คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [FanFic GOD] DanxShirosaya Yaoi [FanFic GOD]คู่ DanxShirosaya Yaoi | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ต.ค. 54 / 23:30


Give him back to me….

Warning : SPOIL VOL.8!!!!!

Pairing : DanxShirosaya

 

ร่างกายที่มีเพียงความอบอุ่นที่กำลังหายไปทีละนิด

ดวงตาที่ปิดสนิทอย่างที่รู้ว่าไม่มีวันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

ริมฝีปากที่ไม่มีวันเรียกเขาว่า “ซายะ”ได้อีกต่อไป

นั่นคือสิ่งที่ ชิโรซายะหลงเหลืออยู่ในอ้อมกอด

 

                “แดน.....”ชายหนุ่มลองเปล่งเสียงดูอย่างยากลำบากด้วยความหวังที่แทบสูญสลาย หวังเพียงให้ร่างที่ตนโอบกอดอยู่นั้นตอบกลับมาบ้าง ไม่ต้องมีคำพูดใดๆก็ได้ จะเพียงแค่เสียงหัวใจเต้นอย่างแผ่วเบาหรือดวงตาที่มองก็ได้...

                นอกจากความเงียบแล้วไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก เงียบขนาดที่ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงสายลมราวกับจะตอกย้ำว่าไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความหวังที่โหยหาและวินาทีนั้นเองโทสะอันรุนแรงดัjงเปลวเพลิงก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาของชิโรซายะก็เบิกกว้างก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง

                “ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

                จากนั้นแสงสว่างสีขาวที่เจิดจ้าจนทำให้ตาพร่ามัวก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ.....

 

                เวลาผ่านไป 3 วันแล้ว....

                ลูเซียนั่งบนบัลลังก์ด้วยความหงุดหงิดขณะที่รอคอยชิโรซายะ จริงอยู่ที่ฐานบัญชาการของเขาค่อนข้างห่างไกลจากเมืองที่ชิโระอยู่พอควรแต่นี่มัน 3 วันแล้ว เขาไม่คิดว่าชิโระของเขาจะเสียเวลาถึง 3 วันกับการช่วยคนและเดินทาง เพราะมีชิโระคนเดียวยังพอว่าต่อให้ผ่านไป 1 เดือนแล้วยังไม่มาเขาก็ยังเข้าใจ แต่ที่มีเทนจิไปด้วย

                เทนจิไม่มีทางหายไป 3 วันโดยไม่ติดต่อกลับมาหรอกนะ!

                “เจ้าชิโระบ้า เกิดอะไรขึ้นรึไงกัน”

                “ลูเซีย”เสี้ยงทุ้มนุ่มไพเราะดังขึ้นพร้อมกับร่างมีขาวผมสีทองที่เดินเข้ามาหา

                “ข้ามีข่าวไม่ค่อยดีมาบอกเจ้า”อลันกล่าวโดยไม่ต้องรอให้ลูเซียถาม คำพูดของอลันทำให้ลูเซียอดขยี้หัวอย่างนึกปวดหัวไม่ได้

                “เจ้าว่ามาเถอะสำหรับข้าไม่เคยเห็นมีใครเดินมาบอกว่ามีข่าวดีซักที”พูดจบกลับเป็นคนมาบอกข่าวที่นิ่งเงียบไปเหมือนกับจะทำใจพูดแล้วจึงปล่อยประโยคหนึ่งออกไป

                “พลังของชิโรซายะระเบิดออกมาแล้ว”

                เงียบ......เงียบสนิทไปทั้งคู่ ลูเซียหยิกแก้มตัวเองแล้วก็เจ็บก่อนจะเอามือตบหน้าตัวเองเบาๆเหมือนจะปลุกให้ตื่นเพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่าไม่ได้หลับอยู่จะได้ฟังใหม่อีกครั้ง

                “เจ้าว่าไงนะ”

                “ชิโรซายะระเบิดพลังออกมา”อลันตอบกลับอย่างใจเย็น

                “หา?”ชิโระระเบิดพลัง...

                “แล้วมันร้ายแรงตรงไหน”ผู้ใช้ศิลาเวทระเบิดพลังมันแปลกตรงไหนก็ขนาดเจ้าเอลฟ์ตรงหน้ายังระเบิดพลังใส่เขาเป็นว่าเล่นเลยนะ!

                พลังของชิโระคือเกราะอันเป็นนิรันดร์ มันมีแต่ความปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆแถมชิโระไปแหกคุกช่วยคนนะจะใช้ก็ไม่เห็นแปลก แถมด้วยนิสัยรักความยุติธรรมกับรักเพื่อนพ้องแบบนั้นไม่ต้องให้เขาเดาก็รู้ว่าชิโระใช้พลังเพื่อปกป้องคนอื่นอยู่แล้ว

                “บางทีข้าคงรู้สึกตัวช้าไป เพราะเขาระเบิดพลังออกมาสามวันติดต่อกันแล้ว”

                “ว่าไงนะ!”จะบ้าเรอะ! คราวที่แล้วแค่ชิโระใช้พลังไม่กี่นาทีก็ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปเป็นอาทิตย์ ต่อให้ช่วง 3 ปีมานี้ได้ฝึกใช้พลังมาแล้วแต่เล่นใช้พลังติดต่อกันสามวันแบบนี้ต่อให้เขาไม่ใช่ผู้ใช้ศิลาเวทก็ยังรู้เลยว่ามันร้ายแรงแค่ไหน

                “ต้นเหตุการใช้พลังของเขาข้าไม่รู้ ความจริงเพราะว่าพลังของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนคลุมพื้นที่รอบเกาะและเริ่มแผ่ขยายไปเกาะอื่นๆแล้วข้าถึงได้รู้สึกว่าเขากำลังใช้พลังอยู่ประจวบกับมีข่าวว่าเมื่อสามวันก่อนแม่ทัพชุดดำได้บุกเข้าไปที่คุกเพื่อช่วยลูกน้องออกมาและมันก็เป็นวันเดียวกับที่มีแสงสีขาวปรากฏออกมา”นี่คือสิ่งที่อลันรู้จากการสืบข่าวของโจนา มันเป็นข่าวที่ทำให้หัวใจของอลันกระตุกวูบทั้งด้วยความตกใจและเศร้าในเวลาเดียวกัน

                ในความคิดของอลัน ชิโรซายะไม่น่าจะดึงพลังของศิลาโทสะออกมาได้มากขนาดนี้เพราะว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนมากเกินไป ดังนั้นอลันจึงอดกลัวไม่ได้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้ชิโรซายะถึงกับปลดปล่อยพลังของศิลาโทสะออกมาถึง 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด มันทำให้อลันอดจะคิดไปในทางที่ไม่ดีไม่ได้ว่า...มีใครสักคนตายแล้ว...

                และยิ่งไปกว่านั้น คนที่ตายไปก็คงมีความสำคัญกับชิโรซายะมาก

                ลูเซียนิ่งเงียบไปแต่ไม่ได้เหมือนกับพูดอะไรไม่ออกแต่เหมือนกำลังวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างถี่ถ้วน ดวงตาที่ปิดสนิททำให้อลันไม่อาจรู้ว่าลูเซียกำลังมีความรู้สึกเช่นไร ต่ทว่ายามที่ดวงตาสีทองปรากฏขึ้นมานั้นอลันรู้สึกราวกับว่ามันเปล่งแสงสีทองออกมา

                “โจนา สั่งให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทาง ข้าจะไปช่วยชิโระ”

                “รับทราบ”สั่งเสร็จร่างบางก็หายไปในทันที พริบตาที่โจนาหายไปดวงตาของลูเซียก็ยิ่งน่ากลัวแบบที่อลันไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะน่ากลัวว่าลูเซียจะต้องคิดเหมือนกับเขาอย่างแน่นอน

 

                “สามวันแล้วสินะ”ฟิลอสต์เอ่ยขึ้นมาลอยๆราวกับพูดเรื่อยเปื่อยโดยมีฟิโลคุกเข่าอยู่

                “ช่างเป็นโทสะที่มากมายมหาศาลจริงๆ”คิดแล้วก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้กับความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ก่อนจะหันมาหาฟิโลที่รอคำสั่งอยู่

                “พลังที่ไม่มีท่าว่าจะหยุดนั่นอันตรายเกินไป พวกที่ข้าส่งไปก่อนไม่มีใครกลับมาได้สักคนเดียว แสดงว่าพลังนั่นมีอำนาจในการปลิดชีวิตมนุษย์จะให้มันกลืนกินโลกทั้งใบไม่ได้”คำชี้แจงที่สอดคล้องกับชื่อของผู้นำทางโลกาวินาศ แม้ว่าผู้ที่กำลังจะทำลายโลกจะเป็นผู้ใช้ศิลาเวทก็ตาม

                “ฟิโล เจ้าคงรู้สินะว่าต้องทำยังไง”ดวงตาที่มักอ่อนโยนเสมอหรี่เล็กลงแล้วสั่งคำสั่งง่ายๆออกมาหนึ่งประโยค

                “ไปฆ่าชิโรซายะให้เรียบร้อย จะพาเบลกับอันเทเซียไปด้วยก็ได้แต่ต้องฆ่าชิโรซายะให้ได้”

                “พะย่ะค่ะ องค์ชาย”จากนั้นฟิโลก็ออกจากห้องไป

                พริบตาที่ประตูปิดลงชายหนุ่มก็อดที่จะนึกเจ็บปวดไม่ได้ โทสะที่เกิดขึ้นของชิโรซายะนั้นสาเหตุก็มาจากเขา เขาเป็นคนฆ่าชายหนุ่มลูกครึ่งปีศาจคนนั้น ต่อให้ร่างนั้นเอาตัวเองพุ่งเข้าหาดาบแต่คนที่ฆ่าแดนคือเขาอย่างแน่นอน

                แต่ว่านี่คือการต่อสู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของโลก ไม่มีทางที่จะไม่มีผู้เสียสละ ที่สำคัญชิโรซายะคือผู้ถือศิลาเวทของฝ่ายโลกาวินาศ แดนเองก็อยู่ฝ่ายเดียวกัน เขาก็แค่ฆ่าศัตรูของฝ่ายนั้นเท่านั้นเองแล้วเขาผิดตรงไหน

                ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่แล้วใบหน้าที่วอนขอให้เขาช่วยนั้นกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในมโนสติ ตอนนั้นเขาตั้งใจจะช่วยแดนจริงๆแต่ว่า...

                “ไม่ได้! ข้าจะใจอ่อนไม่ได้!”เขาควรจะตัดใจได้แล้ว การที่เขาไม่ช่วยแดนต่างหากเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งแดนทั้งชิโรซายะคือศัตรู การช่วยศัตรูก็เท่ากับว่าเขาทำร้ายพวกพ้องของตนเอง ใครจะไปรู้ล่ะว่าถ้าหากในวันนั้นเขาช่วยแดนแล้วในวันหน้าความเมตตาของเขาจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายพวกตัวเอง

                การต่อสู่น่ะไม่มีทั้งคำว่าบุญคุณหรือความเมตตาใดๆทั้งนั้น โดยเฉพาะการต่อสู้ที่มีโลกเป็นเดิมพัน

                ดังนั้นแล้ว....

                ดาบประจำตัวถูกดึงออกมาจากฝักแล้วยกขึ้นเบื้องหน้าเหมือนกับจะสาบานตน ดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนลงไปบนคมดาบสีเงินเงาวับฉายแววเด็ดเดี่ยวของคนที่ตัดสินใจแล้ว พร้อมกันนั้นชายหนุ่มก็เอ่ยออกมา

                “ข้าจะฆ่าเจ้า ชิโรซายะ”

 

            ซ่า....ซ่า....

                เสียงของคลื่นทะเลที่กระทบกับท้องเรือดังเป็นจังหวะ ท้องฟ้าสีครามสดใสเหมาะแก่การออกมาชมวิวทิวทัศน์หรือเดินเล่นเป็นที่สุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนลูเซียคงไม่มีวันปล่อยบรรยากาศที่เหมาะแก่การออกมาเล่นหรือกลั่นแกล้งผู้คนแน่หากแต่ในวันนี้เขากลับไม่นึกมีใจอยากจะทำสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

                “เมื่อไหร่จะถึงงั้นเหรอ โจนา”ลูเซียถามคู่ปรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแม้ใจจะรุ่มร้อนไปด้วยความเป็นห่วงคนที่อยู่บนเกาะก็ตาม

                “อีกไม่เกิน 30 นาทีค่ะ ท่านลูเซีย”โจนายังคงตอบด้วยน้ำเสียบราบเรียบไร้อารมณ์ มันทำให้ลูเซียรู้สึกปวดใจจนแทบทนไม่ได้แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาโอดครวญเรื่องนี้ เพราะการทำให้โจนากลับมามีอารมณ์ความรู้สึกอีกครั้งมันต้องใช้เวลาแต่เรื่องของชิโรซายะนั้นอาจเรียกได้ว่า ไม่มีเวลาอีกแล้ว

                เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

                เสียงของสิ่งที่คุ้นหูแบบที่ลูเซียไม่เคยนึกอยากคุ้นหูดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะที่ทำให้หัวใจตีบตันจนแทบหยุดเต้น นั่นคือเสียงของสายฟ้าที่แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปหลายสิบกิโลก็ยังมองเห็นสายฟ้าเส้นโตหลายเส้นพุ่งเข้าใส่สิ่งที่เหมือนกับถ้วยครอบสีขาวไม่หยุดยั้ง

                ลูเซียจับจ้องสายฟ้าเหล่านั้นผ่าลงไปยังถ้วยครอบสีขาวนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเผลอตัวสั่น ถ้าไม่ใช่เพราะมีเรื่องคอขาดบาดตายเขาคงเผ่นหนีไปนอนเล่นอยู่ในห้องพักนานแล้วไม่มายืนดูสิ่งสยองขวัญแบบนี้หรอก

                10 นาทีผ่านไปสายฟ้าที่ทำเอาเสียวสันหลังนั้นจึงเงียบลงและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็มีร่างของใครคนหนึ่งบินกลับมาที่เรืออย่างเร่งรีบ แม้สีหน้าจะยังดูเรียบเฉยก็ตาม

                “ลูเซีย”อลันเอ่ยเรียกแล้วจึงร่อนลงบนดาดฟ้าเรืออย่างแผ่วเบา

                “เกราะนั่นเป็นฝีมือของชิโรซายะแน่นอน”ฟังแล้วลูเซียก็แทบอยากปรบมือให้ชิโรซายะจริงๆเพราะขนาดสายฟ้าของอลันยังผ่าไม่เข้าแบบนี้ ถ้าไม่เรียกว่าไร้เทียมทานก็ถือว่าเป็นการดูถูกแล้ว!

                แต่มันก็น่าปวดหัวมากเพราะขนาดอลันที่มีพลังกล้าแข็งที่สุดยังเจาะไม่เข้าแล้วแบบนี้เขาจะเข้าไปช่วยชิโระยังไงล่ะแค่คิดลูเซียก็นึกอยากลงไปกลิ้งกับพื้นทึ้งหัวตัวเองอย่างสุดซึ้ง แต่ติดที่ว่าทำไปก็ช่วยอะไรไม่ได้แถมยังเจ็บตัวอีกต่างหาก เรื่องขาดทุนแบบนั้นมีหรือที่คนอย่างลูเซียจะทำ

                “เอาเถอะ....ยังไงก็เคลื่อนเรือเข้าไปก่อนละกันข้าไม่มีทางเชื่อว่าชิโรซายะที่ขาดสติจะกล้าทำร้ายพวกเรา”เป็นน้อยครั้งมากที่อลันจะพยักหน้าเห็นด้วยกับลูเซีย ร่างสูงเพรียวของทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้า ดวงตาสองคู่ที่ต่างสีสันกันบัดนี้กำลังมองไปยังสิ่งเดียวกันและยังคิดเหมือนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

                ชิโระ....

            ชิโรซายะ....

            เจ้ายังมีพวกข้าอยู่นะ....

 

                ทว่าต่อให้พวกลูเซียรีบเร่งเดินทางมากเท่าใดก็ไม่มีทางเร็วไปกว่าเวทเคลื่อนย้ายของเบลไปได้ ในตอนนี้บนท้องฟ้ามีร่างของคนสองคนลอยอยู่นั่นก็คือเบลกับฟิโล เนื่องด้วยเป็นผู้ถือศิลาเวทเบลจึงมีพลังเวทมหาศาลทำให้ตัวเองกับฟิโลลอยอยู่บนท้องฟ้าได้สบายๆ

                “ทำไมมันแสบตาแบบนี้ อย่างกับจ้องพระอาทิตย์ตรงๆไม่มีผิด”เบลบ่นพลางหยีตาลงเพื่อปิดกั้นแสงไปส่วนหนึ่งผิดกับฟิโลที่ไม่กระทั่งหลบสายตาทั้งยังจ้องมองเข้าไปที่แสงสว่างนั้นตรงๆอีกด้วย

                นี่คือโทสะของเจ้าอย่างงั้นหรือ ชิโรซายะ...

                “เข้าไปข้างในกันเถอะ”ฟิโลบอก เบลพยักหน้ารับรวบรวมสมาธิเล็กน้อยนึกภาพสถานที่แล้วก็ใช้พลังทันที ทว่าทันทีที่ทั้งสองเข้าไปข้างใน....

                “กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

                “อ้าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

                เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองคนดังขึ้นแทบจะพร้อมกันเพราะแค่เสี้ยววินาทีแรกที่ทั้งสองเข้ามาภายในเกราะร่างกายก็รู้สึกแสบร้อน ได้กลิ่นเหม็นของเนื้อที่กำลังไหม้ราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา ราวกับว่าทั้งคู่กำลังยืนอยู่ในดวงอาทิตย์ไม่มีผิด!

                “คืนสภาพ! คืนสภาพ!”ฟิโลตะโกนดังก้องใช้พลังหลายต่อหลายครั้งติดต่อกันเพื่อรักษาบาดแผลให้ทันความเจ็บปวด นี่มันเหมือนกับตอนที่เขาตกอยู่ในเวทสั่งตายเมื่อสามปีก่อนเลย

                “เบลออกไป ข้ามีพลังคืนสภาพข้าจะไม่เป็นไร!”ได้ยินดังนั้นเบลก็รีบใช้พลังหนีออกไปทันที

                “อึ่ก...”เมื่อเหลือเพียงคนเดียวฟิโลก็เร่งพลังกับตนเองอย่างเต็มที่จนกระทั่งความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆหายไปเหลือเพียงความแสบคันนิดๆเหมือนตอนที่ผิวเปียกน้ำทะเลโดนแดดเผาเท่านั้นซึ่งสำหรับนักรบแบบเขาแล้วความเจ็บปวดแค่นี้มันเรื่องเล็กน้อย

                ร่างสูงใหญ่ออกเดินไปอย่างรวดเร็ว ความจริงเขากับเบลควรจะไปโผล่ยู่ในที่ที่ต่อสู้กับชิโรซายะครั้งสุดท้ายแต่เพราะว่าเบลโดนพลังของเกราะนี้เล่นงานเสียก่อนจึงทำให้เขามาโผล่อยู่ที่ท่าเรือของเมืองแทนและพอสังเกตทุกสิ่งรอบตัวแล้วฟิโลก็ต้องตกใจอีกครั้ง

                พวกชาวบ้านหรือพวกคนที่เขาจำได้ว่าคือทหารของประเทศเขาตัวแข็งทื่ออย่างกับรูปปั้นแกะสลักไม่มีผิด แต่รูปสลักหินไม่มีทางแกะออกมาเป็นรูปของคนที่กำลังลอยอยู่ในอากาศเหมือนกำลังจะล้มลงพื้นได้อย่างนี้แน่นอน!

                “เวลา..ถูกหยุดอยู่อย่างงั้นเหรอ....”ต่อให้เป็นคนที่โง่กว่านี้ก็ยังต้องรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากตัวเขาหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ มาตอนนี้ฟิโลเข้าใจแล้วว่าที่ทหารของพวกเขาไม่กลับไปไม่ใช่เพราะตายแต่เพราะถูกหยุดไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นภารกิจด้วยซ้ำ

                “พลังที่น่ากลัวแบบนี้ยิ่งปล่อยเอาไว้ไม่ได้...”ดาบที่อยู่ข้างเอวถูกกำจนแน่นพร้อมกันนั้นฟิโลก็ออกวิ่งทันที

                ฟิโลสัมผัสได้ว่าชิโรซายะยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อสามวันก่อนมันจึงใช้เวลาไม่นานเลยกับการวิ่งมายังที่ที่ชิโรซายะอยู่แต่ทว่าสิ่งที่ฟิโลต้องใช้เวลาอยู่เนิ่นนานคือการรับรู้ “สภาพ”ของบุคคลที่อยู่ ณ จุดหมายของเขา

                ร่างในชุดสีขาวที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉานกำลังตระกองกอดอีกร่างหนึ่งที่ฟิโลจำได้ทันทีว่าเป็นคนที่ตายด้วยน้ำมือของเขา เส้นผมสีดำยาวยามที่ไม่ได้รวบไว้ทิ้งตัวลงซ้อนทับกับเส้นผมสีม่วงเข้มราวกับจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน มือที่เปื้อนไปด้วยเลือดข้างหนึ่งโอบกอดร่างที่น่าจะเย็นเฉียบไว้แน่นสุดชีวิตราวกับกลัวว่าจะสูญเสียไปขณะที่มืออีกข้างหนึ่งโอบกอดศีรษะของแดนไว้แนบอก ใบหน้าของชิโรซายะก้มลงจนฟิโลไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเขาได้

                “แดน...แดน...แดน...”ยินเสียงเรียกชื่อของผู้ที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรวดร้าวราวขาดใจ เสียงเหมือนกับผู้ที่สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตและเสียงนั้นก็คือเสียงของชิโรซายะ.....

                “.....ชิโร...ซายะ.....”เป็นเวลานานกว่าที่ฟิโลผู้ซึ่งมองภาพที่แสนเจ็บปวดและสิ้นหวังนั้นจะสามารถค้นหาเสียงของตนเองเจอและเปล่งเสียงเรียกออกไป

                เสียงเรียกแดนของชิโรซายะเงียบไปแล้ว แต่ชิโรซายะไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่นิดเดียวเพราะมันไม่มีทางเลยที่ชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าฟิโลเข้ามาใกล้ขนาดนี้ มันเหมือนกับเขากำลังรอให้ถูกเรียกอยู่มากกว่า

                “เจ้ามาแล้วสินะ....”ชิโรซายะปล่อยมือและวางแดนลงอย่างช้าๆราวกับอาลัยอาวรณ์อย่างที่สุดและลุกขึ้นเผชิญหน้ากับฟิโลและทันทีที่ฟิโลเห็นใบหน้าของชิโรซายะเขาก็ต้องถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

                ไม่ใช่ว่าชิโรซายะผู้งดงามกลายเป็นสัตว์ประหลาดจากขุมนรกมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวแต่เป็นเพราะดวงตาสีอำพันคู่สวยในตอนนี้กลับเป็นสีแดงขุ่นเข้มเหมือนกับเลือดที่ตกผลึกอย่างที่อลันเคยว่าไว้และที่สำคัญคือ หยดน้ำสีแดงที่ไหลออกมาจากขอบตาทั้งสองข้างนั้นไม่หยุดจนย้อมให้แก้มสีขาวของชิโรยะเป็นสีแดงฉาน

                ไม่ต้องมีใครบอกฟิโลก็รู้ด้วยตัวเองได้ว่านั่นคือลักษณะของคนที่ร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด!

                “ชักดาบออกมา ฟิโล”มันไม่ใช่ประโยคบอกเล่าแต่คือประโยคคำสั่งและยังเป็นคำสั่งที่ออกมาจากเสียงอันเย็นเยียบขนาดที่ทำให้เผ่าปีศาจผู้เย็นชากลายเป็นคนอบอุ่นไปได้เลย

                ดาบของฟิโลยังคงอยู่ในฝักและท่าทางของผู้เป็นนายก็ไม่มีท่าทีว่าจะชักมันออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว ดวงตาสีฟ้าคู่นั้นส่อแววลังเลอย่างเห็นได้ชัดมันทำให้ชิโรซายะต้องเอ่ยออกมาอีกครั้ง

                “ถ้าเจ้ายังไม่ชักดาบข้าจะโจมตีแล้ว เพราะข้าไม่ได้ลังเลที่จะฆ่าเจ้าที่ไม่ถือดาบแม้แต่นิดเดียว”

                ใช่แล้ว! เขามัวลังเลอะไรอยู่ เขามาที่นี่เพื่อฆ่าชิโรซายะไม่ใช่รึไงกัน!

                คิดได้ดังนั้นฟิโลก็ชักดาบออกมาทันที แต่ใจของตนก็อดจะเย็นยะเยือกไม่ได้เพราะชิโรซายะที่อ่อนโยนและรักความยุติธรรมเป็นที่สุดถึงกับพูดว่าไม่ลังเลที่จะฆ่าเขาที่ไม่ได้ถือดาบอยู่ได้ เพราะนั่นถือเป็นสิ่งที่ขี้ขลาดที่สุดสำหรับนักรบ!

                “ข้าไม่สนหรอกว่าเกียรติศักดิ์ศรีมันจะเป็นยังไง”ราวกับว่าอ่านใจฟิโลได้ ชิโรซายะจึงกล่าวออกมาเช่นนั้นพร้อมกันกับที่หายไปจากเบื้องหน้าของฟิโล

                “ขอแค่ฆ่าเจ้าได้ก็พอแล้ว...”เสียงเย็นเยียบดังขึ้นข้างใบหูจากทางด้านหลังและเลือดสีแดงก็โปรยปรายออกมาจากแผ่นหลังโดยที่ฟิโลไม่ทันได้ทำแม้กระทั่งหันกลับไป

                ฟิโลยังไม่ทันร้องด้วยความเจ็บคมดาบสีขาวก็พุ่งเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่รีรอ ร่างสูงใหญ่ขยับหลบได้อย่างหวุดหวิดพร้อมทั้งตวัดดาบกลับไปเฉือนเข้าที่ต้นแขนของชิโรซายะแต่แทนที่จะชะงักชิโรซายะกลับพุ่งเข้าไปและฟันมันเข้าที่ให้จนเกราะบนไหล่ของฟิโลแตกกระจายและเมื่อเกราะแตกมันก็เหมือนกับเต่าที่กระดองแตกเหลือแต่เนื้อนิ่มๆข้างใน ชิโรซายะก็จัดการฟันซ้ำลงไปอีกครั้งทันที

                “อ้าก!!!!”ฟิโลถึงกับร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวดเพราะนอกจากแรงของดาบที่ฟันลงมาจะเฉือนเนื้อของเขามันยังบดกระดูกไหล่ของเขาให้แตกอีกด้วย

                “คืนสภาพ!”เพียงแค่คำเดียวบาดแผลทั่วร่างของฟิโลก็หายเป็นปลิดทิ้งจะมีก็แต่ความรู้สึกเจ็บปวดที่ยังตกค้างอยู่เท่านั้น

                “เจ้าไม่มีทางฆ่าข้าได้หรอกชิโรซายะ เจ้าคงลืมไปว่าข้ามีพลังคืนสภาพอยู่”พูดจบฟิโลก็เปิดฉากรุกทีทัน ดาบในมือฟาดฟันออกไปเป็นวงโค้งสวยงามแต่แฝงด้วยอันตราย ชิโรซายะก้มตัวหลบไปข้างล่างตวัดดาบเทวะขาวขึ้นไปยังท่อนแขนแข็งแรงของฟิโล แต่คราวนี้มันไม่ใช่การโจมตีอย่างตั้งตัวไม่ทันเหมือนครั้งแรกฟิโลจึงสามารถหลบไปได้โดยปลอดภัย

                ชิโรซายะจึงพุ่งตัวเข้าไปหาด้วยวิชาตัวเบาทำให้ร่างของชายหนุ่มลอยขึ้นจากพื้นคมดาบสีขาวสะท้อนแสงจากเกราะที่อยู่รอบข้างออกมาเหมือนถ้อยคำประกาศเตือนว่ากำลังจะกระชากวิญญาณของศัตรูและพลังยุทธ์รูปจันทร์เสี้ยวก็พุ่งออกไปวินาทีเดียวกับที่คมดาบฟาดฟันออกไป

                “จันทราพิฆาต!

                “คืนสภาพ!”ฟิโลตะโกนเพียงคำเดียวผลลัพธ์ก็เหมือนกับครั้งที่แล้วคือ พลังยุทธ์ของชิโรซายะค่อยๆหายไป หากแต่ชิโรซายะไม่ได้โง่ถึงขนาดจำไม่ได้ว่าการต่อสู้เมื่อคราวที่แล้วเป็นอย่างไร โดยเฉพาะความแค้นกับโทสะที่มีอยู่เต็มอกยิ่งทำให้เขาไม่อาจลืมทุกอย่างได้แม้แต่วินาทีเดียว!

                ฉัวะ!

                ดาบของชิโรซายะเฉือนเข้าที่คอหอยของฟิโลจนเลือดสาดเต็มตัวของชายหนุ่ม ถ้าไม่ใช่เพราะฟิโลรู้ตัวก่อนว่าชิโรซายะซ่อนตัวอยู่หลังพลังยุทธ์จึงหลบทันมิแคล้วคอของฟิโลคงขาดไปแล้ว

                “ไม่.มี..ประโยชน์...เจ้าไม่...มี...ทางข้า....ฆ่าได้...”เสียงของฟิโลขาดๆหายๆเพราะกล่องเสียงถูกตัดการพูดไปขณะที่กำลังคืนสภาพจึงทำให้เสียงขาดหายไปผิดกับชิโรซายะที่ตอบออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

                “ได้สิ ขอแค่หัวเจ้าหลุดจากบ่าหรือร่างเจ้าถูกชำแหละออกเป็นหมื่นๆชิ้นข้าก็เชื่อว่าพลังคืนสภาพไม่มีวันช่วยเจ้าได้อย่างแน่นอน”คำพูดอันโหดเหี้ยมที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากปากของชิโรซายะ

                “ข้าไม่สนหรอกว่าจะต้องฆ่าเจ้ากี่ครั้ง ข้าจะฆ่าเจ้าไปเรื่อยๆจนกว่าเจ้าจะตายแม้ว่าความตายของเจ้ามันจะไม่สาสมกับการที่เจ้าฆ่าแดนก็ตาม”เพียงแค่พูดชื่อนี้ออกมาแววตาอันเย็นชากลับดูอบอุ่นระคนเศร้าสร้อย เสียงของชิโรซายะกำลังสั่นเทา

                “ตอนนี้ยังทันนะ ชิโรซายะข้าจะลองขอร้องเจ้าชายฟิลอสต์ดูมากับข้าเถอะ ทิ้งพวกปีศาจไปได้แล้ว เจ้าเป็นมนุษย์นะ!”แม้ปากจะบอกว่าต้องฆ่าแต่ใจจริงโดยส่วนลึกแล้วฟิโลไม่อยากจะฆ่าชิโรซายะเลย จะอย่างไรเสียเขาก็เคยรักแม้มันจะเป็นภาพลวงตาแต่ที่เขาเคยให้ความสำคัญกับชิโรซายะเป็นความจริงและการที่เขากับชิโรซายะต้องมาอยู่คนละฝ่ายกันก็เพราะว่าปีศาจที่มีชื่อว่า ลูเซีย

                “เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าปืศาจคือเผ่าพันธ์ที่เลือดเย็นที่สุด เมื่อเจ้าปมดประโยชน์เขาก็จะต้องทิ้งเจ้าแน่นอน”ฟิโลพยายามเกลี้ยกล่อมอย่างเต็มที่แต่ได้หารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนทำมันไม่ต่างกับการเอาน้ำมันราดกองเพลิง

                “งั้นเหรอ....แล้วเจ้ารู้มั้ยว่าข้าเป็นเด็กกำพร้า ข้าโตขึ้นมาได้เพราะอาจารย์เลี้ยงดูข้ามา โลกของข้ามีเพียงอาจารย์เท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่งอาจารย์ของข้าก็ต้องตายเพราะความโลภของมนุษย์ ใจข้าเจ็บปวดข้นแค้นมันทำให้ข้าละทิ้งบ้านเกิดมาเพื่อที่จะแก้แค้น”ชิโรซายะเล่าเรื่องของตนเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบทั้งที่มันเป็นเรื่องที่แสนโศกเศร้า

                “ในตอนนั้นไม่มีใครช่วยข้าเลยนอกจากลูเซีย ต่อให้เขาช่วยข้าเพราะหวังให้ข้าเป็นสัตว์เลี้ยงของเขาข้าก็ยังดีใจและเขาก็ได้มอบชีวิตให้กับข้าที่คิดจะตายเมื่อแก้แค้นสำเร็จ....”ยิ้ม....ชิโรซายะแย้มรอยยิ้มที่เหมือนกับมีความสุขระคนเย้ยหยันกลับไปให้กับฟิโล

                “ใช่ ปีศาจอาจจะเลือดเย็นแต่คนที่ช่วยข้าจนต้องตายอยู่ตรงนี้ก็คือปีศาจเหมือนกัน!”เพราะอยู่ๆชายหนุ่มก็ตะโกนออกมาทำให้ฟิโลถึงกับสะดุ้งเฮือก แต่ชิโรซายะก็พูดต่อไป

                “เจ้าอย่าได้เอาคติของมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองถูกต้องที่สุดมาตัดสินกันหน่อยเลย มนุษย์ฆ่าอาจารย์ของข้า เอาเพื่อนของข้าและตัวข้ามาขายเป็นทาสแล้วเจ้าชายที่แสนวิเศษของเจ้าล่ะทำอะไรบ้าง! เขาวางแผนใช้เบลลักพาตัวลูเซียมาขังจนเขาแทบกลายเป็นบ้าแล้วมาทีนี้เขายังใช้เจ้ามาฆ่าแดนอีก ข้าขอถามหน่อยซิว่านี่เหรอที่เรียกว่าความถูกต้อง! ลูเซียพยายามเชื่อใจเบลจนถูกจับ ข้าเห็นแก่มิตรภาพจนทำให้แดนต้องตาย พวกข้าที่เป็นฝ่ายที่ถูกเล่นงานพยายามเชื่อใจพวกเจ้าจนถึงที่สุดแล้วพวกเจ้าล่ะเคยเชื่อพวกข้าบ้างมั้ย!”ดาบเทวะขาวถูกกำแน่นจนเลือดสีแดงสดไหลจากมือของชิโรซายะชโลมลงบนด้ามดาบสีขาว

                “แต่นั่นเพราะพวกเจ้าจะทำลายโลก ข้าจำเป็นต้องทำเพื่อโลกใบนี้!”มาถึงตรงนี้ฟิโลไม่คิดจะเงียบอีกต่อไปแล้ว เขาไม่มีวันยอมให้ใครมาด่าว่าเจ้าชายของเขาอย่างเด็ดขาด

                “ถ้าพวกข้าแพ้โลกก็จะต้องพินาศผู้คนล้มหายตายจาก ข้าจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการพวกเจ้า!”ฟิโลพูดแบบเดียวกับที่เคยพูดกับลูเซีย แต่ชิโรซายะก็พูดกลับไปแบบเดียวกับลูเซีย

                “พวกข้าไม่มีวันทำลายโลกที่มีคนสำคัญของข้าอาศัยอยู่ เจ้าคิดว่าพวกข้าสู้กันเพื่อทำลายทั้งตัวเองและคนสำคัญรึไงกัน!”คราวนี้ดาบในมือถูกกำแน่นขึ้นมาเดิมจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นแต่ต่อให้ด้ามดาบแตกคามือก็คงไม่สามารถดับอารมณ์ของชิโรซายะในตอนนี้ได้

                “ข้าไม่มีวันอภัยให้เจ้า....ฟิโลข้าไม่มีวันอภัยให้เจ้า.....”ร่างนั้นก้าวสุขุมเข้ามาอย่างช้าๆแต่ทั้งที่ชิโรซายะเดินเข้ามาฟิโลกลับไม่สามารถขยับตัวได้เลยทั้งที่เขาควรจะฉวยโอกาสนี้โจมตีแต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่งจากสมองเลยแม้แต่นิดเดียว

                “สามปี.....”ชิโรซายะพูดคำนี้ออกมาลอยๆแต่ก็ได้พูดต่อแบบที่ทำให้ฟิโลเข้าใจได้ในทันที

                “ข้าใช้เวลาสามปีในการทบทวนหัวใจตนเอง ข้าใช้เวลาสามปีที่ไม่ได้พบกับเขาเพื่อจะมอบคำตอบให้กับเขาว่าข้ารักเขา! แต่เจ้ากลับมาพรากเขาไปจากข้า!”น้ำตาสีเลือดไหลออกมาจากดวงตาสีแดงขุ่นเข้มคู่นั้นอีกครั้ง แววตาเจ็บปวดราวกับจะฆ่าคนที่เห็นให้ตายตามลงไปด้วย

                “ตั้งแต่สูญเสียอาจารย์ไปข้าก็ไม่เคยเจ็บปวดเท่านี้มาก่อน นอกจากพวกลูเซียแล้วข้าก็มีเพียงแดนเท่านั้นที่รักข้า เขาให้ความสำคัญกับข้าที่สุด เขาทำทุกอย่างเพื่อข้าทั้งที่เขารู้ดีว่าข้าในตอนนั้นไม่อาจตอบรับความรู้สึกของเขาได้ เขารักข้าทั้งที่รู้ว่าข้าเป็นผู้ชาย! เขาเป็นคนเดียวที่รักข้าอย่างแท้จริง!”ใบหน้าย้อมไปด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน ดวงตาคู่งามส่องประกายอย่างน่ากลัวแต่อีกด้านหนึ่งกับดูโศกเศร้าอาดูรจนไม่ว่าใครก็เห็นแล้วนึกอยากปลอบประโลม มันเป็นความขัดแย้งที่ไม่ควรมี โดยเฉพาะกับฟิโลที่ตั้งใจมาเพื่อฆ่าชิโรซายะ

                “เอาคืนมา! เอาเขาคืนมา! เอาคนที่ข้ารักคืนมา!”เสียงตะโกนที่รวดร้าวเหมือนกับน้ำเสียงยามที่เรียกให้ผู้ที่สิ้นใจไปแล้วตอบกลับ ทั้งที่เสียงหนึ่งแผ่วเบา เสียงหนึ่งตะโกนกร้าว แต่ความรู้สึกกลับเหมือนกัน

                ความเจ็บปวดที่เหมือนฉีกกระชากหัวใจให้ขาดเป็นชิ้นๆ ความทรมาณที่ขนาดทำให้หายใจไม่ออก ความสิ้นหวังที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างและโทสะที่ไม่มีวันมอดดับ!

                “เอาแดนคืนมา!!!!!!!!!!!!!!!!!”ราวกับย้อนเวลากลับไปเมื่อสามวันก่อน วินาทีเดียวกับที่ชิโรซายะร้องออกมาแสงสว่างสีขาวก็สาดแสงเจิดจ้าและแรงพอจนทำให้ดวงตามืดบอดไปชั่วขณะ แต่กระนั้นในความมืดบอดฟิโลกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น

                ข้ารับรู้ถึงโทสะที่เต็มไปด้วยความรักของท่านแล้วนายของข้า....เหมือนกับที่ข้าเคยบอกท่านขอเพียงท่านมอบโทสะให้ข้าทุกสิ่งที่ท่านปรารถนาจะกลายเป็นความจริง....

                วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างกาย และพอมองเห็นเขาก็พบว่าร่างของตัวเองกำลังสลายไปในแสงสีขาวและเบื้องหน้าเขาก็คือร่างของคนหนึ่งที่เขาเคยหลงรัก หากแต่ดวงตาสีอำพันอันอ่อนโยนนั้นไม่มีให้เขาอีกต่อไปแล้ว

                “ถ้าในวันนั้นท่ามกลางวงเวทสั่งตายข้าปล่อยให้เจ้าตายไปซะข้าก็คงไม่ต้องมาเสียใจแบบนี้....แดนพูดถูกจริงๆ ข้าจะไม่ใจอ่อนให้กับศัตรูอีกต่อไปแล้ว”คำพูดนี้เองที่เป็นเหมือนกับกระจกสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เขาเคยพูดเอาไว้ ช่วยศัตรูด้วยความใจอ่อนจนย้อนกลับมาทำร้ายพวกพ้องของตนเอง....

                นี่มัน...สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ใช่เหรอ....

                “ชิโรซายะ....”เอ่ยเรียกอย่างอ่อนแรงทั้งกายและหัวใจราวกับว่าได้สำนึกในสิ่งที่ตนทำไปเป็นครั้งแรก หากแต่มันคงสายไปแล้วเมื่อดาบเทวะขาวถูกยกขึ้นอย่างช้าๆ

                “แดน ตลอดมาข้าไม่เคยเชื่อคำพูดที่ท่านบอกกับข้าเลย ท่านบอกให้ข้าเลิกคบกับลูเซียแต่ข้าก็ยังคงเดินทางกับเขา ท่านบอกให้ข้าระวังตัวเองแต่ข้าก็ทำไม่ได้เสียที แม้ข้าจะไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ข้าเคยดื้อรั้นนั้นคือสิ่งผิด แต่มาในวันนี้ข้าจะทำตามคำพูดของท่าน....”พริบตานั้นดวงตาสีอำพันก็แลดูอ่อนโยนลงเหมือนเดิมแต่ฟิโลก็มั่นใจได้เลยว่ามันไม่ได้มีไว้เพื่อเขาอย่างแน่นอน

                “ข้าจะไม่ลังเลที่จะสังหารศัตรูที่หันคมดาบใส่ข้าเพื่อท่าน ข้าจะยิ้มอย่างมีความสุขเพื่อท่าน แดนที่รักของข้า...”แล้วใบหน้างดงามก็เผยรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนอย่างที่ฟิโลไม่เคยเห็นมาก่อนแต่สิ่งที่ฟิโลรู้สึกถึงกลับมีแต่ความโหดร้ายเหมือนกับคมดาบที่แทงเข้ามาในลำคอของเขาและมันก็คือภาพสุดท้ายที่เขาได้เห็นก่อนที่ศีรษะจะหลุดกระเด็นออกมา!

                “นี่มันอะไรกัน”ลูเซียถึงกับอึ้งอย่างหนักหลังจากที่ตนเองเดินเข้ามาในเกราะสีขาวที่เข้ามาได้ง่ายดายผิดคาดอย่างสมควรตาย

                “เวลาถูกหยุดเอาไว้”อลันพูดออกมาพลางมองสภาพโดยรอบอย่างไม่ต้องวิเคราะห์ให้มากนักก่อนจะเสริมด้วยคำพูดต่อไป

                “คงเพราะชิโรซายะไม่เห็นว่าพวกเราเป็นศัตรูทำให้พวกเราเข้ามาอย่างง่ายๆแล้วยังขยับได้ตามปกติไม่เหมือนกับพวกนั้น”พูดพลางชี้ไปทางทหารที่มีตราของอาณาจักรพีกาซัส ทุกคนล้วนท่าทางสะบักสะบอมเหมือนเพิ่งไปฝ่าดงระเบิดมาไม่มีผิด อลันมั่นใจได้เลยว่าที่พวกนี้เข้ามาได้ไม่ใช่เพราะฝีมือแต่เพราะชิโรซายะรำคาญการโจมตีจึงปล่อยให้เข้ามาแล้วหยุดเวลาไว้มากกว่า

                “รีบไปหาชิโระกันเถอะ”เห็นแบบนี้ลูเซียก็ยิ่งไม่สบายใจ รีบเร่งฝีเท้าออกวิ่งตามอลันที่บินไปตามสัมผัสของศิลาเวทและก็เหมือนกับฟิโลพวกลูเซียใช้เวลาไม่นานเลยในการวิ่งมาหาชิโรซายะ รวมถึงภาพที่พวกเขาเห็นก็ไม่ได้ต่างกับฟิโลเท่าไหร่ จะต่างกันตรงที่มีศพไร้หัวอยู่หนึ่งศพอถมยังเป็นศพที่ประหลาดมากเมื่อร่างนั้นกลับไม่สมบูรณ์ทั้งแขนและขาเหมือนกับโดนบางสิ่งบางอย่างย่อยสลายไปทำให้เนื้อเหลวเละไหลออกมาจากปากแผล สำคัญที่สุดคือ หัวที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นก็คือหัวของฟิโล

                อลันถึงกับเผลอเอามือปิดปากอย่างกลัวจะอาเจียณออกมา ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยเห็นศพหัวขาดมาก่อนแต่เป็นเพราะความรู้สึกเกรงกลัวผู้ที่ลงมือต่างหาก เพราะต่อให้ชิโรซายะเคยฆ่าคนแต่ก็ไม่เคยทำให้ศพของใครเสียหายขนาดนี้มาก่อน

                “แดน....”น้ำเสียงเรียกฟังดูสดใสราวกับกำลังมีความสุขที่สุดในชีวิต ชิโรซายะกำลังยิ้มขณะที่โอบกอดร่างของแดนเอาไว้ เลือดสีแดงที่ย้อมร่างของทั้งคู่ถือเป็นคำตอบทั้งหมดแล้วว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่นี่

                ฟิโลคงจะฆ่าแดนทำให้ชิโระบังเกิดโทสะระเบิดพลังออกมาแล้วฆ่าฟิโล....

                นี่คือสิ่งที่ลูเซียสรุปออกมาอย่างรวดเร็ว พลางนึกสังเวชฟิโลไม่ได้ ขนาดอันเทเซียทำร้ายพวกเขายังโดนชิโระที่เพิ่งเป็นผู้ใช้ศิลาเวทเล่นงานเกือบตายแล้วนี่ฟิโลถึงกับฆ่าแดนมีหรือที่ชิโระจะปล่อยไว้ ลูเซียเป็นคนแรกที่ได้พบกับชิโระตอนที่มีความเจ็บแค้นอยู่เต็มหัวใจจึงรู้ดีว่าสำหรับชิโระแล้วทำร้ายตัวเองยังไม่เท่าไหร่แต่ทำร้ายคนสำคัญของเขาสิมันรนหาที่ตายชัดๆ

                “ชิโระ”ลูเซียลองเรียกและก็ทั้งเหมือนและต่างกับฟิโลคือ ชิโรซายะรู้ตัวอยู่แล้วว่าพวกลูเซียมาถึงแล้วเพียงแต่รอให้เรียกอยู่ เมื่อถูกเรียกชายหนุ่มจึงหันกลับมาด้วยรอยยิ้ม

                “เจ้ามารับข้างั้นเหรอ”ถามยิ้มๆอย่างที่ลูเซียถึงกับไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว

                “อืม ได้เวลาแล้วไปกันเถอะ ชิโรซายะ”กลับเป็นอลันที่ตั้งสติได้และตอบคำถามชิโรซายะ ในขณะที่มองแดนในวงแขนของชิโรซายะ มันทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่า แดนจะต้องสละชีพเพื่อชิโรซายะอย่างแน่นอน

                “ช...ใช่แล้วชิโระ เพราะเจ้ามาช้านั่นแหละข้าถึงต้องถ่อมารับเจ้าถึงนี่ รีบหยุดใช้พลังแล้วพาทุกคนไปด้วยกันได้แล้ว!”เมื่อตั้งสติได้ลูเซียก็วางท่าสั่งงานเหมือนทุกครั้งและก็เหมือนทุกครั้งนั่นคือรอยยิ้มที่ตอบกลับมาของชิโรซายะ

                “ถ้างั้นไปกันเถอะ”พูดจบร่างสูงเพรียวก็ขยับมือเพื่อจะพยุงร่างที่แน่นิ่งนั้นให้ลุกขึ้นเดินไปด้วยกัน แต่เพราะว่าแดนตัวใหญ่กว่าทำให้ชิโรซายะเดินไปอย่างยากลำบาก กระนั้นแล้วเขาก็ยังไม่ย่อท้อพยายามที่จะพาร่างนั้นไปด้วยกันให้ได้ มันเป็นภาพที่สะท้อนอกสะท้อนใจแก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมากจนอลันทนไม่ไหวรีบเข้ามาช่วยชิโรซายะประคองแดน

                “ข้าจะช่วย ถึงอย่างไรเขาก็ช่วยเจ้าไว้และเป็นพรรคพวกของเรา”อลันพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งๆแต่แฝงแววจริงจัง

                “.....................ขอบคุณ....”เงียบไปครู่หนึ่งชิโรซายะจึงสามารถพูดคำนี้ออกไปได้แต่ก็ไม่ได้นึกเลยว่าขอบตาของตนจะรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้งและสุดท้ายเขาก็ทรุดลงกับพื้นจนแทบทำให้อลันหน้าทิ่มเพราะอยู่ๆแรงที่ช่วยพยุงแดนก็หายไป อลันค่อยๆย่อตัวลงและวางแดนลงกับพื้นและนั่นก็ทำให้เขาสังเกตเห็นหยดน้ำสีแดงที่ตกลงบนพื้นทีละหยดๆ

                มันคือน้ำตาที่ถูกย้อมด้วยเลือดของชิโรซายะ......

                “แดน.....”พูดได้เพียงเท่านั้นชิโรซายะก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองสั่นเครือจนไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้อีก การแก้แค้นด้วยการฆ่าฟิโลทำให้เขารู้สึกสะใจและโล่งใจแต่ก็ไม่อาจลบเลือนความเป็นจริงที่เรียกว่าความตายของแดนไปได้เลย แม้จะรู้สึกยินดี มีความสุขที่แก้แค้นสำเร็จแต่ความโศกเศร้าที่มากมายกลับยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมขนาดที่ต่อให้เขาร้องไห้มาสามวันสามคืนจนมีเลือดออกมาแทนน้ำตาก็ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาของตัวเองได้

                เขาอาจจะอยากแก้แค้นแต่สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุดก็คือการได้แดนคืนมา เขาอยากให้แดนลืมตาขึ้นแล้วเรียกชื่อของเขาอีกครั้ง อยากให้แดนยิ้มให้ อยากให้แดนฟังความรุ้สึกที่ยังไม่ได้พูดออกไปของเขา....เขาอยากได้แดนคืนมา....

                GOD! ที่ผ่านมาข้าอาจไม่เคยเชื่อเรื่องของท่าน แต่ข้าขอร้องได้โปรดคืนเขามา ได้โปรดคืนแดนมาให้ข้าด้วย!”กรีดร้องอย่างสิ้นหวัง ยินยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างขอเพียงให้ได้เขาคืนมา

                ได้โปรดคืนเขามาด้วยเถอะ.....

                กระนั้นแล้วแม้จะร้องบอกภาวนาหรืออธิษฐานก็ไม่มีแสงสว่างหรือความมหัศจรย์ใดๆแบบในเทพนิยายยามเมื่อพระเจ้าได้แสดงฤทธานุภาพออกมา มีเพียงเสียงร้องไห้ของชิโรซายะเท่านั้นที่ยังคงดังกังวาน

                “แดน.....”ร้องเรียกทั้งที่รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ แต่เพราะว่าชิโรซายะไม่รู้แล้วว่าตนจะสามารถทำสิ่งใดได้อีกนอกจากร้องเรียกออกไปเท่านั้น แต่เพียงเพราะการร้องเรียกที่มาจากหัวใจนั้นเองทำให้มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เขาช้าๆ

                ดวงตาสีอำพันเบิกโพลงทันทีเมื่อใบหน้าถูกสัมผัสด้วยมือของคนที่นอนอยู่บนพื้น ดวงตาสีม่วงที่ควรปิดสนิทไปแล้วของร่างนั้นหรี่ลงเล็กน้อยเหมือนกับกำลังกังวลใจระคนยิ้ม และมันคงจะเป็นเพราะรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้านั้นทำให้ผู้ที่เห็นรู้สึกเช่นนั้น

                “อย่าร้องไห้เลยนะ ซายะ”เสียงอันเคยคุ้น ชื่อที่มีเพียงเขาที่เรียกแบบนี้ คือเขาที่ปรารถนาให้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

                “การที่เจ้าร้องไห้แบบนี้มันทำให้ข้าปวดใจจริงๆ”พริบตานั้นเองที่ชิโรซายะทิ้งตัวลงไปกอดแดนที่ยังนอนบนพื้นเอาไว้

                “ถ้าไม่อยากให้ข้าร้องไห้ท่านก็ห้ามไปจากข้า ต้องอยู่กับข้าเท่านั้น”คงเป็นครั้งแรกที่ชิโรซายะออกคำสั่งกับแดนและเป็นคำสั่งที่แดนไม่มีวันปฏิเสธ สองมือยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังของคนที่ทับตนอยู่แล้วเอ่ยออกมาเบาๆ

                “อืม....ข้าสัญญาข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดไป”

 

            หมู่ดาวพร่าวพราวเต็มท้องฟ้าราวกับมีคนเอาเพชรพลอยมาโปรยลงไปบนผืนผ้าสีดำ จันทราสีเงินเหลือบทองเปล่งประกายเย้ายวนให้ทุกคนจ้องมองมันแต่เพียงดวงเดียว หากแต่ความพยายามของมนคงสูญเปล่าเมื่อในที่แห่งนี้มีเพียงคนสองคนหรืออาจเรียกได้ว่ามนุษย์หนึ่งคนกับครึ่งปีศาจหนึ่งตนยืนอยู่

                มนุษย์คนนั้นหลับตาอยู่และก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยท่าทางที่ดูก็รู้ว่ากำลังหวนนึกถึงอดีต ส่วนครึ่งปีศาจอีกตนนั้นสำหรับตนแล้วดวงตามีไว้เพื่อมองคนข้างกายเท่านั้นจึงไม่ได้นึกสoใจดวงจันทร์แม้แต่น้อย

                “หลังจากนั้นผ่านมานานเท่าไหร่แล้วนะ....”ชิโรซายะเอ่ยขึ้นเมื่อลืมตามองท้องฟ้าเหมือนจะปลอบใจดวงจันทร์ว่าเขากำลังมองอยู่

                คำพูดที่ชิโรซายะพูดไม่ใช่คำถามและต่อให้มันเป็นคำถามก็ไม่มีใครต้องการคำตอบแม้แต่ตัวคนพูดก็ตาม เพราะสำหรับพวกเขาสองคนแล้วมันไม่สำคัญเลยแม้แต่นิดเดียว

                พวกเขาไม่คิดจะพูดถึงบทสรุปของการต่อสู้หรือกระทั่งรายละเอียดใดๆเพราะสุดท้ายแล้วเรื่องทุกอย่างก็จบลงที่ว่าเขาทั้งสองยังคงได้เคียงข้างกันบนโลกอันแสนงดงามใบนี้ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

                “ซายะเจ้ารู้มั้ย บางครั้งข้าก็คิดนะว่าที่ข้าฟื้นขึ้นมาคงเป็นเพราะพลังศิลาเวทของฟิโลที่คืนสภาพให้ข้าแทนที่จะช่วยชีวิตตัวเองตอนที่ถูกเจ้าฆ่า”ชิโรซายะพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้และไม่คิดปฏิเสธคำพูดของแดนแม้แต่นิดเดียว

                “บางทีข้าควรจะขอบคุณแต่คิดอีกทีข้าคิดว่าเขาคงจะไม่ต้องการ”เพราะว่ามันคงเป็นการชดใช้ของฟิโลที่พรากแดนไปจากเขา...ชีวิตที่ชดใช้ด้วยชีวิต.....

                ยามเมื่อหวนคิดถึงความตายของคนข้างกาย ร่างกายก็พลันรู้สึกเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจขึ้นมา ความรู้สึกที่หัวใจกระตุกวูบแบบนั้นทำให้ชิโรซายะเลือกจะเอนตัวลงไปซบไหล่แดนเบาๆโดบมีแดนที่ยกมือขึ้นกอดไหล่เป็นการตอบสนอง

                “แดน ข้ารักท่านนะ อย่าทอดทิ้งข้าไปอีกนะ”คำบอกรักที่เอ่ยออกมาทำให้แดนยิ้มและหันมารวบร่างที่บางกว่าตนเอาไว้ในอ้อมกอดทันที

                “ข้าบอกแล้วไงว่าข้าจะไม่มีวันทิ้งเจ้าไปอีกแล้ว ซายะที่รักของข้า”ทั้งสองต่างมองตากันและกัน ในแววตาที่มีแต่เพียงความสุขสะท้อนสลับกันไปมาก่อนจะจะหรี่ลงแทบจะพร้อมกันกับที่ริมฝีปากของทั้งคู่แนบชิดติดกัน สองมือที่จับกุมกันไว้นั้นเปรียบดั่งคำสาบานว่าเราสองจะไม่มีวันแยกจากกันอีกแล้ว.....

 

END

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Meiar จากทั้งหมด 20 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

14 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 ธันวาคม 2557 / 23:03
    อยากจะตะโกนให้ก้องโลกว่าฟินขนาดไหน
    #14
    0
  2. วันที่ 19 ตุลาคม 2557 / 17:15
    กรี๊ดดดด น่ามันสุดยอดดด>[]<////
    #13
    0
  3. วันที่ 1 ธันวาคม 2555 / 13:35
    บันไซซซซซซซซซซซซซซซซ ขอให้ทั้งคู่มีความสุขตลอดไปให้ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง(ถ้าผู้ชายท้องได้น่ะนะ)
    รักคู่แดนซายะ
    #12
    0
  4. วันที่ 19 มีนาคม 2555 / 02:17
     แดนฟื้น ณ เล่ม 9 ย๊าาาาาาาาาาฮู่ววววววววววววว
    #11
    0
  5. #10 lecleo
    วันที่ 9 มีนาคม 2555 / 10:58
    เล่มเก้าแดนฟื้นแล้ว โอ้ เยสสส >o<

    ใจจริงอยากให้มันมีวายกระจายแบบนี้ด้วยนะ ;w;
    #10
    0
  6. วันที่ 4 พฤศจิกายน 2554 / 22:55

    สนุกมากค่าาา อยากให้เล่ม 9 แดนฟื้น ฟิโลตาย วายกันให้มันส์แบบนี้ด้วยจัง

    #9
    0
  7. วันที่ 28 ตุลาคม 2554 / 17:14
     ไปอ่านที่บอร์ดเอนเตอร์มาแล้วฮะ แต่ตามมาถึงนี่ เล่มเก้าเอ๋ย มีบทหวานๆวายๆแบบนี้ที่เถอะ
    #8
    0
  8. วันที่ 26 ตุลาคม 2554 / 00:46

    นั่นสิ.....ถ้ามีจะดีมาก ฮ่าๆๆ อ่านไปแล้วก็ยิ้มไป

    ปล.จริงๆมันควรจะเศร้ามากกว่า

    #7
    0
  9. วันที่ 24 ตุลาคม 2554 / 12:37
    ข้อให้เล่ม 9 มีบทอย่างนี้เถอะ!!
    #6
    0
  10. วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 23:03

    ดะ ดะ ดีจัง!!!! >///<

    ถ้าในเรื่องจริงๆเป็นอย่างนี้จะ จะ จะ

    จะกระโดดกอดคอท่านอวี้หว่อ แล้วแหกปากกลางงานมีทให้ดูเลย!!!

    ปล.รู้สึกทุกคนจะอยากให้ฟิโลตาย   และยัง............ตายแบบอนาจจิตอีกด้วย

    เราแต่งก็ตาย  ท่านแต่งก็ตาย   เชื่อได้ว่า 90% ในใจทุกคนอยากให้มันตายยยยยยยยยยย


    ปลล.ท่านไม่อัพไอดีหน่อยเหรอ? ข้าน้อยแอดเฟรนไม่ได้อ่า T^T



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 ตุลาคม 2554 / 23:04
    #5
    0
  11. วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 22:45
     อ่านแล้วเหมือนกันจร้า
    อยากให้ออกเล่ม ๙ เร็วๆเนอะ
    แต่งได้สนุกมากอ่ะ
    #4
    0
  12. วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 09:21
     T T อยากให้แดนฟื้นขึ้นมาจังเลยเนอะไรเตอร์

    แบบดีใจที่ได้อ่านเล่นใหม่ เล่มก็บ๊างงงงงงงงบาง แต่ก็ยังมาทำให้เสียใจได้อีก T^T
    #3
    0
  13. วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 05:55
    อ่านที่ไรเตอร์แต่งแล้วแบบพอจะสะกดจิตตัวเองได้หน่อย T T

    ขอบคุณมากๆจ้า
    #2
    0
  14. วันที่ 23 ตุลาคม 2554 / 00:47
    อ่านเล่มแปดแล้วแบบ โฮ T T
    คนเขียนใจร้ายยยยยยยยยยยย

    ทำไมต้องทำร้ายนักอ่านขนาดนี้ T^T
    #1
    0