ตอนที่ 23 : THE HEALLER : Chapter 10 (Semi-final)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 261
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    4 ต.ค. 59

  CR.SHL
 




 The war of variant 2

#The Healler





** 28 ** 

" advise "
...............................................



ท้องฟ้าด้านนอกถูกระบายด้วยสีดำคล้ำหม่น จุดสีขาวพร่างพรายระยิบระยับแต้มแต่งอยู่บนฝืนฟ้าขนาดกว้างเหนือศีรษะ วอนชิคแหงนหน้าขึ้นมองมันเมื่อพาตัวเองออกมาพ้นห้องลับ  ทุกสิ่งที่ท่านผู้นำพูดถูกต้องเสียจนหาเหตุผลมากล่าวลบล้างไม่ได้สักข้อ แม้ว่าความรักเขามีให้ฮงบินจะมากสุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะมอบให้กับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว มันมากสำหรับเขาแต่ไม่เพียงพอสำหรับคนเป็นพ่อที่จะยอมเสี่ยงมอบชีวิตทั้งหมดของบุตรชายมาให้  ไม่เถียงหรอกว่ามันไม่ถูก มันถูก เพราะหากเป็นเขาเองก็นึกไม่ออกเลยว่าจะใจกว้างมอบลูกชายเพียงคนเดียวที่แสนรักให้กับผู้ชายอีกคนที่มีพันธะอันเเข็งแกร่งระหว่างครอบครัวและเสียสละได้ทั้งชีวิตให้กับน้องชายซึ่งไม่ใช่บุตรชายที่ตนมอบให้  เป็นใครก็ไม่ยอมอยู่แล้ว เพราะแม้แต่เขาเองก็ตอบได้เต็มปากว่าไม่มีทาง


ดาวบนฟ้าเริ่มอ่อนแสงลง เหลือไว้เพียงความมืดดำของกลุ่มเมฆทึนทึบ ช่างเป็นการตอกย้ำความเจ็บช้ำได้ถูกจังหวะเสียจริง อดจะคิดไม่ได้ว่า ท้องฟ้าเบื้องบนอาจกำลังร่วมไว้อาลัยให้กับความรักอันไม่สมหวังของเขาอยู่ก็เป็นได้


เมื่อมองท้องฟ้าจนสาแก่ใจแล้ว ก็พาขาสองข้างที่แทบก้าวต่อไปไม่ไหว ให้มุ่งหน้ากลับขึ้นห้องพัก ประตูด้านในไม่ได้ล็อคแสดงให้เห็นว่าอีกคนได้เข้ามาก่อนหน้าที่เขาจะถึง เขาหมุนลูกบิดแล้วค่อยๆแง้มประตูเข้าไปด้านใน ไฟจากหลอดแอลอีดีสว่างจ้า ทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิม เว้นเพียงตรงห้องครัวมีร่างบอบบางกำลังเคลื่อนขยับไปมาอย่างเก้กัง มือน้อยหยิบจับสิ่งของวุ่นวายไปจนหมด โต๊ะด้านหลังเกลื่อนไปด้วยเศษเนื้อเศษผักที่หันไม่เป็นรูปร่าง เศษแป้งสีขาวเปื้อนเป็นหย่อมย่อยเต็มโต๊ะ เขาเดินเข้ามาแต่ไม่ได้ส่งเสียงด้วยไม่อยากให้อีกคนรู้ว่าเขาได้กลับมาแล้ว ขอบตาร้อนผ่าวและน้ำตาทำท่าจะไหลเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำอะไร  



เด็กน้อยของเขากำลังทำซุปหัวไชเท้ากับไก่ทอด ตำราเล่มใหญ่เปิดกางไว้ใกล้ตัว ตาโตจ้องมองหน้าหนังสือสลับกับวัตถุดิบในมือของตัวเอง ใกล้กันมีไอเเพ็ดเครื่องบางเปิดวีดีโอสอนทำซุปอยู่ด้านบน หลังมือน้อยยกขึ้นเช็ดหน้าผากของตัวเองเมื่อหยาดเหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมา แม้จะดูวุ่นวายแต่ริมฝีปากอิ่มกลับมิได้หุบแต่อย่างใด ตรงกันข้ามมันแย้มขึ้นจนเป็นครึ่งวงกลม ฮัมเพลงคลอเบาในขณะที่ทำเมนูอาหารไปพลาง 


วอนชิคหมุนตัวหลบเมื่อคนตัวเล็กหันมองมา สายตาคู่นั้นมองผ่านไปที่ประตู รอคอยการกลับมาของเขา 

"เฮ้ออ ทำไมกลับมาค่ำจัง " เสียงหวานบ่นพึมพำ ริมฝีปากบูยขึ้นก่อนจะคลี่ออกเมื่อดวงตากลมโตประกายเหมือนนึกอะไรออก "มีของคาวแล้ว ก็ต้องมีของหวาน "


"ฮึก!! " วอนชิคยกมือขึ้นอุดปากตัวเองอย่างไว เมื่อเสียงสะอื้นดังขึ้นกระทันหัน ความเสียใจแล่นริ้วไปทั่วกายและหยาดน้ำตาเม็ดใสก็ไหลเผาะอาบท่วมแก้มสองข้าง ยิ่งอีกคนดีต่อเขามากเท่าไร เขาก็ยิ่งเห็นแก่ตัวไม่ได้  หัวใจบีบแน่นเมื่อคลื่นความเสียใจพัดมาใส่ระลอกแล้วระลอกเล่าเมื่อไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป




"โอ้ย!! " เสียงร้องของอีกคนดังขึ้นและเขาต้องยับยั้งตัวเองไว้สุดความสามารถเพื่อที่จะไม่วิ่งถลาเข้าไปดู คนตัวน้อยยกนิ้วชี้ขึ้นมาจรดริมฝีปากก่อนจะงับมันไว้ เลือดสีแดงหยดแหมะลงบนโต๊ะ มีดด้ามคมถูกทิ้งวางไม่เป็นท่าปลายมีดมีคราบเลือดสีแดงเปื้อนอยู่ สัญชาตญาณความปกป้องตะกุยอกอย่างบ้าคลั่ง ลงโทษที่เขายังคงยืนหลบอยู่ในมุมแห่งนี้ อยากจะเข้าไปดูแล อยากจะทำแผล อยากจะกอดร่างบางไว้แนบอก ปลอบประโลมด้วยสัมผัสทางกาย หากแต่ความจริงแม้จะก้าวออกไปให้อีกคนรับรู้ว่าเขาเองกลับมาแล้วก็ยังทำไม่ได้ มือที่มองไม่เห็นฉีกทึ้งหัวใจเป็นสามส่วน ความทรมานของการเห็นคนอันเป็นที่รักเจ็บตัวเหมือนกับการปล่อยให้แขนของตัวเองถูกตัดไปโดยป้องกันไม่ได้


เจ็บเจียนบ้า 



กัดฟันข่มความเป็นห่วงที่มีมากจนล้นอกไว้สุดกำลังแล้วรีบหมุนตัวเพื่อพาตัวเองออกไปที่อื่น 
ที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ห้องที่มีคนตัวเล็กอยู่ 



เปิดประตูออกมาด้วยมือไม้ที่สั่นเทิ้มในจังหวะที่คนตัวเล็กวิ่งหายเข้าไปในห้องน้ำ บางส่วนข้างในตัวกรีดร้องทุรนทุรายเมื่อเขาบังคับตัวเองให้เดินหนี

ขอโทษนะ พึมพำแผ่วเบาเมื่อก้อนความเสียใจแล่นจุกขึ้นมาตรงต้นคอ หยาดน้ำตาไหลเเหมะลงไม่ขาดสายเมื่อเขาพิงหลังกับบานประตู เสียงเคลื่อนไหวด้านในห้องเปรียบเสมือนดาบอาบยาพิษที่กรีดผิวเนื้อให้เกิดแผล 

สงบนิ่งอยู่เกือบสิบนาทีก่อนจะประคองสติที่พร่าเลือนด้วยฤทธิ์ความเสียใจให้ก้าวเดิน จุดหมายคือห้องที่อยู่ชั้นห้าที่ซึ่งเป็นห้องรับรองรองผู้นำผู้เฟลกเมทิก คนที่พ่อของฮงบินประกาศกับเขาว่าจะเป็นคนที่ได้ครอบครองฮงบิน หัวใจของเขาแหลกละเอียดและโดนเหยียบซ้ำไปมาเมื่อถ้อยคำของผู้นำผุดขึ้นมาในหัว 


ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรัวมือลงบนประตู สักพักเสียงหมุนลูกบิดก็ดังแกร็ก ประตูค่อยๆเเง้มออกมา คนด้านในเปิดไว้แค่ครึ่งหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉยกับดวงตาคู่คมกริบมองจ้องมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่ กวาดไล่ไปทั่วหัวจรดเท้าราวกับกำลังประเมิน 



"มีอะไร? " เสียงห้วนเเข็งดังรอดออกมาจากริมฝีปากที่เผยอเพียงนิด



"ขอคุยด้วยหน่อย" แจ้งจุดประสงค์ของตัวเองไป คนตรงหน้าไม่ยอมหลีกทางให้เข้าห้อง แต่ถามว่าเขาสนใจไหม คำตอบคือ ไม่ เขาผลักอีกฝ่ายออกแล้วเดินแทรกเข้าไปด้านใน มีเสียงปิดประตูตามหลัง เขาหมุนตัวกลับไป เผชิญหน้ากับชายตัวสูงไล่เลี่ยกัน ผู้มีใบหน้าเดียวและไม่เคยแสดงออกให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิด จะโกรธ โมโห หรือดีใจ ใบหน้านี้ก็ยังคงรูปเดิม นิ่ง เฉย และเย็นชา 


"....... "



"ฉันคิดว่านายคงรู้แล้ว " วอนชิคพูด อีกฝ่ายไม่แสดงปฏิกิริยาอื่นใดนอกจากมองหน้าเขานิ่งๆ แขนสองข้างยกขึ้นกอดอกและเอนกายพิงบานประตู ดวงตาคมกริบมองเขาเขม็ง




"เรื่องฮงบิน " กัดฟันจนแทบหักเมื่อต้องเอ่ยถึงชื่อคนรักกับผู้ชายอีกคน "เขาบอกนายเเล้วใช่ไหม..ฉันหมายถึงผู้นำแพทลิท "





"อืม." เอชตอบรับ 




"ฉัน..." ความตั้งใจแรกเริ่มสะดุดลงกลางอากาศ ถ้อยคำก่อนหน้าที่จะมาฝากฝังกลืนหายลงในลำคอเมื่อความเจ็บเสียดแทงขึ้นมา ผู้ชายตรงหน้าคนนี้น่ะหรอ? ที่เขาจะยอมให้ดูแลฮงบิน ชายผู้ไร้ซึ่งความรู้สึกจะไปเข้าใจหัวใจอันบริสุทธิ์ของฮงบินได้อย่างไร 




"ฉันมาวันนี้เพื่อที่จะขอร้องนาย  " กล้ำกลืนศักดิ์ศรีลงคอเมื่อเอ่ยคำขอกับรองผู้นำเฟลกเมทิก 




"........."




"ดูแลฮงบินแทนฉันด้วย ..." แก้วตาสองข้างร้อนผ่าว และความชื้นเอ่อล้นขึ้นมา หัวใจในอกแหลกเหลวไม่เป็นชิ้นดี เจ็บ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้



"ทำไมนายไม่มาดูแลเองล่ะ ชอบไม่ใช่หรือไง? "



"แล้วคิดว่าฉันไม่อยากทำหรือยังไง " วอนชิคตะคอก กำมือสองข้างไว้แน่นข่มโทสะที่พุ่งสูง "ถ้าไม่เพราะผู้นำไม่ยอมรับฉันล่ะก็ คิดหรือว่าฉันจะยอมให้นายมายุ่งกับฮงบิน ไม่มีทางหรอก...เพราะแม้แต่ตอนนี้เอง ข้างในนี้ " ทุบกำปั้นลงหน้าอก "ในนี้ หัวใจของฉันก็เอาแต่ร้องเรียกให้พาฮงบินหนีไปด้วยกัน ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่มีใครมาขัดขวางความรักระหว่างเราสองคน แต่นายรู้อะไรไหม? ถ้าไม่ใช่เพราะฉันต้องปกป้องน้องชาย ฉันไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอก รู้ไว้ซะด้วย"



"แล้วทำไมนายต้องปกป้องน้องชายตัวเองด้วยล่ะ หมอนั้นโตพอที่จะดูแลตัวเอง " เป็นประโยคยาวที่สุดที่วอนชิคได้ยินจากปากของผู้ชายคนนี้


"เพราะเขาคือน้องของฉัน " วอนชิคก้มหน้านิ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่สามารถละทิ้งน้องชายของตัวเอง


"ปัญญาอ่อน " เอชเยาะ เบี่ยงตัวหลบหมัดที่พุ่งเข้ามาใส่หน้ากระทันหัน "พลั่ก " เขากระเเทกเข่าเข้าท้อง เจ้าตัวเสียหลักแล้วล้มกลิ้งลงไปหมอบกับพื้น เขาชิงจังหวะขึ้นคร่อมแล้วกักขังแขนสองข้างด้วยเข่า 


"ปล่อยสิโว้ย!!!! " คนด้านล่างร้องโวยวายแต่เขาไม่ใส่ใจ 


"หุบปาก " เอชตะคอก มือข้างหนึ่งล้วงไปหยิบมีดที่พกติดตัวอยู่ตลอดออกมา แล้วจรดมันกับต้นคอของคนที่กำลังดิ้นพล่าน นึกว่าจะหยุดที่ไหนได้กลับยิ่งต่อต้านหนักข้อขึ้น ชั่วพริบตามีดของเขาก็กรีดลึกเข้าไปในลำคอ จนเขาชักกลับแทบไม่ทน "อยากตายนักหรือไง "


"ฮึก.. ตายได้ก็ดีน่ะสิ จะได้ไม่ต้องมารับรู้ว่าฮงบินเป็นของคนอื่น เพราะถ้าอยู่ไปแล้วต้องมาเห็นภาพบาดตาบาดใจ สู้ตายไปเสียยังดีกว่า " เสียงอีกคนสั่นไหว ความเจ็บปวดเจือมาในเนื้อเสียง และเขาสัมผัสมันได้แม้จะไม่อยากรับรู้ก็เถอะ


"แล้วน้องชายนายล่ะ ถ้านายตายไปใครจะดูแล " 


"........."



"เอาล่ะ ฟังนะ " เอชยันกายลุกขึ้น อีกฝ่ายยังคงหมอบนิ่งไม่ขยับ "ถ้ารักทั้งสองคนมากจนเสียสละได้ทั้งชีวิตแบบนี้ ทำไมไม่ลองพยายามปกป้องทั้งสองคนไปพร้อมกันล่ะ " นึกอย่างทึ้งหัวตัวเองที่พูดประโยคยาวออกมาอีกแล้ว


"......." วอนชิคนิ่งฟัง ส่วนหนึ่งในใจร้องค้าน "คิดว่ามันง่ายหรือไง? "



"แล้วลองทำดูหรือยังล่ะ? " นี่ไม่ใช่ประโยคคำถาม วอนชิครู้ดี เขาเด้งตัวลุก แล้วมองเพ่งไปที่ใบหน้าของเอช เจ้าตัวผงกหัวหนึ่งครั้งให้ ก่อนจะเริ่มพูดต่อ "ถ้าไม่ลองพยายามดูแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าทำไม่ได้ นายเองก็เป็นถึงรองหัวหน้า คงจะเก่งพอตัว...อย่ามองแบบนั้นฉันไม่ได้กำลังชม " เอชดักคอเมื่ออีกฝ่ายยกยิ้มอย่างซาบซึ้ง ขนลุกชะมัด เขาล่ะไม่ถูกกันเลยกับรอยยิ้มห่าเหวพวกนี้เนี่ย "เชื่อมั่นตัวเองหน่อยท่านรอง "


"นายคิดแบบนั้นจริงๆน่ะหรอ? " แสงสว่างแห่งความหวังพร่างพรายอยู่ตรงหน้า และเขาคว้ามันมาอย่างไม่ต้องให้มีใครมาบอก 


"ไม่รู้สิ ..." เอชไหวไหล่ ก่อนจะเปิดประตูห้อง "ฉันคิดว่านายคงได้คำตอบแล้ว เพราะงั้นรีบออกไปจากห้องฉันเสียที เหม็นขี้หน้า "


หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นคนชี้ช่องให้ ไม่แน่ว่าสิ้นคำพูดเมื่อกี้เขาคงพุ่งไปด้านหน้าแล้วเหวี่ยงหมัดใส่อีกคน และถึงจะไม่ได้บอกมาโดยตรงแต่โดยนัยเขารับรู้มันได้ ก็ไม่ได้อยากจะชมหรอกนะ แต่คนๆนี้สมแล้วกับที่เป็นรองหัวหน้าเฟลกเมทิก เยือกเย็นและเต็มไปด้วยปัญญา 


"ครั้งนี้ฉันยกให้ก็แล้วกัน แต่ครั้งหน้าถ้านายยังปากหมาแบบนี้อีก ฉันจะเฉือนลิ้นนายออกมาเหยียบเล่น " ขู่ฟ่อก่อนจะผ่านหน้าอีกคน ก่อนจะพ้นประตู เขาก็หันกลับมา "ขอบใจนะ "


อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนโดนผีหลอก แต่ไม่ได้กล่าวอะไรกลับมา ประตูเเง้มปิดลงแล้วความหน่วงหนักก็เหมือนจะถูกยกออกพ้นกาย วอนชิคสูดลมหายใจเรียกพลัง ก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปที่ห้องสำนักงานของผู้นำแพทลิท ตอนนี้ยังไม่ดึกมาก คนๆนั้นคงยังไม่กลับห้องตัวเอง 



"ผมจะทำให้ท่านยอมรับในตัวผมให้ได้    ท่านผู้นำ "












...........












อี จองซอกนั่งตรวจเอกสารลับอยู่เมื่อประตูห้องเปิดผางออก ร่างสูงโปร่งของรองผู้นำลองเกฟเดินอาดๆเข้ามาโดยไม่ขออนุญาต ด้านหลังมีมินซอกวิ่งตามเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ เขาโบกมือเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร มือขวาพยักหน้ารับแล้วหมุนตัวกลับออกไป เก็บเอกสารไว้ที่เดิมก่อนจะยกมือมาประสานกันบนโต๊ะ เพ่งมองเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่ตัวเองพึ่งออกปากไล่ไปให้ไกล 


"ฉันไม่ได้บอกนายหรือไง ว่าฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก " จองซอกพูดลอดไรฟัน 


"ครับ ท่านบอกผมไว้แบบนั้น " วอนชิคโค้งศีรษะให้ ก่อนจะเดินก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของอีกคน "แต่ผมจะไม่มีวันไปไหนเด็ดขาด จนกว่าฮงบินจะไปกับผมด้วย "


"นายกล้ามากนะที่พูดแบบนี้ " เขาบีบมือสองข้างแน่น โทสะคุกรุ่นและปะทุขึ้นมา หากไม่เพราะอยู่ในคราบของผู้นำแล้วล่ะก็ เขาคงจัดการสั่งสอนเด็กหนุ่มตรงหน้าไปตั้งแต่พังประตูเข้ามาแล้ว 


วอนชิคสูดลมหายใจเข้าปอด รู้ดีแก่ใจว่าสิ่งตัวเองทำไม่เหมาะสมและยิ่งสร้างความไม่พอใจให้กับพ่อของฮงบิน แต่เขารอไม่ได้แน่ ในใจที่อัดแน่นใกล้ระเบิด ความลิงโลดที่สามารถหาทางแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกนำพาให้เขาบุกมาถึงที่นี้ และมันครอบงำให้เขากล้า      กระเเทกประตูเข้ามาโดยไม่ฟังคำห้ามของคนที่อยู่ด้านนอก


"คำถามที่ท่านถามเมื่อตอนบ่าย " วอนชิคเกริ่น อีกฝ่ายขบกรามจนนูนเด่นเป็นสัน "คำตอบของผมคือแจฮวาน "


"..............."


"รวมไปถึงฮงบิน ทั้งสองคน ผมจะปกป้องทั้งสองด้วยชีวิตของผม " วอนชิคประกาศกร้าว คนตรงหน้าไม่มีท่าทีแปลกใจในคำตอบ สงบนิ่งและความโกรธก่อนหน้าเหมือนจะจางหายไป พริบตาเดียวก็สามารถกำจัดอารมณ์ขุ่นมัวได้โดยไม่เหลือเค้าเลยหรือนี่ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ได้เกิดอารมณ์จริงก็คงเพราะเป็นหัวหน้า เก่งเกินไปแล้ว


"คิดว่าตัวเองจะทำได้หรือไง? " ถ้อยคำสบประมาทเหมือนกับที่เขาเอ่ยกับเอชไม่ผิดเพี้ยน วอนชิคยิ้มร่าอยู่ในใจก่อนจะเปล่งเสียงตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ


"ถ้าไม่ลองทำดูก็ไม่มีวันรู้ ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ไร้ฝีมือ หรือเป็นพวกไม่เอาอ่าว ผม.." ยกมือขึ้นตบหน้าอกของตัวเอง "เป็นรองหัวหน้าลองเกฟ ได้ตำแหน่งมาด้วยความสามารถของตัวเอง เชื่อว่าตัวผมจะสามารถปกป้องทั้งสองคนได้รวมไปถึงวิลเลจของผมเองด้วย "



ทันทีที่พูดจบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้น วอนชิคนิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจ เมื่อผู้นำเเพทลิทกำลังตีมือด้วยความชอบใจ ร่างสูงของชายคนดังกล่าวเดินออกมาจากเก้าอี้แล้วอ้อมมาทางที่เขายืนอยู่ แขนแกร่งรั้งเขาเข้าไปกอด มือหนาตบปุลงบนแผ่นหลัง ไม่ถึงกับเจ็บแต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้สึกอะไร


"ดี ...ดีมาก ไอ้ลูกเขย นึกว่านายจะยอมแพ้แล้วหนีกลับไปวิลเลจไปแล้วซะอีก " จองซอกพูดอย่างชอบอกชอบใจ เขาไม่ได้ไม่ชอบเด็กหนุ่มคนนี้ เพียงแต่การจะส่งมอบชีวิตของบุตรชายเพียงคนเดียวไปให้ใครสักคนดูเล ก็จำเป็นจะต้องทดสอบความสามารถกันหน่อย "ฉันน่ะเป็นพ่อของฮงบิน ฉันรักลูกมาก เพราะงั้นที่เหลือก็ฝากด้วยล่ะ อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวังเป็นอันขาดไม่งั้น สมองนายเละแน่ " ขู่ส่งท้ายก่อนจะคลายอ้อมแขนออกมา คนตรงหน้าอ้าปากหว่อเมื่อยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่พลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามืออ่อนนุ่ม จองซอกยิ้มกว้าง ตบมือลงบนบ่าอีกคน 


"ท่านพูดแบบนี้ก็หมายความว่า ท่านยอมรับผมแล้วใช่ไหมครับ ยอมให้ผมกับฮงบินแต่งงานกันจริงๆ ไม่ได้ล้อเล่นสินะครับ " วอนชิคถามเลิกลั่ก หัวใจปรีดาและเต้นอย่างลิงโลด เขาแทบอยากจะกระโดดกอดคนตนตรงหน้าแต่ติดที่ว่าตัวเองไม่ใช่เด็ก "ไม่ได้ฝันไปใช่ไหมเนี่ย นี่แน่ะ โอ้ย " ตบหน้าตัวเองเพื่อทดสอบว่าสิ่งที่กำลังรับรู้เป็นความจริง ผลที่ได้นอกจากความเจ็บก็คือความดีใจนี่แหละ 


"อืม ...ยินดีต้อนรับนะ ไอ้ลูกเขย



"โอ้ยย ผมจะบ้าตาย ทำไงดีๆ " วอนชิคทำตัวไม่ถูก ฉีกยิ้มจนปากแทบฉีก "ฮงบิน ใช่แล้วต้องไปหาฮงบิน ท่านครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ ขอตัว ใช่แล้วขอตัว " พูดจบก็วิ่งแจ้นออกไป ก่อนจะหยุดแล้ววิ่งกลับมากอดพ่อตาอย่างห้ามไม่ได้ "ขอบคุณครับ ขอบคุณ "




















** 29 ** 

" ข่าวดี "
...............................................





ฮงบินสะดุ้งโหย่งเมื่อปลายจมูกโด่งของใครบางคนกดลงมาบนแก้มของตัวเองโดยไม่ทันได้ตั้งตัว หนำซ้ำยังถูกรั้งเข้าไปในอกแกร่งจนหน้าเบียดเข้ากับแผงกล้ามเนื้อแน่น 

"อื้อ อะไรกันครับเนี่ย " ฮงบินพึมพำเมื่อคนตัวสูงรัดอ้อมแขนเข้ามา  เสียงหัวใจใต้ใบหน้าก็เต้นถี่แรงเสียจนสะเทือนออกมาถึงแก้ม 


"พี่รักนายนะฮงบิน รักมากด้วย รัก..." อีกคนพร่ำบอกคำว่ารักให้ได้ยินไม่หยุดหย่อน ทำเอาแก้มสองข้างร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ไหว ฮงบินสอดแขนเข้าไปกอดเอวหนาพร้อมกับเบียดตัวเองเข้าไปเช่นกัน 


"ผมก็เหมือนกันครับ " ซุกหน้าเข้าหาอกอุ่น สูดดมกลิ่นกายหอมสะอาดเข้าเต็มปอด ความอุ่นใจแผ่ซ่านจากข้างใน สายใยสีทองถักทอและร้อยเรียงกันเป็นผืนแผ่น ดวงจิตเล็กส่งประกายแสงจ้า ตอบรับความรู้สึกปรีดาที่เปี่ยมล้นอยู่ในใจ ความสุขที่ไม่อาจหาถ้อยคำหมื่นแสนมาบรรยายกอบกุมหัวใจเขาเอาไว้ไม่ยอมคลาย


นานเท่าที่อีกคนพอใจ ฮงบินจึงถูกปล่อยเป็นอิสระ มือหนาช้อนคางเขาให้เงยสบตากับดวงตาที่อัดล้นไปด้วยความรักใคร่ ความหวงแหน แก้วตาคู่นั้นสะท้อนเงาของเขาชัดเจนและส่งผลให้หัวใจดวงน้อยพองโต ปากบางเคลื่อนขยับลงมาใกล้ เปลือกตาขยับปิดลง พร้อมกับแหงนหน้าให้รับสัมผัสนุ่มละมุนที่เปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากแนบชิดและบิดเบียดกันอย่างไม่เร่งรีบ และเมื่ออีกคนสอดลิ้นเข้ามา เขาก็เปิดกว้างให้ทำได้ตามใจ เกี่ยวตวัดกันไปมา รสจูบจากเชื่องช้าเริ่มเพิ่มความเร่าร้อน ดุดัน และเรียกร้องอย่างไม่รู้จักพอ ร่างกายร้อนเป็นไฟเมื่อปากบางผละออกแล้วไล่เลียลงตามแนวกราม มือหนาซุกซนสอดแทรกเข้ามาในชายเสื้อ ลูบวนไปมาอย่างรู้งานและสร้างความรัญจวนใจให้สมองเบลอเลือน ฮงบินเบียดอกเล็กเข้าหาอย่างห้ามไม่อยู่เมื่อความเสียวซ่านเล่นงาน 


"พะ พี่วอนชิค " เสียงหวานครางชื่อยามที่เขาแทะเล็มตามลาดไหล่ ฝากรอยประทับสีแดงกุหลาบไว้ยามเคลื่อนลิ้นผ่าน ความต้องการพุ่งสูงและหากอีกคนไม่ร้องห้ามขึ้นมา เขาคงไม่อาจหยุดลงแค่ตรงนี้ 


"อะ อาหาร ผะ ผมทำอาหารไว้ให้ กะ กินก่อนนะครับ อื้อ " ฟันคมงับต้นคอเป็นเชิงทำโทษ 


"พี่อยากกินเรามากกว่า " กระซิบเย้าหยอกกับใบหูที่แดงก่ำด้วยฤทธิ์อารมณ์ แก้มสองข้างเรื่อสีแดงเข้มเป็นลูกตำลึงแก่ เขากดจมูกลงไปสองที


"แน้!! " ฮงบินอายม้วน ใบหน้าร้อนรุ่มและร่างกายก็พรั่งพร้อมเสียเหลือเกิน มันน่าอายนักที่ปากก็บอกให้อีกคนหยุด แต่ร่างกายกลับยิ่งเบียดเข้าไปใกล้ "กินข้าวก่อน อย่างอื่นค่อยกินทีหลัง อื้ออ อืมมม  " ปากหยักบดจูบลงมาราวกับมอบรางวัลที่เขาพูดถูกใจ กวาดต้อนไปทั่วโพรงปากอย่างชำนิชำนาญและปลุกเร้าทุกสัมผัสในกายของเขาให้ตื่นขึ้น แขนเล็กวาดไปคล้องต้นคอหนาพร้อมกับเบี่ยงหน้าให้ได้องศา ส่งลิ้นไปหยอกล้อกับลิ้นเรียวที่แทรกเข้ามา ทุบอกกว้างเมื่อลมหายใจเริ่มขาดช่วง


"รีบกินข้าวเหอะ " วอนชิคพูดเสียงแปร่ง ความต้องการอัดแน่นจนปวดหนึบ สัมผัสเมื่อครู่ปลุกเร้าความต้องการมากเสียจนหากไม่หยุดไว้ อาหารมื้อนี้คงต้องยกยอดไปวันอื่น 


ร่างเล็กหอบหายใจหนักๆ ริมฝีปากอิ่มบวมเป่งและยังยั่วยวนเชิญชวนให้ประกบลงไปอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งแก้มนวลซับสีแดงก็ยิ่งอยากรังแกให้เเดงมากกว่าที่เห็น เขาหลงเด็กคนนี้หัวปักหัวปำจริงๆด้วย


ฮงบินเดินถอยออกมาเพื่อที่จะได้ไปยกอาหารออกมา วางชามอาหารสามอย่างลงบนโต๊ะ พร้อมกับตักข้าวใส่จานของอีกคนที่มองเขาเหมือนว่าถ้ากลืนลงท้องไปได้ เขาคงเข้าไปอยู่ด้านในไปแล้ว "เลิกมองได้แล้วน่า ผมเขิน " ค้อนพอเป็นพิธี อีกคนยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะรวบเอวเขาไว้แน่นและรั้งให้นั่งบนตักของเจ้าตัว "กินข้าวก่อนสิครับ " ร้องประท้วงเมื่อจมูกโด่งเริ่มซอกแซกตามต้นคอ 


"ก็ได้ๆ " วอนชิคยกธงขาวแต่ก็ยังไม่ยอมให้ร่างบางลงจากตัว การมีตุ๊กตาน่ารักน่าหยิกแถมมีกลิ่นหอมเหมือนดอกไม้ทั้งสวนอยู่ใกล้มันชั่งเจริญอาหารดีแท้ 


"ปล่อยสิครับ " 


"ไม่อะ นั่งตรงนี้แหละดีแล้ว " ฝังจมูกลงบนแก้มนวลอีกครั้งเพื่อยืนยันคำตอบ มือน้อยหยิกเข้ากับต้นแขนเป็นเชิงลงโทษ ก่อนจะยอมนั่งนิ่งให้กอดได้สมอยาก 


"อร่อยไหมครับ? " เสียงหวานถามอย่างลุ้นระทึก เมื่อเขาตักอาหารน่าตาประหลาดเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสเขาก็เเทบพุ่งมันออก ติดก็แต่ว่าดวงตากลมใสที่มองอย่างคาดหวังทำเอาต้องกล้ำกลืนความเค็มระดับน้ำทะเลเรียกพี่ลงคอ ไตจ๋า พี่ขอโทษ


"อืม " พยักหน้าแทนคำตอบเพราะถ้าขืนอ้าปาก ไม่แน่ว่ามันอาจจะตีรื้นขึ้นมา 


"ลองอันนี้ดูนะครับ " พูดจบก็ตักเนื้อสีน้ำตาลไหม้ขึ้นมา ก่อนจะจรดมันกับริมฝีปากของเขา จะปฏิเสธก็ไม่ได้ ครั้นจะอ้าปากรับก็กลัวว่าอาจจะต้องได้เข้านอนโรงพยาบาล 



"พะ พี่ อะ อิ่มแล้ว " ช่างเป็นคำโกหกที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย อีกคนหน้ามุ่ยทันที และดีดดิ้นที่จะลงจากตักของเขา 


"โกหก มันไม่อร่อยใช่ไหมล่ะ " น้ำเสียงกระเซ้าเง้างอนทำเอาเขาแทบอยากจะตีตัวเองให้ตาย


"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก เพียงแต่มันเค็มไปนิด " ยกมือขึ้นมาก่อนจะทำท่าจีบเป็นเชิงบอกว่าเค็มนิดเดียว 


"ผมไม่เชื่อ " พูดจบเจ้าตัวก็งับก่อนเนื้อไหม้เข้าปาก ก่อนจะพ่นออกมาอย่างเร็ว "อี๋ย์ เค็มปี๋เลย " 


"พอแล้ว ไม่ต้องชิมแล้ว " วอนชิคดึงมือเล็กที่จ้วงช้อนลงบนชามอาหารจานอื่นเพื่อชิมรสอีก 


"ผมมันไม่เอาไหนเลย ทำอาหารแค่นี้ก็ไม่ได้เรื่อง ขอโทษนะฮะ " เสียงหวานเศร้าลงถนัดตา ตากลมใสเริ่มช้ำเเดงและมีหยาดน้ำคลอหน่วย


"ไม่เอาสิ ไม่ร้องนะ แค่นายตั้งใจทำให้พี่กิน แค่นี้พี่ก็ดีใจมากแล้ว ส่วนเรื่องรสชาติ ไว้ฝึกบ่อยๆเดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง " 


"ขอโทษ..." 


"อย่าโทษตัวเองสิ ยิ้มเร็วเข้า " วอนชิคจับปลายคางให้เชิดมามองตน ก่อนจะใช้มือสองข้างดึงแก้มให้อีกฝ่ายยิ้มตาม 


"อื้ออ เจ็บนะ " ค้อนให้ก่อนจะยิ้มกว้าง ฮงบินซุกหน้าเข้าหาอกอุ่นอีกครั้ง มือหนาลูบกลุ่มผมของเขาไปมา "ขอบคุณนะครับ ขอบคุณที่รับทุกอย่างที่เป็นผม "



"พี่ก็ด้วย ที่ผ่านมาพี่ทำไม่ดีกับนายไว้ซะเยอะ แค่คำขอโทษยังไม่พอเลยด้วยซ้ำ "


"ผมบอกแล้วไงว่า ผมให้อภัยทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ " 



"ฮงบิน..." 



"ครับ.." ตอบรับพร้อมกับเงยหน้าขึ้นจากอกกว้าง แล้วสบเข้ากับดวงตาคู่คมที่มองลงมาเช่นเดียวกัน 


"เฉพาะตอนนี้เท่านั้นที่เราจะอยู่ในฐานะแฟน  ต่อจากนี้เราเลิก..."



" ไม่!!  ไม่นะ ผมไม่ยอม ฮึก ไม่ยอม " ฮงบินรัวกำปั้นน้อยลงกับอกกว้างด้วยความเสียใจปนผิดหวัง แค่เขาทำอาหารไม่อร่อยถึงกลับจะบอกเลิกกันเลยหรือไง ไหนบอกว่าแค่ตั้งใจก็ดีใจแล้วไง ไหง่มาบอกเลิกกันฟ้าแล้บแบบนี้ล่ะ ใจร้ายเกินไปแล้วนะ 




"ฮงบินหยุดก่อน ฟังพี่ก่อน " วอนชิคพยายามรวบข้อมือน้อยไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล อีกคนดิ้นจนเกินไป




"ฮึก  ไม่ฟัง ผมไม่เลิกกับพี่ ไม่เลิก ไม่ว่ายังไงก็ไม่เลิกเป็นแฟนกับพี่วอนชิคเด็ดขาด นี่เราพึ่งเป็นแฟนกันไม่ถึงสองวันเลยนะ จะมาเลิกกันได้ยังไง ผมไม่ยอม ฮึก "



 

"ฮงบิน " วอนชิครีบปลอบก่อนที่อีกคนจะยิ่งคิดไปไกล "ฟังนะ ถ้าไม่เลิกเป็นเเฟนแล้วจะเเต่งงานกันได้ยังไง "



o[]o;;;;;;




"มะ หมายความว่าไงครับ " 
มือข้างซ้ายถูกรั้งขึ้นไป ก่อนความเย็นของโลหะสีขาวจะค่อยๆเคลื่อนเข้ามาในนิ้วนาง




"แต่งงานกับพี่นะ "





"ไอ้พี่ชิคบ้า ฮือออ ผมตกใจหมดเลย ทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ฮึก " น้ำตาไหลอาบท่วมสองแก้มด้วยความตื่นตันใจ มือหนายกขึ้นมาเกลี่ยให้ก่อนจะรั้งเข้าไปกอด 





"ตกลงจะแต่งกับคนบ้าแบบพี่มั้ย " 





"ทำขนาดนี้ยังจะถามอีกหรอ แต่งสิ แต่งแน่นอน ฮึก "





"ขอบใจนะ พี่รักนายจัง " 



"ผมก็ด้วย "













** 30 ** 

" หึง "
...............................................






"เฮ้!! ฮงบิน ไม่เจอกันนานเป็นไงบ้าง " กงซานร้องทักเมื่อเห็นหน้าเพื่อนสนิทที่ยิ้มแป้นเเล้นเดินเข้าร้านขายผ้าของตัวเอง เขาอ้าแขนหมายจะเข้าไปกอดเพื่อนแต่โดนผู้ชายตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนยืนเข้ามาขวางระหว่างเขากับเพื่อน ใบหน้าบูดบึ้ง และจ้องเขาราวกับจะกินเลือดกันเนื้อ เขาถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว เพื่อทิ้งระยะห่าง 


"พี่วอนชิค หลบสิฮะ มายืนขวางทำไมล่ะ " ฮงบินดันร่างหนาตรงหน้าให้หลบ เเต่เหมือนตัวเองกำลังดันกำแพงเมืองจีนเพราะไม่ว่าจะออกเเรงเท่าใดก็ไม่เขยื้อน "พี่วอนชิค " 


"ก็ได้ๆ " คนถูกสั่งยอมล่าถอย และหลีกทางให้เขาเข้าไปหาเพื่อน กงซานเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนตั้งแต่ประถม จริงอยู่ที่เขาเป็นแวเรียลแต่ท่านพ่อก็ไม่ได้ละเลยเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ด้วยเหตุนี้ฮงบินจึงถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนของมนุษย์เช่นเดียวกับเด็กแวเรียลในวัยเดียวกัน และในชั้นเรียนเขาก็ได้พบกับเพื่อนคนนี้ เพื่อนมนุษย์ที่เขาสามารถไว้วางใจ 


กำลังจะถลาเข้าไปกอดเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันก็ถูกมือหนาดึงชายเสื้อไว้จนแทบฉีก หันกลับมาหาก็พบว่าสายตาคู่คมแฝงร่องรอยห้ามปรามเอาไว้ เขาถอนลมหายใจออกมาอย่างยอมแพ้ เมื่อต่อมความหึงที่ขึ้นชื่อว่าโหดของอีกคนเริ่มทำงาน ทำได้แค่เพียงยื่นมือไปจับกันเท่านั้น กงซานเองก็เหมือนจะเข้าใจสถานการณ์จึงไม่ได้แสดงสีหน้าผิดหวังหรือไม่สบายออกมาให้เห็น 


"สบายดีมั้ย ไม่ได้เจอกันนานเนอะ " ฮงบินชวนคุยหลังจากนั่งลงบนโต๊ะกลมที่จัดอยู่ในร้าน ครอบครัวของกงซานทำธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกผ้าถึงจะไม่ใช่รายใหญ่นักแต่เม็ดเงินก็ไม่น้อยทีเดียว อีกฝ่ายยิ้มกว้างเป็นเชิงบอกว่าสบายดี 


"ก็เรื่อยๆอะ แล้วนายล่ะ เป็นไงบ้าง แล้วเอ่อ..พี่ชายหน้าโหดคนนี้เป็นใครหรอ? " เลียบเคียงถามด้วยเกรงใจสายตาที่แทบจะทะลุผ่านร่างเขาไปได้สบาย


"คนนี้อะหรอ? " ฮงบินยิ้มอายก่อนจะกุมมือหนาที่อยู่ใต้โต๊ะไว้ให้ยกขึ้นมาด้านบน "พี่วอนชิค เป็นแฟนเราเอง "


"ฮงบิน ตอบใหม่ " วอนชิคพูดเสียงดุ มองอีกฝ่ายอย่างคาดโทษ ตำแหน่งถูกยกเลิกไปแล้วตั้งนานแล้ว ตอนนี้ตำแหน่งใหม่ของเขาก็คือ


"ว่าที่สามีในอีกไม่กี่วันอะ " ฮงบินตอบพร้อมกับอายม้วน กงซานอึ้งไปสักพัก และวอนชิคโคตรจะสะใจยามเห็นหน้าผิดหวังของคนที่ ฮงบินเรียกว่าเพื่อน  โทษทีนะไอ้น้อง คนนี้มีเจ้าของแล้ว



"อะ อ้อๆๆ " กงซานรีบเรียกสติให้กลับมา "ยินดีด้วยนะ ไม่เห็นบอกเลยว่ามีแฟน " พูดจบก็หันมามองหน้าผู้ชายที่ทำหน้าหยิ่งยโส 


หมั่นไส้


"อ้อ อันที่จริงก็พึ่งคบกันนี่แหละ " คนถูกถามตอบอ้อมแอ้ม และเขาคิดเข้าข้างตัวเองว่ายังไม่หมดหวัง 


"งั้นหรอ? พึ่งคบกันทำไมถึงรีบแต่งนักล่ะ? "


"เสือก!!! " วอนชิคสวนกลับ อีกฝ่ายหน้าเหวอ ส่วนฮงบินหยิกแขนเขาเสียจนช้ำ 


"พี่วอนชิค พูดไม่เพราะเลยนะครับ " กล่าวตำหนิก่อนจะหันไปขอโทษขอโพยเพื่อนคนสนิท "ขอโทษแทนที่พี่วอนชิคด้วยนะ นายไม่ถือสาใช่ไหม? " เอื้อมมือไปกุมมือเพื่อนไว้ก่อนจะโดนมือหนากระชากกลับมา ไม่ทันได้เอ่ยอะไรต่อข้อมือก็ถูกรั้งให้ลุกตามแรงดึงของคนจอมวางอำนาจ 


"พี่วอนชิคผมไม่ไป ปล่อยก่อน " ยิ่งแกะแรงบีบก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ฮงบินแทบจะลอยตามเพราะอีกฝ่ายเดินจ้ำอย่างเร็ว หากไม่นึกกลัวว่าจิตดวงน้อยที่กำลังก่อเกิดจะเป็นอันตรายเขาคงไม่ยอมเดินตามมาอย่างนี้ เป้าหมายของคนขี้หึงคงไม่พ้นรถคันใหญ่ที่จอดอยู่ไม่ไกล


คนตัวสูงปล่อยมือให้เป็นอิสระทันทีที่มาถึงรถ ไหล่กว้างเครียดเกร็งด้วยเเรงโทสะ อีกคนยังคงหันหลังให้และไม่ยอมหมุนกลับมาหา  ฮงบินจึงต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อน

สวมกอดจากด้านหลังอย่างเอาใจ แนบใบหน้าเข้ากับแผ่นหลังกว้างแกร่ง

"พี่ไม่ชอบหน้ามัน " คนขี้หึงพูดขึ้นในที่สุด น้ำเสียงแข็งกระด้าง


"แต่เขาเป็นเพื่อนของผมนะ " ฮงบินตอบ "อีกอย่างที่กงซานพูดก็เพราะเขาหวังดีกับผม " 


"นายพูดแบบนี้หมายความว่าไง " วอนชิคสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนเล็ก แล้วหันมาเผชิญหน้า ความไม่สบอารมณ์ก่อนหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความหงุดหงิดใจ และยิ่งถ้อยคำของคนตัวเล็กพูดเมื่อสักครู่ก็เหมือนจะคล้อยตามคำพูดของไอ้เพื่อนหน้ากิ้งก่าอะเมซอนนั้นเข้าไปใหญ่ "เกิดเปลี่ยนใจไม่อยากเเต่งแล้วล่ะสิ " 



"มันไม่ใช่แบบนั้นนะครับ พี่กำลังเข้าใจผิด " ฮงบินขยับเข้าไปสวมกอดคนตัวสูง ลูบมือบนท่อนแขนที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นหนันที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเพื่อให้อีกคนสงบลง "ผมไม่บอกว่าจะไม่แต่งสักหน่อย แต่ที่กงซานพูดก็เพราะเขาเป็นคนนอกจึงพูดในมุมมองของคนอื่น ถ้าเป็นคนปกติการคบกันในระยะเวลาเท่ากันกับเราถือว่าเร็วมาก และยิ่งจะแต่งงานด้วยมันดูปุ้บปับไปหน่อย"



"........."




"กงซานก็เลยกลัวว่าผมจะโดนหลอก ก็เลยพูดไปแบบนั้น อย่าโกรธเขาเลยนะครับ " 



"แล้วนายไม่กลัวบ้างหรอ? "



"กลัวสิครับ...แต่ผมไม่ได้กลัวว่าจะโดนพี่วอนชิคหลอก แต่กลัวว่าผมจะทำหน้าที่ได้ไม่ดี ขนาดอาหารคราวก่อนยังเกือบทำพี่ได้เข้าโรงพยาบาลเลย "



อารมณ์โกรธก่อนหน้าค่อยๆจางหายไป แทนที่ด้วยความเอ็นดูรักใคร่ วอนชิคจับไหล่แคบไว้ก่อนจะดันออกแล้วก้มหน้าลงไปในระดับเดียวกัน "เรื่องมันผ่านมาแล้ว ทำไมชอบเก็บเอามาคิดตลอดเลย หืม " บิดจมูกรั้นหนึ่งทีก่อนจะประทับริมฝีปากลงไป


"ก็มันจริงหนิ " ยู่ปากก่อนจะโดนปากหยักกดลงมาปิดอีกครั้งและอีกครั้งจนต้องยกมือขึ้นไปกันไว้ "พะ พอก่อน "


"ก็ถ้าไม่หยุดพูดเรื่่องอาหาร พี่ก็จะจูบอยู่นี่แหละ " 



"อะ หยุดแล้วไม่พูดแล้ว " ฮงบินร้องขึ้นเมื่อปากหยักขยับลงมาอีก ยกมือขึ้นปิดปากตัวเองไว้ แต่ได้ไม่นานก็โดนมือหนาจับออก รสจูบหวานล้ำประทับลงมาและหยอกเย้าให้ตอบสนอง ปลายเท้าเขย่งขึ้นเมื่อต้องการสัมผัสที่ล้ำลึกขึ้นกว่าเดิม มือหนาช้อนศีรษะเขาเอาไว้ มือที่วางนาบกับหน้าอกแกร่งสอดขึ้นคล้องต้นคอหนาอัตโนมัติ 


"กลับห้องกันเถอะ " วอนชิคกระซิบข้างหู คนตัวเล็กอายม้วนและซุกหน้าเข้ากับแผ่นอก 



"ได้ไงล่ะ วันนี้เรามาดูผ้าตัดชุดกันนะ นี่ยังไม่ได้ดูจะชวนกลับแล้ว เดี๋ยวก็ตัดชุดเสร็จไม่ทันวันงานหรอก "



วอนชิคถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย "เป็นร้านอื่นไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาร้านไอ้หมอนี่ด้วย " 


"ก็เพราะที่นี้ผ้าเขาเนื้อดีที่สุดนี่น่า อีกอย่างก็เป็นร้านของเพื่อน ต้องอุดหนุนกันหน่อย " ฮงบินอธิบาย คนตัวสูงทำปากยื่นน่าหมั่นไส้ "นะครับ ถ้าพี่ไม่ชอบหน้ากงซานก็รออยู่ในรถ ผมจะรีบไปเลือกแล้วรีบกลับ "


"ไม่ได้ " ตอบกลับแทบจะทันที ขนาดเขายืนหัวโด่อยู่ มันก็ยังส่งสายให้ นี่ถ้าปล่อยไปคนเดียว โอ้ยย ไม่อยากนึกภาพ "ไปด้วยกันนี่แหละ " 



ถ้ายังไม่เลิกมองอีกล่ะก็ จะควักลูกตาออกมาให้หมามันกินซะเลย




 #ฟิคแวเรียล






To Be Continued
#ยังไม่แก้คำผิด





อันยองคร่าาา ทุกคนนนนน

ยังมีคนรออยู่บ้างป่าว T^T ////กอดเข่าร้องไห้

อีกตอนเดียว ฮึบๆๆ จะจบแล้วหรอเนี่ยไว้ชะมัด แป้บๆจะสิบเอ็ดแล้ว แง้งงง เศร้า

คุณคิมคะ จดหมายที่อีพี่แมวฝากมาเมื่อไหร่จะให้ฮยอกคะ นี่ลืมไปแล้วแน่ๆ 

แล้วจะหึงอะไรเบอร์นั้นคะ หูยยย เขียนเองหมั่นไส้เอง ฮ่าๆๆ ///ยอมใจตัวเอง

ละเห็นความหึงของวอนชิคยิ่งคิดถึงแอลกับฮักยอน คู่นั้นก็ใช่ย่อยที่ไหน ฮ่าๆ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ อ่านให้สนุกน้าาาา 

#รักรีด >/////<








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

337 ความคิดเห็น

  1. #304 ALittleKoKen (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 มกราคม 2560 / 04:22
    ตาลุงจะขี้หึงอะไรเบอร์นั้นล่ะเนี่ย พอกับยัยบีนแล้วทำตัวเป็นเด็กน้อยเชี่ยว

    เมื่อไหร่จดหมายจะถึงมือฮยอกคะ
    #304
    0
  2. #276 SS_nightmare34 (@SS_nightmare34) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 21:04
    หมั่นไส้ความหวานนนนนนนนนนน หวงกันได้ดีจริงเชียวววววว จริงๆวอนชิคน่ะ ดูแลฮงบินคนเดียวเถอะ เดี๋ยวแจฮวานน่ะเอชเขาดูแลเองงง
    #276
    0
  3. #152 PandaPhung (@agisen4869) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2559 / 16:32
    นี่แหละครับท่านผู้โช้มมมม อ่ะ แอล ได้เวลากลับมาหัวเราะดังๆใส่แล้วค่ะ พี่เค้าได้เป็นบ้าขี้หึงเหมือนตัวเองแล้ว5555555 สมพรปากแรง แต่นี่รู้สึกว่าเอชต่างจากแอลตอนแรกนะ ดูอ่อนโยนกว่า แม้ว่าจะเย็นชาพอๆกัน แล้วก็ดูนิ่งๆให้ฟัดฝีปากสะใจดี เป็นคนที่พูดตรง แล้วก็ทำให้คนฟังเถียงไม่ออกทุกครั้ง เดี๋ยวรู้ว่านิสัยแตกต่างจากแจฮวานสุดขั้วแบบนั้นน่ะ จะอยู่ด้วยกันแล้วเปลี่ยนไปขนาดไหน แอลยังแทบกระอักเลือดตอนผูกพันธะใหม่ มาลองดูเด็กน้อยกัน หวังว่าจะได้เจอกันนะ ร่วมมือกันจัดการฝ่ายร้ายหน่อยเป็นไง ให้ชื่อว่าขบวนการวีไอเอ็กเอ็ก55555555
    #152
    0
  4. #150 ♡ベスト (@soul-za) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2559 / 07:18
    ว่าคู่แรกหวงกันออกหน้าออกตาแล้ว
    คู่นี้หนักกว่าอีกค่า 5555 หรือเพราะเจอคนเยอะกว่า อืมม
    ดีไม่หวงกะพ่อตัวเองเนอะพี่ชิค เอ๊ะ หรือจริงๆ ก็หวง 5555
    พอได้หึงแล้วน่าหมั่นไส้สุดๆ คะ 555555
    อยากจะย้อนกลับไปอ่านตอนแรกๆ ผลักไสเขาเหลือเกิน

    เกลียดการอยู่ๆ ไปด่าขึ้นเจือก โผล่งมาแบบนั้นตกใจหมด 555
    แล้วหวงแบบไม่ฟังไรทั้งนั้น เกลียดมาก 5555
    พระเอกฟิคซีรีย์นี้จำเป็นต้องขี้หึงทุกคนรึเปล่าคะ ? 555
    หรือว่ามันเป็นหนึ่งในคุณสมบัติท่านรอง ?
    นึกภาพน้องตี้หึงแล้วบั่บ ฟหกด่าสวถถถถถ
    อย่ายอมแพ้พี่ๆ เขาล่ะ 555555

    แอบงอนชายคิมอะไรจะยอมแพ้ง่ายเบอร์นั้น
    แต่ต้องขอบคุณน้องตี้นะคะ ที่พูดปลุกใจ(?)ชายคิม
    ว่าแล้วว่าต้องเป็นแผนคุณพ่อตา แหม่ๆ ร้ายนะ 5555
    ฝากพี่จยาให้น้องตี้ดูแลก็ได้นะคะ น้องแกว่าง ~

    นี่ถ้าไรท์ไม่พูดเรื่องจม.นี่ก็ลืมไปแล้วเหมือนกัน 55
    ชายคิมหน่อทำจม.พลอเป็นหมันหมด 55555
    #150
    0
  5. #149 thelittelheart (@exoyodnam2000) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 08:56
    คู่พี่เลโอว่าน่าหมั่นไส้แล้วนะ เจออิหนอนเข้าไปแทบอ้วกห่วงไรขนาดนั้นฮะอิหนอน อยากรู้จริงๆนะว่าถ้าพี่ฮยอกมีความรักจะเป็นยังไง รอคู่พี่ฮยอกค่ะ
    #149
    0
  6. วันที่ 5 ตุลาคม 2559 / 08:02
    ชิค แกจะลืมจดหมายราวกับมันไม่มีตัวตนมาก่อนไม่ได้นะ
    แล้วนี่จะตามไปหึงน้องด้วยรึป่าวเนี่ยยยย
    #148
    0