คุณชายสายโหด

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 3,226 Views

  • 22 Comments

  • 173 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    782

    Overall
    3,226

ตอนที่ 13 : แตกแยก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 520
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    8 ม.ค. 62

:: [13] ::

แตกแยก

 

          รันนั่งยิ้มมุมปากอยู่หน้ารถตลอดทาง ขณะกำลังมุ่งหน้าไปยังวังเทวพรรณกุล ส่วนอัศก็ขับรถไปด้วยความเป็นกังวล ตอนนี้สิ่งที่เขากลัวมีเพียงเรื่องเดียว นั่นคือกลัวว่าบิดาจะบังคับให้รับผิดชอบไอ้กาฝากโดยการแต่งงาน หากเป็นเช่นนั้นเขาจะไม่ยอมเด็ดขาด เขาจะไม่มีทางให้แม่เลี้ยงสมหวังอย่างแน่นอน

            เมื่อมาถึงแล้วทั้งสองก็เดินตรงเข้าไปในตำหนักใหญ่พร้อมกัน แต่ก่อนที่จะเดินผ่านประตูเข้าไปอัศก็รั้งแขนของรันเอาไว้ เพื่อจะเอ่ยอะไรบางอย่าง

            “เดี๋ยวก่อน!

            “คุณชายมีอะไรอีกงั้นเหรอครับ” รันจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์

            “มึงอย่าคิดว่าทำอย่างนี้แล้วจะเอาชนะกูได้ กูไม่มีทางให้มึงกับแม่หน้าเงินของมึงชนะกูได้แน่นอน” อัศขบฟันแน่นจนกรามนูนขึ้นเป็นสัน ดวงตาคมจ้องเขม็งด้วยความคับแค้นใจ

            “แค่นี้มันยังน้อยกว่าสิ่งที่คุณชายทำกับผม...จำเอาไว้ด้วย” รันจ้องตาอย่างไม่ลดละ ก่อนจะสะบัดแขนจนหลุดพ้นจากการเกาะกุม แล้วเดินนำหน้าเข้าไปก่อน

            ได้ยินอย่างนั้นทำเอาอัศถึงกับพูดไม่ออก เมื่อตรองดูดีๆ แล้วเขายอมรับว่าเป็นฝ่ายทำร้ายจิตใจรันมาตลอด แต่นั่นมันก็สาสมแล้วกับสิ่งที่ทิพย์ฤดีต้องทำให้มารดาของเขาต้องตรอมใจตาย

            เมื่อเดินเข้าไปในตำหนักแล้วอัศก็พบกับบิดา นั่งรอทำหน้าเข้มอยู่บนเก้าอี้ข้างกันนั้นก็เป็นแม่เลี้ยงที่เอาแต่จ้องมองมาที่เขาอย่างไม่พอใจ อัศเดินเข้าไปนั่งลงที่พื้นข้างรันแล้วก้มลงกราบบิดา

            “นี่แกเป็นลูกฉันจริงๆเหรอชายอัศ ทำไมถึงได้ทำตัวเลวอย่างนี้ ฉันสั่งสอนให้แกเป็นคนดีมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วทำไมถึงได้ใจคอโหดเหี้ยมอย่างนี้” เมื่อมาลูกชายมาถึงถึงท่านชายก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ตะโกนด่าเสียงดังจนคนทั่วทั้งตำหนักได้ยินกันถ้วนหน้า

            “ท่านชายใจเย็นๆเพคะ” ทิพย์ฤดีปรามท่านชายให้อารมณ์เย็นลง กลัวว่าจะทำให้ความดันขึ้นจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพไปเสียก่อน

            “จะให้ฉันใจเย็นได้ยังไงกัน ในเมื่อลูกชายมันทำตัวเลวอย่างนี้ ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ลุกขึ้นไปตบหน้ามัน”

            “ผมมันก็เลวในสายตาท่านพ่อมาตลอดอยู่แล้วนี่ครับ มันไม่เห็นจะแปลกอะไรเลย” อัศเอ่ยประชดประชันบิดาอย่างไม่ใส่ใจ

            “ไอ้ลูกเลว! ในเมื่อแกทำลายหนูรันไปแล้วก็ต้องรับผิดชอบ”

            ทิพย์ฤดีได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มมุมปาก ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงลูกชายทั้งสองคนของหล่อนจะมีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของท่านชาย ริวนั้นมีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกอยู่แล้ว ส่วนรันแม้จะเป็นลูกเลี้ยงที่ท่านชายก็รักไม่ต่างจากลูกแท้ๆ แต่เธอก็ไม่วางใจ ถ้าได้แต่งงานกับอัศก็จะทำให้ทุกอย่างมันดูชัดเจนขึ้น

            “ไม่มีทาง! ผมไม่มีทางรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ไอ้รันมันยอมผมเอง ท่านพ่อไม่รู้หรอกว่ามันร่านมากแค่ไหน” อัศเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้ารันเลยแม้แต่น้อย ทำเอาคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับหันไปมองแรงใส่ทันที

            “ไม่จริงผมไม่ได้เป็นอย่างนั้น คุณชายบังคับขืนใจผมมาตลอด ผมไม่ได้เต็มใจกับสิ่งที่คุณชายทำเลยแม้แต่น้อย ทำไมคุณชายถึงได้ใส่ร้ายผมอย่างนี้” รันพูดไปน้ำตาก็ไหลอาบแก้มไปด้วย มันไม่ใช่การเสแสร้งแต่มันคือความรู้สึกจากใจจริงๆ พูดเอาดีเข้าตัวเองส่วนเรื่องชั่วๆ ป้ายใส่คนอื่นทั้งที่มันไม่ใช่ความจริงเลย

            “แกมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย ฉันตัดสินใจแล้วแกต้องรับผิดชอบหนูรันด้วยการแต่งงาน” ท่านชายเอ่ยเสียงดังอย่างเด็ดขาด

 รันและทิพย์ฤดีไม่ได้แปลกใจกับคำพูดที่ท่านชายเอ่ยออกมา เพราะรู้อยู่แล้วว่าการรับผิดชอบมันต้องลงเอยอย่างนี้ ส่วนอัศกลับมองหน้าบิดาด้วยความไม่พอใจ หากเขายอมแต่งก็ไม่ต่างจากยอมแพ้ ยิ่งเห็นสีหน้าของแม่เลี้ยงที่ยิ้มอย่างมีความสุข ยิ่งทำให้อัศไม่มีทางยอมทำตามอย่างแน่นอน

            “ไม่! ยังไงผมก็ไม่แต่งกับพวกหน้าเงินแน่นอน”

            “หุบปากเดี๋ยวนี้! ถ้าแกไม่ยอมฉันจะตัดแกออกจากกองมรดก แกจะไม่ได้รับอะไรจากฉันแม้แต่สตางค์แดงเดียว” ท่านชายยื่นคำขาด หากเอาเรื่องนี้มาขู่อาจจะทำให้ลูกชายยอมทำตามคำสั่งก็เป็นได้

            “แล้วแต่ท่านพ่อเลยครับ ผมไม่ใช่ลูกรักของท่านพ่ออยู่แล้วนี่ ถ้ามันจะทำให้ท่านพ่อสบายใจก็ทำเลย แต่ผมจะไม่มีทางยอมแต่งงานกับลูกของผู้หญิงหน้าเงิน และเป็นต้นเหตุให้ท่านแม่ต้องตายอย่างแน่นอน”

            “ไอ้อัศ!” ความก้าวร้าวของลูกชายทำให้ท่านชายถึงกับสบถคำหยาบต่อหน้าทุกคนอย่างลืมตัว ก่อนจะลุกขึ้นหมายจะตบสั่งสอนเสียหน่อย แต่ทว่าทิพย์ฤดีกลับรั้งแขนห้ามเอาไว้ก่อน

            “ใจเย็นๆเพคะท่านชาย”

            “จะให้ใจเย็นได้ไงล่ะ ก็มันอวดดีซะขนาดนี้”

            “มันเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ระวังตัวจนทำให้คุณชายรังแกเอาได้ ท่านชายลงโทษผมด้วยเถอะครับ” รันแสร้งทำเป็นร้องไห้และพูดให้ตัวเองดูน่าสงสารมากขึ้น ช่วยไม่ได้ในเมื่ออีกฝ่ายบังคับให้เขาต้องทำอย่างนี้เอง

            “ตอแหลเก่งเหมือนแม่มึงเลยนะ” อัศหันไปมองหน้าด้วยความโมโห เขาไม่นึกเลยว่าสันดานที่แท้จริงของรันจะร้ายกาจขนาดนี้

            “ไอ้ลูกเลว!” ท่านชายทนฟังคำพูดของลูกชายไม่ได้จึงลุกขึ้นมาตบหน้าหนึ่งฉาดเต็มแรง ทำเอาใบหน้าของอัศแดงก่ำอย่างชัดเจน

            “แค่นี้ทนฟังไม่ได้เลยเหรอครับท่านพ่อ เอาเป็นว่าผมจะรับผิดชอบไอ้กาฝากคนนี้เอง แต่ผมจะไม่รับมรดกใดๆจากท่านพ่อทั้งสิ้น ดูสิว่าแม่มันยังจะอยากให้แต่งงานด้วยหรือเปล่า” อัศแสยะยิ้มให้กับแม่เลี้ยง เขาอยากรู้เหมือนกันว่าหากเขาไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของบิดาแล้ว ทิพย์ฤดียังจะอยากให้ลูกชายตัวเองแต่งงานกับเขาอยู่หรือเปล่า

            “ว่ายังไงทิพย์ฤดีเธอยังจะอยากให้รันแต่งงานกับชายอัศอยู่หรือเปล่า” ท่านชายหันไปถามภรรยาตัวเอง เพื่อยืนยันว่ายังคงต้องการให้เรื่องมันเป็นอย่างนี้อยู่หรือไม่

            “ไม่มีปัญหาเพคะท่านชาย ขอแค่รันได้แต่งงานกับคุณชายหม่อมฉันก็พอใจแล้ว” เธอต้องยอมตอบรับไปก่อน เพราะคิดว่ายังไงแล้วท่านชายคงไม่มีทางทำอย่างนั้นกับลูกชายของตัวเองแน่นอน

            “แล้วรันล่ะจะยอมแต่งงานกับอัศไหม ยังไงซะฉันก็ยังอยากให้ไอ้ลูกชายตัวดีมันรับผิดชอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับรันด้วยว่าจะยอมหรือเปล่า”

            “ผมยินดีแต่งงานกับคุณชายครับ” รันรีบตอบโดยเร็ว ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองคนถึงกับพอใจกับคำตอบ

            ทิพย์ฤดียิ้มกริ่มด้วยความชื่นใจในที่สุดลูกชายก็ทำให้เธอสมหวังเสียที

            “ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้ ฉันจะหาฤกษ์ให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องมรดกถ้าแกไม่อยากได้ฉันก็จะไม่ให้”

“มันจะดีเหรอเพคะท่านชาย ยังไงซะคุณชายก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขท่านชายนะเพคะ” ทิพย์ฤดีหันขวับไปมองสามีทันที มันต้องไม่ใช่อย่างนี้ หากอัศไม่มีสมบัติติดตัวเธอก็จะไม่ยอมให้ลูกชายแต่งงานด้วยเด็ดขาด

อัศได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ เขาไม่เอาอะไรเลยก็ได้แต่ขอให้เอาชนะสองแม่ลูกนั้นได้ก็พอ

“ดีสิ! หากแต่งงานไปแล้วมีเหตุให้ต้องเลิกรากัน ฉันจะยกมรดกส่วนที่เป็นของชายอัศให้หนูรันทั้งหมด” เมื่อท่านชายพูดจบทิพย์ฤดีก็ยิ้มออก ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนเธอก็ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

            “ผมไม่มีทางให้สมบัติตกไปอยู่ในมือคนพวกนั้นแน่” อัศตะโกนลั่นเมื่อได้ยินบิดาเอ่ยอย่างนั้น     

            “ถ้าอย่างนั้นแกก็ห้ามเลิกกับหนูรัน ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับแกแล้วล่ะ”

            “ถ้าท่านพ่อเห็นว่าดีแล้วผมก็ไม่คัดค้านอะไร ถ้าได้ฤกษ์วันไหนก็โทรมาแจ้งผมด้วยละกัน” พูดจบอัศก้มกราบบิดาแล้วหันไปมองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “รีบกราบท่านพ่อซะแล้วกลับพร้อมกู”

            “ต่อไปรันก็จะเป็นเมียแกแล้วหัดพูดจาให้มันดีๆบ้าง” ท่านชายไม่ชอบใจนักเมื่อได้ยินลูกชายเอ่ยกับรันอย่างนั้น

            “ท่านพ่ออย่ามายุ่งเรื่องของผัวเมียจะดีกว่า” พูดจบอัศก็ลุกขึ้นยืน “มึงตามไปละกัน” อัศเดินออกไปรอข้างนอกไม่ได้สนใจคำทัดทานจากบิดาเลย

            “ไอ้ลูกเลวมันผ่าเหล่าผ่ากอซะจริงๆ” ท่านชายโกรธจนหน้าเปลี่ยนสีขณะมองตามหลังลูกชายไป

            “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” รันก้มลงกราบผู้ใหญ่ทั้งสองคน

            “หนูรันดูแลตัวเองดีๆนะ ถ้าชายอัศมันทำอะไรให้รีบโทรมาบอกฉันทันทีเข้าใจไหม” ท่านชายเอ่ย

            “ครับท่านชาย”

            “เอาใจคุณชายให้มากๆล่ะ แต่งกันไปแล้วจะได้ใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความสุข” ทิพย์ฤดีเอ่ยแนะนำลูกชาย ในเมื่อทุกอย่างสำเร็จอย่างนี้แล้วรันก็เริ่มเข้ามาอยู่ในสายตาเธอมากขึ้น

            “ครับแม่”

            เมื่อร่ำลาผู้ใหญ่ทั้งสองท่านเสร็จแล้ว รันก็เดินออกมาหาอัศที่นั่งรออยู่ในรถแล้ว เขารู้ว่าเมื่อขึ้นรถไปแล้วอีกฝ่ายต้องพูดกระแทกแดกดันอย่างแน่นอน แต่รันไม่ได้สนใจอะไรแล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นต่ออยู่มาก จะกังวลก็แต่เรื่องคลิปเท่านั้นที่เขาจะต้องหาทางทำลายมันทิ้งให้ได้

            “ทำเหี้ยอะไรอยู่ปล่อยให้กูรอตั้งนาน” เมื่อรันขึ้นมานั่งบนรถแล้วอีกฝ่ายก็เอ่ยตำหนิทันที

            “ถ้ารอไม่ได้ทำไมไม่ไปก่อนเลยล่ะครับ”

            “ปากเก่งนักนะมึง คิดว่าท่านพ่อถือหางแล้วจะปีกกล้าขาแข็งงั้นเหรอ กูบอกไว้เลยว่าไม่มีทาง”

            “ไม่เกี่ยวกับท่านชายแต่มันเป็นการปรับตัวของผมเอง ในเมื่ออยู่กับคนเลวๆก็ต้องเลวให้สมน้ำสมเนื้อ รีบออกรถเถอะผมจะรีบกลับไปอ่านหนังสือ” รันว่าแล้วก็รีบคาดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือมาเล่นไม่ให้ความสนใจคนที่นั่งอยู่ข้างๆเลย

            “ทนให้ได้ตลอดก็แล้วกัน” อัศเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมาก่อนจะบึ่งรถออกจากรั้ววัง

*-*-*-*-*-*-*

            เมื่อกลับมาถึงห้องแล้วรันก็โทรนัดเพื่อนทั้งสามคน ให้มาเจอที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้กับมหาวิทยาลัย โดยตั้งใจจะเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง แต่มีเรื่องหนึ่งที่รันยังคงเก็บเป็นความลับเอาไว้นั่นคือคลิปที่อัศแอบถ่าย เขาอายเพื่อนที่จะบอกว่าตอนนี้ตัวเองได้กลายเป็นดาราหนังโป๊ไปแล้ว และมั่นใจว่าจะหาทางแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตัวเอง อีกอย่างกลัวว่าเพื่อนๆจะเป็นห่วงมากจนเกินไป แค่รู้ว่ากลับมาอยู่กับอัศอีกครั้งก็คงเป็นห่วงมากพอแล้ว

            “แกคิดดีแล้วใช่ไหมที่ตัดสินใจอย่างนี้ มันไม่ต่างจากการตกนรกทั้งเป็นเลยนะเว้ย” หมิวเอ่ยด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับจับมือของรันเอาไว้เพื่อให้กำลังใจ

            “นั่นสิทำอย่างนี้ไอ้คุณชายมันยิ่งได้ใจใหญ่น่ะสิ” ภพเสริมอีกเสียง

            “ฉันคิดดีแล้วพวกแกไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใช่รันคนเดิมที่จะให้คุณชายรังแกได้ตลอดเวลาอีกแล้ว ถึงเวลาที่ฉันจะต้องเอาคืนบ้าง” รันเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น สื่อว่าตอนนี้มีความแข็งแกร่งทางจิตใจมากขึ้น

            “อย่าทำอะไรที่มันเกินตัวล่ะ ระวังตัวเองเอาไว้บ้างก็ดี ยังไงซะตัวแกก็เล็กนิดเดียวคงจะสู้แรงนักกีฬาฟุตบอลไม่ได้แน่” หมิวเตือนด้วยความหวังดี

            “จ้าเพื่อนรัก” รันยิ้มให้เพื่อนทั้งสามคน

            “ฉันสงสารพี่เต๋าจังเลยอ่ะ ถ้ารู้ว่าแกจะแต่งงานกับคุณชายต้องเสียใจมากแน่ๆ” หมิวเอ่ยถึงรุ่นพี่ด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกว่ารู้สึกสงสารซะเต็มประดา

            “นั่นสิ” ภพไม่อยากคิดเลยว่าถ้าวันนั้นมาถึงรุ่นพี่จะเสียใจมากแค่ไหน อุตส่าห์ตามจีบมาตั้งนานแต่กลับโดนปาดหน้าเค้กไปซะงั้น

            “ฉันก็หนักใจอยู่เหมือนกัน แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้แล้ว” รันเองก็หนักใจไม่น้อย เขากลัวว่าความจริงอาจจะทำร้ายรุ่นพี่ ที่็น

เขารักและเคารพไม่ต่างจากพี่ชายแท้ๆ

            “เรื่องแกจบรึยังรัน จะได้พูดเรื่องของฉันต่อ” หลังจากแอนนั่งฟังเพื่อนสนทนากันอยู่นานก็เอ่ยแทรกขึ้นมา เธออดทนรอเวลาที่จะได้ถามความจริงกับเพื่อนที่เธอไว้ใจมาตลอด แต่ตอนนี้กลับหักหลังได้อย่างเจ็บแสบที่สุด

            “เรื่องอะไรของแกยัยแอน ฉันว่าจะถามตั้งแต่มาถึงแล้ว ทำไมถึงได้ทำหน้าอมทุกข์ตลอดเวลาอย่างนั้น” หมิวรู้สึกขัดใจกับท่าทีของเพื่อน นอกจากไม่แสดงความเป็นห่วงเพื่อนที่เพิ่งผ่านเรื่องร้ายๆมา กลับทำตัวแปลกไปอีกต่างหาก

            “ก็ลองถามไอ้ภพดูสิมันทำอะไรไว้” แอนชำเลืองตามองภพอย่างเคียดแค้น

            “เรื่องอะไรภพ” รันหันมามองหน้าแล้วเอ่ยถามเพื่อนทันที

            ภพหลบตาเพื่อนแล้วทำท่าทีอ้ำอึ้ง เขาไม่รู้จะตอบไปยังไงดี จะบอกว่าโดนอาโปข่มขืนมาอย่างนั้นเหรอ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกขยะแขยงตัวเอง

            “คือ....”

            “แกไม่ต้องอ้ำอึ้ง แอบกินลับหลังไปแล้วคงพูดอะไรไม่ออกสินะ” แอนพูดจาถากถางเพื่อนด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก ด้วยความคับแค้นใจทำให้เจ้าหล่อนมีอารมณ์ฉุนเฉียว ไม่เหลือเค้าแอนคนเดิมเลยสักนิด

            “แอบกินลับหลังหมายความว่ายังไง บอกพวกฉันมาสิว่ามันคือเรื่องอะไรกันแน่ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกแกจะทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้ชาย” หมิวรู้สึกแย่มากเมื่อเห็นเพื่อนต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้ชาย เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น

            “ดูให้เต็มตาว่ามันไปทำอะไรไว้ มันไปยั่วพี่อาโปถึงที่ห้อง ทั้งที่พี่อาโปบอกแล้วว่ากำลังคบกับฉันอยู่ แต่มันยังไปอ่อยเขา” แอนโชว์ภาพที่อาโปส่งมาให้เพื่อนดู ข้อมูลที่เธอรู้มาทั้งหมดเป็นเรื่องที่อาโปแต่งขึ้นมาหลอกทั้งนั้น ด้วยความหลงทำให้แอนเชื่ออย่างไม่ได้คิดเอะใจอะไรเลย

            “ภพทำไมแก..” ถ้าไม่เห็นภาพนี้หมิวแทบไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะเป็นเรื่องจริง แต่ทว่าหมิวกลับเชื่อใจเพื่อนว่าไม่ได้ไปอ่อยใครก่อนแน่นอน เรื่องนี้มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังเธอเชื่ออย่างนั้น

            “มันไม่ได้เป็นอย่างพี่พวกแกคิดนะเว้ย ไอ้อาโปมันหลอกฉัน มันโป๊ะยาสลบพาฉันไปที่คอนโด” ภพหน้าถอดสีพยายามอธิบายความจริงทั้งหมดให้เพื่อนฟัง โดยเฉพาะแอนที่เขาอยากให้เข้าใจมากที่สุด เพราะกลัวจะถลำลึกโดนอาโปหลอกจนเสียท่าเหมือนอย่างเขา

            “ฉันไม่เชื่อ! พี่อาโปไม่มีทางทำอย่างนั้นแน่นอน พี่อาโปรักฉันคนเดียว” แอนโวยวายไม่รับฟังอะไรทั้งนั้น

            “นี่สินะเรื่องที่แกปิดบังพวกฉันมาตลอด ที่แท้ก็แอบไปคบกับพี่อาโป ไหนว่าจะไม่มีทางไปหลงคารมเขาไงล่ะ ความรักทำให้คนตาบอดจริงๆ” หมิวว่าให้เพื่อน รู้ทั้งรู้ว่าอาโปเป็นเพื่อนสนิทกับอัศ ซึ่งเป็นคนที่ทำร้ายรันมาตลอด แต่แอนก็ยังแอบไปคบหาด้วย แถมยังพาเรื่องวุ่นวายมาทำให้กลุ่มเพื่อนต้องมีเรื่องกันอีกด้วย

            “พวกแกมองหน้าเหมือนว่าฉันเป็นคนผิด สรุปว่าฉันเป็นคนผิดงั้นเหรอเนี่ย ฉันเป็นฝ่ายโดนกระทำอยู่นะ” แอนแทบไม่เชื่อภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า เพื่อนแต่ละคนมองเธอราวกับเป็นนักโทษที่หนีคดีมาซะอย่างนั้น

            “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะแอน เรากำลังคิดว่าพี่อาโปกำลังหลอกใช้แก พวกฉันเป็นห่วงแกนะเว้ย” รันเอ่ยกับเพื่อนด้วยความเป็นห่วง

            “แกต้องเชื่อฉันนะแอนรีบออกห่างจากไอ้บ้านั่นเถอะ ฉันยอมโดนทำอย่างนั้นก็เพื่อช่วยแกนะ อย่าไปคบกับไอ้นั่นเลยนะ” ภพพยายามเกลี้ยกล่อมเพื่อน

            “ไม่! แกหลอกฉันไม่ได้หรอก ฉันไม่มีทางให้แกเอาพี่อาโปไปจากฉันแน่” แอนไม่ยอมฟังคำอธิบายจากใครทั้งนั้น

            “ช่างมันเถอะภพ รอให้พี่อาโปทิ้งมันก่อนเถอะถึงจะรู้สึก” หมิวถอนหายใจเสียงดังเมื่อแอนไม่ยอมฟังอะไรทั้งนั้น แม้จะเป็นห่วงเพื่อนอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็อยากจะให้เพื่อนได้รับบทเรียนเสียบ้าง คราวหน้าจะได้ไม่ต้องโดนคนหลอกง่ายๆอย่างนี้อีก

            “ได้! ถ้าพวกแกเชื่อไอ้ภพมากกว่าฉัน เราก็ไม่ต้องมาคบกันอีก ความเป็นเพื่อนของเราขาดกันนับจากวินาทีนี้” พูดจบแอนก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกไปร้าน

            “มันไม่ใช่อย่างนั้นนะแอน” รันพยายามตะโกนตามหลังเพื่อนไป

            “ช่างมันเถอะรัน ปล่อยให้มันบ้าไปสักพัก ฉันเชื่อว่าถ้ามันรู้ความจริงว่ากำลังโดนหลอก มันคงจะซมซานกลับมาหาเราเองล่ะ” หมิวเอ่ย

            “แต่ฉันเป็นห่วงมันยิ่งเชื่อคนง่ายอยู่ กลัวจะโดนหลอกใช้ไปเรื่อยๆน่ะสิ”

            “ฉันก็เป็นห่วงมันนั่นล่ะถึงได้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น” ภพเอ่ยขึ้นมาบ้างหลังจากเงียบไปนาน

            “ไหนเล่ามาสิว่ามันเกิดอะไรขึ้น...อย่างละเอียด” หมิวเน้นเสียงประโยคท้าย

            “เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อวานนี้...............”

            ภพเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบให้เพื่อนทั้งสองคนฟัง แม้มันจะรู้สึกแย่อยู่ไม่น้อยที่จะต้องเล่าถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นนั้นอีกครั้ง แต่การได้ระบายให้เพื่อนฟังมันก็เป็นทางเลือกที่ดี ที่เขาจะได้ไม่ต้องจมอยู่กับความทุกข์เพียงลำพัง

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

0 ความคิดเห็น