[Code Geass Fanfic]The Last and After Story (Yaoi)

ตอนที่ 9 : Envy?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    31 ม.ค. 52

Part 8 : Envy?

คืนนี้เขาก็มาอีกแล้ว...

ร่างหนึ่งในชุดคลุมที่แสนคุ้นตาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับนั่งลงข้างเตียงโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของห้อง ก่อนจะเริ่มต้นทักทายด้วยน้ำเสียงท่าทางสบายๆ

"ไง"เขาทักทายสั้นๆแค่นั้น

"มีอะไรอีกล่ะครับ"ผมมองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจแต่ดูเหมือนเขาจะไม่ใส่แม้แต่น้อย

"ก็เปล่า"แม้แต่คำตอบยังสั้นจนจับใจความแทบไม่ได้ มันกำลังทำให้ผมไม่พอใจ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกละก็ผมไม่พอใจตั้งแต่เขาเดินเข้ามาในห้องแล้วด้วยซ้ำ

"ถ้ามีเวลาว่างขนาดนี้เอาไปบริหารประเทศดีกว่ามั้งครับ"พูดจบผมก็เอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิทานบนโต๊ะข้างเตียงมาอ่าน พยายามที่จะไม่สนใจเขา

"หึ ปากร้ายจริงนะเธอเนี่ย"เขาหัวเราะเบาๆ แม้ใส่หน้ากากอยู่แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขากำลังยิ้มอยู่แน่ๆแต่ยิ้มแบบไหนผมก็ไม่รู้ บางทีเขาอาจจะสนุกที่ได้ต่อปากต่อคำกับผม

แต่ว่ามันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?

"ก็ยังดีกว่าคนไม่รู้จักเวล่ำเวลาล่ะครับ มาซะดึกได้ทุกคืนๆมันรบกวนผมนะครับ"อย่าสนใจๆ ผมพยายามเตือนตัวเองแต่ก็อดจะสวนกลับไม่ได้

"ที่เธอพูดนี่ต้องการจะบอกให้ชั้นมาตอนกลางวันหรือไม่อยากให้ชั้นมาล่ะ"

"คุณก็รู้อยู่แก่ใจนี่ครับ"คนๆนี้ยอกย้อนเก่งจริงๆ

"งั้นเหรอ ถ้างั้นชั้นขอคิดว่าเธออยากให้ชั้นมาตอนกลางวันก็แล้วกัน"ตอนนี้ผมรู้สึกว่าความอดทนของผมกำลังหมดลงทีละนิดๆกับคำพูดเข้าข้างตัวเองสุดกู่แบบนั้น

"คิดเข้าข้างตัวเองเหลือเกินนะครับ"

"คนเราถ้าไม่คิดเข้าข้างตัวเองแล้วจะให้คิดเข้าข้างใครที่ไหนล่ะแล้วเธอก็เป็นคนบอกให้ชั้นคิดเองนะ"ใจเย็นๆโรโล่ ผมเตือนตัวเองก่อนจะวางหนังสือนิทานลงเพราะกลัวจะเผลอขว้างมันใส่คนที่นั่งอยู่ข้างเตียงเข้า

"คุณบอกมาเลยดีกว่าว่าคุณต้องการอะไรคงไม่ใช่แค่มาหาเรื่องกวนอารมณ์ผมทุกคืนหรอกนะ ถ้าว่างขนาดนั้นก็ไปอยู่ข้างๆพี่ลูลูชสิ"เพราะมันคือสิ่งที่ผมทำไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะได้ออกไปจากที่นี่ จนกว่าจะถึงเวลานั้นผมจึงไม่อาจอยู่ข้างกายพี่ลูลูชได้ตลอดเวลา มันช่างน่าโมโหจริงๆทั้งที่เขาก็ทำได้แท้ๆแต่กลับไม่ทำมาหาผมแทบทุกคืนเพื่อกวนอารมณ์ของผมปล่อยให้พี่ลูลูชต้องอยู่คนเดียวแล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมโกรธได้ยังไงกัน อยากให้รู้เสียบ้างว่าผมอิจฉาเขามากแค่ไหน

"พูดมาแบบนั้นแน่ใจแล้วเหรอทั้งๆที่เวลาชั้นอยู่ข้างๆพี่ชายของเธอ เธอก็ทำหน้าเหมือนจะลุกขึ้นมาบีบคอชั้นแบบนั้นน่ะ ความจริงเธอก็แค่เอาเรื่องที่ตัวเองไม่พอใจมาพาลใส่ชั้นเท่านั้นแหละ"เขาพูดเรียบๆแต่กลับจุดประกายความโกรธของผมขึ้นมา

"ไม่ใช่! ผมเกลียดคุณก็เพราะคุณไม่เคยทำในสิ่งที่พี่ลูลูชต้องการเลย!"ผมเผลอตวาดเสียงดังออกไปอย่างเผลอตัว พอรู้ตัวผมจึงรีบหันหน้าหลบทันที ผมเหลือบเห็นเขายกมือขึ้นมาจึงรีบหลับตาเพราะคิดว่าเขาคงจะตบหน้าผมแต่ว่า...

มือของเขาวางลงบนหัวของผมเบาๆก่อนจะลูบไปมาอย่างอ่อนโยนจนรู้สึกได้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่น ทำไมกันล่ะทั้งที่ผมบอกว่าเกลียดเขาแท้ๆแต่กลับไม่ว่าผมสักคำแล้วยัง...

ผมเงยหน้าขึ้นมองเขาซึ่งตอนนี้เขากำลังถอดหน้ากากออกแลเห็นเส้นผมสีน้ำตาลและดวงตาสีเขียวสวยที่ทอประกายอบอุ่นแบบเดียวกับพี่ลูลูช เขากำลังยิ้มให้ผมและยังคงลูบหัวผมไปมา

"เมื่อก่อนชั้นก็เป็นแบบเธอ เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นไม่เคยรับฟังอะไรทั้งนั้นจนกระทั่งทำร้ายคนสำคัญของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง แต่ว่าชั้นจะไม่ขอให้เธอเข้าใจชั้นหรอกนะเพราะมันไม่จำเป็นต้องมีใครเข้าใจ เธอยังเด็กนักค่อยๆคิดไปก็ได้อย่าใจร้อนเวลายังมีอีกมาก"พูดจบเขาก็ลุกขึ้นหยิบหน้ากากมาสวมและลุกขึ้นเดินเปิดประตูแต่ก่อนที่เขาจะออกไปก็ได้พูดทิ้งท้ายเอาไว้

"จริงสิเมื่อก่อนชั้นอาจจะไม่ค่อยชอบเธอแต่ว่าชั้นก็ไม่ได้เกลียดเธอหรอกนะ"แล้วประตูก็ปิดลง แต่อะไรบางอย่างในหัวใจของคนที่อยู่ในห้องกลับตรงข้าม

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องพูดแบบนี้  ดวงตาของเขาตอนที่พูดนั้นช่างดูเศร้าสร้อย สายตาแบบเดียวกับพี่ลูลูช ทั้งที่ยิ้มแต่เหมือนกับร้องไห้ นึกเกลียดตัวเองเหลือเกินที่ไม่เคยรู้อะไรเลย ได้แต่เฝ้ามองจนกาลเวลาล่วงเลยไปโดยที่ไม่อาจเข้าใจอะไรได้แม้แต่นิดเดียว

"แล้วถ้าไม่มีใครพูดอะไรซักคนแล้วผมจะเข้าใจได้ยังไงกัน"

ไม่ว่าใครต่างก็มีความลับ

ไม่ว่าใครต่างก็ไม่เคยพูดออกมา

แล้วแบบนี้ต่อให้ผมคิดเท่าไรมันก็คงไม่ได้คำตอบ

เพียงแค่คำง่ายๆอย่าง"ความเข้าใจ"นั้นช่างเป็นสิ่งที่ได้มายากเหลือเกิน

-------------------------------

หึ...

ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของเด็กคนนั้นเวลาที่ต่อปากต่อคำกับผมแล้วก็อดที่จะขำไม่ได้ ท่าทางที่ราวกับเด็กเล็กๆ คำพูดที่สื่อออกมาได้โดยตรงกับความปากร้ายนั่นทำให้เด็กคนนั้นดูน่ารักน่าเอ็นดูได้อย่างประหลาด ถ้าจะให้พูดก็คงคล้ายๆกับลูกแมวที่แสนดื้อรั้นแต่พอได้อยู่กับคนที่รักก็จะกลายเป็นลูกแมวขี้อ้อน

น่าแปลกที่ผมกำลังรู้สึกสนุกที่ได้พูดคุยกับเด็กคนนั้น ทุกครั้งที่ได้คุยมันทำให้ผมได้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งของเด็กคนนี้ไม่ใช่เพียงแค่เท่าที่ตาเห็น แม้มันจะไม่ได้ลึกลงไปในจิตใจก็ตาม มันคล้ายกับความท้าทายที่ห่างหายไปนานจนเราอดไม่ได้ที่จะต้องมาที่นี่ทุกคืน

ความจริงผมก็แอบนึกสมเพชตัวเองเหลือเกินที่ใช้เด็กคนนี้เป็นเครื่องมือฉุดรั้งลูลูชเอาไว้ให้อยู่ข้างกาย ทั้งที่เคยอยากให้ลูลูชได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแต่ก็ไม่อาจจะปล่อยไปได้ รู้ตัวดีว่าตนเองเพียงคนเดียวไม่อาจจะรั้งลูลูชเพราะถ้าผมทำได้วันที่ผมต้องลบเลือนตัวตนของตนเองก็คงจะมาไม่ถึง

ในวันที่ลูลูชและเราได้ทำสัญญากันในวันนั้นเราก็ได้รู้แล้วว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะสามารถห้ามลูลูชเอาไว้ได้อีกแล้ว

ลูลูชเตรียมใจที่จะตายเยี่ยงทรราชอย่างไร้ซึ่งเกียรติ ยอมที่จะโดนชิงชังไปตลอดกาลเพื่อล้มล้างบาปที่ตนเองทำและสร้างโลกที่ตนเองต้องการขึ้นมา

โลกที่ทุกคนอยุ่อย่างมีความสุขของลูลูช ผมเองก็อยากจะได้มันมาเช่นกันแต่มันต้องไม่ใช่การเสียสละที่แสนยิ่งใหญ่และน่าเศร้าของลูลูช แม้จะแค้นเพียงใดแต่ก็รักมากเกินกว่าที่จะปล่อยไป โลกที่ไม่มีลูลูชอยู่นั้นสำหรับผมแล้วมันก็แค่กรงที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมเท่านั้น

ถูกโอบกอดด้วยหนามแหลมที่ยิ่งวิ่งหนีมันก็ยิ่งตามมา แม้อยากตายแต่ก็ถูกเถาวัลย์หนามที่เรียกว่าหน้าที่ดึงรั้งและกระชากกลับมาจากนรกเข้าไปภายในกรง สมแล้วที่ลูลูชบอกว่ามันคือ บทลงโทษ

ช่างเป็นบทลงโทษที่เจ็บปวดจริงๆ

มันทำให้จนถึงตอนนี้ผมยังสงสัยอยู่ว่าในใจของลูลูชนั้นยังมีคำว่า"รัก"ให้ผมอยู่บ้างไหม ผมอาจกล้าที่จะบอกว่ารักลูลูชแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะขอความรักจากลูลูช ไม่เหมือนกับเด็กคนนั้น

เด็กคนนั้นสามารถพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการได้และทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่นอย่างที่สุดจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต ถ้าเมื่อก่อนผมสามารถเชื่อมั่นในตัวลูลูชได้แบบเด็กคนนั้นก็คงดี

หากท้องฟ้าสีรัตติกาลที่ผมเห็นอยู่นี้คือลูลูชแล้วละก็เด็กคนนั้นก็คงจะเป็นดวงดาวที่เคียงคู่ท้องฟ้าแห่งราตรีกาลและหลบซ่อนอยู่ใต้เงาแห่งตะวันรอให้ค่ำคืนมาบรรจบอีกครั้ง เคียงคู่กันตลอดเวลาไม่เคยห่างไปไกลแม้ยามนี้ดวงดาวนั้นจะไร้ซึ่งความทรงจำก็ตาม

ความทรงจำที่เลือนหายไปไม่ได้ลบความรู้สึกของเด็กคนนั้นออกไปเลย เขาสามารถสนิทกับลูลูชได้อย่างรวดเร็วทั้งที่นิสัยของเด็กคนนั้นไม่ใช่คนที่จะสนิทกับใครได้ง่ายๆ ผมเชื่อว่ามันคงเป็นส่วนหนึ่งในจิตใต้สำนึกที่ร่ำร้องบอกความรู้สึกของตนเองออกมาโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นพอผมได้คุยกับเด็กคนนี้แล้วผมจึงรู้ว่าไม่จำเป็นต้องบอกให้เขาทำอะไรทั้งนั้น มันไม่จำเป็นเลย

เด็กคนนั้นรู้ดีว่าตนเองควรทำตัวแบบไหนเพื่อให้ลูลูชสามารถยิ้มได้ สิ่งที่ผมควรทำตอนนี้ก็คือการเตือนสติและคอยระวังไม่ให้เขาเป็นแบบผม

แต่ว่าผมยังไม่ยอมแพ้หรอกนะ

คิดได้เช่นนั้นผมก็เริ่มออกเดินหลังจากที่ยืนพิงประตูห้องอยู่นาน ไม่ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร จะเกิดอะไรขึ้นผมก็จะทำในสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้เพื่อให้ลูลูชนั้นสามารถยิ้มได้จากหัวใจอย่างแท้จริง

"แต่ว่าเราเองก็ยังคงอิจฉาเด็กคนนั้นอยู่สินะ..."

-------------------------------

น่าแปลก...

ทั้งที่ทุกอย่างมันเหมือนเดิมเวลาที่เรามาเยี่ยมโรโล่ โรโล่ยิ้มอย่างมีความสุขขณะเดียวกันก็หันมองสึซาคุด้วยความไม่พอใจ เพียงแต่เรากลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวของสองคนนี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันดูสบายๆมากขึ้นสายตาของสึซาคุจะเป็นยังไงเราไม่รู้แต่สายตาของโรโล่ดูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดจนเราอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ แต่พอเราหันไปมองสึซาคุก็เดินออกไปที่สวนเสียแล้วเราจึงหันมายิ้มให้โรโล่เหมือนทุกวัน

"ไงโรโล่ วันนี้พี่เอาหนังสือนิทานเล่มใหม่มาด้วยนะ"

"จริงเหรอครับ"ใบหน้านั้นทอประกายดีใจเอาไว้ก่อนจะรับหนังสือไปเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว

เราคงคิดไปเองจริงๆ แต่ว่าทำไมความรู้สึกของเราถึงบอกว่ามันไม่ใช่กันนะ

ลางสังหรณ์มันกำลังร่ำร้องเรียกหาความจริงที่ไม่ใช่เราเป็นคนคิดขึ้นมาเอง จุดประกายความอยากรู้ของเราขึ้นมา

"เดี๋ยวพี่ขอตัวเดี๋ยวนะ"โรโล่พยักหน้ารับรู้โดยที่ไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือนิทานก่อนจะพลิกหน้าต่อไปอ่าน เราเดินออกไปที่สวนนอกห้อง สึซาคุกับยืนมองท้องฟ้าสลับกับก้มลงมองดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆที่อยู่บนพื้นหญ้า

"ดูอะไรอยู่งั้นเหรอ"เราถามด้วยรอยยิ้ม

"เปล่าหรอก ชั้นก็แค่มองไปเรื่อยเปื่อยน่ะ ว่าแต่นายมีอะไรเหรอ"เราสูดลมหายใจเข้าลึกเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากถามออกไป

"เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอระหว่างนายกับโรโล่"ความเงียบกลับกลายเป็นคำตอบ หมอนั่นตอบเราไม่ได้หรือไม่ยอมตอบกันแน่นะ

"บางทีชั้นอาจจะคิดไปเองนะ โรโล่ยังมีท่าทีเหมือนเดิมคือเย็นชากับนายแต่ชั้นก็เห็นนะว่าสายตาที่เค้ามองนายมันต่างไปจากเดิมนิดหน่อย"มิใช่แค่ความเย็นชาแต่มันคล้ายกับสนใจและใคร่รู้

"และนายเองก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน แม้จะใส่หน้ากากอยู่แต่ชั้นกลับรู้สึกว่านายเองก็ไม่ได้มีท่าทีไม่ชอบใจโรโล่อยู่อีกแล้ว"เสียงของเราเริ่มสั่นนิดๆ มันเจือด้วยความไม่พอใจ แต่เรากำลังไม่พอใจใครงั้นเหรอ

"ลูลูชชั้นว่านายคงคิดไปเองมากกว่า"ชั้นก็อยากให้มันเป็นแบบนั้นนะสึซาคุแต่ว่า...

"งั้นนายลองตอบชั้นทีสิว่าทุกคืนที่นายหายไปน่ะ นายไปไหนมางั้นเหรอ"ชั้นรู้มาตลอดตั้งแต่คืนแรกที่นายปล่อยมือจากชั้นและเดินออกไป ตอนแรกชั้นก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่หลังจากนั้นทุกคืนนายแทบจะไม่มาหาชั้นอย่างที่เคยทำ บางคืนที่นายกอดชั้นพอชั้นตื่นขึ้นมากลางดึกข้างกายชั้นก็ไม่มีนายอยู่อีกแล้ว

"นายรู้งั้นเหรอ"ถ้าให้ชั้นเดาตอนนี้นายกำลังตกใจอยู่สินะ

"ใช่ ชั้นรู้แต่บางทีชั้นคงหลอกตัวเองว่ามันไม่มีอะไร"พยายามทำให้ตัวเองเชื่อว่ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น บางทีนายอาจจะมีธุระด่วนที่ต้องรีบจนไม่ได้บอกชั้น ที่นายไม่มาหาชั้นเหมือนอย่างเคยอาจจะเพราะกำลังทำเพื่อประเทศนี้ แต่กระนั้นชั้นก็ยัง...

ความรู้สึกนี้มันไม่ควรมีแท้ๆ ทั้งที่ตอกย้ำตัวเองนับร้อยพันครั้งว่าเราสองคนไม่ใช่คนรักกัน ไม่เคยมีอะไรผูกมัดเราสองคนเอาไว้ นายจะสนใจใครชั้นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามเพราะนายไม่ใช่ของชั้นและชั้นก็ไม่ใช่ของนาย

"คนเรามักจะรู้ถึงคุณค่าของบางสิ่งยามเมื่อกำลังจะสูญเสียมันไปสินะ"เหมือนอย่างที่นายเคยพูดในวันที่ชั้นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งแต่กว่าจะรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้วทุกที แต่คราวนี้มันยังไม่สายเกินไป ชั้นจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น 

คราวนี้ต่อให้สูญเสียมันไปชั้นก็จะยิ้มออกมาให้ได้

หมอนั่นนิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรทั้งยังก้มหน้าลงเหมือนยอมรับอยู่กลายๆ เราแค่นยิ้มหัวเราะอย่างขมขื่นและเดินไปไปมาเหมือนไม่ได้ใส่ใจในสิ่งที่พูดเท่าใดนักราวกับกำลังเล่านิทานอันแสนสนุกอยู่ นิทานเด็กที่ทุกอย่างจะต้องจบลงอย่างมีคสามสุข...

"แต่ว่านะสึซาคุ ชั้นไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว"พอกันทีกับความเห็นแก่ตัวอันไม่สิ้นสุด ชั้นจะเอาแต่พึ่งพิงความใจดีของนายตลอดไปไม่ได้อีกแล้ว

"ถ้าหากว่าสิ่งนั้นมันอยากจะหายไปชั้นก็จะปล่อยมือจากมันซะ"จะไม่รั้งเอาไว้เพื่อตัวเองดั่งเช่นที่เคยทำ เพระาการฝืนให้อยู่ด้วยกันก็รังแต่จะเจ็บปวด

"นี่สึซาครู้มั้ย บางทียามเช้าของชั้นมันคงมาถึงแล้วล่ะ"ถึงเวลาที่จะต้องลืมตาตื่นจากมายาแห่งความฝัน เลิกหลงมัวเมาในความสุขที่ไม่ยั่งยืน หากอยากจะได้ก็จำต้องไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง

เราหลับตาลงหวนนึกถึงวันคืนที่ผ่านมา ทั้งที่คิดว่าตัวเองมีความสุขแต่ก็ทรมาณ อยากจะปลดปล่อยตัวเองออกจากพันธนาการนี้เสียทีเพราะว่าตัวเราแท้จริงแล้วหวาดกลัวต่อความเจ็บปวด

"ลูลูช..."น้ำเสียงเรียกชื่อที่แผ่วเบามาพร้อมกับแขนสองข้างที่โอบกอดเราเอาไว้แล้วเอื้อนเอ่ยคำขอโทษออกมา

"ขอโทษนะ ชั้นขอโทษ"

"นายนี่บ้าจริงๆจะมาขอโทษชั้นทำไมกัน คนที่ทำร้ายจิตใจนายน่ะมันชั้นต่างหากล่ะ"เราอยากจะยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ออก น้ำตาเองก็ไม่ได้หลั่งไหลออกมา ความรู้สึกของเราที่พูดออกไปคืออะไร น้อยใจ เสียใจ โกรธหรือว่า...

เราสองคนต่างยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น สึซาคุเอ่ยขอโทษซ้ำไปซ้ำมาส่วนเราก็เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆในอ้อมกอดของสึซาคุ ไม่รู้ว่าตอนนั้นเราเสียใจรึเปล่านะที่เหมือนกับว่าภาพของเราในสายตาของสึซาคุดูจางลงไปเล็กน้อย แม้ว่านอกจากเราแล้วในสายตาของหมอนั่นจะไม่มีคนอื่นอยู่ก็ตาม

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าความรู้สึกแบบนี้ของเราจะเกิดขึ้น ความรู้สึกไม่พอใจที่เรียกว่าว่า"ความริษยา" เรากำลังอิจฉาใครกันนะ นี่เรานั้นปันหัวใจไปให้ใครกันแน่ แต่มันก็ไม่สำคัญอีกแล้วเพราะตั้งแต่คืนที่สึซาคุปล่อยมือจากเรา เราก็ได้ตัดสินใจที่จะไม่รั้งเอาไว้อีกแล้ว หากอยากจะไปก็จะไม่ห้าม จะยืนส่งด้วยรอยยิ้มแล้วบอกว่า ลาก่อน แม้มันจะเป็นคมมีกที่กรีดลงบนหัวใจของเราเองก็ตาม

ได้ยินอีกแล้ว..

เสีบงของบางสิ่งบางอย่างกำลังแตกร้าว

รอยแตกกำลังขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่อาจหยุดยั้งเอาไว้ได้

เหมือนดังที่หัวใจของเราในเวลานี้กำลังกรีดร้องออกมาอย่างเงียบงัน

--------------------------------------
มาแล้วค่ากับตอนชวนปวดหัวจนขนาดคนเขียนยังอยากซัดพารา(เพราะมันเขียนไม่ออก /me โดนเสย)

ตอนนี้ต่างคนความรู้สึกเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เริ่มเข้าใจและสับสนในตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่ โรโล่ยังไม่เท่าไหร่แค่เริ่มแปลกใจและสงสัยประมาณว่าสึซาคุมีจุดประสงค์อะไรถึงมาหาตนเอง แต่หลังจากโดนรังสีคนดี๊คนดีของสึซาคุเข้าไปเลยเริ่มลดกำแพงลงมาหน่อยนึงไม่ถึงขนาดเห็นหน้ากันไม่ได้ เหมือนเมื่อก่อนแถมมองสึซาคุดูดีขึ้นเล็กน้อย

ส่วนสึซาคุเริ่มมองเห็นอีกด้านหนึ่งของโรโล่ซึ่งถ้าจะให้พูดแล้วทุกคนที่อยู่กับสึซาคุจะแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมามาก อย่าลูลูชที่ทำตัวดูเข้มแข็งและมีความสุขต่อหน้าโรโล่พออยุ่กับสึซาคุก็จะแสดงความอ่อนแอออกมาในขณะเดียวกันโรโล่ที่ยิ้มอย่างไร้เดียงสาจะแสดงความแข็งกร้าวออกมาเมื่ออยุ่กับสึซาคุ จะว่าเป็นที่ยอมรับหรืออะไรดีเนี่ยสึซาคุ - -" ส่วนด้านความรู้สึกที่มีให้โรโล่ยังคงเอ็นดูอยู่ค่ะแล้วก็รู้สึกสนุกที่ได้แกล้งให้โรโล่แสดงความรู้สึกออกมา(เราจะไม่ทรยศคนอ่านถ้าไม่จำเป็นค่า /me โดนเสยรอบสอง)

คนสุดท้ายนี่ปวดหัวสุดค่ะมาเจอสึซาคุไปหาโรโล่ทุกคืน เจ้าตัวแน่ใจว่าไม่น่ามีอะไรเกินเลย แต่ถ้าถามว่าหึงมั้ย คำตอบคือหึงค่ะแต่มันหึงแบบซับซ้อนพอควรแบบว่านี่เราหึงคนไหนเนี่ย แถมไม่รู้จะเอาไปลงกับใครดีเจ้าตัวเลยตัดสินใจปล่อยวางค่ะ เพราะพอสึซาคุเริ่มห่างไปบ้างก็เลยเริ่มคิดได้ว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ถ้าหากล้มลงก็ต้องลุกขึ้นด้วยตัวเองไม่อาจจะให้ใครคอยช่วยได้ตลอด แต่ลู่เองก็สับสนนะคะเพราะเอาจริงๆก็รักทั้งคู่อยากอยู่เคียงข้างกับอยากให้อยู่เคียงข้าง ขณะเดียวกันก็โทษตัวเองว่าเห็นแก่ตัวเลยอยากจะปล่อยมือค่ะ ลูลูชพยายามจะปล่อยมือแต่สึซาคุก็รั้งเอาไว้ลูลูชเลยต้องสับสนอีกครั้งว่าแบบนี้ดีแล้วงั้นเหรอ

พล่ามเพ้อเจ้อพอแล้วก็สาดรูปค่ะ
รูปแรกความรู้สึกของลูลูชที่มีต่อสึซาคุในเวลานี้


เรียกได้ว่าลูลูชเริ่มที่จะมีระยะห่างจากสึซาคุค่ะ แต่ยังไม่ร้าวฉาน(มาก)น้า
ต่อไปก็เป็นความรู้สึกที่ลูลูชมีต่อโรโล่ในตอนนี้ค่ะ

ทัง้คู่ยิ้มให้กันพูดคุยกันแต่กลับหันหลังให้แก่กัน ปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้โดยไม่รู้ตัว
(ความจริงภาพนี้มันออกจะอบอุ่นนะแต่เราเล่นเอามาดาร์กซะ กร๊ากกกกก)
ส่วนภาพสุดท้ายไม่มีอะไรค่าเราแค่เซอร์วิส(ตัวเองอีกแล้ว)เท่านั้นเอง แบบว่าน้องโล่กางเกงขาสั้นน่ารักมาก(เห็นแล้วอยากลากเข้าบ้านค่า)

จุดศูนย์กลางจากที่เคยเป็นลูลูชตอนนี้เริ่มเคลื่อนมาเป็นโรโล่แทนแล้วค่ะ แต่มันจะเคลื่อนที่ไปมากแค่ไหนต้องติดตามชมค่า!
ปล.ภาพสามคนนี้อยู่ด้วยกันหายากจริงๆ ยิ่งสุคู่กับโล่นี่อย่าหาเลยในเรื่องสองคนนี้เจอหน้ากันนี่นับครั้งได้เลย

Edit - มาแก้คำผิดแล้วนะค้า
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

260 ความคิดเห็น

  1. #238 tvxq5forever (@tvxq5forever) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กันยายน 2555 / 16:25
    รูปสุดท้ายเหมือน พ่อแม่ลูกเลยอ่า~~~>///<
    #238
    0
  2. #221 YoNgヨンヨン^^ (@winfinite) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 / 09:34
    มองไปดูวันที่ไรท์อัพ...( ' ')....
    วันเกิดเรานิหว่า=w="" ตอนนี้ปี55แล้ววว
    ตอนนั้นปี52อยู่เลยยยย=w=
    #221
    0
  3. #204 fareya (@flear) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 มีนาคม 2555 / 11:12
    ภาคีย์ดำๆ ไม่มีบท 555+
    #204
    0
  4. #163 maney (@canival) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2553 / 18:08
    อย่าร้าวฉานกันเลยนะะะะะะ
    #163
    0
  5. #43 Gin (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 มกราคม 2552 / 20:20
    ลู่ อย่าซึนซิลูก=A= คุณแม่ขอร้อง//ใครแม่แกกันย่ะ meโดนเสย

    ตอนนี้ก็ยังเชียร์ใจขาดดิ้นสุก-ลู่ หึงก็หึงไปเลย ไม่ใช่อย่าห่างกับสุกซิ

    ตอนนี้เหมือนสุกกับโล่จะเข้าใจกันมากขึ้น แต่อย่าเป็นสุก-โล่ แบบนั้นหักมุมมากๆ ไม่งั้นก็อยู่กัน3คน พ่อแม่ลูกไปเลย
    #43
    0
  6. #42 ตฤลาลัย (@Trilalai) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2552 / 18:50
    ตอนนี้อ่านๆลุ้นว่าอย่าเป็นสุโล่เล้ยยยย OTL

    (อัพเมื่อวานสินะฮะ ฮา แต่เมื่อวานไข้ขึ้น =A=!!) เอ๊ะ ไข้ขึ้นเพราะคนเขียนอัพแน่เลย กร๊ากกกกกก

    ชอบตรงช่วงอธิบายความสัมพันธ์จากมุมมองของคนเขียนด้านล่าง = =b เอ เราคิดไปเองรึเปล่านะว่าลู่ดูเย็นชากับสุมากขึ้นยังไงไม่รู้ อ้อ ก็หึงนี่นะ (กร๊ากกก ขำที่บอกว่า ไม่รู้จะหึงใคร นี่แหละ!!)

    ปกติฟีลพ่อแม่ลูกจะรู้สึกเฉพาะถ้าเป็นสุลู่กับน้องนุ่น แต่มาเป็นโล่นี่ก็..พึ่งเคยเจอแฮะ อารมณ์ประมาณลูกน้อยขาดความอบอุ่น หวงคุณแม่ ส่วนคุณป๋าก็ทำได้แค่คอยโอ๋(?)อยู่ห่างๆ แต่ถ้าเป็นสไตล์นี้ ยังไงคุณลูกก็ทำได้แค่"หวง"คุณแม่ล่ะน่า ฮาาาาาาาาา(พูดแบบเชียร์สุลู่เต็มที่ = =b)
    #42
    0
  7. #41 minano (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 30 มกราคม 2552 / 18:47
    ลูลูชกำลังสับสนอยู่สินะเนี่ย คิดว่าจะปล่อยมือแล้ว แต่กลับโดนสุรั้งไว้อีก



    สรุปสุรักลู่แล้วจริงๆใช่ไหม ยังไงก็อยากให้ทั้งสองคนนี้ลงเอยกันสักที หุหุ



    น้องโล่ก็เริ่มน่ารักขึ้นเรื่อยๆ ก็ขอให้น่ารักแบบนี้ตลอดไป เป็นน้องที่ดีของลู่



    ต่อไปดีแล้ว ^ ^
    #41
    0