[ฺBL] พยัคฆ์ร้ายกับรัชทายาทปัญญาอ่อน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 110,215 Views

  • 1,495 Comments

  • 4,013 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    4,060

    Overall
    110,215

ตอนที่ 55 : ตอนพิเศษ : หลงพยัคฆ์ [ธีมโลกปัจจุบัน] *เคยเขียนแล้วที่มีเวสเล่นเปียโนแต่รีไรต์ให้มันสมบูรณ์มากขึ้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1361
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    6 ส.ค. 60

ชี้แจง

ตอนนี้เคยลงแล้วครั้งนึงแต่เอาไปใช้ทำไรนิดหน่อยเลยเขียนใหม่ให้มันสมูทขึ้น
รู้สึกว่ามันดีกว่าเดิมเยอะเลยเอามาลงให้อ่านกัน 5555
ใครเคยอ่านแล้วอันนี้มันจะเปลี่ยนช่วงท้ายๆ เลื่อนลงไปอ่านช่วงตอนเล่นเปียโนได้เลย
อันนี้เอาเนื้อเพลงมาแทรกด้วย รู้สึกได้ฟีลขึ้นเยอะ

-----

เรื่องสั้น : หลงพยัคฆ์

ณ เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนามสกุล 'อังศุชวาล' ตระกูลของเจ้าสัวใหญ่สัญชาติจีน-เยอรมัน ตระกูลที่ในมือถือครองธุรกิจอหังสาริมทรัพย์แทบทุกประเภท ตั้งแต่หมู่บ้านจัดสรรจนถึงคอนโดในย่านดังของกรุงเทพ ทำให้มีฐานะติดอันดับต้นๆ ของคนที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย

หากแต่ความร่ำรวยของเจ้าสัวก็ไม่มีได้มีที่มาเป็นสีขาวเสมอไป เบื้องหลังเงินทองที่มากมายนั้นถูกแลกด้วยเลือดจำนวนไม่น้อยเช่นกัน มีผู้คนมากมายที่พยายามขัดขืนไม่ขายที่ให้เจ้าสัวแต่สุดท้ายก็ยอมขายด้วยร่างไร้วิญญาณ ความจริงเรื่องนี้ใช่ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะไม่รู้เพียงแต่ไม่กล้าปริปากพูดอะไรเท่านั้น

แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่สามารถใช้เป็นข่าวซุบซิบวงในได้สนุกปาก เจ้าสัวพยายามอย่างยิ่งทั้งยัดเงินทั้งอะไรแต่ก็ไม่ได้ผล จึงได้แต่พยายามกลบข่าวด้วยข่าวอื่นที่ใหญ่กว่าเมื่อมีคนปูดเรื่องนั้นขึ้นมา

เรื่องที่ว่าลูกชายคนโตของเจ้าสัวอังศุชวาลเป็นออทิสติก!

ทุกงานแถลงข่าวหรืองานเลี้ยงเจ้าสัวจะไม่พูดถึงลูกชายคนโตของตัวเองราวกับไม่มีตัวตนอยู่ แต่จะพูดถึงลูกชายคนรองของตัวเองแทน ลูกชายที่เพียบพร้อมไปทั้งรูปลักษณ์และสติปัญญาอีกทั้งยังจบเจ้ามหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เจ้าสัวภูมิใจกับลูกชายคนนี้มากและมักเปรยต่อหน้าสื่อบ่อยๆ ว่าจะให้รับช่วงกิจการต่อ ส่วนลูกชายคนเล็กนั้นยังคงเรียนอยู่ในระดับมัธยมปลาย

น่าเสียดายที่พวกนักข่าวไม่ได้ชอบข่าวธรรมดาแต่ชอบข่าวคาวซะมากกว่า ต่อให้เงินจำนวนมากมายเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหยุดความสอดรู้ของพวกเขาได้ มีหลายครั้งที่นักข่าวพยายามตะล่อมขอเข้าไปถ่ายทำรายการชีวิตเจ้าสัวข้างในบ้านที่ใหญ่ราวกับคฤหาสน์แต่หารู้ไม่จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขาคือตัวลูกชายคนโตต่างหาก

มีครั้งหนึ่งที่มีแม่บ้านลาออกจากบ้านเจ้าสัวมาขายข่าวให้กับนักข่าวทำให้พวกนักข่าวตื่นเต้นกันมาก แม่บ้านเล่าว่าลูกชายคนโตของเจ้าสัวนั้นถูกขังเอาไว้ในบ้านหลังเล็กซึ่งในบ้านหลังนั้นก็มีแค่เปียโนหลังหนึ่งกับตู้หนังสือเท่านั้นไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก ซึ่งทันทีที่พวกเขากำลังจะปล่อยข่าวนี้ลงอินเทอร์เน็ตกลับถูกสายลึกลับโทรมาขู่ฆ่าซะก่อน แน่นอนว่าแม่บ้านคนนั้นก็หายไปอย่างลึกลับเช่นกัน

แต่นั้นก็ยิ่งทำให้พวกเขาอยากรู้จนตัวสั่นแต่ก็ทำได้เพียงเท่านั้นเพราะไม่อยากเสี่ยงกับเจ้าสัวเท่าใดนัก เช้าวันต่อมาเจ้าสัวออกมาแนะนำลูกชายที่เคยบอกว่าเป็นคนรองของตัวเองว่าเป็นลูกชายคนโตและพร้อมจะรับตำแหน่งเจ้าสัวคนต่อไป

ทำให้เรื่องราวของลูกชายคนโตของอังศุชวาลค่อยๆ จางหายไปจากตระกูลอังศุชวาล

 

 

"งานนี้ขอให้เร่งมือหน่อย ถ้าไอ้เสี่ยอ้วนมันขัดขืนก็ฆ่าทิ้งไปได้เลย ส่วนเรื่องเงินเจ้าสัวบอกแล้วแต่แกจะเรียก" ชายร่างท้วมซึ่งมีฐานะเป็นพวกซักล้างของเจ้าสัวพูดกับชายร่างใหญ่ที่อยู่ในชุดคลุมดำทั้งตัว ถึงแม้จะเคยคุยกันมาสองสามครั้งแต่สิ่งที่ชายร่างท้วมเคยเห็นมีเพียงนัยน์ตาสีดำอำมหิตราวกับนักล่าเท่านั้น

ซึ่งมันก็สมกับฉายาพยัคฆ์ดำ นักฆ่าที่ลงมือฆ่าได้รวดเร็วและฉับไว ไร้ความลังเลใดๆ คล้ายกับว่าในจิตใจของมันไม่เคยมีความเมตตา

สิ่งที่ชายร่างท้วมพอรู้นั้นมีเพียงชื่อกับข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ทำให้ทุกครั้งที่เจอกันชายร่างท้วมมักจะลอบใช้ดวงตาเล็กๆ ราวกับเม็ดถั่วของตัวเองสำรวจร่างของโลกันต์ มือปืนชื่อดังในธุรกิจมืดที่เก่งเรื่องพรางตัวและลงมือฉับไว เพราะความเก่งกาจทำให้มันไม่จำเป็นต้องอยู่ในสังกัดใคร ใครที่ให้เงินมากที่สุดมันก็จะรับงานนั้น

"ล้านนึง บัญชีเดิม" เจ้าของฉายาพยัคฆ์ตอบเสียงราบเรียบและสาวเท้าออกทันที ราวกับว่าการหายใจร่วมกับคนเป็นนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับมัน

"แม่งแค่ฆ่าคนเดียวได้ตั้งล้านนึงเลยเหรอวะ" คนพวกซักล้างบ่นอย่างไม่พอใจนักกึ่งอิจฉา  

ปัง!

ชายร่างท้วมสะดุ้งเฮือกตัวสั่นเทาเมื่อข้างๆ เท้าตัวเองเป็นรอยกระสุน พอเงยหน้าขึ้นมามองก็เห็นนัยน์ตาสีดำนั่นวาวโรจน์ โดยไม่รู้ตัวแข้งข้านั้นอ่อนยวบจนทรุดไปกองบนพื้นด้วยความหวาดกลัว

ถ้าหากเปรียบโลกันต์เป็นพยัคฆ์ มนุษย์ทุกคนที่ยืนตรงหน้ามันคงไม่ต่างอะไรจากกวางที่มันสามารถขย้ำให้ตายในครั้งเดียว

เสือร้ายที่เพิ่งทำคนกลัวจนเข่าอ่อนถอนหายใจไม่สบอารมณ์นัก เพราะตอนนี้มันกำลังเดินอยู่ในสวนของตระกูลอังศุชวาลที่ยุงเยอะเป็นบ้าและตอนนี้ก็ใกล้จะเช้าแล้วมันยังไม่ได้นอนเลยสักชั่วโมง มันเดินไปเรื่อยๆ อย่างหงุดหงิดเพื่อหาแมวที่ตัวเองเอามาด้วย ไม่รู้ว่าแมวบ้านั่นมันคลั่งอะไรถึงวิ่งตามอะไรสักอย่างไปตอนที่มันกำลังจะรับงานจากไอ้อ้วนนั่น

ที่เอามาด้วยไม่ใช่อะไร เจ้าแมวเซ่อนั่นชอบเดินเล่นออกจากห้องพักแล้วโดนหมาฟัดกลับบ้านมาเกือบตายบ่อยๆ มันเลยไม่ไว้ใจให้แมวตัวนี้อยู่บ้านคนเดียว มักจะพาติดตัวไปทำงานด้วยเรื่อยๆ โดยจะยัดไว้ในรถตู้หรือตู้สักตู้ที่พอจะหาได้แถวนั้น ดีที่มันพอรู้งาน ไม่ร้องแหกปากโวยวายเวลาโดนขัง ทำเพียงแค่นอนรอเงียบๆ เท่านั้น

เมี้ยว~

นัยน์ตาดุร้ายวาววับ ไอ้แมวเวรนั่น! โลกันต์สาวเท้าเร็วๆ ไปทางต้นเสียงที่เป็นป่ารกครึ้มทันทีเพราะอยากกลับบ้านไปนอนเต็มทน หากแต่เมื่อกำลังจะตะคอกด่า คำพูดทุกคนกลับจุกอยู่ที่ลำคอเพราะภาพตรงหน้า

ชายร่างโปร่งซึ่งมีผมสีขาวโพลนระต้นคอนัยน์ตาสีทองกำลังเล่นกับแมวบัดซบของมันด้วยรอยยิ้มกว้างและส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

กร็อบ

บัดซบ มันเผลอเหยียบใบไม้!

แน่นอนว่าคนที่ถูกลอบมองอยู่ก็รู้ตัวเงยหน้าขึ้นมามองทันที ยิ่งพอเห็นว่าเป็นคนแปลกหน้า ใบหน้านั่นก็ซีดลงถนัดตาและลนลานจนทำอะไรไม่ถูกจึงตัดสินใจนั่งอยู่ที่เดิมยกมือสองข้างขึ้นมาบังตัวเองตัวสั่นเทา

"ขะ.. ขอ ขอโทษ ฮึก ไม่ ไม่ เล่นแล้ว"

เสียงทุ้มนุ่มดังแว่วออกจากริมฝีปากบางเฉียบ

แง้ว

เจ้าแมวเหลือบมองเจ้านายตัวเองแล้วขู่ฟ่อใส่ ข้อหาทำให้คนที่มันถูกใจร้องไห้

"แมวเวร เลี้ยงเสียข้าวสุก" โลกันต์สบถใส่แมวเนรคุณของตัวเองอย่างไม่จริงจังนักแต่ก็สาวเท้าเข้าไปใกล้ร่างเล็กที่ถอยหนีชนหลังติดกำแพงด้วยความหวาดกลัว

นัยน์ตาสีทองที่ได้จากทวดน้ำตาคลอเบ้านิดๆ เมื่อรู้สึกว่าตนเองจนมุม มือสองข้างเปลี่ยนเป็นไหว้ขอขมาด้วยความเคยชิน "ฮึก ขะ ขอโทษ ไม่ ไม่ทำแล้ว เวส เวส ขอโทษ"

ร่างสูงถอนหายใจแล้วนั่งยองๆ ตรงหน้าคนที่กลัวจนตัวสั่นไม่หยุด

"ร้องไห้ทำไม"

"ฮึก เล่น เล่นแมว แมวใครไม่รู้"

โลกันต์สบมองแมวตัวเองที่ตอนนี้ยืนขวางเวสราวกับกำลังปกป้อง ทั้งๆ ที่ตัวเองนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายกลัวจนตัวสั่น

"ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย" มือหยาบที่จับแต่กระบอกปืนและมีดสัมผัสกับกลุ่มผมนุ่มเบาๆ ราวกับกำลังจะปลอบประโลมเท่าที่เสือดุร้ายตัวนึงจะทำได้

แน่นอนว่าพยัคฆ์ดำก็เคยได้ยินเรื่องราวของลูกชายตระกูลอังศุชวาลมาบ้าง ความรู้สึกแรกที่รู้ไม่มีความเห็นใจแทรกอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว หากแต่เมื่อเห็นอยู่ตรงหน้าตัวเองกลับปล่อยผ่านไม่ได้เพราะร่างตรงหน้านั้นอ่อนแอราวกับกำลังจะแตกสลายได้ตลอดเวลา

“ฮึก ขอโทษ” ร่างเล็กยังคงสะอื้นแม้ว่าจะเลิกตัวสั่นแล้วก็ตาม น่าแปลกที่มืออุ่นๆ นั้นให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างน่าประหลาดและมันเป็นความรู้สึกที่เวสต้องการมาตลอด จึงเผลอจับมือนั้นไว้แน่นกลัวว่ามันจะหายไป

“เป็นอะไร หืม?” ใบหน้าคมคายที่ซ่อนใต้ผ้าคลุมยิ้มมุมปากแกล้งชักมือออกซึ่งก็ถูกดึงไว้แน่นไม่ไปไหน

แง้ว!

“หุบปากน่า ฟินด์” โลกันต์มองแมวตัวเองหน่ายๆ แล้วสบมองลูกชายคนโตของอังศุชวาลที่กำลังมองตัวเองไม่วางตา

“แผลบน บนหน้า.. เจ็บไหม”

นานแล้วสินะที่ไม่มีใครถามแบบนี้

พยัคฆ์ดำยิ้มเอ็นดูแล้วส่ายหัว "มดกัด" ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วตอนได้แผลนี้มาเจ็บจนแทบสิ้นสติ "แล้วเวสล่ะ ทำไมยังไม่นอน นี่มันจะเช้าแล้ว"

พอโดนเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงใจดี เวสก็ยิ้มกว้างเพราะแทบไม่มีใครเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้แล้ว พวกแม่บ้านอย่างมากก็มาทำความสะอาดให้พอเสร็จแล้วก็ไป ส่วนอาหารจะถูกวางบนโต๊ะอาหารทุกเช้าและเย็น คนตัวเล็กกินข้าวแค่สองมื้อเพราะวันๆ ใช้ชีวิตหมกมุ่นอยู่กับสิ่งๆ หนึ่งจนลืมหิวไปเลย

"เล่น เล่นเปียโนน่ะ" เวสพูดเสียงกระตือรือร้น "อยาก อยากฟังไหม เวสจะเล่นให้.. ฟัง"

โลกันต์ซึ่งตอนนี้เริ่มไม่รู้สึกอยากนอนเท่าไหร่ตอบด้วยรอยยิ้มนิดๆ "อยากสิ" น่าแปลกที่อยู่ๆ ก็ถูกชะตากับลูกชายคนโตคนนี้ของเจ้าสัวอย่างน่าประหลาด ทั้งๆ ที่ปกติเขามักจะสนใจผู้หญิงแท้ๆ

เวสดึงมือเจ้าของฉายาพยัคฆ์ดำไปยืนข้างๆ ส่วนตัวเองก็ไปนั่งที่ประจำตัวตั้งแต่จำความได้

"เวส เวสจะเล่นแล้วนะ ตะ ตั้งใจฟังดีๆ ล่ะ" ร่างโปร่งเปรยก่อนที่จะหลับตาและเล่นเพลงตามความรู้สึกของตัวเองทันที นิ้วเล็กกดตามตัวโน๊ตที่ปรากฎขึ้นในสมองอย่างชำนาญจนเกิดเป็นเพลงไพเราะออกมา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาดูด้วยซ้ำแต่เวสก็ไม่ได้กดโน๊ตผิดแม้แต่ตัวเดียว จะเรียกคำว่าชำนาญก็คงไม่ถูกนักต้องเรียกว่าสัญชาตญาณซะมากกว่า

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ยอมอยู่กับเวสมาตลอดโดยไม่อิดออด

คนเป็นมือปืนเบิกตากว้างมองคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นออทิสติกอึ้งๆ

ทั้งๆ ที่มันไม่ค่อยได้ฟังเพลงหรือสนใจอะไรพวกนี้เท่าไหร่แต่กลับรู้สึกขนลุกกับการเล่นเพลงของเวส ทั้งการกดอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้มองและเสียงเพลงที่ทั้งทรงพลังและแฝงความถ่อมตัวของคนเล่น

ไม่น่าเชื่อคนที่น่าจะกลายเป็นขุมทรัพย์ของนักดนตรีกลับถูกตรวนโซ่ไว้ให้อยู่ในกรงแบบนี้ ทั้งๆ ที่มีความสามารถกลับถูกกับแค่คำว่าออทิสติกตรึงไว้ให้จมปลักอยู่ที่เดิมจนความสามารถที่มีกลายเป็นเพียงของไร้ค่าไม่ต่างจากฝุ่นธุลีในอากาศ

นัยน์ตามาดร้ายของโลกันต์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่น มองเวสราวกับสมบัติล้ำค่า

"ฉันจะพานายออกไปจากกรงนี่เอง"

หากแต่มันก็ไม่ได้เข้าสู่โสตประสาทของคนที่จมไปในโลกดนตรีแล้วแต่อย่างใด

โลกันต์จึงเลือกที่จะมองเงียบๆ โดยมีแมวตัวหนึ่งนั่งเลียขนอยู่ข้างๆ

เฝ้ารอเพื่อที่จะปลดปล่อยจากโซ่ตรวนที่มีชื่อว่าตระกูลอังศุชวาลตระกูลที่รุ่งเรื่องไปด้วยรัศมีโชติช่วง

 

โครม!!!

เก้าอี้รับแขกถูกเจ้าสัวถีบจนล้มด้วยความโมโห

มีอยู่ไม่กี่สิ่งที่ทำให้เจ้าสัวโกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ซึ่งลูกชายคนโตของตระกูลอังศุชวาลก็คือหนึ่งในนั้น ทันทีที่ท่านเจ้าสัวรู้ข่าวว่าลูกชายที่เป็นความอับอายของตระกูลหายตัวไปก็อาละวาดไม่หยุด

"เฟเนกซ์ รู้ไหมว่าไอ้พี่เวรของแกมันหายหัวไปไหน!!! ตามตัวมันมาให้ได้ อย่าให้มันออกไปจากบ้านหลังนี้ได้และห้ามให้พวกนักข่าวเห็นเด็ดขาด!!!!"

ถึงแม้อายุอารามของเจ้าสัวไซมอนจะปาเข้าไปห้าสิบหกสิบแล้ว ความโมโหและความเลือดร้อนยังอยู่ในสายเลือดอย่างเข้มข้นราวกับชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ ใบหน้าที่มีเค้าต่างชาติจากเชื้อเยอรมันบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะ

มันเป็นความอับอายที่สุดในตระกูลอังศุชวาล ขืนมันออกไป นักข่าวคงเล่นข่าวนี้จนเขาไม่มีหน้าออกไปไหนแน่ๆ ถึงมันจะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุน แต่มันกระทืบกับเส้นความเกลียดของเขามากที่สุด!

เขาไม่เคยเข้าใจว่าทำไมภรรยาของเขาถึงได้เอ็นดูมันนัก ทั้งๆ เพราะมันที่ทำให้ภรรยาของเขาต้องป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดและต้องมาเครียดกับการดูแลลูกที่เป็นออทิสติก เขาจ้างแม่บ้านแล้วแต่เธอก็ยังดึงดันที่จะดูแลจนสุดท้ายก็ป่วยด้วยโรคเรื้อรังตาย

ทั้งๆ ที่อาการหนักขึ้นทุกวันกลับไม่เคยปริปากพูดอะไร เอาแต่นั่งฟังไอ้เด็กออทิสติกนั่นเล่นเปียโน ทั้งๆ ที่กำลังจะตายอยู่แล้วกลับเลือกที่จะไม่ไปรักษาตัวแต่อยู่ดูแลไอ้เด็กเวรนั่นที่เป็นไข้แทน

เขาไม่เข้าใจเลยสักนิด ทำไมภรรยาของเขาถึงเอาแต่หมกมุ่นดูแลเด็กเวรนั่น ทำไมไม่สนใจเฟเนกส์ลูกชายคนรองที่เก่งไปซะทุกเรื่องเป็นลูกชายที่เขาภูมิใจมากที่สุดหรือไม่ก็ไอ น้องเล็กที่ป้ำๆ เป๋อๆ ไปบ้างแต่ยังไงก็ต้องดีกว่าไอ้เด็กบัดซบนั่นแน่ๆ!

"ครับพ่อ ผมจะรีบตามตัว 'มัน' กลับมา" คนอยู่ปลายสายรับคำขึงขัง ปลายนิ้วจิกลงบนพวงมาลัยรถอย่างกราดเกรี้ยวไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ

มันกำลังหนี... ทั้งๆ ที่อีกไม่นานเขาจะได้ทุกอย่างแล้วแท้ๆ

"ดี อย่าให้พ่อผิดหวังล่ะ" เจ้าสัวพูดเสียงเข้มกดวางโทรศัพท์แล้วโยนไว้บนโต๊ะเหลือบมองเลขาที่เป็นชายวัยกลางคนข้างๆ "เรื่องพยัคฆ์ดำว่ายังไง"

"ตกลงครับ ล้านนึง"

เจ้าสัวยิ้มเยาะ "นับวันยิ่งเหลิง ฆ่าคนเดียวเอาล้านนึง แต่เอาเถอะ ยังไงมันก็ทำงานดี ไม่พูดมาก" พูดจบก็หัวเราะในลำคอ "ให้มันล้านสองไปเลย โบนัส"

"ครับ นายคนเป็นเลขารับคำ "แล้วนายจะรับอาหารเที่ยงเลยไหมครับ"

คนเป็นนายแค่นเสียงแทนคำตอบ

เพียงเท่านั้นชายวัยกลางคนก็ผงกหัวรับรู้แล้วรีบสาวเท้าออกจากห้องทันทีเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง ท่านเจ้าสัวตอนนี้กำลังโกรธจนกินอะไรไม่ลง จนกว่าจะเจ้าสัวจะเรียกอีกครั้งเขาก็ไม่ควรโผล่หน้าไปให้เจ้าสัวรำคาญใจ ข้างเอวของเจ้าสัวห้อยกระบอกปืนอยู่ สิ่งที่เขาควรทำที่สิ่งคือการไม่เอาหัวตัวเองไปเป็นเป้าซ้อมยิงของนาย

แต่บางทีเขาก็อดฉงนใจไม่ได้

ทำไมถึงต้องโกรธต้องเกลียดเวสถึงขนาดนั้นกัน?

 

 

"เสือ เสือ เสือจะพาเวส เวสไปไหนเหรอ" ร่างโปร่งกระซิบถามเสียงเบาขณะที่ถูกวางพาดไว้บนไหล่ราวกับกระสอบข้าวสาร

"เดี๋ยวก็รู้" โลกันต์ตอบปัด "อย่าพูดสิ เดี๋ยวมีคนหาพวกเราเจอนะ"

เวสตาวาวหัวเราะคิกในลำคอเชื่ออย่างง่ายดาย "จริงด้วย" ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยการกระทำที่ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กทั้งๆ ที่อายุก็ล่วงเลยถึงยี่สิบกว่าแล้ว

เจ้าของฉายาพยัคฆ์ดำหันซ้ายหันขวาอย่างหวาดระแวงเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ลักพาตัวคนติดมือกลับบ้านมาด้วย ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีดีไหมที่ด้านหลังสวนของบ้านอัจศุชวาลนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดแม้แต่ตัวเดียว มีแต่ยามที่ตอนนี้หลับคาป้อมไปแล้วทำให้โลกันต์สามารถขโมยนกออกจากกรงทองได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนและหลักฐาน

รถเก๋งยี่ห้อดาษดื่นสีดำค่อยๆ วิ่งเข้าสู่ถนนใหญ่อย่างแนบเนียน โลกันต์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อออกจากอาณาเขตของอัจศุชวาลได้แต่อย่างไรก็ตามมันก็ต้องระวังมากๆ อยู่ดี ในโลกมืดใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าสัวเกลียดลูกชายคนโตของตัวเองขนาดไหนเหลือเพียงอย่างเดียวก็คือไม่ลงมือฆ่าเท่านั้น

ดีที่เจ้าสัวไม่จ้างมันฆ่าไม่เช่นนั้นมันคงทำไม่ลงและเสียชื่อพยัคฆ์ดำนักฆ่าอำมหิตที่คนลือนักลือหนา

ฟี้~

ใบหน้าคมยิ้มนิดๆ เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ จากร่างโปร่งที่ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกลักพาตัว แต่ใครสนล่ะ มันเนี่ยแหละที่จะปั้นให้นกน้อยตัวนี้กลายเป็นนกอินทรีย์ที่สามารถปกป้องตัวเองได้เป็นที่รู้จักและทำลายโซ่ตรวนอัจศุชวาลได้

แง้ว

"ให้มันน้อยๆ หน่อย ฟินด์" โลกันต์กลอกตาใส่ฟินด์ที่เอาหน้าถูไถหน้าท้องของเวสแล้วก็ลงตัวนอนแบ็บตรงนั้น ซึ่งนอกจากไม่สำนึกที่โดนด่าแล้วยังกลิ้งไปกลิ้งมาต่ออีก

พยัคฆ์ร้ายที่พ่ายแพ้ให้กับแมวตัวเล็กๆ ถอนหายใจอย่างระอาใจแล้วตบไฟเลี้ยวเข้าไปยังโรงแรมชื่อดังระดับประเทศใจกลางเมืองซึ่งตั้งอยู่ข้างสำนักงานใหญ่ของตระกูลอังศุชวาล โลกันต์ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดีที่พาเวสมาซ่อนตัวและฟูมฟักที่นี่ แต่อย่างว่าสถานที่ๆ อันตรายที่สุดก็คือที่ๆ ปลอดภัยที่สุด เจ้าสัวคงไม่คาดคิดว่าลูกของตัวเองจะมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้

ทันทีที่รปภ. เห็นป้ายทะเบียนของโลกันต์ก็ยอมปล่อยให้เข้าไปอย่างง่ายดายอีกทั้งยังตะเบ๊ะท่าทำความเคารพด้วยท่าทีที่ทำแบบเดียวกับเจ้านายตัวเอง เพราะเจ้านายสั่งไว้ว่าคนๆ นี้มีฐานะเป็นเพื่อนสนิทของเจ้านายและพ่อของเขาก็รู้จักพ่อของนายด้วย

แน่นอนว่าสำหรับโลกันต์นั้นถือเป็นเรื่องปกติ จึงเข้าทางด้านหลังของโรงแรมอย่างชำนาญทางและอุ้มร่างเล็กขึ้นลิฟต์ส่วนตัวที่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีบัตรพิเศษเท่านั้น พยัคฆ์ดำมองเลขลิฟต์ง่วงๆ เนื่องจากตัวมันเองก็ง่วงไม่แพ้คนที่ถูกอุ้มในอ้อมกอด แต่ไม่รู้เวรกรรมอะไรที่ห้องของมันนั้นอยู่ชั้นเกือบบนสุดใกล้ๆ กับชั้นของลูกสาวเจ้าของโรมแรง

ไม่สิ.. ตอนนี้คงต้องเรียกว่าเจ้าของเต็มตัวซะมากกว่า

ติ๊ง

ใบหน้าคมคายขมวดคิ้วฉับเมื่อลิฟต์ถูกเปิดระหว่างทาง เพื่อป้องกันการถูกจับได้มันได้มันบังคับเวสใส่เสื้อคลุมดำของมันตั้งแต่ก่อนลงมาจากรถ มันมองประตูลิฟต์อย่างเย็นชาไม่ว่าใครที่เข้ามาใช้ตอนนี้มันก็หงุดหงิดทั้งนั้น

หญิงสาวมีสีหน้าประหลาดใจก่อนที่ตาจะลุกวาวอย่างใคร่รู้สาวเท้าเข้าใกล้คนที่มีฉายาว่าพยัคฆ์ดำอย่างไม่เกรงกลัว "อ้าว! โลกันต์ มาทำไมไม่บอกจ๊ะ แล้วนั่นอะไรในมือ บอกเจ๊มาเดี๋ยวนี้นะ"

พอรู้ว่าเป็นใครพยัคฆ์ดำก็มองเบื่อๆ ความหงุดหงิดหายยังคงอยู่แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่

เกล กัญญลักษณ์ หญิงสาวที่เป็นทั้งเพื่อนคนเดียวของโลกันต์และเป็นเจ้าของโรงแรม Palace ชื่อดังของเมืองไทยที่มักจะมีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยียนอยู่บ่อยๆ อีกทั้งบางฟลอร์มักจะเคยถูกใช้ในการจัดงานใหญ่ๆ หลายงาน ทั้งการประชุม งานแต่งงาน หรือจัดการแสดงทางดนตรี โรงแรมแห่งนี้ก็สามารถเนรมิตให้คุณได้ถ้าคุณมีเงินมากพอ ด้วยบริการที่ดีเยี่ยมอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้โรงแรมนี้ไม่เคยหลุดโผจากการจัดอันดับสิบโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองไทย

อีกสิ่งที่ทำให้โรงแรมนี้โด่งดังคือชื่อเสียงของเกล เพราะรูปลักษณ์ที่สวยไม่แพ้ดาราดัง เกลยังมีงานอดิเรกคือการเดินแบบหรือออกงานอยู่บ่อยๆ จนมีกลายเป็นคนที่มีชื่อพอๆ กับคนของตระกูลของอัจศุชวาล

"อย่าพูดมาก เขาหลับอยู่" โลกันต์ก้มมองร่างโปร่งที่เบามากในมือ "เคยได้ยินเรื่องลูกชายคนโตของเจ้าสัวอังศุชวาลไหม"

เกลเบิกตากว้างเลิกเสื้อคลุมที่บังใบหน้าคนลึกลับออกอย่างตื่นเต้น "เคยสิ" ยิ่งพอเห็นผมสีขาวก็ตื่นเต้นขึ้นไปอีก "ผมสีขาวล้วนจริงๆ ด้วย นึกว่าเรื่องโกหกนะเนี่ย ไม่สิ สิ่งที่เจ๊ต้องตกใจคือแกไปเอาเขามาได้ไงเนี่ย"

"ไปรับงานที่บ้านเจ้าสัว เห็นน่ารักดีก็เลยเอามาด้วย" นักฆ่าไร้หัวใจยิ้มนิดๆ ขณะที่พูด

"โห นี่เขาเรียกลักพาตัวแล้ว ไอ้บ้า" เกลพูดเสียงกลั้วหัวเราะ ในวงในก็มีพูดคุยกันบ้างถึงเรื่องนี้ ที่เธอพอรู้ก็แค่เป็นออทิสติก ผมสีขาวทั้งหัว ถูกขังไว้ที่บ้านแค่นั้น ส่วนมากกว่านั้นก็รู้เท่าคนทั่วไป ช่วยไม่ได้ท่านเจ้าสัวสามารถเหยียบข่าวลูกตัวเองได้มิดชิดเลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจจริงๆ ก็คงจะรอยยิ้มที่หาได้ยากของโลกันต์ คงจะถูกใจลูกเจ้าสัวแล้วจริงๆ นั่นแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้ากระตุกหนวดเสือด้วยกันเองขนาดนี้ คิดดูถ้าหากเจ้าสัวรู้คงไม่วายซวยไปตามๆ กันแน่ๆ

"แล้วจะเอาไงต่อ ฝากเจ๊ดูแลเหรอ ห้องนี้แกก็ไม่ค่อยมาอยู่" เกลพูดอย่างกังวลนิดๆ เพราะห้องพักจริงๆ ของโลกันต์อยู่ค่อนข้างที่คนพลุกพล่าน ไม่รู้เพราะอะไรเจ้าตัวถึงไม่ยอมมาอยู่ที่ห้องนี้อย่างถาวรสักที

ร่างสูงพยักหน้า "คงงั้นฝากไว้ครึ่งวัน เดี๋ยวตอนเย็นมารับ"

ใบหน้าสวยหมองลงนิดๆ "เรื่องนั้น?"

"อืม" โลกันต์ตอบไม่ใส่ใจนัก สำหรับมันแล้วนี่แทบจะเป็นเรื่องปกติสามัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ คนเราทุกคนยังไงก็ต้องตายกันทั้งนั้นเพียง มันมีหน้าที่เร่งเวลาให้เท่านั้นเอง

นัยน์ตาสีดำด้านสบมองใบหน้าที่หลับตาพริ้ม ชั่งใจคิดถึงเรื่องนั้นสักพักและตัดสินใจพูดออกมา

"ได้ข่าวว่าขาดคนเล่นเปียโนใช่ไหม"

เกลพยักหน้ารุนแรงบ่นกระปอดกระแปด "ใช่ เจ๊โคตรเซ็งเลย ไอ้คนที่นัดไว้มันแขนหักจนเล่นไม่ได้ นี่ก็ยังหาไม่ได้เลยเนี่ย งานจะเริ่มอาทิตย์หน้าแล้ว"

"เขาเล่นได้"

"อะไรนะ" หญิงสาวถามซ้ำเพราะไม่แน่ใจในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน

โลกันต์พ่นลมหายใจออกมาราวกับหมดความอดทน "ลูกชายคนโตของเจ้าสัวเล่นเปียโนได้ ระหว่างที่ไม่อยู่ก็เอาไปลองเล่นดู ถ้าชอบก็เอาเข้างานใหญ่เลย"

"แล้วไม่กลัวเจ้าสัวจับได้?"

คนเป็นนักฆ่าตาลุกวาว "ได้ข่าวว่าสื่อมากันเยอะนี่งานนี้ของเจ๊ ถ้ามันกล้าแย่งกลับไปก็ลองดู"

น่าเสียดายที่เกลไม่ได้สนใจเรื่องนั้น "กรี๊ด! แกเรียกฉันเจ๊แล้ว" เอาแต่ตื่นเต้นกับสรรพนามใหม่ที่โลกันต์ใช้เรียก

ติ๊ง

เคราะห์ดีที่ถึงชั้นที่โลกันต์ต้องการพอดี ร่างสูงจึงเหลือบมองด้วยหางตาแล้วสาวเท้าออกไปทันทีทำเอาหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของโรงแรมสบถตามหลังเซ็งๆ เมื่อถูกเมินซึ่งๆ หน้า

พอกลับมาถึงห้องพักหรูของตัวเองโลกันต์ก็วางเวสลงไปเตียงและดึงแมวนรกออกจากอ้อมกอดลูกชายคนโตของเจ้าสัวด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัว

แง้ว

ฟินด์ตะเกียกตะกายพยายามเรียกร้องกลับไปหาอ้อมกอดอุ่น

"อย่าเยอะให้มันมาก" ร่างสูงเอ่ยอย่างรำคาญแต่ก็ยอมปล่อยให้มันกลับไปที่เดิม ส่วนตัวเองก็เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวพอให้รู้สึกสะอาดจึงกลับมาล้มตัวนอนข้างๆ เวสและหลับไปอย่างรวดเร็ว

ก่อนที่มันจะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เพื่อส่งต่ออีกชีวิตคืนสู่ผืนดิน

 

 

ภายในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ถูกจัดแต่งอย่างสวยงามเป็นธีมสวรรค์ตามชื่อของโรงแรม มีร่างสองร่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่บนเวทีใหญ่ซึ่งมีแกรนด์เปียโนแบบเดียวกับที่บ้านของเวสตั้งอยู่ หากแต่ที่บ้านของเวสนั้นเป็นสีขาวไม่ใช่สีดำน่าเกรงขามแบบนี้

"ไหน เวส ลองเล่นให้เจ๊คนสวยฟังหน่อยซิ" เกลที่ตอนนี้มีสถานะเป็นเจ๊ของเวสพูดอย่างสนิทสนมซึ่งเจ้าของชื่อก็ยิ้มจนตาหยีรับ

"อื้อ! ได้ ได้เลย เจ๊ เจ๊คนสวย อยากฟังอะไร" ร่างโปร่งพูดอย่างผ่อนคลายและเป็นกันเองเพราะเสือแนะนำว่าคนๆ นี้เป็นเพื่อนของเสือ ใจดีมากๆ แน่นอนว่าเวสชอบคนที่ใจดีกับเขามากที่สุด

"เวสพออ่านโน๊ตได้ไหม เจ๊อยากฟังเพลงนี้อ่ะ" คนถูกเรียกว่าเจ๊ยื่นโน๊ตเพลงเจ้าปัญหาของนักดนตรีนั่นให้กับเวสซึ่งเธอก็พอได้ยินมาบ้างว่าเพลงบ้านี่เพราะแต่ถ้าจะเล่นให้ดีเล่นยากมาก แต่ไอ้เพลงนี้เนี่ยแหละที่นักดนตรีนั่นโม้ใหญ่ว่าแขกทุกคนต้องชอบแน่ๆ เพราะเนื้อเพลงและทำนองของมันชวนฝันเอาสุดๆ 

เวสยิ้ม "อื้อ! เป็น เป็นสิ อ่านออก พร้อมๆ กับ กอไก่นั่นแหละ" แล้วรับมันดู "อ้ะ เพลงนี้ เวส เวสเล่นเป็น!" พูดอย่างตื่นเต้นนัยน์ตาสีทองพราวระยับ "แม่ แม่ชอบให้เวส เวสเล่นเพลงนี้มากเลย"

ทั้งๆ ที่ดวงตานั่นเปี่ยมไปด้วยความสุขแต่เกลกลับรู้สึกสลดเต็มทน ราวกับว่ามีหมอกขมุกขมัวปกคลุมทั้งร่างของเธอ..

ข่าวการตายของภรรยาเจ้าสัวบ้านอังศุชวาลเป็นข่าวที่ค่อนข้างดังเพราะเจ้าสัวรักภรรยาตัวเองมาก จนมีหลายสำนักข่าวนำข่าวความสูญเสียไปเล่นเป็นประเด็นแล้วเจ้าสัวตามไปเก็บรายตัว

แล้วคนๆ นี้จะรู้ถึงข่าวนี้รึเปล่านะ?

เกลตั้งคำถามในใจไม่กล้าพูดอะไร พยายามรักษาสีหน้ายิ้มแย้มของตัวเองเอาไว้

"แต่แม่ แม่.. ไม่อยู่แล้ว" เวสพูดด้วยรอยยิ้มเศร้าๆ "แต่ แต่เวสก็ยังชอบ.. เพลงนี้อยู่ดี"

เวสค่อยๆ หลับตาลงน้ำตาค่อยๆ หยดลงมาอย่างเชื่องช้าพร้อมๆ กับการพรมนิ้วบนแป้นด้วยความนุ่มนวล เสียงที่ดังออกมาน้ำเต็มไปด้วยความละมุนละไมและลื่นหู

หากแต่เมื่อฟังดีๆ กลับรู้สึกเศร้าอย่างประหลาด

เกลใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่อยู่ๆ ก็ไหลออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

เธอเคยฟังของนักดนตรีคนเก่าเล่น มันคล้ายกันก็จริงแต่ก็ไม่ชวนให้เพลิดเพลินตามขนาดนี้ เพลงที่เวสเล่นออกมานั้นมันทั้งลื่นหูและเพลิดเพลินชวนให้ฝัน ถึงแม้เนื้อเพลงจริงๆ จะกล่าวถึงหญิงสาวที่สวยงามในแบบที่เป็นอยู่แล้วก็ตาม หากแต่เมื่อมาเล่นในแบบของเปียโนนั้นแล้วกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มันชวนให้เราจินตนาการถึงอนาคตหรืออะไรสักอย่าง ที่เราไม่ที่ทางรู้และแน่นอนว่าเราต้องรับมันให้ได้

โดยที่เรายังต้องเป็นตัวของเราเอง

จนกระทั่งเพลงจบเกลก็ยังไม่สามารถหยุดน้ำตาตัวเองได้เลยพยายามปรบมือให้เวสแทน

"เจ๊ เจ๊ว่าเวส เวสเล่นดีไหม.. แม่ แม่บอกว่าเวสเล่นเพราะมาก"

"เพราะสิ" เกลหยุดยืนข้างเวสแล้วลูบหัวสีขาวนุ่มๆ "อยากเล่นเพลงให้คนอื่นฟังไหม?"

แทบไม่ต้องคิดเวสพยักหน้าหงึกหงักเพราะมันเป็นความฝันของตัวเองมาตลอดแต่เวสก็รู้ตัวดีว่าตัวเองมีอะไรบางอย่างที่ต่างจากคนอื่นถึงได้ถูกกีดกันออกไปให้อยู่คนเดียว เวสไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่ก็ไม่คิดจะเรียกร้องสิทธิ์ของตัวเอง ของที่ว่านั่นตั้งแต่จำความได้มันก็ไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว

"อยาก อยากเจ๊ เจ๊คนสวยจะให้เวสเล่นเหรอ"

"อืม" หญิงสาวยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตาคลอเบ้า

"ขอบคุณ ฮืออ ขอบ ขอบคุณ เวส เวสรักเจ๊ที่สุด รัก รักมากๆ"

เกลจับน้ำเสียงความดีใจเอามากๆ ของเวสได้ เธอก็พอเดาๆ ได้ว่าที่ผ่านมาเวสคงจะถูกขังไว้ในบ้านตามที่ข่าวลือนั่นว่าจริงๆ นี่อาจจะเป็นโอกาสครั้งแรกที่เวสได้รับจากคนอื่น

ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้เกลก็น้ำตาคลอหนักกว่าเดิม ในสภาพแบบนี้กับการถูกขังไว้ในบ้านอย่างโดดเดี่ยวมันเป็นเรื่องที่โหดร้ายเกินไปแล้วสำหรับเด็กออทิสติกคนนึง เธอไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าสัวคิดอะไรอยู่ถึงได้ใจร้ายกับเวสถึงขนาดนี้

ทั้งๆ ที่เวสนั้นซื่อขนาดนี้แท้ๆ..

เกลพยายามฝีนยิ้ม"ไม่เอา ไม่ต้องร้อง" แล้วลูบหัวทุยๆ "เดี๋ยวเจ๊โทรเรียกช่างมาตัดสูทให้ สีขาวน่าจะเหมาะกับเวส"

"อื้อ!" เวสยิ้มจนตาหยีผวากอดเกลทั้งน้ำตา "เวส ขอบ ขอบคุณจริงๆ นะ"

หญิงสาวยิ้มรับคำขอบคุณนึกไม่แปลกใจทำไมเสือร้ายนั่นถึงลักพาตัวเวสกลับมาด้วย

เพราะถ้าเป็นเธอเองที่เจอเวส

เธอก็คงลักพาตัวกลับมาด้วยเหมือนกัน

 

ในอีกฟากของเมืองหลวงประเทศไทย บรรยากาศรอบข้างเครียดเขม็งเมื่อเสี่ยอ้วนเจ้าปัญหาที่ฮุบที่แปลงใหญ่เอาไว้ไม่ยอมขายกำลังพูดเจรจาต่อชีวิตตัวเอง

"น่า.. ท่าน ท่านก็น่าจะรู้นี่ว่าอีกปีสองปีฉันก็จะขายแล้ว" เสี่ยร่างท้วมพูดเสียงสั่นกับโทรศัพท์ในมือ สายตามองหลุกหลิกรอบตัวอย่างหวาดกลัวเมื่อถูกล้อมไปด้วยพรรคพวกของเจ้าสัวใหญ่ ส่วนพรรคพวกของมันน่ะเหรอ นอนกองใต้ตีนพวกมันหมดแล้ว! ด้วยฝีมือของคนๆ เดียว

เสี่ยอ้วนกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเผลอไปสบตาสีดำอำมหิต ทั้งๆ ที่เห็นแค่นั้นกลับรู้สึกกลัวจนตัวสั่นหนักยิ่งกว่าเดิม

// สรุปจะไม่ขาย..? //

เสียงในโทรศัพท์ถามกลับมาเสียงเย็นเยียบ

"โถ่ ท่านเจ้าสัว ถ้าฉันขายตอนนี้ฉันก็ไม่คุ้มสิ ขอเถอะนะ ท่าน รอให้ราคาที่มันดีดขึ้นกว่านี้ก่อน" เสี่ยพยายามพูดสุดชีวิตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองและลูกหลาน สำหรับเสี่ยแล้วถ้าหากขายให้กับเจ้าสัวตอนนี้มีแต่ขาดทุน ยิ่งในตอนนี้ทั้งลูกของเสี่ยกำลังจะเข้ามหาลัยทั้งตัวเสี่ยและเมียที่ประสบกับปัญหาโรคเรื้อรัง ขืนขายออกไปด้วยราคานี้คงจะสายป่านขาดกันทั้งบ้าน ดังนั้นเขายอมไม่ได้หรอกที่จะต้องสูญเสียพื้นที่ตรงนี้ไป

// โลกันต์ //

สิ้นคำเรียกพยัคฆ์ดำก็หยิบกระบอกปืนขึ้นมาเล็งที่หัวของเสี่ยอ้วนด้วยสายตาลุกวาว

เสี่ยอ้วนน้ำตาไหลพรากสะอื้นฮัก "ได้โปรดท่านเจ้าสัว ฉันกับเมียก็ไม่สบาย ลูกก็ต้องเข้ามหาลัย ธุรกิจร้านอาหารฉันช่วงนี้ก็ไม่ค่อยจะดี ฮือ ถ้าฉันขายมันให้เสี่ยตอนนี้ เงินต้องไม่พอแน่ๆ"

// ฉันรอมาสามปีแล้ว อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าแกเอาเงินไปเที่ยวผู้หญิงที่ไหน //

ถึงแม้จะมีเชื้อต่างชาติแต่เจ้าสัวกลับพูดไทยชัดเจน

เสี่ยยกมือขึ้นพนมมือไหว้โลกันต์ตัวสั่นหนักกว่าเดิมเมื่อชนักที่ติดหลังถูกเปิดเผย ใบหน้าอวบเต็มไปด้วยน้ำตาจ้องพยัคฆ์ดำเพื่อขอความเห็นใจ

// ไม่ขายใช่ไหม ตอบมาเดี๋ยวนี้ //

"..." ความหวาดกลัวนั้นเกาะกุมจนพูดอะไรไม่ออก

// งั้นก็เอาแบบเดียวกับเพื่อนแกแล้วกัน เสี่ย เที่ยวให้สนุกล่ะ //

ปัง

กระสุนเจาะกลางกะโหลกเสี่ยอ้วนโดยไม่ทันได้กรีดร้อง ดวงตาของเสี่ยอ้วนถลนออกมาด้วยความตกใจก่อนที่ร่างทั้งร่างที่เคยนั่งบนเก้าอี้จะล้มลงมากองกับพื้นกลายเป็นร่างไร้วิญญาณ

โลกันต์เหลือบมองพรรคพวกของเจ้าสัวใหญ่เชิงว่างานของตัวเองนั้นเสร็จแล้วก็แยกตัวออกไปทันที

งานของพยัคฆ์ดำเหมือนจะง่ายก็จริงแต่ก็ไม่ได้ง่ายเพราะเป็นทั้งคนที่หาตำแหน่งเสี่ยอ้วนที่หลบซ่อนตัวอยู่ปลายปีและล่อให้มันออกมาก่อนที่จะปลิดชีวิตมันอย่างเลือดเย็น

ทุกอย่างที่แลกเงินก้อนใหญ่มันไม่เคยง่าย สิ่งที่โลกันต์ต้องแลกกับงานนี้มีมากมายจนเจ้าตัวหน่ายที่จะใส่ใจเพราะในหัวตอนนี้ปรากฎภาพร่างโปร่งกำลังเล่นเปียโนอย่างเพลิดเพลิน

รู้สึกว่าเปียโนของเกลในห้องโถงจะเป็นสีดำแต่ในบ้านหลังนั้นเป็นสีขาว..

ใบหน้าคมคายยิ้มเมื่อนึกอะไรออก

ถ้าเวสได้เล่นเปียโนสีขาวด้วยก็คงดีไม่หยอก

 

 

เวสใช้เวลาซ้อมเพลงในการเล่นร่วมกับวงอยู่สองสามวันก็สามารถเล่นได้อย่างคล่องแคล่วจนนักดนตรีเก่าที่แขนหักและมาช่วยซ้อมเอ่ยปากชม แน่นอนว่าพวกดนตรีไม่รู้ว่าเวสเป็นลูกชายคนโตของเจ้าสัวใหญ่ รู้แค่ว่าเป็นญาติที่เกลหามาได้และเล่นเปียโนเก่งเอามากๆ ซึ่งก็มีนิสัยขี้อายไม่ค่อยพูดแต่กลับไปย้อมผมสีขาวเพราะชื่นชอบศิลปินคนหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก

พอมีคนชมว่าเล่นดีเวสก็ยิ้มไม่หุบ ถึงแม้จะอยากพูดคุยกับพวกนักดนตรีแต่ก็ต้องฝืนไม่คุยเพราะเกลสั่งห้ามไว้ ถ้าพูดคุยจะไม่ให้ขึ้นเวทีแสดงทันที เวสจึงยอมทำตามอย่างง่ายดาย

 เวสและนักดนตรีซ้อมใหญ่กันทั้งวันก่อนวันงานในวันพรุ่งนี้ซึ่งวันนี้ก็พิเศษกว่าวันอื่นตรงที่เสือของเวสก็มานั่งดูอีกฝ่ายเล่นด้วย ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ในชุดสูทสีดำส่งยิ้มจางๆ เชิงให้กำลังใจกับร่างโปร่ง

แน่นอนว่าทุกอย่างไม่พ้นจากสายตาของนักดนตรีและเกล พวกนักดนตรีแอบพูดคุยและแซวอย่างออกนอกหน้าว่าสองคนนี้มีอะไรๆ กันหรือเปล่าเนี่ย ซึ่งโลกันต์ก็ไม่ใช่คนที่เฟรนด์ลีอะไรจึงส่งยิ้มนุ่มๆ แทนคำตอบกับทุกคำถามจนเกลรำคาญออกมาตอบแทนว่าสองคนนี้นอนห้องเดียวกัน ทำเอาพวกนักดนตรีหัวเราะชอบใจกันยกใหญ่ ส่งรอยยิ้มแซวเวสไม่หยุด

แต่น่าเสียดายเวสไม่เข้าใจความสัมพันธ์ทำนองนั้นสักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าตัวเองชอบอยู่กับเสือแล้วก็ฟินด์มากกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น

เวสโบกมือให้โลกันต์ก่อนที่จะลงไปในห้วงของเสียงเพลงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาในหัว โลกันต์โบกมือกลับมองตามอย่างเพลินตาเมื่อเห็นอีกฝ่ายได้เล่นเพลงเดี่ยวบนเวทีใหญ่ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นเพลงสุดท้ายที่ใช้ปิดงาน

เจ้าของฉายาพยัคฆ์ดำเลียริมฝีปากตัวเองขณะที่มองร่างโปร่งที่สามารถเล่นเพลงได้ทรงพลังสะท้านใจคนฟังต่างจากรูปร่างผอมบาง

งานนี้มีนักข่าวแน่นอนว่าเวสต้องดังแน่นอนและเจ้าสัวก็จะรู้เรื่องนี้

นัยน์ตาสีดำด้านทอประกายวาวโรจน์

แต่มันไม่สนหรอกโซ่ตรวนของตระกูลอังศุชวาลน่ะ

มันไร้สาระ

 

 

"ตื่นเต้นไหม?" โลกันต์ถามเวสเสียงนุ่มนวลขณะที่ย่อตัวลงจัดเนกไทด์สีขาวให้

"อื้อ แต่ แต่ก็น่าสนุก" เวสยิ้มจนตาหยีให้เสือร้าย "หอมแก้มๆ เวลา เวลาเวสเล่นดี แม่จะหอมแก้มเวส"

เสือร้ายโคลงหัวแล้วหัวเราะหึยอมก้มลองไปหอมแก้มตามคำสั่ง

โชคดีที่ในห้องเปลี่ยนชุดมีเพียงสามคน เกลจึงสามารถจิกกัดได้อย่างสบายใจ "แหม หวานจังเลย เค้กตรงนั้นจะหวานเท่าตรงนี้ไหมน้า"

โลกันต์ไม่ตอบไม่สนใจเกลด้วยซ้ำ มือหยาบเกลี่ยผมนุ่มที่ชี้ขึ้นมาให้กลายเป็นทรง "ถึงเวลาแล้วนี่เตรียมตัวออกไปได้แล้ว เวส"

เวสลุกพรวดกอดร่างสูงที่นั่งยองๆ อยู่จนเกือบล้ม "เสือ เสือต้องตั้งใจ ตั้งใจฟังเวสนะ" แล้ววิ่งหนีออกจากห้องไปรวมกับพวกนักดนตรีทันทีไม่ต่างกับเด็กซนๆ คนนึง

"คิดว่าจะรับมือเจ้าสัวไหวไหม?"

เจ้าของฉายาพยัคฆ์ดำหัวเราะในลำคอพูดอย่างหยิ่งผยอง "มีคุณกัญญลักษณ์สนับสนุนอยู่ ผมจะกลัวอะไรอีก ไหนจะพวกนักข่าว ถ้าเจ้าสัวมีปัญหามาก ผมก็คงจะต้องลงไม้ลงมือกับคนสนิทเจ้าสัวบ้าง"

เกลส่ายหัวระอาใจ

"หวังว่าเจ้าสัวจะลืมๆ ลูกตัวเองไปสักวันแล้วกัน"

~

"เริ่มแล้ว" โลกันต์พูดออกมาเพื่อเป็นการตัดบทแล้วเดินออกห้องไปนั่งยังที่พิเศษของตัวเองทันที ถึงแม้ว่ามันจะอยู่ในที่ลับตา แต่มันก็ก็พอใจกับที่ตรงนี้เพราะมันเป็นสถานที่ที่เขาสามารถมองเวสได้อย่างชัดเจน

งานวันนี้เป็นงานเลี้ยงเต้นรำของนักการเมืองตำแหน่งใหญ่ที่เชิญแขกผู้เข้าร่วมงานมามากมายทั้งดารานักแสดง ผู้ทรงอิทธิพลหรือแม้แต่เจ้าสัวใหญ่ก็ถูกเชิญแน่นอนว่าลูกชายคนโตอย่างเฟเนกส์ก็ถูกหนีบมาด้วย งานเลี้ยงเป็นไปอย่างเรียบหรูและถูกถ่ายทอดสดและเก็บบรรยากาศแทบจะตลอดเวลา ผู้คนในงานเริ่มทยอยเข้ามาร่วมงานเลี้ยงที่จัดในเวลาค่ำแต่เจ้าสัวใหญ่ยังไม่ได้มา

มีนักข่าวและแขกผู้ร่วมงานหลายคนที่ให้ความสนใจนักดนตรีที่หลับตาพริ้มเล่นเปียโนด้วยความชื่นชม เสียงที่ดังจากเปียโนนั้นนุ่มนวลลื่นหู อีกทั้งคนที่เล่นที่มีรูปลักษณ์น่าสนใจด้วยทำให้เวสถูกเก็บภาพไปลงเพจและในเฟสของดาราดังหลายคนภายใต้แคปชั่น #นักเปียโนน่ากิน

งานเลี้ยงดำเนินค่อนไปครึ่งงานก็มีช่วงที่นักดนตรีให้สัมภาษณ์หรือคุยเล่น มีนักข่าวหลายคนที่พยายามเข้าไปสัมภาษณ์เวสแต่เวสที่ถูกเตี๊ยมให้ไปพักตั้งแต่แรกก็เลยหายตัวไปจนนักข่าวอดไปตามๆ กัน

ทันทีที่เวสกลับมาอีกครั้งก็ต้องกลับเล่นดนตรีต่อ เวสปฎิเสธผู้คนที่พยายามจะตอบคำถามด้วยรอยยิ้มแล้วก้มหน้าก้มตาเล่นเพลงตามความเคยชินของตัวเอง หากแต่เมื่อเล่นไปด้วยช่วงหนึ่งปลายนิ้วของเวสก็ชะงักค้างแต่ก็เล่นต่อแทบจะทันทีในครั้งนี้เล่นตามสัญชาตญาณเพราะหัวใจอกเต้นไม่เป็นส่ำ

สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เมื่อกี้ขึ้นแน่นอนว่าคือสิ่งที่ทรงอิทธิพลสำหรับเวสมากที่สุด

เจ้าสัวใหญ่แห่งตระกูลอังศุชวาล

นัยน์ตาคมกริบจดจ้องคนที่เล่นเปียโนตาวาวมือที่กำแก้วไวน์กำแน่นจนแก้วแทบตาคามือไม่ต่างจากคนข้างๆ กายเจ้าสัวที่มองเวสตาไม่กระพริบราวกับจะฆ่าทั้งเป็น

พวกเขาจำคนที่ตัวเองเกลียดได้ดี ไม่รู้จะเรียกว่าจุดใต้ตำตอหรืออะไรดีที่คนที่ตามล่าหาตัวแทบพลิกแผ่นดินมาตลอดหลายวันนี้กลับมาปรากฎตัวที่นี่ได้

สายตาเจ้าสัวและลูกชายจึงหันไปมองกดดันเกลที่เดินมาต้อนรับพอดี แน่นอนว่าเธอต้องมีส่วนรู้เห็นอะไรสักอย่างในตัวลูกชังที่เจ้าสัวเกลียดนัก

"ชอบนักเปียโนเหรอคะ เจ้าสัว มองไม่วางตาเชียว" เกลกับเจ้าสัวใหญ่เคยสนิทกันในระดับหนึ่ง สนิทแบบพวกนักธุรกิจได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายอะไรแบบนั้น

เจ้าสัวกระตุกยิ้มเย็น "ครับ ก็แปลกใจทำไมคนเล่นเปียโนหน้าตาถึงได้คุ้นหน้าคุ้นตาผมนัก"

เกลแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "จริงเหรอคะเนี่ย อันนี้เป็นนักดนตรีที่เกลรู้จักมาจากเพื่อนค่ะ เจ้าสัว เห็นว่าพ่อกับแม่ก็เก่งดนตรีเหมือนกัน น่าจะนามสกุลอะไรสักอย่าง เกลก็จำไม่ได้แต่ไม่ใช่อังศุชวาลแน่ๆ " หญิงสาวยิ้มเย็นไม่แพ้กัน

เจ้าสัวเลิกคิ้วครุ่นคิดถึงข้อเสนอที่มาแบบไม่ทันตั้งตัวสักพักก่อนที่จะยิ้มเป็นมิตรมากขึ้น

ถ้าอยากได้เศษเดนนักก็เอาไปเลย

"ก็คงจะเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะผมเป็นลูกแค่สองคน ใช่ไหมเฟเนกส์?" ทั้งๆ ที่ประโยคสุดท้ายพูดกับเฟเนกส์แต่กลับจ้องเกลไม่วางตา

"ครับพ่อ"

เกลพอจะอ่านสิ่งที่แฝงอยู่ในคำพูดและแววตาของเจ้าสัวออก

เจ้าสัวยอมยกให้ก็จริงแต่ถ้าหากเปิดโปงเมื่อไหร่ ทั้งเจ้าสัวและตัวเธอเองคงต้องเปิดศึกกัน แน่นอนว่าเธอไม่ต้องการความวุ่นวายขนาดนั้นในชีวิตจึงพยักหน้าให้เจ้าสัว เป็นอันตกลงในข้อตกลงนี้

"เอาล่ะครับ มาถึงช่วงสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย เดี่ยวเปียโนของนักดนตรีรูปหล่อของเราครับ!"

ทุกคนรอ..? หึ ใครมันจะไปอยากฟังเพลงจะเศษสวะ

เจ้าสัวแค่นเสียงหึอย่างดูถูกและต้องเผลอสะดุ้งกับเสียงปรบมือดังลั่น

“วันนี้เขามาในเพลงของบรูโน่ มาร์สชื่อเพลงว่า Just The Way You Are ครับ!

เสียงปรบมือดังเกรียวกราวก่อนที่ไฟทั้งห้องจะดับลงเหลือเพียงบริเวณแกรนด์เปียโนสีขาวสะอาดตา ร่างโปร่งในชุดสูทสะอาดยิ้มแล้วผงกหัวให้อย่างสุภาพแล้วเริ่มเล่นเพลงโดยทิ้งทุกอย่างที่กังวลไปกับอากาศและจมลงในห้วงของเสียงเพลงที่ซื่อสัตย์กับเขามากที่สุด

สำหรับนักดนตรีนั้นเสียงดนตรีคงเป็นสิ่งที่พิศวง ทั้งๆ ที่เป็นเพลงเดียวกันแต่กลับสามารถตีความหมายไปได้มากมายตามประสบการณ์ของผู้ฟัง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการตีความหมายนั้นขึ้นอยู่กับผู้ชักจูงหรือผู้ที่เล่นดนตรีว่าสามารถทำมันได้ดีขนาดไหน

และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่เวสเลือกที่จะเล่นตามอารมณ์ของตัวเองแทนที่จะตามเนื้อหาของเนื้อเพลง

นิ้วขาวพรมลงบนแป้นอย่างนุ่มนวลไปตามอารมณ์ของคนเล่นส่งผลให้ดนตรีออกมานุ่มมากจนนักดนตรีบางคนที่มาฟังอดอุทานออกมาเบาๆ ไม่ได้ ทุกคนคล้ายกับถูกต้องในมนต์สะกดของเสียงเพลง จดจ้องมองเวสและการเล่นดนตรีไม่วางตา สิ่งที่อยู่ในหัวคล้ายจะถูกชักจูงไปในทางเดียวกันด้วยเสียงเพลงอันเนิบนุ่มแต่ทรงพลัง

 

Oh her eyes, her eyes

Make the stars look like they’re not shining

Her hair, her hair

Falls perfectly without her trying

ดวงตาของคุณ

ส่องประกายสวยงามจนทำให้ผมลืมว่าดวงดาวนั้นสว่างเพียงใด

เส้นผมของคุณ

หล่นลงมาสวยอย่างงามโดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย

 

เวสอมยิ้มบางๆ เมื่อช่วงขณะหนึ่งนึกถึงนัยน์ตาสีดำด้านที่ดูมืดมนน่ากลัวแต่กลับอ่อนโยนยิ่งกว่าใครๆ มือที่จรดลงบนแป้นเปียโนละมุนละไมกว่าเดิม

 

Oh you know, you know, you know

I’d never ask you to change

If perfect is what you’re searching for

Then just stay the same

So don’t even bother asking

If you look okay

You know I say

 

คุณก็รู้

ว่าผมไม่เคยขอให้คุณเปลี่ยนแปลงเลย

และความสมบูรณ์แบบอะไรที่เฝ้าตามหาล่ะ

เพราะฉะนั้นอยู่แบบนี้ต่อไปเถอะนะ

ไม่ต้องถามว่าวันนี้คุณดูเป็นยังไงบ้าง

คุณก็รู้ว่าผมจะตอบว่าอะไร

 

เสียงของเปียโนนั้นเบาบางลงแต่กลับกระแทกใจคนฟังอย่างประหลาด ทั้งๆ ที่ไม่มีเนื้อร้องแต่กลับรู้สึกถึงความรู้สึกแฝงอยู่ในบทเพลง มันเต็มไปด้วยความคาดหวังและความรักของคนๆ นึงที่มีต่ออีกคน เฝ้าวิงวอนและวอนขอให้อีกฝ่ายเป็นเหมือนเดิมไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม

คงจะเป็นเหมือนกับบุตรชายคนโตของอังศุชวาล ที่เฝ้ารอความรักความเชื่อมั่นจากใครสักคนมาตลอด ความผิดปกติทางร่างกายนั้นเป็นเรื่องเจ็บปวดก็จริงแต่ก็คงไม่เท่ากับคนในครอบครัวไม่ยอมรับ มันเจ็บปวดจนเจียนตาย ทำให้เขาร้องไห้มาไม่รู้กี่ครั้ง

 

The way you are

The way you are

Girl you’re amazing

Just the way you are

 

ทุกๆ อย่างที่คุณมี

ทุกๆ อย่างที่คุณเป็น

คุณช่างงดงาม

ในแบบที่คุณเป็นอยู่แล้ว

 

มือของเวสชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแต่ก็เล่นต่ออย่างรวดเร็วไหล่สั่นสะท้านนิดๆ

ท่อนเพลงนี้เป็นท่อนเพลงที่เวสชอบมากที่สุดและจะเล่นอยู่บ่อยๆ เพราะชอบความหมายของมัน เวสอาจจะไม่เข้าใจก็จริงว่าตัวเองผิดปกติตรงไหนแต่สิ่งที่เขาต้องการมาตลอดก็คือการยอมรับในตัวเขาจากใครสักคน

ใครก็ได้..

 

When I see your face

There’s not a thing that I would change

Cause you’re amazing

Just the way you are

And when you smile,

The whole world stops and stares for awhile

Cause girl you’re amazing

Just the way you are

 

เวลาที่ผมมองหน้าคุณ

ไม่มีอะไรที่ผมอยากให้มันเปลี่ยนไปเลยสักนิด

เพราะคุณช่างงดงาม

ในแบบที่คุณเป็นอยู่แล้ว

และเมื่อตอนที่คุณยิ้ม

โลกทั้งโลกก็จะหยุดหมุนเพื่อดูรอยยิ้มของคุณ

เหตุผลก็คือความงดงามของคุณ

ในแบบที่คุณเป็น

 

แล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่โลกันต์ก้าวเข้ามาในชีวิตเล็กๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดของตระกูลอังศุชวาล โลกันต์อาจจะไม่รู้ว่าเวสดีใจแค่ไหนที่อีกฝ่ายพาตัวเองหลบหนีจากโซ่ตรวนที่ตรึงข้อเท้าเอาไว้แน่นจนไม่กล้าออกไปไหน

อย่าให้ฉันเห็นแกออกจากบ้านหลังนี้เด็ดขาด!!’

เสียงทุ้มอย่างคนมีอายุตวาดกร้าวยังคงดังก้องในหูของเวส เวสทำตามอย่างเคร่งครัดและมันคงจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ถ้าเกิดโลกันต์ไม่ช่วยออกมาก่อน

เวสฉีกยิ้มนิดๆ กับตัวเอง

ขอบคุณ..

 

ถึงแม้ว่าบทเพลงจะจบลงแล้วบุตรชายคนโตที่ขึ้นชื่อว่าเป็นออทิสติกก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่ท่าเดิม ยังคงตกอยู่ในวังวนความคิดไม่รู้จบ จนกระทั่งเสียงปรบมือค่อยๆ ดังขึ้นมา เวสถึงได้สะดุ้งเฮือกกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้งและกวาดตามองไปรอบๆ ก็ยิ่งรู้สึกตกตะลึงมากกว่าเดิม

คนจำนวนมากที่ยืนล้อมรอบเขาต่างพากันปรบมือเกรียวกราวพร้อมเป่าปากเสียงดังลั่น นักข่าวพากันลั่นชัตเตอร์ใส่อย่างสนุกมือ เวสเบิกตากว้างน้ำตาคลออย่างตื่นตระหนกเมื่อสมองประมวลผลได้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความสามารถของเขาเอง

และมันเป็นครั้งแรกที่มีคนยอมรับเขามากขนาดนี้..

“..ฮึก”

เวสกลืนก้อนสะอื้นค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างประหม่าแล้วโค้งตัวขอบคุณตามที่โลกันต์สอน ก่อนที่จะให้ไปยิ้มให้คนสอนและได้รอยยิ้มกว้างกับสายตาอบอุ่นกลับมา พอหันมองสำรวจคนนั้นคนนี้ต่อก็ต้องมาชะงักกับพ่อของตัวเอง..

ทนสบตาได้ได้ไม่นาน เวสก็รีบซ่อนแววตาสั่นระริกของตัวเองด้วยการมองลงพื้น กลัวว่ามองนานกว่านี้ พ่อจะเข้ามาทำลายทุกอย่างที่เขาสร้างในวันนี้และถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริง

มือเล็กๆ ของเวสกุมตัวเองแน่นไม่ให้มันสั่นเทาไปมากกว่านี้

ไม่เอานะ..

เจ้าของนัยน์ตาสีทองอีกคนแค่นเสียงเหอะไม่พอใจนักเหลือบมองบุตรชายคนรองของตัวเองเป็นเชิงเรียกและสาวเท้าออกจากงานทันทีโดยให้เหตุผลกับนักข่าวหรือคนที่ถามว่ามีสายด่วนเข้าจากต่างประเทศ

“อย่าสะเออะกลับตระกูลมาแล้วกัน” เฟเนกส์ขยับพูดช้าๆ ให้พี่ชายตัวเองที่เงยหน้าขึ้นมาพอดีได้อ่าน พอเห็นอีกฝ่ายก้มมองพื้นต่ำอีกครั้งก็ยิ้มสะใจและสาวเท้าตามพ่อตัวเองไป

“...”

เวสมองพื้นนิ่งตัวสั่นเทา หวาดกลัวที่จะถูกพาตัวกลับเข้าไปในกรงและตรวนข้อเท้าอีก

การที่เวสไม่ขยับไปไหนเป็นเป้านิ่งทำให้นักข่าวพากันกรูเข้าไปสัมภาษณ์เวสกันทันที ดูไปดูมาก็คล้ายกับฝูงหมาป่าหิวโหยที่กำลังจะขย้ำลูกแกะตัวเล็กๆ ในคำเดียว

แต่คนที่ไหวตัวทันก่อนก็คือโลกันต์ ร่างสูงพาร่างของตัวเองมาอยู่ข้างเวสแทบจะทันที โลกันต์ดันตัวคนตัวเล็กกว่าไว้ด้านหลังตัวเองและตีสีหน้าเย็นชาให้กับนักข่าวที่ยังคงยื่นไมค์มาสัมภาษณ์อยู่ดี

“พอจะบอกชื่อได้ไหมคะ? ว่าชื่ออะไร” นักข่าวสาวถามอย่างกระตือรือร้น หล่อนมองนักดนตรีด้านหลังร่างสูงที่ตอนนี้ขึ้นเทรนด์ในทวิตแล้วถึงหน้าตาและฝีมือการเล่นเปียโนระดับพระกาฬ แน่นอนว่าคนที่ยืนยันก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นนักดนตรีชื่อดังในงานทั้งนั้นที่เป็นคนรีวิวและอยากทำความรู้จัก

พยัคฆ์ดำที่ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้จัดการประจำตัวเวสแล้วยกมือขึ้นมาเชิงห้ามให้นักข่าวคนอื่นถามคำถามซ้อน มีหลายคนที่จะปริปากถามอย่างไร้มารยาทแต่พอสบกับดวงตาทุกอย่างในหัวก็ลืมคำถามไปหมด ทำได้เพียงยืนนิ่งเงียบๆ ไม่กล้าพูดอะไร

นัยน์ตาสีดำด้านมองตามหลังร่างสองร่างที่ยังเดินไม่พ้นประตูทางออกแล้วเหยียดยิ้ม

“เขาคือ เวส”

เท้าของเจ้าสัวชะงักก่อนที่เจ้าสัวจะหยุดฝีเท้าและหันมามองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ยิ่งพอเห็นว่าเป็นพยัคฆ์ดำก็ขบกรามกรอดเพราะเจ้าสัวก็พอใจในฝีมือการทำงานของพยัคฆ์ดำพอสมควร มีไม่กี่คนนักที่สามารถทำงานได้อย่างเรียบร้อยหมดจดไม่เรียกร้องอะไรมากจนน่ารำคาญ

“..เป็นมัน” เจ้าสัวพยายามข่มอารมณ์โกรธของตัวเอง เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดช้าๆ ถึงสาเหตุที่บุตรชายคนโตของตัวเองหายตัวไปและการปฏิเสธงานอย่างที่ไม่เคยเป็นของพยัคฆ์ดำ

ใบหน้าอย่างคนมีอายุบิดเบี้ยวอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเห็นบุตรชายคนโตของตัวเองที่โผล่หน้าออกมามองอย่างใคร่รู้ราวกับเด็กปัญญาอ่อน

ใช่ มันปัญญาอ่อน!!

เจ้าสัวกำหมัดแน่นควบคุมลมหายใจของตัวเองที่เริ่มจะถี่กระชั้น “แก..” แต่อารมณ์กรุ่นก็กลายเป็นงุนงงแทนเมื่อได้ยินคำพูดต่อมา

“เวส พยัคฆ์เมธี”

โลกันต์หลุดขำนิดๆ สีหน้าของเจ้าสัวเหวอเป็นบ้า น่าเสียดายที่ไม่มีนักข่าวคนไหนสนใจเจ้าสัวสักนิด ไม่อย่างนั้นคงจะได้ภาพพาดหัวข่าวใหม่แน่ๆ

“เสือ” เวสกระซิบเสียงเบากำชายเสื้อสูทดำของโลกันต์แน่นอย่างประหม่า “เวส เวส อังสุ ชะ ชะวาฬ ต่างหาก”

โลกันต์ไม่ได้ตอบคำถามของเวสเพราะกำลังสบตากับเจ้าสัว

“ระวังตัวไว้ให้ดี”

ถ้าเป็นคนอื่นที่โดนเจ้าสัวขู่ฆ่าตรงๆ แบบนี้คงจะกลัวจนตัวสั่นและเข้าไปอ้อนวอนขอชีวิต แต่สำหรับพยัคฆ์ดำที่คร่ำหวอดในวงการนี้แล้ว ไม่มีอะไรที่มันต้องกลัว มันอยู่กับวงการนี้มานานจนรู้ไส้ทุกขดแล้ว กับแค่การเอาตัวรอดคงไม่ได้ยากเกินไปนัก

“เขาเป็นคนในการปกครองของผม”

หากสิ่งที่พวกมันทำคือสิ่งที่ดำมืดที่สุด

“ใครต้องการจะติดต่องานหรือสัมภาษณ์ก็ขอให้ติดต่อผมโดยตรงครับ”

การเอาตัวรอดที่ง่ายที่สุดก็คือการมาอยู่ในที่สว่างและปล่อยให้แสงสว่างกลบความชั่วร้ายอย่างที่เจ้าสัวทำ

พูดจบโลกันต์ก็ดึงร่างของเวสมายืนข้างๆ ตัวเอง ผลก็คือเวสลนลานกลัวจนตัวสั่นเพราะเห็นพ่อจ้องมาที่ตัวเองอย่างกราดเกรี้ยว ความดีใจที่ได้รับการยอมรับถูกลืมไปจากสมองจนหมดและแทนที่ด้วยความหวาดกลัว

เวสผวากอดโลกันต์และตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่าทุกคนในงานเห็นมันทั้งหมดและมีหลายคนที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของนักดนตรีหนุ่ม

โลกันต์ลูบหัวเวสเบาๆ ขณะที่พูดแต่สายตากลับมองตรงไปที่เจ้าสัวและนักข่าวที่มองมาที่เวสอย่างใคร่รู้สุดๆ “ผมเชื่อว่าคนทุกคนสมควรที่จะได้รับโอกาส นี่ก็อย่างที่คุณเห็น” โลกันต์ก้มมองเวสที่ยังตัวสั่นไม่หยุด “เขาเป็นออทิสติก”

สิ้นคำพูดของพยัคฆ์ดำก็เกิดเสียงฮือฮาไปทั่ว มีนักข่าวบางคนที่เหล่ไปมองเจ้าสัวตามสัญชาตญาณแต่สิ่งที่เห็นก็คือบอดี้การ์ดร่างใหญ่ชุดดำแว่นดำมองมาอย่างไม่เป็นมิตรเล่นเอาหันกลับแทบไม่ทัน แต่ความคิดของคนส่วนใหญ่นั้นเริ่มที่จะขีดเส้นบางๆ ในหัวและผลักเวสให้ไปตรงนั้น

บริเวณที่เป็นทั้งตัวตลก สิ่งที่แปลกแยกไปจากสังคม คนที่คิดต่าง อะไรที่ตัวเองไม่อาจยอมรับได้ว่ามันปกติ ทุกอย่างถูกผลักไปที่นั้น

“ผมรู้พวกคุณคิดอะไรอยู่” โลกันต์พูดเสียงเรียบ ยิ่งเห็นเจ้าสัวยิ้มเยาะน้ำเสียงยิ่งเย็นเยียบ “และผมไม่เห็นด้วยกับมัน”

โลกันต์ก้มมองเวสที่ยังคงตกอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองด้วยอาการหวาดกลัว ราวกับว่าพยายามตัดขาดโลกภายนอกด้วยการขังตัวเองไว้ในกรงที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดอีก

“คนทุกคนต้องการการยอมรับ” โลกันต์หลับตาถอนหายใจแรงๆ “อย่าเอาความใจแคบของพวกคุณไปตีกรอบใครเลย” ที่โลกันต์พูดเรื่องนี้ไม่ใช่อะไร มีหลายคนที่เริ่มมองเวสมาอย่างสมเพชถึงแม้ว่ามันจะถูกซ่อนไว้ด้วยท่าทีสงสารแต่สิ่งที่พวกเขาโกหกไม่ได้ก็คือแววตา

แววตาที่ไม่มีความเห็นใจอยู่ในนั้น

ผลตอบรับที่แย่กว่าที่คิดไปมากกระตุ้นให้โลกันต์ทำอะไรมากกว่านี้เพื่อเรียกร้องสิ่งที่เวสควรจะได้

“ฮื่อ”

โลกันต์สูดหายใจลึก

มันรู้ดีว่าตัวเองก็ไม่ได้ดีเลิศเลออะไรนัก มันเป็นนักฆ่ามือเปื้อนเลือดในธุรกิจมืดแต่ที่มันทำไปก็เพราะความจำเป็น ความเป็นความตายของพ่อมันอยู่ที่จำนวนเงิน มันที่ไม่ได้เรียนจบสูงคงมีทางเลือกไม่มากนักและสิ่งที่มันเลือกก็คืออาชีพนักฆ่าเหมือนที่พ่อมันเคยทำ

มันอาจจะไม่ใช่คนดีมากนักก็จริง.. แต่ก็บางทีมันก็อยากปกป้องคนที่โดนเหยียดหยามมาตลอดชีวิตดูบ้าง

“นาทีก่อนพวกคุณชื่นชมเวสพอคุณรู้ว่าเขาเป็นออทิสติกคุณก็กดเขาต่ำลง มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ? ฝีมือการเล่นเปียโนขนาดนี้ผมว่าไม่ควรจะมีอะไรมาฉุดรั้งเขาเอาไว้นะ”

น้ำเสียงของโลกันต์ดังกังวานหากแต่ความเย็นชานั้นกลับเต็มเปี่ยม โลกันต์พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เผลอตวาดกร้าวใส่นักข่าวพวกนี้ตามนิสัยเลือดร้อนของตัวเอง

หากแต่เมื่อโลกันต์กำลังจะเทศน์ต่อพอเห็นสีหน้าของหลายๆ คนเริ่มเจื่อนลง จึงเปลี่ยนเรื่องคุย อย่างน้อยที่มันเสียเวลาพูดๆ ไปก็เข้าหัวของใครสักคนบ้าง

“ใครมีคำถามไหมครับ?

ร่างสูงกวาดตามองนักข่าวที่เคยพยายามแย่งกันถามคำถามแต่ตอนนี้ยืนนิ่งตัวแข็งกันอย่างเจียมตัว โลกันต์รู้สึกหงุดหงิดนิดๆ ที่พอเปิดโอกาสนักข่าวงี่เง่าพวกนี้ก็เอาแต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก

“คุณเวส นี่ใช่ เวส อังศุชวาล ที่เป็นบุตรชายคนโตของท่านเจ้าสัวรึเปล่าครับ!” นักข่าวหนุ่มไฟแรงซึ่งยืนหลังสุดยกมือถามเสียงดังฟังชัดอย่างอาจหาญ สัญชาตญาณนักข่าวในกายกำลังบอกเขาว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันแน่ๆ!

“ไม่ใช่ครับ” โลกันต์ตอบกลับนิ่งๆ ลอบใช้มือกระตุกชายเสื้อของเวสที่กำลังจะพยักหน้ารับหงึกๆ ให้หน้าเบนความสนใจมาที่ตัวเองแทนและก็ได้ผล เวสหันมาเล่นมือโลกันต์หัวเราะคิกคัก

น่าเสียดายที่การปฎิเสธทันทีไม่ได้ทำให้นักข่าวไฟแรงไฟมอดแต่กลับยิ่งโหมให้ไฟนั้นลุกลามมากขึ้นไปอีก นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่ตอนนี้เจ้าสัวออกจากงานไปแล้วไม่เช่นนั้นหลังจบงานนี้ นักข่าวไฟแรงคงจะเหลือเพียงชื่อ

“แต่ผมจำได้นะครับว่าเวส อังศุชวาลคนนั้นมีผมสีขาว” คนเป็นนักข่าวพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะเถียงข้างๆ คูๆ ทำยังไงได้ในเมื่อเบาะแสเกี่ยวกับเวสอังศุชวาลคนนั้นช่างน้อยเหลือเกิน

โลกันต์ยิ้มนุ่ม รู้สึกรำคาญมากกับอาการกัดไม่ปล่อยของนักข่าว นี่ถ้าไม่ได้ของที่ต้องการคงจะไม่ปล่อยเลยงั้นสิ? นัยน์ตาสีดำด้านมองด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ เพราะสิ่งที่นักข่าวนี่พูดเริ่มส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง นักข่าวคนอื่นเริ่มกลับมาเป็นหมาป่าวัยฉกรรจ์เตรียมขย้ำเหยื่อเต็มที่

เวสกระพริบตาปริบเมื่อถูกโลกันต์จับผมที่ยาวปรกตา

“เขาย้อมผมครับ” มันโกหกหน้าตาย “ผมเป็นคนย้อมให้เองกับมือ”

“...งั้นเหรอครับ” นักข่าวคนที่ถามรับคำอึกอักไปต่อไม่ถูกเพราะไม่เหลือเบาะแสแล้ว แววตาที่เป็นประกายมุ่งมั่นในการล่าข่าวเริ่มซาลงด้วยความผิดหวัง ต่อให้คนตรงนั้นเป็นเวส อังศุชวาล บุตรชายคนโตของตระกูลอังศุชวาลก็จริงแต่ถ้าเขาไม่มีหลักฐานมายืนยันก็คงขายข่าวได้ราคาไม่ดีเท่าไหร่นัก

เผลอๆ ไม่คุ้มกับชีวิตเขาด้วย ในหมู่นักข่าวลือกันว่าห้ามทำข่าวเกี่ยวกับบุตรชายคนโตของตระกูลอังศุชวาลเพราะอาจจะถูกหิ้วได้ง่ายๆ ซึ่งปกติเขาก็ระวังตัวตลอดแต่ครั้งนี้กลับรู้สึกสะกิดใจแปลกๆ เลยลองที่จะเสี่ยงดูซึ่งผลลัพธ์ก็คือ ล้มเหลวไม่เป็นท่า

คงต้องปล่อยเขี้ยวจากเหยื่อแล้ว..

นักข่าวหนุ่มถอนหายใจอย่างเสียดาย งานพวกนี้มันก็เหมือนการเสี่ยงโชคถ้าโชคดีก็ได้ปลาตัวใหญ่แต่ถ้าโชคร้ายนอกจากจะเสียเหยื่อแล้วเผลอๆ อาจจะโดนปลาตัวนั้นดึงเบ็ดที่ใช้ตกไปด้วย

“แล้วคุณเป็นอะไรกับเวสเหรอคะ” นักข่าวสาวถาม อย่างน้อยๆ หน้าตาของคนตรงหน้าก็ไม่เลวร้ายอะไร อาจจะใช้เขียนข่าวบนเว็ปคู่กับนักดนตรีได้

“ผู้ปกครองครับ”

“แล้วหลังจากงานนี้มีรับงานที่ไหนอีกไหมคะ?

ครั้งนี้คนถามไม่ใช่นักข่าวแต่กลับเป็นดาราสาวชื่อดังในหมู่วัยรุ่นช่วงนี้ เธอยิ้มนิดๆ ให้กับนักข่าวที่หันมาให้ความสนใจเธอ

“ไม่มีครับ” โลกันต์ตอบนิ่งๆ “งานนี้เป็นงานแรกของเวสครับ”

“งั้นขอจองตัวไปเล่นวันเปิดร้านได้ไหมคะ?

นักข่าวส่งเสียงฮือเพราะไม่เคยรู้เรื่องราวนี้มาก่อนเลย พวกเขารู้แค่ว่าดาราสาวคนนี้กำลังทำธุรกิจส่วนตัวอะไรสักอย่างที่ยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน นี่คงเป็นครั้งแรกที่เธอพูดออกมา

“ได้แน่นอนครับ” โลกันต์ยิ้มเป็นมิตร รู้สึกดีใจแทนเวสเพราะดาราคนนี้ มันก็เคยเห็นผ่านตาในทีวีมาบ้างถ้าได้งานจากคนๆ นี้คงจะทำให้เวสเป็นที่รู้จักมากขึ้นไม่มากน้อย

แต่อย่างไรก็ต้องขอบคุณเธอที่ให้โอกาสเวสได้แสดงศักยภาพของตัวเอง

“เสือ เสือ”

“หืม?” มันก้มมองเวสที่ขย้ำเสื้อจนยับยู่ยี่

“เวส หิว หิว” เวสพูดงึมงำแล้วขยี้ตา “ง่วงแล้ว... ด้วย”

โลกันต์ลูบหัวเวสอย่างเอ็นดู “งั้นกลับบ้านกันครับ” ก่อนที่จะเงยหน้าไปมองพวกนักข่าว “ผมคงต้องขอตัวก่อน ใครอยากติดต่อผมก็ติดต่อผ่านคุณเกล กัญญลักษณ์ครับ”

อดีตนักฆ่าที่กลายเป็นผู้จัดการส่วนตัวไปแล้วไม่รอให้นักข่าวรั้งไว้รีบพาเวสเข้าหลังเวทีแต่ก็ต้องมาเจอกับทัพนักดนตรีอยู่ดี

โลกันต์เผลอชะงักฝีเท้าแต่ก็ปล่อยแขนที่โอบเวสออกปล่อยให้เวสเดินยิ้มจนตาหยีไปหากลุ่มนักดนตรีที่อยู่ด้วยมาตลอดสองสามวันนี้

พวกนักดนตรีพากันมารุมเวสแล้วยีหัวอย่างสนิทสนม พวกเขาได้ยินเรื่องเวสที่เป็นออทิสติกแต่พวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้น นักดนตรีนั้นดำรงชีวิตด้วยเสียงเพลงและตัวโน๊ตไม่ใช่สมองที่ฉลาดปราดเปรื่องสักหน่อย!

“เวส! เมื่อกี้เล่นโครตดีเลย ดีกว่าตอนซ้อมอีก”

“เชื่อพี่เหอะ จบงานนี้งานตรึม!

เวสหัวเราะอย่างมีความสุขพยายามชวนคุยเรื่องนู่นนี่นั่นถึงความตื่นเต้นของตัวเอง ถึงแม้เวสจะพูดกระตุกกระตักไปบ้างแต่พวกนักดนตรีก็ตั้งใจฟังและหัวเราะไปกับเวส

ไหล่ที่แข็งเกร็งของโลกันต์จึงค่อยคลายลง แววตาที่สีดำด้านมองภาพตรงนี้ด้วยรอยยิ้มจาง

อย่างน้อยๆ โลกใบนี้ก็ไม่ได้โหดร้ายเกินไปนัก

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #1337 61seconds (@61seconds) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 01:38
    รอ ver.มหา'ลัย อยู่นะคะ ><
    #1337
    1
  2. #1331 Archora (@raykiya) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 07:19
    ตอนนี้น่ารักกกก ปล.เรายังรอพาร์ทนายท่านโคตรแซ่บอยู่นะ!
    #1331
    0
  3. #1330 Pandora-box (@CrEmErRy) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 01:13
    ฮื้ออออออออ น่าขยำขยี้
    #1330
    0
  4. #1329 Helen Luciano Raphael (@Twilight43) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 23:49
    เวสน่ารักกกด
    #1329
    0
  5. #1328 Ariana S.Florence (@ariana-s-frote) (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 22:37
    งุ้ย น่ารัก
    #1328
    0