Gitsune
ดู Blog ทั้งหมด

บอตทูลินั่ม แบคทีเรียที่เป็นสารชีวพิษ

เขียนโดย Gitsune
ข้อมูลเกี่ยวกับสารชีวพิษที่พี่กล่าวถึงในนิยายเรื่อง นักล่าแห่งรัตติกาล

บอตทูลินั่ม

Botulinum

 

เป็นแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจน (anaerobe) ย้อมติดสีแกรมลบมีรูปร่างเป็นท่อน  สร้างสปอร์ และสามารถผลิตสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาทได้ (neurotoxin) สปอร์ของ Clostridium  botulinum ทนต่อความร้อนทำให้สปอร์ยังคงหลงเหลืออยู่ในกระบวนการที่ให้ความร้อนไม่เหมาะสม  และ minimally processed เมื่อสปอร์อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม คือไม่มีออกซิเจน และอุณหภูมิที่เหมาะสม สปอร์จะงอกเจริญเติบโตเป็น vegetative cell และมีการสร้างสารพิษขึ้นซึ่งสารพิษของมันในปริมาณ 1 มิลลิกรัม ก็สามารถทำลายชีวิตคนได้ถึงห้าแสนคน  โดยอาการป่วยที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีสารพิษชนิดนี้ปะปนเรียกว่า botulism  

 

          เชื้อ Clostridium  botulinum นั้นสามารถแยกชนิด (type) ตามสารพิษที่ Clostridium  botulinum แต่ละชนิดผลิตขึ้นมาโดยยึดเอาความจำเพาะเจาะจงของ antigen เป็นเกณฑ์ได้ (http://vm.cfsan.fda.gov/~mow/chap2.html) 7 ชนิด คือ A, B, C, D, E, F, และ G โดยชนิด A, B, E และ F เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค botulism ในมนุษย์  ชนิด C และ D เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค botulism ในสัตว์ปีก วัวควาย และปลาบางชนิด ส่วนชนิด G นั้นมีคนเคย แยกเชื้อชนิดนี้ได้จากดินในประเทศอาร์เจนตินา และชนิด E มักพบในอาหารประเภทปลา และพบแต่ในประเทศแถบที่มีภูมิอากาศหนาวเท่านั้น แต่จากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าขณะนี้มีการพบในประเทศไทยด้วย

          คำว่า "botulism" นั้นมาจากคำว่า "botulus" ในภาษาลาตินซึ่งหมายถึงไส้กรอก (sausage) เพราะพบในอาหารประเภทนี้เป็นครั้งแรก (Hiroshi  Sugiyama, 1990) โรคbotulism ที่เคยมีผู้ศึกษามี 4 ชนิดคือ Foodborne botulism, Infant botulism, Wound botulism และโรค botulism ที่ไม่เข้ากลุ่ม

          Foodborne botulism  : โรคbotulism ชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่มีการปนเปื้อน neurotoxin ของเชื้อ Clostridium  botulinum เข้าไปในร่างกาย ระยะฟักตัวของเชื้ออยู่ในช่วง 12-36 ชั่วโมง แต่ระยะฟักตัวจะลดลงเมื่อบริโภคอาหารที่มีปริมาณที่มากขึ้นโรค botulism ชนิดนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ (food poisoning) ในหลาย ๆ ประเทศ

          Infant botulism : โรค botulism ชนิดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1976 มักเกิดกับเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 12 เดือน ซึ่งคาดว่าเกิดจากพื้นดินบริเวณนั้นเคยเป็นคอกวัวมาก่อน และมี สปอร์ของเชื้อ Clostridium  botulinum อยู่และเมื่อเด็กคลานผ่านผิวดินบริเวณนั้นจะทำให้สปอร์ติดตามตัวเด็กโดยถ้าเด็กอมนิ้วมือก็มีโอกาสที่สปอร์จะเข้าสู่ร่างกายของเด็กได้แต่ทั้งนี้เกิดกับเด็กในบางรายเท่านั้น

          Wound botulism : โรค botulism ชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Clostridium  botulinum เข้าไปในบาดแผลแล้วมีการสร้างสารพิษขึ้น โรค botulism ชนิดนี้มักไม่ค่อยเกิดขึ้น

          โรค botulism ที่ไม่เข้ากลุ่ม : โรค botulism ชนิดนี้ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มได้แต่มีบางรายงานที่ระบุว่าโรค botulism ชนิดนี้คล้าย  Infant botulism แต่เกิดในผู้ใหญ่แทน

มักจะเป็นอาหารที่บรรจุกระป๋องหรือบรรจุขวดที่ไม่ถูกวิธีโดยแหล่งที่ผลิตอาหารกระป๋องมีทั้งที่ผลิตขึ้นในโรงงานอุตสาหกรรม และที่ผลิตกันเองตามครัวเรือนด้วยอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้อย่างง่าย ๆ สำหรับอาหารกระป๋องที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้นมีขั้นตอนกรรมวิธีในการฆ่าเชื้อที่ค่อนข้างได้มาตรฐาน แต่สำหรับการทำอาหารกระป๋องในครัวเรือนส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากอาหารมีปริมาณมากทำให้กินไม่ทัน หรือเพื่อเก็บสะสมไว้กินตลอดทั้งปีภาชนะที่ใช้บรรจุมักจะเป็นขวดแก้วซึ่งง่ายต่อการปิดผนึก แต่ก็มีข้อที่น่าสังเกตจากรายงานในสหรัฐอเมริกาว่ากว่าร้อยละ 90  ของจำนวนคนที่มีอาการอาหารเป็นพิษที่เกิดขึ้นเนื่องจากอาหารกระป๋องนั้นเป็นอาหารกระป๋องที่ทำในครัวเรือนโดยที่เหลือร้อละ 10 เท่านั้นที่เกิดจากอาหารกระป๋องจากโรงงาน

         การเกิดสารพิษในอาหารจากเชื้อ Clostridium  botulinum เกิดได้จาก 2 กรณี (Hiroshi  Sugiyama, 1990) คือ

          1. มีการปนเปื้อนของเชื้อ Clostridium  botulinum ที่เริ่มสร้างสารพิษลงไปในผลิตภัณฑ์โดยตรง

          2. การปนเปื้อนเนื่องจากสปอร์ของเชื้อ Clostridium  botulinum              ซึ่งสปอร์ของเชื้อ Clostridium  botulinum นี้ทนทาน ต่อหลาย ๆ สภาวะถึงแม้ในบางสภาวะที่สามารถทำลาย vegetative cells ได้ (เซลล์ที่งอกออกจากสปอร์แล้ว)  แต่สปอร์ก็ยังคงหลงเหลืออยู่ในอาหารและมีระยะฟักตัวยาวนาน จนกระทั่งมี สภาวะที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตจึงจะเกิดการงอกของ vegetative cells ขึ้น และผลิตสารพิษในที่สุด โดยการปนเปื้อนของเชื้ออาจเกิดขึ้นระหว่างการเตรียมอาหาร หรือช่วงระยะเวลาที่เก็บไว้ภายหลังการผลิต แต่บ่อยครั้งที่พบว่าเชื้อ Clostridium  botulinum สามารถเจริญ และสร้างสารพิษได้ในอาหารเกือบทุกชนิดที่มีความเป็นกรด-ด่างสูงกว่า 4.5 ขึ้น-ไป (pH สูงกว่า 4.5) ได้แก่ เนื้อสัตว์ เนื้อปลา และผัก

 ส่วนอาหารกระป๋องประเภทผลไม้ และผลไม้ดองนั้นปกติ Clostridium  botulinum จะถูกยับยั้งการเจริญเติบโตในอาหารประเภทนี้ เนื่องจากมีความเป็นกรด-ด่าง ต่ำกว่า 4.5 แต่ในบางกรณี Clostridium  botulinum ก็สามารถเจริญเติบโต และสร้างสารพิษได้ และยังพบอีกว่าความคงตัวของสารพิษในอาหารที่เป็นกรดจะดีกว่าในอาหารที่เป็นกลาง

การเจริญของเชื้อ Clostridium  botulinum นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ ปัจจัยไม่ว่าจะเป็นค่า water activity (ปริมาณน้ำอิสระที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้ได้)  ค่าความเป็นกรด-ด่าง และนอกจากนี้แล้วค่า redox potential ก็เป็นอีกค่าหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ Clostridium  botulinum  โดยปกติแล้วในอาหารกระป๋องจะมีค่า redox potential ต่ำ ซึ่งจะทำให้เชื้อ Clostridium  botulinum ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการเจริญเติบโตจะสามารถเจริญในอาหารกระป๋องได้ซึ่งถ้าหากอาหารกระป๋องที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ Clostridium  botulinum และสารพิษอยู่ อาหารจะมีลักษณะ และกลิ่นที่ไม่ดีเกิดขึ้น เช่น เหม็นเน่า เหม็นหืน อาหารมีลักษณะเป็นเมือก และมีก๊าซเกิดขึ้นซึ่งในบางครั้งจะสามารถสังเกตุได้จากกระป๋องจะมีการบวมเกิดขึ้น          

สำหรับผู้ที่บริโภคอาหารที่มีสารพิษของ Clostridium  botulinum เข้าไปพบว่าอาการจะเกิดขึ้นภายใน 12-36 ชั่วโมง หลังการบริโภค แต่อาจจะแตกต่างกันไปอยู่ในช่วง 4 ชั่วโมงถึง 4 วัน และอาจเสียชีวิตภายใน 1-6 วัน  ซึ่งอาการที่เกิดจากการบริโภคสารพิษจาก Clostridium  botulinum types ต่าง ๆนั้น พบว่าจะคล้ายคลึงกัน คือจะมีอาการ คลื่นไส้  อาเจียน  หน้ามืด ระบบย่อยอาหารผิดปกติ  ปวดท้อง อาจมีอาการท้องเสียเกิดขึ้น หลังจากนั้นจะพบว่ามีอาการอิดโรย  มึนงง กระหายน้ำ  มีความรู้สึกแห้งที่ปาก  มีเสมหะมากในคอ สำหรับในรายที่รุนแรงนั้น จะพบว่ามีอาการเกิดขึ้นที่ระบบประสาทด้วย เช่น มองเห็นไม่ชัด  มองเห็นภาพซ้อน  เนื่องจากกล้ามเนื้อตาเป็นอัมพาต ลืมตาไม่ขึ้น  ตากระตุกตลอดเวลา  กลืนอาหารลำบาก  พูดตะกุกตะกัก หายใจขัด  ระบบหายใจขัดข้อง และเสียชีวิตในที่สุด โรคนี้พบว่ามีอัตราการตายสูงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ สำหรับในรายที่ไม่เสียชีวิตนั้นพบว่าต้องใช้เวลาในการรักษาเป็นเวลาหลายเดือน

          แต่ในปัจจุบันได้มีการนำสารพิษจาก Clostridium  botulinum มาใช้ประโยชน์โดยการฉีด botox (สารพิษจากเชื้อ Clostridium  botulinum ที่ทำให้บริสุทธ์) เข้ากล้ามเนื้อรอบดวงตาในปริมาณเล็กน้อย ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาคลายตัว

 ถ้าเราสามารถทำลายสปอร์ของเชื้อ Clostridium  botulinum ได้หมดก่อนที่มันจะงอกเป็น vegetative cells ก็จะสามารถขจัดปัญหาที่เกี่ยวกับโรค botulism ที่มีสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษได้ เนื่องจากความทนทานของสปอร์เป็นสาเหตุสำคัญ และสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารกระป๋อง ประเภท low-acid foods (อาหารที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำกว่า 4.5) และเราสามารถป้องกันการสร้างสารพิษของ Clostridium  botulinum ได้ดังนี้

      1. การให้ความร้อน : การให้ความร้อนที่เกินพอจะสามารถป้องกัน และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ Clostridium  botulinum ได้โดยในการให้ความร้อนนั้นจะต้องให้ความร้อนในระดับที่สามารถทำลายสปอร์ได้ซึ่งอาจปนเปื้อนมาตั้งแต่เริ่มต้น และเมื่อมาอยู่ในอาหารที่มีสภาวะเหมาะสมก็จะเปลี่ยนจากสปอร์เป็น vegetative cells ซึ่งจะเกิดขึ้นต่อเนื่องกันเป็น 3 ขั้น  ขั้นแรกคือ ขั้น activation (เป็นขั้นที่สปอร์ถูกกระตุ้นด้วยสภาวะที่เหมาสม) ขั้นที่สองคือ ขั้น germination (เป็นขั้นที่เกิดการงอก และเจริญของเชื้อจุลินทรีย์) และขั้นสุดท้ายคือ ขั้น out growth (เป็นขั้นที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่) ซึ่งขั้น out growth ถือเป็นขั้นที่อันตรายต่อมนุษย์ ทั้งนี้อาจเกิดจากการที่เชื้อสร้างสารพิษในปริมาณที่มากพอแต่ก็เป็นช่วงที่ถูกทำลาย หรือยับยั้งได้ง่ายที่สุด และพบว่า ขั้น germination จะเป็นขั้นที่เชื้อเริ่มสร้างสารพิษด้วย

  2. การใช้ความเป็นกรด : การใช้ความเป็นกรดก็สามารถยับยั้งการเกิดสารพิษในอาหารได้เนื่องจากสปอร์จะถูกยับยั้งการงอกไปเป็น vegetative cells  แต่ก็ยังพบผู้ป่วยโรค botulism ที่บริโภคอาหารประเภท high-acid food (อาหารที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำกว่า 4.5) ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจาก

               1. ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านกระบวนการผลิตมาหลายขั้นตอน และวางทิ้งไว้หลายวันจนเชื้อสามารถเจริญ และสร้างสารพิษขึ้นมาก่อนที่จะปรับ pH ให้เป็น high-acid food

               2. ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นอาหารประเภท high-acid food ตามธรรมชาติ แต่ในความจริงแล้ววัตถุดิบหรือพืชผลที่ปลูกต่างที่กันจะมีความสามารถในการผลิตกรด และสารอื่น ๆ แตกต่างกัน เช่น มะเขือเทศที่นครพนมมี pH เป็น 4.6 แต่ที่สกลนครอาจมี pH เป็น 4.7 ได้

               3. ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจมีจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่สามารถเจริญได้ใน high-acid food แล้วผลิต metabolites ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลทำให้ pH ของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น และเหมาะสมแก่การงอกของสปอร์ ทำให้เชื้อ Clostridium  botulinum เจริญเติบโตและสร้างสารพิษขึ้นมาได้

               4. ในผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่นอาหารที่มีความเข้มข้นของโปรตีนสูง ๆ และสามารถตกตะกอนได้ที่ pH น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4.6 เช่น นมสด ซึ่งถ้าหากเรานำผลิตภัณฑ์นมดังกล่าวมาวัดค่า pH เราจะได้ค่า pH เฉลี่ย คือวัดทั้งส่วนที่เป็น curd และส่วนใส จะได้ค่า pH น้อยกว่าหรือเท่ากับ 4.6 แต่ในความเป็นจริงส่วนของ curd นั้น เป็นสภาวะที่ไร้ออกซิเจน และมี pH มากกว่า 4.6 ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมแก่การงอก และเจริญของเชื้อ Clostridium  botulinum ทำให้เชื้อสามารถสร้างสารพิษได้ในที่สุด

          3. การควบคุม aw : น้ำในอาหารนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ free water กับ bound water ซึ่งจุลินทรีย์นั้นต้องการ free water ในอาหารเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโต  และเราเรียกน้ำนี้ว่า water activity หรือ aw แต่ในส่วนของ bound water นั้นจุลินทรีย์ไม่สามารถนำน้ำส่วนนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งเราสามารถนำความรู้ตรงนี้ไปใช้ในการถนอมอาหารโดยการเติมสารที่สามารถจับกับน้ำ แล้วทำให้น้ำในส่วนที่เป็น free water ไปเป็น bound water ซึ่งจะทำให้ค่า aw ลดลง  และจุลินทรีย์ไม่สามารถนำไปใช้ได้ เช่น การเติมเกลือที่ความเข้มข้น 5-10 เปอร์เซ็นต์ หรือน้ำตาล 15-30 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

          4. การควบคุมโดยใช้ความเย็น : เชื้อ Clostridium  botulinum จะเจริญได้ที่ช่วงอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ถึงมากกว่า 45 องศาเซลเซียส เล็กน้อย โดยที่อุณหภูมิน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 องศาเซลเซียส เช่น ที่อุณหภูมิตู้เย็นเชื้อ Clostridium  botulinum จะผลิตสารพิษได้ช้าลง

          ซึ่งโดยปกติแล้วในการควบคุมไม่ให้เกิดสารพิษขึ้นในอาหารนั้น จะต้องคำนึงถึงความยอมรับทางด้านประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นด้วย ดังนั้นจึงมักจะต้องใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกันในการยับยั้ง Clostridium  botulinum ซึ่งการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียวอาจเป็นสภาวะที่รุนแรง และเป็นผลเสียต่อผลิตภัณฑ์ เช่น ในผลิตภัณฑ์เนื้อหมัก (cure meat product) นั้นเราจะใช้การยับยั้งหลายวิธี เพื่อให้มั่นใจว่าจะปลอดภัยจากโรค botulism จึงมีการเติมไนไตรท์ลงไปซึ่งไนไตรท์จะทำให้กลิ่นรสดีขึ้น และเนื้อหมักมีสีชมพูน่ากิน โดยไนไตรท์มีคุณสมบัติในการดูดกลืนธาตุเหล็ก (iron ; Fe) จึงทำให้เอนไซม์ของจุลินทรีย์ที่มี Fe เป็นองค์ประกอบไม่ active นอกจากนี้ใน cure meat product ยังมีการเติมเกลือแกง (NaCl)   กรด(เล็กน้อย)   หรือสารเจือปนในอาหาร (food additive) เช่น phosphate ลงไปเสริมประสิทธิภาพของไนไตรท์  โดยที่สภาวะเป็นกรดไนไตรท์จะอยู่ในรูปกรดไนตรัส ซึ่งเป็นรูปที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเหตุนี้จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ความร้อนที่รุนแรงในการยับยั้ง Clostridium  botulinum หรือจุลินทรีย์อื่น ๆ

          ใน cure meat product เช่น เบคอนอาจเกิดสารก่อมะเร็ง nitrosamine ได้ ดังนั้นจึงมีหลายประเทศประกาศห้ามใช้ไนไตรท์ โดยให้ใช้ food additive ตัวอื่นแทน หรือลดปริมาณ ไนไตรท์ไม่ให้เกินระดับที่ยอมรับ แต่พบว่าไม่มีสารตัวใดที่มีคุณสมบัติ และประสิทธิภาพดีเท่าไนไตรท์ซึ่งปริมาณไนไตรท์ที่ยอมรับได้ใน bacon นั้นโดยปกติจะใช้ 120 ppm. ของโซเดียมไนไตรท์  

 

*/*/*/*/*

 

Botulinum Toxin เป็นอาวุธเชื้อโรคที่เกิดจากสารพิษประสาทชื่อ "บอทูลินัม ท้อกซิน" neurotoxin สร้างขึ้นโดยแบคทีเรียที่ชื่อ คลอสตริเดียม บอทูลินัม Clostridium botulinum ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดไม่พึ่งออกซิเจน anaerobic organisms จากการย้อมสีพบว่าเป็นชนิดแกรมบวกทรงแท่ง รูปร่างตรงหรือโค้งเล็กน้อย เคลื่อนไหวได้ ความกว้าง 0.5-2.0 um ความยาว 1.6-22.0 um ลักษณะเฉพาะคือพบสปอร์ทรงรีที่ส่วนท้ายใกล้ปลายเซลล์

เชื้อโรคนี้พบได้ในดินและแหล่งน้ำทั่วโลก มีทั้งหมด 7 ชนิด C. botulinum (A-G) ชนิดที่ร้ายแรงคือ types A, B, และ E สปอร์ของเชื้อนี้พบกระจายได้ทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งบนผิวดิน ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อไม่มีแรง อ่อนเปลี้ย อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยมีอาการหายใจไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียน เมื่อได้รับสารพิษชนิดนี้ จะเริ่มมีอาการเสียงเปลี่ยน กลืนลำบาก และแขนขาอ่อนแรง ในปริมาณที่ใช้ในการทำสงครามชีวภาพ อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แตกต่างจากการได้รับเชื้อจากธรรมชาติ เช่นที่เกิดจากการกินอาหารทีปนเปื้อนเชื้อ เป็นต้น

หากนำมาใช้ในสงคราม ผู้ที่ได้รับสารพิษชนิดนี้จะเสียชีวิตด้วยอาการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว การทดลองในห้องปฎิบัติการพบว่าเมื่อให้สัตว์ทดลองสูดดมสปอร์สารพิษของเชื้อนี้ อาการทางระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นทันทีทันใด และอาจเกิดผลในเลาต่อมาได้อีกด้วย

เนื่องจากสารพิษจะออกฤทธิ์ภายในเวลาอันรวดเร็ว การรักษาจำเป็นต้องใช้ยาแก้พิษ antitoxin ที่เฉพาะเจาะจงและทันท่วงที ปัจจุบันมีการเตรียมยาแก้พิษไว้ในหน่วยบรรจุเวชภัณฑ์ของทหารทุกคนที่เดินทางเข้าสู่สมรภูมิรบ การใช้ยาแก้พิษต้องให้ก่อนที่จะเริ่มมีอาการางระบบประสาทที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามหากไม่ทัน ก็ยังจำเป็นต้องให้ยาเพื่อบรรเทาความรุนแรงของพิษที่เกิดขึ้น

มีการคาดประมาณกันว่าในการก่อการร้ายหรือทำสงครามอาวุธชีวภาพ ปริมาณสารพิษ botulinum toxin ชนิดพ่นเพียง 1 กรัม สามารถทำลายชีวิตมนุษย์ได้ถึง 1.5 ล้านคน

            พิษบอตทูลินัม  (botulinnum) เป็นสารพิษจากจุลินทรีย์ ที่มีความเป็นพิษสูงมาก เหมาะแก่มานำมาใช้คร่าชีวิตมนุษย์ยิ่งนัก พิษชนิดนี้เกิดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสทริเดียม บอตทูลินัม อันเป็นแบคทีเรียที่ทำให้อาหารกระป๋องเน่าเสีย และอาหารเป็นพิษ คงจะแบบว่าทานอาหารกระป๋องที่หมดอายุประมาณนั้น แต่นั่นเป็นพิษในธรรมชาติที่เจือจาง แต่เจ้าพิษที่ถูกผลิตขึ้นมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพนั้น มีความเข้าข้นกว่า ว่ากันว่าพิษนี้เพียงแค่จุดเล็กๆก็สามารถคร่าชีวิตคนตั้ง 10 กว่าคนทีเดียว
                    พิษชนิดนี้สามารถซึมซับเข้าทางผิวหนัง และเยื่อบุทางเดินหายใจได้ จึงสามารถแพร่พิษได้ทั้งการฉีด พ่น ให้กระจายในอากาศ เพื่อให้มนุษย์สูดเข้าไป ยังสามารถใส่ในแหล่งน้ำได้อีกด้วย เนื่องจากเป็นพิษที่ไร้สี ไร้กลิ่น ดังนั้นผู้ที่ถูกพิษนี้จะไม่รู้ตัวจนพิษจะเริ่มแสดงออกในร่างกาย
                    พิษบอตทูลินัม จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท อาการของผู้ที่เคราะห์ จะเริ่มตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ระบบประสาทจะถูกทำลาย   ร่างกายจะไม่สามารถขับพิษได้เองตามธรรมชาติ และเสียชีวิตในที่สุด
                     การแก้พิษทำได้โดยการใช้ยาแก้พิษ โดยการฉีดวัคซีน แต่เนื่องจากพิษชนิดนี้ยังแบ่งออกเป็นชนิดย่อยๆอีก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของแบคทีเรียที่ใช้ผลิต จึงเป็นการยากที่จะเตรียมการป้องกันได้ ในกรณีฉุกเฉินสามารถทำได้โดยการใส่หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ เพื่อป้องกันไม่ไห้หายใจเอาหายพิษเข้าไป

 

 


ความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น