Me.Daisy
ดู Blog ทั้งหมด

จิตตานุปัสสนา การเจริญสติปัฏฐานในหมวดจิต

เขียนโดย Me.Daisy

การแก้สถานการณ์น่าทุกข์ใจข้างนอกอาจแก้ยาก  แต่หากหันมารู้สึก
ตัว  แค่ไม่เกินเดือนเดียวจะเห็นผล  บางคนอาจจับจุดได้ว่าความคิดแง่
ลบเกิดซ้ำๆแต่ก็หยุดคิดไม่ได้  ซึ่งนับว่าเข้าใกล้วิธีแก้ทุกข์ที่ผู้เขียน
กำลังจะอธิบายแล้ว

 

จริงๆวิธีที่จะอธิบายไม่ใช่วิธีใหม่  และไม่ได้เป็นวิธีที่คนเขียนคิดเอง
แต่เอามาจากพระพุทธเจ้า  ไม่ใช่วิธีที่น่าเบื่อหรือแข็งเกร็งแบบที่เคย
เห็นในทีวี  เพราะความน่าเบื่อหรือแข็งเกร็งเป็นส่วนเกินของวิธีนี้

วิธีนี้คือการเจริญสติปัฏฐานในหมวดจิต  ซึ่งวิธีการคือให้มองกลับมาที่
ใจเราเอง

1.จิตราคะก็รู้ว่ามีราคะ  จิตไม่มีราคะก็รู้ว่าไม่มีราคะ

ราคะ คือ ความอยาก  ความชอบ  ความพอใจ  หรือความสุขนั้นก็แฝง
ตัวมาด้วยราคะ

2. จิตมีโทสะก็รู้ว่ามีโทสะ  จิตไม่มีโทสะก็รู้ว่าไม่มีโทสะ

โทสะ คือ ความโกรธ ความเคือง ระคายใจ  ความริษยา  ความหดหู่

3.จิตมีโมหะก็รู้ว่ามีโมหะ จิตไม่มีโมหะรู้ว่าไม่มีโมหะ

โมหะ คือ ความใจลอย  ฟุ้งซ่าน  ความไม่รู้สึกตัว  หรือจิตมัวเหมือนมี
หมอกมาปกคลุม

พระพุทธเจ้าท่านให้ไว้เป็นคู่  คือมีกิเลสก็รู้  กิเลสหายไปก็รู้  เนื่องจาก
เมื่อรู้ทันกิเลสแล้วกิเลสย่อมดับลง  ในตรงนี้ถ้าเรามีความทุกข์ใจเป็น
ของเดิมอยู่แล้ว  ยิ่งง่ายใหญ่  ความทุกข์ ก็จัดเป็นโทสะชนิดหนึ่ง  ถ้า
เรารู้ความทุกข์ที่กลางใจเราความทุกข์ใจย่อมดับให้เห็น

แล้วถ้าความทุกข์ไม่ดับล่ะ?

ไม่ดับแสดงว่า  เรามีความอยากให้หายทุกข์แทรก  ความอยากจัดเป็น
ราคะประเภทหนึ่ง  ในการปฏิบัติธรรมแรกๆนั้นผู้ปฏิบัติมักมองไม่เห็น
ราคะ  จึงจะทำให้ราคะยังคงอยู่   ดังนั้นวิธีการที่จะช่วยให้เห็นราคะได้
คือการถามตัวเองว่า “กำลังอยากให้หายทุกข์  รู้สึกไหม”  เป็นคำถามที่
ไม่กดดันตัวเองว่าต้องทำให้ความอึดอัดหายไป  โดยส่วนใหญ่เมื่อจิต
สังเกตเห็นความอยาก  ความอึดอัดจะคลายตัวลงให้เห็น

5.จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่าจิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า  จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
รู้ว่าไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

ตรงนี้อรรถกถาอธิบายว่า  หมายถึง  จิตเป็นรูปฌานหรืออรูปฌานก็ให้รู้
ไป

6.จิตตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่น  ก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น

คือ  จิตจะตั้งมั่นในการรู้ใจ  คือเมื่อรู้ใจแล้วกิเลสหายไป  ถ้าอธิบาย
ด้วยสภาวะคือรู้แล้วกิเลสขาด  รู้แล้วกิเลสขาด 

7.จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิต
ยังไม่หลุดพ้น

 

ปล.พระสูตรจิตตานุปัสสนาฉบับเต็มๆ  โปรดอ่านจากข้างล่างนี้ 
จาก
84000.org

จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

             [๑๔๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่
อย่างไรเล่า
? ภิกษุในธรรมวินัยนี้จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ หรือจิต
ปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมี
โทสะ หรือจิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตปราศจากโทสะ หรือจิตมี
โมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิต
ปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่า
จิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรคต ก็รู้ชัดว่า จิตเป็นมหรคต จิตไม่เป็นมหรคต
ก็รู้ชัดว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตมีธรรมอื่น
ยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ชัดว่า จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า จิต
ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตตั้งมั่น หรือจิตไม่ตั้งมั่นก็รู้ชัดว่า จิตไม่ตั้งมั่น จิต
หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตหลุดพ้น หรือจิตยังไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่า จิตยังไม่
หลุดพ้น ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตภายใน
บ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภาย
ในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้ง
ความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อนึ่ง สติของเธอตั้งมั่น
อยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอ
เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่.

จบ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.


ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น