THE BETRAY คนทรยศ [Yaoi]

ตอนที่ 8 : Special Zookeeper [-Moya-]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 92
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    30 ก.ย. 60

Special 

 

สวัสดีทุกท่าน วันนี้ผมเอง มีเรื่องราวที่จะบอกกล่าวกันให้ฟังล่ะ เอ๊ะ ? ไม่อยากฟังเหรอครับ ? ถ้างั้นผมก็แย่น่ะสิ ก็ผมอยากเล่านี่นา... เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าไม่อยากฟังผมไม่บังคับคุณหรอกนะ แต่ว่า...

 

ได้โปรดฟังสักนิดเถอะครับ !! เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตำแหน่ง Zookeeper ของผมด้วยล่ะ เอ๋ ? อะไรนะ.. อยากฟังขึ้นมาแล้วเหรอครับ ฮะๆ ถ้างั้นก็ เริ่มเลยล่ะกัน!

 

+++++++++

 

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นประมาณ 8 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมยังอายุ 8 ขวบ พ่อแม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายที่อยู่ เพราะเรื่องงาน พ่อของผมที่เป็นพนักงานที่สังกัดกับบริษัทอะไรสักอย่างได้เลื่อนขั้น ผมจึงจำเป็นต้องย้ายโรงเรียนด้วย แน่นอนว่าผมเองก็ไม่ได้ขัดขืน หรือยินดียินร้ายอะไรหรอกนะ เสียใจนิดหน่อย ก็ผมน่ะ ต้องจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเก่าน่ะสิ นอกจากนั้นยังต้องหาเพื่อนใหม่ ปรับตัวให้ชินกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ด้วย

 

กรุงเทพมหานคร ในเมืองเต็มไปด้วยผู้คน รถยนต์และตึกใหญ่ๆ สูงๆ ด้วยความเป็นเด็ก ของแบบนี้ก็พาให้ตื่นตาตื่นใจอยู่บ้าง แต่ผมไม่ค่อยประทับใจกับอากาศ ที่มันร้อนเอามากๆ

 

ครอบครัวของผมได้ทำสัญญาซื้อบ้านเดี่ยวอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บ้านหลังนี้ใหญ่และสวยกว่าบ้านเก่าที่ผมอยู่ แต่เนื้อที่บ้านเล็กนิดเดียว ไม่พอให้ผมได้เล่นอะไรเลยด้วยซ้ำ แค่จอดรถก็เต็มหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไร ในบ้านกว้างใช้ได้ ผมเล่นในบ้านก็ได้

 

ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม แม่ดำเนินการเรื่องเรียนต่อให้ผมเรียบร้อยหมดแล้ว หน้าที่ของผมตอนนี้ก็คือรอให้โรงเรียนที่อยู่ระหว่างปิดเทอมเปิด และทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ก็เท่านั้น ไม่ได้ยากเย็นเกิดความสามารถ

 

ดวงตาเรียวเล็กของผมจับจ้องภาพวิวทิวทัศน์นอกบ้าน มองไม่เห็นอะไรอยู่แล้ว เพราะรั้วบ้านมันสูงนี่นา ถึงผมจะยืนบนโซฟาตัวใหญ่นี่ ก็คงเห็นอะไรไม่ได้มากนักหรอก ก็เห็นแค่... เด็กคนหนึ่งที่กำลังจะปีนรั้วของบ้านตรงข้ามเท่านั้นเอง

 

ปีนรั้ว... บ้านตรงข้าม...

 

เหะ! ขโมยเร๊อะ!!

 

!!

ผมกระโดดลงจากโซฟา แล้วรีบวิ่งไปที่ประตูบ้าน แม่ที่ยืนล้างจานอยู่ในครัวพลันได้ยินเลยตะโกนถาม

 

“จะไปไหนน่ะโมย่า?”

 

“ออกไปเดินเล่นข้างนอกครับม๊า!

 

“อื้ม อย่าไปไกลนักล่ะ เดี๋ยวหลงทางจะแย่เอา”

 

“ครับ!

 

พอตะโกนคุยกับแม่เรียบร้อย ผมก็พรวดพราดเปิดประตู วิ่งตรงไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน มันหนักเกินไปสำหรับผมที่ยังเด็ก ก็เลยจำเป็นต้องออกแรงมากหน่อย และในที่สุดก็สำเร็จ

 

“นาย!

พอออกมาพ้นจากเขตบ้าน ผมก็ร้องทักเด็กที่ปีนไปอยู่บนรั้วสูงๆ นั่น เด็กคนนั้นสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหันมามองผม ใบหน้าขาวๆ เรียวเล็ก น่ารักราวกับเด็กผู้หญิงนั่นทำเอาผมอดหน้าแดงไม่ได้

 

ถ้าเด็กตรงหน้าเป็นผู้หญิง ผมคงเสียมารยาทไปเรียกเธอว่า นาย

 

ริมฝีปากสีชมพูพลันขยับช้าๆ เปล่งเสียงใสๆ ออกมาเบาๆ

 

“มีอะไร”

 

“เอ่อ... ทำอยู่น่ะ”

 

“ปีนรั้วไง”

เธอ... ตอบเบาๆ อีกเช่นกัน และคำตอบนั่นก็ไม่ผิดซะทีเดียว ผมจะถามคำถามที่เห็นๆ อยู่แล้วทำไมล่ะเนี่ย

 

“เอ่อ คือ หมายถึง ทำไปทำไมน่ะ ช่วยลงมาก่อนได้ไหม มันอันตรายนะ”

เด็กคนนั้นยิ้มให้ผม ขาขาวๆ ใต้กางเกงขาสั้นนั่นแกว่งไปมา ขณะที่เขาทิ้งตัวลงนั่งบนขอบรั้วเรียบร้อยแล้ว

 

“ไม่คุ้นหน้านายเลย เด็กใหม่เหรอ?”

 

เธอไม่ได้ตอบคำถามผม แถมยังถามคำถามผมกลับอีก

ช่วยไม่ได้นะ ผมจะตอบให้ก่อนแล้วกัน

 

“พึ่งย้ายมาน่ะ อยู่บ้านตรงข้ามกับบ้านนี้”

ผมชี้ไม้ชี้มือไปทางบ้านด้านหลัง ดวงตาสีดำเข้มพร้อมกับใบหน้าน่ารักๆ นั่นมองตามทางที่ผมชี้ ก่อนที่จะกลับมาก้มหน้าเพื่อมองผมที่อยู่มุมต่ำกว่าเธอค่อนข้างมาก

 

“ชื่อล่ะ?”

 

“?”

 

“ชื่อนาย”

 

“เอ่อ โมย่า แล้ว... เธอ ล่ะ?”

 

เมื่อผมถามกลับบ้าง เด็กคนนั้นยกยิ้มอีกครั้ง แล้วคราวนี้ผมก็ได้คำตอบ

 

แจ๊ค

 

แจ๊คเหรอ... ชื่อเหมือนเด็กผู้ชายเลยนะ หรือว่า!?

 

ผมเงยหน้ามองเธอ ไม่สิ เด็กผู้ชายนี่แนะ แต่ว่า... เขากลับไม่ได้นั่งอย่บนรั้วสูงนั่นแล้ว พลันหูของผมก็ได้ยินเสียงดังตุ๊บ! จากอีกฟากของรั้ว

 

“นี่... นาย เป็นอะไรหรือเปล่า!?

 

ผมตะโกนถาม แน่นอนว่าตกใจ ความสูงขนาดนี้ ตกไปก็แขนขาหักได้เลยนะ !

 

โชคยังดีที่ผมยังได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ ดังออกมา

 

“คิกๆ ไม่เป็นไรหรอก แล้วก็... ปีนรั้วเข้าบ้านตัวเองก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง”

 

“....”

 

เสียงฝีเท้าที่ผมคาดว่าเป็นของแจ๊คค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อย พร้อมๆ กับความรู้สึกของผมที่เริ่ม...

 

จะให้บอกว่าตัวเองเป็นอะไร รู้สึกอะไร ผมก็คงบอกไม่ถูกเหมือนกัน แต่ว่า...

 

แย่แล้ว... ทำยังไงดี เด็กคนนั้น...


ผมนึกถึงใบหน้าน่ารักๆ นั่น กับเสียงใสๆ ที่คุยโต้ตอบกับผมก็ทำเอาหน้าตัวเองรู้สึกร้อนๆ ขึ้นมา จนอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาจับแก้มทั้งสองข้างของตัวเอง แล้วสะบัดหน้าไปมา

 

ถึงจะทำอย่างนั้น แต่ผมก็

 

สลัดภาพของเด็กคนนั้นไม่หลุดสักที!!

 

+++++++++

 

“....”

 

“...ย่า”

 

“..โมย่า”


“โมย่า
!

 

“อ้ะครับ!

 

ในระหว่างที่ตัวผมเองเหม่อมองไปที่หน้าต่างก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงแม่เรียกอยู่ข้างหลัง แต่เพราะพรวดพราดเกินไปหน่อย เลยเผลอทำหนังสือสารคดีสัตว์เล่มหนาในมือตกบนพื้น จนทั้งผมทั้งแม่สะดุ้งพร้อมกัน


“เหม่ออะไรของลูกอยู่น่ะ”

 

แม่ของผมเอ่ยถาม พลางก้มเก็บหนังสือเล่มใหญ่ที่ตกอยู่บนพื้นมาส่งให้ผม พอได้รับมัน ผมก็รีบจับมาพลิกๆ ดูร่องรอยเสียหาย ว่ามุมกับสันสวยๆ ของหนังสือคงจะไม่ได้ไปกระแทกเป็นรอยหรืออะไรเข้า

 

ลืมคำถามที่แม่ถามไปเลย!

 

“อ่ะ... อ้อ เปล่าครับ”

 

ผมว่าแล้ววางหนังสือไว้ข้างตัว พลันหางตาเผลอไปเห็นใครบางคนนอกหน้าต่าง

 

คนที่ทำผมเมินแม่ไปอย่างช่วยไม่ได้แล้วเลือกที่จะจ้องมองตามเขาทุกฝีก้าว


เด็กตัวเล็กๆ ขาวๆ เปิดประตูบ้านออกมาแล้วเดินมานั่งอ่านหนังสืออะไรสักอย่างบนม้าหินที่วางไว้ที่สนามหญ้าภายในบริเวณบ้าน

 

จากที่นี่... ห้องนอนบนชั้นสองของบ้านผมทำให้ผมสามารถมองเห็นเขาได้โดยง่าย และพักนี้ผมมักจะชอบขึ้นมานั่งอ่านหนังสือภายในห้องนี้ เพื่อคอยมองเขา...

 

อย่างกับโรคจิตในหนังที่ดูเมื่อวานเลยเรา

 

“โมย่าสนใจเด็กคนนั้นเหรอ?”


อะ!

 

แม่ยืนโน้มตัวลงมาใกล้ๆ หูผม ดวงตาเรียวที่เหมือนกับของผมก็จับจ้องไปที่ๆ ผมมองอยู่ และเพราะเป็นตอนผมเหม่อ บวกกับเสียงที่อยู่ใกล้หูเกินไปก็เลยเผลอสะดุ้งตกใจอีกรอบ แม่หัวเราะกับท่าทางของผมซะลั่น ทำเอาผมหยิบหนังสือข้างตัวมาปิดหน้าเพราะว่าอาย...

 

อายสิ เล่นพูดถึงเขาคนนั้น แล้วเล่นหัวเราะผมซะลั่นแบบนี้

 

ผมแอบยู่หน้าอยู่หลังหนังสือ แล้วปล่อยให้แม่หัวเราะซะให้พอใจ แต่มันชักจะนานเกินไปแล้วนะ!

 

“ม๊า เลิกหัวเราะโมได้แล้ว”

 

พอผมทัก ถึงจะเลิก แม่เดินเข้ามาดึงหนังสือที่บังหน้าผมออก แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ

 

“ก็ว่าทำไมช่วงนี้อยู่แต่บนห้อง ที่แท้ก็แอบมองเด็กตรงข้ามบ้านอยู่นี่เอง น่ารักใช่ย่อยเลยนะ คิกๆ  ถ้าโมย่าอยากรู้จัก ม๊าเชิญมาบ้านให้เอาไหม? ม๊าจะได้ทำความรู้จักกับฝั่งนั้นเขาด้วย จัดบ้านเสร็จพอดี อยู่มาตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้วยังไม่ได้ไปทักทายบ้านไหนเลย....”

 

แล้วม๊าก็ร่ายยาว จนผมเผลอลืมฟังแล้วหันไปมองเด็กคนเดิมอีกรอบ

 

“รู้จักหรือยัง?”


“ครับ?”

 

“เด็กคนนั้นน่ะ”

 

แม่ถามพลางมองตามผมผ่านหน้าต่าง

 

“ครับ โมรู้จักแล้ว เขาชื่อแจ๊ค”

ทันทีที่ผมบอก แม่ก็ละสายตาจากเขาแล้วหันมามองผม เบิกตาที่เรียวเล็กนั่นให้ใหญ่ขึ้นอีกนิดหน่อย

 

“เป็นเด็กผู้ชายเหรอเนี่ย”

 

ผมรู้ว่าแม่ตกใจ แล้วผมเองก็ตกใจเหมือนกัน และที่ตกใจที่สุดก็คือ... ตัวผมเอง

 

นี่เรา... ชอบเด็กผู้ชายคนนั้นจริงๆ เหรอเนี่ย!

 

+++++++++

 

วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ผมคุยกับแม่เรื่องของแจ๊ค ในช่วงบ่ายของวันนี้ ครอบครัวของบ้านตรงข้ามก็มาเยือนบ้านของผม แม่ไม่ได้บอกผมว่าจะเชิญพวกเขามาในวันนี้ ตัวผมเองเลยนอนอ่านหนังสือเล่นบนห้อง ยังไม่แม้แต่อาบน้ำ

 

“โมย่า มาแล้วนะลูก อะไรยังไม่อาบน้ำแต่งตัวอีกเหรอ?”

 

ผมละสายตาที่จับจ้องหนังสือ เหลือบมองแม่ที่เปิดประตูเข้ามาโดยที่ไม่เคาะ

 

“อะไรเหรอม๊า?”

 

“ยังจะมาอะไรอีก ก็ฝั่งบ้านตรงข้ามน่ะสิ”

 

ฝั่งบ้านตรงข้ามเหรอ? มาแล้วเหรอ? งั้นก็หมายความว่า... แจ๊ค ด้วยยย ??

 

!

 

พอคิดได้ดังนั้นผมก็เด้งตัวลุกออกจากเตียงโดยมีเสียงของแม่ดังไล่หลัง

 

“รีบๆ อาบน้ำ ม๊าให้เวลา 5 นาที”

 

ถึงจะพูดอย่างนั้น ผมก็ทำไม่ได้หรอกครับ ไหนจะเวลาอาบน้ำที่ผมใช้ไป 15 นาที บวกกับเลือกชุดที่คิดว่าหล่อ และดูดีที่สุดในสายตาเด็กๆ อย่างผม พอลงเสร็จเรียบร้อยก็รีบลงบันไดไปยังชั้นล่างทันที

 

และที่โต๊ะรับแขก ผมก็สังเกตเห็นเขาคนนั้นเป็นคนแรก

 

เด็กผิวขาวๆ แม้จะอยู่ในที่ร่มก็ตาม ดวงตากลมโตสีดำเหลือบเลื่อนขึ้นมามองผมที่ยังคงยืนค้างอยู่บันได ริมฝีปากสีชมพูยกยิ้มอยู่ครู่หนึ่งก็จะจางหายไปโดยไม่มีใครคนอื่นสังเกตเห็น

 

ผมยังคงมองเขาต่อ แม้แค่แป๊บเดียว ก็ถูกแม่เรียกไว้

 

“โมย่า ลงมาสิลูก”

 

ผมค่อยๆ เดินลงบันไดอย่างมีมารยาท กวาดสายตามองพ่อกับแม่ที่นั่งตรงข้ามกับแขก ผมไล่ยกมือไหว้ไปเรื่อยตั้งแต่คนที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นพ่อกับแม่ของเขา เรื่อยมาจนถึงเด็กผู้หญิงผมยาวน่าตาสวยที่นั่งอยู่ข้างๆ แปลกที่ผมไม่ได้อยากจะมองเธอนัก ดวงตาเรียวเล็กของผมมองเลยขึ้นไปยังเด็กผู้ชายที่ผมรู้จัก

 

“นี่ลูกชายคนเดียวของทางเราค่ะ โมย่า เป็นเด็กที่จะเรียบร้อยก็ไม่ใช่ จะซนก็ไม่เชิง โฮะๆ”

และแม่ก็เริ่มแนะนำผม รู้สึกเหมือนจะถูกคอกับฝ่ายนู้นมากเลยทีเดียว และพอแนะนำผมเรียบร้อย ก็ถึงคราวฝั่นนู้นแนะนำกลับบ้าง

 

“.......คนนี้ลูกสาวคนโตค่ะ ส่วนทางนี้คือลูกชายคนเล็ก...”

 

พี่สาวของเขาคนนั้นความจริงผมเองก็ควรจะสนใจไม่น้อย แต่ก็แปลก ทั้งๆ ที่หน้าตาก็คล้ายๆ กัน และก็เป็นเด็กผู้หญิงที่สวยน่ารักมากแท้ๆ ผมไม่แม้แต่สนใจจะฟังรายละเอียด และพอถึงประโยคที่เอ่ยแนะนำเขา ผมดันตั้งใจฟังเป็นพิเศษ

 

ทั้งๆ ที่รู้จักแล้วชื่อแล้วแท้ๆ ..... แจ๊ค


“ผมเคยเจอแล้วก็รู้จักเขามาก่อนครับ”

ผมกล่าวยิ้มๆ แล้วมองหน้าเขา ส่วนแม่ของเขาก็หันมายิ้มให้แล้วถาม

 

“เคยเจอกันกับโมย่าแล้วเหรอ?”

 

แน่นอนว่าผมฉีกยิ้มจนตาหยีแล้วพยักหน้า และสิ่งที่ทำให้ผมรีบหุบยิ้มลงก็คืออีกฝ่ายที่ส่ายหน้าปฏิเสธ เสียงหวานใสที่ผมยังจำได้ไม่ลืมเอ่ยกำชับในคำตอบ

 

“ไม่ครับ ครั้งนี้ครั้งแรก”

 

หรือว่าเขา... จะจำผมไม่ได้ ?

เอาเถอะ เพราะเจอแค่ครั้งเดียวก็ไม่แปลกที่จะลืม เดี๋ยวผมค่อยคุยลื้อความทรงจำให้เขาทีหลังก็ได้ ผมเงียบแล้วปล่อยให้แม่ของเขาพูดต่อให้จบ

 

“ .....เด็กคนนี้ชื่อ ควีน ค่ะ”

 

....

เอะ? ควีน?

 

 “ควีนอายุน่าจะเท่ากับโมย่านะ เป็นเพื่อนกันไว้ดีกว่านะจ๊ะ”

 

ว่าเสร็จก็หันมายิ้มให้ผม ผมที่ยังคงไม่เข้าใจ ผมมองหน้าเด็กคนที่ว่า เขาเองก็มองหน้าผมกลับเช่นกัน และเพราะผมมองเขานานไปหน่อย เขาถึงได้พยักหน้าแล้วยิ้มให้

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ โมย่า”

 

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน... ควีน?”

ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจ แจ๊- ไม่สิ ควีนยิ้มให้ผม

 

“อื้ม”

 

ถึงอย่างนั้นก็ยังสงสัย และ... พอผมทำท่าจะเอ่ยปากถาม แม่ก็ก้มลงมากระซิบข้างหู

 

“โมย่าจำคนผิดเหรอ? รู้สึกเหมือนที่บอกจะไม่ได้ชื่อนี้นะ แปลกนะ ไม่เคยจำใครผิดนี่ลูก”

 

ผมไม่ได้จำคนผิด และตอนนี้ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ทำไม

 

+++++++++

 

หลังวันที่เขามาบ้านผมก็ไม่ได้เจอกับเขาอีก ผมยอมรับว่าความรู้สึกที่มีต่อคนๆ นั้นยังเหลืออยู่ ผมยังคงแอบมองเขาจากหน้าต่างห้องบนชั้นสอง

 

จนกระทั่งวันเปิดเรียน ผมพบว่าผมอยู่ห้องเดียวกับเขา ป.2 ห้อง 3

ผมไม่ได้เข้าไปทัก หรือทำความรู้จัก เพียงแต่เราแค่มองกันแล้วยิ้มๆ เท่านั้น

 

ผมเข้ากับเพื่อนที่นี่ได้เร็ว สนิทกับทุกคน แต่ไม่ได้มีสนิทกับคนไหนเป็นพิเศษ เวลาอยู่โรงเรียนก็มักจะคอยสังเกตเขา หรือแอบมองจากข้างหลังบ่อยๆ ถึงได้รู้ว่าควีนก็เป็นคนที่เงียบเหมือนกัน แต่ก็คุยได้กับทุกคน และสิ่งที่เหมือนกันคือเราไม่ได้สนิทกับใครเป็นพิเศษ

 

ควีนเรียบร้อยและไม่ได้มีท่าทีว่าจะเป็นเหมือนเด็กคนที่ผมเคยเจอมาก่อนเลย คนที่ผมเจอ... แจ๊ค เขาดูจะชอบทำอะไรแพลงๆ อย่างปีนรั้วหรืออะไรทำนองนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แล้วก็ยังไม่ได้หาโอกาสถามด้วย ว่าตอนที่เจอกันครั้งแรก เขาจะโกหกผมทำไม ว่าตัวเองชื่อ แจ๊ค ไม่อยากจะให้ผมรู้จักเหรอ? หรือเรื่องพวกนี้ผมควรจะปล่อยไป...

 

ในตอนเย็นของวันหนึ่ง พ่อผมโทรศัพท์มาบอกกับครูประจำชั้นว่าวันนี้จะมารับผมช้าเพราะติดประชุม เย็นนี้เลยต้องรออยู่ที่โรงเรียนนานหน่อย แน่นอนว่ารอได้

 

ผมเลยตั้งใจจะอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เพราะมันเงียบแล้วก็มีโต๊ะให้วาง ก็ตั้งใจจะอยู่ในห้องเรียนจนกว่าพ่อจะมารับนั่นล่ะ แต่....

 

โครม!! เพล้ง!!

 

!!!

 

เสียงอะไรสักอย่าที่หนักๆ ตกกระแทกพื้นดังโครม ก่อนจะตามด้วยเสียงแตกของอะไรสักอย่าง ผมที่นั่งอยู่ในห้องเงียบๆ สะดุ้ง ก่อนที่ความอยากรู้อยากเห็นจะทำงาน โมย่าเลยขอยุ่งสักหน่อย!

 

ผมเดินไปเปิดหน้าต่างห้องเรียนที่ปิดสนิทดูข้างนอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะว่าห้องเรียนผมอยู่ชั้นสอง เลยมองเห็นอะไรๆ จากที่สูงๆ ได้สบาย แต่วิวทิศน์นอกหน้าต่างนั้นเป็นบริเวณตึกที่มีรั้วโรงเรียนขนาบ ทำให้เกิดซอยเล็กๆ ที่เป็นซอยตัน...

 

นอกจากความกว้างของซอยกว่าครึ่งถูกวางด้วยโต๊ะไม้ที่ถูกโล๊ะออก ผมจึงคิดว่าคงไม่มีใครมาทำอะไรแถวนี้หรอกมั้ง ถ้าไม่มีธุระกับกองโต๊ะไม้หรือสิ่งที่อยากทำอย่างลับๆ ล่ะก็นะ สงสัยจะคิดมากเกินไป

 

บางทีอาจจะเป็นหมาแมวก็ได้

 

ผมถอนหายใจ ตั้งใจจะปิดหน้าต่างแล้วกลับไปนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะ ถ้าสายตาไม่เหลือบไปเห็นร่างของเด็กตัวเล็กๆ ขาวๆ ที่ตัวเองมักชอบแอบมองล่ะก็นะ...

 

“ควีน?”

 

แน่นอนว่าสถานการณ์ที่ผมเห็นน่าสนใจซะจนผมจับจ้องไม่วางตา

 

ภาพของคนที่ผมมั่นใจว่าต้องเป็นควีนแน่ๆ แม้จากระยะที่ดูจะทำให้ผมมองไม่เห็นหน้าของเขาก็ตาม โต๊ะไม้ที่ล้มคว่ำกินทางช่วยให้ ตัวเล็กๆ ของควีนยืนปิดทางหนีแคบๆ นั่นไว้ได้ โดยมีเด็กผู้ชายอ้วน-ผอมอีกสองคนถูกกักไว้  ท่าทางของสองคนนั้นดูหวาดกลัว ทั้งสองทรุดนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นโดยเอามือกุมหัวตัวเองไว้ พร้อมกับหลับตาปี๋ ส่วนตรงหน้าของทั้งสอง ก็มีเศษกระเบื้องแตกกระจายอยู่ คิดว่านั่งคงเป็นต้นเหตุของเสียง

 

“....”

 

อยู่ตรงนี้ผมได้ยินไม่ค่อยชัด ดูเหมือนฝ่ายควีนจะพูดอะไรกับสองคนนั้น เพียงไม่นาน ทั้งสองก็ลุกขึ้นช้าๆ พอควีนเบี่ยงตัวหลีกให้ ทั้งสองก็รีบวิ่งแจ้นแทรกทางหนีเล็กๆ นั่นออกไป แต่ก็มิวายหนีไม่พ้น รอยรองเท้านักเรียนที่ควีนประทับให้กลางหลังของเด็กอ้วนๆ

 

นั่น พูดง่ายๆ ก็ ถีบปึกกลางหลังไอ้เด็กอ้วนนั่นจนเป็นรอยรองเท้างามๆ เลย

 

ผมเท้าแขนกับขอบหน้าต่างมองตามทั้งสองคนไปจนลับตา พอหันกลับมามองคนต้นเรื่องที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมตัวเองก็เผลอสะดุ้ง

 

“...!

 

“หึ”

เสียงหัวเราะในลำคอดังเบาๆ ผ่านสายลม พร้อมรอยยิ้มเย็นที่ปรากฏแต่งแต้มหน้าตาน่ารักๆ นั่นให้ดู... เสียวสันหลังวาบ ดวงตาสีนิลเงยมองผมที่ยังอยู่ที่ขอบหน้าต่าง

 

ตายละวา... ถูกจับได้ซะแล้วว่าแอบมอง

“ไง เจอกันอีกครั้งจนได้นะ โมย่า”

 

เสียงใสๆ ที่ผมคุ้นเคยเอ่ยทัก ผมยิ้มแห้งๆ ให้ คนที่คราวนี้เป็นฝ่ายอยู่ต่ำกว่าผม

 

“พูดอะไรน่ะ ปกติก็เจอกันทุกวันอยู่แล้วนี่”

 

“ไร้สาระ ครั้งนี้ครั้งที่สองต่างหาก”

 

เอะ?  ครั้งที่สอง?

 

ผมหุบยิ้มแห้งๆ ของตัวเองแล้วจ้องหน้าไร้อารมณ์ของเขา เพียงไม่นาน อีกฝ่ายก็เดินออกไปโดยทิ้งประโยคที่ทำให้แปลกใจ

 

“คงได้เจอกันอีกล่ะนะ แล้วเรื่องที่เห็นน่ะ... อย่าไปบอกใครล่ะโม -------”

 

เขาหันกลับมามองผมตอนท้ายประโยค รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าที่ผมเริ่มรู้สึกว่ามันสวยมากกว่าน่ารักซะแล้ว... เขาชูนิ้วชี้เรียวเล็กขึ้นแล้วบรรจงจรดบนริมฝีปากที่ยังคงแต่งแต้มรอยยิ้ม

 

สัญลักษณ์ที่แม้แต่เด็กอนุบาลยังรู้ นับประสาอะไรกับเด็ก 8 ขวบ อย่างผม

 

ให้เงียบไว้สินะ

ผมพยักหน้ารับ พอได้สิ่งยืนยัน เขาก็ลดมือลง เก็บรอยยิ้มแล้วเดินจากไป ผมลองมานั่งไล่คิดพิจารณา รวมทั้งไตร่ตรองในหัว เท่าที่เด็ก 8 ขวบจะทำได้ เพราะการกระทำ รวมทั้งคำพูดที่อีกฝ่ายพูดกับผม ถึงทำให้ผมรู้สึกว่า ควีน เมื่อกี้ เหมือนกับครั้งแรกที่ผมเจอ เหมือนกับ....

 

แจ๊ค

+++++++++

 

เพราะผมหลงเขา เพราะเขาลึกลับ น่าสนใจ น่าค้นหา ทำให้ผมอยากรู้จักกับเขามากขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าเข้าไปทักหรอกนะ ยังทำได้แค่แอบมอง แอบสังเกตเหมือนที่ผ่านๆ มา และดูเหมือนว่าควีนก็จะรู้สึกตัวบ้างแล้วเหมือนกัน เขาหันมาจ้องผมตอบเป็นระยะๆ เวลาที่ผมจ้องเขานานเกินไป

 

ทำไงได้ ผมเลยจำต้องยิ้มแห้งๆ ให้เขาทุกทีไป

 

“โมย่า นายเนี่ยชอบมองควีนจังนะ มีอะไรหรือเปล่า”

พวกเพื่อนๆ ก็เหมือนจะสังเกตเห็นเหมือนกัน เขาถามผมอย่างสงสัย ผมส่ายหน้าปฏิเสธ และในจังหวะเดียวกัน เพื่อนอีกคนที่นั่งข้างๆ ผมก็เอ่ยขึ้นมา

 

“นี่ๆ รู้หรือเปล่า ว่าควีนน่ะน่ากลัวนะเว้ย เห็นพวกห้อง 1 เขาลือกัน”

 

“น่ากลัว? ยังไงอ่ะ?”


“ก็พวกเด็กเกของห้อง 1 อ่ะดิ โดนควีนกำราบเรียบเลย ด้วยตัวคนเดียวด้วยนา”

 

เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้ถามต่อ เพราะเรื่องที่ผมเห็นเขากับเด็กพวกนั้นหลังตึกเมื่อหลายวันก่อนก็ทำให้ผมมั่นใจ

 

ผมรู้มานานแล้วว่าหลังเลิกเรียน ควีนกลับบ้านช้ากว่าคนอื่นๆ มาก เพราะต้องรอกลับบ้านพร้อมกับพี่สาวที่อยู่เย็นเรียนพิเศษจนถึง 6 โมง  ผมเลยคิดว่าตัวเองมีโอกาสมากหน่อย ที่จะได้เข้าไปคุยกับควีนเป็นการส่วนตัว แต่ว่า...

 

โอกาสที่ว่าก็ยังไม่มาถึงสักที

 

วันสบายๆ ที่เด็กๆ ทุกคนต่างรอคอย เพียงสองวันในหนึ่งอาทิตย์ วันหยุดสุดสัปดาห์ สำหรับวันเสาร์ผมมีเรียนพิเศษเพิ่มเติมนิดหน่อย ส่วนวันอาทิตย์อย่างวันนี้ว่างครับ

 

อากาศร้อนกว่าปกติ ทำให้ผมเกิดอยากกินอะไรเย็นๆ ขึ้นมา เลยใส่รองเท้าเตรียมตัวออกไปซื้อไอศกรีมที่ร้านค้าซอย 10 ในหมู่บ้าน

 

“ม๊า โมออกไปซื้อไอติมข้างนอกนะ”

 

พอตะโกนบอกแม่ที่เตรียมข้าวเย็นอยู่ในครัวเรียบร้อยก็เปิดประตูวิ่งออกจากบ้าน ตอนพ้นรั้วบ้านยังเผลอมองบ้านฝั่งตรงข้ามอยู่เลย จากที่ดูๆ ค่อนข้างเงียบ ไม่แน่ใจ แต่รู้สึกเหมือนจะไม่มีใครอยู่บ้าน

 

ผมเลิกใส่ใจแล้ววิ่งตรงไปยังเป้าหมาย ร้านค้าในหมู่บ้านซอย 10


และแล้วภารกิจก็ลุล่วง ผมเดินออกมาจากร้านค้าด้วยท่าทางสบายอารมณ์ มือขวาถือไอศกรีมแท่งรสผลไม้ ส่วนมือซ้ายก็หิ้วถุงพลาสติกที่ภายในถึงมีไอศกรีมถ้วยอยู่ในนั้น 3-4 ถ้วยตั้งใจจะเอาไปแช่ในตู้เย็นที่บ้าน จะได้ไม่ต้องออกมาซื้อที่ซอย 10 บ่อยๆ

 

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ดวงตาเรียวเล็กของผมก็ดันเผลอไปมองสนามเด็กเล่นของหมู่บ้านอีกฟากหนึ่งของซอยเข้า ตอนแรกก็กะจะไม่ใส่ใจถ้าหากไม่ร่างเล็กๆ คุ้นตาของคนที่ผมแอบมองเป็นงานอดิเรก

 

“ควีนเหรอ?”

ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ แล้วหยุดยืนมองเขา เด็กตัวเล็กๆ ขาวๆ ยืนหันหลังให้ผม บริเวณรอบตัวมีเด็กที่ผมเคยรู้จักหน้าอยู่บ้าง ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเป็นเด็กซอย 2 ซอย 3 ประมาณ 6 คน และที่แปลกก็คือเด็กทั้ง 6 คนยืนล้อมควีนไว้ ท่าทางดูหาเรื่องมากจนผมอดเป็นห่วงคนตัวเล็กๆ ในวงล้อมไม่ได้

 

“อะ...!” ยังไม่ทันที่จะรู้สึกเป็นห่วง กลุ่มเด็กที่ผมเฝ้าสังเกตก็เริ่มลงมือ เด็กทั้ง 6 คน กระโจนเข้าใส่ควีนที่อยู่ตรงกลางอย่างพร้อมเพรียง แต่เขายังหลบการพุ่งเข้าใส่ของทุกคนได้ ซ้ำยังลงมือลงโต้ตอบกลับไปได้อีก แต่ก็ยังดูน่าเป็นห่วงอยู่ดี เพราะอีกฝ่ายใช้จำนวนคนเข้าข่มขู่

 

 

ผมปล่อยถุงไอติมในมือซ้ายแล้ววิ่งเข้าไปหาวงล้อมที่มะรุมมะตุ้มคนๆ เดียวกันเต็มที่

 

“พวกนายทำอะไรน่ะ!!

 

แน่นอน... ก็ต่อยกันน่ะสิถามได้

 

คนทั้ง 6 (+1) นั่นไม่ได้สนใจเสียงตะโกนของผม ยังคงตะลุมบอลกันอย่างเมามันส์ ผมที่ไม่สันทัดกับเรื่องชกต่อย ยืนนิ่งมองเหตุการณ์ตรงหน้า ใจก็เป็นห่วง แล้วสมองน้อยๆ ของผมก็คิดเรื่องดีๆ ออกได้

 

“เดี๋ยวจะไปตามผู้ใหญ่---”

ผมหันหลังกลับ ยังไม่ทันที่จะก้าวเดินและพูดจบประโยคเสียงใสๆ ก็ตะโกนประโยคที่ทำให้ผมหยุดการเคลื่อนไหว

 

“อย่าขยับ ถ้านายขยับจากตรงนั้น รายต่อไปที่ฉันจะจัดการด้วยคือนาย!”  

 

ครับ... โมย่าก็เลยจำต้องยืนมอง

 

คนตัวเล็กๆ เคลื่อนไหวหลบได้อย่างรวดเร็วแล้วสวนกลับได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ผมไม่คิดว่าหมัดที่เขาใช้ต่อยจะแรง เพราะว่าแขนเล็กๆ นั่น แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองจะคิดผิด เด็กทั้ง 6 คนโดนต่อยลงไปกองกับพื้นกันทุกคน ไม่มีใครลุกขึ้นยืนอีกครั้งเลย รู้สึกว่าชัยชนะจะเป็นของควีน

 

“อั่ค!!

ฝ่ายที่ได้รับชัยชนะแล้วยังไม่ละมือ ขาเล็กๆ ขาวๆ บรรจงกระทืบลงไปบนท้องของเด็กที่นอนอยู่ใกล้เท้าเขามากที่สุด กระทืบซ้ำไปซ้ำมาจนเด็กคนนั้นกระอักของเหลวสีแดงออกมาจากปาก

 

เลือด...

 

ผมพุ่งตัวเข้าชาร์ตควีนจากทางด้านหลัง แล้วล็อคแขนเขาไว้

“ควีน พอได้แล้วน่า”

 

“ปล่อยนะ! อย่ามายุ่ง!

คนตัวเล็กดิ้นขัดขืนผม  แรงเยอะซะจนผมตกใจ  ในที่สุดก็ดิ้นหลุด ภาพต่อมาที่ผมเห็นก็คือใบหน้าน่ารักๆ ที่ขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะแทนที่ด้วยกำปั้นเล็กๆ ที่พุ่งเข้ามาโดยมีเป้าหมายเป็นหน้าของผม

 

“ว๊ากก ควีนอย่านะ!

ผมร้องอย่างตกใจ เผลอหลับตาปี๋แล้วยกมือขึ้นกันหน้าตัวเองไว้

 

“...”

 

แต่เวลาผ่านไปสักพัก ผมยังไม่รู้สึกเจ็บจึงลืมตาขึ้น คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมนิ่งเงียบไปแล้ว ดวงตาสีนิลประกายใสแจ๋วเพราะน้ำตาที่เอ่อคลอออกมาช้าๆ

 

“ขอโทษ”

ริมฝีปากสีชมพูเม้มแน้น เสียงใสสั่นเครือแล้วเปล่งออกมา

 

ดวงตาเรียวของผมกระพริบซ้ำไปซ้ำมา เพื่อพิสูจน์ว่าภาพที่เห็นไม่ใช่ภาพลวงตา ควีนร้องไห้เบาๆ อยู่ตรงหน้าผม ดวงตาสีนิลนั้น ทอดมองไปยังร่างของเด็กที่ถูกเขาจัดการจนสะบักสะบอม ถึงสีหน้าเขาจะไม่แสดงออก แต่สายตาที่มีหยาดน้ำไหลรินนั่นก็ฟ้องทุกอย่างหมดแล้ว

 

ดวงตาที่ดูราวกับหวาดกลัวภาพตรงหน้าที่ตัวเองเป็นคนลงมือทำ...

 

เพราะทำอะไรไม่ถูกเลยเผลอจับที่ข้อมือเล็กๆ นั่น ผมล้วงมือไปในกระเป๋า หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาผูกที่ตาเพื่อไม่ให้เขามอง

 

!!” เขาสะดุ้งเล็กน้อย

 

“ไม่ต้องมองแล้ว”

แต่พอผมเอ่ยบอกเขาก็ไม่ได้มีทีท่าขัดขืน ผมกระชับแรงจับที่ข้อมือเล็กๆ แล้วลากออกจากที่เกิดเหตุ โดยไม่สนใจเด็ก 6 คน ที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น

 

ผมลากควีนกลับมาที่บ้านตัวเอง แล้วแอบพาคนๆ นี้ขึ้นไปบนห้องแบบเงียบๆ โดยไม่ให้แม่รู้ จัดแจงล็อคประตูเรียบร้อยแล้วพาคนตัวเล็กมานั่งบนเตียงขอตัวเอง

 

ได้โอกาสจับเข่าคุยกันสักทีแล้ว!

 

“เกิดอะไรขึ้นน่ะควีน...”

ผมถามพลางพยายามแกะผ้าเช็ดหน้าที่ปิดตาออกให้ แต่อีกฝ่ายกลับปฏิเสธ

“ไม่ต้องหรอก มองไม่เห็นอะไรแบบนี้แล้วรู้สึกดีกว่า” 

 

“...”

 

“ขอโทษนะเพราะฉันออกมาเลยทำให้เกิดเรื่องแบบนี้”

 

“เอะ?”

 

“ควีนเองก็คงเสียใจเหมือนกัน”

 

“หะ??”

 

“โมย่า ฉันรู้ว่านายเองก็รู้จักฉัน”

 

ใบหน้าสวยน่ารักยังคงไร้อารมณ์ เพราะคำพูดของเขาทำให้ผมเผลอนึกถึงใครอีกคนหนึ่งได้


“แจ๊ค?” 

 

ควีนพยักหน้า ผมไม่เข้าใจ ตกลงว่าแจ๊คกับควีนคือคนเดียวกันจริงๆ หรือเปล่า ?

ในระหว่างที่ผมพยายามหาคำตอบเสียงของอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นมาก่อน

 

 

“ฉันกับควีน จะว่าเป็นคนๆ เดียวกันก็ได้ เพราะฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งของควีน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ถือกับว่าเป็นคนๆ เดียวกันซะดีเดียว...”

 

คำพูดของเขาทำเอาผมสับสน งุนงงไปหมดแล้ว เรื่องยากแบบนี้ผมไม่ค่อยเข้าใจนักหรอก แต่ก็ยังเผลอพยักหน้าเออออห่อหมกไป แล้วเงียบฟังเขาพูดอีก

 

“ฉันอยู่กับควีนมาตลอด คอยอยู่ข้างหลังควีน นานๆ ทีถึงจะได้ออกมา เพราะควีนเป็นคนกำหนดไว้... แต่พักหลังๆ ควีนควบคุมฉันไม่ได้ เลยได้ออกมาบ่อยๆ แล้วก็เป็นเพราะฉันที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ เลยทำให้ควีนเดือดร้อนอยู่เรื่อย แล้วครั้งนี้... ก็ยังเผลอทำเรื่องแบบนั้น....”

 

“...”

 

“โมย่า....”

 

“???”

 

“ฉันอยากให้นายอยู่ข้างๆ ควีน”

 

หา นี่ผมได้ยินไม่ผิดใช่ไหม นี่มันยังไงกันเนี่ย  ผมทำหน้างง ในขณะที่มือเรียวบางปลดผ้าปิดตาออกด้วยตัวเอง ดวงตาสีนิลจ้องมองเขา

 

“คอยควบคุมฉัน แทนควีนที่เสียการควบคุมไปแล้ว...”


“นี่นายพูดอะไรเนี่ย? ให้ฉันอยู่ข้างๆ ควีน คอยควบคุมไม่ให้นายออกมา? แล้วทำไมล่ะ? ไม่ดีหรือไงที่นายได้ออกมาเนี่ย”

 

คราวนี้ผมถามในสิ่งที่ผมสงสัยตรงๆ

 

“ไม่หรอก  ถ้าฉันออกมาควีนก็ไม่ใช่ควีนน่ะสิ เพราะงั้นช่วยหน่อยเถอะนะ”

 

ถึงจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าลองคิดตาม ดูเหมือนสิ่งที่แจ๊คทำวันนี้ก็ดูอันตรายใช่ย่อย ภาพตอนที่เขากระทืบเด็กคนนั้นยังติดอยู่ในหัว

 

“แค่สัญญามาว่าจะอยู่ข้างควีน ทางฉันเองก็จะสัญญาด้วย ว่าจะเชื่อฟังแต่นาย”

 

 

และนั่นถือเป็นการเริ่มต้นสัญญาระหว่างพวกผม สัมผัสแผ่วเบาอุ่นร้อนทาบทับลงมาบนริมฝีปากของผม

จูบแรกที่ขโมยไปโดยเด็กผู้ชายตรงหน้า ในตอนที่ผมพึ่งจะอยู่ ป.2

 

 

ก็อย่างที่บอกเพราะผมชอบ และสนใจเขาถึงได้ยอมตกลงด้วย ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้เหตุผล ว่าเพราะอะไรถึงได้เลือกผม

 

 

หลังจากนั้นผ้าปิดตาก็ถูกใช้ในการควบคุมแจ๊ค พร้อมๆ กับคีย์เวิร์ดและชื่อเรียกตำแหน่งของผม

 

 ZOOKEEPER

 

--FIN--


***แถมจ้า

+++++++++++++++++++++

 

"ใช้ผ้าปิดตาควบคุมเนี่ย เหมือนสัตว์เลยนะ"

 

"หา??? นี่ด่ากันงั้นเหรอ?"

 

"เห้ยๆ ใช่ที่ไหนกันเล่า เดี๋ยวสิใจเย็นๆ ก่อนได้ไหม !"

 

"ให้โอกาสแก้ตัวแค่ครั้งเดียว ตอบไม่เข้าหูล่ะก็..."

 

"เอ่อ ก็ประมาณว่า สัตว์ที่ดุร้ายขึ้นมาเพราะความเครียดกับเเรงกดดันรอบข้างนะ เวลาจะทำให้สงบก็ต้องใช้ผ้าปิดตาเอาไว้..."

 

"อ้ออ เหรอ?"

 

"...หืม แต่ถ้าแจ๊คเป็นสัตว์ร้าย ฉันเองก็คงเป็นครูฝึกสัตว์สินะ ทำให้เชื่องไง อย่าง Animal trainer"

 

"ไม่เอาหรอก อย่างนายน่ะ แค่ Zookeeper ก็พอแล้ว"

 

"..."

 

++++++++++++++++++++


#30/09/2560 แก้คำผิดค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

12 ความคิดเห็น

  1. #11 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 เมษายน 2559 / 23:24
    โหยยย ไม่เอาแบงค์แล้วววว จะเอาโมย่าาา
    มาต่อเร็วๆนะคะ
    #11
    0