คัดลอกลิงก์เเล้ว

[SF : Identity V] Hold You Up (JackNaib)

โดย Einsley

เหมือนกับในเกมไล่ล่า เขาทำได้เพียงดึงความสนใจผู้ล่าไว้ที่ตัวเอง ถ่วงเวลาเอาไว้ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้ผู้ล่าโจมตีเพื่อนๆระหว่างที่พวกเขาหนีไปให้ไกล ทว่าที่นี่ไม่มีแผ่นไม้ หรือหน้าต่างให้กระโดดข้าม...มีเพียงตัวเขาเท่านั้นเอง

ยอดวิวรวม

1,818

ยอดวิวเดือนนี้

11

ยอดวิวรวม


1,818

ความคิดเห็น


9

คนติดตาม


64
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  22 ม.ค. 62 / 00:21 น.
นิยาย [SF : Identity V] Hold You Up (JackNaib) [SF : Identity V] Hold You Up (JackNaib) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
Title: Hold You Up
Fandom: Identity V
Paring: Jack The Ripper x Naib Subedar ( Mercenary )
Rate: ใส่ไว้สัก 15+ แล้วกันค่ะ มีฉากวาบหวิวนิดหน่อย แต่ไม่ได้บรรยายรายละเอียดอะไร น่าจะรอดพ้นจากการโดนแบน ฮา..

เป็นฟิค JackNaib ที่แอบๆ Mercenic ด้วยค่ะ555 เรารักน้องเทรซี่///

ส่ง Identity V weekly หัวข้อที่3 : Scars (แผลเป็น)

ลงฟิค: 21/11/61
แก้ไขคำผิด: 30/11/61

เนื้อเรื่อง อัปเดต 22 ม.ค. 62 / 00:21


          นาอิบ ซูบีดาร์ ยืนนิ่งงันอยู่บนถนนสายหนึ่ง แสงไฟริมทางอ่อนจางจนแทบไม่ช่วยให้วิสัยทัศน์สว่างขึ้นมา แต่ภาพความวุ่นวายเบื้องหน้าก็เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจน


          เขาถูกเรียกตัวออกมากลางดึกเพราะเอมิลี่...หญิงสาวที่รู้เรื่องเป็นคนแรกคิดว่าเขาที่เป็นทหารรับจ้างอาจพอทำอะไรได้ในสถานการณ์แบบนี้



          เอ็มม่า วู้ดส์ เพื่อนผู้รอดชีวิตของเขาถูกทำร้าย

     


          หญิงสาวชาวสวนนั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนๆคนอื่น กลางหลังเป็นแผลขนาดใหญ่ เสื้อที่ขาดตามรอยกรีดถูกโลหิตย้อมจนเป็นสีแดง เธอยังคงพยายามยิ้มให้ทุกคน พร่ำบอกว่าไม่เป็นไร...ไม่เป็นไร…



          เอมิลี่กำลังตรวจดูแผล ลูบหน้าลูบตาเธอพลางถามไถ่อาการ ส่วนมาร์ธาพยายามโอบประคองเธอเอาไว้ ในมืออีกข้างยังถือปืนยิงพลุคู่ใจ เขาเห็นควันสีแดงลอยอ้อยอิงอยู่ในอากาศ บางทีกระสุนในนั้นคงถูกใช้ไปแล้ว


          เพียร์สันอยู่ในวงล้อมนั้นเช่นกัน แถมยังเค้นถามมาร์ธาเสียงดังว่า ‘เห็นคนร้ายรึเปล่า! ใครมันบังอาจทำแบบนี้!’ ซึ่งดูจะไม่เป็นผลดีกับสถานการณ์สักเท่าไหร่



          นาอิบคุ้นเคยกับรอยกรงเล็บนี้ดี อันที่จริงไม่ว่าใครเห็นบาดแผลก็น่าจะพอเดาออกอยู่แล้ว



          ตั้งแต่ออกมาจากเกมนั้น เขาก็ไม่ได้ข่าวได้คราวการล่าของเดอะ ริปเปอร์อีก ทว่าจากรอยแผล จากการเลือกจู่โจมเหยื่อที่เป็นหญิงสาวในตอนกลางคืน อีกทั้งเหยื่อยังเป็นผู้รอดชีวิตจากเกมไล่ล่า ไม่ว่ามองมุมไหนก็คิดชื่อคนร้ายออกมาได้ชื่อเดียว



          เอ็มม่ายังคงดูขวัญเสีย แม้ริมฝีปากจะแย้มยิ้ม แต่เขาเห็นร่องรอยความตื่นกลัวในดวงตาเธอ เขาไม่ถนัดปลอบโยน และไม่ถูกกับเครื่องมือทางการแพทย์ จึงปล่อยให้พวกผู้หญิงทำหน้าที่นั้น ตัวเขาเพียงลูบไหล่เธอเบาๆ ให้กำลังใจ


          “หมอนั่นจะทำไปทำไม” นาอิบอดพึมพำออกมาไม่ได้


          “ใครจะรู้  แต่เขาไม่ได้ต้องการฆ่าเอ็มม่าหรอก” มาร์ธาหันมาบอกเขา “แผลใหญ่ กรีดลึกพอจะทำให้เป็นแผลเป็น แต่ไม่ทำให้ถึงชีวิต”


          “ก่อนหน้านี้เฮเลน่าก็ถูกทำร้าย รู้ไหม” เอมิลี่พูดขึ้นมา น้ำเสียงไม่สบายใจ “เธอมีรอยกรีดบางๆแถวคอ ดูตกใจมาก แต่กลับไม่มีอันตรายไปมากกว่านั้น ตอนนั้นพวกเราเลยไม่คิดอะไรมาก คิดไปว่าอาจเป็นใครที่เล่นพิเรนทร์แกล้งคนตาบอด แต่ตอนนี้คงต้องเริ่มกลัวแล้ว..”


          “ทำไม”ใครสักคนถามขึ้น


          “คนร้ายบอกเธอว่าฝากความคิดถึงถึงเอ็มม่า แล้วจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง เอ็มม่าก็เป็นแบบนี้”คุณหมอถอนหายใจ


          “นี่อาจแปลว่าคนที่จู่โจมเฮเลน่าก็คือแจ็คเหมือนกัน”มาร์ธาสรุป


          เมื่อฟังจบเอ็มม่าก็มีท่าทีแตกตื่นมากกว่าเดิมขึ้นมา เธอคว้าแขนนาอิบไว้ ดวงตาพรั่นพรึง

     

          “มีอะไร” เขาก้มลงถาม


          “เขาพูดออกมา...แจ็คน่ะ” เอ็มม่าละล่ำละลักบอก “เขาพูดชื่อคุณช่างเครื่องกลออกมา เขาพูดว่า…เทรซี่ยังสบายดีอยู่สินะ”



          นาอิบรู้สึกว่ามือไม้ของตนเย็นเยียบลงเฉียบพลัน



          มาร์ธาขมวดคิ้ว สีหน้าเป็นกังวล “สิ่งที่เอ็มม่าเจอมันหนักหนากว่าเฮเลน่าหลายเท่า ไม่แน่ว่าเทรซี่..”


          “หมอนั่นมีอันตราย” นาอิบกัดปาก หุนหันจะออกไปจากที่นั่น ไม่วายหันไปบอกมาร์ธา “ให้วิลเลี่ยมหรือใครก็ได้ไปอยู่กับเทรซี่ที พาเขาไปที่อื่น ออกนอกประเทศเลยยิ่งดี”


          “เฮ้ แล้วนายจะไปไหนล่ะ” มาร์ธาถาม


          นาอิบเงยขึ้นมองตามนกฮูกตัวใหญ่ที่บินขึ้นสู่ท้องฟ้า ตอบเสียงเรียบเรื่อย


          “ ทำเรื่องที่ถนัดที่สุดในเกม ถ่วงเวลาผู้ล่าไง”





-----------------------------------






          มาร์ธายังไม่ทันได้สงสัยว่าเขาจะหาแจ็คเจอได้อย่างไร หรือหาเจอแล้วจะทำยังไงต่อ เขาก็ออกมาจากตรงนั้นแล้ว


          เขาช่วยอะไรเอ็มม่ามากไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตามไปทั้งอย่างนั้น


          ไม่เหมือนกับการช่วยเพื่อน การปฐมพยาบาล หรือการถอดรหัส



          การถ่วงเวลาผู้ล่า...เป็นงานที่ควรทำคนเดียว



          หลังจากวิ่งออกมาอยู่พักใหญ่ ใช้ปลอกแขนไปจนหมดเพื่อตามสัตว์ปีกที่บินฉวัดเฉวียนบนฟ้าให้ทัน เขาก็มาหยุดอยู่ตรงตึกที่ดูเหมือนอพาร์ทเมนต์แห่งหนึ่ง


          นกฮูกของอีไลเกาะอยู่บนระเบียงห้องที่อยู่ริมสุด ติดกับบันไดข้างตัวตึก  นาอิบก้มหัวให้มัน แทนคำขอบคุณถึงอีไล หมอนั่นคงจะมองเห็นเขาจากที่ไกลๆ เจ้านกเอียงคอมองเขาก่อนจะออกบินไป



          เขาปีนขึ้นไปบนระเบียง รีบย่อตัวลงแอบ ตรงหน้าเขาเป็นประตูกระจกแบบเลื่อนเปิด ปกปิดด้วยผ้าม่านสีทึบ เขามองผ่านรอยแยกของผ้าม่านเข้าไปในห้อง

 


          ไม่ได้คาดคิดว่าจะมีดวงตาคู่หนึ่งสบกลับมา



          นาอิบผงะถอย กำลังคิดจะปีนกลับลงไป แต่ประตูถูกเลื่อนเปิดออกเสียก่อน



          แจ็ค เดอะ ริบเปอร์เดินตรงมาหาเขา ยิ้มให้ราวกับเขาเป็นเพื่อนที่ไม่เจอนานแวะมาเยี่ยม ไม่มีร่องรอยความตกใจ หรือกระทั่งแปลกใจ


          “สวัสดี นาอิบ ซูบีดาร์”  ชายหนุ่มเอ่ยทัก “เข้ามาก่อนไหมคุณ ตากน้ำค้างตอนกลางคืนนานๆไม่ดีนะ”


          “...”


          นาอิบไม่คาดคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ เขายืนนิ่ง เผลอเอื้อมมือคลำแขนตัวเอง ไม่มีปลอกแขนเหลือให้เขาอุ่นใจอีกแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ ต่อให้เหลือแต่ตัวเปล่าๆเขาก็จะทำอย่างเดิมอยู่นั่นเอง



          ทหารหนุ่มถอนหายใจแล้วเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้อง มองดูอุปกรณ์วาดเขียนที่ถูกวางทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ เขายังเดาไม่ออกว่าแจ็คทำเพื่ออะไรกันแน่ ในหัวยังคงเต็มไปด้วยคำถาม


          “คุณทำร้ายเฮเลน่ากับเอ็มม่าทำไม”


          “ผมแค่สร้างสรรค์งานศิลปะชิ้นใหม่ ตามประสาศิลปินน่ะ” แจ็คบอกง่ายๆ ไม่แม้แต่จะหยุดคิด หรือปฏิเสธใดๆ



          สำหรับเดอะ ริปเปอร์แล้ว ร่างกายคนอื่นคงเป็นเพียงผืนผ้าใบ โลหิตคงเหมือนสีสันที่แต่งแต้ม รอยแผลก็เหมือนรูปวาด และซากศพบิดเบี้ยวที่นอนแน่นิ่งบนพื้นคงเป็นเพียงประติมากรรมที่สวยงาม



          “คุณไม่ใช่ศิลปิน แต่เป็นปีศาจ” นาอิบบอกแบบนั้น ดวงตาแข็งกร้าวขึ้น เลือกใช้คำว่าปีศาจ แทนที่จะเป็นฆาตกร

          แจ็คเพียงเลิกคิ้วนิดๆ รอยยิ้มบางเบายังประดับอยู่บนใบหน้า “ปีศาจ? อะไรคือนิยามคำว่าปีศาจของคุณเหรอ ? “

          “ฆ่าคนตามอำเภอใจ มีแต่ปีศาจที่ทำแบบนั้น” นาอิบเอ่ยนิ่งๆ
     

          แจ็คหัวเราะ “ เอาจริงเหรอคุณทหารรับจ้าง? ไหนบอกผมสิว่างานของคุณเป็นงานที่แสนจะบริสุทธิ์ บอกสิว่ามือคุณไม่เคยเปื้อนเลือดใคร “

         “ผมไม่เคยฆ่าสนองความต้องการของตัวเอง”

        “แล้วการฆ่าสนองความต้องการของคนอื่นมันดีกว่ากันตรงไหน?”


         “เผื่อคุณไม่รู้ ทหารรับจ้างไม่ใช่นักฆ่า”

         “แต่คุณก็ฆ่าอยู่ดี ไม่ใช่หรือ?”



         นาอิบนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไร เขารบในสงครามแลกกับเงิน สงครามเป็นสิ่งจำเป็น เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่เคยรู้สึกดีที่ได้ฆ่า ในขณะที่แจ็คกลับดูเพลิดเพลินกับการพรากชีวิตคนอื่น



          ในมุมของอีกฝ่ายแล้ว พวกเขาล้วนแต่พรากชีวิตคน เพียงด้วยคนละเหตุผล เขาจึงคิดหาถ้อยคำใดๆไปโต้เถียงไม่ออก หัวข้อนี้ไม่เหมาะจะใช้ถกเถียง



          “อยากดื่มชาไหม?” แจ็คเอ่ยเสียงนุ่ม ดูเป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียด แต่อย่างไรก็ยังคงเป็นปีศาจอยู่ดี



          การดื่มชาดูจะเป็นการซื้อเวลาที่ดี แต่คงตลกน่าดูถ้าจะตอบรับคำชวนในเวลาแบบนี้ เขาจึงเลือกที่จะถามคำถามแทนให้คำตอบ

   


          “คุณจะทำอะไรเทรซี่”



           แจ็คเหยียดยิ้ม เอ่ยเสียงต่ำพร่า  


             

            “ทำเรื่องที่มีแต่ปีศาจที่ทำละมั้ง”



          ฆ่าคนตามอำเภอใจ นั่นเป็นคำพูดของเขาเอง

     


          นาอิบเม้มปาก ข่มใจให้สงบลง ถามออกไป “ทำไมต้องเป็นเทรซี่ ผมไม่เคยเห็นคุณติดใจอะไรในตัวหมอนั่นเป็นพิเศษ เขาเกี่ยวอะไร?



         “หมอนั่น? โอ้ ให้ตาย” แจ็คส่ายหน้า ยิ้มขันๆ “คุณนี่ไม่ละเอียดอ่อนเลยนะ”



           “...”



         อันที่จริงนาอิบรู้มาตั้งนานแล้วว่าช่างเครื่องกลคนนั้นเป็นผู้หญิง เขาเพียงติดปากจากที่เคยเข้าใจผิดเมื่อช่วงแรกๆที่พบกัน แต่เขาก็ไม่คิดว่าจำเป็นต้องพูดแก้ตัวอะไรกับอีกฝ่าย



          แจ็คยิ้มเหมือนกำลังพบเจอเรื่องสนุก ชายหนุ่มเดินวนรอบตัวเขา เลิกคิ้วถาม “คุณชอบเธองั้นสิ”



          นาอิบไม่รู้ว่าตอบออกไปแบบไหนแล้วจะเป็นผลดีกับเพื่อนตัวเล็กของเขา


     

          เทรซี่เป็นคนดี เป็นเพื่อนที่ดี เป็นคนที่สู้ขาดใจทุกครั้งแม้กำลังสั่นไปทั้งตัว พันแผลให้แม้ว่าจะต้องเสียเวลานานกว่าคนอื่นเพราะเขาดันไม่ถูกกับหยูกยาพวกนั้น ทำให้รู้สึกทั้งดีใจและร้อนใจทุกครั้งที่เจอเธอในเกมไล่ล่า



          เขาชอบเวลาที่อยู่ด้วยกัน เบาใจเพราะเธอเป็นคนมีความสามารถด้านเครื่องกล แต่ไม่ชอบเห็นเธอสั่นกลัวทุกครั้งที่มีเพื่อนบาดเจ็บ ต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หรือล้มลงกับพื้นเมื่อถูกโจมตี 



          เขาไม่อยากนั่งคิดให้ซับซ้อนว่าความรู้สึกที่มีให้กันเป็นแบบไหน รู้เพียงปรารถนาจากก้นบึ้งของหัวใจให้เธอเป็นสุข ให้ปลอดภัยจากทุกๆอย่าง จากแจ็ค เดอะ ริปเปอร์



         จิตรกรหนุ่มหัวเราะให้กับความเงียบงันของเขา 



          “ยังไงก็ช่างเถอะ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณห่วงใยเธอ นั่นเป็นเรื่องจริงแน่นอน อา ทำยังไงดีนะ”



         อย่า ยุ่ง กับ เทรซี่



          นาอิบเกือบส่งคำพูดเหล่านั้นออกไปทางแววตา เน้นย้ำทีละคำๆ แต่ไม่คิดว่านั่นจะส่งผลดีอะไรขึ้นมา บางทีอาจยิ่งทำให้แจ็คเกิดความกระหายอยากฆ่าขึ้นมาก็ได้ เขาตัดสินใจเก็บทุกความรู้สึกเอาไว้ข้างใน เผยสีหน้านิ่งเรียบเยือกเย็น จ้องมองดวงตาของผู้ล่าเหมือนกับไม่กลัวเกรงอะไร


     

          “คุณทำแบบนั้นเพราะรักเธอ” นาอิบโพล่งออกมา



         “ว่าไงนะ ?”



          “เอ็มม่า...คุณรักเธอ ใช่มั้ยล่ะ?”



          แจ็คเลิกคิ้ว ทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมาอีก แต่นาอิบไม่รอ เขารีบพูดต่อ



         “คุณรักเธอ แต่ไขว่คว้าเธอไว้ข้างกายไม่ได้ ดังนั้นจึงเลือกฝากรอยแผลไว้ให้ ทำให้เธอไม่อาจลืมคุณไปตลอดกาล” 

 


         ทหารหนุ่มไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดไปจริงหรือไม่ นั่นเป็นเพียงหนึ่งในสมมติฐานของเขา ที่เป็นไปได้มากพอจะดึงความสนใจแจ็คเอาไว้ สิ่งที่ทำให้น่าเชื่อว่าคำพูดเมื่อครู่เข้าเค้าอยู่บ้าง คือรอยยิ้มของชายหนุ่มเลือนหายไป แม้จะเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็ตาม



         อีกฝ่ายมองเขา แค่นยิ้มอีกครั้งแล้วพูดเย้าแหย่ “คิดพล็อตความรักบิดเบี้ยวอะไรออกมากัน ไม่สมเป็นคุณเลย”



          นาอิบเพียงตอบกลับนิ่งๆ “แต่ความรักบิดเบี้ยวก็สมเป็นคุณดีไม่ใช่รึไง”



          ตัวตนที่บิดเบี้ยว ความรู้สึกที่ผิดเพี้ยนไปจากการรับรู้ของคนปกติทั่วไป



          คุณเป็นคนที่น่าจะทำเรื่องแบบนี้เพราะเหตุผลนี้ได้ไม่ใช่หรือ



         “การคาดเดาแบบมั่วๆนี่มันน่าเบื่อไปหน่อยนะ” เขาไม่นึกว่าแจ็คจะก้าวถอยหลัง ส่งยิ้มหวานให้ “ผมว่าผมออกไปหาอะไรที่สนุกกว่านี้ทำดีกว่า”



            แย่แล้ว



          นาอิบรีบเดินตามไป นึกหาคำพูดที่จะใช้รั้งอีกฝ่าย แต่กลับน้ำท่วมปาก คำที่อีกฝ่ายพูดต่อจากนั้นยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม



          “คุณเคยถ่วงเวลาเก่งกว่านี้นี่ คุณทหารรับจ้าง”



          ทหารหนุ่มเผลอขบริมฝีปากอีกครั้ง แจ็ครู้ว่าเขาพยายามทำอะไร



          เขาตัวชา สมองพยายามเค้นหาวิธีอะไรสักอย่างที่จะต่อสู้ บางทีเขาควรสู้กับแจ็คเสียที่นี่ แต่ต่อให้เขามีอาวุธก็คงสู้ได้แค่ไม่กี่นาที อีกฝ่ายเป็นผู้ล่า เขาเป็นผู้ถูกล่า สถานภาพแตกต่างกันตั้งแต่แรก และถ้าเขาถูกทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ ก็จะไม่มีอะไรรั้งอีกฝ่ายไว้ได้อีก



          เขาเริ่มคิดถึงการออกไปจากที่นี่แล้วไปปกป้องเทรซี่ แต่ไม่ เขาไม่เร็วเท่าอีกฝ่าย ไม่อาจไปถึงก่อนปีศาจที่เคลื่อนที่เร็วจนน่ากลัวโดยเฉพาะในคืนที่หมอกลงจัดแบบนี้



          และถ้าแจ็คต้องการฆ่าเธอ ถ้าแจ็คไปถึงตัวเธอได้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปกป้องเทรซี่ได้ทั้งนั้น



        เขาอาจคล่องแคล่วว่องไว ร่างกายแข็งแรงทนทานกว่าผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ แต่เขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ ไม่อาจปกป้องใครจากกรงเล็บของปีศาจ



          เขาคิด คิดจนหน้านิ่ว แต่ก็ไม่ยอมละสายตาจากแจ็คแม้แต่น้อย จิตรกรหนุ่มเองก็มองเขาอยู่ ท่าทางเพลินเพลินที่เห็นเขามีท่าทีจนแต้ม หลังจากมองอยู่จนพอใจก็เดินเข้ามาชิดตัวเขา ก้มลงกระซิบที่ข้างหู



          “ทำให้ผมสนใจคุณมากกว่าสาวน้อยผมทองคนนั้น ถ้าคุณรั้งผมไว้ได้จนถึงเวลาที่อาทิตย์ขึ้น ผมจะปล่อยเธอไป”



           นาอิบมองใบหน้าที่ยังคงแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มละมุน ทว่าดวงตามีแววท้าทาย



          ปีศาจมีสัจจะรึเปล่า เขาไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่ทางเลือกนี้เป็นไปได้มากกว่าสู้กับกรงเล็บใบมีดของอีกฝ่ายแน่ๆ


     

          เหมือนกับในเกมไล่ล่า เขาทำได้เพียงดึงความสนใจผู้ล่าไว้ที่ตัวเอง ถ่วงเวลาเอาไว้ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้ผู้ล่าทำโจมตีเพื่อนๆระหว่างที่พวกเขาถอดรหัส ระหว่างที่หลบหนีไปให้ไกล


         ที่นี่ไม่มีแผ่นไม้ ไม่มีหน้าต่างให้เขากระโดดข้าม เขาไม่มีกระทั่งปลอกแขนที่สวมอยู่ประจำ
     

         มีเพียงตัวเขา


    

          ผู้ล่าฮัมเพลงชวนขนลุก มองมาที่เขาด้วยสายตานึกสนุก “เอายังไงต่อดี ถ้าผมนับถึงสามแล้วยังไม่ทำอะไร ผมจะออกไปจริงๆแล้วนะ”



          แจ็คถอยหลังไปช้าๆ เริ่มนับ “หนึ่ง...”



          นาอิบกลั้นหายใจ สมองทำงานอย่างหนัก แต่กลับนึกอะไรไม่ออกเลย



          “สอง…”



           ไม่สิ มีวิธีหนึ่งที่สามารถใช้ถ่วงเวลาได้



      แต่จะได้ผลก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายสนใจเท่านั้น



           “สา…”



          ไม่รอให้คำสุดท้ายถูกเอ่ยออกมาจนจบ นาอิบเดินตามเข้าไปหา คว้ามืออีกฝ่ายไว้ ยกขึ้นมาชิดริมฝีปากตนเอง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตา



          แจ็คผิวปากหวือ ดวงตาพราวขึ้นมา 



          “ว้าว ยอมรับเลยว่านั่นน่าสนใจมาก”



          น่าสนใจ



          มันได้ผล ตัวเขาก็น่าสนใจพอ อย่างน้อยก็น่าสนใจพอๆกับการไล่ล่าเทรซี่



          นาอิบดึงข้อมือลากอีกฝ่ายให้มาทีเตียง แอบผ่อนลมหายใจออกช้าๆ



          “ผมไม่ทำอะไรก่อนหรอกนะ บอกไว้เลย” แจ็คบอกอย่างนั้นพลางใช้เล็บคมๆลากไปตามกรอบหน้าของเขา “ถ้าคุณอยากจะรั้งผมไว้ก็ต้องพยายามหน่อย”



          นาอิบกลอกตา ดันไหล่แจ็คลงให้นั่งบนเตียง ก่อนจะปีนตามขึ้นไป



          เขาเป็นทหารรับจ้าง ทำสงคราม ต่อสู้แลกกับเงิน เรื่องพวกนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข แต่บางทีก็เลี่ยงไม่ได้ บางทีก็ไม่อยากเลี่ยง ไม่เห็นความจำเป็นจะต้องเลี่ยง



          เขาแค่ใช้ตัวเองถ่วงเวลา ไม่ต่างอะไรจากในเกมไล่ล่า



          บางทีสำหรับแจ๊ค เซ็กส์กับการฆ่าคงเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ตื่นเต้น อะดรีนาลีนหลั่งออกมา หัวใจเต้นเร็วแรง เป็นสิ่งที่แทนกันได้



          อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกระหว่างพวกเขา



          นาอิบค่อยๆปลดกระดุมเสื้อของอีกฝ่าย ในหัวก็คิดว่าควรทำอย่างไรต่อไปดี  เขาไม่ได้ถนัดเล้าโลมผู้ชาย แล้วครั้งก่อนๆมันก็...เป็นไปในทางที่ว่าต่างคนต่างใช้อีกฝ่ายระบายอารมณ์ ไม่มีอะไรให้ต้องคิด แต่สถานการณ์ตอนนี้แตกต่างออกไป 


          อุณหภูมิร่างกายของพวกเขายังปกติอยู่ และเขามีหน้าที่ทำให้มันเพิ่มสูงขึ้น



          เขารู้สึกได้ว่ากำลังถูกจ้องมองในทุกๆการกระทำ  ต่อให้ไม่แน่ใจนักก็มีแต่ต้องทำต่อไปอยู่ดี อย่างน้อยทำอะไรไปแล้วคนมองรู้สึกว่าตลกดีก็เป็นการดึงดูดความสนใจอย่างหนึ่ง



          “คุณไม่พูดอะไรสักคำเลย”  แจ็คพูด น้ำเสียงกลั้วหัวเราะ นาอิบพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ



          แน่นอนว่าเขาพูดไม่ออก ไม่มีคำพูดเย้าหยอกอะไรอยู่ในหัวทั้งนั้น จะให้เขาพูดอะไรได้ ครั้งล่าสุดที่เขาเปิดปากพูด ก็เกือบทำแจ็คหนีออกนอกห้องไปไม่ใช่รึไง



          เขารู้ว่าดึงดูดอีกฝ่ายไว้ด้วยคำพูดไม่ได้ จึงใช้ริมฝีปากทำอย่างอื่นแทน


          นาอิบประคองใบหน้าอีกฝ่ายไว้  แนบจูบลงไป รู้สึกได้ว่าแจ็คยิ้ม แต่ก็ไม่เปิดปากให้ เหมือนตั้งใจจะแกล้งกัน เขาจึงเพียงจูบแผ่วเบาที่มุมปาก ลากมาที่คาง และต่ำลงมาเรื่อยๆ ในขณะที่มือพยายามถอดเข็มขัดอีกฝ่ายไปด้วย



          เขาทำได้ไม่ดีนักหรอก เชื่องช้าเกินไป ผิวเผินเกินไป แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายยังอยู่นิ่งๆแบบนี้ เขาคิดว่าเป็นไปให้ช้าที่สุดน่าจะดีแล้ว



          ถ้าอีกฝ่ายบ่นว่าน่าเบื่อแล้วทำท่าจะไม่อยู่ต่อค่อยเร่งขึ้นมาก็ไม่สาย



          “เงียบแบบนี้แล้วไม่สนุกเลย”



          แจ็คพึมพัมลอยๆ เขาเงยหน้าขึ้นมอง ไม่เข้าใจอีกฝ่ายนัก คำพูดเขาก็มีแต่คำจิกกัดที่ทำให้หงุดหงิดไม่ใช่หรือไง ไม่รู้ว่าคุณจิตรกรคาดหวังให้เขาพูดอะไรกันแน่ แต่คำว่า 'ไม่สนุกเลย' ทำให้หัวใจเขาหนาวเยือกอย่างช่วยไม่ได้



          ถ้าไม่สนุก แล้วอีกฝ่ายเลิกเล่นกับเขาจะทำอย่างไร 



          แจ็คจะไปจากห้องนี้ก่อนอาทิตย์ขึ้นไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด 



          เขาตัดสินใจละมือจากทุกสิ่งที่ทำค้างไว้เพื่อรั้งท้ายทอยอีกฝ่ายเข้ามาหา มองเข้าไปในดวงตาสีทองคู่นั้น แล้วเอ่ย



          “อยู่กับผมนะ”



          จนกว่าอาทิตย์จะขึ้น อย่าออกไปจากที่นี่



          แจ็คกระพริบตา ก่อนหลุดหัวเราะในลำคอ



          “โอเค นั่นถือว่าใช้ได้”

     

          หลังจากนั้นพอริมฝีปากของพวกเขาแนบกันอีกครั้ง แจ็คก็เปิดปากให้เขาโดยดี



          เขาดันอีกฝ่ายให้นอนราบลง ปรนเปรออีกฝ่ายด้วยมือ ด้วยปาก ด้วยอะไรก็ตามที่คิดออก ในเมื่อเขาต้องทำทั้งหมดเองก็เลือกหนทางที่ตัวเองจะเหนื่อยน้อยที่สุด ยืดเวลาออกไปได้นานที่สุด



          ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนไหนที่แจ็คจับไหล่เขา แล้วพลิกตัวเขาลงไปอยู่ข้างล่าง เริ่มถอดเสื้อผ้าเขาโยนทิ้งไปทีละชิ้น



          ไหนบอกจะไม่ยอมเป็นฝ่ายทำอะไร



          เขาคิดอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เป็นแบบนี้อาจง่ายกว่าสำหรับเขา ทำให้เขาได้มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่น คิดว่าตอนนี้วิลเลี่ยมจะอยู่กับเทรซี่แล้วหรือยัง คิดว่าหากจวนตัวหรือหากอีกฝ่ายผละออกเขาจะทำอะไรต่อไป แจ็คจะทำอะไรก็ได้อย่างที่พอใจ เขาก็เพียงจูบตอบ เกาะเกี่ยวอีกฝ่ายไว้ ปล่อยให้ริมฝีปากนั้นลากไล้ไปตามผิวกาย



          “นี่ ตัวอยู่กับผมก็อย่าคิดถึงเรื่องอื่นสิ” แจ็คพึมพำชิดกับลำคอของเขา


     

          “ผมก็คิดเรื่องคุณอยู่” นาอิบไม่ได้โกหก เขาคิดเรื่องของแจ็คอยู่ในหัวจริงๆ  



          จิตรกรหนุ่มหัวเราะ ดูอารมณ์ดีจนน่าแปลกใจ ก้มลงจูบเขาเนิ่นนาน



          นาอิบสอดนิ้วมือเข้าไปในกลุ่มผมดำสนิท หลับตาลง ฟังเสียงเข็มนาฬิกาเดินไปเรื่อยๆ มันเป็นเสียงที่น่าฟังที่สุดของค่ำคืนนี้ เสียงที่บ่งบอกว่าอย่างไรเวลาก็ยังคงเดินต่อ และในที่สุด แสงของยามเช้าก็ต้องมาถึงอยู่นั่นเอง





--------------------------





     

          นาอิบนั่งมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนัง อีกราวๆสองชั่วโมงพระอาทิตย์ก็คงจะขึ้นแล้ว เขาไม่รู้ว่าจะปลุกเร้าสิ่งที่พึ่งมอดดับไปได้อีกกี่ครั้ง เขาอาจต้องย้อนกลับไปใช้วิธีแรก แต่ต้องระมัดระวังคำพูดมากกว่าเดิม



          เขาหันกลับมามองแจ็ค พบว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ก่อนแล้ว



          พวกเขาสบตากันในความเงียบ ระหว่างที่ทหารหนุ่มกำลังคิดว่าควรทำอย่างไรต่อ แจ็คก็พูดขึ้นก่อนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย



          “ทฤษฎีของคุณผิดนะ รู้ไหม”



          “ทฤษฎีอะไร” นาอิบถามกลับ



          “ที่ว่าผมทำร้ายเพื่อให้ถูกจดจำ”



          ทหารหนุ่มขมวดคิ้ว “ถ้าอย่างนั้นที่ถูกคืออะไร”



          “ก็แค่ ผมชอบดวงตาหวาดกลัวที่สบมองกลับมา ชอบสีแดงกับกลิ่นคาวของเลือด"  แจ็คไหวไหล่ "ก็อย่างที่บอกไป ผมเป็นศิลปิน อาจจะรสนิยมต่างกับศิลปินทั่วไปสักหน่อย แต่ก็เป็นศิลปิน”



          “เป็นปีศาจต่างหาก” นาอิบแก้หน้าตาย



          “คุณนี่นะ” แจ็คหัวเราะ พูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ  “บอกว่าผมเป็นปีศาจ แต่ไม่เคยทำท่ากลัวผมเลยไม่ใช่รึไง?”



          “ทำไมผมต้องกลัว มากสุดที่คุณทำได้คือฆ่าผม และผมไม่กลัวตาย”



          “ว้าว กล้าหาญจริงนะพ่อทหารรับจ้าง” แจ็คเอ่ยชมเสียงยืดยาน  “คุณกำลังล้มทฤษฎีตัวเองอยู่เห็นมั้ย คุณไม่สนใจเลยถ้าตัวเองบาดเจ็บ หรือจะถูกฆ่า ไม่เคยนึกเคียดแค้นอะไรผมทั้งที่ผมเป็นผู้ไล่ล่าคุณ และผมรู้ ถ้าผมไม่พูดถึงเทรซี่ คุณคงไม่สนด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนทำร้ายเอ็มม่า”



          “เอ็มม่าเป็นเพื่อนผม” นาอิบขมวดคิ้ว เริ่มไม่พอใจที่อีกฝ่ายพูดเหมือนเขาไม่ใส่ใจเธอ



          “ผมรู้ คุณย่อมเป็นห่วงเธอ” แจ็คยิ้ม นาอิบเพิ่งสังเกตว่าดวงตาไม่ได้ยิ้มตามแม้แต่น้อย “แต่ก็ไม่ได้คิดอยากแก้แค้น ไม่คิดเกี่ยวกับผมเลยแม้แต่นิดเดียว”   



          “มีความจำเป็นอะไรต้องคิดด้วยหรือ ผมเพียงคิดว่าทำอย่างไรถึงจะมีประสิทธิภาพที่สุด ผมตามไปแก้แค้นคุณก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ทำอะไรคุณไม่ได้ ช่วยใครก็ไม่ได้” เขามองหน้าอีกฝ่าย พูดเรียบๆ “แต่ผมมาตอนนี้ อาจช่วยเทรซี่ได้ ผมจึงมา”



          “แล้วถ้าหากผมฆ่าเทรซี่ไปแล้ว คุณจะมาแก้แค้นผมไหม?” 



          ตอนที่คำถามนี้หลุดออกมาจากปากแจ็ค เขาก็เริ่มคิดว่าจิตรกรรมที่สามของคืนนี้อาจไม่ใช่เทรซี่



          บาดแผลของเอ็มม่าจะกลายเป็นแผลเป็นของเอ็มม่า



          แต่การตายของเทรซี่จะเป็นแผลเป็นของเขา



          บางทีแจ็คคงจะรู้ เนื้อตัวเขาเต็มไปด้วยแผลเป็นอยู่ก่อนแล้ว จะสร้างแผลใหญ่แค่ไหนก็ไม่ทำให้เขารู้สึกอะไร ไม่ทำให้อยากจดจำอะไร



          แต่แจ็คไม่รู้ว่าหัวใจของเขาก็มีแผลเป็นมากมายอยู่แล้วเช่นกัน



          “ไม่ คงไม่มาหรอก”



          นาอิบไม่มีแก่ใจโกหก รู้ว่าโกหกไปอีกฝ่ายก็ดูออก จึงตอบไปตามจริง



          จริงอยู่ว่าเขาคงเจ็บปวดมาก เจ็บปวดที่สูญเสียเทรซี่ แต่ไฟโทสะของเขาจุดไม่ติดมานานแล้ว ความเกลียดชังเคียดแค้นก็ด้วย หัวใจเขาด้านชาหนาวเยือกเกินไป 



          สิ่งที่ทำให้อบอุ่นมีแต่สิ่งที่ได้รับมาจากคนอื่น มิตรภาพ ความห่วงใย รอยยิ้มสดใส เขาเพิ่งเคยรู้สึกอุ่นใจแบบนี้ได้ไม่นานนัก การสูญเสียมันไปก็มีแต่จะยิ่งทำให้หัวใจมืดมัวเย็นเยียบลงกว่าเดิมเท่านั้นเอง



          แจ็คยังคงยิ้ม รอยยิ้มที่เหมือนสวมหน้ากาก ให้ความรู้สึกห่างไกล ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้

“ถ้าอย่างนั้นบอกหน่อยได้ไหม ทำยังไงดวงตาของคุณจะสะท้อนภาพของผมจริงๆ”



          นาอิบไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาก็มองอีกฝ่ายบ่อยไป สบตาตรงๆไม่รู้กี่ครั้ง บางทีอาจเพราะเป็นศัพท์แสงของพวกศิลปิน แฝงความนัยอะไรซักอย่างให้ตีความ ไม่ใช่แค่มองด้วยตา


     

          แต่พอมองดวงตาของแจ็คตอนนี้ เขาก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา



          “ดวงตาคุณสะท้อนภาพผมอยู่ เป็นอย่างนั้นใช่ไหม”  นาอิบถามออกไปอย่างนั้นอย่างอดไม่ได้ “นั่นเพราะผมทำร้ายคุณเหรอ เพราะผมกรีดคุณแล้วทิ้งแผลเป็นไว้รึไง”


     

          แจ็คอึ้งไป ดวงตาไหววูบ



          หน้ากากรอยยิ้มที่สวมอยู่ปริร้าวลง



          ไม่แน่ใจว่าเพราะประโยคไหนของเขาที่ทำให้เป็นแบบนั้น แต่เขาพลันรู้สึกอยากถอนคำพูดกลับมาทันที เหมือนตอนที่เขาพูดถึงเอ็มม่าตอนแรก คำพูดเขาอาจทำให้แจ็คเลือกเดินออกจากห้องไป



          “ไม่เชิง” จิตรกรหนุ่มพูดเพียงเท่านั้นแล้วถอนหายใจ ถอยห่างออกไปจากตัวเขา นาอิบตกใจจนเกือบยื่นมือไปคว้าอีกฝ่ายไว้ ก่อนพบว่าเจ้าตัวเพียงขยับมานอนลงข้างๆ  



          “ผมว่าคืนนี้ผมไม่มีอารมณ์ไปฆ่าใครแล้วล่ะ”  แจ็คตบลงตรงที่นอน ขยับเว้นที่ไว้ให้เขาอีกหน่อย “คุณเองก็นอนเถอะ ไม่เหนื่อยหรือไง”



          นาอิบมองร่างตรงหน้านิ่งๆ ยังไม่ไว้ใจ



          เขาเหนื่อยมากจริงๆ แต่ก็หลับไม่ลง และยังหลับไม่ได้ ไม่กล้าแม้แต่จะล้มตัวลงนอน ถ้าอีกฝ่ายตื่นขึ้นมาก่อนจะเช้าแล้วออกไปตอนเขาหลับไม่รู้ตัว เขาคงไม่อาจให้อภัยตัวเองไปทั้งชีวิต



          “ตามใจนะ” แจ็คยิ้มให้ เป็นรอยยิ้มที่แปลกตา แบบที่เขาไม่รู้สึกว่าเป็นรอยยิ้มที่ฉาบบนหน้ากาก



          เขาเหลือบมองอีกคนที่คว้าผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วหลับตาลงง่ายๆอย่างนั้น ก่อนจะเอื้อมหยิบเสื้อผ้าที่หล่นอยู่ข้างเตียงมาสวม



          แจ็คนอนนิ่ง ไม่ขยับ ไม่รู้หลับไปแล้วหรือเปล่า เขาเผลอคิดขึ้นมาชั่วขณะว่าควรใช้โอกาสนี้ฆ่าอีกฝ่ายไปเสียดีไหม แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง  



          นาอิบนั่งกอดอก มองใบหน้านิ่งสงบของฆาตกรต่อเนื่อง ไม่มีหน้ากากใดๆบดบัง ไม่มีรอยยิ้มหยอกเย้า ไม่มีดวงตาเจ้าเล่ห์



          เขามองอยู่อย่างนั้น ฟังเสียงนาฬิกาเดินท่ามกลางความเงียบงัน นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป จนแสงสว่างลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา เขาอดไม่ได้ที่จะดึงผ้าม่านให้เปิดกว้างขึ้นอีกหน่อยแล้วมองออกไปด้านนอก




          อาทิตย์ขึ้นแล้ว




          ร่างบนเตียงขยับตัวเล็กน้อย นาอิบก้มมองดูก็เห็นว่าแจ็คทำตาหยี ยกมือป้องตาไว้กันแสงจ้า ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ



          พวกเขาสบตากัน นาอิบนึกไม่ออกว่าเวลาแบบนี้ควรทำอะไร จึงได้แต่จ้องมองเงียบๆแบบเดิม



          “ยินดีด้วย คุณทำสำเร็จ” คนเพิ่งตื่นเอ่ย ส่งยิ้มบางเบาให้ 



          แจ็คในยามที่แสงแดดอ่อนๆอาบไล้ดูน่ากลัวน้อยลง ดูเป็นปีศาจน้อยลง



           เกือบจะเหมือนมนุษย์



           “นอนสักหน่อยเถอะ คุณไม่ยอมนอนเลยนี่” อีกฝ่ายบอกเขาอย่างนั้น



           นาอิบยักไหล่ ก้าวขาลงจากเตียง ไม่มีเหตุผลอะไรให้อยู่ที่นี่ต่อแล้วนี่นะ 



          “ผมอดนอนจนชินแล้วล่ะ จะกลับแล้ว”



          ชายหนุ่มคว้าข้อมือของเขาไว้



          “คุณรั้งผมไว้ได้ทั้งคืน ผมรั้งคุณไว้ต่ออีกหน่อยจะเป็นไรไป”



          นาอิบไม่รู้จะตอบอย่างไร



          แจ็คยันตัวขึ้นมานั่ง เอื้อมมือไปคว้าขาของเขามาวางบนเตียงตามเดิม พยายามดันไหล่เขาให้ลงไปนอนดีๆที่หมอน



          “หลับซะนะ”



          แจ็คเอ่ยเสียงนุ่ม ใบหน้าอ่อนโยนจนน่าใจหาย เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเอ็มม่ากับเฮเลน่า หรือสิ่งที่อาจจะเกิดกับเทรซี่เป็นเพียงความฝันที่เกิดจากความสติแตกของเขา ความฝันที่เป็นผลพวงจากสงคราม จากการเห็นเพื่อนพ้องล้มตายครั้งแล้วครั้งเล่า



          ที่จริงแล้วแจ็คในตอนนี้ต่างหากที่ดูเหมือนเป็นความฝัน



        สามคำนั้นเหมือนมีเวทมนตร์บางอย่างที่ถ่วงหนังตาเขาจนหนักอึ้ง ทำให้สบายใจอย่างน่าประหลาด เหมือนความรู้สึกกดดันที่แบกเอาไว้ตลอดคืนถูกยกออกไป



          บางทีมันอาจเป็นเวทมนตร์จริงๆ ได้ผลยิ่งกว่ากรงเล็บ ยิ่งกว่าการพรางตัวในหมอกควัน ยิ่งกว่าการโจมตีระยะไกล เวทมนตร์ที่หากถูกใช้ตั้งแต่แรก เขาคงพ่ายแพ้ราบคาบ เหมือนกับที่แพ้ให้เทรซี่ เขาอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมแข็งกระด้าง ชินกับความเจ็บปวด กับการถูกทำร้าย แต่กลับแพ้ทางความอ่อนโยน แพ้น้ำตาแห่งความห่วงใย หัวใจเขามีแต่แผลเป็นมาแต่แรก สัมผัสนุ่มนวลพวกนั้นจึงฝังสลักในใจเขา ล้ำลึกยิ่งกว่าแผลใดๆ




          เทรซี่ยังปลอดภัย




          นั่นเป็นความคิดสุดท้ายของเขาก่อนที่สติจะหลุดลอยไปสู่ห้วงนิทรา


—-





*แถม* เป็นมุมมองแจ็คช่วงที่คุยกันตอนต้นๆน่ะค่ะ เขียนออกมาแล้วดันหาจังหวะใส่ไว้ในเรื่องไม่ได้ เพราะมันเป็นมุมมองนาอิบมาทั้งเรื่อง555 เอามาแปะไว้ตรงนี้แทนนะคะ





          อยากฝากรอยแผลเป็นเอาไว้ ทำให้ไม่อาจลืมเลือนตัวเขาไปตลอดกาล




          แจ็คค่อนข้างแน่ใจว่านั่นเป็นเหตุผลที่เกือบทำให้เขาเกือบฆ่าเทรซี่ แต่กลับไม่แน่ใจว่านั่นใช่เหตุผลที่เขาทำร้ายเอ็มม่าหรือเปล่า



          บางทีอาจเพียงอยากอยู่ในสายตาอีกฝ่ายเพียงชั่วขณะ ให้ดวงตาไหวริกนั้นจับจ้องเพียงเขา ให้กรงเล็บฝังเข้าไปในผิวเนื้อ ราวกับในช่วงเวลานั้น อีกฝ่ายอยู่ในกำมือของเขา เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ เขาเสพติดความรู้สึกแบบนั้นยิ่งกว่าอะไร



          ตอนที่นาอิบพูดประโยคนั้นออกมา เขาใจหายวูบอย่างที่ไม่ควรเป็น



          นาอิบไม่เคยอยู่ในกำมือเขา ไม่เคยมองเขาเหมือนกับว่าเขาเป็นสิ่งเดียวที่ต้องสนใจไม่ว่าในช่วงเวลาไหนๆ แม้ว่าจะถูกต้อนจนมุม ดวงตาของอีกฝ่ายจะกวาดมองหาทางหนีทีไล่เสมอ ไม่เคยมองมาที่เขานานขนาดนั้น ไม่เคยแสดงความรู้สึกใดต่อเขาทั้งนั้น ไม่แม้แต่จะหวาดกลัว



          บางทีหากเขาทำร้ายคนสำคัญของอีกฝ่าย สร้างแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไว้ในหัวใจด้านชาดวงนั้น สายตาที่อีกฝ่ายมองเขาอาจเปลี่ยนไป อาจเป็นเกลียดชัง อาจเป็นเคียดแค้น อาจเป็นหวาดกลัว แต่คงไม่ใช่สายตาว่างเปล่า เงียบงัน ไม่รู้สึกอะไร เขาอยากเห็นสายตาแบบนั้นจากนาอิบ



          เขาไม่รู้ว่าทำไม ไม่เคยนึกสงสัยมาก่อนว่าทำไม


         ‘คุณรักเธอ แต่ไขว่คว้าเธอไว้ข้างกายไม่ได้ ดังนั้นจึงเลือกฝากรอยแผลไว้ให้ ทำให้เธอไม่อาจลืมคุณไปตลอดกาล’



        เขาอยากฆ่าเทรซี่ เพื่อให้นาอิบเจ็บปวด ให้ตัวตนของเขากรีดลงไปในห้วงความทุกข์ทนสิ้นหวังของอีกฝ่าย 


        

นั่นเป็นเพราะรักเนี่ยนะ




รักเนี่ยนะ...




          ความรักบิดเบี้ยวสมเป็นเขา นาอิบว่าเอาไว้แบบนี้ แต่มันเป็นไปไม่ได้ ชั่วขณะหนึ่งเขาอาจเผลอไผล คิดไปว่ามันอาจเป็นจริง แต่มันเป็นเป็นไปไม่ได้




         ปีศาจแบบเขาไม่สามารถรักใครได้หรอก



—————-




     เป็นฟิคที่...เขียนไปเรื่อยๆโดยไม่ได้วางแผน แต่ดันยาวกว่าที่คิด555 แค่อยากเห็นนาอิบใช้ตัวเองถ่วงเวลาแจ็คค่ะ รู้สึกเลยว่าคาร์แจ็คดูไม่ค่อยคงที่ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอะไรไม่รู้TvT  ถ้าอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องก็ขอโทษนะคะ แง ยังไงก็ฝากฟิคไว้ด้วยนะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ ฮือ<3


ผลงานอื่นๆ ของ Einsley

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

9 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 ธันวาคม 2562 / 22:26

    ไม่เคยชิปแจ็คนาอิบเลยค่ะ จนกระทั่งมาเจอฟิคนี้555555555555 รู้สึกว่าเขียนตรงคาแรคเตอร์จัง นาอิบน่าจะเป็นคนแนวๆนี้ นิ่งๆ ตรงไปตรงมา (และมันน่ารักมาก) ส่วนแจ็คเป็นคุณจิตรกรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ เลยเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไงล่ะ! พิมพ์เวิ่นซะยาว สรุปคือรักฟิคคุณมากๆค่ะ แงงง (และรักมากกว่าเดิมเพราะมีพูดถึงเทรซี่ และเราเมนเทรซี่ o<--<)

    #9
    1
    • 26 ธันวาคม 2562 / 22:18
      ฮืออ ดีใจที่ชอบนะคะะ เมนเทรซี่เหมือนกันเลยค่ะๆๆ ดีใจที่เจอเพื่อน555 ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ!
      #9-1
  2. #8 Eแมว
    วันที่ 3 เมษายน 2562 / 10:09

    ไม่!!! จบแบบนี้ไม่ได้นะ!!!!!

    #8
    0
  3. #7 TttIiiMmm (@tubtim52) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 มีนาคม 2562 / 13:39
    ดีค่ะ ชอบๆๆ
    #7
    1
    • #7-1 CloRenThiA (@merleah) (จากตอนที่ 1)
      26 ธันวาคม 2562 / 22:19
      ดีใจที่ชอบค่า
      #7-1
  4. วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 02:16

    ฮือ... อ่านแล้วมันดีงามมากๆเลยค่ะ ภาษาสวยมากเลย ดูละมุนละไมจริงๆค่ะ แจ็คนี่แค่อยากให้เขาเห็นตัวเองอยู่ในสายตาต้องทำขนาดนี้เลยหรอ...ส่วนนาอิบ จัดการพี่แกได้อยู่หมัดจริงๆค่ะ เหมือนวิธีนี้จะได้ผลเกินคาด555 ถ้าไรท์แต่งคราวหน้าขอให้มีคู่นี้อีกนะคะ น่ารักมากๆเลย

    #6
    1
    • 8 มกราคม 2562 / 21:24
      ฮือ ขอบคุณมากเลยค่ะะ T///T ถ้ามีโอกาสจะแต่งอีกนะคะ
      #6-1
  5. วันที่ 3 ธันวาคม 2561 / 07:24
    ชอบอ่ แจ๊คดูเป็นเด็กมีปัญหา(?)เรียกร้องความสนใจจากเมี-อะแฮ่ม! จากน้องชาเขียวด้วยวิธีที่สุดติ่งจีจี5555 ถ่วงเวลาแบบนี้อิพี่ไม่จับขังไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวันเลยเหรอลูกขา~ หลงไปสิอิแจ๊ค ไม่มีต่อแล้วเหรอ ขออีกนิดน้า ต่ออีกสักตอน เอาแบบละมุนละไม~ น้าไรท์น้าาาาาา
    #5
    1
    • 6 ธันวาคม 2561 / 23:47
      ขอบคุณสำหรับเมนท์นะคะ ดีใจที่ชอบบ ฮืออ ถ้ามีโอกาสจะแต่งต่อน้า
      #5-1
  6. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 22:45

    เอาง่ายก็คือนางต้องการให้นาอิบสนใจนางแค่คนเดียวเลยทำร้ายคนอื่น5555 มันก็แลดูจะยันหน่อยๆ

    #4
    1
    • 21 พฤศจิกายน 2561 / 23:42
      แจ็คคงแบบ...'สนใจผมเยอะๆหน่อยสิ สักครึ่งหนึ่งของที่ผมสนคุณก็ยังดี' ประมาณนั้นมั้งคะ5555
      #4-1
  7. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 17:54

    โอ๊ยยยยยย~~ คือดีอ่ะ ดีมากๆ เป็นฟิคเรื่องแรกที่คาร์ตรงกับในเกมเป๊ะ อยากให้แต่งเป็นเรื่องยาวมากกกก เราอ่านไปอึ้งไป...คือแบบว่ามันใข่อ่ะ นาอิบที่เป็นทหารเก่าต้องสุขุม แน่วแน่ ส่วนแจ็คต้องเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่นแต่มีความโหดในตัวเอง ยิ่งตอนนาอิบต้องรั้งแจ็คไว้นี่คือเดาทางไม่ออก ไม่รุ้ว่าปิ้งไก่คนนี้ต้องการอะไร


    พูดมาเยอะละ สั้นๆเลยค่ะ 'ชอบมาก' ♥

    #3
    1
    • 21 พฤศจิกายน 2561 / 18:55
      ฮือ ดีใจจังค่ะ รู้สึกได้รับฮีลลิ่งงT///T ขอบคุณมากๆสำหรับคอมเมนท์นะคะ
      #3-1
  8. วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 12:11

    ดีแล้วค่ะ///v///

    #2
    1
  9. #1 นุ้งชาเขียวของพรี่
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 / 10:26

    โอ้ยชอบบบบ มันดีมากค่ะะะะะ~ ถ่วงเวลาไปอีกเยอะๆเลยนาอิบลูก~ ถ่วงแบบนี้พี่แจ็คไม่ต้องไปไหนแล้วค่ะ อยู่กับเมียทั้งวันทั้งคืนก็ยอม----

    #1
    1
    • 21 พฤศจิกายน 2561 / 16:37
      พี่แจ็คก็ทำเป็นให้ถ่วงเวลาไปงั้น จริงๆนาอิบนั่งเฉยๆพี่ก็นั่งดูยันเช้าอยู่ดีมั้ง555555 /ขอบคุณสำหรับเมนท์นะคะะ
      #1-1