[Code Geass Fanfic]The Last and After Story (Yaoi)

ตอนที่ 5 : Gentle Hand[Re-write]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,216
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    30 ก.ย. 53

Part 4 : Gentle Hand

 

                เช้าวันใหม่ที่ลืมตาตื่นขึ้นสิ่งที่เห็นเป็นสิ่งแรกคือใบหน้าของใครคนหนึ่งที่กุมมือของเราอยู่แนบแน่น ใบหน้ายามหลับใหลที่ชวนให้คิดถึงวันวานเก่าๆที่ทั้งอยากจดจำและอยากลืมเลือนมันไป ความจริงแล้วใจหนึ่งก็อยากจะอยู่ในช่วงเวลาอบอุ่นแบบนี้ต่อไปอีกสักหน่อยแต่เพราะสัมผัสที่อบอุ่นของอุ้งมือที่ถูกกุมไว้กลับบาดใจจนจำต้องดึงมือออก

                เพียงแต่ว่าในวินาทีที่ดึงมือออกดวงตาที่ปิดสนิทกลับพลันเปิดขึ้นพร้อมกับปรากฏรอยิ้มอ่อนโยนดังเช่นทุกครั้ง สึซาคุลุกขึ้นนั่งโดยไม่ได้ปล่อยมือของเราออก

                อรุณสวัสดิ์ลูลูชหมอนั่นกล่าวทักทายสั้นๆแล้วก็โน้มใบหน้ามาจูบหน้าผากเราเบาๆ

                อะ..อืม อรุณสวัสดิ์สึซาคุที่ตอบอึกอักหรือเผลอหลบตามิใช่ขวยเขินแต่เพราะลำบากใจกับความไม่คุ้นชินในสิ่งที่ได้รับ

                สบายใจขึ้นรึยังน้ำเสียงฟังดูเต็มไปด้วยความเป็นห่วงที่ควรจะดีใจแต่เรากลับหลบสายตาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ หากจะถามว่าอะไร คงเพราะกลัวหัวใจของตัวเองจะหวั่นไหวอีกครั้ง....

                แต่แล้วยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อหมอนั่นก็ดึงเราเข้าไปโอบกอดไว้พลางลูบหลังเราเบาๆ บอกตามตรงว่ามันทำให้เรารู้สึกดีไม่น้อยเลยจึงยอมทิ้งตัวในอ้อมกอดนั้นอย่างว่าง่ายเป็นผลให้สึซาคุก้มหน้าลงมาหอมแก้มเราอย่างนุ่มนวล

                ถ้าเธอสบายใจขึ้นแล้วผมก็ดีใจน้ำเสียงที่เจือด้วยความเป็นห่วงหายไปแล้ว เราลอบยิ้มโดยไม่ให้หมอนั่นเห็นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงค่อยๆถอนตัวออกมาจากอ้อมกอดนั้น

                ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงพอบอกแบบนั้นสึซาคุกลับทำหน้าประหลาดใจก่อนจะถามกลับ

                ทำไมวันนี้เธอถึงดูว่าง่ายจังถ้อยคำที่ฟังแล้วชวนโมโหนิดๆแต่เราก็ทำเป็นไม่สนใจก่อนจะเอ่ยถามเรื่องที่ค้างคาใจ

                เมื่อคืนนายมาทำอะไรที่นี่งั้นเหรอคราวนี้จากสีหน้าประหลาดใจเมื่อครู่กลายเป็นสีหน้าที่แลดูลำบากใจแล้วหมอนั่นก็เผลอหลบสายตาของเราไปก่อนจะพูดด้วยเสียงที่แผ่วเบา

                ....ผม....ผมหาเด็กคนนั้นพบแล้วนะ....โรโล่ แลมเพอร์ลูจณ วินาทีนั้นราวกับว่าหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วได้กลับมาเต้นใหม่อีกรั้งหนึ่งหัวใจรู้สึกอุ่นวาบไปหมดจนทำให้แทบจะพูดอะไรออกไปไม่ได้ ความรู้สึกนั้นแทบจะทำให้น้ำตาต้องไหลรินออกมา

                จริงเหรอพูดออกไปได้เพียงแค่นั้น สึซาคุพยักหน้าให้เราก่อนที่จะพูดต่อ

                เมื่อวานนี้ผมไปตรวจสอบศูนย์วิจัยที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมดกระทั่งพบเด็กคนนั้นตามที่ซีทูบอกไม่รู้เหมือนกันว่าในตอนนั้นตัวเราแสดงสีหน้าแบบไหนออกไป จะยิ้มหรือร้องไห้เราก็ไม่รู้ มีเพียงแค่ความรู้สึกเดียวเท่านั้นที่เรามั่นใจคือ อยากพบ อยากพบเหลือเกินกับคนที่คิดว่าไม่อาจจะได้พบอีกแล้ว อยากพบเพื่อที่จะมอบให้ในสิ่งที่ไม่เคยมอบให้มาก่อน

                ร่างกายของเธอก็แข็งแรงดีแล้ว วันนี้ผมจะพาเธอไปพบเค้านะโดยที่ไม่ต้องรอคำตอบจากเราสึซาคุก็โทรสั่งให้คนนำเครื่องแต่งตัวมาและในอีกไม่ถึงสิบนาทีเครื่องแต่งตัวที่สั่งไปก็มาถึงมือเรา

                วิกกับคอนแทคเลนส์งั้นเหรอว่าพลางมองสิ่งที่อยู่ในมือ วิกผมยาวสีเงินที่ยาวจนเลยกลางหลังไปมากกับคอนแทคเลนส์สีแดง ชุดก็เป็นชุดที่มีฮู้ดยาวสีดำ เรารู้ดีว่ามันเป็นอุปกรณ์แต่งตัวสำหรับพรางตัวดังนั้นเราจึงสวมทุกสิ่งที่ได้รับมาโดยไม่ถามอะไรแม้แต่คำเดียว

                เป็นยังไงบ้างสึซาคุถามขึ้นเมื่อเห็นเรามองสำรวจตัวเองที่แต่งชุดใหม่แล้ว

                นายเลือกสีได้เจ็บสุดๆเลยล่ะผมสีเงิน ตาสีแดง ชุดสีดำความจริงก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรถ้าไม่ได้พูดแบบหลงตัวเองมันก็ออกจะดูดีด้วยซ้ำไปเพียงแต่พอมาเห็นตัวเองในรูปแบบนี้แล้วมันก็พาลไม่คุ้นตาเอาเสียเลย สึซาคุไม่ได้หัวเราะอย่างที่เราคิดว่าหมอนั่นจะทำ

                ไปกันเถอะสึซาคุเอ่ยขึ้นหลังจากที่หยิบหน้ากากมาสวมเรียบร้อยแล้ว

                ระหว่างทางที่ไปเราก็ไม่สามารถนั่งอยู่นิ่งๆได้เลย อารมณ์ตื่นเต้นราวกับเด็กประถมที่ได้มาทัศนศึกษาครั้งแรกก็ยังไม่สามารถเทียบเท่าความรู้สึกของเราในตอนี้ได้ ในใจหวนคิดไปมากมายว่าจะพูดอะไรกับโรโล่เป็นสิ่งแรก ควรจะทักทาย ขอโทษหรือพูดอะไรก่อนดีแล้วหลังจากนี้ไปควรจะทำอะไรต่อดีตลอดทางเราคิดแต่เรื่องพวกนี้จนกระทั่งเสียงของสึซาคุก็ดังลอดออกมาจากหน้ากาก

                ถึงแล้วล่ะเบื้องหน้าที่เห็นคือตึกสูงสีขาวที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมือง เว้นแต่เพียงการป้องกันที่แน่นหนากว่า หลังลงจากรถเข้ามาข้างในศูนย์วิจัยก็พบแต่คนใส่ชุดกาวน์สีขาวเต็มไปหมดทั้งยังกลิ่นยาสารพัดที่น่าสะอิดสะเอียน ถ้าจำไม่ผิดก่อนที่โรโล่จะมาเป็นน้องชายเราหมอนั่นก็เคยอยู่ที่ศูนย์วิจัยกิอัสมาก่อน มันทำให้เราอดที่จะสงสารโรโล่ไม่ได้

                ชีวิตที่ต้องเป็นหนูทดลอง  เป็นเพียงแค่เครื่องมือ ไม่อาจเป็นมนุษย์และมีชีวิตอย่างที่ต้องการได้ แต่เราเองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะต่อว่าใครทั้งนั้นเพราะเราเองก็เคยคิดจะใช้โรโล่เป็นเครื่องมือเช่นกัน เราจึงไม่อาจไปต่อว่าใครเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นมาได้หรอก

                ดังนั้นในเวลานี้จึงอยากที่จะชดเชยในสิ่งที่ไม่เคยได้ทำให้ก็เท่านั้นเอง

                สึซาคุเดินนำทางเราไปยังห้องหนึ่งที่อยู่ส่วนลึกของศูนย์วิจัยที่เต็มไปด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่รู้ว่าไว้ใช้เพื่อป้องกันอันตรายหรือกันคนข้างในจะหนีออกมากันแน่  เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยอันสุดท้ายถูกปลดออกภาพตรงหน้าก็ทำให้เราเกือบจะร้องออกไปด้วยความตกใจ

                ภายในห้องกว้างสีขาวมีเพียงแคปซูลยาวอันหนึ่งตั้งอยู่กลางภาย ภายในแคปซูลยาวนั้นที่เต็มไปด้วยน้ำ กับร่างบอบบางอันคุ้นตากำลังหลับตาพริ้มเหมือนนอนหลับสบายขัดกับทั่วทั้งร่างที่เต็มไปด้วยสายท่อต่างๆระโยงระยางเต็มไปหมดโดยเฉพาะที่ตาขวาซึ่งถูกอะไรสักอย่างครอบปิดเอาไว้

                โรโล่...เด็กคนนั้นจริงๆด้วย เราไม่ได้ฝันไป...เด็กคนนั้นอยู่ที่นี่แล้ว

                เท้าของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างอย่างไม่สามารถหยุดตัวเองได้ทำให้สึซาคุต้องยกมือขึ้นจับมือเราเอาไว้แล้วหันไปส่งสัญญาณให้ชายคนหนึ่งแล้วแคปซูลยักษ์นั้นก็ค่อยๆเอนลงมาตั้งขนานกับพื้นพร้อมกับที่ของเหลวภายในถูกระบายออกไป

                เพียงแค่ปลายแคปซูลแตะลงบนพื้นเราก็รีบวิ่งไปที่แคปซูลนั่นโดยไม่สนสิ่งใดและยามเมื่อฝาครอบถูกเปิดออกพร้อมกับสายท่อทุกอย่างถูกเอาออกใบหน้าซีดเซียวของโรโล่ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเรา สิ่งที่เคยทำหายไป ณ บัดนี้ได้กลับมาอยู่ในที่ซึ่งสามารถเอื้อมถึงได้อีกครั้งเราจึงไม่รอช้าที่จะจับมือนั้นมากุมเอาไว้ รสสัมผัสที่ได้คือความเย็นที่ยิ่งกว่าความเย็นของตัวเราเสียอีก

                โรโล่...ยกฝ่ามือขึ้นลูบไล้ใบหน้าที่เคยคิดว่าน่ารักเหมือนกับจะปลุกให้เด็กน้อยได้ตื่นจากนิทรารมณ์ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอีกครั้งพ้อมกับน้ำตาที่คลอหน่วงในดวงตา

                โรโล่พี่มาหานายแล้วนะ ได้โปรดตื่นเถอะเอ่ยขอร้องเว้าวอนอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครมาก่อน ภาวนาอย่างแรงกล้าว่าขออย่าให้เป็นการพบเพียงเพื่อที่จะลาจาก วิงวอนขอให้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งและแล้วในวินาทีที่หยดน้ำตาได้ร่วงหล่นกระทบถูกเปลือกตาเราก็พบว่าเปลือกตาคู่นั้นกำลังขยับและเปิดออกอย่างช้าๆ

                โรโล่สิ่งแรกที่ทำคือแย้มยิ้มให้จากใจจริง หวังจะได้รับรอยยิ้มที่น่ารักตอบกลับมาแล้วบอกว่าอรุณสวัสดิ์ครับ พี่ทุกครั้ง

                แต่ทว่า....เรื่องแบบนั้นกลับมีแต่ในเพียงเทพนิยายอันงดงาม

                โรโล่…”สิ่งที่ได้รับกลับมาคือดวงตาอันว่างเปล่าทั้งที่สะท้อนภาพใบหน้าของเราแต่กลับดูมองไม่เห็นสิ่งใดเลยทำให้ใจของเรากระตุกวาบ

                โรโล่นี่พี่เองนะ พี่ลูลูชไงล่ะเรียกอีกครั้งพร้อมเอ่ยนามของตนเองเพื่อย้ำเตือนแต่ก็ยังไร้ซึ่งคำตอบ ทำให้เราต้องเขย่าร่างบอบบางนั้นแล้วร้องเรียกอย่างบ้าคลั่ง

                โรโล่! โรโล่ตอบพี่สิ! พูดอะไรบ้างสิ!”ไม่อาจจะแย้มยิ้มออกมาได้ จิตใจที่เศร้าโศกแลดูคลุ้มคลั่ง ความรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจที่หยุดเต้นไปแล้ว

                พูดสิ! พูดสิ! อะไรก็ได้....พูดสิโรโล่....มือที่เขย่าร่างนั้นคลายออกเพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังไร้เรี่ยวแรงขนาดที่แค่จะยืนก็ยังทำได้อย่างยากลำบาก

                ไม่ได้ผลหรอกคำพูดที่มาพร้อมกับอ้อมกอดอันคุ้นเคยจากด้านหลัง สองมือคู่นั้นประคองเราเอาไว้หลวมๆเพื่อไม่ให้เราทรุดลงกับพื้น

                หมายความว่ายังไงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ในสิ่งที่ไม่อยากจะรับฟัง

                มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ชั้นหลับไป...

 

                เธอในอ้อมกอดของผมกำลังร้องไห้ เสียงที่เคยมาดมั่นในตอนนี้ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งกว่าครั้งไหน ผมกอดเธอแน่นขึ้นก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้คนในห้องออกไปให้หมดแล้วจึงเริ่มเอ่ยเล่าเรื่องราวทุกสิ่งที่ตัวผมรู้ออกไป

                จากเอกสารที่เหลืออยู่ คนที่นำเด็กคนนี้มาที่สถาบันวิจัยแห่งนี้คือ ชไนเซลรู้สึกในว่าร่างของเธอแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อยยามที่เอ่ยนามของคนๆนั้น

                ในนั้นบอกเอาไว้ว่าหลังจากที่เธอฝังศพเด็กคนนี้ ชไนเซลก็ได้สั่งการอย่างลับๆว่าให้ไปขุดร่างของเด็กคนนี้ขึ้นมาเพราะว่าเขาต้องการพลังกีอัสในการลอบสังหารของเด็กคนนี้ เขาพยายามทำทุกวิถีทางจนสามารถกระตุ้นให้กีอัสที่อยู่ในร่างของเด็กคนนี้ตอบรับเพื่อทำให้หัวใจกลับมาทำงานอีกครั้งและมันก็สำเร็จ เพียงแต่ว่า...ผมเลื่อนสายตาไปมองร่างของเด็กคนนั้นที่ยังนอนนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตาสีม่วงอ่อนที่ลืมตามองอยู่คล้ายจะจดจ้องเพดานสีขาวซึ่งความจริงแล้วกลับไม่ได้มองสิ่งใดอยู่เลย

                แต่ว่าอะไร สึซาคุลูลูชถามย้ำเพื่อเร่งเร้าเอาคำตอบ ผมจึงจำต้องสูดลมหายใจลึกก่อนตอบสิ่งที่โหดร้ายออกไป

                แต่ว่าแม้กีอัสจะตอบรับและทำให้หัวใจของเด็กคนนี้กลับมาเต้นอีกครั้งหนึ่งก็จริงแต่เด็กคนนี้ก็เป็นได้เพียงตุ๊กตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งจิตใจ ไม่พูดไม่คิด ไม่ว่าใครจะสั่งอะไรก็ไม่รู้สึราวกับไม่ได้ยิน ผลวิจัยบอกว่าอาจเพราะหัวใจของเด็กคนนี้หยุดเต้นนานเกินไปความจริงการที่ฟื้นขึ้นมาได้นั้นต้องเรียกว่าปาฏิหาริย์แล้วแต่การที่จะสูญเสียความรู้สึกนึกคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้ผมรู้สึกได้ว่าน้ำหนักตัวของเธอทั้งหมดทิ้งลงมาบนอกของผม ไหล่ที่บอบบางสั่นระริก ผมไม่ได้ยินเสียงร้องไห้แต่ก็รับรู้ว่าเธอกำลังร้องไห้อย่างหนัก

                แต่ว่าลูลูชมันต้อง...พยายามที่จะพูดปลอบใจเธอแต่ก็พูดอะไรไม่ออก นึกแค้นใจตัวเองเหลือเกินที่บอกว่าจะปกป้องเธอแต่ก็ทำไม่ได้ ขนาดแค่จะทำให้เธอหยุดร้องไห้ผมก็ยังทำไม่ได้เลย

                พอเถอะสึซาคุ ขอบใจนะ ชั้นไม่เป็นไรเธอพูดแบบนี้ทั้งที่น้ำตานองหน้า ได้โปรดอย่าพูดแบบนี้ในขณะที่เธอยังไม่สามารถหยุดน้ำตาของตัวเองไว้ได้ไหม

                ได้โปรดอย่าทำตัวเข้มแข็งเพียงเพื่อทำร้ายตัวเองต่อไปเลยนะ...

                ร่างที่กอดอยู่ในอ้อมแขนผละออกไปแล้วและเดินเข้าไปหาร่างที่ราวกับตุ๊กตานั้นอีกครั้ง ผมมองเห็นเธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกแรงๆราวกับกลัวที่จะหลงเหลือไปให้เด็กคนนั้นได้เห็น เธอยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของเด็กคนนั้นอีกครั้งแล้วเริ่มพูดออกมา

                นี่โรโล่คราวนี้นายจะผิดสัญญาหนีพี่ไปงั้นเหรอเธอเอ่ยเช่นนั้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่ผมก็รู้ว่าแท้จริงมันคือน้ำเสียงที่พยายามข่มกลั้นความขมขื่นเอาไว้

                พี่ไม่ยอมหรอกนะ นายก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าพี่น่ะเอาแต่ใจมากแค่ไหนมือของเธอลูบไล้บนเส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเบาๆก่อนจะกำมือแน่นแล้วพูดต่อไป

                อย่าลืมสิว่าพี่คือคือเซโร่บุรษที่สร้างปาฏิหาริย์มานับครั้งไม่ถ้วนนะ สิ่งที่พี่เชื่อมั่นคือความจริงเสมอ เพราะงั้น...เพราะงั้น...พี่จะไม่ยอมให้นายหนีพี่ไปได้หรอกนะลูลูชคว้าร่างของเด็กคนนั้นขึ้นมากอดแนบแน่นและแน่นอนว่าไร้การขัดขืนหรือการตอบสนองใดๆจนดูราวกับซากศพและเป็นตัวผมเองที่ต้องกำหมัดแน่นอย่างนึกเจ็บใจยามที่เห็นเธอพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

                แล้วพี่จะมาใหม่นะร่างนั้นถูกวางลงอย่างนุ่มนวล ลูลุชลุกขึ้นอย่างช้าๆแล้วเดินผ่านผมออกไปจากห้อง เพียงแต่ว่ายามที่ประตูปิดลงผมกลับได้ยินเสียงฝีเท้ารัวเร็วก่อนจะค่อยๆเงียบหายไปมันทำให้ผมต้องรีบตามออกไปทว่าพอออกไปพ้นประตูผมก็พบกับนักวิจัยที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว

                ท่านเซโร่ครับจะให้ทำอย่างไรกับเด็กคนนั้นดีครับ

                ดูแลให้ดีที่สุดผมสั่งไปเพียงแค่นั้นแล้วก็เริ่มออกวิ่งตามเสียงฝีเท้าที่เริ่มกลับมาได้ยินอีกครั้งหนึ่งแล้วผมก็พบเธอยืนหอบอยู่ที่ต้นไม้ในสวนของสถาบันวิจัย ขณะที่ค่อยๆเดินไปหาเธอ เธอก็ขยับตัวลงไปนั่งบนม้านั่งยาวในสวนพลางซบหน้าลงกับฝ่ามือของตัวเองแล้วไหล่บางๆคู่นั้นก็สั่นระริกอีกครั้งหนึ่ง

                ลูลูช...ผมเอ่ยเรียกเธอก่อนจะนั่งลงเคียงข้างเธอ รอบข้างนั้นเงียบสนิทไร้ผู้คนเพราะยังเป็นเวลาทำงานจึงมีเพียงเสียงร้องไห้ของเธอที่ดังเล็ดลอดออกมาจากฝ่ามือคู่นั้น

                เธอไม่ได้ตอบหรือเงยหน้าขึ้นมาหาผมเลยแม้แต่นิดเดียวมันทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่งมที่ไม่อาจหาคำใดมาเอ่ยกับเธอได้เลย ตัวผมจึงได้แต่นั่งอยู่ข้างๆโดยที่แม้แต่จะจับมือของเธอเพื่อให้กำลังใจก็ยังทำไม่ได้

                ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดที่ผมได้แต่นั่งฟังเสียงเธอร้องไห้อยู่แบบนั้น เธอร้องไห้อย่างเศร้าโศก ได้ยินน้ำเสียงที่เหมือนกับจะตัดพ้อหรือด่าทออะไรสักอย่างดังเล็ดลอดออกมาเป็นครั้งคราวจนกระทั่งเสียงของเธอเริ่มแหบแห้งทุกอย่างจึงเข้าสู่ความเงียบจริงๆ

                จงบจนกรนะทั่งแสงแดดได้แผดเผาอย่างแรงกล้า ไหล่ของเธอก็หยุดสั่นหากแต่เธอกลับยังไม่เงยหน้าขึ้นทำให้ผมต้องเอ่ยเรียกเธอ

                ลูลูช...เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม...อยากจะถามออกไปแต่ก็รู้สึกว่าไม่ควรพูดออกไป

                ..ไม่.....ไม่เป็นไรเธอใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะพูดออกมาได้แต่ผมก็พยายามคิดว่าเพราะเธอร้องไห้จนเสียงแหบแห้งเพียงเพราะผมไม่อยากจะคิดว่าเธอกำลังฝืนอยู่

                ชั้นไม่เป็นไรหรอกหากแต่ยามที่เธอเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มให้ผมก็รู้ได้ในทันทีเวลาเธอกำลังฝืนอีกแล้วเหมือนกับทุกครั้งที่ต้องทำอะไรฝืนใจตนเองเธอมักจะยิ้มเหมือนกับจะให้กำลังใจตนเองหรือไม่ก็หลอกลวงคนอื่นซึ่งผมก็ไม่ชอบรอยยิ้มแบบนี้ของเธอเลย

                เธอไม่เป็นไรจริงๆน่ะเหรอผมถามกลับแล้วยื่นมือออกไปเพียงเพื่อจะสัมผัสไหล่ของเธอแต่เธอกลับลุกขึ้นเหมือนพยายามหนีสัมผัสของผมแล้วตอบย้ำ

                ชั้นไม่เป็นไร เรากลับกันเถอะนะแล้วเธอก็ออกเดินไปโดยทิ้งผมเอาไว้เบื้องหลังอีกครั้ง ทั้งที่รู้ว่าไม่ควรแต่ในเวลานี้ตัวผมกลับรู้สึกเจ็บแค้นใจมากเหลือเกินและก็ได้เข้าใจว่าความรู้สึกยามที่ถูกปฏิเสธนั้นเป็นเช่นไร

                กระทั่งตอนที่ไปส่งเธอที่ศาลเจ้าคุรุรูงิเธอก็ยังไม่ยินยอมให้ผมสัมผัสตัวเธอเลยทำให้หลังจากที่ผมกลับมายังที่พักของตัวเองผมก็สั่งยกเลิกงานทุกอย่างแบบไร้เหตุผลแล้วมาเก็บตัวอยู่ในห้องที่เคยเป็นของลูลูชมาก่อน

                ตึง!

                เสียงของหน้ากากที่ถูกโยนทิ้งกระทบกับกำแพงเสียงดังก้องในห้องด้วยอารมณ์หงุดหงิดและโกรธเคืองแบบที่ไม่รู้ว่าจะระบายออกไปอย่างไรดี

                ทำไม...มือสองข้างที่กำเข้าหากันเกร็งแน่นจนรู้สึกเจ็บแต่ผมก็ไมได้สนใจ ในตอนนี้สิ่งที่ผมนึกออกมีเพียงภาพที่เธอถอยหนีจากการสัมผัสของผม

                ทำไมกัน...ทำไม!”ตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่ไม่ได้ทำมานานเพื่อระบายอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายในออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างแลดูขวางตาไปหมดจนทำให้ผมต้องใช้มือกวาดข้าวของบนโต๊ะร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังโครมแต่ก็รู้สึกว่ายังไม่สามารถดับอารม์ของผมในตอนนี้ได้เลย

                แสงสว่างก็ช่างแสบตาจนน่ารำคาญทำให้ผมตัดสินใจปิดไฟลงทำให้ทั้งห้องมืดมิดแต่ถึงแม้จะมืดผมก็ยังจำได้ว่าเตียงอยู่ตรงไหน ผมเดินไปที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนหวังจะพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองแต่ก็ไม่นึกเลยว่าแม้กระทั่งความมืดที่บดบังทุกสิ่งก็ยังทำให้ผมเห็นแต่เพียงภาพของเธอ

                ลูลูช...เธอผู้งดงามและแสนโหดร้าย เธอที่ราวกับเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผมในเวลานี้ เธอที่ผมยินดีที่ทำทุกอย่างให้และเป็นเธอคนเดียวกันที่ปฏิเสธผม....

                ทำไมถึงปฏิเสธผมล่ะทั้งที่ผมรู้ว่าเธอต้องการผมแบบเดียวกับที่ผมต้องการเธอในเวลานี้ แต่แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงทำท่าเหมือนอยากจะหนีผมไปไกลเหมือนกับครั้งนั้นที่เธอหนีผมไปด้วยความตาย

                ลูลูช...ลูลูช...ลูลูช....ผมเอ่ยเรียกชื่อเธอซ้ำๆราวกับหวังว่าความมืดที่เหมือนกับเธอจะตอบกลับมาพร้อมทั้งยื่นมือออกไปข้างหน้าที่มองไม่เห็นสิ่งใดกระทั่งมือของตัวเองหวังไว้เหลือเกินว่าเธอนั้นจะกุมมือนี้เอาไว้ไม่ใช่หนีหายไปอีก

                ได้โปรดอย่าปฏิเสธผมอีกเลยนะ....

 

                สึซาคุจะเป็นยังไงบ้างนะ.....

                เราอดคิดแบบนี้ไม่ได้หลังจากที่กลับมาอยู่ในห้องของตัวเองแล้วโดยมีซีทูอยู่ด้วยแต่เธอก็ไม่ได้มีท่าทีจะสนใจเรามากกว่าพิซซ่าที่อยู่ในมือเลยแม้แต่นิดเดียว

                นี่ซีทู....พอลองเรียกดูซีทูก็ยอมหันมาให้ความสนใจเราจนได้

                มีอะไรงั้นเหรอ พ่อหนุ่มเจ้าสเน่ห์คำประชดของเธอน่ะเก็บไปไกลๆเลยเถอะ...เราอดคิดอย่างหน่ายใจไม่ได้แล้วจึงค่อยเอ่ยเล่าเรื่องในวันนี้ออกไป

                ชั้นได้พบโรโล่แล้วนะ

                ก็ดีแล้วนี่ซีทูตอบแค่นั้นแล้วก็ยักไหล่คล้ายไม่สนใจ

                แต่ว่านั่นน่ะ...ก็ไม่ใช่โรโล่เหมือนกันแม้ร่างนั้นจะเป็นโรโล่จริงแต่ร่างที่ไร้จิตวิญญาณแบบนั้นน่ะมันก็แค่ตุ๊กตาไม่ใช่หรือไงกัน โรโล่คนที่เราต้องการน่ะคือโรโล่ที่สามารถยิ้มให้กับเราได้ตลอดเวลาต่างหาก

                นายนี่ปัญหาเยอะจริงๆเลยนะ แต่เอาเถอะถ้ามีปัญหาน้อยๆนั่นก็ไม่ใช่นายแล้วล่ะแล้วเธอก็วางพิซซ่าในมือลงบนถาดด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายก่อนจะยิ้มให้ด้วยสีหน้าที่ราวกับกำลังตลกขบขัน

                แต่ชั้นว่านายคงไม่ได้กลุ้มใจแค่เรื่องของเด็กคนนั้นคนเดียวหรอกจริงมั้ย

                เฮ้อ.....ถ้ามีคนบอกชั้นว่าเธอมีพลังอ่านใจแบบเหมาละก็ชั้นจะเชื่อทันทีเลยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาแล้วก็ยอมรับในสิ่งที่เธอพูด

                ใช่ ตอนนี้ชั้นกำลังกลุ้มใจเรื่องของสึซาคุพูดจบเราก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทิ้งลงมาบนแผ่นหลังเราทำให้รู้สึกได้ว่ามีใครอีกคนกำลังนั่งพิงหลังเราอยู่

                เล่าต่อสิเธอพูดแค่นั้นแล้วก็เงียบเราจึงเล่าต่อ

                หลังจากที่ได้พบโรโล่ชั้นก็วิ่งออกมาจากที่นั่นแล้วก็เอาแต่นั่งโทษตัวเองสารพัดจนกระทั่งสึซาคุก็ตามชั้นมา หมอนั่นนั่งลงข้างๆชั้นโดยไม่ถามอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวเหมือนกับจะรู้ว่าชั้นไม่อยากให้ถามณ เวลานั้นหากสึซาคุพูดอะไรออกมาสักคำหัวใจของเราคงระเบิดโทสะทุกอย่างที่มีต่อโลกนี้ออกไป

                เจ็บปวด เสียใจ คลั่งแค้นและนึกน้อยใจที่ไม่อาจนำสิ่งสำคัญของตัวเองหวนกลับมาได้และถ้าหากเราตะโกนออกไปแบบนั้นก็คงทำให้เราอดนึกสมเพชตัวเองมากยิ่งกว่านี้ไม่ได้ก็เพราะเราเองก็พรากสิ่งสำคัญไปจากคนอื่นมากมายเช่นกันแล้วจะมาเรียกร้องความเป็นธรรมอะไรกับโลกใบนี้อีก

                หมอนั่นเป็นแบบนี้เสมอ อ่อนโยนและใจดีไม่ว่ากับใครหรือแม้กระทั่งมารร้ายแบบชั้นเพราะงั้น....ชั้นจึงไม่อยากจะที่หลอกใช้ความใจดีของหมอนั่นอีกแล้วเพราะหากเพียงแค่ถูกสัมผัสเราก็คงต้องโผเข้าไปกอดสึซาคุเอาไว้แล้วร้องไห้ออกมาทั้งที่ใจกำลังคิดถึงโรโล่อยู่อย่างแน่นอน

                แบบนั้นน่ะมันโหดร้ายเกินไป ไม่ว่าเมื่อไรนายก็จะยิ้มให้กับชั้นดุจแสงสว่างอันงดงามซึ่งมันไม่คู่ควรกับชั้นเลยแม้แต่นิดเดียว  ไม่เอาแล้วไม่อยากจะหวังพึ่งความอ่อนโยนของนายอีกต่อไปแล้ว

                ชั้นไม่อยากอ่อนแอ ชั้นอยากจะเข้มแข็งเพื่อไขว่คว้าสิ่งสำคัญของตัวเองกลับคืนมาดังนั้นชั้นถึงได้....พูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป แม้น้ำตาไม่ได้ไหลออกมาแต่ทั้งมือและปากกลับสั่นจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แล้วในตอนนั้นเองที่มีมืออันเรียวเล็กสวมกอดเราจากด้านหลัง เส้นผมสีเขียวยาวทิ้งตัวลงบนไหล่พาดผ่านหน้าอกยามที่เธอวางศีรษะลงบนไหล่ของเรา

                ตาบ้า...ถ้อยคำต่อว่าของเธอฟังดูแผ่วเบากว่าทุกที

                อืม นั่นสินะแต่ว่าถึงจะเป็นแบบนั้นชั้นก็.....

                หลังจากนั้นเรื่องราวก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว โรโล่ถูกพาออกจากห้องนั้นมายังห้องพักพิเศษ แม้จะเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่ไม่กว้างมากนักแต่ก็มีสวนเล็กๆติดอยู่ทำให้สามารถออกไปเดินได้ตลอดเวลา เราไปที่นั่นทุกวันก็เพื่อเล่าเรื่องราวทุกอย่างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวตอนเด็ก รักครั้งแรก วันที่เราได้พบกับสึซาคุและเรื่องราวอีกมากมายที่โรโล่ไม่เคยรู้ เราอยากจะเติมเต็มอดีตทุกอย่างให้กับโรโล่ที่ไม่เคยมีอะไรเลย

                ทุกวันที่ได้พบกันเราจะนั่งลงที่ข้างเตียงกุมมือของโรโล่ไว้แน่นและเล่าเรื่องราวต่างๆออกไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แน่นอนว่าโรโล่ไม่เคยตอบอะไรกลับมา สายตานั้นมักจะมองออกไปข้างนอกหน้าต่างเสมอๆราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างแต่พอเราถามก็ไร้การตอบสนองใดๆกลับมาไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม

                ใบหน้านั้นยังไม่ปรากฏความรู้สึกใดๆจนไม่รู้ว่าเป็นเราหรือโรโล่กันแน่ที่เหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่ในห้องนี้ เราลุกขึ้นมานั่งบนเตียงก่อนจะตัดสินใจยกมือขึ้นโอบร่างกายที่บอบบางนั้นเอาไว้หลวมๆ ร่างกายที่เคยเย็นราวกับศพอบอุ่นขึ้นแล้วเพราะหัวใจที่ยังเต้นอยู่แต่ความรู้สึกที่ให้ยามที่กอดนั้นกลับไม่ต่างไปจากการกอดก้อนน้ำแข็งเลยแม้แต่น้อย

                ทุกวันจะเป็นเช่นนี้เสมอ เราไปหาโรโล่แล้วกลับมาที่ศาลเจ้าคุรุรูงิโดยที่ไม่มีความคืบหน้าใดๆสักนิดเดียวราวกับว่าเราทำได้เพียงปล่อยเวลาไปกับความว่างเปล่าแม้ปากจะบอกว่าไม่ยอมแพ้และจะเฝ้ารอแต่ทำไมกันนะหัวใจถึงได้ตะโกนอยู่ว่ามันไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว...

                เราเก็บงำความรู้สึกนั้นเอาไว้จนกระทั่งวันหนึ่งที่เราจำต้องรับรู้ความจริงที่ตัวเองปฏิเสธมาตลอด

                เวลาผ่านไปนานนับเดือนเรายังคงมาที่นี่และเล่าเรื่องทุกอย่างของตนเองออกไปเพียงแต่เรื่องราวในวันนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายของเราเพราะเรื่องเล่าในวันนี้คือ วันที่จอมมารร้ายลูลูช วี บริทาเนียได้สิ้นชีพลง

                “Zero Requiem...ทั้งที่พี่คิดเอาไว้แล้วว่ามันเป็นทางเลือกที่จะทำให้ทุกคนมีความสุข แต่พี่ก็ทำพลาดไปพี่ลืมไปว่าได้ทำให้หัวใจของคนๆหนึ่งต้องเจ็บปวดไปตลอดกาลกับการสังหารพี่ สุดท้ายพี่ก็แค่หนีเท่านั้นเองสินะ...หนีจากโลกใบนี้และความเจ็บปวดทั้งมวล เป็นเพียงแค่จักรพรรดิทมิฬที่แสนขี้ขลาดและโง่เขลา มิอาจจะเป็นแสงสว่างได้ เพิ่งจะรู้ตัวว่าคำว่าปาฏิหาริย์มันมีไว้เพื่อบุคคลที่อยู่ในโลกแห่งแสงสว่างเท่านั้นเอง

                ความจริงพี่ก็แอบหวังไว้นะว่า ยามเมื่อชีวิตนี้จบลงบางทีพี่อาจจะได้พบกับนายอีกครั้งเพราะงั้นถึงได้คิดจะวิ่งหนีไปจากโลกใบนี้ที่เคยคิดว่าไม่มีนายอีกต่อไปแล้ว

                ดังนั้นพี่ดีใจมากนะที่ยังมีชีวิตอยู่แล้วได้พบกับนายแบบนี้ยกมือขึ้นลูบไล้แก้มสีขาวนุ่มนิ่มอย่างเคยชิน ส่งยิ้มให้เหมือนกับทุกวันที่ผ่านมาก่อนจะนึกถึงสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้

                จริงสิ วันนี้พี่มีของที่จะเอามาให้ด้วยนะ นี่ไงโรโล่ของสำคัญของนายไม่ใช่เหรอสิ่งนั้นมีสีเงินรูปหัวใจสลักรูปใบโกรเวอร์สีทองบนฝาดูแล้วน่ารักราวกับของสะสมของเด็กผู้หญิงแต่ก็เป็นสิ่งที่โรโล่รัก สิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้โรโล่ยึดติดกับเราและการเป็นมนุษย์ เราจับมือของโรโล่กางออกและวางมันลงไปอย่างนุ่มนวล

                ของสำคัญน่ะจะต้องอยู่กับตัวเสมอนะโรโล่อย่าได้เผลอทำมันหลุดมือไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม...

                โรโล่ยังคงมีใบหน้านิ่งเฉยในขณะที่เราสั่งให้ตัวเองยิ้มเข้าไว้ อย่าได้โอดครวญออกมาเพราะขนาดเวลาที่เจ็บปวดโรโล่ก็ยังยิ้มให้เราเลย

                หลายครั้งที่เคยเจ็บปวด สิ่งที่สัมผัสได้คือมืออันแสนอ่อนโยนที่คอยฉุดเราขึ้นมาและก้าวเดินต่อไป มือที่แม้จะเต็มไปด้วยเลือดและบาดแผลที่เราเป็นคนทำไม่ว่ากี่ครั้งมือนี้ก็จะยื่นมาหาเราเสมอ เพื่อเราเพียงคนเดียว รอยยิ้มไม่เคยจางหายไปจากใบหน้าของโรโล่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

                ทั้งห้องเงียบสนิทราวกับรอให้บางสิ่งเกิดขึ้นและสิ่งนั้นก็คือปาฏิหาริย์ที่วอนขอจากสิ่งใดก็ได้ในโลกนี้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตามขอเพียงแค่ใบหน้านั้นได้มีรอยยิ้มอีกครั้ง เราขอเพียงแค่นั้นแต่ทว่า...

                กริ๊ง...

                ได้ยินเสียงบางอย่างที่เรารู้ดีว่าคืออะไรร่วงหล่นสู่พื้นไร้การเหลียวแลจากเจ้าของมันที่ไม่แม้แต่จะหันมามองราวกับว่าไม่เห็นค่าความสำคัญของมันแม้แต่นิดเดียว ทำเพียงแค่มองออกไปยังท้องฟ้าที่ว่างเปล่าเหมือนกับจิตใจโดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ

                ฮะๆ ไม่ได้นะเก็บไว้ดีๆสิโรโล่พยายามที่จะหัวเราะราวกับว่ามันเป็นเรื่องผิดพลาดเล็กๆน้อย เราหยิบสายห้อยมือถือกลับมาวางในมือของโรโล่อีกครั้งพลางมองเข้าไปในดวงตาที่สะท้อนภาพของเราอย่างว่างเปล่าแล้วจึงค่อยรวบร่างนั้นเข้ามากอดเอาไว้

                โรโล่...ตอบพี่สิ...พูดอะไรบ้างสิ...พร่ำร้องเรียกเหมือนดังวันแรกที่ได้พบกันอีกครั้งท่ามกลางหยาดน้ำตา จากวันนั้นที่ผ่านมาไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียวแม้จะกอดไว้แบบนี้ก็ตาม

                ความเจ็บปวดที่เก็บซ่อนเอาไว้เริ่มย่างกรายออกมาสู่ภายนอกในรูปแบบของน้ำตาที่ไหลริน เราผละออกจากร่างบอบบางนั้นแล้ววิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากจะอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว เรากลัว...กลัวความจริงที่อยู่ตรงหน้าแต่ว่าในขณะที่วิ่งออกมาตากห้องเราได้ยินคำพูดหนึ่ง

                นี่รู้มั้ยพี่ชายของเด็กคนนั้นมาเยี่ยมทุกวันเลยล่ะเสียงนั้น..เสียงของนางพยาบาลที่คอยดูแลโรโล่

                เหรอ น่าสงสารจังเลยนะที่ยอมรับความจริงไม่ได้เสียงของนางพยาบาลอีกคนหนึ่งตอบ

                ใช่ ความจริงในฐานะที่เราทำงานนี้ก็ไม่ควรพูดหรอกนะแต่ว่าหมดหวังแล้วล่ะก็เด็กคนนั้นน่ะเคยหยุดหายใจไปแล้วไม่ใช่เหรอแล้วแบบนี้การที่สมองจะกลับมาเป็นปกติแทบไม่มีเลยนะเธอคนนั้นพูดต่อไปเรื่อยๆ โดยที่เราได้แต่กำหมัดแน่นจนเลือดซึม

                น่าสงสารคุณพี่ชายจริงๆที่ยอมรับไม่ได้ว่าน้องตัวเองน่ะตายไปแล้ว เด็กคนนั้นน่ะตอนนี้ก็ไม่ต่างกับตุ๊กตาไม่ใช่เหรอ เฮ้อ...น่าสงสารทั้งพี่ทั้งน้องเลยนะอย่านะ..อย่ามาสงสารชั้น ชั้นไม่ต้องการความสงสารจากพวกเธอ!

                ไม่ว่าใครก็เอาแต่พูดว่าหมดหวังบ้างล่ะ น่าสงสารบ้างล่ะ เอาแต่พูดแบบนี้ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยสักนิด! ไม่เอาแล้ว ไม่อยากได้ยินอีกแล้ว!

                เรารีบวิ่งหนีจากที่แห่งนั้นออกมาอย่างรวดเร็วพออกมาข้องนอกเราก็สั่งให้คนขับรถตรงกลับมาที่ศาลเจ้าคุรุรูงิอย่างรวดเร็ว เพียงแค่ได้กลับมาที่ห้องของตัวเองเราก็ล้มลงทันที ความรู้สึกที่ตนเองปฏิเสธมาตลอดกำลังพุ่งพล่านราวกับคมมีดที่พยายามแทงทะลุออกมานอกหัวใจ เรากุมอกตัวเองไว้แนบแน่นทั้งที่หัวใจก็ไม่เต้นแต่เรากลับยังมีชีวิตอยู่...

                พอที!

                พอได้แล้วถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปปล่อยให้ชั้นตายไปซะเถอะ อย่าได้ทรมาณชั้นด้วยคำว่าการมีชีวิตอยู่อีกเลย

                เรามันทั้งโง่แล้วก็บ้าที่เอาแต่คิดว่าสักวันโรโล่จะกลับมา รู้ดีอยู่แล้วแท้ๆว่าโรโล่คนนั้นน่ะได้ตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงนั้นมันก็เป็นเพียงแค่เศษซากที่ว่างเปล่าเท่านั้นเองแท้ๆ แต่ก็ยังไปหวังว่ามันจะเกิดปาฏิหาริย์

                โลกนี้มันไม่ใช่ละครหรือเทพนิยายอันสวยงามที่ตัวเอกจะได้จบลงอย่างมีความสุขกับคนที่รักเสียหน่อยมันไม่มีปาฏิหาริย์ที่ได้มาเพียงแค่วอนขอเท่านั้นหรอกและถึงแม้จะทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดปาฏิหาริย์แต่ก็ยังมีเรื่องอีกมากมายนักที่ไม่ว่าพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันเกิดสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหิรย์ขึ้นมาได้ เรื่องในคราวนี้ก็เหมือนกัน

                ฮึก...โรโล่....โรโล่...เอาคืนมา เอาโรโล่คืนมา!”กรีดร้องออกมาอย่างไม่อาจจะอดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว ทนยิ้มไปเพื่ออะไร ยอมหนีห่างจากความอ่อนโยนของสึซาคุไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว ชีวิตแบบนี้น่ะมันจะอยู่ไปเพื่ออะไรอีก!

                หากไร้ซึ่งหัวใจก็จะไม่มีความเจ็บปวดแต่ก็ไม่เคยทำได้เลยสักครั้งเดียว  เจ็บกี่ครั้งก็ไม่เคยจดจำ ชีวิตนี้มันสมควรจะจบสิ้นไปเสียที หากสู้ไม่ได้ก็จงหนีอย่าได้ดันทุรังเพราะมันรังแต่จะทำให้เราเจ็บปวดมากขึ้น เคยรู้สึกว่าความคิดแบบนี้มันก็แค่คำแก้ตัวของคนขี้ขลาด แต่ว่าเราในเวลานี้กลับรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง

                นั่นสินะ...แค่หนีไปจากมันก็พอไม่ใช่รึไงกัน.....

                ไม่ต้องทรมาณหรือเจ็บปวด ไม่ต้องเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น ไม่ต้องรับฟังในสิ่งที่ไม่อยากรับฟัง ก็แค่หนีไปให้พ้นจากความรู้สึกแบบนี้เท่านั้นเอง

                แสงสว่างหนึ่งได้สะท้อนเข้าแก้วตา เหลือบมองไปเห็นมีดเล่มเล็กที่อยู่ตรงตะกร้าแอปเปิ้ลสีแดงสด ความรู้สึกบางอย่างในอกกำลังกระตุ้นให้เราหยิบมันขึ้นมาและลงมือใช้มันเชือดเฉือนข้อมือตัวเองหลายต่อหลายครั้ง หยดเลือดสีแดงรินไหลออกมานับไม่ถ้วนแต่ชีวิตนี้กลับไม่ยอมจบสิ้นลง

                เฝ้ามองเลือดที่ไหลออกมาเรื่อยๆจนย้อมให้พื้นเสื่อสีเขียวกลายเป็นสีแดงคล้ำ พอบาดแผลเริ่มสมานตัวเข้าหากันก็กรีดมันลงไปซ้ำๆสร้างบาดแผลขึ้นมาหลายต่อหลายครั้งเพราะอยากจะรู้เหลือเกินว่าหากเลือดในกายไหลออกไปจนหมดเราจะสามารถตายได้รึเปล่า

                เจ็บทุกครั้งที่ใบมีดแหลมคมเชือดเฉือนไปบนเนื้อหนัง กลิ่นคาวเลือดที่ชวนสะอิดสะเอียนลอยเตะจมูกจนน่ารำคาญ แต่ทว่าแม้สิ่งที่ว่าเหล่านี้จะไหลออกไปจากตัวเรามากเท่าไรเราก็ยังคงมีชีวิตอยู่...

                คำว่าอมตะมันคือแบบนี้เองสินะทรุดตัวลงกับพื้นทั้งที่ไม่ได้ไร้เรี่ยวแรงจะยืนแต่เพียงแค่ไม่คิดจะยืนหยัดอีกต่อไป แม้จะรู้สึกว่ามันไร้ประโยชน์แต่ก็ยังคงใช้มีดในมือทำร้ายตัวเองไม่หยุด

                เจ็บปวด...ทรมาณ..อยากจะตายไปซะแต่ก็ทำไม่ได้...

                ไม่ว่าจะทำร้ายตัวเองมากแค่ไหนต่อให้เลือดทั้งกายนี้ไหลรินออกไปจนหมดเราก็ยังคงต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกใบนี้ที่เอาแต่แย่งชิงสิ่งสำคัญไปจากเรามากมาย....

                ทำไมโลกนี้ถึงได้โหดร้ายแบบนี้...

                ตึง!

                ลูลูช!ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรงจนขอบไม้กระบทบผนังเสียงดังคนที่กล้าเปิดประตูห้องของเราโดยพลการก็คงมีหมอนั่นคนเดียว

                สึซาคุ...ได้ยินเสียงหอบดังออกมาจากภายใต้หน้ากากบ่งบอกให้รู้ว่าหมอนั่นตองรีบวิ่งมาหาเราแน่ๆ

                ลูลูชมือของเธอ...พอเห็นบาดแผลของเราร่างสีดำนั่นวิ่งหายไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาพร้อมกับกล่องปฐมพยาบาล หน้ากากถูกถอดออกโยนทิ้งไว้บนพื้นพร้อมกับเสื้อคลุมทันทีที่ประตูถูกปิดทำให้เราได้เห็นใบหน้าที่แสนเจ็บปวดของหมอนั่น

                เธอทำแบบนี้ทำไมสึซาคุถามขณะที่ทำแผลให้เรา น้ำเสียงฟังดูราวกับว่าเป็นคนเจ็บเสียเอง

                ไม่เห็นเป็นไรเลยยังไงชั้นก็ไม่ตายหรอกพอเหลือบมองข้อมือที่ถูกทำแผลแล้วก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้เพราะว่ามันไม่จำเป็นต้องทำแผลเลยแท้ๆ เพียงแค่ปล่อยไว้บาดแผลก็จะหายไปเองจะเหลือก็เพียงความเจ็บปวดที่ไม่ยอมจางหายไป

                คนขับรถโทรมาบอกผมว่าท่าทางของเธอแปลกไปตั้งแต่ออกจากศูนย์วิจัย เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอเมื่อโดนถามเราก็ไม่อยากที่จะตอบ ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงในคำพูดก็ยิ่งทำให้เราไม่อยากจะตอบอะไรกลับไปมากกว่าเดิม

                ไม่มีอะไร

                โกหกสึซาคุสวนกลับมาทันที่ที่เราบอกว่าไม่มีอะไรทั้งยังบีบมือของเราจนแน่น ความอบอุ่นที่แผ่เข้ามาทำให้เราเผลอดึงมือออกอย่างไม่ตั้งใจ

                เธอโกหกผมอีกแล้วงั้นเหรอเสียงของหมอนั่นช่างฟังดูเศร้าสร้อย ตัดพ้อ น้อยใจผสมโกรธเคือง ดวงตาสีเขียวมรกตจ้องเข้ามาในดวงตาเราทำให้เรามองเห็นใบหน้าของตนเองสะท้อนอยู่บนนั้น ใบหน้าที่เห็นคือใบหน้าที่เรียกว่า ความสิ้นหวัง

                ชั้น...ชั้นไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว ใบหน้านั้นตกตะลึงในคำพูดของคนที่เคยบอกว่าอยากมีชีวิตอยู่ แต่เราไม่สนใจ

                ไม่เอาแล้ว โลกแบบนี้น่ะชั้นไม่อยากอยู่อีกแล้วโลกที่โหดร้ายไม่เปลี่ยนไปจากเดิม โลกที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรตัวเราก็จะถูกกลืนหายไปโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้ โลกแบบนี้มันน่ากลัวเหลือเกิน

                ได้โปรดเถอะสึซาคุ จะวิธีไหนก็ได้ช่วยทำให้ชั้นหลุดพ้นจากโลกใบนี้ที นายเคยบอกว่าจะปกป้องชั้นจากความเจ็บปวดไม่ใช่เหรอเอ่ยทวงสัญญาอย่างโหดร้ายกับคนที่แสนใจดี ร้องขอราวกับคนเสียสติ

                เพราะงั้นได้โปรดเถอะสึซาคุฆ่าชั้นที ฆ่าชั้นสิฆ่าชั้น!ใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตาของเราหันไปหาหมอนั่น ตะโกนร้องขอ เว้าวอนในสิ่งที่เคยขอเมื่อครั้งอดีต

                ช่วยฆ่าชั้นที...

                เพี๊ยะ!

                ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปทั่วใบหน้าด้านซ้ายทำให้คำพูดทั้งหมดของเราหยุดนิ่ง ยามที่หันกลับไปมองใบหน้าของคนที่ทำร้ายเรากลับพบว่าใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แลดูทุกข์ทรมาณอย่างน่าสงสารก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ

                ช่วยฆ่าชั้นงั้นเหรอ  อย่ามาพูดบ้าๆนะ!”ดวงตาสีมรกตกำลังสั่นไหวไปด้วยความรู้สึกอันมากมายพร้อมกับเสียงตะโกนที่ดังกึกก้อง

                เธอน่ะแค่ทำร้ายตัวเองยังไม่พอยังคิดจะทำร้ายคนอื่นอีกรึไง!หมอนั่นขึ้นเสียงกับเราอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน เรากุมใบหน้าด้านที่ที่โดนตบแล้วก้มหน้าลงรับฟังคำพูดนั้นอย่างเงียบๆ

                ผมไม่รู้ว่าเธอไปเจออะไรมาแต่การที่เธอคิดได้แค่ว่าอยากตายน่ะมันโหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดเลยสึซาคุยกมือขึ้นอีกครั้งทำให้เราหลับตาลงเตรียมรอรับความเจ็บปวดแต่ว่าสิ่งทีได้รับก็คือการกอดที่แนบแน่น

                เธอสั่งให้ผมทำร้ายเธอแล้วคิดจะหนีไปจากผม เธอจะปฏิเสธผมอย่างที่ผมเคยทำกับเธองั้นเหรอราวกับได้ยินเสียงร้องไห้จากคนที่คิดว่าเข้มแข็งมาตลอด เราคงไม่ได้รู้สึกไปเองใช่ไหมว่ามือที่กอดเราอยู่กำลังสั่นเทาราวกับหวาดกลัว

                ตลอดมาเธอก็เอาแต่หนีผม เธอหนีไปเป็นเซโร่เป็นศัตรูของผม กลายเป็นมารร้ายแล้วสั่งให้ผมฆ่าเธอเพื่อที่จะหนีไปจากผมแล้วมาถึงตอนนี้เธอยังคิดจะหนีจากผมไปที่ไหนอีก....ถ้อยคำที่รวดร้าวกัดกินเข้าไปในหัวใจราวกับน้ำกรดที่สาดลงมาทำให้เริ่มหวนนึกถึงความรู้สึกของสึซาคุเป็นครั้งแรก

                ไม่นะลูลูช ขอร้องอย่าหนีไปจากผม อย่าปฏิเสธผมเลยนะในขณะเดียวกันความรู้สึกที่แสนคดโกงของเราก็เริ่มปะทุออกมาจากอกจนแทบจะผลักไสอ้อมกอดนี้ออกไป

                ชั้นไม่ได้ปฏิเสธนายแต่ว่าชั้นไม่อยากจะหลอกใช้ความใจดีของนายอีกแล้วเพราะแม้ว่าจะอยู่ในอ้อมกอดของนายแต่ชั้นก็ยังเอาแต่คิดถึงเรื่องของโรโล่แบบนั้นน่ะ...มันเป็นการเอาเปรียบนายมากเกินไปไม่อยากใช้ประโยชน์จากความรู้สึกที่สวยงามแบบนั้นเพียงเพื่อจะปลอบใจตนเองอีกแล้ว แต่ทว่าสิ่งที่ได้ยินต่อมากลับทำให้ดวงตาของเราต้องเบิกกว้าง

                ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย...ขอเพียงแค่ให้เธอมีความสุข เธอจะหลอกใช้ผมมากแค่ไหนก็ได้ขอแค่เพียงอย่างเดียว......ได้โปรดอย่าปฏิเสธผมเลยนะเพราะผมไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะฟังคำปฏิเสธของเธออ้อมกอดคลายออกเล็กน้อย เราสองคนได้กลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มของนาย

                เธอยังมีผมอยู่นะ ผมยังอยู่ตรงนี้ไง ถ้ามันเจ็บปวดที่นักที่จะมองความจริงก็มองแค่ผมสิ ลูลูชนิ้วมือนั้นยกขึ้นเกลี่ยเศษเสี้ยวน้ำตาออกไปก่อนจะวางนาบลงบนใบหน้าของเรา  เรามองเห็นสึซาคุยิ้มราวกับว่ามีความสุขที่สุดในโลกยามที่ได้เอ่ยถ้อยคำต่อมา

                ผมรักเธอ...เพียงถ้อยคำเดียวที่ราวกับจะสามารถหยุดความเศร้าโศกทุกอย่างไปได้ทั้งหมด คำบอกรักที่เคยเฝ้ารอมานานกับความรู้สึกที่เก็บลึกอยู่ในอกกำลังครอบงำหัวใจและร่างกายของเราจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยนามอันคุ้นเคยออกไป

                สึซาคุ...

                ใช่แล้วลูลูช เรียกชื่อผมอีกสิเป็นอีกครั้งที่เผลอไผลไปกับมือที่อ่อนโยน เราเอื้อมมือโอบรอบคอหมอนั่นเอาไว้แน่นปลดปล่อยให้ความรู้สึกต่างๆนำพาร่างกายไปตามที่มันปรารถนา

                สึซาคุ...สึซาคุ...สึซาคุร้องเรียกราวกับกำลังร่ำไห้กลับมาเป็นเพียงลูลูชที่แสนอ่อนแอดังเมื่ออดีตที่เคยเอ่ยวอนขอการผูกมัดจากใครคนหนึ่ง

                สึซาคุ...กอดชั้นที....มันช่างเป็นคำขอที่น่ารังเกียจจริงๆ ในตอนนั้นเราได้ลืมตัวกับมือที่อ่อนโยนของสึซาคุ เรียกร้องในสิ่งที่ปรารถนาไม่ใช่ทางกายหากแต่เป็นจิตใจ มันคือ ความรัก

                สึซาคุพยักหน้าและก้มลงจูบเราอย่างอ่อนโยน ร่างของเราทั้งคู่เอนลงบนพื้นเสื่อสีเขียวในห้องทาบทับลงบนกองเลือดสีคล้ำที่ต่างคนก็ไมได้นึกรังเกียจ จวบจนกระทั่งเสื้อเชิ๊ตสีขาวที่ถูกย้อมด้วยสีแดงของเราถูกปลดอย่างช้าๆจึงได้นึกขอบคุณที่รอบกายนั้นมืดสนิทมีเพียงแสงจันทร์อ่อนๆที่เฉิดฉายอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ได้ยินเสียงเรียกชื่อเราพร้อมกับร่างกายเปลือยเปล่าที่ถูกสัมผัส ทุกครั้งที่ถูกสัมผัสร่างกายก็จะตอบรับอย่างที่เคยเป็นมาเมื่อครั้งอดีต เราสองคนกำลังย้อนกลับไปในวันวานที่เคยร่วมผ่านมาด้วยกัน วันคืนที่ต่างฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความหอมหวานของรสจูบ พร่ำเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่รู้เบื่อ โอนอ่อนตามไปกับสัญชาติญาณทางร่างกาย

                ลืมสิ้นซึ่งทุกสิ้นทุกอย่างมองเห็นแต่เพียงใบหน้าที่โน้มเข้ามาชิดใกล้ใบหูเอ่ยคำรักซ้ำไปซ้ำมาจนกระทั่งหัวใจกำลังลบเลือนใบหน้าของใครบางคนออกไปอย่างไม่รู้ตัว....

 

                ที่นี่......

                ยามที่รู้สึกตัวรอบข้างก็มืดสนิทและเงียบสงัดจนราวกับว่าได้เหลือตนเองอยู่เพียงลำพังบนโลกใบนี้ รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่อยู่ในมือพอหยิบมันมามองแสงสีเงินก็สะท้อนกับแสงจันทร์เข้ามาในดวงตาก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วเอื้อนเอ่ยถ้อยคำหนึ่งออกมา

                พี่ครับ...

################################################
TBC.



ภาพประกอบค่ะ

ส่วนหน้าตาโรโล่ในตอนนี้ก็ประมาณนี้เลยค่ะ


อัพเสร็จก็ได้ทีวิ่งค่ะเล่นหย่อนระเบิดทิ้งไว้แล้วหาย
ขอคอมเม้นต์เป็นกำลังใจไปสอบหน่อยนะคะพรุ่งนี้สอบวันสุดท้ายแล้ว
ตอนนี้อยากบอกว่าสุคะแนนนำโด่งเลยค่าแต่เรื่องยังไม่จบนะคะเราเพราะลูลูชยังไมไ่ด้เลือกใครทั้งนั้น แค่ตอนนี้กำลังเสียใจแล้วสึซาคุก็อยู่ด้วยค่ะเหมือนกับว่ากำลังอ่อนแอต้องการคนปลอบใจอย่าเกลียดน้องลู่กันนะคะ
เอาล่ะได้เวลาก็ขอ..เผ่นล่ะค่า!!!!!!!
ปล.เช่นเดิมค่ะเม้นตืเยอะคนอัพจะอัพเร็ว
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #246 tandty321 (@tandty321) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2555 / 09:05
    เจ๋วสุดยอดอ่าค่าาา

    ถ้าไม่มีภาพประกอบนี่จะนึกภาพไม่ออกเลย  ต้องขอบคุณในส่วนนี้มากๆๆๆๆ

    ...

    ปล. สนุกเหมือนเดิมเลยขอรับ
    #246
    0
  2. #234 tvxq5forever (@tvxq5forever) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 กันยายน 2555 / 18:05
    โรโล่ฟื้นแล้ว~~~ตอนจบต้องเศร้าแน่ๆเลยยยย~~
    #234
    0
  3. #217 YoNgヨンヨン^^ (@winfinite) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 08:26
    โอ้วววว กริ๊ดดด!!!O[]O(?)<br />
    มีฉากเอ็นซีให้อ่านใหม~(ร้องเรียกหาเอ็นซี//โดนถีบกระเด็น)<br />
    แง่ง! ล้อเล่นน่า-3- ว่าแต่โร่โล่มาแล้วใช้มั้ย เซอร์ไพร์ช~!!!!(?)<br />
    ไปอ่านตอนต่อไปแล้วล่ะ>< บายยย~บี~
    #217
    0
  4. #211 N@MT[]N (@parron) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 เมษายน 2555 / 22:21
    สงสารลู่ T T
    #211
    0
  5. #159 maney (@canival) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2553 / 17:49
    เอิ้กๆ สุลู่จงเจริญ
    #159
    0
  6. #151 ม่านทราย (@pixxy-pix) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2553 / 21:02
     ฮือๆๆโลโร่จัง(?)TT
    #151
    0
  7. #80 DevilKamui (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 เมษายน 2552 / 09:07
    -_-โร่คุง....

    เธอจ่ามาแย่งลู่ปายจากสุเรอะ>O<~
    #80
    0
  8. #44 หลีเองสาว (@kul_lee-eng) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2552 / 01:03

    >.<อดเม้นท์ไม่ได้แล้วว 
    ลู่จังไม่ได้เกลียดซักติ้ด อีกอย่างเรานับถือสุxลู่น้าาาาา>w< อ่านไปมีความสุข ลัลล้าๆๆ

    #44
    0
  9. #15 จอมโจรราตรี (@my-hope) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2551 / 17:25
    รีบมาอัพนะคะ
    #15
    0