Prince's Heart เกิดใหม่ทั้งทีขอชีวิตดีๆ ที่ไม่ใช่นางร้าย!

ตอนที่ 34 : Chapter : 27

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,124
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 79 ครั้ง
    2 ธ.ค. 61

บทที่ 27 

- Filena –

 



วันนี้เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์...ซึ่งนั่นก็หมายถึง!

 

ถึงเวลากลับบ้านแล้วสินะ!” ฉันพูดขึ้นมาพร้อมกับค่อยๆจัดกระเป๋าใบเล็กของฉัน พร้อมกับซินเซียที่เข้ามารับฉันไปยังด้านนอกหอแต่เช้า

 

ทันทีที่ซินเซียสังเกตเห็นฉันกำลังอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก เธอก็หลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะใช้มือของตนป้องปากไว้แล้วกลับมาทำท่าสงบเสงี่ยม

 

ยินดีด้วยนะคะคุณหนู จะได้เจอกับนายหญิงและนายท่านเสียทีเธอระบายยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะเอียงคอด้วยความน่ารัก เส้นผมสีน้ำเงินสั้นพลิ้วไหวไปกับแรงที่เธอเอียงคอจนเหมือนมีประกายแห่งความโมเอะออกมา

 

ซินเซียนี่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังโมเอะเหมือนเคยเลยน้า แบบนี้ไม่แปลกเลยที่เธอจะคลองใจพ่อบ้านนาจ์มได้ตั้งแต่ครั้งแรกพบน่ะ ส่วนฉันเองก็จะคอยเป็นแม่สื่อให้เอง...เพราะฉะนั้นไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชเรื่องพวกนั้นนะ เพราะฉันเองก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน----

 

คุณหนูอยากจะทานอะไรก่อนกลับคฤหาสน์หรือเปล่าคะ?” ซินเซียเอ่ย พร้อมกับทำท่าที่จะออกจากห้องเพื่อไปหาอะไรมาทานก่อนที่จะขึ้นรถม้า

 

อ่า...งั้นเอาขนมที่พวกเขาทานได้ละกันนะฉันปัดมือให้เธอราวกับให้ซินเซียตัดสินใจเอง

 

 พวกเขาในที่นี้ฉันหมายถึงกาเร็ธและไคลด์ ปรกติแล้วฉันก็รู้แค่ว่ากาเร็ธเป็นคนที่ไม่ชอบทานของหวาน..และไคลด์เป็นคนที่ไม่ชอบทานของที่มันมีรถฝาด  ผิดจากฉันที่สามรถทานได้เกือบทุกรสชาติ...เพราะฉะนั้นเอาใจเด็กพวกนั้นหน่อยแล้วกัน

 

ซินเซียที่ได้ยินแบบนั้นก็ก้มหัวน้อมรับด้วยความยินดี...ก่อนที่จะออกจากห้องไปแล้วเหลือฉันให้อยู่ในห้องคนเดียว พอบรรยากาศเริ่มเงียบสงัดฉันก็ทิ้งตัวเองลงกับโซฟาแล้วถอนหายใจออกมาแบบคนที่เพิ่งเหนื่อยๆจากการทำงาน

 

จะได้กลับบ้านแล้วสินะ...จะได้เจอท่านพ่อและท่านแม่อีกด้วย พวกเขาจะทำหน้ายังไงเวลาเจอพวกเราสามคนนะ...เอ๊ะ. เดี๋ยวนะ ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนก็ส่งจดหมายไปทางบ้านของแต่ละคนแล้วนี่นาว่าจะทำการหยุดการเรียนการสอน...แบบนี้พวกท่านก็รู้หมดแล้วสิ...อดเซอร์ไพรซ์เลยแฮะ

 

ก๊อก ก๊อก

 

ฉันคิดไปพลางพร้อมกับรอเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ ในจังหวะนั้นเองฉันที่กำลังหลับตาลงเพื่อพักสายตา จู่ๆก็ได้ยินเสียงเคาะอะไรบางอย่างดังขึ้นมา...ฉันดีดตัวขึ้นมาจากโซฟาเพื่อเงี่ยหูฟังเสียงเคาะนั้น กลับกลายเป็นว่าเสียงเคาะนั่นไม่ได้มาจากหน้าประตู....

 

....แต่เป็นเสียงจากหน้าต่างห้องของฉัน...

 

เห้ยๆ;; พลังงานหรือไง??” ฉันที่เหงื่อตกกับความคิดตัวเองก็ต้องสบถคำออกมา ไอ่เหตุการณ์แบบนี้มักเจอในหนังผีบ่อยๆ...ถึงจะเป็นคนไม่เชื่อเรื่องผีก็เถอะแต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะลบหลู่หรือท้าอะไรเลวร้ายหรอกนะ...

 

ตอนแรกฉันคิดว่าคงจะเป็นคนที่โดดลงมาจากระเบียงชั้นบน...แต่พอลองคิดดูดีๆแล้วหอพักแห่งนี้มันไม่มีระเบียงห้องนี่นา! มันก็มีแค่หน้าต่างโง่ๆที่เปิดไปก็เจอทุ่งลาเวนเดอร์(?)เท่านั้น??? แล้วจะทำอีท่าไหนถึงจะสามารถอยู่แล้วใช้มือเคาะหน้าต่างห้องได้ล่ะ

 

แต่ว่านี่มันก็โลกแฟนตาซี...บางทีอาจจะมีใครบางคนใช้เวทมนต์เพื่อลอยขึ้นมาแล้วเคาะประตูก็ได้...แต่ถ้าใช้หลักการโครตจะรากเง้าของต้นฉบับอนิเมะล่ะก็...คงจะใช้เชือกปีนลงมาจากชั้นสามแล้วเคาะหน้าต่างก็ได้...แต่ถึงยังไงๆถ้ามันเป็นสองทางเลือกนี้จริงๆ...

 

 แล้วทำไมถึงต้องมาเคาะหน้าต่างห้องฉันด้วยล่ะยะ????(อีสเตอร์เอกหรือไง???)

 

ใจเย็นไว้ตัวฉัน;;; มันก็แค่กิ่งไม้หรือไม่ก็ลมที่มาตีหน้าต่างห้องเท่านั้น...ต้องคิดอะไรที่อยู่ในขอบเขตบ้างบางครั้งบางคราว ถึงโลกนี้มันจะมีเวทมนตร์ก็เถอะ

 

ฉันตัดสินใจนั่งสงบนิ่งบนโซฟาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งเสียงหรืออะไรที่มันเกิดขึ้นพยายามที่จะท่องว่า ไม่มีอะไร ก็แค่ลมฉันห้ามกระต่ายตื่นตูมเด็ดขาด! เดี๋ยวผ่านไปซักพักมันก็จะเงียบลงเอง...

 

ก๊อก ก๊อก...ก๊อก ก๊อก ก๊อก....

 

....อ๊า! เมื่อไหร่จะเงียบซักทีนะ! ใจเริ่มเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะซะแล้ว!

 

ก๊อก...ก๊อก—

 

ทันทีที่เสียงเคาะครั้งสุดท้ายดังขึ้น จู่ๆเสียงรบกวนก็เงียบลงไปดังใจคิด...เงียบแล้ว?

 

ฉันที่คิดได้แบบนั้นร่างกายก็ไปเร็วยิ่งกว่าสมอง...ก่อนที่จะค่อยๆเดินเข้าไปใกล้บานหน้าต่างด้วยท่าทีระแวงสุดขีด สองมือที่รวบรวมความกล้าไปจับชายผ้าม่านสีเนื้อเต็มแรง...ก่อนที่ค่อยๆแง้มผ้าม่านออกจากกันด้วยใจไม่สู้ดี...

 

ฉันมองออกไประหว่างช่องแคบที่ฉันสร้างขึ้นมา...พอลองมองเพียงแค่นิดเดียว...ก็ไม่ค่อยจะสังเกตดูได้ทั่วถึงเท่าไหร่ จึงตัดสินใจเปิดม่านมองออกไปยังนอกหน้าต่างด้วยความเกรงๆ

 

ว่างเปล่า...?

 

...เฮ้อ....แค่ลมจริงๆด้วย!” ฉันยิ้มร่าออกมาก่อนที่จะปล่อยมือออกจาชายผ้าม่านแล้วเช็ดเหงื่อที่เริ่มผุดออกมาบนหน้า ฉันคิดมากไปเองจริงๆด้วย ไม่ไหวเลยตัวฉัน!...พอกลับไปคฤหาสน์คงจะต้องทำโยคะซักหน่—

 

ฟิเลน่า!~ อรุณวัสดิ์!~ยังไม่ทันได้สิ้นประโยคที่ผุดขึ้นมาในใจ...กลับมีร่างของคนๆหนึ่งโผล่พรวดออกมาตรงหน้า ฉันที่เอาแขนเสื้อปาดเหงื่อเมื่อกี้ก็ถึงกับเงิบไปชั่วขณะ...

 

“!!! เชอร์เบ—ทันทีที่ส่งเสียงเรียกเจ้าของชื่อ ร่างที่ลอยอยู่เหนือพื้นไปเพียงไม่กี่เซนก็ตกลงสู่พื้นห้องด้วยความรวดเร็ว ฉันมองพร้อมกับเบิกตากว้างแล้วกระพริบตาของตัวเองถี่ๆ

 

อะไรกัน??? ไอ่ท่าเปิดตัวแบบพระเอกโชเน็นเมื่อกี้คืออะไรห๊ะ??? แล้วอีกอย่างทำไมถึงมาโผล่ตรงหน้าฉันล่ะ???

 

ช เชอร์เบ?? ทำไมถึงมาในสภาพนี้ล่ะ???” ฉันที่ยืนมองเธออยู่ก็ถามออกด้วยความสงสัย เจ้าตัวใช้แขนทั้งสองข้างดันพื้นขึ้นมานั่งแล้วเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับรอยยิ้มมาทางฉัน

 

แหะๆ พอดีว่าตอนแรกกะจะมาทางหน้าต่างเพื่อให้ฟิเลน่าตกใจเล่นน่ะ! แต่เห็นไม่มีวี่แววเลยวาร์ปเข้ามาแทนไง! เจ๋งใช่มั้ยล่ะ!” เชอร์เบพูดพร้อมกับจมูกของเธอที่กำลังค่อยๆแดงจากการกระแทกลงพื้นเมื่อกี้

 

จะว่ามันก็ตกใจอยู่หรอก...แต่คุณเธอมาแบบไหนกันคะเนี่ย???แทนที่จะเคาะประตูเงียบๆแล้วแอบตอนที่เปิดประตูแบบนั้นฉันก็ระแวงจะแย่อยู่แล้ว แล้วนี่ดันมาคิดที่จะมาเคาะหน้าต่างห้องทั้งๆที่ไม่มีที่ยืนเนี่ยนะ??? อันตรายสุดๆและบ้าสุดๆด้วย

 

ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่...มองต่ำลงไปก็เห็นเจ้าตัวที่นั่งเงยหน้าขึ้นมาราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง พอเห็นก็นึกได้ทันควันก่อนที่จะยื่นมือออกไป

 

เด็กผู้หญิงอย่างเธอไม่ควรมานั่งที่พื้นนะ...มีธุระอะไรงั้นเหรอ?” ฉันยื่นมือออกมาทางเชอร์เบที่นั่งอยู่

 

                พอเจ้าตัวเห็นแบบนั้นก็ระบายยิ้มออกมาแล้ววางมือของเธอลงบนฝ่ามือของฉันแล้วจับไว้แน่น ร่างของเธอค่อยๆยืนขึ้นโดยมีฉันที่ช่วยดึงเธอขึ้นมา เธอปล่อยมือออกจากมือของฉันก่อนที่จะใช้ฝ่ามือค่อยๆปัดไปมาตรงกระโปรงของเธอด้วยความเร่งรีบ

 

เธอสะบัดผมสีดำทะมึนออกเป็นวงกว้าง ก่อนที่จะยิ้มมาให้แล้วเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นมิตร

 

อื้ม ฟิเลน่าวันนี้ที่ฉันมาหาเธอที่นี่เพื่อที่จะบอกลาน่ะ...ฉันคงจะได้คุยกับเธอตัวต่อตัวแบบนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะนะเธอพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม พลางดีดนิ้วขึ้นมาเป็นจังหวะเหมือนเรียกร้องความสนใจ ฉันที่ได้ยินก็ถึงกับผงะ

 

เอ๋!? ทำไมล่ะ? หรือว่าเชอร์เบไม่คิดจะเรียนต่อแล้วงั้นเหรอ?” ฉันถามออกไปทันทีเจ้าตัวที่ได้ยินก็ส่ายหัวเล็กน้อยราวกับปฏิเสธการคาดเดาของฉัน

 

“ก็ประมาณนั้นแหละมั้ง? แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว เอาจริงๆแล้วฉันเซ็นสัญญาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ...ฉันอาจจะโดนดีดไปอยู่ฝ่ายนักเรียนเบื้องหลัง เพราะฉะนั้นก็ไมเชิงว่าจะไม่มีวันได้เจอกันเลย...แค่นานๆทีน่ะนะเชอร์เบอธิบายให้ฉันที่กำลังร้อนรนให้ฟังอย่างใจเย็น ฉันเองที่พอได้ยินรายละเอียดพวกนั้นก็ถอนหายใจออกมา


แต่ทำไมกันนะ...


เหมือขาดอะไรไป........


"...พวกเราสองคนจะไม่ได้เจอกันในชั้นเรียนเเล้วงั้นเหรอ?"


"อื้ม ไม่ได้เจอกันแล้ว" เชอร์เบเอ่ย ด้วยใบหน้าที่ฉาบรอยยิ้มที่มุมปาก


"กระทั่งทักทายตอนเช้า?" 


"ไม่ได้กระโดดกอดคอแล้วล่ะ" เธอตอบ 


"ทานข้าวเที่ยงจะไม่มานั่งทานด้วยกันแล้วงั้นเหรอ"


"ไม่ได้ทานข้าวด้วยกันแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นฟิเลน่าไม่ต้องห่วงเรื่องที่ส้อมจะจิ้มตาฉันแล้วนะ"  เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดตลก 


"ถึงจะไปที่ห้องสภานักเรียนเพื่อเจอกันก็ไม่ได้เหรอ?"


"อื้อ...ไม่มีเลย"


"ไม่ได้เดินกลับหอพักเหมือนอย่างเคยแล้วสินะ"


"อื้ม..." เธอเอ่ยเสียงอันแผ่วเบา ฉันที่ได้ยินก็ก้มหน้าลง

 

          ความรู้สึกโหวงๆเริ่มถาโถมเข้ามาแบบที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน...ตั้งแต่ฉันมาอยู่ในร่างนี้ก็ไม่เคยพบกับสิ่งที่เรียดว่า 'ความโดดเดี่ยว' เหมือนที่เคยเจอโลกก่อน กลับจาที่ทำงานแล้วอาศัยอยู่ที่พาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง กลับไปก็อุ่นข้าวที่ทำเมื่อตอนเช้าทานแล้วทำกิจวัตรประจำวันไปเรื่อยๆ


มันก็จริงอยู่หรอกว่าเชอร์เบเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับงาน...มันไม่แปลกเลยที่เธอจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดของเธอเพื่ออุทิศตนให้กับงานพวกนั้น...แต่ถ้าเป็นแบบนั้นฉันก็จะไม่มีโอกาสจะเจอเธอที่มักจะมายุ่มย่ามแบบทุกทีๆ

 

ฉันเดาว่าในวันรุ่งเช้าของการเปิดภาคเรียน...ฉันจะไม่สามารถวิ่งเข้าไปกอดคอหรือทักทายฟิเลน่าได้แบบทุกทีหรอกนะ...ฉันไม่สามารถโบกมือและเข้าไปก่อกวนเธอแบบเมื่อก่อนเปิดภาคเรียนแรกๆได้...ฉันไม่ได้ไปแกล้งเธอหรือแย่งทานข้าวเที่ยงแบบทุกที ฉันอาจจะมุ่งหน้าไปตามทางเดินเปลี่ยวเพื่อทำงาน เพราะแบบนั้นฉันก็เลยมาบอกเธอในตอนนี้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสน่ะ ถึงฉันจะดูเหมือนไม่ใช่คนที่จริงจังกับเรื่องความรู้สึกแบบนี้เท่าไหร่...แต่ฉันก็พอที่จะรู้มันได้อยู่นิดหน่อย..อาจจะเพราะฉันก็เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนล่ะมั้ง?”

 

เชอร์เบเริ่มสาธยายเรื่องต่างๆนาออกมา มันทำให้ฉันที่กำลังฟังอยู่ก็เริ่มรู้สึกคิดถึงวันเวลาพวกนั้นขึ้นมาทีละนิด ถึงบางครั้งบางคราวเจ้าตัวจะทำให้ฉันเดือดร้อนอยู่บ้าง ถึงจะมีเรื่องที่ผิดใจกันบ้างบางครั้ง แต่พอเริ่มถึงเวลาที่เราต่างฝ่ายต่างเริ่มออกห่าง...ก็เริ่มรู้สึกว่าเวลาพวกนั้นมันมีค่ามากกว่าที่คิดเสียอีก

 

ความเงียบงันเกิดขึ้นเมื่อเอ่ยคำใดๆไม่ได้...เชอร์เบมองฉันด้วยดวงตาสีแดงสดกลมโตราวกับไม่ได้คาดหวังอะไรจากฉันหรือคำพูดพวกนั้น ฉันที่ก้มหน้าแล้วหุบตาลงอย่างใจเย็นก่อนที่จะเริ่มปริปากพูดออกมาด้วยความรู้ที่คุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก


แต่ว่า...เรื่องแบบนี้น่ะ...

 

(มันไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนมาพูดแบบนี้กับฉัน...)


"...เมื่อตอนนั้น...ฉันดีใจมากเลยนะที่มีเชอร์เบเป็นเพื่อนคนแรกของฉันที่เข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้น่ะ" ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆพร้อมกับกุมมือเอาไว้เพื่อควบคุมสติ 


"ฉันดีใจที่มีเธอเป็นเพื่อนของฉัน..และฉันรู้แน่นอนว่ามิตรภาพของพวกเราน่ะจะไม่มีวันหายไปแน่นอน ไม่มีวัน..."


"อื้ม ฉันก็จะไม่ลืมฟิเลน่าเลย..." เชอร์เบเข้ามากุมมือของฉันไว้พร้อมกับระบายยิ้ม พอเห็นเจ้าตัวทำท่าทางดูปรกติเหมือนอย่างที่เคยก็แอบหลุดยิ้มแห้งๆอย่างเบื่อหน่ายออกมาไม่ได้ ราวกับว่าภาพพวกนี้มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย


 เฮ้อ..เชอร์เบฉันถอนหายใจออกมาหลังจากที่สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไป พร้อมๆกันกับท้ายเสียงลากยาวของการถอนหายใจก็เรียกชื่อของเชอร์เบขึ้นมา

 

“?...” เธอมองหน้าฉันแทนการตอบ ฉันกอดอกตัวเองพร้อมกับไหล่พิงโซฟาที่สูงพอๆกับเอว

 

ถึงเรื่องนี้เธอจะต้องกำหนดเองเพราะเป็นชีวิตของเธอก็เถอะ...แต่ว่าฉันขอขอร้องอยู่ข้อหนึ่งได้มั้ย?”  ฉันมองเธอกลับไป พอเห็นเจ้าตัวพยักหน้ารับด้วยความงุนงงเล็กน้อย ฉันจึงพูดต่อทันที

 

เธอ อย่ายอมแพ้นะ...ตกลงมั้ย?” ฉันยิ้มให้กับเธอ ทันทีที่คำพูดได้ส่งผ่านไป เชอร์เบก็เบิกตากว้างก่อนที่จะฉีกยิ้มออกมาเหมือนๆกัน

 

อื้ม! เรื่องง่ายๆแค่นั้นฉันทำได้อยู่แล้วล่ะ!” เชอร์เบพูดพร้อมกับกุมมือของฉันแน่นยิ่งกว่าเดิม พอรับรู้ถึงฝ่ามือของเธอฉันก็มองมันด้วยความรู้สึกเอ็นดู

 

(อาจะฟังดูหว้าเหว่สำหรับฉัน...แต่ว่าถ้ามันเป็นทางที่เด็กคนนี้ทำแล้วมีความสุข เรื่องอะไรที่ฉันจะต้องรั้งเธอไว้กับตัวล่ะ)

 

งั้นเหรอ...ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆก็อย่าถักโถมเกินไปล่ะ! เป็นสาวเป็นนางควรดูแลเรื่องเวลาการนอนและอาหารการกินด้วยนะ!” ฉันตักเตือนเธอไปพร้อมกับยิ้มอย่างสบายใจออกมา ทันทีที่เจ้าตัวเห็นนิ้วเรียวยาวของฉันจิ้มที่ที่หน้าผากของตน ก็ช้อนตามองมันซักพักแล้วหลุดหัวเราะออกมา

 

อุ๊บ! ฮ่าๆๆๆ ฟิเลน่ายังขี้บ่นเหมือนเดิมเลยอ่ะ!เชอร์เบกุมท้องของตัวเองพร้อมกับหัวเราะติดตลก จู่ๆฉันที่มองภาพที่มองดูก็ค่อยๆหัวเราะออกมาเหมือนกัน

 

          ภายในห้องสี่เหลี่ยมของฉันมีเสียงครึกครื้นดังขึ้น ถึงจะเป็นเพียงเสียงหัวเราะที่แสนสั้น...แต่สำหรับฉันมันก็เหมือนกับความทรงจำล้ำค่าว่าในชีวิตครั้งที่สองของฉันมีเด็กแปลกๆคนนี้เป็นเพื่อนของฉันอยู่ 


"ฮะๆ ฟิเลน่า" ในจังหวะที่เสียงหัวเราะเริ่มค่อยๆจะเงียบลง เชอร์เบที่หยุดอาการหัวเราะของตัวเองได้เป็นคนแรกก็เรียกชื่อของฉันขึ้นมาในขณะที่ฉันกำลังนั่งลงไปกับโซฟาด้วยความปวดท้องจากอาการหัวเราะ


"อะ อื้ม? มีอะไรงั้นเหรอ?" ฉันค่อยๆปาดน้ำตาที่ไหลลงมาจากการหัวเราะ ฉันยืนขึ้นพร้อมกับหันไปทางเจ้าตัวที่มองมาทางนี้ด้วยความสงสัย 


          ก่อนที่จะรู้ตัว...จู่ๆร่างของเชอร์เบที่เตี้ยกว่าฉันเพียงไม่กี่เซ็นก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มือทั้งสองข้างของเธอจะโอบเอวของฉันไว้แล้วกอดไว้แน่น


"ยินดีที่ได้รู้จักนะ!" เชอร์เบพูดออกมาทันที ฉันที่ถูกโอบกอดเอาไว้จากเจ้าตัวพอพยายามจะมองหน้าก็ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเจ้าตัวในตอนนี้ได้ พอได้ยินแบบนั้นหางตาของฉันก็ผ่อนลงแล้วลูบหัวไปมาเหมือนกับเด็ก


"อ่า ยินดีที่ได้รู้จักนะ" ฉันตอบเธอกลับไป...แล้วหุบตาลงอย่างช้าๆพยายามที่จะสงบสติอารมณ์ พอเงยหน้ามองไปข้างหน้าก็เริ่มพบกับทิศทัศน์ที่เริ่มเปลี่ยนไปตามฤดูกาล 


(เวลานี่มันผ่านไปเร็วจริงๆ)


ถ้าเกิด...มันมีวันที่พวกเราจะไม่ได้เจอกันอีก...อย่าลืมฉันล่ะยัยเด็กบ้า...อย่าลืมความทรงจำดีๆที่พวกเราเคยทำไว้ด้วยกันล่ะ...

.

.

.

.

ตึก ตึก ตึก ตึก...


          ทางเดินของหอพักที่เงียบสนิท อาจจะเป็นเพราะนักเรียนส่วนใหญ่ได้กลับบ้านเกิดของตนไปจนเกือบหมดตั้งแต่รุ้งเช้า จึงไม่มีวี่แววที่จะมีนักเรียนคนไหนเดินออกจากห้องหรือสวนกันตรงทางเดินเลยแม้แต่น้อย ดิฉันที่กำลังเดินไปตามทางเดินเพื่อจะเรียกคุณหนูฟิเลน่าไปที่รถก็พลางมองบรรยากาศพวกนี้ไปด้วย


(ไม่มีขุนนางท่านอื่นอยู่ที่นี่เลยแม้แต่น้อย...สงสัยคงต้องเร่งฝีเท้าให้เร็วกว่านี้กระมั้ง)


          วันนี้คุณหนูดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้กลับไปเยี่ยมเยียนท่านดัชเชสและท่านดยุคเอิร์ล ตั้งแต่เช้าจะเห็นคุณหนูมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องต่างๆที่จะคุยกับพวกท่าน ดิฉันที่เห็นคุณหนูกำลังเปี่ยมสุข...ทางนี้เองก็มีความสุขเหมือนๆกับคุณหนู 


พวกเราต่างรักและเอ็นดูคุณหนู...รวมถึงดิฉันด้วย...คุณหนูนั้นเปรียบเสมือนแสงนำทางของดิฉัน


          ระหว่างที่กำลังคิดเรื่องเกี่ยวกับคุณหนู...รู้ตัวอีกทีก็เดินถัดไปอีกสามห้องก็จะถึงห้องของคุณหนู เพราะห้องของคุณหนูติดริมสุดของหอพัก...เพราะฉะนั้นอาจจะเดินมาไกลเสียหน่อย ทันทีที่เห็นภาพประตูห้องของคุณหนู จึงรีบเร่งฝีเท้าลงอย่างช้าๆพร้อมกับมือที่ยื่นออกไปข้างหน้าเพื่อที่หวังจะเปิดประตู 


          ทันทีที่เปิดได้เพียงแค่นิดเดียว ก็ได้ยินเสียงของคุณหนูที่กำลังหัวเราะอย่างสนุกสนานแบบทุกทีดังขึ้นมา รู้ตัวอีกทีดิฉันก็ไปแต่แอบส่องผ่านทางช่องแคบของประตูจนไม่กล้าเปิดเข้าไปเสียนี่


          สังเกตดีๆจะเห็นคุณหนูกำลังอยู่กับใครคนหนึ่ง...ไม่ใช่เหล่าเจ้าชายหรือแม้กระทั้งนายน้อยกาเร็ธและนายน้อยไคลด์...แล้วก็ไม่ใช่เพื่อนชายอีกคนของคุณหนู...แต่เป็นหญิงสาวผมสีดำทะมึนและดวงตาสีฟ้าเข้มที่กำลังหัวเราะไปพร้อมๆกับคุณหนู 


"คนๆนั้นคือคนที่คุณหนูพูดถึงสินะ..." ดิฉันว่าพลางพร้อมกับเอามือป้องปากเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังนัก...สายตาของดิฉันมองพวกเขาที่กำลังคุยเรื่องบางอย่างที่ดสนุกสนาน ก่อนที่เสียงหัวเราะจะเงียบลงแล้วเพื่อนสาวของคุณหนูจะเข้าโอบกอดคุณหนูทันที


(คงจะเป็นการกอดอำลากระมั้ง...คุณหนูเองก็ดูเหมือนจะเศร้าเสียใจเป็นอันมากด้วย)


          พอเห็นบรรยากาศเริ่มเข้าที่เข้าทาง ดิฉันก็ไม่กล้าที่จะไปขัดขวางความสุขเล็กๆของคุณหนู ทำได้เพียงแต่รอเวลาให้ผ่านไปจนกว่าคุณหนูจะรู้ตัวเท่านั้น...


"....!?" สายตาที่กำลังจับจ้องพวกเขาทั้งสองคนในห้อง...ดิฉันก็เห็นภาพบางอย่างที่ไม่ควรเห็นเข้า....


          ทันทีที่คุณหนูกำลังเผลอ...รอยยิ้มที่ดูละไมและไร้เดียงสาของหญิงสาวผมสีดำทะมึนกลับถูกชะล้างออกเป็นใบหน้าที่ราวกับสายตาที่ไม่เหมือนกับของมนุษย์ ประกายตาย้อมดวงตาของนางให้เป็นสีแดงสดราวกับโลหิต รอยยิ้มเล็กๆของเธอแสยะยิ้มออกมาอย่างสะใจเหมือนทุกอย่างเป็นไปตามแผน


พอเห็นดวงตาคู่นั้นเข้า เข่าก็แทบทรุดทันที....


"ดวงตา...สีแดง..." ปากที่สั่นเทาเอ่ยคำไม่สบายใจออกมา เพราะแบบนั้นมันทำให้ดิฉันไปไม่ถูก...รู้ตัวอีกทีเหมือนกับว่าบรรยากาศรอบๆตัวกำลังกดดิฉันให้ล้มลงไป 


          สัญชาตญาณของดิฉันมันไม่มีผิดพลาด....ความทรงจำที่ประดังประเดเข้ามามีมากจนเกินไปจนทำให้สมองร้อนรน..จัดระเบียบข้อมูลไม่หวาดไม่ไหว ถึงจะไม่มีเรื่องนั้น วันนี้ก็สับสนเพราะรูสึกราวกับได้ไปเหยียบเส้นด้ายแห่งความตายอีกครั้ง สิ่งที่คนรุ่นหลังได้กล่าวเตือนให้คนในภายภาคหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงกับเจ้าสิ่งนี้...


—สายตาสีแดงจ้องเขม็งมาทางนี้ราวกับรู้ตัว 


     พอโดนตอกกลับมาด้วยสายตาอำมหิต ร่างก็สั่นสะท้านไปด้วยความกลัว...ลมเย็นที่พัดขึ้นมาโดยไม่รู้ที่มาที่ไปกำลังขู่...ภาพตรงหน้าแสยะยิ้ม...ก่อนที่ริมฝีปากบางนั่นจะขยับราวกับพยายามจะบอกใบ้บางอย่าง


ปึง!!!


ร่างกายมันขยับไปเอง....


"เหวอ?!! อะไรน่ะ??" ทันทีที่ดิฉันเห็นรอยยิ้มนั่น ร่างกายมักจะไปก่อนความคิด...รู้สึกตัวอีกทีดิฉันก็เปิดประตูเข้าไปซะจนเสียงดัง คุณหนูที่หันหลังให้เมื่อกี้ก็หันมาด้วยความเร็วพร้อมกับคำถามที่ดังขึ้นมา


"....ใครน่ะฟิเลน่า? ชุดแบบนั้น...นั่นคือเมดของฟิเลน่าเหรอ~ น่ารักจัง~" ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นมองมาทางฉันด้วยสายตาเมื่อครู่...น้ำเสียงและท่าทีของเธอก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน เธอประกบมือทั้งสองข้างของตนแล้วเอาไปแนบกับแก้มพวงสีซากุระของเธอ...ท่าทางของเธอนั้นกลบทับภาพเมื่อกี้ไว้จนสิ้น ถึงขนาดว่ามีใครบอกเรื่องเมื่อกี้แล้วก็ไม่มีทางมีคนที่จะเชื่อแน่ๆ


"ซินเซีย?...! อย่าบอกนะว่ารถมาแล้วน่ะ!" ทันทีที่ดิฉันมัวแต่ให้ความสนใจกับผู้หญิงคนนั้น คุณหนูฟิเลน่าก็ตะโกนออกมาอย่างตกใจจนทำให้ฉันมองมาทางคุณหนู


"เอ๊ะ? ค-ค่ะ..รถม้ามาแล้วดิฉันเลยมาเรียกคุณหนูไปที่รถน่ะค่ะ.." ดิฉันพยายามที่จะซ่อนความรู้สึกเมื่อกี้ไว้เพื่อไม่ให้คุณหนูรู้...ทันทีที่คุณหนูได้ยินก็หน้าถอดสีทันทีราวกับเกิดเหตุอันใดร้ายแรง


"แย่ล่ะ!!! ช เชอร์เบ! ซักวันหวังว่าพวกเราจะเจอกันใหม่นะ!" คุณหนูหันไปพูดกับผู้หญิงคนนั้นด้วยท่าทีร้อนรน หญิงสาวที่มีนามว่าเชอร์เบที่คุณหนูเอ่ยมาเมื่อกี้ก็ยิ้มแย้มให้อน่างเต็มเปี่ยม


"อื้อ! ซักวันนะ!" เธอยิ้ม พร้อมกับจับไหล่ของคุณหนูทั้งสองข้าง...


          พอคุณหนูรู้ได้ดังนั้น เจ้าตัวก็ยิ้มให้แล้วรีบถือกระเป๋าสัมภาระของตัวเองแล้วเร่งฝีเท้าเพื่อจะออกจากห้อง ดิฉันหลบทางให้คุณหนูพร้อมกับบอกไปว่าจะตามลงไปทีหลัง...ทันทีที่คุณหนูได้ยินแบบนั้นก็จับมือของดิฉันไว้แล้วยิ้มให้ พร้อมกับพูดว่า 'รีบลงมานะ' แล้วเดินผ่านดิฉันไปด้วยท่าทีร่าเริงผสมผสานกับความร้อนรนไปด้วยตามจังหวะฝีเท้า


          พอดิฉันมองตามแผ่นหลังของคุณหนูจนลิฟต์ส่งตัวคุณหนูไปถึงชั้นล่างอย่างปลอดภัย...พอเห็นแบบนั้นทำให้ดิฉันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก...


"ไม่คิดว่าวิเศษบ้างหรือ?" ทันทีที่ความโล่งอกเข้ามาเยือนก็ถูกน้ำเสียงที่ดูสนุกสนานแต่ปนเปไปด้วยน้ำเสียงแฝงกลบทับทันที ดิฉันหันไปตามต้นตอของเสียง ก็พบกับคุณเชอร์เบยืนมองมาทางนี้พร้อมกับเอามือไขว้ไปด้านหลัง


"....."


"อ๊า ขอโทษทีน้า ชื่อซินเซียสินะ~ ยินดีที่ได้รู้จักนะ" เธอเอ่ย ฉันที่ระแวงกับท่าทีของคนๆนี้อย่างไม่วางตาเหงื่อก็เริ่มผุดออกมาบนใบหน้า จนเจ้าตัวที่เริ่มจะรู้สึกถึงการป้องกันตัวของดิฉันก็ยิ้มออกมาราวกับแหย่เล่น


"คุณ...ไม่ใช่ 'มนุษย์' สินะคะ" ดิฉันเริ่มเปิดประเด็นพูดขึ้นมา ทันทีที่เธอได้ยิน...นางก็หุบตาลงพร้อมกับดวงตาที่สะท้อนภาพของฉันที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ


"...เธอเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรอ? ถึงจะเบาบางก็เถอะ" ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นพูดมาก็เหมือนกับกำลังดิ่งลงสู่ก้นทะเลไร้จุดสิ้นสุด...ดิฉันรีบจ้องเธอกลับไปเพื่อคาดเค้นคำตอบ 


เธอรู้...ตัวตนที่แท้จริงของดิฉัน


          เธอคนนั้นมองหน้าดิฉันเขม็ง...ตาสีแดงสดหรี่ตาลงเล็กน้อย ความเงียบเข้าครอบคลุมระหว่างพวกเราทั้งสองคนอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของดิฉันหวั่นไหว เพียงแค่จ้องมองหญิงสาวผมสีดำทะมึนนี้เพียงเท่านั้น และ...


"ฮุๆ" หญิงสาวเอามือทาบกับรีมฝีปาก ย้อมพวงแก้มสีขาวเมื่อกี้เป็นสีซากุระ หัวเราะจนผมสีดำทะมึนสั่นไหว


          เสียงหัวเราะนั้นไม่ได้แสดงอาการยอมแพ้ ไม่ใช่เสียงเปราะบาง ไม่ใช่เสียงหัวเราะอย่างน่าสงสารบอกการเตรียมตัวเตรียมใจ เธอเพียงหัวเราะอย่างสนุกสนานเท่านั้น เป็นรอยยิ้มที่ดูน่าหวาดกลัวเหมือนเมื่อกี้




"ฮ้า— มีแต่เรื่องสนุกๆไปหมด" เธอเอียงคอเล็กน้อยก่อนที่สีผมสีดำของเธอจะบดบังแสงที่ลอดผ่านบ้านหน้าต่างมา พอรับรู้ได้ถึงเเรงกดดันทางน้ำเสียงและดวงตาก็ทำให้ดิฉันสะอึกไป ดิฉันกุมมือทั้งสองข้างไว้แน่นเพื่อยับยั้งร่างที่สั่นเทา ก่อนที่จะเม้มปากของตนเองไว้


        ความคิดชั่ววูบที่ผุดขึ้นมาเมื่อกี้มีเพียงแค่เรื่องของความปลอดภัยของคุณหนูเท่านั้น ภาพของคุณหนูที่หันมาระบายยิ้มให้กำลังมอดดับลงไปเหมือนเป็นลางอะไรบางอย่าง


"...คิดจะทำอะไรกับคุณหนูกันคะ!?" ดิฉันตะคอกเสียงใส่พร้อมกับกำหมัดทั้งสองแน่น เพียงชั่วพริบตาที่มองต่ำลงพื้น ร่างของเธอที่ยืนห่างจากดิฉันก็เข้ามาใกล้ในระยะประชิดจนทำให้ถึงกับผงะ


"แหม~ ลองถามใจตัวเองซะสิ...เป็นเมดของเด็กคนนั้นทั้งทีก็ไม่ได้โง่ดักดานจนเกินไปใช่มั้ย" ทันทีที่ฝ่ามือของเธอตบลงมาที่ไหล่...ทำให้ใจหายไปวูบหนึ่งแล้วค่อยหันไปตามคำพูดจาที่ดูโหดร้าย 


          ทันทีที่หันไปมองร่างที่ว่องไวเหมือนลมกรด...ปลายนิ้วเรียวที่มีเล็บแหลมคมของหญิงสาวก็จ่อมาทางคอด้วยความเร็วแสง หยาดเหงื่อเริ่มไหลลงคอทันที ดิฉันที่พยายามอยู่นิ่งเพื่อไม่ให้โดนของมีคมนั้นก็พยายามใช้สายตามองลงมาดูใบหน้าของอีกฝ่าย


"ไว้ใจได้...ฉันไม่ทำอะไรเด็กคนนั้นหรอก...เว้นแต่เด็กคนนั้นจะมาสะเออะแผนการของเราน่ะนะ" 


"อึก! คุณฆ่าฉันไม่ได้หรอกค่ะ!!" ดิฉันจับข้อมือของเธอเพื่อที่จะดึงออก แต่กลับกลายเป็นความแข็งแรงที่เป็นความสามารถที่ฉันมั่นใจที่สุดกลับไม่สามารถดึงมือของเธอออกจากจุดตายได้ 


"...ถึงจะเป็นพวกเดียวกันก็ใช่ว่าจะฆ่าไม่ลงเสียหน่อย...เพื่อความปราถนาของตัวเองไม่ว่าอะไรก็ยอมแลกมานี่...เนอะ?" เธอเอ่ย...พร้อมกับไล่ระดับนิ้วเรียวของเธอลงมาตรงที่กลางอก


ดิฉันจ้องเขม็งดวงตาสีแดงสด...ก่อนที่จะสังเกตเห็นดวงตาที่ส่องแสงเรืองรองออกมาจากตาทั้งสองข้างของเธอ 


ดิฉันจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่เหมือนกับพันธนาการไว้...แข้งขาของฉันเริ่มที่จะอ่อนแรงลงเรื่อยๆ


"....หืม?.เธอเคยใช้กลิ่นอายแห่งกอร์กอนไปแล้วครั้งหนึ่งนี่นา~ เป็นไงบ้าง? เหมือนโดนแย่งชิงสิ่งสำคัญไปเลยใช่ไหมล่ะ!?"  


"!!!" ทันทีที่เธอส่งเสียงออกมา พอถูกคำพูดที่ไม่อยากได้ยินก็เหมือนกับดึงสติสัมปชัญญะกลับมา พอเห็นแบบนั้นมือก็ปัดมือของเธอออกโดยไม่คิดชีวิต การหายใจเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆด้วยความเกรงกลัว  


"คุณ!...ทำอะไรไปน่ะ?!"


"แหมๆ แค่ 'มอง' เล็กๆน้อยๆเอง ก็นะ~พึ่งเคยเห็นครั้งแรกสินะ"


          เธอผายมือออกเล็กน้อยด้วยท่าทีไม่พอใจ....ร่างของเธอเริ่มเดินออกห่างจากฉันเรื่อยๆไปตามทางเดิน ด้วยความรู้สึกละอายผสมผสานไปด้วยความความระแวงต่างๆ ภาพของคุณหนูที่จูงมือของดิฉันออกจากเงามืด...คนที่มอบชีวิตให้กับฉัน...คนที่ฉันสัญญาด้วยศักดิ์ศรีว่าจะปกป้องตลอดไป!


ไม่อยาก...เสียมันไป...


ไม่อยาก...--ลืม... 


"ดิฉัน...ดิฉันจะไม่ยอมให้พวกคุณแตะต้องคุณหนูเด็ดขาด...!"  ดิฉันจับปลายกระโปรงแน่น ปากที่สั่นเทาก็กลับมาพูดตามปรกติได้ด้วยแรงฮึด ทันทีที่หญิงสาวได้ยินก็แสยะยิ้มออกมาราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว


"เห~ ด้วยพลังแค่นั้นน่ะเหรอ?" เธอเยาะเย้ยออกมา ก่อนที่จะออกเดินไปข้างหน้า 


ดิฉันยังจำได้...เสียงหัวเราะและดวงตาเมื่อกี้มันกำลังฉายซ้ำวนเวียนภายในหัว...


คุณหนู...ดิฉันขอสัญญา


ดิฉันจะปกป้องคุณหนูจากอันตรายเป็นแน่...ถึงแม้มันจะแลกด้วยชีวิตอันแสนเปราะบางของดิฉันเข้าแลกก็ตาม....


ดิฉันจะไม่ยอมให้รอยยิ้มของคุณหนูหายไปเด็ดขาด...!!


=============================================================================================


'ฉันไม่สนว่าพวกเธอจะคิดยังไงกับฉันหรอกนะ~ เพราะฉันไม่ได้คิดอะไร เกี่ยวกับเธอเลยซักนิด'


แฮร่!!!!! สวัสดีค่ะผู้อ่านทุกๆคนนนนนนน 

เป็นตอนที่ให้เชอร์เบแผลงฤทธิ์ออกมาเยอะมากกกก เพราะหลังจากตอนนี้เป็นต้นไปก็จะไม่เจอนางอีกยาวๆๆๆๆๆ เพราะหลังจากนี้จะไปโฟกัสส่วนอื่นแทน 


ซินเซียคืออะไรกันคะ? ก็เมดที่มีแรงถึกไง! จะเป็นตัวอะไรได้อีกล่ะ!


ใครที่ชอบเดาในใจหรืออยู่แล้วว่าเชอร์เบนางเป็นตัวอะไร....บางทีสิ่งที่พวกคุณคิดก็อาจจะโดนหักมุมในซักวันนะคะ! ถถถถถ


หลังจากนี้จะเป็นยังไงติดตามต่อไปด้วยน้าาาาา ดาเบ๊ะ!!!---- 







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 79 ครั้ง

331 ความคิดเห็น

  1. #146 tanosukumarry10 (@tanosukumarry10) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2561 / 19:49
    รอออออ
    #146
    0
  2. #145 Destroya (@Destroya) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 22:35

    เชอร์เบเป้นลาสบอสในเกมป่าวเนี่ยแต่ความเร็วแสงนี่เร็วมากเลยนะคงจะเก่งมากแบบไม่ถึง 0.00001 วิก็ตายห่านได้แล้ว

    #145
    0
  3. #144 Rabbitdiary (@Rabbitdiary) (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 21:40
    เม้นแรกกกก//ถรุยยยย//สนุกค่ะอัพต่อปายยนะคะ
    #144
    0