ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 10 : พ่อจ๋าอย่าเป็นอะไรนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ก.พ. 58

                ช่วงนี้พ่อไม่ค่อยสบายตัว เจ็บอ่อดๆแอ่ดๆ ไอค่อกแค่กมาร่วมเดือนได้ ที่จริงก็เห็นไอมานานหลายปีแล้วแหละ แต่ไอแบบธรรมดาทั่วไป ไม่ได้ไอถี่ขนาดนี้ เนื้อตัวก็ดูซูบๆไปเยอะเลย ฉันเองก็คอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ค่อยได้พูดคุยสนิทสนมอย่างพ่อลูกคนอื่นเขาหรอก คงเพราะนิสัยดื้อรั้นของเราทั้งคู่ อะไรที่เหมือนกันมากไปมันก็ไม่ดี ฉันจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่พูดคุยหยอกล้ออย่างสนุกฉันท์พ่อลูกมันผ่านมานานแค่ไหนแล้ว

                ทุกวันนี้อยู่ร่วมบ้านกันก็แค่ให้รู้ว่ามีกันครบพ่อแม่ ลูก  ฉันออกจะสนิทและคุยทุกเรื่องกับแม่มากกว่า แต่ลึกๆแล้วฉันก็นึกหาเหตุผลอยู่ร่ำไปว่า ทำไม... ฉันถึงทำตัวห่างเหินกับพ่อได้ขนาดนี้

                เช้าวันหนึ่งฉันเดินเข้าไปในห้องนอน พบแม่นั่งน้ำตานองหน้าอยู่คนเดียว ถึงเวลาที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน แต่ก็ดีอย่างที่พ่อไม่เคยพูดจาหยาบคายและลงไม้ลงมือกับแม่ซักครั้ง แม้จะรู้ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแต่ยังไงฉันก็ไม่กล้าเอ่ยถามแม่ว่ามันเป็นเพราะเรื่องอะไร ฉันอาจจะกลัวคำตอบก็ได้ จึงได้แต่นั่งข้างๆแม่แล้วทำตาละห้อย

                ใครขว้างมาพ่อถามอย่าดุดัน น้องก็วิ่งไปหลบอยู่หลังพ่อ แถมยังยื่นหน้ามาทำหน้าทะเล้นยั่วโมโหฉันอีก

                ฉันไม่ตอบ แต่ยอมรับผิดที่ขว้างหนังสือเล่มหนึ่งใส่น้อง แล้วดันเฉียวไหล่พ่อที่นั่งอ่านอะไรอย่างเคร่งเครียดอยู่โดยการก้าวไปเผชิญหน้าสบตาอย่างแน่นิ่ง แม้ในใจจะแอบหวั่นอยู่บ้างก็ตาม

ไปหยิบหวายมาตอนนั่นแทนที่ฉันจะกลัวแล้วหาไม้เรียวเล็กๆซักอันมาให้พ่อ เพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก แต่ฉันก็กลับทำตรงข้ามไปซะทุกอย่าง  อารมณ์ตอนนั้นไม่มีความหวาดกลัวอยู่เลย มีแต่ความคับข้องใจพาลให้โมโห ฉันจึงเดินไปหยิบไม้ง่ามของลูกเสือขนาดเหมาะมือมายื่นให้พ่ออย่างท้าทาย อย่าเรียกว่าหวายเลย เรียกไม้ตีควายยังจะเหมาะกว่า ฉันไม่คิดว่าพ่อจะกล้าเอาไม้นั่นตีฉันหรอก แต่ถ้าเกิดโดนพ่อตีขึ้นมาจริงๆ ฉันก็จะยืนให้ตีอย่างแหละจนกว่าจะสาแก่ใจกันไปข้างหนึ่ง

เฟี้ยบ!

ป๊อก!!

เสียงหวดไม้แหวกกระแสลมดังขึ้น แล้วตามมาด้วยเสียงท่อนไม้หักหลังจากกระแทกเข้ากับน่องขาหลังของฉันอย่างแรง คงเป็นเพราะความยาวและความเปราะของไม้ด้วยแหละ  ถึงมันจะเจ็บปวดขนาดไหนแต่ฉันก็ข่มอาการไว้ไม่อยากแสดงความอ่อนแอนั่นออกมา

เฟี้ยบเฟี้ยบ! !

ป๊อก!! !

ฮื่ออออ ฮื่อออ พ่อใจร้าย’  เสียงน้องสาวฉันร้องออกมาอย่างทนดูไม่ไหวเหมือนเจ็บปวดแทนฉัน คงคิดไม่ถึงว่าเมื่อตะกี๊ยังล้อกันเล่นสนุกๆ ทำไมพี่จะต้องโดนพ่อตีหนักขนาดนี้  ชีวิตตั้งแต่จำความได้นี่เป็นครั้งที่สองที่โดนพ่อตี แต่การตีแต่ละครั้งมันก็ฝังใจไม่เคยลืม  โดนตีคราวนี้น่องขาวๆ ขึ้นรอยฟกช้ำดำเขียวเกือบเป็นเดือน บางทีก็ไม่อยากจะจำ แต่พอใครเห็นรอยช้ำนั่นแล้วเอ่ยถาม ความเจ็บมันก็แล่นเข้าสู่กลางใจฉันอีกครั้ง ซ้ำเล่าซ้ำเล่า  มันคงเป็นเรื่องบาดหมางในใจของทั้งสองฝ่ายทำให้พ่อก็ไม่ค่อยกล้าคุยกับฉันซักเท่าไหร่ เพราะท่าทางเฉยเมยของฉันนั่นแหละ

 

“ทำไมไม่นอนอีกล่ะ?” มลธิยากรเอ่ยถามเมื่อพลิกตัวมาแล้วเห็นพี่สาวนอนลืมตาโพลงอยู่

“คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”  เธอพูดไปตามจริง “แล้วเอ็งตื่นมาทำไม?

น้องสาวทำหน้าหงุดหงิดที่ถูกปลุกให้ตื่น “ก็พ่อไออยู่ได้ แม่ก็คงนอนไม่หลับเหมือนกัน”

มลธิยากรพลิกตัวไปมาอีกสองสามรอบก็นิ่งไป ปล่อยให้พี่สาวนอนก่ายหน้าผากคิดฟุ้งเรื่องเก่าๆ ให้เจ็บใจเล่นจนเผลอหลับไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

เวลา 6.00 .

                เสียงโมบายเปลือกหอยที่แขวนอยู่หน้าประตูนอกห้องดัง กรุ๊งกริ๊ง ก๊องแก๊ง ยามเมื่อสายลมพัดมาปะทะเป็นระยะๆ  แสงแดดอ่อนยามรุ่งอรุณเริ่มฉายแววออกมา ลอดผ่านกระจกบานเกล็ดทะลุผ่านม่านบางสีฟ้าอ่อน แดดร้อนแรงพอจะปลุกให้คนขี้เซาตื่นขึ้นมาได้ด้วยอาการงัวเงีย ยกมือข้างหนึ่งขยี้ตา แล้วบิดตัวไล่ความขี้เกียจ พอม่านตาปรับรับแสงได้ก็มองเห็นคนข้างๆยังนอนหลับปุ๋ยอยู่ ก็ยังไม่อยากปลุกเพราะวันหยุดทั้งที น่าจะได้นอนตื่นสายบ้าง

                เอ๋...? ทำไมวันนี้แม่ไม่เรียกให้ตื่นมาช่วยเตรียมของน๊า เธอค่อยๆลุกออกจากที่นอนแล้วเปิดประตูออกไปดูความเงียบผิดปกติของคนบ้านนี้  หายไปไหนกันหมดเนี้ย... มัทราลิกาเดินดุ่ยๆเข้าไปในครัว เพราะรู้สึกหิวน้ำ

แม่พาพ่อไปโรงบาลนะ
หิวก็ทำกินกันเองล่ะ
จะซื้อของด้วย น่าจะกลับเย็นๆ

มัทราลิกาจ้องอ่านโน้ตที่แม่เขียนแปะไว้บนฝาชี แล้วกระดกแก้วเทน้ำอึกสุดท้ายเข้าปาก กลืนเสียงดังเอือก ถึงขั้นต้องไปโรงบาลเลยหรอ.. เธอแอบเป็นห่วง

 

“ผลงานเพลงที่จบไปเมื่อสักครู่ ฟังแล้วก็รู้สึกอินเข้าไปกับเพลงเหมือนกันนะคะ เห็นเขาว่ากันว่าเพลงนี้แต่งขึ้นจากชีวิตจริงด้วย น่าอิจฉาผู้หญิงที่โชคดีคนนั้นจัง ขนาดเราฟังแล้วยังแอบเขินตามไปด้วยเลย คิคิ อ้ะ พักฟังสิ่งที่น่าสนใจซักครู่แล้วกลับมาพบกันใหม่ค่า...” เสียงเจื้อยแจ้วแว่วหวานของดีเจสาวดังออกจากวิทยุกระจายเสียงตัวเก่าของแม่

ฉันก็นั่งซักผ้าอยู่ในห้องน้ำส่วนมลทำกับข้าวอยู่ในครัว หื่มมมม หือ หื๊อออ  ฉันก็ฮึมฮัมทำเพลงอย่างสบายใจตามปกติ  วืด วืด วืดดดด มีเสียงหมุนปั่นจากเครื่องซักผ้าหน้าห้องน้ำดังมาเคล้าคลอเป็นจังหวะบวกกับเสียงคลื่น ซู่ ซู่ ซู่.. วันหยุดมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง มองอะไรก็ดูเข้าตา ฟังอะไรก็ดูเสนาะหูไปหมด

ฮาจจจจ เช้ยยยยย!!!!  กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูก ท่าทางมื้อนี้คงจะอร่อยน่าดู  พอระบบรับกลิ่นทำงาน ระบบย่อยมันก็ตื่นตัวทันที ครืด โครกคราก  หิว หิว หิวววว สายโด่งเจียนจะเพลอยู่แล้วข้าวยังไม่ตกถึงท้องเลย

 

สำรับกับข้าวถูกยกไปตั้งอยู่หลังบ้าน มุมนี้เปิดโล่งลมโกรกเข้ามาเต็มที่ “พี่มัท มากินข้าวก่อน” มลธิยากรร้องเรียกขณะที่ตักข้าวใส่จาน แค่อึดใจเดียวพี่สาวก็ทะลึ่งพรวดเข้ามาด้วยความโหยหิว ในตาแวววาวจับจ้องที่กับข้าวแต่ละอย่าง  ผัดกะเพราหมึกก็ดูสีสันน่ากิน ไข่เจียวก็ดูฟูนุ่ม แล้วก็..ต้มส้มปลากระบอกกลิ่นหอมฉุย

มลธิยากรเองก็ชื่นชอบและมีฝีมือในการทำอาหารทั้งคาวหวานไม่แพ้แม่เลย บางครั้งเธอก็มักจะคิดประดิษฐ์เมนูแปลกๆออกมาให้ได้ลิ้มลอง บางทีก็ได้ท้องเสียกันยกบ้าน แต่ก็ไม่มีใครเคยเข็ด

“โอ้โห สมแล้วที่รอคอย” มัทราลิกาเอ่ยชมและไม่รอช้า ช้อนของเธอจ้วงเข้าไปที่ผัดกะเพราเคี้ยวงั่มๆๆ ซัดตามมาติดๆด้วยไข่เจียวหอมนุ่มละมุนลิ้นเคี้ยวแก้มตุ่ย ตบท้ายด้วยน้ำต้มส้มปลากระบอกซดเข้าปากเสียงดัง โซกกก

มลธิยากรนั่งมองตาปริบๆ ว่าพี่สาวตัวเองไปตายอดตายอยากมาจากไหน กินอย่างกับคนอดข้าวมาสามปี พอความหิวเริ่มบรรเทาสติก็เริ่มกลับมามัทราลิกาเงยหน้าที่มุดอยู่กับจานขึ้นมองน้องสาวที่ตั้งท่าสงสัยอยู่แล้วยิ้มให้แห้งๆ

“โห่ ซัดซะเกือบเกลี้ยง ซานมาจากไหนเนี้ย ฮ่าๆ” เธอมองกับข้าวแต่ละอย่างที่พร่องแหว่งไปอย่างรวดเร็ว

“โห่ ก็เมื่อคืนกว่าจะหลับได้ก็ดึกโข ทนหิวตั้งนานแล้วตื่นมาแต่เช้าโน้น ทำงาน คิดดูว่าจะหิวขนาดไหน” ว่าแล้วมัทราลิกาก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวต่อ

“ไม่รู้พ่อจะเป็นยังไงบ้างเนาะ” มลธิยากรเอ่ยขึ้นมาเรียบๆ ในขณะที่เคี้ยวข้าวคำหลวมๆ คนฟังก็ชะงักไปเล็กน้อยแล้วฉุกคิดตามไป “พ่อไม่เป็นอะไรหรอก” แล้วก็ลุกพรวดเดินถือจานข้าวไปอย่างดื้อๆ

“โว้... นึกจะอิ่มก็อิ่มง่ายๆซะงั้น” น้องสาวบ่นอุบอิบไล่หลัง

 

มัทราลิการีบทำงานบ้านในส่วนที่ต้องรับผิดชอบของตัวเองให้เรียบร้อย หยิบการบ้านวิชาง่ายๆมาทำสักพัก ก่อนจะคว้ามอเตอร์ไซค์ซิ่งออกไปที่ไหนซักแห่ง สายลมที่พัดขึ้นมาจากทะเลปะทะเข้าแรงๆที่หน้าแล้วทั่วทั้งตัวทำให้เธอรู้สึกอารมณ์ดีขึ้น เวลามีเรื่องไม่สบายใจเธอมักจะออกมาที่ที่มีลมพัดแรงๆ เพราะเหมือนว่าลมแรงๆจะช่วยพัดเอาความขุ่นมัวที่ทำให้ไม่สบายใจปลิวหลุดลอยไปกับสายลมด้วย

มัทราลิกาค่อยๆกางแขนออกจนอ้าสุดแรง แล้วพ่นลมหายใจออกอย่างผ่อนคลาย---เธอยืนอยู่ที่ปลายสะพานที่ทอดตัวยาวไปในทะเลรวมกิโลเมตรเป็นท่าเทียบเรือข้ามไปเกาะ ถ้ามาช่วงตอนกลางวันปลายสะพานจะแน่นขนัดไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ แต่ตอนเย็นๆแดดร่มลมตกแบบนี้จะมีเพียงคนตกปลาอยู่ไม่กี่คน

ที่นี่ถ้ามาช่วงจังหวะดีๆก็จะมีโอกาสได้เห็นเหล่าปลาโลมาน้อยใหญ่ แวะเวียนมาแหวกว่ายอย่างสนุกสนาน กระโดดพ่นน้ำกระจายออกเป็นละอองสีสวยยามต้องกระประกายแดด มองดูแล้วก็มีความสุขตามพวกมันไปด้วย มัทราลิกาหลับตาพริ้มปล่อยให้ความขุ่นมัวต่างๆลอยล่องปลิดปลิวไปกับกระแสลม

“มาคนเดียวหรอ?” เสียงนี้ทำเอาเธอคิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่ลืมตา

“ก็แหกตาดูสิ”

“เดี๋ยวนี้ ปากคอเราะร้ายนะเรา หึหึ” เขาผลักเธออย่างแรงจนหน้าทิ้มลงไปในทะเล แต่......ก็จับแขนขาหนึ่งกระชากไว้ ท่าของเธอตอนนี้ก็คือก่ำกึ่งเหมือนจะตกแหล่ไม่ตกแหล่ มัทราลิการีบเอามืออีกข้างคว้าเข้าที่ลำแขนแกร่งของกายนุภพ จิตใจที่กำลังสงบเมื่อตะกี๊ หล่นจ๋อมหายไปในทะเลแล้ว หน้าเธอซีดอย่างเห็นได้ชัด เสียงหัวใจเต้นตีกันโครมครามจนแทบหลุดออกมา

มัทราลิกาตกใจจนลืมร้องออกมาด้วยซ้ำ เธอให้เวลากับความเงียบซักพักเพราะเสียวไส้จนพูดอะไรไม่ออก ทำไมร้ายกาจขนาดนี้นะไอ้หน้าแพะ

“ที่นี้จะยอมพูดกันดีๆได้รึยัง” เขาเขย่าตัวมัทราลิกาอีกที เธอยิ่งบีบแขนเขาแน่นขึ้นด้วยความหวาดเสียว เกร็งหน้า หลับตา และมีเสียงหายใจขัดๆ

“ยอม!!” เธอพยายามตะเบ็งมันออกมาให้ดังที่สุด เขาค่อยๆดึงเธอกลับมายืนบนสะพานอย่างเต็มตัว ทันทีที่ลำตัวพ้นจากน้ำทะเลแล้วมัทราลิกาถึงกับทรุดตัวนั่งกับพื้น ก่อนจะเงยหน้าที่ข่มอารมณ์ขึ้นมองเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดของเธอ ที่ยืนยิ้มร่ากับผลงานที่น่าประทับใจ

“โอ๋ๆๆ ไม่งอนสิ ทำหน้าแบบนี้ไม่สวยเลย แกล้งนิดเดียวเอง” มัทราลิกาไม่ได้รู้สึกตลกไปด้วยเลย เธอลุกขึ้นเดินหนีไปทางอื่น ไปอีกฟากของสะพานแล้วเดินลงบันไดไป หย่อนก้นลงที่บันไดขั้นที่สามเพื่อระงับสติอารมณ์ พยายามทำตัวให้มีเหตุผล ไม่โกรธกายนุภพเพราะเธอเองก็เป็นฝ่ายปากดีใส่เขาก่อนเช่นกัน

“กินนี่ก่อนสิ จะได้ใจเย็น” กระป๋องน้ำอัดลมยื่นข้ามหัวไหล่มาจากด้านหลัง  มองอยู่แวบหนึ่งก็ตัดสินใจรับมา กายนุภพนั่งลงที่ขั้นบันไดข้างๆมัทราลิกาแล้วเปิดฝาน้ำอัดลม กระดกไปหลายอึก

“เมื่อกี๊ขอโทษนะที่เล่นพิเรนทร์ไปหน่อย” เขาหันมามองด้วยแววตาสีหม่น

“อือ” เธอรับคำสั้นๆ เขาเองก็เงียบไป เหม่อมองออกไปตามผืนน้ำอันกว้างใหญ่อย่างทอดอาลัย กระดกน้ำอัดลมเป็นทีๆ มัทราลิการู้สึกว่าเขามีอะไรไม่สบายใจอยู่ “หมาตายหรอ?” แต่ก็ยังถามออกไปแบบยียวนกวนประสาท  เขาสำลักเสียงหัวเราะออกมาเบาๆแล้วหันมอง “นี่เธอจะพูดกับชั้นดีๆบ้างไม่ได้หรือไง” เขาหันกลับไปที่ผืนน้ำผืนเดิม

“ชั้นน่ะ.. ไม่ค่อยมีเรื่องให้หัวเราะเท่าไหร่หรอก ไม่รู้ทำไมเวลาแกล้งเธอแล้วมันสนุกดี” มัทราลิกาหันมาค้อนใส่

“ชั้นอาจจะอิจฉาเธอก็ได้” คราวนี้เธอทำหน้าฉงน “ก็เธอน่ะมีแต่คนรัก คนสนใจ ครอบครัวก็ดูอบอุ่นดี แต่ดูชั้นสิมองไปทางไหนก็ไม่เห็นใครเลย” อันที่จริงทั้งสองคนก็ไม่เคยได้มีโอกาสคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้เลย เจอกันที่ไรก็จ้องแต่จะหาเรื่องกัดกันตลอดขนาดอยู่กลุ่มเดียวกันแท้ๆ

“แล้วนายย้ายมาอยู่ที่นี่กับใครล่ะ?” ฉันถามหลังจากกลืนน้ำอัดลมไปสองอึก เท่าที่ฟังดูคราวๆหมอนี่มันเด็กขาดความอบอุ่นนี่หว่า มิน่าชอบหาเรื่องระรานชาวบ้านไปทั่ว

“ลุงน่ะ”

“ว่าจะถามหลายรอบละ บ้านนายอยู่แถวนี้หรอ ทำไมชอบอยู่โรงเรียนจนมืด”

“ก็ไม่รู้จะด่วนกลับไปทำไม” ฉันไม่แน่ใจว่ามันตอบแบบจริงใจหรือตอบแบบกวนอวัยวะเบื้องล่างกันแน่ แต่ก็ไม่ได้สนใจซักเท่าไหร่ “แล้วทำไมมาคนเดียวล่ะ?” เขาถามบ้าง

“เรื่อง-ของ-ชั้น” ฉันหันไปทำหน้ากวนโอ๊ยใส่แล้วลุกขึ้นยืน ทำท่าจะเดินกลับขึ้นไปข้างบน

เธอนี่มันจริงๆเล๊ย..  “กลับแล้วหรอ?”  เขารีบหันไปถาม

“อือ  เดี๋ยวมืด” มัทราลิกาก้าวยาวๆไปที่รถ

 

รถมอเตอร์ไซค์ขี่เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นรถกระบะประจำตระกูล นี่ก็เย็นมากแล้วทำไมพ่อกับแม่ยังไม่กลับมาอีก เธอก้าวเข้ามาในบ้าน ได้ยินเสียงตะหลิวกระทบกับกระทะอยู่ในครัว ก็เดินชะโงกหน้าเข้าไปดู กลิ่นฉุนลอยออกมาเตะจมูก มัทราลิกาทำท่าเหมือนจะจามแต่ก็จามไม่ออกอยู่หลายหน “ทำอะไรกินหรอเชฟ?

“ผัดฉ่ากั้งน่ะเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ารับเมนูไหนเพิ่มหรือเปล่าคะ” น้องสาวตอบโต้อย่างอารมณ์ดี

“จะมืดแล้วพ่อกับแม่ยังไม่กลับอีกเนาะ” มัทราลิกาพูดลอยๆแล้วเดินไปเปิดโทรทัศน์ ยกหม้อข้าว แก้วน้ำ มาตั้งท่ารอ ----สองพี่น้องกินข้าวไปดูละครหัวค่ำไปอย่างมีความสุข มื้อนี้ของเด็ดไม่แพ้มื้อเมื่อตอนกลางวันเลย มีผัดฉ่ากั้งรสเด็ดเผ็ดซี๊ด  ปลากระบอกทอดกรอบไข่เน้นๆแน่นๆ แล้วก็ต้มส้มปลากระบอกของเดิมรสชาติไม่เปลี่ยน

ปิ๊ด ปิ๊ด!!

รถประจำตระกูลแล่นมาจอดหน้าบ้าน พ่อแม่กลับมาแล้ว ฉันและน้องรีบวางจานข้าวแล้วถลาออกไปรับ ช่วยกันหอบหิ้วข้าวของที่แม่ซื้อมาเต็มท้ายกระบะ แม่ทำหน้าเพลียๆเพราะออกไปทั้งวันตั้งแต่เช้าตรู่ พ่อปิดประตูรถดังโครม ฉันเหลือบไปมองแวบนึงเห็นสีหน้าพ่อดูมีน้ำมีนวลขึ้นบ้าง แสดงว่าอาการดีขึ้นแล้วหายห่วง

“กินข้าวกันเถอะ วันนี้มีแต่ของอร่อย” ฉันเอ่ยชวน แม่ยื่นถุงของฝากให้ “แบ่งกัน แล้วอย่าตีกันอีกนะ” แม่พูดดักคอเพราะรู้ดีว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่และฉันกับน้องชอบทำให้เป็นเรื่อง มลรีบวิ่งมาดู “โอ้โห... ของโปรดดดด” มลทำตาวาว แม่ซื้อขนมไข่เต่ากับขนมตะไลมาฝาก หูยยย งานนี้ครบสูตรทั้งคาวหวาน

“หมอว่าไงบ้าง” ฉันถามออกไปกลางวง พ่อกำลังจะตักต้มส้มชะงักไปวูบหนึ่งแต่ฉันจับสังเกตได้

“ไม่เป็นอะไรหรอก เป็นหวัดเนี้ยแหละ สนใจพ่อด้วยหรอ” พ่อถามตอกกลับจนฉันไปไม่ถูก

“อะไรกันพ่อลูกคู่นี้” แม่พูดทำลายความอัดอึดนั่นลง “อร่อยมั๊ยพ่อฝีมือหนู” มลก็เหมือนจะช่วยทำบรรยากาศให้ดูสดใสขึ้น

เฮ้อออ... พอจะคุยดีด้วยก็เป็นซะอย่างงี้ละน๊าาา

 

 

© themy butter

19 ความคิดเห็น