(exo) spring day, you – chanbaek

ตอนที่ 29 : Chapter 24

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    28 พ.ค. 59


        

 

 

Chapter 24

   

 

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน,

14.32 น.,

ฤดูใบไม้ร่วง,  ห้องที่มาเข้าเรียนเป็นประจำกลับดูหม่นหมองลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

            “คิมจงอินครับ

 

            มือใหญ่สไลด์หน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองที่เพื่อนสนิทตัวเล็กเพิ่งยื่นคืนกลับมาให้เพื่อรับสายขณะเขากำลังทำงานเขียนแบบอยู่ ก่อนหน้านี้แบคฮยอนขอยืมไปมันฟังเพลงเพราะสมาร์ทโฟนของตัวเองแบตหมดไปแล้ว จงอินกรอกเสียงลงไปอย่างสุภาพเพราะหน้าจอขึ้นเป็นเบอร์แปลก หวังว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ใช่เซลล์ขายประกัน

 

            (พูดซะเพราะเชียว กูเอง)

            “กูไหน?”

            (เพื่อนมึงอ่ะ ชื่อเซฮุน คนที่หล่อๆหน่อย)

            “เอ้า แหม หายหัวไปเลย โทรไปก็ไม่รับ คาทกก็ไม่อ่าน” ว่าแล้วนักศึกษาสถาปัตย์ก็วางมือจากงานตรงหน้าทันที

            (เป็นห่วงก็บอก ไม่ต้องเขิน)

            “เล่นหายไปเลยแบบนี้ กูก็ขวัญหายเป็นเหมือนกันนะเว้ย นึกว่าไปโดนแทงอยู่ซอกตึกที่ไหนซะแล้ว

            (แค่โทรศัพท์ตกส้วมพอ อย่าโอเว่อร์ไป นี่ต้องไปยืมของรุ่นพี่มาใช้ เครื่องอย่างเก่า ปุ่มก็กดไม่ค่อยจะลง คุยนานก็ไม่ได้ เครื่องแม่งร้อนอีก)

            “มีให้ใช้ก็บุญหัวแล้วมั้ยล่ะ ทำมาบ่น

            (เครื่องกูก็อีกตั้งหลายวันกว่าจะซ่อมเสร็จ เออ ว่าแต่วันก่อนตาลุงบอกมึงถามหากู มีอะไรป่ะ?)

            “ว่าจะถามเกี่ยวกับวิชาคณะมึง แต่ไม่ทันละ กูถามคนอื่นเรียบร้อย รอมึงกูว่ารากงอกพอดี

            (จ้า แล้วแบคฮยอนอ่ะเป็นไงมั่ง?)

            จงอินถอนหายใจ “ไม่รู้จะพูดยังไงดีเลยว่ะ

 

            คนผิวเข้มว่าพลางหันไปมองด้านหลังสุดของห้อง แบคฮยอนยังคงนั่งชันเข่าบนเก้าอี้ล้อเลื่อนหันหน้าเข้ากำแพงท่าเดิม ที่หูยังคงสวมเอียร์โฟนเอาไว้ ถึงแม้ว่าแจ็คของมันจะไม่ได้เชื่อมต่ออยู่กับอะไรแล้วก็ตาม

            เพื่อนสนิทของเขาเป็นแบบนี้มาเดือนกว่าแล้ว ไม่เข้าสังคม ถามคำตอบคำ จงอินพยายามชวนไปเที่ยวเพราะอยากให้เพื่อนสดชื่นขึ้นก็ถูกปฏิเสธตลอด และมีหลายครั้งที่อีกคนขาดเรียนไปเลย โชคดีที่อาจารย์หลายวิชาอนุโลมให้แบคฮยอนไม่ต้องส่งไฟนอลโปรเจ็คท์เพราะผลงานที่ร่างเล็กมาช่วยช่วงปิดเทอมนั้นสามารถให้คะแนนเพียงพอที่จะจบเทอมนี้ได้

 

            (ยังไงก็ดูแลมันหน่อยก็แล้วกัน)

            “ก็พยายามอยู่

            (อืม งั้นกูวางละนะ ตาลุงมาพอดี เดี๋ยวโทรหาอีกที)

            “เออๆ

             

            จงอินเอาโทรศัพท์ยัดเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างเคยชินทันที ก่อนจะนึกได้ว่าเพื่อนสนิทยังรอฟังเพลงจากเครื่องมือสื่อสารของเขาอยู่ เลยผลุดลุกขึ้นเดินไปหาอีกคนที่หลังห้อง แล้วเสียบหูฟังเข้ากับตัวเครื่องให้อย่างเสร็จสรรพ แบคฮยอนเงยหน้าส่งยิ้มบางมาให้เป็นเชิงขอบคุณ คนตัวสูงกว่าก็ยิ้มตอบก่อนจะกลับไปนั่งทำงานที่โต๊ะอีกครั้ง

            แต่เมื่อนิ้วเรียวกดที่ปุ่มโฮมเพื่อให้เครื่องทำงานอีกครั้ง หน้าจอกลับยังปรากฏเป็นเบอร์แปลกก่อนหน้านี้ที่ยังคงถือสายรออยู่ คนตัวเล็กกลัวว่าปลายสายจะมีเรื่องที่ยังพูดกับจงอินไม่จบจึงรีบรับสายไปก่อน

 

            “ฮัลโหล มีอะไรจะคุยกับจงอินอีกหรือเปล่าครับ?”

            (ทำหน้าแบบนี้หมายความว่าไงวะ?)

            “…”

 

            แบคฮยอนที่ใช้วาจาสุภาพถึงกับต้องกลืนเสียงของตัวเองให้ลงไปลึกถึงในกระเพาะเมื่อเจออีกฝ่ายใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างห้วนห้าวใส่ ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรให้ปลายสายขุ่นเคืองใจ แล้วก็ไม่รู้อีกเช่นกันทำไมน้ำตามันก็รื้นขึ้นมาเสียดื้อๆ คนตัวเล็กพยายามประคับประคองเสียงของตัวเองให้นิ่งตอบกลับไป

 

            “งั้นผมขออนุญาตวางส ...

            (เปล่า ไม่มีอะไร)

           

            ประโยคถัดมาเป็นเสียงที่มีระยะไกลกว่าเสียงก่อนหน้านี้ แถมยังทุ้มต่ำยิ่งกว่า และแบคฮยอนก็จำได้แทบจะในทันทีว่านั่นเป็นเสียงของชานยอล

 

            (ทำหน้าเหม็นเบื่อขนาดนี้ ข้าก็คงจะเชื่ออยู่อ่ะนะ)

 

            และถ้าจำไม่ผิด เสียงของคู่สนทนาคือเซฮุน ดูท่าทางทั้งสองคนจะคุยกันโดยไม่รู้ว่าเขายังอยู่ในสาย แบคฮยอนรู้ว่าการแอบฟังเป็นเรื่องที่ไม่ดี แต่ใจของเขาล้มเลิกแผนการที่จะฟังเพลงไปแล้วเรียบร้อย โดยที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบทสนทนาที่กำลังจะได้ยินจะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวทุกอย่างไปโดยสิ้นเชิง

 

           

 



 

            “เฮ้ ลุง

 

            ร่างโปร่งที่นั่งรออยู่ตรงม้านั่งหินอ่อนหน้าคณะวิทยาศาสตร์กดโทรศัพท์วางสายของเพื่อนอย่างลวกๆ แล้วโบกไม้โบกมือเรียกรุ่นพี่ที่กำลังมองหาตัวเขาอยู่ท่ามกลางเหล่านักศึกษานับร้อย และร่างสูงก็สาวเท้าเข้ามาหาในทันที ก่อนจะยื่นหนังสือที่รุ่นน้องบอกว่าจะขอยืมไปอ่านสอบมาให้

            แต่ถึงอย่างนั้น เซฮุนก็ยังคงจ้องชานยอลอย่างไม่วางตา เหมือนกับมีอะไรติดหน้าของเขาอยู่

 

            “อะไรของเอ็ง?”

            “ทำหน้าแบบนี้หมายความว่าไงวะ?” คนเป็นน้องว่าพลางยกยิ้มน้อยโชว์เขี้ยว

            ชานยอลถอนหายใจ “เปล่า ไม่มีอะไร

            “ทำหน้าเหม็นเบื่อขนาดนี้ ข้าก็คงจะเชื่ออยู่อ่ะนะ

            “…”

            “นั่งเลย

 

            เซฮุนชี้นิ้วที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ทำให้คนตัวสูงแอบกลอกตามองบนเล็กน้อยอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็ยอมทำตามที่รุ่นน้องสั่งแต่โดยดี ร่างโปร่งใช้เวลาพินิจพิเคราะห์กว่าอีกฝ่ายกว่านาทีก่อนจะเริ่มเดา

 

            “แบคฮยอน?”

            ชานยอลถอนหายใจพร้อมกับเสหน้ามองไปทางอื่นเป็นคำตอบ

            “เล่ามา

 

            คนตัวสูงยังคงนั่งถอนหายใจไม่ยอมเลิก เขาใคร่ครวญอยู่อีกนานหลายนาทีเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนดี ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่มาที่ไปของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้คืออะไร

 

            “สัญญานของคนจะเลิกกัน มันเป็นยังไงวะ?”

            “เฮ้ย เดี๋ยวๆ ใหญ่โตขนาดนั้นเชียว?” เซฮุนทำเสียงช็อคพลางยกมือขึ้นปราม

            “หลายเดือนที่ผ่านมา แบคฮยอนดูไม่มีความสุขแม้แต่นิดเดียว ข้าทำให้เขามีความสุขไม่ได้เลย

            “…”

            “ข้ามีความสุขมากนะเวลาอยู่กับเขา ข้าก็แค่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

            “…”

            “แบคฮยอนอาจจะอยากเลิกกับข้าแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้

            “เอ็งก็คิดมากไป เขาอาจจะยังสับสนอยู่ ให้เวลาแบคฮยอนคิดอีกหน่อยมั้ยวะ?”

            “แต่เอ็งก็รู้ว่าข้าเหลือเวลาไม่มากแล้ว อีกไม่ถึงเดือนข้าก็เรียนจบแล้วนะ

 

            มีเพียงแต่เสียงใบไม้สีโทนร้อนต้องกระทบลมเท่านั้นที่ทำให้เกิดเสียงขึ้นในเวลานี้ เซฮุนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะต้องมานั่งเป็นที่ปรึกษาด้านความรักให้กับใครสักคน โดยเฉพาะกับปาร์คชานยอล แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว

 

            “แล้วยังไงจะบอกเลิกแบคฮยอนเหรอ?”

            “ไม่” ชานยอลตอบทันควัน “ไม่มีทาง

            “แล้วถ้าแบคฮยอนขอเลิกล่ะ?”

            “…”

            “อ้าว เงียบ มีความลังเลเกิดขึ้น

            “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ข้าตัดสินใจคนเดียวว่ะ ถ้าเขาไม่โอเคกับข้าแล้ว ข้าจะอยู่ให้เขาเป็นทุกข์ทำไม?”

            “...

            “ถ้าเขาไม่อยากอยู่แล้ว ต่อให้ข้ารั้งเขาไว้ เขาก็หนีไปอยู่ดีมั้ยวะ?”

            “แล้วเอ็งไม่อยากจะสู้แล้วหรอวะ?”

            “…”

            “ไม่คิดถึงรอยยิ้มของแบคฮยอนแล้วหรอ?” เซฮุนใช้น้ำเสียงตัดพ้อคล้ายกับน้อยใจแทนบุคคลที่สามในบทสนทนา

            “ที่สุด

 

            ร่างสูงก้มหน้าพูดด้วยเสียงที่เบาจนอีกฝ่ายแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะเอาใบหน้าซุกกับฝ่ามือทั้งสองของตัวเองเมื่อรู้สึกว่าความเศร้ากำลังกัดกินหัวใจของเขาจนชาหนึบ และรู้ตัวว่าน้ำตากำลังจะพาลไหลลงมาเต็มแก่

            ชานยอลพยายามบอกตัวเองให้ลุกขึ้นสู้ต่อทุกครั้งที่รู้สึกท้อแท้ ให้คิดถึงรอยยิ้มของคนตัวเล็กเอาไว้ แต่กลายเป็นว่ายิ่งสู้ก็ยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่ เหมือนกับนักมวยที่มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าตัวเองมีโอกาสชนะสักเปอร์เซ็นต์มั้ย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังจะกล้าหวังให้แบคฮยอนมอบรอยยิ้มให้เขาได้อีกครั้งหรือเปล่า

 

            ร่างสูงไม่ได้อยากจะให้ผลมันออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้าให้บอกตามตรง กำลังใจของเขามันเริ่มลดลงเรื่อยๆ

 

            เซฮุนพรูลมหายใจบ้าง ก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่าของพี่ชาย “เอ็งไปคิดดีๆก่อน ข้าเชื่อมันต้องมีทางออกที่ดีกว่านี้

            “…”

            “ตอนนี้เอ็งมีคลาสต่อไม่ใช่รึไง? ไปเรียนก่อนไป๊ เดี๋ยวก็ไม่จบกันพอดี

 

            คนตัวสูงพยักหน้าเห็นด้วยกับที่รุ่นน้องว่า ต่อให้มานั่งคิดมากตอนนี้ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมา ชานยอลเอามือขยี้ผมสีดำสนิทของตัวเองจนเสียทรงอย่างครุ่นคิดแรงๆหนึ่งที ก่อนจะลุกขึ้นไปตบต้นแขนเซฮุนเพื่อบอกลาแล้วเดินจากไป

            เซฮุนมองอีกฝ่ายด้วยสายตากังวลจนรุ่นพี่หายลับไปจากสายตา ก่อนจะต้องใช้มือคลำหาอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็วเพราะมีความรู้สึกร้อนบริเวณหน้าอกซ้ายอย่างรุนแรงซึ่งรู้สึกมาตั้งแต่เมื่อตะกี้แล้ว ก่อนจะพบว่าเครื่องมือสื่อสารรุ่นปุ่มกดที่เขาใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อนั้นอุณหภูมิสูงขึ้นราวกับปรอทแตก

 

 

ไอ้จงอิน

Call time      17:39

 

 

            “อ่าว ยังไม่วางสายไปอีกวะ

           

            แต่ยังไม่ทันที่ร่างโปร่งจะได้กรอกเสียงลงไปจนจบประโยคดี สายก็ถูกตัดไปอย่างกะทันหัน และไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่วินาทีก่อนที่จะวางสาย เซฮุนรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนปลายสายกำลังสูดน้ำมูก หัวสมองของเขารู้สึกว่างเปล่าขึ้นทันที มือก็พลันอ่อนแรงลงเหมือนถูกดูดพลังไป

 

            เซฮุนนั่งปะติดปะต่อเหตุการณ์ในหัว ความจริงเขาเป็นคนบอกจงอินเองว่าจะเป็นฝ่ายกดวางสาย ฝั่งนั้นก็เลยคงไม่ได้กดวาง ในส่วนของเศษเหล็กที่ยืมรุ่นพี่มานั้นปุ่มกดไม่ดีแล้ว แค่จะโทรออกหาใครยังต้องกดจนนิ้วชากว่าจะสำเร็จ นั่นคงไม่ต้องพูดถึงตอนวางสาย และเขาก็สะเพร่าเองที่ยังติดนิสัยกดแบบลวกๆเหมือนตอนใช้สมาร์ทโฟน

 

            เขาขอสรุปว่าน่าจะมีคนแอบฟังบทสนทนาของตัวเองกับชานยอล

            และเซฮุนก็ได้แต่ภาวนาว่าจะไม่ใช่คนที่เขาคิด เพราะประเด็นในการคุยกันเมื่อสักครู่ไม่ได้ส่งผลดีต่อจิตใจผู้ฟังเลย

            ขอให้ทุกอย่างที่เขาคิดเป็นแค่ความเพ้อฝันของตัวเองด้วยเถอะ

 

            เมื่อรอเวลาจนแน่ใจว่าคนที่แอบฟังคงคืนโทรศัพท์ให้กับเจ้าของของมันแล้ว ร่างโปร่งก็กดโทรกลับไปหาเพื่อนต่างเอกอีกครั้งทันที

 

            (ฮัลโหล)

            “โอเซฮุน

            (คิมจงอินแม้จะงงนิดหน่อย แต่ปลายสายก็ตอบรับมุกอย่างดี

            “เมื่อกี้มีใครยืมโทรศัพท์มึงไปใช้มั้ย?”

            (นี่มันยืมไปฟังเพลง เครื่องมันแบตหมด)

            “โธ่เว้ย” 

 

            เซฮุนสบถอย่างหัวเสียพร้อมกับทุบโต๊ะตรงหน้า ก่อนจะเดินวนไปวนมาราวกับหนูติดจั่น ดูเหมือนพระเจ้าจะไม่ได้สนใจจะฟังคำขอของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว 

 

            “แล้วนี่แบคฮยอนไปไหนแล้ว?”

            (ขอกลับบ้านไปก่อน มันบอกว่ารู้สึกไม่ค่อยดี ภูมิแพ้ขึ้นมั้ง เห็นน้ำมูกไหลแล้วก็ตาแดง)

            “ชิบผายเอ้ย” ร่างโปร่งโวยวาย “งานงอก งานงอกแน่ล่ะคราวนี้

            (อะไรวะไม่เก็ท)

            “กูว่ามีคนแอบฟังที่กูคุยกับตาลุงเมื่อกี้ว่ะ

 

 

 

 

 

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน,

09.14 น.,

ฤดูใบไม้ร่วงการมองใบไม้ที่เปลี่ยนสีร่วงโรยลงสู่ผืนดินยิ่งทำให้รู้สึกหดหู่

 

 

            “ผมว่าจะบอกเรื่องนี้กับคุณสักพักแล้ว

 

            ชานยอลบอกกับคนที่นั่งชันเข่าอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีขาวสะอาดข้างตัว ในขณะที่ตัวเองยืนรดน้ำต้นคาโมมายล์สองต้นที่ตั้งอยู่บนระเบียงปูนหนา แน่นอนว่าเมื่อชานยอลย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาก็ต้องพาลูกรักอย่างพี่ใหญ่มาอยู่เป็นเพื่อนกับมักเน่ด้วย แบคฮยอนหันมามองร่างสูงอย่างตั้งใจฟัง ยิ่งทำให้เขายิ่งรู้สึกลำบากใจมากขึ้นที่จะพูด

 

            “หลังจากเรียนจบ คุณพ่อบอกว่าอยากให้ผมลองกลับไปดูแลไร่น่ะครับ คงจะไม่ได้อยู่ที่โซล

 

            คำพูดที่ร่างสูงตระเตรียมมาอย่างดิบดีถูกกลืนหายไปทั้งหมดเมื่อเห็นร่างเล็กนิ่งไป พร้อมกับเบนสายตาออกไปมองท้องฟ้าเบื้องหน้าอีกครั้ง ชานยอลยังนึกโกรธตัวเองด้วยซ้ำที่ไม่กล้าพูดอะไรต่อสักคำ แต่ไม่นาน แบคฮยอนก็ยกมุมปากขึ้นเล็กเพียงน้อยจนถ้าไม่สังเกตก็คงไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง

 

            “ไปเถอะครับ

            “…”

            “ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก

 

            ชานยอลที่รดน้ำต้นไม้ทั้งสองเสร็จแล้วรีบลดตัวลงมานั่งยองๆให้ระดับสายตาของเขากับอีกคนพอดีกัน พร้อมกับจับมือซ้ายของอีกคนเอาไว้และสัมผัสไฝที่นิ้วโป้งอย่างแผ่วเบาเหมือนที่ชอบทำ ร่างสูงยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นว่าแบคฮยอนไม่ได้ตั้งใจจะบอกเลิกเขาเหมือนอย่างที่คิด 

 

            “ผมจะเขียนจดหมายมาหาคุณทุกวัน และถ้าผมว่าง ผมจะขับรถมาหาคุณแน่นอน โอเคมั้ยครับ?”

             “…”

            “รอผมนะ

 

            คนตัวเล็กไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับมา มีเพียงแต่ดวงตาเรียวเล็กที่จ้องเข้ามาในตาของชานยอลนิ่งสงัดและไร้ความรู้สึกจนน่ากลัว เหมือนกับหลุมดำที่ต้องการจะดูดกลืนอะไรบางอย่างเข้าไป

 

            “มือของคุณเริ่มเย็นแล้ว เดี๋ยวผมไปอุ่นนมมาให้ดื่มดีกว่า

 

            มือใหญ่ทั้งสองจัดการถูมือเรียวเพื่อให้ความอบอุ่นครู่หนึ่ง ก่อนที่ชานยอลจะเดินหายเข้าไปในตัวห้อง แบคฮยอนเอามือที่เพิ่งถูกกอบกุมนั้นมาเข้าสู่ท่ากอดเข่าอีกครั้ง ร่างบางกลับไปจ้องมองที่กระถางคาโมมายล์ทั้งสองซึ่งได้รับน้ำอย่างชุ่มชื้นตรงหน้าเขาด้วยสายตาแน่นิ่งและเลื่อนลอยในเวลาเดียวกัน เหมือนดั่งความคิดภายในหัวของเขา

 

            ตั้งแต่ชานยอลมาอยู่ที่นี่ มักเน่ก็เติบโตอย่างสวยงามและแข็งแรงขึ้นมาก ตอนนี้เธอมีขนาดเท่ากับครึ่งหนึ่งของพี่ใหญ่แล้ว ต่างจากตอนที่เขารับหน้าที่ดูแล แบคฮยอนไม่ได้เป็นคนที่มีวินัยมากพอ ทำให้หลายครั้งเธอถูกปล่อยประละเลย ลืมรดน้ำบ้าง ให้น้ำเธอเยอะเกินไปบ้าง ในตอนนั้นมักเน่เลยบอบบางและไม่แข็งแรง

 

            เขาควรให้เธอกลับบ้าน กลับไปอยู่กับคนที่ดูแลเธอได้ดีกว่าเขา             

            ชานยอลก็เช่นกัน

 

            ก่อนหน้านี้ คนตัวสูงมีแต่รอยยิ้มและความรักส่งมาให้กับเขาเสมอมา ซึ่งแบคฮยอนรู้สึกขอบคุณเพราะอีกคนเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เขาอยากจะตื่นขึ้นมาเผชิญโลกสีทึมเทาใบนี้อีกครั้ง แต่หลังจากที่เขาได้ฟังความในใจที่ชานยอลบอกกับเซฮุนในวันนั้น มันทำให้คนตัวเล็กรู้สึกว่า เขาช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวเหลือเกิน เขายึดชานยอลเอาไว้ให้อยู่กับความเศร้าของตัวเอง โดยไม่นึกถึงความรู้สึกของอีกคนเลยได้ยังไงกัน?

 

            คงจะถึงเวลาแล้ว ที่เขาควรปล่อยให้ชานยอลไปมีความสุขเสียที

 

            แน่ใจหรอ? หัวใจถามด้วยความลังเล

            แน่สิ สมองตอบอย่างหนักแน่น

 





อัพไวอ่ะ ตกใจตัวเองเหมือนกันค่ะ ฮา

อย่างที่เราเคยบอกเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว 

ว่าที่ต้องการกำลังใจมากกว่าเราคือชานยอลกับแบคฮยอน

เราอยากจะบอกกับคนอ่านที่ยังติดตามอ่านมากันจนถึงตอนนี้ว่า 

ทุกคนสู้ๆนะคะ เราก็จะสู้ไปพร้อมทุกคน ;-;

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

718 ความคิดเห็น

  1. #693 P.kiml (@paninfinitekiml) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 23 กันยายน 2559 / 22:31
    แบคอย่าทำร้ายตัวเองสิ ชานยอลรักแบคมากเลยนะ
    ชานยอลพร้อมจะอยู่กับแบคไปจนถึงวันสุดท้ายนะ
    ก็สัญญากันแล้วนี่นา ว่าจะไม่จากไปไหนน่ะ 
    #693
    0
  2. #660 aairch_ (@airxoxo) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2559 / 00:28
    แงตอนแรกเราคิดว่าแบคฮยอนจะดีขึ้นแล้วซะอีก ทำไมอยู่ๆถึงมีอารมณ์ดิ่งลงได้ขนาดนี้ เราไม่รู้จะสงสารใครก่อนดี เราอยากให้ชานยอลอดทนและก็สู้ๆนะ และเราก็อยากให้แบคฮยอนกล้าที่จะออกมาเผชิญกับโลกนะ สู้กับตัวเอง สู้แล้วจะรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่คนเดียวนะ ยังมีชานยอลอยู่ข้างๆทุกคนเปนห่วงนะแบคฮยอนนี่
    #660
    0
  3. #651 chompoochi (@chompoochi) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2559 / 18:41
    เนี่ยๆย้อนมาอ่าน น้องซึมเศร้ามากอ่ะ คิดว่าความเศร้าของตัวเองทำให้ชานยองต้องมัวหมอง แงๆๆๆๆๆ
    #651
    0
  4. #632 kkimmaggurren (@kimaguren) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 / 11:36
    งงมากอะ ก็ดีดีกันอยู่ มาเบอร์นี้ได้ไง พิต้องย้อนนนกลับไปอ่านใหม่ชิมิ
    #632
    0
  5. #622 LinLin the Rabbit (@Sa_Ya) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2559 / 01:39
    ร้องแล้ว ????

    อินมากเลยค่ะ ฮือ นี่ก็กำลังสับสนกับตัวเองเหมือนกันว่าจะปล่อยคนที่เรารักไปดีมั้ย จากที่เคยเป็นความสุขของกันและกัน เหมือนเราจะทำให้เขาทุกข์ไปหมดเลยอะ แงงงงงงงงงง ????????

    เป็นกำลังใจให้ทั้งสองคนและคนเขียนด้วยนะคะ ฮือ พยายามเข้า เราก็จะพยายาม..
    #622
    0
  6. #621 kookkaidyooo (@kookkaidyooo) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2559 / 21:50
    แบคฮยอนต้องเป็นโรคเกี่ยวกีบจิตใช่ไหมอ่ะ อาจจะเคยคบคนดีๆมาก่อนอาจจะเคยร่าเริงมาก่อน แต่ถูกคนดีๆที่ตัวเองไว้ใจ หักหลังแล้วทิ้งแบคไว้ข้างหลังอ่ะ แล้วโดนทิ้งแบบนี้บ่อยๆ จนความรู้สึกมันพังไรงี้เลยเป็นโรคเกี่ยวกับสุขภาพจิตป่ะแล้วเคยโดนทำร้ายด้วยมีดหรือของมีคมมาก่อนป่ะ เคยไว้ใจใครสักคนจนสลักชื่อลงบนแขน แล้วสุดท้ายโดนทิ้งอ่ะ เลยกลัวมีดเลยใส่เสื้อแขนยาวแล้วก็ฟังที่หมอพูดว่าคนด้าน+น่ากลัวก็เลย กลัวคนที่เป็นด้านบวก ด้วย(งานเดางานมั่วก็มา) งื้อ ไรท์แต่งดีมาก แต่งหน่วงมาก พึ่งมาตามอ่าน งื้อสู้ๆนะคะ เราชอบการแต่งของไรท์มาก TT
    #621
    0
  7. #620 หมีหมูฝานฝาน (@ninnnmheefan_) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 09:01
    เศร้าใจไปอี้ก
    #620
    0
  8. #619 หมีหมูฝานฝาน (@ninnnmheefan_) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2559 / 09:00
    ไม่เอา เราไม่กินมาม่า ..
    #619
    0
  9. #618 PCY2711 (@PCY2711) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2559 / 06:45
    หน่วงมากกกก
    #618
    0
  10. #617 Oum Sirilak (@oum-ka143) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 20:15
    คิดถึงตอนที่เป็นเป็นฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้มันเป็นฤดูฝนไปหมดแล้ว ความรู้สึกสีเทานี่มันอะไรกัน เอาใบไม้คืนมาฮืออออออ
    #617
    0
  11. #615 pianofaar (@pianofaar) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 11:39
    รีบมาเม้นก่อนที่จะลืมจนไม่ได้เม้นซะก่อนนะ >><<
     
    ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรจะเม้นเท่าไหร่ เหมือนมาปูทางความดราม่าไว้มากกว่า
    แบบว่าตอนต่อไปจะดราม่าจริงๆแล้วนะ หลีกหนีความดราม่านี้ไม่ได้ซะด้วย
    แบคฮยอนยังดูไม่ดีขึ้นเลยนะ ไม่ร่าเริงแถมเหมือนใช้ชีวิตแบบไร้จุดหมายมากเลย
    *ตอนคุยโทรศัพท์เราอ่านแล้วแอบงงจริงๆนะ คืองงหนักมาก
    เป็นแบบนี้ไหม คือเซฮุนโทรศัพท์เก่าแล้วเผลอไปโดนปุ่มโทรออก ก็เลยเป็นการโทรมาแบบไม่รู้ของเซฮุน
    แล้วแบคก็เลยรับแต่เซฮุนไม่รู้ว่าเผลอโดนปุ่มโทรออก น่าจะเป็นแบบนี้ใช่เปล่า
    ดราม่าเข้าไปอีกเมื่อเสียงอีกคนที่ฟังคุ้นหู น่าจะรีบวางๆซะ เห้อออออออ
    เพราะสิ่งที่แบคฮยอนเป็นทำให้ชานยอลคิดและไม่มั่นใจในความรักแล้วสินะ
    ไม่รู้ว่าที่ทำให้ไปเขาจะชอบหรือเปล่า เพราะความรู้สึกที่ได้กลับมาจากแบคฮยอน
    มันดูหดหู่ เหมือนไม่มีความสุขเอาซะเลย 
    แต่เซฮุนพูดดีนะ เราชอบประโยคนึง "ไม่คิดถึงรอยยิ้มแบคฮยอนแล้วเหรอ?"
    เพราะรอยยิ้มของแบคฮยอนมันคือจุดเริ่มต้นของความรักจริงๆนะ
    โทรศัพท์เซฮุนควรโยนทิ้งได้แล้วนะ ถ้าจะร้อนขนาดนั้นอ่ะ 55555 เดี๋ยวได้ระเบิดกันพอดี
     
    คิดถึงพี่ใหญ่กับมักเน่มากเลย นานๆทีจะได้ออกมาโลดแล่นผ่านตัวหนังสือ
    ถึงจะไม่ได้อยู่โซลแต่เชื่อว่าชานยอลยังคงอบอุ่นกับแบคฮยอนเสมอ เราสัมผัสได้นะ
    เราเองก็ไม่รู้ว่าตอนต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นบเาง แต่แค่ตอนนี้เรายังอยู่เป็นรอยยิ้ม
    เป็นความสุขของกันและกันเราก็ว่ามันโอเคแล้ว
    เรื่องของอนาคตก็ให้อนาคตเป็นตัวตัดสินก็แล้วกัน
    *************มาอัำพไวก็ชอบนะ แต่เหมือนตอนต่อไปก็อาจจะมาถึงช้าไปอีก
    มีความรอแล้วรอเล่า รอต่อไปเรื่อยๆ เราไม่ทิ้งเรื่องนี้แน่นอน ถึงแม้ว่าความรู้สึกที่มีให้
    มันจะลดระดับลงมานิดนึงก็ตาม แต่เรายังยืนยันคำเดิมนะ ว่าเรารักเรื่องสปริงเดย์มากๆเลยแหละ
     
    #615
    0
  12. #613 kkimmaggurren (@kimaguren) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 08:34
    นี่เรื่องเดียวกันใช่มั้ย พิเริ่มงง
    #613
    0
  13. #609 myminseok (@nantiya88) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 14:20
    โงย ชานยอล แบบนั้นก็ได้หรอ5555
    #609
    0
  14. #608 명령이 (@parkpum002) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 13:14
    อ่ะเศร้าใจ
    #608
    0
  15. #607 อิ อิ (@fds_513) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2559 / 09:01
    อะไรอ่ะ ????? ตอนนี้เรางงมากๆเลย คือสงสัยว่าแบคเป็นอะไร ทำไมอยู่ดีๆถึงปิดกั้นตัวเอง แล้วก็ดูหดหู่ แบบนี่งงมากอ่ะ เพราะคุณย่าชานยอลเสียหรอ? หรือเพราะเป็นมาก่อนอยู่แล้ว คือแบคเป็นโรคซึมเศร้าแน่เลยอ่ะ แล้วแบบน่าจะลองคุยกันตรงๆนะ เปิดใจคุยกันเลย ยังมีความสุขกันอยู่เลยตอนแรกอ่ะ แบบอยู่ดีๆแบคไม่มีความสุขซะงั้น(รึเราอ่านข้ามตอน) เราอึดอัดมากตอนนี้สงสารพี่ชานอ่ะ บอกตรงๆเลย สงสารแบคด้วยล่ะ แต่สงสารชานยอลมากกว่าอ่ะ คือชานไม่รู้อะไรเลยอ่ะ ไม่เข้าใจอะไรเลย แบคควรจะบอกชานมั้ยอ่ะ
    #607
    0
  16. วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 22:54
    ทำไมไม่ลองเปิดใจคุยกันตรงๆก่อนล่ะลูก ตอนนี้พวกหนูต่างคนต่างคิดไปคนละทางแล้วนะ มันไม่ใช่ใครที่ดึงอีกฝ่ายให้ทุกข์หรอกนะ เพียงแค่ว่าพี่ชานไม่กล้าพูดกล้าถาม แถมน้องแบคก็กลับมาปิดกั้นตัวเองอีกแบบนี้มันก็มีแต่จะแย่ พวกหนูทั้งคู่ต้องสู้สิ! อย่าพึ่งยอมแพ้ให้ความทุกข์ในจิตใจง่ายๆแบบนี้ ??
    #606
    0
  17. #605 Kwaung MizMe (@mizme) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 18:29
    แบคฮยอนไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้ารึมีอาการทางจิตใช่ไหม แบบเจอเรื่องกระทบจิตใจมากๆอย่างครอบครัวอ่ะ เพราะดูเหมือนแบคจะปิดกั้นพอสมควรเลยล่ะ แต่พวกนี้ต้องการคนเข้าใจและแรงจูงใจในการอยู่ต่อจริงๆนะ สู้ต่อไปชานแบค
    #605
    0
  18. #604 gonjung (@gonjung) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 17:39
    นี่มันคือเข้าใจไปคนละทางหรือป่าวเนี่ยคนคิดมากสองคนมาเจอกันแต่ไม่ใช่คนพูดมากเลยไม่ได้คุยกันใช่ไหมแต่ว่าแบคก็เป็นคนมีปมการแสดงออกไม่เหมือนใครบางทีมันเข้าใจผิดกันได้นะ อย่าเลิกกันเพราะความไม่เข้าใจเลยทั้งที่รักกันขนาดนี้อ่ะ
    #604
    0
  19. #603 xxnhhzt68 (@xxnhhztt) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 17:03
    ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะคะลูก
    #603
    0
  20. #602 nysehun (@noei_love9933) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 16:07
    โอ้ยยยย เข้าใจกันผิดไปหมดเลนนยย เเบคคคค
    #602
    0
  21. #601 ❤ Little "B" ❤ (@khainoy) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 15:54
    หน่วงจังเลยอ่ะ
    #601
    0
  22. #600 dtuanq (@cchodongda) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 12:53
    โอมายก็อดดดดด อย่าเป็นแบบนี้เลยทั้งคู่เลย คุยกันนะๆๆๆๆๆ
    #600
    0
  23. วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 10:06
    แบคอย่าเพิ่ง
    #599
    0
  24. #598 mintexo (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 09:53
    รู้สึกอึมครึมมาก
    #598
    0
  25. #597 Just read (@hellojuneny) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2559 / 09:07
    ทำไมมันอึมครึมแบบนี้ล่ะฮือ
    #597
    0