ตอนที่ 7 : เดือนที่ 6 เสียก็ต้องซ่อมป่ะ? 🌙 ⚙

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3956
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 272 ครั้ง
    7 พ.ย. 61

 

เดือนที่ 6 

เสียก็ต้องซ่อมป่ะ

 

 

ผมเผลอหลับไป... ตอนไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็สะดุ้งตื่นเพราะมีเสียงบางอย่างรบกวน ดันตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟาขยี้ตางัวเงียแล้วมองที่มาของเสียงรบกวน โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะเข้าคู่กับโซฟานั่นเอง แต่มันไม่ใช่เสียงสายเข้าหรือเสียงนาฬิกาปลุกหรอกนะครับ เป็นเสียงคลิปจากยูทูปที่ยังคงเล่นอยู่เพราะผมลืมปิดก่อนจะหลับไปแน่ๆ 

 

 

แต่ว่านี่ไม่ใช่ต้นเหตุของเสียงรบกวนที่ทำให้ผมตื่น 

 

 

“....”

 

 

เสียงออดดังขึ้นมาอีกครั้งและเริ่มทำให้ผมแน่ใจ ว่าผมตื่นเพราะเสียงนั้นจริงๆ หลังจากแอบเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่บอกเวลา 5 โมงกว่าๆ แล้ว ...ไม่ได้เผลอหลับนานอย่างที่คิด แค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น 

 

 

 ผมก็ลุกจากโซฟาเดินตรงไปที่ประตู โดยไม่ลืมหยิบแว่นที่วางไว้บนโต๊ะ เสียงออดเงียบไปแล้วคราวนี้เป็นเสียงเคาะประตูเเทน... 

 

 

ก๊อกๆๆ 

 

 

ดังเป็นจังหวะเคาะอยู่สองสามที 

 

 

ครับๆ กำลังมาครับ 

 

 

ผมตอบรับแต่เป็นตอบในใจ พลางใช้สมองครุ่นคิดว่าเป็นใครกันนะที่มาหาผม... ปกติแล้วไม่ค่อยมีใครมาหา ผมเดินมาหยุดดูที่หน้าประตูจนได้ เพราะมันไม่ปกติครั้งนี้ถึงได้ตัดสินใจส่องตาแมวดู แล้วก็พบกับ... 

 

 

อะ..” 

 

 

ผมรีบเปิดประตูรับ คนที่ยืนเคาะประตูอยู่เมื่อครู่เงยหน้ามองขมวดคิ้วใส่แล้วเอ่ยพูดแทบจะในทันที 

 

 

ทำไมมาเปิดประตูช้าจังเลยเมืองเอก--- เอ๊ะเดือนสิบ???” 

 

 

เสียงหวานใสทักแฝงความขุ่นมัวแต่พอเธอเห็นหน้าผมชัดๆ ก็ชะงักไป 

 

 

ผมก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อยเพราะความสูงที่ค่อนข้างต่างกันมากของตัวเองกับผู้หญิงตรงหน้า โครงหน้าเรียวสวยได้รูปดูดีทุกองค์ประกอบยิ่งถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางบางๆ แล้วก็ทำให้สวยดูดีหาที่ติไม่ได้ขึ้นไปอีก เส้นผมย้อมสีทองน้ำตาลตรงยาว กับชุดนักศึกษาถูกระเบียบเรียบร้อย ถึงแม้ทุกวันที่เคยเห็นจะใส่ชุดที่สั้นและรัดรูปกว่านี้... เอ่อ อันนี้ไม่ได้ว่านะครับแต่แค่พูดตามที่เคยเห็น 

 

 

รินมีอะไรเหรอ?”

 

 

ผมถามดาวคณะอักษรที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี คิ้วโค้งเรียวที่เคยขมวดเป็นปมเริ่มคลายออก แต่ยังมีแววความสับสนงุนงงยังไม่ลดลงเลย ดวงตาคู่สวยกะพริบมองผม 

 

 

เดือนสิบนั่นแหละ ทำไมถึงอยู่ที่ห้องเมืองเอกได้ล่ะ??”

 

 

ผมร้อง ห้ะดังๆ ในใจ แต่สมองเริ่มประมวลผล

 

 

ไม่ใช่ห้องเมืองเอกนะ นี่ห้องเรา รินเคาะผิดห้องแล้วล่ะ ห้องเมืองเอกน่ะอยู่ตรงข้าม”

 

 

ผมชี้ไม้ชี้มือยังประตูที่ปิดสนิทของห้องฝั่งตรงข้าม รินเพื่อนร่วมคณะมองตาม ก่อนหันมาหัวเราะแหะๆ แล้วเสียงหวานน่าฟังก็บอกผมอีกประโยค 

 

 

ไม่ผิดหรอก เมืองเอกบอกเลขห้องนี้จริงๆ นะ”

 

 

เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อยืนยันคำตอบว่าผู้หญิงสวยคนนี้ไม่ได้ดูเลขห้องผิดไป ถ้าไม่ได้ดูเลขห้องผิดคนผิดมันก็มีคนเดียว 

 

 

ถ้างั้นเมืองเอกก็บอกผิด รินมาหาเมืองเอกใช่ไหมล่ะ ลองไปกดออดเรียกดูสิ” 

 

 

ดาวคณะพยักหน้ารับยิ้มๆ แต่ก่อนที่เธอจะไปก็พูดขึ้น 

 

 

รินเพิ่งรู้เลยว่าห้องเมืองเอกกับเดือนสิบใกล้กันขนาดนี้” 

 

 

เราก็เหมือนกัน”

 

 

เพิ่งรู้ไม่นานเองว่าจะต้องมาอยู่ห้องตรงข้ามกับมันเนี่ย...  

 

 

ขอบคุณนะเดือนสิบ” 

 

 

อืม” 

 

 

ผมยิ้มๆ ให้ริน คนตัวเล็กหันหลังกลับไปทางห้องฝั่งตรงข้าม ผมมองตามอยู่นานจนพอรู้ตัวอีกที เจ้าของห้องก็โผล่หน้าพ้นประตูออกมา 

 

 

อ้าว รินมาแล้วเหรอ เร็วจังครับ ถ่ายเสร็จเร็วเหรอ?”  

 

 

เมืองเอกพูดสุภาพก็เป็นด้วยแหะ... 

 

 

ใช่ ใช้เวลาน้อยกว่าที่คิดน่ะ” 

 

 

รินส่งยิ้มให้เมืองเอก ยิ้มที่สวยมากๆ ครับ ดูออกชัดเจนเลยว่ามีความสุขมากๆ เวลาได้คุยกับเมืองเอก อะ...เดี๋ยวสิ ผมมายืนดูคู่รักหวานแหววกันทำไมเนี่ย เสียมารยาทจัง ผมตั้งใจจะปิดประตูกลับเข้าห้องสักที แต่ระหว่างที่ออกแรงดึงประตูปิด ตาก็สบเข้ากับดวงตาของเดือนคณะวิศวะโดยบังเอิญ... 

 

 

บังเอิญหรืออะไรที่เมืองเอกจ้องตอบสักพักแล้วยักคิ้วใส่ ผมกะพริบตางงกับการกระทำของมัน แต่ก็ปิดประตูเข้าห้องตัวเองมาปกติ ตอนนี้ในหัวเริ่มไม่แน่ใจว่าที่บอกเลขห้องผิดนี่จงใจหรืออะไรกันแน่ ใจหนึ่งก็ไม่อยากจะคิดอะไร... เพราะถ้าตั้งใจจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ?? 

 

 

ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจ หรือว่าจะยังไม่เลิกหาเรื่องผม

 

 

คิดมากไปก็ปวดหัว ช่างมันเถอะ เรื่องแค่นี้เอง 

 

 

ผมส่ายหัวกับตัวเองแล้วเดินไปทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา แขนข้างหนึ่งเอื้อมยาวๆ ไปเปิดม่านออก ข้างนอกฝนหยุดตกแล้ว แต่พื้นยังไม่แห้งสนิท... 

 

 

จะว่าไปแล้ว รินกับเมืองเอกก็ยังรักกันดี สมกับที่เป็นแฟนกัน สงสัยเรื่องบอกรักพี่เอสเมื่อกลางวันจะเป็นเรื่องอำกันเล่นๆ อย่างที่กระเเสชาวเน็ตบอกจริงๆ ซะล่ะมั้ง 

 

 

เผลอแวบเดียวก็คิดเรื่องเมืองเอกอีกแล้ว จะเป็นยังไงก็ช่าง ไม่เห็นเกี่ยวกับผมเลย... 

หรือว่าผมติดนิสัยชาวเน็ตไปแล้วกันนะฮา 

 

 

RRRRRRR)))))

 

 

ผมเกือบสะดุ้งเพราะเสียงโทรศัพท์สั่น พอหยิบขึ้นมาดูว่าใครโทรมากลับต้องพบเจอกับเรื่องอะไรแปลกใจอีกรอบ ผมเพ่งมองเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอมือถือ ไม่ใช่เบอร์กวาง ไม่ใช่เบอร์ฟลุ๊ค ไม่ใช่เบอร์เพื่อนหรือคนรู้จักด้วย เบอร์นี้ผมไม่ได้เมมไว้ 

 

 

นี่เบอร์ใคร?           

 

 

แต่จะไม่รับก็ไม่ได้ ทันทีที่ผมกดรับ เสียงจากปลายสายดังขึ้นมา 

 

 

[“ฮัลโหล นั่นเดือนสิบใช่ไหม?”]

 

 

ถามหาผม แต่เสียงไม่คุ้นเลย..

 

 

ครับ นั่นใคร?” 

 

 

[“เราเอง เดชองส์ เดือนคณะพาณิชย์ฯน่ะ จำได้รึเปล่า?”]

 

 

เดชองส์อืม จำได้ครับ ก็ยืนประกวดเดือนบนเวทีเดียวกันนี่นา แถมวันนี้... กวางยังพูดให้ฟังอยู่เลย

 

 

จำได้... แล้วมีอะไรรึเปล่า?” 

 

 

[“เห็นข่าวตัวเองที่กำลังดังใน FB IG Twitter รึยัง?”]

 

 

ข่าวตัวเอง ข่าวผมเหรอห้ะ??? วันนี้จะมีเรื่องให้ห้ะมากเกินไปแล้ว 

 

 

ข่าวอะไร?” 

 

 

ผมถามซื่อๆ เลย เพราะตัวเองเพิ่งตื่นโทรศัพท์อะไรก็ยังไม่ได้เช็คดู และผมก็จำไม่ได้ว่าตัวเองไปทำอะไรเอาไว้ให้เป็นข่าว

 

 

[“เปิดดูสิ แป๊บเดียวนายก็เห็น หรือไม่ป่านนี้ก็ดังในไลน์กลุ่มเพื่อนตัวเองแล้วมั้ง”]

 

 

“...” 

 

 

ผมเงียบ ที่เงียบไม่ใช่อะไรผมละหูออกจากโทรศัพท์ เปิดไลน์ที่จู่ๆ ก็มี Notice เด้งขึ้นมาเกือบ 500 ข้อความ พอเปิดไปก็พบแจ้งเตือนกว่า 400 เป็นของกรุ๊ปไลน์ใหญ่ของคณะอักษรฯ ส่วนอีกเกือบๆ 100 เป็นของกลุ่มเพื่อนผมเอง 

 

 

ผมคิดว่าถ้าเป็นเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับผมกวางไม่น่าพลาด ผมเลยเลือกเปิดดูของกลุ่มเพื่อนตัวเองก่อน เป็นดังคาด กวางแชร์ข่าวที่ถูกทวิตลงทวิตเตอร์อันหนึ่งมาให้ และพอผมกดเข้าไปอ่าน... ก็ถึงกับร้องอ้อกับตัวเอง 

 

 

ผมกลับไปหาปลายสายก่อนตอบ

 

 

เห็นแล้ว” 

 

 

[“จริงหรือเปล่าข่าวที่ว่า”] 

 

 

ก็จริง แต่ไม่จริงทั้งหมด” 

 

 

[“อะไรที่จริง อะไรที่ไม่จริง”]

 

 

เสียงเดชองส์เย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ถ้าผมกับเขายืนคุยกันอยู่ล่ะก็ ดวงตาคู่นั้นจะต้องจ้องผมเขม็งแน่ๆ 

 

 

ผมกลืนน้ำลายลงคอ เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองจะกดดัน ผมตกเป็นข่าวมั่วๆ ที่คนมโนกันขึ้นมา แต่มันจะไปทำให้คนสองคนที่กำลังคบกันไม่สบายใจ จริงๆ แล้วการกระทำของผมก็มีส่วนผิด 

 

 

เราขึ้นรถพี่เอสจริง พี่เอสมาส่งเราที่คอนโดจริง พี่เขาบอกว่าเห็นว่าฝนตกหนักเลยอาสามาส่งให้ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น” 

 

 

ไม่ใช่ว่าเขาสนใจ หรือแอบถูกใจผมอย่างที่ในข่าวมโนกันขึ้นมา 

 

 

[“ถ้าไม่ใช่อย่างนั้นก็ดี”] เสียงจากคนปลายสายดูสบายใจขึ้นมาก นั่นทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นด้วย 

 

 

แต่แค่นั้นยังไม่จบบทสนทนา 

 

 

[“เดือนสิบรู้ใช่ไหมว่าเราคบกับพี่เอสอยู่”]

 

 

แน่นอนกวางบอกมาแล้ว   

 

 

รู้” 

 

 

[“เราไม่อยากเป็นเหมือนคนที่ผ่านๆ มาของพี่เอส เราจริงจัง แล้วที่ผ่านมาพี่เอสไม่เคยสนใจเด็กคณะอื่นนอกจากคณะพาณิชย์”]

 

 

ผมได้ยิน คราวนี้เป็นเสียงสูดหายใจจากอีกฝั่ง 

 

 

[“วันนี้ก็มีข่าวอีกเรื่องหนึ่ง.. เรื่องคลิปที่เมืองเอกบอกชอบพี่เอส เรารู้ว่าอันนั้นแค่ขำๆ แต่เรากลัว... กลัวประโยคที่พี่เอสพูดทิ้งท้าย”]

 

 

คำพูดที่ว่า เด็กคณะอื่นก็น่าสนใจเหมือนกัน’ น่ะเหรอ...?  

 

 

[“เราว่าเรารู้สึกได้ เรารู้... พี่เอสไม่เคยใส่ใจคนอื่นขนาดนี้ เพราะงั้นเรามีเรื่องอยากจะขอร้อง...”]

 

 

“....” 

 

 

[“ถ้าพี่เอสเข้ามาจีบเดือนสิบอย่าเล่นด้วยได้ไหม ขอร้องอย่าเป็นมือที่สามของความรักเราได้ไหม?”]

 

 

................

 

 

 

ผมเลื่อนแชทอ่านไลน์กลุ่มเพื่อตามดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในระหว่างที่ผมไม่ได้เปิดไลน์ และก็เป็นดังคาด ส่วนใหญ่คุยกันเรื่องของฮ็อตนิวส์ประจำวันนี้ที่มีถึงสองเรื่องด้วยกัน และหนึ่งในข่าวนั้นมีผมร่วมด้วยในเนื้อข่าว...คณะอักษรผู้หญิงเยอะ เพราะงั้นข่าวที่เกี่ยวข้องอะไรกับผู้ชายโดยเฉพาะพวกเดือนๆ ก็คงเป็นอะไรที่นำมาคุยหรือแชทได้สนุกปากสนุกมือ ผมปัดมันอ่านผ่านๆ เปิด Facebook ดูหัวข้อข่าวที่กวางแชร์มาอีกอันมาอ่านดู... 

 

 

เมืองเอกบอกรักพี่เอสเหรอแก?? คู่ชิปใหม่อ่ะ พี่เอส*เมืองเอก หรือ เมืองเอก*พี่เอส? <3

 

ดูยังไงก็ว่าอำกันขำๆ อ่ะครับ ผมว่าไม่ใช่นะ’

 

ประโยคท้ายสิน่าสนใจแก!!! พี่เอสบอกเด็กคณะอื่นก็น่าสน! พวกเราเตรียมพร้อมกันเร็วค่า โชคดีอาจได้เล่นกับพี่เอสเหมือนเด็กพาณิชย์ฯบ้าง ////’

 

คณะอื่นมีสิทธิ์แล้วสิ พี่เอสจะไม่เป็นสมบัติเฉพาะคณะพาณิชย์ฯอีกต่อไป’ 

 

โอกาสมาถึงแล้ว....’ 

 

 

ผมไม่รู้ว่าโพสนี้จะดูในระบบ Facebook ได้อีกนานเท่าไหร่ โดยเฉพาะข่าวฉาวที่เกี่ยวกับพี่เอสไม่ค่อยจะได้อยู่นาน ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นแบบไม่กลัวเสียภาพลักษณ์อะไรใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่ชื่อ Facebook ตัวเองโชว์หลา

 

 

ผมเลื่อนลงมาเจอความเห็นที่ทำให้ผมสะดุดใจเป็นครั้งแรก เพราะชื่อตัวเอง 

 

 

ประเดิมด้วยเดือนมหา’ลัยรึเปล่าเห็นเป็นข่าวอยู่ #เดือนสิบ’

ข่าวว่าไปรับไปส่งที่คอนโดใช่ไหม เห็นแล้วจ้า เดือนสิบแน่นอน! รายต่อไป’

 

 

 

ผมเพิ่งวางสายจากเดชองส์ไปแล้วผมก็รับปากตามที่ทางนั้นขอ...

 

 

แค่เห็นก็เครียดแทนแล้วครับ จินตนาการไม่ถูกเลยว่าถ้าผมไปอยู่ในฐานะที่กำลังคบกับใคร แล้วเขากำลังเริ่มมองหาคนใหม่ทั้งๆ ที่มีเราอยู่ทั้งคนมันจะน่าเศร้าแค่ไหน 

 

 

แต่เดชองส์รู้อยู่แล้ว... กับผู้ชายที่มีข่าวลือแบบนั้นไปทั่วอย่างพี่เอส ก็เหมือนเล่นกับไฟ หรือไม่ก็การทำธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ คงจะดีถ้าผมไม่ได้เป็นหนึ่งในคนเป็นข่าว แต่ต่อให้พี่เอสไม่วุ่นวายกับผม เขาก็ไปวุ่นวายกับคนอื่นอีกอยู่ดี...

 

 

ผมเปิดดูไลน์กรุ๊ปเพื่อนกลุ่มผมอีกครั้ง 100 กว่าข้อความนอกจากกวางแชร์ลิ้งค์ข่าวก็มีแสดงความคิดเห็นนู่นนี่โดยมีคุณฟลุ๊คคอยเออออ ตอบรับ คำบ้างสองคำบ้าง แปะสติกเกอร์บ้าง เพราะไม่อยากให้กวางแชทคนเดียวในระหว่างที่ผมไม่อยู่... 

 

 

เห็นแชทคุยระหว่างฟลุ๊คกับกวางยังเด้งมาเรื่อยๆ ผมเลยโยนระเบิดตูมเดียวแล้วแชทก็เงียบไป นับว่าได้ผล

 

 

ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสนใจ รายงานเดี่ยวที่อาจารย์สั่ง ผมมั่นใจว่าเพื่อนผมยังทำมันไม่คืบหน้า นอกจากนั้นแล้ววันที่ต้องส่งคือจันทร์นี้ เหลือเวลาอีกวันกว่าๆ แน่นอนว่า copy paste ไม่ได้ ออกแนววิเคราะห์ซะส่วนใหญ่ 

 

 

ผมลุกเดินไปนั่งเปิดคอมที่โต๊ะ แล้วเริ่มทำรายงาน นั่งเรื่อยๆ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง รวบรวมข้อมูลสำหรับจะมาวิเคราะห์และเขียนเอาไว้อยู่แล้ว เลยเริ่มพิมพ์ลงหน้ากระดาษ ไปเรื่อยๆ แต่จู่ๆ... 

 

 

พรึ่บ!

 

 

“!!”

 

 

ร้องเชี้ยหนักมาก! เมื่อจู่ๆ หน้าจอดับไปเลย! ผมก้มลงมองที่คอมฯที่นิ่งเงียบบ่งบอกว่ามันไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว ตอนแรกคิดว่าไฟตกคอมฯดับ ผมพยายาม... พยายามเปิดใหม่ แม้กระทั่งเช็คดูปลั๊ก แต่ไม่ได้ ผมอยากจะร้องไห้ให้น้ำตาเป็นสายเลือด ถ้าไม่ติดที่สิ่งสำคัญกว่าการร้องไห้ คือ ขอความช่วยเหลือ 

 

 

ผมคว้าโทรศัพท์ที่วางไว้บนโต๊ะหน้าจอ กดโทรหาคนที่คิดว่าช่วยผมได้มากที่สุด 

 

 

โหล” ผมทักเมื่อได้ยินอีกฝั่งลอดมา 

 

 

[“ว่า?”]

 

 

ฟลุ๊ค คอมฯเราเป็นไรไม่รู้!”

 

 

ได้ยินเสียงคีย์บอร์ดรัวๆ จากปลายสาย ก่อนจะเงียบแล้วมาตั้งใจฟังผมพูด 

 

 

[“อาการเป็นไง?”]

 

 

จอดับไปเลย พอจะเปิดก็เปิดไม่ติดแล้ว”  

 

 

ได้ยินเสียงตอบรับในลำคอ ก่อนที่ฟลุ๊คจะเสนอวิธีเบสิคสุดมาให้ 

 

 

[“เปิดอีกรอบยัง?”]

 

 

 “ก็บอกว่าเปิดแล้วแต่ไม่ติดไง” 

 

 

[“อ่า... งั้นโทษทีว่ะ กูถนัดแต่เล่น ไม่ถนัดซ่อม ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับคอมเลย”]

 

 

ความหวังที่เคยคาดหวังไว้กับเพื่อนสนิทพังทลาย...

 

 

[“แต่กูรู้ว่าควรทำยังไงนะ”]

 

 

...แต่แล้วความหวังของผมก็ถูกจุดประกายอีกครั้ง 

 

 

ยังไง??? 

 

 

[“เอาไปซ่อม”]

 

 

“....”

 

 

[“....ก็นั่นเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอ?”]

 

 

ครับ!!

 

 

..........................

 

 

ผมตัดสินใจดึงปลั๊ก ดึงสายที่ต่อกับจอคอมฯต่างๆ ออก แล้วยกคอมฯที่ผมคิดว่ามันน่าจะเสียนี่ออกมาจากใต้โต๊ะ เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดทรงผมที่ไม่ค่อยเป็นทรงเท่าไหร่ของตัวเองให้เข้าที่ หยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์เตรียมพร้อมเรียบร้อย ตามคำแนะนำของจารย์ฟลุ๊ค

 

เสียก็ต้องเอาไปซ่อมนี่สิถูกแล้ว

 

ผมถอนหายใจยาวๆ เป็นตอนไหนไม่เป็นมาเป็นตอนพิมพ์งาน อย่างน้อยพาส่งร้านขอให้เขาดึงข้อมูลรายงานกลับมา แล้วไปหาร้านคอมฯทำต่อก็อาจจะพอไหว คิดแล้วก็ถอนหายใจเฮือกมองนาฬิกา ทุ่มแล้ว ต้องรีบไป ร้านตามห้างน่าจะปิดราวๆ 2 ทุ่ม ถ้าหาไม่เจออาจจะต้องตระเวนแถวนี้

 

คิดแล้วก็เดินไปอุ้มเจ้าคอมฯเพื่อนยากที่อยู่กับผมมาตั้งแต่สมัย ม.3 ม.4 ก็ยังไม่นานนี่หว่า อย่าเพิ่งสำออยได้ไหม TT

 

ผมเปิดประตูออกมาด้วยความยากลำบากเพราะสองมือแบกคอมฯตัวใหญ่อยู่ แต่พอเปิดประตูออกมาก็พบกับ...

 

ความเดจาวูแต่ไม่มากเพราะเห็นเปิดประตูออกมาจากห้องกันสองคน

 

“อ้าว เดือนสิบ”

 

รินกับเมืองเอกที่พากันออกมาจากห้อง ผมไม่รู้จะทักอะไรเลยได้แต่พยักหน้ารับให้รินไป แล้วตั้งใจจะเดินไปทางลิฟต์ แต่ได้ยินเสียงทุ้มจากผู้ชายตัวสูงเอ่ยถามสักก่อน

 

“นั่นน่ะเสียเหรอ?”

 

ผู้ชายหน้าหล่อที่เพ่งสายตาจ้องมองของที่ผมแบกอยู่ เพื่อไม่ให้เสียมารยาทก็เลยตอบไปสั้นๆ

 

“อืม”

 

“ป่านนี้จะมีร้านซ่อมเหรอวะ?”

 

“ก็จะไปหาดู”

 

ในห้างก็น่าจะเปิดอยู่ไม่ใช่หรือไง

 

ในเมื่อไม่มีอะไรก็ได้เวลาพาเพื่อนยากไปหาหมอ ผมจะเดินออกมา...

 

“เดี๋ยว เดือนสิบ”

 

“...?”

 

ผมหยุดฝีเท้า หันกลับไปมอง ชายหญิงสองคนที่อยู่ตรงนั้น รินกะพริบตามองผม แล้วหันไปมองหน้าคนข้างตัวเธอที่เอ่ยเรียกชื่อผมเมื่อครู่  

 

“กูดูให้ไหม?”    

 

 ผมเอียงคอ เหมือนจะเริ่มไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก อะ.. หรือว่า..

 

“หมายถึงนี่เหรอ?”

 

ก้มหน้าลงมองของที่อยู่ในมือตัวเอง คนหน้าหล่อตรงนั้นพยักหน้า  

 

“ก็เออสิ เดี๋ยวดูให้ก่อน บางทีกูอาจจะซ่อมได้”

 

อ... แต่จะดีเหรอ ?

 

ผมลังเล และคิดว่าอีกฝ่ายก็เห็นว่าผมลังเล เมืองเอกเลยพูดอีกประโยค

 

“ถ้าไปซ่อมร้านอาจจะต้องรอนาน มึงรีบไหมล่ะ?”    

 

ผมพยักหน้า

 

“อย่างน้อยอยากได้ไฟล์งานออกมาก็ยังดี”

 

ผมตอบง่ายๆ เลย ถ้าอีกฝ่ายพูดขนาดนั้นแล้ว ผมเหนื่อยที่จะตั้งแง่ บางทีเมืองเอกเองก็คงไม่ได้อะไรกับผมแล้วเหมือนกัน

 

“งั้นเอาเข้าไปวางในห้องกูก่อน เดี๋ยวกูขึ้นมา ไปส่งรินข้างล่างแป๊บ”

 

ห้ะ?

 

เป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวันแล้ว ผมโดนเมืองเอกลากแขนจูงเข้าห้องของเขา ปล่อยผมทิ้งไว้ในห้องนี้ โดยที่ทิ้งประโยคไว้แค่นั้น เจ้าของห้องเดินออกจากห้องไปส่งแฟนสาวข้างนอกเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่ผมที่อุ้มคอมฯยืนเคว้งในห้องคนอื่น

 

มันเกิดขึ้นเร็วมาก!

 

ผมกวาดสายตามองห้องที่ไม่คุ้นเคย ข้างในห้องไม่ต่างกันกับห้องของผมเท่าไหร่ จะมีก็แค่เฟอร์นิเจอร์ เป็นห้องเรียบๆ ไม่ค่อยมีของอะไร แต่สะดุดตาที่สุดก็คงเป็นโต๊ะคอมตัวใหญ่ ที่มีจอคอมฯสองจอวางอยู่ คีย์บอร์ดและเมาส์เป็นของมียี่ห้ออย่างแพง รวมทั้งเคสคอมฯด้วย แสงไฟสีแดงที่เปล่งออกมาให้เห็นทำให้ผมรู้ว่าคอมฯเครื่องนั้นเปิดอยู่ เก้าอี้ก็... อืม สภาพโต๊ะคอมฯเหมือนห้องนักแคสเกมส์ที่เคยเห็นเลย  นอกจากนั้นก็มีโซฟาตัวยาวอยู่หนึ่งตัว ชั้นหนังสือเรียบๆ อีกหนึ่งชั้น พัดลม แล้วก็ถังขยะ

 

เริ่มหนักๆ ล้าๆ เลยวางคอมฯไว้ที่พื้นข้างๆ ตัวเอง ถือวิสาสะเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาได้ไหมนะ? หรือควรจะยืนอยู่ดี? โอ้ย ผมเริ่มคิดมากแล้ว วันนี้มันวันอะไร ตอนกลางวันโดนบังคับขึ้นรถ ตอนนี้ก็โดนบังคับให้เข้ามารอในห้องคนอื่นอีก คนไม่สนิทกันแล้วหนึ่ง ส่วนอีกคนนี่เคยมีประเด็นกัน...

 

“คิดมากเกินไปใช่ไหมเนี่ย”

 

และแล้วเวลาผ่านไปเมืองเอกก็เปิดประตูเข้าห้องมา ไม่น่าเชื่อว่าผมเองก็ยังยืนอยู่ที่เดิม หรือเพราะเจ้าของห้องลงไปแป๊บเดียวจริงๆ กันแน่ มันเดินผ่านผมเข้าไปเปิดประตูห้องอีกห้อง แล้วลากกล่องเครื่องมือออกมา

 

“ยืนอยู่ทำไมล่ะ ไปนั่งสิ”

 

ผมกะพริบตา เออ นั่งได้แล้ว เจ้าของห้องอนุญาต

 

เมืองเอกเดินสวนผมอีกรอบมายกคอมฯแล้วก็เดินไปทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นกลางห้องตรงหน้าโซฟาที่ผมนั่ง สองมือเปิดกล่องเครื่องมือหยิบไขควงมาไขเปิดฝาเคส

 

“อาการเป็นไง”

 

ในระหว่างที่ไข เสียงทุ้มต่ำก็เริ่มถาม และผมก็ตอบแบบเดียวกับที่เคยตอบฟลุ๊ค

 

“จอดับไปเอง แล้วก็เปิดไม่ติด”  

 

คนที่ง่วนอยู่กับฝาเคสพยักหน้ารับ ผมมองเมืองเอกแกะนู่นแกะนี่ ดูนู่นดูนี่ ใจจดจ่ออยู่กับคอมฯสุดๆ ความเงียบเข้าปกคลุม ผมไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจทำอะไรขนาดนี้ ขอแอบๆ ชื่นชมหน่อยๆ แล้วกัน

 

“เดือนสิบ”

 

ท่ามกลางความเงียบ เสียงของคนที่นั่งอยู่บนพื้นเอ่ยเรียก ผมนิ่งมอง เมืองเอกยังไม่ละออกจากคอมฯเครื่องนั้นของผม ปากสวยๆ นั่นขยับเปล่งเสียงออกมา

 

“กูขอโทษเรื่องก่อนหน้านี้”

 

“...”

 

ผมยังคงเงียบ เอียงคอมองผู้ชายตรงนั้น คราวนี้ใบหน้าหล่อที่ผมเคยมองด้วยความอคติ ขอโทษผม? เรื่องก่อนหน้า หมายถึงเรื่องที่เดินมาหาเรื่องผมถึงคณะน่ะเหรอ?

 

กูแค่เป็นคนพูดตรงๆ แล้วก็อยากรู้เรื่องของมึงจริงๆ แน่นอนว่ากูก็ไม่อยากยอมแพ้มึงด้วย แต่ในเมื่อผลมันออกมาเป็นอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ ยอมรับว่าตอนนั้นกูปากดีไปหน่อย ...กูไม่คิดจะหาเรื่องมึงแล้ว ไม่อยากให้มึงคิดว่ากูเกลียดมึง ไม่ชอบหน้ามึง เป็นศัตรูกับมึง กูกับมึงไม่ต้องเป็นเพื่อนกัน ไม่ต้องญาติดีกันนักก็ได้ แต่กูอยากให้มึงรู้ไว้ว่ากูไม่ได้อะไรกับมึงแล้ว”  

 

มาไม้ไหนล่ะเนี่ย ไหนบอกเกลียดความพ่ายแพ้...

 

ผมหรี่ตามองหน้าอีกฝ่าย เพื่อจับโกหก

 

“อย่าทำหน้าไม่เชื่องั้นได้ไหมวะ กูก็โดนมาหนักเหมือนกัน พวกพี่ๆ ที่คณะน่ะ”

 

อ้อ... เพราะงั้นก็เลยคิดได้แล้วก็เลยมาขอโทษผมงั้นสิ อืมๆ โดนมาหนักก็สมควรอยู่ ทำตัวเองนี่

 

แต่ถึงขนาดอีกฝ่ายพูดขอโทษ พูดอะไรถึงขนาดนั้น ผมจะยอมเชื่อก็ได้  ผมพยักหน้ารับเมืองเอก ก็ไม่ได้จะติดใจเอาความอะไรเท่าไหร่หรอก

 

“ทำไมมึงต้องเย็นชาด้วยวะ”

 

“....”

 

ผมแดกจุด ตีหน้านิ่งใส่มัน

 

อยากจะตอบว่าผมไม่ได้เย็นชา แต่ถ้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดโดยไม่ระวัง ผมอาจจะโดนมันต่อย ขนาดผมไม่ได้ทำอะไร ยังโดนมันเหม็นขี้หน้าเลย

 

“คุยกับมึงแล้วเหมือนคุยกับรูปปั้นเลยแม่ง”

 

นี่คือผมโดนด่า?

 

เมืองเอกยักไหล่แล้วหันกลับไปสนใจเครื่องคอมฯบนพื้นต่อ...

 

 

----------------------------------------



 

 เมืองเอก พาร์ท 

 

ผมนั่งทำคอมฯให้มันอยู่สักพัก ไอ้เจ้าของก็นั่งเงียบมองผมไม่พูดอะไรเล้ยยยย ไม่ต่างจากตอนประกอบคอมฯ รื้อคอมฯเล่นคนเดียว อีกทางหนึ่งแม่งก็ดีแหละครับไม่กวนสมาธิดี ผมขยับเมาส์ลากข้อมูลจาก Hard disk ลงมาไว้ใน External Hard disk ของผมเอง ใช้เวลานานเหมือนกันเพราะผมเลือกจะดึงข้อมูลมาหมดเลย

 

ผมหันกลับมาสังเกตคนที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟา เดือนสิบมันเป็นประเภทถ้าไม่ชวนคุยก่อน มันจะไม่ยอมเปิดปากคุยแน่ๆ ขนาดเวลาพูดด้วย ประโยคไหนมันไม่จำเป็นต้องตอบจริงๆ ก็ยังละ เรียกได้ว่าแม่งจะพูดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยหรือไงวะ? นอกจากจะพูดน้อยแล้ว สีหน้าแม่งก็ยังไม่เปลี่ยนอีก อ่านยากมาก ผมพูดโคตรจะจากใจว่าเหมือนตัวเองคุยกับรูปปั้น.. รูปปั้นจริงๆ

 

ไหนวะ ไหน มันมีเสน่ห์ตรงไหน? คำถามนี่ก็ยังคงรอให้ผมค้นหาคำตอบว่ะ

 

“เสร็จแล้ว”

 

ผมพูดเบาๆ หมุนเก้าอี้คอมตัวเองกลับมาหาคนที่ยังคงรออยู่

 

“ซ่อมเสร็จแล้วเหรอ?” เสียงที่นานๆ ทีจะได้ยินเอ่ยถาม ดวงตาเริ่มวาววับ โอ้ ผมค้นพบธรรมชาติของเดือนสิบมันอีกข้อ อ่านดวงตาจะง่ายกว่า เพราะอย่างน้อยมันก็แสดงความรู้สึกมากกว่าสีหน้า

 

“เปล่า แค่เช็คเสร็จ ซ่อมตอนนี้ไม่ได้”

 

“....”  

 

“พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน ที่คอมฯดับเพราะความร้อนขึ้นเกินไป แล้วที่เปิดไม่ติดเพราะเมนบอร์ดไหม้ไปแล้ว” ผมชี้มือลงไปตรงส่วนที่ผมบอกว่าเสีย คนฟังก็ฟังอย่างตั้งใจ แต่เงยหน้าขึ้นมาดูถึงได้รู้ว่ามันไม่เข้าใจหรอก ผมลอบยิ้ม ตลกว่ะ เมื่อกี้ดวงตายังวาววับอยู่เลย พอมาตอนนี้สลดเชียว

 

“แล้วต้องทำไง?”

 

“พัดลมกูพอจะมีอยู่เดี๋ยวใส่เปลี่ยนให้ ที่เหลือก็ง่ายๆ ไปซื้อมาเปลี่ยน แต่เอาจริงๆ กูแนะนำให้ซื้อใหม่หมดไปเลย”

 

ใช่ นั่นคือคำแนะนำที่ดีที่สุด สภาพด้านในเก่าพอตัว ถึงซื้อของใหม่มาเปลี่ยน ใช้ได้ไม่นานก็คงจะมีปัญหาที่อื่นอีก

 

“มีงบถอยคอมฯใหม่ไหมล่ะ?”

 

“ไม่มี”

 

“งั้นไว้ก่อนแล้วกัน”

 

ก็ตามนั้น... ผมเอื้อมมือไปดึง External Hard disk เมื่อกี้แล้วยื่นส่งให้ เดือนสิบรับมันไป ถึงแม้จะไม่มีคำถามแต่คราวนี้ผมเองก็ควรอธิบายสักหน่อย

 

“ข้อมูลจากคอมฯมึง กูดึงมาไว้ในนี้ให้ งานก็น่าจะอยู่ลองรื้อๆ ดู”

 

มันพยักหน้า มองคอมฯที่อยู่ในสภาพถูกรื้อไม่เรียบร้อยของตัวเอง ผมเกาหัวแกรกๆ แล้ว ลุกจากเก้าอี้คอมราคาเป็นหมื่น เดินเข้าไปหิ้วกระเป๋า Laptop ในห้องออกมา วางแปะลงบนตักมัน

 

“โน้ตบุ๊คกูเอง ให้ยืมใช้ก่อน เห็นบอกว่ามึงรีบนี่”

 

“เอ่อ... ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราว่าจะไปหาร้านทำเอา”

 

มันเลิ่กลั่กแลดูจะเกรงใจ แต่ยังไงผมก็ยังไม่ค่อยได้ใช้เร็วๆ นี้อยู่แล้ว ให้มันยืมแป๊บหนึ่งคงไม่เป็นไรหรอก

 

“พรุ่งนี้ไปซื้อของมาเปลี่ยนใส่คอมฯมึงก็ใช้ได้แล้ว อย่างมากมึงก็ยืมกูใช้แค่วันสองวัน เอาไปเหอะ จะไปหาร้านให้ยุ่งยากทำไม”  

 

พอผมยกเหตุผลขึ้นอ้าง เจ้าตัวก็ใช้เวลาคิดอยู่สักพัก ก่อนที่หน้าหล่อๆ แม่งจะพยักหน้ารับในท้ายที่สุด

 

“งั้นยืมแค่คืนนี้ จะรีบทำให้เสร็จแล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เช้ามาคืน”

 

“เออ”

 

ผมกระตุกยิ้ม กับคำตอบ

 

ทุ่มสุดตัว ช่วยสุดตัวจริงๆ เห็นความดีกันบ้างนะ 55555

 

ผมรู้สึกและสัมผัสได้ว่ากำเเพงบางๆ ที่มันเคยสร้างมากั้นผมเอาไว้มันจะค่อยๆ จางหายไปแล้ว ตัดสินใจถูกแล้วที่พูดขอโทษมันไปเมื่อกี้  

 

ผมหันกลับไปประกอบปิดฝาเคสเก็บให้เรียบร้อยในระหว่างที่กำลังประกอบอยู่ เสียงจากคนที่ผมไม่คิดว่าจะเป็นคนเริ่มบทสนทนาก็ดังขึ้นมา ครั้งแรก

 

“พรุ่งนี้ต้องไปซื้อของมาเปลี่ยนใช่ไหม? ถ้ารบกวนเมืองเอกมากไปเดี๋ยวเราไปเองก็ได้”

 

ผมหรี่ตามอง คนไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับคอมฯ ให้ไปคนเดียวจะได้เรื่องเหรอ

 

“ไปด้วยกันไหมล่ะ ยังไงมึงก็เป็นเจ้าของ ไปซื้อด้วยกัน จะได้รู้ราคาจริงๆ กูรู้จักร้านถูกๆ ดีๆ ด้วย”

 

ผมเสนอ แต่มีเหรอที่เดือนสิบจะปฏิเสธได้ ถึงแม้มันจะไม่อยากไปกับผม แต่ที่ผมพูดมาทุกอย่างมีเหตุผลหมด แถมมีประโยชน์อีกถ้าทำตามที่ผมพูด 

 

“ได้”

 

หึ... เห็นไหมล่ะครับ

 

ว่าไปตามเรื่องตามราวผมหยิบโทรศัพท์ออกมา

 

“ถ้างั้น... กูขอไลน์มึงหน่อย”

 

“....”  

 

“ไลน์ไง เอาไว้ติดต่อมึง อ้อ ไม่ต้องห่วง ค่าแรงกูไม่คิดหรอก แต่อาจขอเป็นอย่างอื่นทีหลัง

 

ผมยิ้ม ด้วยรอยยิ้มที่ใช้ยิ้มใส่สาวๆ มองเดือนมหา’ลัยที่ทำหน้าเหมือนจะเริ่มไม่ไว้ใจผมเข้าไปมากขึ้นทุกที

 

 

 

 

อ่าว สีหน้าเปลี่ยนแล้วนี่หว่า ?

 

----------------------------TBC-------------------------


สวัสดีทุกคนนะคะ ขออภัยในความล่าช้าด้วยค่ะ ติดเรียน ติดงาน ติดสอบ

ถึงจะมาช้าบ้างไรบ้าง (ช้ามากช้าน้อย ;w;) แต่ก็ยังขอบคุณทุกคนที่ติดตามเราอยู่เสมอ รักนะคะ <3


ตอนนี้ไม่มีอะไรเลยจริงๆ แต่จะเป็นตอนปูเรื่องไปยังเรื่องถัดไป 


ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ขอบคุณทุกคนที่คลิกเข้ามาอ่าน เข้ามาให้กำลังใจ ขอบคุณค่ะ >< <3 รัก(ก.ไก่ล้านตัว) 



#วิศวะเดือนสิบ


(แก้ไขคำผิดค่ะ เปลี่ยนจาก CPU เป็นคอมฯเเทน เพราะ CPU เป็นชื่อเรียกชิ้นส่วนหนึ่งของคอมฯค่ะ

ขอขอบคุณคุณPsychePie ที่บอกข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาให้ด้วยค่ะ ^^)


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรามี Page ไว้สำหรับติดตามข่าวสาร + ความเป็นอยู่แล้วนะคะ >w< 
(เผื่อหายไปอีก 5555 หรือจะทวงนิยายช่องทางไหนก็ตามแต่สะดวก 5555 )

v
v
v




สำหรับคนที่เล่นทวิตเตอร์และต้องการติดตามข่าวสาร + Upของนิยาย (ทวิตเล่น ทวิตความเป็นอยู่)
เชิญทางนี้เลยค่ะ =w=d  >>> @miminari_writer <<<


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 272 ครั้ง

359 ความคิดเห็น

  1. #182 faiatitaya (@faiatitaya) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2561 / 20:24
    รอจ้าาาา
    #182
    0
  2. #180 Benjamaporn Rain Phontep (@benja_jeefa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2561 / 19:03
    ศรอๆๆๆๆๆค่าาา
    #180
    0
  3. #178 Fourlucky (@meanbell04) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 22:38
    รอออออ สู้ๆนะคะไรท์
    #178
    0
  4. #177 Top44 (@Top44) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 18:51
    อยากอ่าน ต่อๆ รอออออ
    #177
    0
  5. #176 maku_asuka (@maku_asuka) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 23:22
    สู้ๆนะคะ อยากรู้ว่าเรื่องจะเป็นยังไงต่อ
    #176
    0
  6. #175 farryyammy (@farryyammy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 21:53
    รอๆสู้ๆค่ะไรท์
    #175
    0
  7. #174 NangDmx (@NangDmx) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 19:28
    เย้ๆๆๆมาแล้วรีบมาต่อนะ
    #174
    0
  8. #173 lills (@joeyxsy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 09:06
    สู้ๆนะคะ
    #173
    0
  9. #172 YanisaWainewalai (@YanisaWainewalai) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 08:06
    เขินยังไงไม่รู้อ้าา สู้ๆน้าาค้าาา
    #172
    0
  10. #171 Rujie Taew (@rujietaew) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 07:18
    น้ำตาจิไหล มาอัพแล้ว เย้!
    #171
    0
  11. #169 Phan_126 (@PhantiwaKetsri) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 06:03
    สู้ๆๆจ้ารอๆๆๆๆ
    #169
    0
  12. #168 LM... (@kh12090104) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 05:37

    กรี๊ดดดด มาต่อแล้วว
    #168
    0
  13. #167 My name's BM (@Suphatsara_BM) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 03:35

    หายไปนานเลย สู้ๆ ค่ะ
    #167
    0
  14. #166 Art'ty U-t (@arttyut) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2561 / 03:19
    อยากอ่านต่อแล้ว มาอัพบ่อยๆนะ
    #166
    0