ฉันให้นายหยุด”

 

            “ครับ”

 

            ขณะที่ดงแฮแค่รับคำ แล้วหันไปเปิดประตูรถ แต่...

 

            หมับ

 

            “ฉันขอโทษ”

 

            ทันใดนั้น ฝ่ามืออบอุ่นทาบทับลงบนมือขาว จนร่างเพรียวชะงักไปครู่ จากนั้น เสียงทุ้มเบาราวกับกระซิบก็ดังขึ้นริมหู บอกขอโทษที่ได้ยินเป็นครั้งที่สอง แต่คนฟังไร้ซึ่งคำตอบใดๆ นอกจากมือที่ขยับไปดันประตู ซึ่งนั่นทำให้คนที่โน้มตัวเข้ามาจนสัมผัสชิดใกล้จำใจคลายมือออก แล้วดึงตัวกลับไปนั่งตัวตรง

 

            “ขอบคุณที่มาส่งครับนาย” ดงแฮหันกลับมาโค้งให้ประตูที่เปิดอ้าออก มองคนที่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่คิบอมก็เงียบลง แค่พยักหน้าช้าๆ มองบานประตูที่ปิดลงในที่สุด

 

            รถคันหรูแล่นจากไปแล้ว เหลือเพียงดงแฮที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก่อนที่จะเผยดวงตาแสนเศร้าให้กระจ่างชัดท่ามกลางพระจันทร์เต็มดวง

 

            เขาไม่เข้าใจตัวเอง แต่เหนือกว่านั้นคือเขาไม่เข้าใจเจ้านาย

 

            ตอนนี้เขากำลังถูกผลักไสใช่มั้ย

 

            ดงแฮไม่กล้าตีความว่าการที่เขาได้มายืนอยู่หน้าบ้านที่โตขึ้นมาหมายถึงเจ้านายไม่ต้องการเขาแล้วหรือเปล่า ทั้งที่เขาแสดงออกเสมอว่าสถานที่ที่อยากอยู่เคียงข้างคือข้างกายของนายใหญ่ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นก็สมควรแล้ว

 

            คนที่กล้าขัดคำสั่งควรได้รับบทลงโทษ

 

            “พี่อีทึก ผมเอง”

 

            จู่ๆ ดงแฮก็เอ่ยแทรกความเงียบยามค่ำคืน หมุนตัว แล้วก้าวไปอยู่กลางแสงไฟถนน เผยให้เห็นว่าคนที่มาเยี่ยมเยียนตอนดึกดื่นเป็นใคร ทั้งที่รอบบริเวณมีเพียงความว่างเปล่า

 

            “พี่ก็นึกว่าพวกรนหาที่ตาย” ทันใดนั้น หลังต้นไม้ใหญ่ ชายคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากเงามืด พลางเก็บปืนลงข้างเอว ใบหน้าอ่อนโยนก็ประดับด้วยรอยยิ้มยินดี เสียงที่เอ่ยออกมาเปี่ยมไปด้วยความดีใจที่ได้เห็นคนที่รักเหมือนลูก แม้จะแปลกใจว่าดงแฮมาทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ

 

            อย่างไรเสีย อีทึกก็เป็นมือปืนมากฝีมือมาก่อน การต้องระมัดระวังว่าใครจะมาจะไป โดยเฉพาะเวลาที่ควรจะเข้านอนได้แล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่ แต่เพราะสอนมาเองกับมือ ต่อให้เขาพรางตัวได้แนบเนียนกว่านี้ ดงแฮก็ย่อมจับสัมผัสของเขาได้

 

            “ผมขอค้างสักคืนได้มั้ย”

 

            กึก

 

            “เกิดอะไรขึ้น” แต่เพียงเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของดงแฮชัดๆ คนมองก็ก้าวยาวๆ เข้ามาจับแขน จ้องเข้าไปในดวงตาที่ยังเหลือรอยแดงเรื่อเอาไว้

 

            “นายใหญ่ทำอะไรหรือเปล่า” การกล่าวหาเจ้านายไม่ใช่เรื่องที่สมควร แต่อีทึกอดจะถามไม่ได้จริงๆ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าคนที่เทิดทูนเจ้านายไว้เหนือหัวอย่างดงแฮต้องส่ายหน้า จนได้แต่ถอนหายใจหนักๆ

 

            “เข้าบ้านก่อนเถอะ ก่อนที่คังอินจะตามออกมา แล้วรายนั้นก็ทำก่อนถามซะด้วย”

 

            ทำก่อนถามก็ไม่ต่างจากการฆ่าก่อนสอบสวนว่ามาทำอะไรลับๆ ล่อๆ หน้าบ้านคนอย่างคิมคังอิน

 

            “แล้วนี่กินอะไรมาหรือยัง” ดงแฮพยักหน้า แม้จะแทบไม่ได้แตะมื้อเย็นเลยก็ตาม

 

            “งั้นไปอาบน้ำเถอะ ข้าวของในห้องเรายังเหมือนเดิมทุกอย่าง ใช้ตามสบายเลย” อีทึกพาอีกฝ่ายเข้าบ้าน ดุนหลังดงแฮให้ก้าวขึ้นชั้นบนเบาๆ ซึ่งคนฟังก็ทำตามอย่างว่าง่าย

 

            “ขอบคุณครับ” ขณะที่สวนกับเจ้าของบ้านที่เพิ่งแยกกันเมื่อตอนเย็น...คังอิน

 

            คนที่ไม่ถามอะไร นอกจากพยักหน้ารับตอนที่ดงแฮโค้งให้

 

            “พักผ่อนเถอะ” มีเพียงคำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยให้ร่างเพรียวรับคำเสียงเบา

 

            กระทั่งหายลับขึ้นไปยังห้องนอนที่อาศัยอยุ่เกือบสิบปี คังอินก็หันกลับมามองคู่ชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าจากใบหน้าอ่อนโยนใจดีแปรเปลี่ยนไปด้วยความสงสัยกึ่งไม่พอใจ จนที่ปรึกษาอาวุโสของคิบอมยังต้องเอ่ยเสียงปลอบโยน

 

            “ไม่มีอะไรหรอก นายโทรมาบอกเมื่อกี้ว่าให้คืนนี้ดงแฮพักที่นี่”

 

            “ที่ฉันอยากรู้คือนายทำอะไรเอาไว้ต่างหาก”

 

            “อีทึก” คังอินปราม

 

            “หรือไม่จริง คังอิน ฉันเคารพเจ้านายนะ ทุกวันนี้ก็สำนึกบุญคุณอยู่ทุกวันที่นายเป็นคนช่วยให้ฉันล้างมือจากวงการ แต่มันคนละเรื่องกันที่ทำให้ดงแฮต้องมีสีหน้าแบบนั้น...ตอนอยู่เชจู นายก็ดูชัดเจนขนาดนั้น แล้วทำไมตอนนี้เป็นแบบนี้” เขานับถือนายใหญ่ แต่ในฐานะคนที่เลี้ยงดงแฮมากับมือ การได้เห็นเด็กที่ไม่ยอมแสดงอารมณ์ต้องมีสีหน้าเศร้าหมอง มันอดไม่ได้จริงๆ ที่จะโกรธ

 

            “เรื่องนี้เป็นเรื่องของนายกับดงแฮ”

 

            “แต่...”

 

            “คิดว่าฉันไม่ห่วงหรือไง”

 

            คำถามนั้นทำให้อีทึกเงียบกริบ รู้อยู่แก่ใจว่าถึงคังอินจะทำเหมือนดงแฮเป็นแค่ลูกน้องคนหนึ่ง แต่คนที่เอ่ยปากรับดงแฮมาเลี้ยงเมื่อกว่าสิบปีก่อนคือผู้ชายคนนี้

 

            “เรื่องบางเรื่อง เราก็ทำได้แค่ดูอยู่ห่างๆ” คังอินว่าเพียงเท่านั้น แล้วเดินเข้าครัวไปกินน้ำ ปล่อยให้คนรักถอนหายใจหนักหน่วง เงยหน้ามองไปยังชั้นสองอย่างนึกห่วง

 

..............................................

 

            “เฮ้อ”

 

            หลังจากพลิกซ้ายพลิกขวาอยู่นานนับชั่วโมง สุดท้าย อีทึกก็ลุกขึ้นจากเตียง รู้ว่าฝืนนอนต่อไปก็ไม่มีทางนอนหลับ เมื่อในหัวมีเพียงเรื่องของคนที่มานอนอยู่ห้องข้างๆ

 

            “นอนไม่หลับหรือ” คนที่นอนเตียงเดียวกันพลิกตัวมาถามเสียงงัวเงีย

 

            “อืม นอนต่อเถอะ คิดว่าจะลงไปอบขนมสักหน่อย” วิธีที่ทำให้เขาสบายใจขึ้นคือการหาอะไรทำ หนึ่งในนั้นคือการอบขนม แต่ก่อนจะลุกขึ้นได้ อ้อมกอดแข็งแรงก็รัดรอบเอว จนต้องหันไปกอดตอบ

 

            “ฉันไม่เป็นไร”

 

            “จะพยายามเชื่อ”

 

            “เชื่อเถอะน่า นอนต่อไปเถอะ เดี๋ยวตื่นไม่ไหวนะ ยิ่งแก่ๆ แล้วด้วย” อีทึกว่าขำๆ ลูบท่อนแขนแข็งแรงของคนรัก หากแต่คำว่าแก่ทำให้คังอินลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง แล้วย้อนกลับ

 

            “ให้พิสูจมั้ยล่ะว่ายังไม่แก่” คนฟังหัวเราะจนได้

 

            “ไม่เอา ไม่มีอารมณ์ นอนเถอะ พักนี้งานยุ่งนี่” พอลูบแขนอีกที คังอินก็ยอมปล่อยร่างหอมๆ พลิกตัวกลับไปนอนอย่างว่าง่าย

 

            ท่าทางที่คนมองยกยิ้มน้อยๆ แล้วก้าวออกมาจากห้องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ ตรงดิ่งไปยังห้องครัว คิดในใจว่าควรจะทำอะไรดี อย่างน้อยๆ ก็อยากได้ขนมที่เสียยาก พกติดตัวได้ เพราะรู้ว่าดงแฮชอบกินพวกอาหารทดแทนพลังงาน แต่ขอทีเถอะ มันไม่เรียกว่าอาหารด้วยซ้ำ

 

            กึก

 

            ยังไม่ทันที่จะก้าวเข้าไปในห้องครัว ชายหนุ่มต้องยืนนิ่ง หันกลับไปคว้าปืนที่ซ่อนอยู่หลังกล่องพยาบาลมากระชับเข้าหาตัว หรี่ตามองฝ่าความมืด เมื่อรับรู้ได้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตเข้ามาบุกรุกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเขา

 

            “ดงแฮ” แต่ก่อนที่จะมีการลั่นเปรี้ยงปร้าง อีทึกก็หลุดเสียงครางออกมาในที่สุด เมื่อรับรู้ได้ว่าคนที่อยู่ในนั้นคือคนคุ้นเคย แล้วจะมีใครล่ะ นอกจากคนที่ควรจะพักผ่อนในห้องนอนของตัวเอง

 

            อีทึกลดปืนลง หันไปเปิดไฟ แล้วเขาก็ได้เห็นภาพที่ไม่ได้เห็นมานานเป็นสิบปี

 

            ภาพของเด็กน้อยที่เคยถูกพ่อแท้ๆ ทารุณกรรมจนกลัวไปหมดทุกอย่าง นอนกอดแขนอยู่บนพื้นห้องครัว เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำให้ที่นอนใหม่เอี่ยมสกปรก แต่ตอนนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีที่กำลังนั่งกอดเข่าพิงหลังกับเตาอบอย่างน่าสงสารไม่แพ้กัน

 

ต่อค่ะ

 

            วินาทีนั้น อีทึกรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่จุกอยู่ในลำคอ

 

            สิ่งนั้นน่าจะเป็นความสงสาร

 

            ตอนเด็กกว่าจะกล่อมให้ดงแฮขึ้นไปนอนบนเตียงก็แทบแย่ แล้วตอนนี้ล่ะ เขาต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะรักษาใจของเด็กคนนี้ได้

 

            ภายนอก ผู้ชายตรงหน้าเขาอาจจะดูไร้อารมณ์ เป็นแค่หุ่นยนต์ที่ทำตามคำสั่ง แต่อีทึกที่เลี้ยงมาเองกับมือย่อมรู้สิว่าภายในของดงแฮเปราะบางแค่ไหน เพราะยิ่งเปราะ ก็ยิ่งสร้างกำแพงมาห่อหุ้มราวกับเกราะกันกระสุน ไม่ผูกสัมพันธ์กับใคร แม้แต่เขาหรือคังอินยังอยากจะเข้าไปภายในนั้น หากแต่มีผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นข้อยกเว้นมาตลอด

 

            ดงแฮเคารพและบูชาเจ้านาย มันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยที่คิมคิบอมจะเข้าไปนั่งอยู่ในนั้น

 

            ถ้าทะนุถนอมก็ดีไป แต่ถ้าทำร้าย...ก็คงสาหัสเสียยิ่งกว่ามีดแทงหรือกระสุนเจาะร่าง

 

          เห็นที ครั้งนี้จะเป็นอย่างหลังเสียด้วย

 

            “เฮ้อ” ความคิดของคนที่ทำได้เพียงขยับไปนั่งบนพื้นข้างกัน แล้ววาดแขนโอบรอบร่างของคนข้างๆ

 

            “มีอะไรอยากเล่าให้พี่ฟังมั้ย”

 

            “...” ความเงียบคือคำตอบ

 

            หลายปีก่อนก็เป็นแบบนี้ กว่าจะเค้นถาม กว่าจะตะล่อมให้พูดอะไรสักทีก็ยากแสนยาก แต่เขาไม่เคยรำคาญ ตรงกันข้าม เพราะรู้ว่าดงแฮเจออะไรมา สิ่งที่มีมอบให้จึงมีเพียงความห่วงหาอาทร

 

            “พี่ว่าจะลงมาอบขนม ดงแฮอยากกินอะไรเป็นพิเศษมั้ย”

 

            “ไม่ครับ”

 

            “งั้นพี่ทำตามใจเลยนะ เออ พี่เพิ่งได้สูตรทำสโคนมา กินกับแยมราสเบอรี่แล้วอร่อยอย่าบอกใครเลย เด็กๆ แถวนี้ชมกันเปลาะเลยว่าอร่อย” อีทึกว่าไปเรื่อยๆ สังเกตท่าทีของคนข้างกาย แต่เมื่อยังเงียบ ใบหน้าอ่อนโยนจึงประดับด้วยรอยยิ้มบางเบา

 

            “แต่กว่าจะทำเสร็จ เราก็หิวพอดี งั้นเอาเป็นนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนก็แล้วกัน” คนพูดว่าพลางยันกายลุกขึ้น ก้าวไปเปิดตู้เย็น คว้ากล่องนมออกมา ปากก็เอ่ยพูดคุยไปด้วย แม้จะเหมือนคุยอยู่คนเดียวก็ตาม

 

            ก็นะ กว่าจะเลี้ยงดงแฮให้โตได้ขนาดนี้เขาก็เป็นคนบ้าพูดกับตัวเองมาเป็นปีๆ

 

            “เมื่อก่อนเราก็ชอบมานอนอยู่ตรงนี้ พี่ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าพื้นห้องครัวมันดีตรงไหน เอาไว้วันไหนทะเลาะกับหมียักษ์บนเตียงแล้วจะลองหอบผ้าห่มลงมานอนดูบ้าง”

 

            แกร๊ง แกร๊ง

 

            “แต่ไม่รู้จะไหวหรือเปล่า พอเริ่มแก่แล้วก็ปวดหลัง นอนนิ่มไปก็ปวด แข็งไปก็ปวด ไม่อยากแก่เลยจริงๆ”

 

            ตอนนี้ในบ้านมีเพียงเสียงของอีทึกประสานไปกับเสียงของมือที่ขยับอย่างคล่องแคล่ว หันไปคว้าอันนั้น หันไปหยิบตรงนี้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในห้องครัวของบ้านทุกหลัง แต่สำหรับคนที่นั่งกอดเข่าเงียบๆ แล้ว สถานที่นี้คือ...ความผ่อนคลาย

 

            พี่อีทึกยังไม่รู้ว่านอกจากตอนที่กลัวเบาะใหม่ที่ได้รับมาเปื้อนแล้ว บางครั้ง เวลาที่เขารู้สึกแย่ ดงแฮจะแอบมานั่งบนพื้นห้องครัวเงียบๆ มองบ้านที่แสนอบอุ่น ซึ่งทำให้หัวใจคนที่เคยนอนใกล้ตายอยู่ในบ้านไม้เก่าๆ จะพังมิพังแหล่รู้ว่ายังมีชีวิต มันคือสถานที่ที่กลายเป็นที่ซ่อนของเขา

 

            ตอนนี้ก็เช่นกัน แม้จะพยายามนอนให้หลับ แต่คำพูดของเจ้านายก็วนเวียนอยู่ในหัวจนรู้ตัวอีกที สองขาก็พาตัวเองมานั่งอยู่ในห้องครัว

 

            แกร๊ก

 

            กระทั่งแก้วนมอุ่นและจานคุ้กกี้วางลงตรงหน้า ดงแฮถึงเงยหน้าขึ้นมอง จนได้เห็นรอยยิ้มห่วงใยของอีทึกที่กลับลงมานั่งบนพื้นข้างกัน

 

            “นานๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ”

 

            คนฟังก้มหน้าลง เพราะชายหนุ่มไม่มีเจตนาให้อีกฝ่ายเป็นห่วง

 

            “ผมขอโทษ”

 

            “ขอโทษทำไม ทำอะไรผิด”

 

            “ผมขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง”

 

            “งั้นก็อย่าทำให้เป็นห่วงสิ” ดงแฮเงียบลงอีกครั้ง และนั่นก็ทำให้คนมองส่ายหัวช้าๆ ส่งมือไปจับศีรษะแล้วโยกเบาๆ

 

          “ถ้าเจ็บนักก็ถอยออกมาเถอะ”

 

            กึก

 

            แม้สัมผัสจะอ่อนโยน แต่คำพูดกลับกระแทกลงกลางหัวใจ จนดงแฮพูดไม่ออก มือที่จะเอื้อมไปคว้าแก้วนมนิ่งค้างกลางอากาศ ความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายเดือนถาโถมเข้ามา เพียงเพราะคำว่าถอยออกมา

 

            เขา...ถอยไม่ได้อีกแล้ว

 

            ความคิดที่ทำให้ดวงตาร้อนจนน่ากลัว เพราะนอกเหนือจากความรู้สึกสับสนเหล่านี้ ความจริงข้อหนึ่งปรากฏอยู่ในหัวใจ

 

            “ผม...เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว”

 

            “หมายความว่ายังไง” อีทึกเป็นฝ่ายชะงัก ย้อนกลับ ทั้งที่ใจคอไม่ดีเลย

 

            ตลอดเวลา มือขวาของนายใหญ่ไม่เคยเปิดเผยความลับออกไป แต่ความอึดอัดมันผลักดันให้ความจริงที่เก็บไว้ตลอดหลายปีเปิดเผยแก่คนที่เขาไว้ใจที่สุด

 

            “ผม...จะต้องตาย”

 

            “ดงแฮ!” อีทึกถึงกับช็อก แล้วส่ายหน้าแรงๆ

 

            “อย่าพูดแบบนั้น มันไม่ดีเลยนะ อาชีพอย่างเราๆ อาจจะเอาชีวิตไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่ใช่ว่าทุกคนจะพบจุดจบแบบเดียวกัน...”

 

            “ไม่ครับ ผมจะต้องตายจริงๆ เวลาของผมเหลืออีกไม่มากแล้ว” ดงแฮเงยหน้าขึ้นสบตา ย้ำอีกครั้งว่าเขาจริงจังกับคำพูดเหล่านี้มากแค่ไหน ซึ่งอีกฝ่ายยิ่งไม่เข้าใจ และนั่นก็ทำให้คนที่เก็บเงียบมาตลอดเล่าถึงสิ่งที่อยู่ในหัวใจมาตลอดหลายปี

 

            “พี่จำตอนที่ผมถูกรถชนได้มั้ย...”

 

            เรื่องราวในอดีตหลุดออกมาจากปากของดงแฮ ทั้งวินาทีที่ตื่นขึ้นมาจากความตายแล้วพบว่าตัวเองมีพลังในการมองเห็นอนาคต ทั้งความฝันที่เห็นมาตลอดหลายปีว่าช่วยเจ้านายไม่ได้ และล่าสุดที่เขาฝันเห็นตัวเองต้องดับชีวิตลง ทั้งหมดที่อีทึกฟังด้วยท่าทางนิ่งสงบ กระทั่งทุกอย่างจบลง

 

            หมับ

 

            อ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดร่างของดงแฮแน่น เสียงที่เอ่ยออกมาก็สั่นราวกับอีทึกกำลังจะร้องไห้

 

            “ฝันนั่น...อีกนานมั้ย”

 

            “ผมไม่รู้ ที่ผมรู้คือนายไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนนี้ อาจจะอีกไม่กี่ปี หรืออาจจะแค่วันพรุ่งนี้” ภาพเจ้านายในความฝันไม่ได้มีอายุมากไปกว่าตอนนี้ ดังนั้น มันคงอีกไม่นาน

 

            “ถอยออกมาดงแฮ ถอยออกมาซะ” อีทึกสั่งเสียงเข้ม แต่สิ่งที่ได้คือการที่อีกฝ่ายดันร่างเขาออก

 

            “ผมทำไม่ได้”

 

            “แต่...”

 

            “พี่อีทึกเข้าใจว่าทำไมผมถอยไม่ได้”

 

            “...”

 

            คนที่กำลังจะร้องไห้กัดฟันแน่น เพราะเถียงดงแฮไม่ได้ ใช่ เขารู้สิ ถ้าคนที่ต้องตายคือคังอิน เขาก็ไม่ลังเลเลยที่จะเอาชีวิตตัวเองเข้าแลกเพื่อรักษาเอาไว้ ต่อให้เป็นเจ้านาย ไอ้อีทึกที่ติดหนี้บุญคุณนายก็พร้อมจะสละชีวิตเพื่อทดแทนคุณ นับประสาอะไรกับดงแฮ ไม่ใช่แค่รัก ไม่ใช่แค่เทิดทูน แต่นายใหญ่คือทุกสิ่งทุกอย่างของเด็กคนนี้...เขาห้ามไม่ได้เลย

 

            หมับ

 

            อีทึกดึงดงแฮเข้ามากอดแน่นกว่าเดิม น้ำตาเอ่อคลอในดวงตา ยามที่ถามเสียงเบา

 

            “ทำไม...ทำไมต้องเป็นดงแฮ”

 

            ทำไมต้องเป็นเด็กที่เขารักเหมือนลูกคนนี้

 

            คำถามที่คงมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้คำตอบ

 

            “อย่าบอกพี่คังอิน...ผมขอร้อง” ดงแฮเองก็ทำได้แค่กอดตอบ กระซิบขอร้อง เพราะเขาไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เข้าหูเจ้านาย ถ้าความฝันบอกอนาคตแม่นเหมือนทุกครั้ง ก็คงเป็นชะตาที่เขาต้องเจอ

 

            ชีวิตของดงแฮมอบให้คิบอมตั้งแต่วันที่เขาฆ่าปีศาจร้ายตนนั้นให้ แค่ได้มีชีวิต ได้รับการศึกษา ได้อาหารอุ่นๆ และที่นอนดีๆ มาตลอดนับสิบปี มันก็เพียงพอแล้ว เขาควรจะตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้วด้วยซ้ำ

 

            คำตอบมีเพียงอ้อมกอดที่อีทึกกระชับแน่นขึ้น กับน้ำตาหยดใสที่ไหลเปียกคอเสื้อ

 

..........................................

 

            ครบค่ะ ดังนั้นแล้ว ชื่อตอนที่ซ่อนของตอนนี้คือที่ซ่อนใต้เตียงของฮยอก และที่ซ่อนในห้องครัวของเฮนะเออ อย่างที่เฮว่าค่ะ ต่อให้ทรมานใจแค่ไหน เขาก็ถอยออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ไม่ได้ เพราะสิ่งที่เห็นในฝันคือการตายแทนเจ้านาย ดังนั้นแล้ว เฮก็คงกล้ำกลืนฝืนรับความเจ็บปวดยืนมองภาพที่บอมจะต้องอยู่กับฮยอกต่อไป แต่ก็เนอะ เมย์ไม่ปล่อยให้นานถึงขั้นแต่งกันไปแล้วหรอก ฆ่าทิ้งยกสองคู่เลยดีมั้ย เจ็บกับสถานะตอนนี้นัก ตายพร้อมกันอาจจะดีกว่าก็ได้นะเออ XD

            เอาล่ะค่ะ ไปแล้ว สุดท้าย ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจ ทุกเม้น ทุกแรงโหวต รักซูจู รักรีดเดอร์ทุกคนค่า ^^



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 89 ครั้ง

69 ความคิดเห็น

  1. #8885 Jiinnie Cutie (@jeansjeein) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 11:07
    ไม่เอาแบบนี้เลยนะ
    #8885
    0
  2. #8681 mallicro (@mallicro) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 4 มกราคม 2561 / 21:53
    น้ำตาไหล หน่วงจัง
    #8681
    0
  3. #8416 maycute_11 (@maycute_11) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 / 10:48
    ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นฮีชอล แต่เริ่มคิดว่าเอ๊ะ หรือจะเป็นซีวอนนะ
    #8416
    0
  4. #8123 COLOR_NIP (@COLOR_NIP) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 19:22
    สงสารรรรทุกคน ><......
    ชีวิตดราม่าเกินกว่าจะเข้าใจ
    #8123
    0
  5. #8122 zazoith (@zazoi) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 17:04
    ขอให้รอบนี้สิ่งที่ดงแฮฝันเห็นนั้นยังไม่หมด จากที่เห็นตัวเองตาย จริงๆแล้วหลังจากนั้นคือได้รับการรักษาและได้รักอย่างเปิดเผยสักทีนะ ฮือๆ
    #8122
    0
  6. #8106 tungminpe (@tungminpe) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 17:47
    โอ....ลืมไปแล้วนะเนี่ย ความฝันนั้นน่ะ
    #8106
    0
  7. #8088 coolchocolate (@coolchocolate) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 12:32
    ลืมไปเลยว่าเฮรู้ตัวเองว่าจะต้องตาย แต่ไม่คิดว่าจะเร็วๆนี้ นี่สินะคสามคิดเฮ สงสารเลย ฮือออ
    #8088
    0
  8. #8086 Airki Socute (@airkiisocute) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 23:30
    ตายไผดลยอาจเจ็บน้อยกว่าเฮของป้าาาาา
    #8086
    0
  9. #8085 YlkimSMl (@ng_dragon) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 22:17
    โฮฮฮฮฮฮฮฮ อะไรจะหน่วงขนาดนี้
    #8085
    0
  10. #8084 Som O Usanee (@pomelo8063) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 22:07
    โอ้โห หน่วงไปอีกกกกกกกกกก หน่วงทั้งฮยอกและเฮ
    #8084
    0
  11. #8083 Noparat (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 20:06
    สงสารดงเฮ คิบอมจะรู้มั้ยว่าดงเฮรักคิบอมมากยอมเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องคิบอมได้
    #8083
    0
  12. #8082 Love Miracle (@0930586995) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 15:46
    ดราม่ากันเข้าไป
    #8082
    0
  13. #8081 Tanxiiz (@talkwunjira) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 06:45
    น้องดงของพี่งื้ออ อย่าตายนะอย่าาา
    #8081
    0
  14. #8080 Por'z Chanprateep (@chuagporz) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 02:09
    การที่เรารู้ว่าตัวเองเหลือเวลาที่จะได้ทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักอีกไม่มากจนต้องยอมเจ็บเองนี่ไม่เข้าใจจริงๆ มันคงทรมานน่าดูเลยใช่ไหมเฮ??????
    #8080
    0
  15. #8079 wanwisa-k (@wanwisa-k) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 00:01
    อ่านตอนนี้จบ น้ำตาไม่รู้ไหลมาจากไหนมากมาย เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ รู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบไปด้วยเลย Y_Y
    #8079
    0
  16. #8078 =MeAn= (@mean-love-anime) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 23:32
    ฮืออ อ่านตอนนี้ละร้องไห้หนักมาก ยังรอพี่เมมาอัพทุกวันนะคะ ? หนูชอบนิยายพี่จริงๆ ทุกเรื่องเลย
    #8078
    0
  17. #8077 S.Madeleine (@nommaew) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 23:01
    โอ่ย พี่ทงน่าสงสารมาก การรู้ว่าต้องตายนี่ใจร้าวมากเลยนะ มีอีทึกรู้ด้วยอีกคนแล้วแบบนี้ยิ่งใกล้ปมจะเผยแล้วแน่เลย

    น้องเมย์รวมเล่มเรื่องนี้ด้วยไหมคะ อยากเก็บเรื่องนี้ในรูปเล่มมากเลย ดราม่าสุดอะไรสุดทั้ง 2 คู่
    #8077
    0
  18. #8076 Dummy'P (@phonpath) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 21:50
    หน่วงละเกินนนนนน
    #8076
    0
  19. #8075 namhom_elfthai (@namhom_elfthai) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 21:46
    อยู่ก็เจ็บไปก็ไม่ได้
    #8075
    0
  20. #8074 mmilinn (@choline) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 20:51
    ฮือออออออ ทงเฮฮฮฮฮฮฮ ??
    #8074
    0
  21. #8073 LilyPotter (@a-little-elf) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 19:17
    ห้ามตายนะเงย์
    #8073
    0
  22. #8072 pen_1290 (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 17:48
    โหยยย น้ำตาไหลอ่า สงสารดงแฮ อือ
    #8072
    0
  23. #8071 Luciano_aummy (@Luciano_aummy) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 17:03
    ฮือ อยู่กับคิบอมก่อนลู๊กกกก
    #8071
    0
  24. #8070 gamsama (@gamsama) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 16:32
    พี่เมย์ดูรุนแรงเหลือเกิน555555. จะไม่เหลือใครไว้ให้เลยใช่มั้ยคะ55555555
    #8070
    0
  25. #8068 mengai (@mosysp) (จากตอนที่ 64)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 13:14
    เจ็บปวดด
    #8068
    0