[SF ; Project Song fic SHINee]

ตอนที่ 2 : [SF ; Project Song fic SHINee]The Name I Loved...xxxHoOnxxx

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 ก.ย. 53

내가 사랑했던 이름 (The Name I Loved) - HoJinki : mintmink03




The Name I Loved...




[SF]
Song Fic SHINee ::: The Name I Loved...
Writer ::: mintmink03
Couple ::: HoOn [MinHo & Onew]
Category ::: Drama+Fantasy




손이 시려와
โซนี ชีรยอวา
มือทั้งสองข้างที่กำลังสั่น

사랑의 기억이 차갑게 다가와 아려온다
ซาราเง คีออกี ชากัมเก ทากาวา อารยออนดา
ผมจดจำถึงความทรงจำแห่งความรักที่หนาวเหน็บนั้นได้ดี

이제는 더이상 너를 부정하고 싶지 않은 나를 알고 있지만
อิเจนึน ทออิซัง นอรึล พูจองาโก ชิพจี อานึน นารึล อัลโก อิซจีมาน
ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด ผมไม่ได้ต้องการจะปฏิเสธคุณ.. แต่ตอนนี้ผมรู้เรื่องนั้น




...ความรักนั้นคือความรัก แต่มันไม่สามารถสำเร็จได้เลย...




ภายในบ้านสีขาวหลังเล็ก...
อนยู กวาดสายตามองไปรอบๆ ตัวบ้านอย่างสนใจ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ถูกจัดวางเป็นระเบียบ ดูแล้วเหมือนบ้านของหญิงสาวมากกกว่าชายหนุ่มสะอีก มองไปรอบๆ จนไปจ๊ะเอ๋กับดวงตาคที่กำลังจ้องเขาพอดี อนยูสะดุ้งนิดหน่อยก่อนจะก้มหน้าหลบสายตา

“เลิกสนใจบ้านฉันแล้วมาสนใจตัวเองดีกว่า บอกฉันมาเดี๋ยวนี้นะว่านายเข้ามาทำอะไรในบ้านฉัน นายเป็นขโมยใช่มั้ย”

มิ นโฮพูดเสียงเรียบแต่งแฝงอารมณ์ขุ่นมัว เมื่อยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ ชายแปลกหน้าที่อยู่ตรงข้ามเขากำลังคลานไปรอบๆ บ้านด้วยสภาพเปล่าเปลือยไร้ซึ่งเสื้อผ้าปกปิดสักชิ้นเดียว เขาที่เพิ่งกลับมาจากมหาวิทยาลัยแทบจะลมจับที่เห็นภาพทุเรศตาแบบนี้

“ฉัน ชื่ออนยู... ฉัน....ขโมย??? มันคืออะไรเหรอ ฉัน....”แล้วอนยูก็เงียบเสียงไป เขาลังเลใจที่จะบอกความจริงเรื่องของเขากับเจ้าของบ้านหน้าตาคมเข้ม มินโฮมองตาตี่ๆ ของอนยูอย่างดุดัน

“เอาล่ะๆๆๆ นายอนยู ทำไมนายถึงอยู่ในสภาพ...น่าอนาถแบบนี้”

“อนาถ? มันคืออะไรเหรอ”...มันหมายถึงน่าสงสารหรือเปล่านะ งง

“ให้ตายเถอะ คำง่ายๆ แค่นี้นายยังไม่รู้จักอีกเหรอ เรียนหนังสือมารึเปล่าเนี่ย”

“ฉัน ไม่เข้าใจ ‘ขโมย’ ‘อนาถ’ มันคืออะไรเหรอ”แล้วก็ทำตาใสแป๋วใส่ มินโฮได้แต่กุมขมับก่อนจะเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุดให้คนตัวเตี้ย กว่าได้ปกปิดร่างกายอย่างน้อยก็ดีกว่าผ้าขนหนูพันแค่ท่อนล่างผืนเดียวที่เ
ขาให้อนยูใส่แก้ขัดชั่วคราว

“เอาไป”

“หือ?”

อนยูมองสิ่งของในมืออย่างงงๆ เขาให้อะไรผมมาเนี่ย

“มันคืออะไรเหรอ”

“เสื้อผ้า”

“มีไว้ทำอะไรเหรอ”

“ใส่ไง แบบที่ฉันกำลังใส่เนี่ย”

“ฉันทำไม่เป็น \\\( ‘ ’)”

“โธ่เว้ย! นายเป็นใครกันแน่ มาทำอะไรในบ้านของฉัน เรียนหนังสือหรือเปล่าเนี่ย หลุดมาจากดาวพลูโตใช่มั้ย วันนี้มันวันอะไรกันวะ”

มินโฮสบถยาวๆ รัวๆ จนอนยูฟังไม่ทันได้แต่หัวเราะกับท่าทีของคนตรงหน้า เขาพูดอะไรเหรอ ผมไม่เข้าใจ

“มานี่ ฉันจะทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนายต้องหัดทำเอง เข้าใจ๋?”

“แล้วเขาใส่เสื้อผ้าแบบนี้กันทุกวันเหรอ”

“-_-^”...มองด้วยความละเหี่ยใจ

“( ‘ ‘ )”...ตาใสแป๋วไว้ก่อน

“เออ เขาใส่กันทุกวัน นายน่าจะชื่อต่างด้าวมากกว่า อนยู ที่แปลว่านุ่มนวลนะ นุ่มนิ่มจริงๆ เลย”

“นุ่มนิ่ม? มันคืออะไรเหรอ”

“พูดเป็นคำเดียวหรือไง ช่างเถอะๆ ไหนลุกขึ้นยืนดิ ฉันจะใส่กางเกงให้”

มินโฮสั่งก่อนจะดึงแขนอนยู คนตัวเล็กว่าลองยืนดูเป็นครั้งแรก แล้วก็....


พึบ!



“เฮ้ย!”

โชคดีที่มินโฮคว้าเอวไว้ทัน ไม่งั้นอนยูได้จูบพื้นแน่ๆ

“อ่า / / /”

“ซุ่มซ่ามอีก นายยืนเป็นหรือเปล่าเนี่ย”

“( ‘ ‘ )”

“มานั่งเคลียร์เลยมา มาๆ”

แล้วก็กดไหล่ของอนยูให้นั่งโซฟาดังเดิม ก่อนจะเริ่มสอบสวน อนยูที่มองเขาตาแป๋ว ตาแป๋วอีกแล้ว

“นอกจากชื่ออนยูแล้ว นายพอจะบอกอะไรเกี่ยวกับตัวนายได้อีกบ้าง”

“เอ่อ...”

แล้ วอนยูก็นั่งคิด เขาไม่ค่อยเข้าใจการใช้ชีวิตแบบนี้สักเท่าไหร่ เขาไม่เคยเดิน เขาไม่เคยใส่เสื้อผ้า ไม่มีของใช้เยอะแยะเหมือนบ้านของมินโฮ

“คิดอะไรนานจัง แค่บอกเรื่องของตัวเองนี่ต้องใช้เวลานานเป็นชาติเหรอไง”

มินโฮอยากจะร้องไห้จริงๆ นี่เขากำลังทำอะไรอยู่เนี่ย นายนี่ก็เหมือนกัน หลุดมาจากไหนว้า

“ฉัน ชื่ออนยู...ฉันมีแต่ไอ้นี่”แล้วก็ชี้นิ้วไปที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มินโฮเพิ่งจะสังเกตเห็น เฮ้ย เมื่อกี้ตรงนี้ยังไม่มีอะไรอยู่เลยนี่หว่า

“มาได้ไงเนี่ย นายทำได้ไง”

“( ‘ ‘ )”

โอเคเขาจะไม่คาดหวังคำตอบจากหมอนี่อีก

มินโฮเดินไปเปิดกระเป๋าอย่างถือวิสาสะ แต่เมื่อเปิดออกแล้วก็ต้องตกใจเพรามันคือ...

“O_O”

“ตกใจอะไรเหรอ”ทีแบบนี้นี้ละรู้เรื่องเชียว

“งะ...เงิน เงินเต็มกระเป๋าเลย”

“อ่า...ทั้งหมดก็แค่ร้อยล้านวอน มันน้อยไปเหรอ”

“หา? อะไรนะร้อยล้านวอน นะ... นายไปเอาเงินพวกนี้มาจากไหนเนี่ย อ๊ะ การ์ดอะไรน่ะ”

มินโฮเอื้อมมือไปหยิบการ์ดก่อนจะเปิดอ่าน ....

พอได้เห็นเนื้อความข้างใน

จบข่าว!




“ทำไมทำหน้าเครียด”

“ไม่มีอะไรหรอก”

“ที่ถามก็เพราะเป็นห่วงไง”

คีย์ พึมพำเสียงเบาก่อนจะมองใบหน้าได้สัดส่วนของมินโฮ ส่วนคนที่ถูกจ้องก็ได้แต่อึดอัด เขาไม่ชอบสายตาของคีย์เอาซะเลย เหมือนจะรู้ทุกความคิด มันไม่เป็นส่วนตัวจริงๆ

“มองอะไร”

มินโฮพูดเรียบๆ อย่างน้อยเขาก็ไม่อยากทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเขากับคีย์

คลาส Fundamental English

คลา สสุดหินสำหรับเด็กอ่อนแอภาษาอังกฤษ ถึงแม้จะเป็นแค่การเริ่มต้น แต่พอได้ยินชื่อคลาสนี้ เด็กส่วนใหญ่ก็อี๋ทันที รวมถึงตัวมินโฮด้วย เพราะฉะนั้นคีย์จึงเป็นกุญแจที่จะไขประตูให้เขาหลุดพ้นจากวิชานี้โดยที่เขา สามารถคว้าเอมาได้แบบสบายๆ

คีย์เก่งอังกฤษเข้าขั้นหาตัวจับยากที่สุดในมหาลัย....

ใครจะมองว่าเขาคบคีย์เพื่อหวังผล เขาก็ไม่สนใจหรอก เคยแคร์ใครซะที่ไหนล่ะ...

“เย็นนี้นายว่างหรือเปล่า”

คีย์ถามเสียงเบาหลังจากเริ่มต้นชั่วโมงได้ไม่นาน มินโฮส่ายหน้าก่อนจะใช้ปากกาเน้นข้อความเน้นตัวอักษรในหนังสือ

“อ้าว วันนี้นายมีเรียนแค่คาบเดียวไม่ใช่เหรอ”

“มีธุระน่ะ”

“อ้อ...”

เป็น อันว่าคีย์ต้องยอมสงบลงเมื่อเห็นสีหน้ารำคาญของมินโฮ อยากรู้จังว่าธุระของนายหยิ่งนี่คืออะไร แต่ถ้าเขาแอบตามไปดูแล้วโดนจับได้ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเจออะไร


ตกเย็น....

มินโฮแวะไปซุป เปอร์มาเก็ตหน้าปากซอยเพื่อซื้อวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็น สามสี่วันแล้วที่อนยูอาศัยอยู่บ้านเดียวกับเขา ถึงจะไม่ชินกับการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมาแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้อนยูไปตกระกำลำบาก ข้างนอก ซื่อๆ แบบนี้คงไม่รอดแหงๆ

วันก่อนเมื่อเขากลับไปถึงบ้าน....

‘กลับมาแล้วเหรอ ( ‘o‘ ) ’
‘ ( - - ) ’
‘ทำไมทำหน้าแบบนั้น ( ‘ ‘ ) ’
‘อะไรของนาย มายืนหน้าสะแหลนเนี่ย’
‘อ้อ จากไอ้นั่นอ่ะ ’

แล้วมินโฮก็รู้คำตอบของทุกการกระทำ อนยูดูละครแล้วทำตามนางเอกที่ยืนรอพระเอกกลับบ้าน ไม่ใช่สามีภรรยากันนะว้อย คิดแล้วก็ขำ

“วันนี้นายจะทำอะไร’

“ผัดเห็ดรวมมิตร กับผักหลากสี”

“เย้ \( ‘ ‘ )/”

มินโฮหอบของไปวางบนโต๊ะก่อนจะลงมือทำอาหาร อนยูมองผักหลากสีแล้วก็จำชื่อพวกมันตามที่มินโฮบอก

“นายไปนั่งตรงโน้นก่อนไป”

“ให้ช่วยมั้ย ( ‘ ‘ )”

“ไม่ต้อง”

“ ( ‘ ‘ ) “

“ไปสิ”

แล้ว ก็ดันไหล่คนตัวเล็กกว่าไปทางโต๊ะกินข้าว จำได้ว่าแม่เคยพูดไว้ กินเห็ดต้องกินสามอย่างรวมกัน สารอาหารจะได้ครบถ้วน เขาจะทำให้ร่างเล็กได้กิน มินโฮหยิบเขียง จับมีด จับกระทะดูคล่องมือ อนยูมองร่างสูงตาไม่กระพริบ ไม่น่าเชื่อ...เห็นหน้าเถื่อนๆ แบบนี้ ทำอาหารอร่อยกว่าพวกผู้หญิงซะอีก

ไม่นาน เห็ดรวมมิตร ก็ส่งกลิ่นหอมฉุยมาจากกระทะ อนยูเดินไปใกล้ๆ เพื่อสูดดมกลิ่น

“หอมจัง”

“ถอยไปก่อนฉันจะตักใส่จาน”

มิ นโฮปรามพลางตักเห็ดใส่จานแล้วตกแต่งด้วยแครอทหั่นฝอย ไม่ทันจะเรียกคนตัวเล็กให้มาชิม อนยูก็ถืออาวุธพร้อมกับลงมือชิมเมนูของวันนี้ทันที

“อร่อยมั้ย”

“อร่อย? มันคืออะไรเหรอ ( ‘ ‘ ) ”

คำนี้มาอีกแล้ว

“ก็รสชาติไง เป็นไงมั่ง”

“อ่อ ดีมากๆ เลย”แถมยกนิ้วโป้งการันตีให้อีกที มินโฮยิ้มนิดๆ ก่อนจะตักข้าวใส่จาน เตรียมตัวกินมื้อเย็น

“ขอกิมจิ”

sleep.gif

“กิมจิ ( ‘ ‘ ) ”

“รู้แล้วๆๆๆๆๆ นายนี่เปลืองทรัพยากรจริงๆ “

“ก็มีเงินฉันไง นายใช้ได้นะ”

“อื้อ”

แล้วทั้งสองก็ลงมือกินข้าว แม้มันจะธรรมดาแต่มินโฮกลับรู้สึกดีที่มีอนยูเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็คลายความเหงาไปเยอะทีเดียว


가까이 있는 널 사랑할 수 없는 걸 알고 있기에
คากาอี อิซนึน นอล ซารางัล ซู ออบนึน กอลอัลโก อิซกิเอ
ไม่ว่าเราจะอยู่ใกล้กันยังไง ผมก็ไม่สามารถรักคุณต่อไปอีกได้

날 바라볼 수 없는 널 기다림이 너무 힘들어
นัล พาราบล ซูออบนึน นอลกิดาริมี นอมู ฮิมดือรอ
ผมไม่สามารถคิดถึงคุณได้ รอให้คุณทำให้ผมเหนื่อย

이젠 견딜 수 없어 이뤄질 수 없기에
อิเจน กยอนดิล ซูออบซอ อิรวอจิล ซูออบกิเอ~
ผมไม่สามารถอดทนได้อีก ไม่สามารถเข้าใจได้จริง ๆ




”ช่วงนี้นายอารมณ์ดีทุกวันเลยนะ”

คีย์ แซวมินโฮที่กำลังอมยิ้มอยู่คนเดียว รู้จักกันนานมากพอที่จะเดาได้ว่าคนอย่างมินโฮที่ไม่ชอบยิ้ม ต้องมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“ก็นิดนึง”

“มีอะไรเหรอ”

“ช่างเถอะ”

“ช่วงนี้ใกล้สอบมิดเทอมแล้ว ตั้งใจหน่อยๆ”

“อือ”

“ทำตัวเหมือนคนมีแฟนเลยว่ะ”

“ว่าไงนะ”

มินโฮแทบสำลักน้ำลาย คีย์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ

“จริง นะ เวลาว่างนายก็ชอบนั่งอมยิ้ม ไม่ก็หัวเราะ กลับบ้านเร็วทุกวันทั้งๆ ที่เมื่อก่อนชอบแวะไปที่ร้านหนังสือ โทรไปไม่ค่อยจะรับ .....”

“ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ”มินโฮขมวดคิ้วมุ่นแล้วคิดตามที่คีย์พูด มันก็จริงนะ นี่เขาเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอ มันเป็นเพราะอะไรกัน

อะไรที่ทำให้เขาเปลี่ยนทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็น

อะไรที่มันมี อิทธิพล ต่อเขาแบบนี้


แต่มันก็เปลี่ยนไปแล้ว...

เขามีความสุขทุกครั้งหลังเลิกเรียนแล้วกลับบ้านไปทำอาหารให้คนตัวเล็กกิน

เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้มองหน้าซื่อๆ ของคนตัวเล็กที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้พาคนตัวเล็กไปเที่ยว ได้เห็นท่าทางน่ารักๆ ที่ไม่เคยได้เห็น

เขามีความสุขทุกครั้งที่ได้แกล้งคนตัวเล็ก รอยยิ้มที่เขาแทบจะไม่เคยมอบให้ใคร แต่เขาก็ยิ้มให้กับคนตัวเล็ก

ความสุขที่เขาได้เจอมาตลอดสองสัปดาห์ ...

มันใช่ความรัก หรือเปล่านะ

“อ่าวๆ หน้าแดงหมดแล้ว คิดอะไรเนี่ย”

“นายว่าฉันทำตัวเหมือนคนมีแฟนเหรอ”

“ก็น่าจะใช่นะ นายเหมือนคนกำลังอินเลิฟเลย ว่าแต่ใครเป็นผู้โชคดีคนนั้นนะ”

“ไม่มีทาง ฉันเพิ่งเจอเขาแค่ไม่กี่วันเอง ฉันจะมีความรักได้ไง”

มินโฮแย้ง คงไม่ใช่ความรักหรอกมั้ง

“ความ รักน่ะ ไม่ต้องใช้เวลาในการค้นพบหรอก บางคนเจอกันแค่วันเดียว บางคนเจอกันแค่ชั่วโมงเดียว บางคนเจอกันแค่นาทีเดียว ความรักก็เกิดขึ้นแล้ว ของนายอ่ะ ถึงแม้จะสั้นไปแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันก็ชัดเจนไม่ใช่เหรอ”

“อืม...”

“ถ้านายแน่ใจว่านายชอบเขาจริงๆ นายก็ทำมันให้ดีที่สุด ก็แค่นั้น”

“อื้อ”

คีย์ ยิ้มฝืนๆ มินโฮมีคนที่ชอบแล้วเหรอ แล้วเขาล่ะ เขามาก่อนคนๆ นั้นอีกนะ ทำไมถึงไม่ได้ครองใจมินโฮบ้างล่ะ ทั้งๆ ที่เขาก็รักมินโฮเหมือนกัน เขาอยากจะเจอคนๆ นั้นของมินโฮจริงๆ

“ฉันไม่รู้ว่ามันใช่หรือเปล่า ไอ้ความรักบ้าบออะไรนั่นน่ะ ฉันรู้แต่ว่าฉันชอบที่จะอยู่ใกล้เขา ชอบที่จะได้แกล้งเขา ชอบที่จะเห็นรอยยิ้มของเขา มันก็ทำให้ฉันมีความสุขมากว่ะ”

“แสดงว่าเขาไม่รู้ทีเหรอว่านายชอบ”

“อื้มๆ ฉันยังไม่รู้ตัวเองเลย แล้วหมอนั่นจะรู้ได้ไง”

“อ่าๆ”

“ช่างเถอะ วันนี้ขอตัวกลับก่อนล่ะกัน”

“ฉันขอไปเที่ยวบ้านนายได้มั้ย”...ตัดสินใจขอมินโฮดู

“เอางั้นเหรอ”


ที่บ้านมินโฮ...

“บ้านนายน่ารักจัง”

“เข้ามาสิ”

มินโฮเปิดประตูบ้านแต่ไม่ทันที่จะก้าวขาเข้าไป อนยูก็โผล่ออกมาทักทายซะก่อน

“มินโฮมาแล้ว อ่า...”

แล้ว ก็ต้องเงียบเสียงลงไปเมื่อเห็นว่าไม่ได้มีแค่มินโฮแค่คนเดียว แต่ยังมีร่างบางอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ใบหน้าหวานๆ นั้น กำลังจ้องมองเขาอยู่

“นี่คีย์ เพื่อนที่มหาลัยของฉันเอง”

“อ่อ สวัสดี อนยูนะ”

“สวัสดีครับ ผมคีย์”

“ไปๆ เข้าบ้าน คีย์เข้ามาสิ”

อนยูถอยหลังเพื่อให้สองคนได้เข้ามา ทำไมรู้สึกแน่นหน้าอกจัง...

คีย์ ได้แต่ถอนหายใจเงียบๆ คนๆ นี้เหรอที่มินโฮชอบ เขาดูน่ารักใสซื่อมากๆ รอยยิ้มที่ดูสดใสนั่นคงจะดึงดูดคนได้เป็นอย่างดี รวมถึงตัวมินโฮด้วยละมั้ง

“วันนี้ทานข้าวเย็นด้วยกันนะฮะ มินโฮทำอาหารอร่อย”

“อื้มๆ แล้วอนยูอยู่ที่นี่เหรอ”

“อื้อ เราอยู่ที่นี่”

“งั้นเหรอ...”

“เฮ้ อนยู นายไม่ได้เก็บขยะไปทิ้งเหรอ”

“อ๊าๆ ลืมๆๆ มินโฮไม่โกรธนะ”

แล้ วอนยูก็วิ่งไปที่ครัวเพื่อเอาขยะไปทิ้งข้างนอก คีย์ได้แต่มองการกระทำนั้นของอนยูอย่างขำๆ มินโฮที่เดินหน้ามุ่ยออกมาเจอคีย์ที่ยิ้มก็เลยผลักหัวร่างบางอย่างหมั่นไส้ คงจะเดาได้แล้วสินะว่าอนยูคือคนที่เขารู้สึกดีด้วย

“อะไรของนายเนี่ย มาผลักหัวฉันทำไม”

“หมั่นไส้”

“อะไรวะ ฮ่าๆๆ เขาน่ารักดีนะ”

“อื้อ”

“แบบนี้ใช่มั้ย นายถึงได้รักเขา”

“อย่า พูดเสียงดังสิ”มินโฮเอามือปิดปากคีย์ อนยูที่เดินเข้ามาเห็นภาพนี้พอดีถึงได้แต่อึ้งกับความสนิทสนมของคนทั้งคู่ คีย์แทบกรี๊ดที่ร่างสูงเอามือมาปิดปากเขา

“อ่อย อั๊น อ๊ะ”(ปล่อยฉันนะ)

“ฮ่าๆๆๆ ปล่อยก็ได้”

แล้วมินโฮก็เดินเข้าครัวไป ทิ้งให้คีย์ยืนบ่นงึมงำคนเดียว ก่อนจะหันไปเห็นอนยู

“มาแล้วเหรอ ไปล้างมือก่อนสิ มันสกปรกนะ”

“อื้อ”



....

“ไม่เห็นกับตาไม่เชื่อนะเนี่ยว่านายทำ หน้าตาโหดๆๆ แต่ทำกับข้าวได้ดูน่ากินสุดๆ ไปเลยว่ะ”

“ไอ้นี่”มินโฮแทบจะเขวี้ยงช้อนใส่คีย์ที่กวนเขาทางคำพูด ปากร้ายชิบ นี่เขาทนคบมาได้ไงว่ะ (แต่ก็คบไปแล้วนี่)

“แต่ อร่อยนะ”อนยูยืนยันอีกรอบก่อนจะลงมือกิน คีย์เริ่มอิจฉาอนยูซะแล้วสิที่ได้กินกับข้าวฝีมือมินโฮทุกวัน มินโฮมองหน้าหมองๆ ของเพื่อน ทำไมคีย์ทำหน้าเศร้าแบบนั้น

“เป็นอะไรหรือเปล่า”ตายคากลางบ้านเขาไม่เอานะ คีย์ยิ่งเฮี้ยนๆ อยู่(ไม่ใช่ผี)

“เปล่า”รีบยิ้มกลบเกลื่อน

“กินๆๆๆ”

ทั้ง สามลงมือทานอาหาร ใบหน้ายิ้มแย้มของมินโฮที่คุยกับคีย์ อนยูได้แต่มอง เขาดูมีความสุขมากเลยเมื่ออยู่กับคีย์ ผิดกับเขาที่ชอบขมวดคิ้วใส่ ชอบแกล้งชอบด่า ความรู้สีกน้อยใจทำให้อนยูกินข้าวไม่ลง นี่เขาเป็นอะไรไปนะ

“อิ่มแล้วเหรอ”

“อื้ม”

“ทำไมวันนี้กินน้อยจัง”

“ขอตัวก่อนนะ”แล้วอนยูก็ลุกออกจากโต๊ะไปทันที มินโฮมองตามคนตัวเล็กอย่างงงๆ คีย์ก็มองตามก่อนจะดันไหล่เพื่อนเบาๆ เป็นเชิงว่าให้ตามไป

“จะดีเหรอ”

“เออสิ เป็นไปได้ก็บอกความในใจไปด้วยเลย ฮิฮิ”

“จะบ้าเหรอ มันเร็วไป”

“ไม่เร็วหรอกน่า ชอบก็บอกไป ดีกว่ารอจนไม่มีโอกาสได้พูดนะ”

“...”

“รีบไปๆๆ”

มิ นโฮเลยตามอนยูไป คีย์รอให้ร่างสูงพ้นจากสายตาก่อนจะถอนหายใจแรงๆ เขาทำแบบนี้มันถูกต้องมั้ยนะ ยอมสละความรักที่มี เขาแค่อยากเห็นมินโฮมีความสุขกับอนยูถึงแม้ว่ามันจะทำให้เขาเจ็บปวดมากแค่ ไหนก็ตาม

ความรักที่ไม่มีวันสมหวัง...

แต่ถ้ามินโฮมีความสุข เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ ก็ภาวนาให้มินโฮบอกคนที่รักได้สำเร็จล่ะกัน ส่วนเขาขอแค่แอบรักแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็พอ

“อนยู เป็นอะไรไป”

มินโฮจับแขนคนตัวเล็กก่อนจะออกแรงดึงให้หันหน้ามาทางเขา

“ไม่ มีอะไรสักหน่อย”อนยูพูดเสียงเบา เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นอะไร แค่รู้สึกหงุดหงิดที่เห็นคีย์กับมินโฮสนิทสนมกัน เขาไม่อยากให้ร่างสูงไปยุ่งกับคีย์ ไม่อยากให้พูดคุย ไม่อยากให้ยุ่งกับคีย์

“ไม่มีอะไรแล้วทำไมเดินออกมาแบบนั้น คีย์ก็อยู่ด้วยนะ มันเสียมารยาทเข้าใจมั้ย”

“อื้อ แต่มันอิ่มแล้วนี่”อาการน้อยใจแล่นเข้าสุมอยู่ที่อกมากกว่าเดิม ทำไมต้องดุเขาเพียงเพราะเขาอยากให้มินโฮคุยเพื่อนได้สะดวกๆ โดยที่ไม่มีเขาไปขัดจังหวะ พูดตรงๆ ว่ารู้สึกแย่มากๆ เลย

“แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ถ้ามันไม่มีอะไรจริงๆ”

“ก็มันไม่มีจริงๆ นี่น่า!”

“ทำไมต้องขึ้นเสียงด้วยเล่า!”

อนยู เองก็ตกใจเหมือนกันที่เสียงดังใส่มินโฮไปแบบนั้น แต่จะให้ทำยังไงในเมื่อมินโฮเอาแต่ถาม ทั้งๆ ที่ตอนนี้เขาๆ ไม่พร้อมที่จะพูดคุยอะไรทั้งสิ้น

“ขอโทษ”

“ช่างมันเถอะ เฮ้อ กลับเข้าบ้านนะ ข้างนอกยุงมันเยอะ”

“ไม่เอาอ่ะ มินโฮกลับไปกินข้าวกับคีย์เถอะ เราจะออกไปเดินเล่นข้างนอก”

“งั้นไปด้วย”

“ไม่ได้นะ จะทิ้งคีย์ไว้แบบนั้นได้ยังไง ไม่ดีๆ”

“ก็อยากอยู่กับอนยูมากกว่า”

“เอ๋????”

“ถ้า ไม่อยากให้เราทิ้งคีย์ อนยูต้องเข้าบ้าน”ไม่อยากจะคิดเลยว่ามินโฮกำลังอ้อนเขาอยู่ อนยูพยักหน้าเบาๆ หัวใจเริ่มเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันคืออะไรกันนะ

“อะ...อ้าว”

คีย์ มองอย่างงงๆ ทำไมมันไปเร็ว เคลียร์เร็ว มาเร็วแบบนี้ล่ะ แล้วที่เขาบอกให้พูดเรื่องนั้นกับอนยู เพื่อนตัวโย่งของเขาได้พูดมั้ยเนี่ย

“อ่าๆ ขอโทษนะคีย์”อนยูก้มหัวเล็กน้อย หลังจากที่อยู่กับมินโฮมาได้สองสัปดาห์เขาก็ซึมซับสิ่งที่มินโฮสอนไปได้เยอะ มากพอจะเข้าใจทำเนียมของที่นี่บ้างแล้ว

“มาขอโทษคีย์เรื่องอะไรอ่ะ”

“ก็ที่เดินออกมาทั้งๆ ที่คีย์ยังนั่งทานข้าวอยู่”

“อ้อ เรื่องนั้น ไม่เป็นอะไรหรอกน่า”หันไปมองมินโฮด้วยสายงงๆ อย่าบอกว่าที่ออกไปหาอนยูไปบ่นเรื่องที่เดินออกมาจากโต๊ะกินข้าวนะ นายนี่มันจริงๆ เลยอีตาเชว

“อ่า ทานต่อกันดีกว่า มาๆๆ”

แล้ว บรรยากาศก็ดีขึ้นเมื่อคีย์เริ่มชวนอนยูคุย ก่อนจะเล่าวีรกรรมที่ผ่านมาของมินโฮให้อนยูฟัง นั่นทำให้อนยูตั้งใจฟังมากขึ้นไปอีก นอกจากทำอาหารแล้วก็ความเป็นระเบียบ อนยูแทบไม่รู้จักอะไรเลยเกี่ยวกับเจ้าของบ้านหลังนี้

“ฮะๆ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โฮมันจะไปซื้อหนังสือบอลใช่ป่ะ แล้วทีนี้ด้วยความรีบมันหยิบโดยที่ไม่รู้ว่ามันหยิบถูกเล่มหรือเปล่า จ่ายเงินเสร็จสับ แล้วตรงมาโรงเรียน คีย์แย่งถุงหนังสือมาเพราะทุกครั้งคีย์ได้อ่านก่อนใช่ป่ะ แต่วันนั้นคีย์อึ้งเลย โฮมันหยิบเล่มผิดมา”

“จะเล่าเรื่องนี้ทำไมวะ”

“ฮ่าๆ อนรู้ป่ะว่ามันหยิบหนังสืออะไรมา”

อนยูส่ายหน้า คีย์หัวเราะเบาๆก่อนจะเฉลย

“หนังสือโป๊”

“ห๊ะ?”

“ด้วยความรีบมันซื้อหนังสือโป๊มาแทน ก๊ากๆ วันนั้นคีย์ไม่เป็นอันทำอะไร เอาแต่นั่งหัวเราะอย่างเดียว คิดแล้วยังจี้ไม่หายเลย”

“คิมคีย์”

มิ นโฮเซ็งนิดหน่อย คีย์เล่าเรื่องบ้าอะไรวะ เรื่องอื่นมีตั้งเยอะแยะดันไม่เล่า ดันเล่าเรื่องน่าอายแบบนั้นออกมา บ้าจริงๆๆ เลย ไม่น่าพามันมาตั้งแต่แรกนะเนี่ย

“ฮ่าๆๆๆ”แล้วคีย์ก็เล่าวีรกรรมต่อไปโดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนสักนิด จนถึงเวลากลับบ้าน กลายเป็นว่าอนยูไม่ยอมให้คีย์กลับซะนี่

“อ่า นอนที่นี่สิ อยากคุยกับคีย์”

“ฉันเป็นเจ้าของบ้านนะ”มินโฮท้วง

“ฮ่าๆๆ ไว้คีย์แวะมาใหม่ดีกว่า ไปก่อนนะ”

“กลับบ้านดีๆ นะ”

“ระวังตัวด้วย”

“รู้แล้วน่าไม่ใช่เด็กนะเว้ย”

แล้วคีย์ก็กลับบ้านไป พอคีย์ไปแล้วบ้านทั้งหลังก็เงียบดังเดิม อนยูเดินไปเปิดทีวีดูต่อ ส่วนมินโฮไปล้างจาน


내가 사랑했던 그 이름
เนกา ซารางแฮซดอน คืออีรึม
ชื่อที่ผมรักแค่ครั้งเดียวในชีวิตนี้

불러보려 나갈수록 너무 멀어졌던
พุลรอโบรยอ นากัล ซูรก นอมู มอรอจยอซดอน
มันจากไปจากผมมากขึ้นมากขึ้น

그 이름 이제 적어놓고 난 울먹여 내안에 숨고 싶어져
คือ อิรึม อิเจ ชอกอ นดโก นัน อุล มอกยอ แนอาเน ซุมโก ชิพอจยอ
ผมเขียนชื่อของคุณลงในกระดาษ และจะเก็บรักษามันไว้ในใจตลอดไป

널 사랑할 수 밖에 없었던 그 날을 이젠 알아줘요
นอล ซารางัล ซูบักเก ออบซอซดอน คือนารึล อิเจน อารา จวอโย
จากวันนี้ไป ผมรู้แล้วว่าผมจะรักเพียงแค่คุณคนเดียวตลอดไป

이룰 수 없는 사랑도 사랑 이니까
อิรุล ซูออบนึล ซารังโด ซารัง อินีกา
ความรักนั้นคือความรัก แต่มันไม่สามารถสำเร็จได้เลย



ห้องนอน...

อนยู ดิ้นกระสับกระส่ายไปมา เหงื่อที่โทรมกายบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าอากาศคงร้อนมากพอที่จะทำให้เหงื่อ เยอะแบบนี้ มือทั้งสองข้างจับผ้าปูเตียงแน่น ส่วนขาก็ปัดป่ายไปมา

ตุบ!

ร่างของอนยูตกลงมาจากเตียง ก่อนที่เจ้าตัวจะได้สติลืมตาตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย

“เฮือก”

แค่ความฝันเท่านั้น แต่ไม่ทันจะตั้งสติดีที ควันสีขาวก็ฟุ้งขึ้นก่อนที่ร่างของพ่อเขาจะปรากฏขึ้นมา

“ท่านพ่อ”

“ข้าแค่จะมาเตือน เจ้ามีเวลาเหลืออยู่แค่สิบวันเท่านั้น”

“แต่ข้ายังไม่ได้หัวใจของเขา”

“เจ้าต้องเร่งมือ ไม่งั้นแม่ของเจ้าคงไม่รอด”

“แต่เราเป็นเทพนี่ฮะ ทำไมต้องเอาของมนุษย์มาให้ท่านแม่ด้วยล่ะ”

“ท่านแม่ของเจ้าได้ทำหล่นลงมาตอนที่ให้กำเนิดเจ้าไงล่ะ แน่นอนว่านางย่อมไม่อยากได้ของบุตรชายอยู่แล้ว ก็ต้องเป็นเจ้ามนุษย์คนนั้นแทน”

“หมายความว่าไง”

“แม่ เจ้ามีสองจิต จิตหนึ่งคือเจ้า อีกจิตหนึ่งอยู่ที่มนุษย์คนนั้น ทั้งสองจิตนี้มีพลังในการรักษาอาการ แม่เจ้าย่อมไม่อยากได้ของเจ้า... แน่นอนว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ต้องเอาจิตอีกดวงที่แม่เจ้าทำหล่นไปกลับคืน มา”

“แต่เท่ากับว่าเราทำลายมนุษย์ มันผิดกฎนี่ฮะ”

“ในกรณีที่ท่านเทพทำหัวใจตกหล่นไปดวงหนึ่งบนโลกมนุษย์ การที่จะเอากลับคืนมาโดยทำลายล้างนั้นไม่ผิดกฏเพราะถือว่าเป็นของเทพองค์นั้น”

“แต่มันไม่ยุติธรรม”

“ในเมื่อของมันเป็นของเรา ไม่ก็เป็นของเราอยู่วันยังค่ำ เจ้านั่นโชคร้ายที่ตอนกำเนิดได้คว้าหัวใจของนางมา”

“แสดงว่าเหล่าเทพทำหัวใจตกบ่อยเหรอฮะ”

“ไม่หรอก น้อยคนที่จะทำหล่น แล้วแต่กรณี”

“แต่ข้า...”

“ข้าไปล่ะ เหลือเวลาอีกสิบวันเท่านั้น”

“ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อ”

เฮือกกก!!!!!~

อนยูสะดุ้งตื่นขึ้นมาบน เหงื่อผุดขึ้นตามดวงหน้า นี่มันเป็นฝันซ้อนฝันหรือไง ท่านพ่อมาเตือนเราแล้ว แต่...

ถ้าเขาทำร้ายมินโฮจริงๆ มันจะทำให้ท่านแม่อาการดีขึ้นจริงเหรอ

ก๊อกๆๆๆๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้น อนยูรีบปาดเหงื่อออกจากใบหน้าก่อนจะเดินไปเปิดประตู แน่นอนว่าคนที่เคาะต้องเป็นมินโฮ

“เป็นอะไร เสียงดังไปถึงฝั่งนู้นเลย”

“ฝันร้าย”

“อ่า เป็นไงมั่ง”

“ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“เอาชาร้อนหน่อยมั้ย”

“ไม่อ่ะ”

“ไปเถอะน่า”

แล้ว ก็ลากอนยูให้ออกจากห้อง อนยูมองมือของมินโฮที่จับตรงข้อมือเขาก็ได้แต่เศร้าใจ ตั้งแต่วันแรกที่มาที่นี่จนถึงตอนนี้มินโฮก็ไม่เคยทำร้ายเขา แม้จะบ่น จะดุ ยังไง แต่สุดท้ายมินโฮก็อ่อนโยนกับเขาเสมอ จะให้เขาทำร้ายมินโฮเพื่อเอาหัวใจของท่านแม่คืนมา เขาทำไม่ได้จริงๆ เขาไม่กล้าทำแบบนั้นกับมินโฮ

“ดีขึ้นกว่าเดิมมั้ย”

“อื้ม”

“ฉันนั่งคิดอยู่เมื่อกี้ว่านายมาอยู่ที่นี่ได้ยี่สิบวันแล้ว นี่กะจะอยู่ที่นี่ไปตลอดงั้นเหรอ”

“ไม่หรอก”

“อ่านะ แล้วคิดจะไปเมื่อไหร่ล่ะ”พอได้ยินมินโฮพูดแบบนี้แล้ว เสียงของท่านพ่อก็ดังแว่วอยู่ในหูทันที

สิบวัน สิบวันเท่านั้น!!!!

“อีกสิบวัน”

มิ นโฮได้แต่ถอนหายใจ ทำไมมันเร็วแบบนี้ล่ะ เขาคิดว่าอนยูน่าจะอยู่สักปี สองปี แค่สิบวันเองเหรอ มันไม่เร็วไปใช่มั้ย เขานึกถึงคำพูดของคีย์ทันที


“ไม่เร็วหรอกน่า ชอบก็บอกไป ดีกว่ารอจนไม่มีโอกาสได้พูดนะ”


แล้วแบบนี้เขาจะได้มีโอกาสบอกอนยูมั้ยนะ เพราะบอกไปแล้วก็ไม่มีทางที่จะได้สานต่อความสัมพันธ์กับอนยูแน่ๆ ทำไมเวลามันเร็วแบบนี้อ่ะ

“งั้นเหรอ”

“อืม”

“งั้นก็ไปนอนได้แล้วไป”

“แล้วมินโฮไม่นอนเหรอ”

“เรายังทำงานไม่เสร็จน่ะ”

“เราไปนอนก่อนนะ”

“ฝันดีนะอนยู”

“อื้อ”

คนตัวเล็กเดินเข้าห้องไปแล้วแต่จิตใจของมินโฮยังว้าวุ่น ทำยังไงดี โทรไปหาคีย์ดีมั้ยนะ หมอนั่นจะหลับหรือยังเนี่ย

1:34 AM.

ตีหนึ่งกว่าเข้าไปแล้ว เอาวะ ลองโทรไปดูดีกว่า

ตู๊ดดดด

[ฮัลโหล]

“หลับหรือยัง”

[ถ้าหลับแล้วจะรับโทรศัพท์ได้เหรอ คิดหน่อยสิ]...ดูมันกวน

“เฮอะ”

[มีอะไรหรือเปล่าล่ะ โทรมาเวลานี้แล้ว]

“อีกสิบวัน”

[หือ?]

“อีกสิบวันอนยูจะไปจากที่นี่”

[อ้าว จริงดิ]

“อื้ม เพิ่งคุยกันเมื่อกี้ ฉันไม่รู้จะทำยังไงดีว่ะ”

[ทำตามหัวใจตัวเองสิ]

“แต่ถ้าบอกไปแล้วกลัวว่ามันจะเข้าหน้าไม่ติดอ่ะดิ”

[ถ้าไม่กล้าบอก นายก็ทำให้ดีที่สุดแล้วกันใช้เวลาให้คุ้มซะ ฉันบอกได้แค่นี้แหละ ขอตัวไปนอนก่อนนะ]

“อือ ราตรีสวัสดิ์”

คีย์วางสายไปแล้ว เขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ ดีกว่าอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้เวลามันผ่านไปเฉยๆๆแบบนี้

ว่าแต่เขาจะทำอะไรดี...

คิมคีย์ตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์เลยนะ


혼자 할 수 없는 사랑이란 느낌은 내게 다가와
ฮนจา ฮัล ซูออบนึน ซารางีรัน นือกีมึน แนเก ทากาวา
ผมไม่สามารถจับความทรงจำของความรัก และความรู้สึกที่ต้องอยู่คนเดียวตามลำพัง

시작 할 수도 없는 그리움들은 커져만 가고
ชิจัก ฮัล ซูโด ออบนึน คือรีอุมดือรึน คอจยอมัน คาโก
ผมไม่สามารถเริ่มมันได้ ผมทำได้แค่เพียงคิดถึงคุณอย่างลับ ๆ ในใจแค่นั้น

시린 가슴한켠엔 너의 향기만 남아
ชิริน คาซึมฮันคยอเนน นอเอ ฮยังกิมัน นามา
หัวใจของผมทิ้งร่างที่มีกลิ่นหอมของคุณ ผมคิดถึงและรักตลอดมา



ช่วง เวลาที่เหลือมินโฮเลยพยายามที่จะพาอนยูเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ในเกาหลี อย่างน้อยก็ขอให้มีช่วงเวลาดีๆ ที่เขากับอนยูเคยทำด้วยกันไว้เป็นความทรงจำ ซึ่งนั่นมันทำให้อนยูประหลาดใจ มินโฮพูดจาดี เอาอกเอาใจสารพัด ทำเอาเขาอึ้งไปเลยทีเดียว

“กินคิมบับมั้ย”

“อื้อ”

“อ่ะ ชาร้อน”

“อ่า”

“เดี๋ยวฉันพาไปจิมจิลบังดีกว่า พานายไปทำความสะอาด”

อนยู ได้แต่เออออห่อหมก เขาไม่มีโอกาสได้สะกดวิญญาณมินโฮเลย ทั้งๆ ที่ยี่สิบวันที่ผ่านมา ร่างกายของมินโฮถูกเขาสะกดไปเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นแล้ว ถ้าไม่ทำต่อเนื่อง การสะกดวิญญาณจะค่อยๆ สลายลง แล้วการที่มันสลายไปแล้ว มากู้คืนใหม่ต้องใช้เวลานานในการสะกดเยอะกว่าเดิม

จริงๆ ใช้เวลาในการสะกดแค่สองวัน แต่เขายังอยู่ในระดับสอง ไม่ใช่ระดับหนึ่ง เลยใช้เวลาเยอะบวกกับเขามีความรู้สึกดีๆ ให้มินโฮไปแล้ว มันยากที่จะทำแบบนั้น

แต่ ท่านแม่ก็รอเขาอยู่ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ความสูญเสียก็รอเขาอยู่ที่ปลายทางข้างหน้า

เขาจะทำยังไงกับมันดี...

จะทำยังไงให้มันยุติธรรมที่สุดทั้งท่านแม่และมินโฮ...



สามวันสุดท้าย....

เวลาและนารีไม่เคยรอใคร...

สุภาษิต นี้ใช้ได้ผลกับทุกอย่างบนโลกนี้ที่เคลื่อนไปตามกาลเวลา เผลอนิดเดียวจากสิบวันก็เหลือสามวัน มินโฮรีบเร่งทำเวลาอย่างเต็มที่ แต่ดูเหมือนว่าอนยูจะดูแข็งกร้าวขึ้น ไม่หลงเหลือความใสซื่อที่เจอกันครั้งแรกไว้เลย แต่คนอย่างเชวมินโฮก็ไม่สนใจทำตามหัวใจดีที่สุดแล้ว

“นายน่ะ ทำแบบนี้ไปทำไม”

แม้ แต่สรรพนามในการเรียนยังเปลี่ยนไปเลย มินโฮไม่ตอบคำถามมุ่งหน้าขับรถต่อไป วันนี้เขาตั้งใจจะพามินโฮไปเกาะเชจูโด อนยูยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ ทำไมร่างสูงถึงเอาแต่เที่ยวๆ ไม่ยอมไปเรียน เขาเองก็เริ่มจะหงุดหงิดแล้วนะ ใกล้เวลาครบกำหนด ร่างของเขาก็เปิดเผยมากยิ่งขึ้น ตัวตนที่แท้จริงที่ถูกซ่อนไว้ ก็เริ่มคืนกลับมาทีละนิด ทีละนิด

“ถึงแล้ว ลงมาสิ”

“ไม่จนกว่านายจะบอกว่าทำแบบนี้ไปทำไม”

“อนยูผู้ใสซื่อคนนั้นหายไปไหนแล้วนะ ฉันอยากรู้จริงๆ”

“อยากรู้เหรอ ฉันจะบอกความจริงให้เอามั้ยล่ะ”

“เฮ้ เป็นอะไรไปเนี่ย ไม่เอาแล้ว ไม่คุยกับอนยูแล้ว ลงไปเที่ยวดีกว่า”

มินโฮลงจากรถไปแล้ว แต่อนยูยังเอาแต่นั่งในรถ อาการเริ่มแสดงออกทุกทีๆ มันน่าหงุดหงิดมากๆ เลยที่ต้องอดทนกับสิ่งที่เคยเป็น

“ทำไม ไม่ลงมานะ เหลือเวลาไม่มากแล้วแท้ๆ “มินโฮพึมพำกับตัวเอง อนยูดูไม่สนุกกับเขาเลย ดูเหมือนว่าคนตัวเล็กมีเรื่องบ้างอย่างที่จะพูดกับเขา แต่เป็นตัวเขาเองที่บ่างเบี่ยงไม่อยากจะฟัง อย่างน้อยสิ่งที่อนยูจะบอกคงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีสำหรับเขาสักเท่าไหร่ แววตาของอนยูมันฟ้อง....

“ฉันมีเรื่องจะบอกนาย”

มินโฮถึงกับสะดุ้ง กำลังคิดอะไรเพลินๆ คนตัวเล็กดันมาเงียบๆ ซะงั้น

“มีอะไรเหรอ”

“นาย ไม่สงสัยเหรอว่าฉันมาบ้านนายได้ยัง ทั้งที่เดินฉันยังเดินไม่ได้ นายไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันทำท่าทางประหลาดๆ ราวกับไม่เคยใช้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ นยไม่สงสัยเลยเหรอ”

ฉันสงสัย ตั้งแต่วันแรกแล้ว นายไม่บอกเองนี่หว่า มินโฮพยักหน้าหงึกหงัก เอาว่ะ ยังไงก็ต้องฟังแล้วล่ะ บ่ายเบี่ยงมานาน ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้ว

“ฉันไม่ใช่คน”

“ห๊ะ? อะ...ฮ่าๆๆๆๆๆ นายจะบ้าเหรอ นายไม่ใช่คนแล้วอะไรวะ ผีงั้นเหรอ”

มิ นโฮถึงกับหัวเราะก๊าก แต่อนยูไม่ขำด้วยสีหน้าจริงจังทำให้มินโฮค่อยๆ ลดเสียงลงไปในที่สุด บ้าน่า นายกำลังพูดเรื่องที่ตลกร้ายที่สุดเลยนะอนยู

“ฉันพูดจริง”

“ถ้านายล้อเล่นฉันเอานายตายแน่”

“ทำไมฉันต้องล้อเล่น “

“ถ้าไม่ใช่คนแล้วนายเป็นอะไรล่ะ”

“เทพ”

“??”

“จริงๆ “

“บ้าน่า ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

“จริงๆ ฉันเป็นเทพ”

“พิสูจน์ดิ จะบ้าเหรอไงไม่มีทางเป็นไปได้หรอก”

แล้ วอนยูก็พิสูจน์ความจริงให้มินโฮได้เห็น ปีกนกสีใสอมชมพูขนาดใหญ่ค่อยๆกางออกจากหลังของอนยู มันมีขนาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับปีกทั่วๆ ไป แถมยังบางใสอีก มินโฮตาโตกับสิ่งที่เห็น มันไม่ใช่ความจริงใช่มั้ย อนยูเห็นท่าทางแบบนั้นคงคิดว่ายังไม่เชื่อ เลยยื่นออกไปก่อนที่รอยสักบ่งบอกสถานะในเบื้องบนค่อยๆ ขึ้นเป็นรูปร่างตั้งแต่นิ้วมือมาจนถึงหัวไหล่ นกอินทรีย์สีขาวก็ปรากฏอยู่บนแขน อวบๆ ของอนยู

“ไม่จริงใช่มั้ย”

“แล้วนายเห็นอะไรล่ะ”

“หมายความว่าไง”

“ฉันลงมาที่นี่เพื่อมาทำภารกิจ มีเวลาแค่หนึ่งเดือน”

“???

“อีกสองวันข้างหน้าฉันต้องกลับไปในที่ที่จากมา”

“...ภารกิจอะไร”

“มาเอาหัวใจของท่านแม่คืน”

“ละ..แล้วได้มั้ย”

“ยังไม่ได้”

ยัง ไม่ได้ที แสดงว่าอนยูยังมีสิทธิ์ที่จะอยู่ที่นี่ต่อเพื่อเอาของไปคืนแม่ มินโฮกำลังจะยิ้มที่อนยูจะได้อยู่กับเขาต่อไป แต่ประโยคถัดมาทำให้เขาแทบหัวใจสลาย

“ที่ยังไม่ได้เพราะมันอยู่กับนายยังไงล่ะ”



....

พระเจ้าผมทำอะไรผิดเหรอถึงได้ทำร้ายผมแบบนี้

ผมไม่เคยคาดหวังอะไรจากท่านเลย แต่ทำไมท่านถึงทำกับผมแบบนี้

ผมแค่อยากมีชีวิตธรรมดาๆ เรียบง่าย

ผมไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร

แต่ทำไมท่านถึงเล่นตลกกับผมแบบนี้ล่ะฮะ




วันสุดท้าย...

มัน ผิดกฎที่เขาเปิดเผยร่างพร้อมฐานะให้มินโฮได้เห็น ตอนนี้อนยูได้แต่นอนอยู่บนเตียงโดยขยับไปไหนไม่ได้ แม้แต่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้เลย กลับขึ้นไปต้องโดนลงโทษแน่นอน

หลัง จากที่เขาพูดประโยคนั้นจบลงก็ดูเหมือนว่าวิญญาณของมินโฮแทบออกจากร่าง ร่างสูงทรุดตัวลงไปคุกเขาอย่างหมดแรง ดวงตาที่สื่อออกมาบอกได้ชัดเจนว่าเสียใจและผิดหวัง แค่นั้นอนยูก็รู้สึกเจ็บปวดมากกว่าการโดนลงโทษจากท่านพ่อซะอีก

เมื่อกลับมามินโฮเอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ส่วนเขาก็ไม่ได้ออกไปไหนเลยเพราะถูกทำโทษเบาๆ เลยไม่รู้ว่าตอนนี้อาการมินโฮเป็นยังไงมั่ง

บาง ทีถ้าเขาไม่พูดออกไป แล้วตัดสินใจเอาหัวใจมาเลยมันคงจะดีกว่านี้ แต่ถ้าตายโดยไม่รู้สาเหตุ มันจะไม่ใจร้ายไปเหรอสำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างมินโฮ

มันร้ายแรงมากเลยต่างหาก

“เอาล่ะ ไปทำหน้าที่ของเจ้าให้สำเร็จ”

“ท่านพ่อ”

“ข้าจะยกเลิกการลงโทษชั่วคราว แต่พอกลับขึ้นไปเจ้าโดนหนักแน่”

“ข้าไม่ทำ ข้าไม่อยากทำร้ายมินโฮ”

“แล้ว แม่ของเจ้าล่ะ จะปล่อยให้คนที่กำเนิดเจ้ามา ต้องมาสูญสลายเพราะเจ้างั้นเหรอ”ผู้เป็นท่านพ่อพูดเสียงเหี้ยม อนยูลุกขึ้นยืนก่อนจะเดินออกจากห้อง แต่ก็ถูกดึงไว้ก่อน “ตอนสองทุ่มที่หน้าบ้าน ข้าจะพาแม่เจ้ามารอรับหัวใจ”

อนยูตัดสินใจได้แล้ว...


내가 사랑했던 그 이름
เนกา ซารางแฮซดอน คืออีรึม
ชื่อที่ผมรักแค่ครั้งเดียวในชีวิตนี้

불러보려 나갈수록 너무 멀어졌던
พุลรอโบรยอ นากัล ซูรก นอมู มอรอจยอซดอน
มันจากไปจากผมมากขึ้นมากขึ้น

그 이름 이제 적어놓고 난 울먹여 내안에 숨고 싶어져
คือ อิรึม อิเจ ชอกอ นดโก นัน อุล มอกยอ แนอาเน ซุมโก ชิพอจยอ
ผมเขียนชื่อของคุณลงในกระดาษ และจะเก็บรักษามันไว้ในใจตลอดไป

널 사랑할 수 밖에 없었던 그 날을 이젠 알아줘요
นอล ซารางัล ซูบักเก ออบซอซดอน คือนารึล อิเจน อารา จวอโย
จากวันนี้ไป ผมรู้แล้วว่าผมจะรักเพียงแค่คุณคนเดียวตลอดไป

이룰 수 없는 사랑도 사랑 이니까
อิรุล ซูออบนึล ซารังโด ซารัง อินีกา
ความรักนั้นคือความรัก แต่มันไม่สามารถสำเร็จได้เลย




บอกผมทีว่านี่คือความฝัน...

ผม กำลังฝัน พอตื่นขึ้นมาแล้วเรื่องทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง ผมยังเป็นนักศึกษาธรรมดา ได้เล่นและหัวเราะ มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและเรียบง่าย

แต่ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วมันคือเรื่องจริง ผมจะต้องตาย...อย่างนั้นเหรอ

ไม่มีตัวเลือกให้เลยใช่มั้ย



มิ นโฮนั่งเหม่อมองไปที่หน้าต่างหลังจากที่กลับมาเขาก็ไม่ได้เจออนยูอีกเลย เหมือนกับที่อนยูก็ไม่ออกมาเจอเขา แต่เมื่อสิบนาทีที่แล้ว ร่างสูงได้ยินเสียงตึงตังจากข้างนอก แสดงว่าอนยูคงจะทำกิจกรรมอยู่

ก๊อกๆๆๆๆ~~~~~

“เข้ามา”

เสียง ประตูเปิดออกพร้อมกับรอยยิ้มสดใสที่คุ้นเคย อนยูกับชุดสีขาวดูสะอาด เมื่อก่อนเขาจับอนยูแต่งตัวแบบนี้ แต่พอวันนี้เขาไม่อยากจะเห็นมันอยู่บนตัวร่างเล็กเลยจริงๆ

“มีอะไร”

“ทำไมเย็นชาจัง ออกไปสูดอากาศข้างนอกหน่อยมั้ย”

“นายจะเอาหัวใจฉันไปเมื่อไหร่”

มินโฮพูดคำถามที่แทงใจอนยูเป็นที่สุด ฉันดูเป็นคนเลวร้ายในสายตานายไปแล้วสินะ เชวมินโฮ

“สองทุ่มที่หน้าบ้านของนาย”

“งั้นเหรอ”

“ไปข้างนอกกันมั้ย”

“ฉัน มีเรื่องหนึ่งที่อยากบอกนายก่อนที่ฉันจะไม่มีโอกาสได้พูด”เป็นอีกครั้งที่มิ นโฮพูดแทรก อนยูตัดสินใจไปนั่งที่เก้าอี้ที่โต๊ะเครื่องแป้ง เป็นเชิงบอกว่า มีอะไรก็พูดมา ฉันรอฟัง

“ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”

“...”

“ตั้งแต่ ที่นายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ฉันมีความสุขมาก แม้ว่าความสุขนี้ไม่รู้จะจบลงตอนไหน แต่ฉันก็พยายามตักตวงมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“...”

“คีย์บอกฉันว่า ฉันเปลี่ยนไปเยอะเลย ฉันเองก็ยังไม่เชื่อตัวเองเลย“

“...”

“ฉันยิ้มบ่อยขึ้น อารมณ์ดีขึ้น พูดเก่งขึ้น เพราะอะไรรู้มั้ย เพราะนายยังไงล่ะ”

“...”

“ฉันสงสัยเหมือนกันว่าเวลาแค่ไม่กี่วันจะทำให้ฉันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวเหรอ แต่มันก็เปลี่ยนไปแล้ว”

“...”

“จากคนที่ไม่แคร์อะไรเลย กลับสนใจในทุกๆ อย่างเพียงเพราะจะบอกให้นายได้เข้าใจ”

“...”

“จากที่คิดว่ามันไม่ใช่ความรัก แต่ทุกการกระทำมันก็แสดงออกไปว่าฉันรักนายมากแค่ไหน”

“...”

“ฉันรักทุกอย่างที่เป็นนาย เป็นอนยูที่ใสซื่อ เป็นอนยูที่น่ารัก เป็นอนยูที่ร่าเริง รักทุกๆ อย่างที่เป็นอนยู”

“...”

“...แต่ มาวันหนึ่งนายมาบอกว่านายเป็นเทพ นายจะมาเอาหัวใจฉัน ฮะฮ่าๆๆๆ มันไร้สาระมากๆๆ ฉันไม่เชื่อถึงแม้ว่านายจะพิสูจน์มันให้ฉันเห็นแค่ไหนก็ตาม”

น้ำตาที่ไหลลงมาจากดวงตาคมทำให้อนยูรู้สึกผิด เรื่องนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมินโฮเลยจริงๆ

ยังไงเมื่อเขาตัดสินใจไปแล้ว เขาก็จะไม่ปล่อยให้มันผ่านไป...

“ฮ่าๆๆๆ ฉันพูดไร้สาระ นายอย่าไปฟังเลย”

“ฉันขอโทษ”

“จะมาขอโทษทำไม เทพน่ะต้องเป็นที่เคารพบูชานี่นะ ฮ่าๆ”

“ฉันขอโทษนะมินโฮ ฉันขอโทษ”

อนยู รีบออกจากห้องก่อนที่มันจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิม มันเกิดขึ้นไปแล้วยังไงก็แก้ไขไม่ได้ หวังว่าการตัดสินใจครั้งนี้มันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นนะ

“ฉันก็ รัก นาย มินโฮ”




หนึ่งทุ่มสี่สิบห้านาที อีกสิบห้านาทีเท่านั้น...

มินโฮลากอนยูออกมาที่หน้าบ้าน รอเวลาตัดสินชะตาชีวิตของเขา อนยูได้แต่นิ่งเงียบเพื่อรวมสมาธิ อย่างน้อยมีสติไว้ก่อนดีที่สุด

“เมื่อไหร่จะเริ่มเนี่ย”

“จะรีบตายไปไหน เดี๋ยวก็ได้ตายแล้ว”

“เฮอะ”

อยู่ๆ ควันสีขาวก็ฟุ้งขึ้นมาก่อนจะปรากฏร่างของท่านพ่อกับท่านแม่ที่นอนอยู่บนบัลลังก์ รูปร่างของท่านแม่ดูแย่ลงมากกว่าเดิม

“เอาล่ะ เจ้าเตรียมพร้อมแล้วใช่มั้ย”

“ฮะ ท่านพ่อ”

“แล้วเจ้าล่ะ”

“อืม”

อนยูเริ่มร่ายคาถา โดยมินโฮนั่งอยู่ท่ามกลางดอกไม้สี่สีที่อนยูได้เตรียมไว้ เวลาเริ่มถอยลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ



19:59 PM.


“เอาล่ะ...ท่องบทสุดท้ายได้แล้ว”

อนยูพยักหน้าก่อนจะเริ่มท่อง ตอนนี้ร่างของมินโฮเริ่มซีดลง แต่เจ้าตัวยังสติครบถ้วน ร่างสูงได้แต่นิ่ง

เก้า ...มีความสุขมากๆ นะมินโฮ

แปด...ขอให้นายเจอคนทีดีๆ

เจ็ด...ฉันขอโทษที่ทำให้นายเจ็บปวด

หก...ขอบคุณที่นายดูแลฉันดีมาโดยตลอด

ห้า...ขอบคุณที่นายมีความรู้สึกดีๆ ให้กับฉัน

สี่...ฉันเสียใจ เสียใจจริงๆ นะมินโฮ

สาม...หวังว่านายจะอภัยให้ฉัน

สอง...ภพหน้า ขอให้ฉันเกิดมาเป็นคนรักของนายนะ

.
.
.

수천 번을 돌이켜 처음에 나로 갈 순간에
ซูชอน บอนึล โอรีคยอ ชออือเม นาโร คัล ซุนกาเน
ผมยังเก็บรักษาความทรงจำในครั้งแรกที่ผมเห็นคุณเดินเข้ามาใกล้ ๆ ผม

가슴 한 구석을 다 앗아갈 내 모습인걸
คาซึม ฮัน คูซอกึล ทา อาซากัล แน โมซือบินกอล
และขโมยความแข็งแกร่งของหัวใจผมไปโดยไม่บอกกล่าว


หนึ่ง...ฉันรักนาย

ตึง!

แล้ว ร่างของอนยูก็ล้มลงไปพร้อมกับที่หน้าอกของอนยูค่อยๆ เปิดกว้างออกมาแล้วหัวใจของร่างเล็กค่อยๆ ลอยไปที่หน้าอกของท่านแม่ มินโฮเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไม?

“เจ้า เจ้าลูกไม่รักดี นี่เจ้าหลงรักมนุษย์ใช่มั้ย”ท่านพ่อโวยวายแต่ตอนนี้อนยูไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว

หัวใจของอนยูค่อยๆๆ ซึมลงไปบนร่างของท่านแม่ ไม่นานนางลืมตาขึ้นมาช้าก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ

“อนยู อนยู”

“...”

“ทำไม ทำไมลูกทำแบบนี้ ทำไม”

“เพราะเจ้าคนเดียว เจ้าทำให้บุตรชายข้าต้องเป็นแบบนี้”

ผู้เป็นแม่ที่พอจะจับเรื่องราวได้หันไปเล่นงานมินโฮทันที

“ไม่ใช่ความผิดของเขาหรอก”ผู้เป็นสามีรีบห้ามภรรยาไว้

“ฮือๆๆๆๆๆๆ”

มินโฮได้แต่อึ้งกับเรื่องตรงหน้า อนยูยอมสละหัวใจตัวเองเพื่อเขางั้นเหรอ ทำไมกัน ไม่จริงใช่มั้ย ...

“นายทำแบบนี้ทำไมกันอนยู”

“...”

“เมื่อเทพสูญสลาย จะต้องรออีกสามล้านปี ถึงจะมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง”

ผู้เป็นพ่อพูดขึ้น มินโฮได้แต่ฟังอย่างเลื่อนลอย นี่มันอะไรกัน ไหนจะเอาหัวใจของเขาไปไงทำไมอนยูถึง...ยอมสละชีวิตของตัวเอง

“ร่าง กายของเขา”แล้วแสงสีเหลืองนวลอ่อนๆ ก็ล้อมรอบตัวอนยู ลำตัวค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากพื้น แสงสีเหลืองทำให้ร่างโปร่งใสขึ้น จนเลือนหายไปในที่สุด”จะสถิตอยู่ในสวนอีเดน เมื่อถึงเวลาเขาจะต้องมาชดใช้ความผิดโดยการมาเกิดบนโลกมนุษย์”

“...”

“อนยูได้มอบพันธะสัญญาวิญญาณครึ่งหนึ่งไว้กับเจ้า เมื่อถึงเวลา...เจ้าจะได้พบกับอนยูอีกครั้ง”

“...”

“เมื่อนั้นข้าจะมารับวิญญาณของเจ้าไป”

“...”

“โปรดจำชื่อของอนยูไว้จนสุดท้ายของลมหายใจของเจ้า”

แล้วทั้งสองก็ค่อยๆ หายไปในที่สุด

“เชวมินโฮขอรักษาสัญญาไว้ ณ ที่แห่งนี้ จะจดจำชื่อคน อนยู จนตราบสิ้นลมหายใจ”

I love You until the day I die.>>>จะรักเธอไปจนวันตาย



....



สองปีต่อมา...

“เฮ้ มินโฮนายยังไม่แข็งแรงเลยนะ”

คีย์บ่นกระปอดกระแปดใส่เพื่อนโดย ร่างสูงได้แต่เอามืออุดหู ขี้บ่นจริงๆๆ เลย น่ารำคาญชะมัด

“ฉันไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า”

“เฮ้อ วันนี้นายจะบอกฉันได้หรือยังว่านายไปเอารอยสักมาจากไหนเนี่ย”

“ไม่รู้อ่ะ ฉันนึกกี่ทีๆ ก็นึกไม่ออกว่าได้มันมาได้ยังไง”

รอยสักที่อนยูใช้เชื่อมสัญญาระหว่างมินโฮกับตัวเขาเอง

...รอยสักนกอินทรีย์สีขาว คือสิ่งที่อนยูจะใช้ตามหามินโฮ

“อะไรวะ แล้วอนยูล่ะนายไม่เจอเขาเลยเหรอ”

“อนยูอีกแล้ว ตลอดสองปีนายเอาแต่ถามชื่อคนๆ นี้อยู่ได้ ฉันจำไม่ได้โว้ยว่านายอนยูไปไหน”

“นายจำเหตุการณ์ไม่ได้เลยสักนิดเหรอ บ้าหรือเปล่า จำได้แต่ชื่อ แต่ตอนใช้ชีวิตร่วมกันดันจำไม่ได้ซะงั้น นี่ฉันถามนายมาสองปีแล้วนะ”

“จำ ไม่ได้อ่ะ จำได้แต่ว่าชื่ออนยู น่าตาดูใสซื่อ แล้วฉันก็รู้สึกดีกับเขามากๆ แค่นั้นล่ะ”มินโฮตอบตามความรู้สึก ใช่ ตอนที่เขาพูดถึงชื่อนี้ ใบหน้าของอนยูจะชัดขึ้นในสมอง หัวใจก็จะเต้นแรงทุกครั้ง

“เฮ้อ ช่างมันเถอะ ฉันจะเลิกถามนายล่ะ”

“อือ”

“นาย คงเสียใจมากล่ะมั้ง ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ก็ขอให้นายอย่าไปยึดติดกับมันมากล่ะกัน”คีย์ ตบบ่าเพื่อนอย่างให้กำลังใจ มินโฮได้แต่ยิ้ม เพราะเขาก็ไม่ได้ยึดติดอยู่แล้ว

ตอนนี้หัวใจเขาจำชื่ออนยูได้แม่น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าชื่อนี้มาอยู่ในนี้ได้ยังไง

ก็ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งเขาจะรู้ที่มา....ของคนที่ชื่ออนยู




Epilogue ::: บทส่งท้าย....

อนยูวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ประตูทางเข้า อ๊ากกกเพราะแทมินคนเดียวทำให้เขาตื่นสาย ไอ้น้องบ้า...

“เฮ้ๆๆๆอย่าเพิ่งปิด”

แต่ก็ไม่ทันซะแล้วประตูโรงเรียนปิดลง อนยูได้แต่หัวฟัดหัวเหวี่ยงก่อนที่ร่างสูงๆของสารวัตรนักเรียนจะเดินมาทางเขา

“ลี อนยู มาสายเป็นครั้งที่หนึ่งร้อยสามสิบสอง วันนี้ฉันจะลงโทษนายยังไงดี”มินโฮพูดก่อนจะเขียนชื่ออนยูลงไปในสมุดบันทึก ร่างเล็กได้แต่มองการกระทำนั้นด้วยความหมั่นไส้...ชิชะ

“ไอ้ขี้เก๊ก”

“ได้ยินนะ มาๆ มาให้ฉันทำโทษซะดีๆ”

“เรื่องอะไรล่ะ แบร่ๆๆๆ”

อนยูวิ่งหนีร่างสูง แต่มีหรือที่มินโฮจะยอมรีบวิ่งไปจับตัวแสบทันที


ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรแต่วันนี้ขอใช้ชีวิตให้คุ้มก็พอ

เมื่อด้ายแดงได้เชื่อมเขาทั้งสองเข้าด้วยกัน...ต่อให้เวลาผ่านไปกี่ยุคกี่ภพชาติ พวกเขาจะยังคงอยู่ด้วยกัน


내가 사랑했던 그 이름
เนกา ซารางแฮซดอน คืออีรึม
ชื่อที่ผมรักแค่ครั้งเดียวในชีวิตนี้

불러보려 나갈수록 너무 멀어졌던
พุลรอโบรยอ นากัล ซูรก นอมู มอรอจยอซดอน
มันจากไปจากผมมากขึ้นมากขึ้น

그 이름 이제 적어놓고 난 울먹여 내안에 숨고 싶어져
คือ อิรึม อิเจ ชอกอ นดโก นัน อุล มอกยอ แนอาเน ซุมโก ชิพอจยอ
ผมเขียนชื่อของคุณลงในกระดาษ และจะเก็บรักษามันไว้ในใจตลอดไป

널 사랑할 수 밖에 없었던 그 날을 이젠 알아줘요
นอล ซารางัล ซูบักเก ออบซอซดอน คือนารึล อิเจน อารา จวอโย
จากวันนี้ไป ผมรู้แล้วว่าผมจะรักเพียงแค่คุณคนเดียวตลอดไป

이룰 수 없는 사랑도 사랑 이니까
อิรุล ซูออบนึล ซารังโด ซารัง อินีกา
ความรักนั้นคือความรัก แต่มันไม่สามารถสำเร็จได้เลย



ขอให้รักจงเจริญ~~~~~~~~~~




Talk:::

อ่า ....ในที่สุดมันก็จบลงด้วยดี เรื่องนี้ใช้เวลาในการปั่นแค่สองสัปดาห์หวังว่าจะถูกใจกันบ้างนะคะ

ลองแต่งแนวแฟนตาซี แต่ยังคิดว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มันเป็นเรื่องแรกนี่เนอะ ยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ ยังไงก็ฝากเรื่องนี้ด้วยค่า

ขอบคุณสมาชิกอีกสามคนที่เหลือ น้องมายด์ น้องฟ้า น้องหวาน ที่ร่วมโปรเจคนี้ด้วยกัน

ขอบใจมายด์ที่ช่วยกดดัน บังคับ พี่ให้ปั่นให้เสร็จ เราลงทุนมาด้วยกันใช่มั้ยน้องมายด์ เราต้องประคับประคองมันยิ่งชีพ 555+

พบกับ บอดี้การ์ด Bodyguard - OnKey ในอีกกี่วันข้างหน้าดีนะ

อ่า ...แล้วเจอกันใหม่นะคะ

รักรีดเดอร์ จุ๊บุๆ ซุงแหลๆ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

28 ความคิดเห็น

  1. #24 niii (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 มีนาคม 2556 / 17:16
    ซึ้งอะ โฮอน แต่สงสารคิมคีย์เบาๆ tt
    #24
    0
  2. #20 Blur (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มกราคม 2555 / 22:42
    ซึ้งมากเลย

    รักทั้งคู่เลย
    #20
    0
  3. #19 hohyunew (@jummyoi) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2554 / 17:48

    ตอนแรกนึกว่าเศร้า
    แต่สุดท้ายก็เจอกัน
    เราร้องไห้เลยอ่าาาา

    #19
    0
  4. #2 windYBum (@bumwindy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2553 / 16:28
    สุดยอดเลยค่ะ

    น้ำตาไหลอ่าTTOTT
    #2
    0
  5. #1 มักเน่ (@crisp) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 กันยายน 2553 / 20:37
    ซึ้งมากอะ
    น้ำตาไหลเลยอ้า
    เอาอีกนะคู่นี้อะ
    น่ารักดีค่ะ
    #1
    0