ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 11 : อ้อมกอดจากน้องชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ก.พ. 58

--- ช่วงนี้เป็นฤดูกาลสอบปลายภาคแล้ว  นักเรียนแต่ละคนก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสืออยู่ตามมุมและซอกหลืบต่างๆของโรงเรียน แต่ก็มีบ้างบางกลุ่มที่ไปสนใจความรู้ในลูกฟุตบอล บางคนคิดว่าความรู้มันซ่อนอยู่ในหนังสือการ์ตูนก็ตั้งตาตั้งตาอ่านอย่างเอาจริงเอาจัง เฮ้อ เด็กหนอเด็ก จะว่าไปหนึ่งปีนี้ก็เร็วเหมือนกันแฮะ มีอะไรผ่านเข้ามาเยอะแยะไปหมด ทั้งเรื่องน่ายินดีและน่าใจหาย โดยเฉพาะเรื่องของสมพงษ์ แต่ฉันว่าเขาก็คงสบายดีเพราะได้ถามข่าวคราวจากน้องชายของเขาบ่อยๆ น้องชายเขาเรียนที่นี่เหมือนกันอยู่ ม.2 ได้ข่าวว่าตอนนี้สมพงษ์ออกเดินสายชกมวยเป็นว่าเล่น ยังไงก็ไม่ยอมทิ้งเรื่องชกต่อยอยู่ดีสินะ ก็ยังดีที่เขายังทำตัวมีประโยชน์ดีไม่ได้ไปเที่ยวทำตัวเหลวไหลไร้สาระ

ส่วนน้องสาวของฉัน มลธิยากร เดี๋ยวเดียวก็จะเขยิบขึ้น ม.2 แล้ว ฉันเองก็จะขยับไปชั้น ม.5 แล้วเช่นกัน เร็วดีเนอะ ยังรู้สึกว่าเหมือนผ่านไปแค่ไม่กี่วันนี่เอง พ่อกับแม่ก็ยังยึดอาชีพเดิมอยู่ ครูในโรงเรียนก็ยังหน้าเดิมๆ ทุกอย่างยังคงเดิม จะแตกต่างก็เพียงแค่วันเวลา ปี พ.ศ. และความรู้สึก

ถ้าจบปีการศึกษานี้ไปนั่นก็แปลว่าฉันคงไม่ได้เจอหน้าปฐวีอย่างทุกวันที่มาโรงเรียนอีกแล้ว เพราะได้ข่าวมาว่าเขาจะไปเรียนต่อที่วิทยาลัยด้านการอาชีพในตัวเมือง

 

นี่...พี่มัทอีกหน่อยเราคงไม่ได้เจอหน้ากันอย่างทุกวันแล้วนะ
ไม่ต้องคิดถึงกันจนไม่เป็นอันกินอันนอนล่ะ ฮ่าๆๆ (คงไม่ขนาดนั้น)
ผมว่า ผมจะไปเรียนต่อสายอาชีพ ว่าจะเรียนด้านการไฟฟ้าน่ะ เพราะเรามันคนมีไฟ แฮ่ๆ
ไปเรียนที่ใหม่คงต้องปรับตัวอีกเยอะ ไหนจะสภาพแวดล้อม เพื่อน ไหนจะการเรียน
...เฮ้อ... คิดแล้วปวดหมองแฮะ พี่เองอยู่ทางนี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไปนะ
คิดถึงก็เขียนจดหมายฝากเจ้าปอมาได้ ฝากดูๆมันด้วย อย่าให้เกเร
เอ้อ
!! ที่สำคัญดูแลตัวเองดีๆด้วย อย่าให้เป็นลมอีก แซวหรอกน่าาา รู้ว่าถึกและบึกบึน
//ไม่ค่อยอยากเขียนอะไรหวานๆ กลัวพี่อ่านแล้วอยากอ้วกน่ะ
ที่จริงมีเรื่องอยากบอกนะ.... พี่เป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้หัวใจผมสั่นเวลาเข้าใกล้
นั่นก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมไม่ค่อยกล้าคุยเวลาอยู่ต่อหน้า น่าอายชะมัด
ดีใจนะที่เราได้มารู้จักกัน พี่เป็นคนดีนะ ตรงไปตรงมา ถึงบางครั้งจะดูโผงผางไปหน่อยก็เถอะ (ชมนะคร๊าบบบ)
เรื่องของเราเก็บไว้เป็นเรื่องราวให้คิดถึงกันบ้างนะ ยังรักและห่วงใยพี่เสมอ

--ปฐวีสุดหล่อ กึ๊ย กึ๊ย

                จดหมายฉบับล่าสุดของเขาบอกเล่าเรื่องราวหลายๆอย่าง อ่านไปก็อดยิ้มตามไม่ได้ ฉันไม่รู้สึกเสียใจหรือฟูมฟายอะไรเลยทั้งที่รู้ว่าผู้ชายที่เคยคิดว่าแอบชอบจะจาก และห่างหายไปจากสายตา  ลองคิดทบทวนดูแล้วฉันอาจเพียงแค่หลงใหลได้ปลื้มซะมากกว่าเพราะนิสัยและบุคลิกที่แตกต่างจากเด็กผู้ชายทั่วๆไปของปฐวีที่ทำให้ต้องตาฉันตั้งแต่ครั้งแรกแล้วทำให้อยากทำความรู้จักซะมากกว่า พอได้รู้จักกันจริงก็เหมือนได้เพื่อนทางจดหมายที่มีตัวตนจริงๆอยู่ใกล้ แต่ชอบทำตัวเหมือนอยู่ไกล มันก็สนุกไปอีกแบบ

ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาพักให้อ่านหนังสือสอบ แต่มัทราลิกาก็ยังเจียดเวลามานั่งเขียนจดหมายตอบกลับให้ปฐวีจนได้  เธอเดินหลบออกมาจากเพื่อนทั้งสองที่กำลังติววิชาคณิตศาสตร์อย่างเคร่งเครียดโดยอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ เลือกทำเลโต๊ะม้าหินอ่อนใต้ต้นไทรข้างโรงอาหารเป็นมุมสงบ ภายใต้ร่มเงาไม้มีสายลมธรรมชาติโชยมาเอื่อยๆ เธอบรรจงเขียนอย่างตั้งใจ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข

 

---ถึงปฐวีสุดหล่อ กึ๊ย กึ๊ย  แหวะคิดได้ไงฟระ  =A=  ฮ่าๆๆ

ดีใจด้วยนะกำลังจะสำเร็จไปอีกขั้นแล้ว ไปเรียนที่นู้นก็อย่าทำตัวเหลวไหลล่ะ
มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้ตลอดยังไงเราก็เลือด อ.พ. เหมือนกัน
ขอบใจนะสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา แล้วก็ขอโทษด้วยที่เคยแกล้ง แต่มันสะใจจริงๆนะ โฮ่ะๆ
เอ้ออออ
!! ที่สำคัญเหมือนกัน อย่านอนขี้เซาจนไปเรียนสายบ่อยนะ ฮ่าๆๆ หยอกๆ
ว๊าาาา แบบนี้ฉันก็ไม่มีใครให้แกล้งแล้วอะดิ คงเหงาน่าดูเลย
แล้วแบบนี้ใครจะเขียนจดหมายคุยกับฉันบ่อยๆล่ะเนี้ย เศร้าแปป 
TOT
ส่วนเรื่องปอน่ะ เดี๋ยวช่วยดูแลให้อยู่แล้ว ดื้อเมื่อไหร่จะซัดไม่ยั้งเลยแหละ หึหึ
ปล.ถ้าจะมีฟงแฟนก็ส่งข่าวคราวบ้างเด้อ อยากเห็น อยากรู้จักด้วย คึคึ

**แล้วพบกันเมื่อชาติต้องการนะไอ้น้องชายที่น่ารัก

                                                                                    จากเจ้มัทราลิกา ขาโหด คึคึ

ปฐวียิ้มให้อย่างอารมณ์ดีแล้วพับจดหมายเก็บไว้เป็นอย่างดี ถึงแม้ผมจะชอบพี่แต่ก็ขอคบกันให้ยาวนานแบบนี้ตลอดไปดีกว่า.. ผมก็จะแอบเชียร์คู่ของพี่อยู่ห่างๆนะพี่มัท เขาแหงนหน้ามองหลอดไฟแล้วเหมือนจินตนาการภาพที่เขาคิดในหัวอย่างยินดี ก่อนจะส่ายหัวไปมาเพื่อสลัดความคิดพวกนั้นทิ้งไป แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือวิชาภูมิศาสตร์ต่อเพื่อทบทวนเนื้อหาก่อนสอบเป็นรายวิชาต่อไป

 

มัทราลิกาเองหลังจากเอาจดหมายไปฝากเพื่อนของปฐวีแล้วก็กลับมานั่งอ่านหนังสือที่เดิมเพราะมันเงียบกว่าที่อื่นแถมยังมีลมพัดผ่านอยู่ตลอด

“นี่แน่ะ..”

“เห้ยยยยยย” มัทราลิการ้องครวญพร้อมกับหัวที่หงายไปด้านหลังตามแรงดึง  ที่จริงมันก็ไม่ได้เจ็บอะไรแต่เธอแค่ตกใจมากกว่า ก็เลยหยิกที่มือคนแกล้งอย่างอัตโนมัติตามสัญชาตญาณ จนเขาร้องออกมาด้วยความเจ็บแสบจริงๆ

“โอ้ย โอ้ย พอๆ ปล่อยแล้วๆ” พอเขาคลายมือออกจากผมของมัทราลิกา เธอจึงยอมปล่อยกรงเล็บออกจากเนื้อที่มือและแขนของเขา มีรอยแดงๆขึ้นเป็นแถบ “ร้ายกาจชะมัด” กายนุภพบนอุบอิบก่อนจะเดินมานั่งร่วมโต๊ะด้วย  สสิตางค์ได้แต่ยืนมองแล้วหัวเราะคิกคัก พอเห็นว่าโดนเพื่อนสาวค้อนใส่จึงรีบมานั่งที่ม้าหินอ่อนข้างๆ อย่างเอาใจ

“โอ้ย!” สสิตางค์กระตุกผมของเพื่อนสาวไปหนึ่งทีจนเธอเผลอร้องออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ผลที่ตามมาคือมัทราลิกาทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่ แววตาขึงขัง “เดี๋ยวนี้แกกลายเป็นคนขี้แกล้งแล้วหรอ ห๊ะ”

สสิตางค์หัวเราะให้กับท่าทางของเพื่อน “ก็ชั้นหมั่นไส้แกแหละ เล่นหายหัวมาเฉยๆไม่บอกไม่กล่าว ไม่เท่าไหร่นะ ไอ้เรานึกว่าจะตั้งใจมาอ่านหนังสือ”

“ที่ไหนได้.. แอบมาเขียนจดหมายหาผู้ชายยยย” กายนุภพสมทบต่ออย่างทันควัน พร้อมสีหน้ายียวนกวนประสาท ฉันล่ะอยากจะเอาหนังยางดีดหน้าซะเหลือเกิน

“แหม่... เดี๋ยวนี้เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะ –ไม่ยักกะรู้นะว่าเดี๋ยวนี้แกเปลี่ยนเพื่อนสนิทแล้วด้วย ชั้นใช่เพื่อนแกรึเปล่าเนี้ย” มัทราลิกาประชดใส่เพื่อนสาวแล้วส่งแววตาอำมหิตมาถึงกายนุภพด้วย

“สองสาวคนสวยครับ รีบเอาเวลาอันน้อยนิดนี้กักตุนความรู้เข้าสมองดีกว่าเถอะครับ” กายนุภพพยายามพูดให้มีสาระมากที่สุด เพื่อดึงความสนใจ   ---ได้ผลแฮะ ทั้งคู่ต่างก้มหน้าก้มตาอ่าน เพราะเหลืออีกแค่สิบห้านาทีก็จะต้องเข้าห้องสอบแล้ว

 

มัทราลิกายกมือไหว้ขอบคุณอาจารย์ปกรณ์ที่คุมสอบห้องเธอหลังจากส่งกระดาษคำตอบแล้ว  เธอทำข้อสอบเสร็จเป็นคนสุดท้ายของห้องแต่ก็ยังไม่หมดเวลา  มัทราลิกาเดินตรงเข้าไปหาสสิตางค์ที่ทำหน้าลอยชายระรื่นที่ระเบียงหน้าห้องซึ่งกำลังคุยจ้อกับกายนุภพ

“ไง.. ข้อสอบง่ายหรอ ชั้นเห็นแกทำไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำ”

“ง่ายไปหมดน่ะสิ ข้อเขียนชั้นแทบไม่ได้ทำ ข้อกากก็มั่วๆไปส่งเดช แกน่าจะรู้ดีว่าฉันรักวิชานี้ขนาดไหน” สสิตางค์พูดอย่างไม่ยี่หระกับคะแนนสอบ  ชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าสอบได้เป็นเรื่องตลก สอบตลกเป็นธรรมดาไปซะแล้ว เพื่อนคนนี้นี่น่าจับตีก้นซะให้เข็ด  ยัยตางค์เป็นคนถนัดวิชาพวกจำเนื้อหาและพวกใช้จินตนาการอย่างวิชาสังคม สุขศึกษา ภาษาไทย ศิลปะ ไม่ค่อยชอบพวกวิชาคำนวณหรือพวกวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นั่นก็หมายถึง ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ แต่ก็ดันมาเรียนสายวิทย์ซะงั้น แปลกคน

“แล้วนายล่ะ” เธอถามกายนุภพที่นั่งยิ้มระรื่น เขาก็พึ่งออกจากห้องสอบก่อนมัทราลิกาประมาณสิบสามนาที

“ระดับนี้แล้ว ไม่มีพลาด หึหึ” น้ำเสียงอวดเก่ง เย่อหยิ่งอีกแล้ว ฉันล่ะเกลียดน้ำเสียงแบบนี้จริงๆ น่าจับเอาน้ำตาลเทกรอกปากซะให้เป็นเบาหวานตาย เหอะ  แต่อันที่จริงเท่าที่เรียนด้วยกันมาเกือบหนึ่งปีนี้ฉันก็เห็นความฉลาดและความสามารถของเขาอยู่ไม่น้อย ถึงแม้เขาจะชอบทำหน้าหงิมๆ ติ๋มๆ เวลาอาจารย์สอน แต่พอถูกเรียกถามก็มักจะตอบคำถามได้เสมอ แล้วอีกอย่างคือความสามารถด้านกีฬาเขาก็เก่งไปซะเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะฟุตบอล เปตอง ตะกร้อ ตีแบต แล้วที่เด่นๆอีกอย่างก็คือการวาดภาพ เขาเป็นคนวาดภาพเก่งแต่ออกแนวอารมณ์ศิลปินโรคจิตที่เวลาจิตตกต้องหาที่ระบายโดยการกลั่นแกล้ง ระรานชาวบ้านเขาไปทั่ว หรือมันจะเป็นการบิ๊วอารมณ์ของหมอแกวะ เอ๊ะ นี่ฉันจะมาวิเคราะห์จุดเด่นจุดด้อยของเพื่อนตัวเองทำไมกันเนี้ย

หลังสอบเสร็จในรอบบ่ายนักเรียนส่วนใหญ่ก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ข้อดีของช่วงสอบมันดีตรงนี้แหละ ใครทำข้อสอบเสร็จก่อนก็ได้กลับบ้านเร็ว แต่ก็จะมีพวกนักเรียนที่นั่งรถประจำมาโรงเรียนที่ได้กลับบ้านช้าหน่อยเพราะต้องรอให้ทำข้อสอบเสร็จครบทุกคนรถถึงจะออกได้และสสิตางค์ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องรอกลับบ้านพร้อมเด็กคนอื่นที่นั่งรถประจำ

“มัทกลับบ้านเลยรึเปล่าน่ะ?” สสิตางค์เอ่ยถามแต่สายตาเหมือนเว้าวอนให้เธออย่าพึ่งรีบกลับเลยอยู่เป็นเพื่อนกันก่อนเถอะ นะ นะ มัทราลิกาอ่านความรู้สึกของเพื่อนออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ก็เลยโปรยยิ้มให้อย่างรู้ทัน

“ยังหรอก” สสิตางค์ทำท่าดีใจอย่างเห็นได้ชัด “ไปนั่งเล่นห้องสมุดกันเถอะ” มัทราลิกาเอ่ยชวนเพื่อนๆ

 

คริสต์มาสมาถึงแล้ว! ทั้งห้าสหาย จูเลียน ดิ๊ก แอนน์ จอร์จ และเจ้าทิม มีแผนจะทำอะไรสนุก ๆ กันมากมาย แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ต้องเรียนพิเศษในช่วงวันหยุด --ครูสอนพิเศษที่อาเคว็นตินเลือกมาจะเป็นคนแบบไหน เขาเกี่ยวข้องอย่างไรกับจิตรกรแปลกหน้าที่เข้ามาในหมู่บ้าน และแผนผังเก่าแก่ที่เด็ก ๆ พบในบ้านไร่เคอร์ริน จะนำทุกคนไปที่ใด ปิดเทอมคราวนี้ ห้าสหายต้องผจญภัยกันอีกครั้ง  เรื่องนี้น่าสนุกดีแฮะ  มัทราลิกาพลิกกลับไปอ่านชื่อหนังสืออีกครั้ง ห้าสหายผจญภัย ตอน ผจญภัยในเส้นทางลับ ---อีนิด ไบลตัน

“สนุกมากเลยแหละ มันมีทั้งหมด 21 เล่ม” เธอหันไปมองต้นเสียงที่มายืนเลือกหนังสือจากชั้นข้างๆเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมเรื่องที่เขาพูดก็ดูน่าสนใจไม่น้อย

“ถ้ามีนักอ่านตัวยงการันตีขนาดนี้ยิ่งต้องรีบอ่านเลยแหละ” มัทราลิกาส่งยิ้มอ่อนๆให้กับตุลย์เจต “พี่อ่านครบแล้วหรอ?

“ยังหรอก ห้องสมุดโรงเรียนเรามีแค่สิบห้าเล่มเอง น่าเสียดาย”

“อ้าว แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีกล่ะ” มัทราลิกาถามขึ้น

“ก็ที่บ้านไม่มีหนังสือให้อ่านเยอะเหมือนที่นี่นิ่” เขาตอบแบบชวนขัน  มัทราลิกาไม่ว่าอะไรต่อแต่เดินไปนั่งที่โซฟาตัวนุ่มสีฟ้าสดใส กางหนังสือแล้วเริ่มอ่านอย่างเงียบๆ เพื่อนอีกสองคนนั่งที่โต๊ะไม้ข้างๆ สสิตางค์เองก็หาหนังสือที่ถูกใจได้หลายเล่มแต่เป็นเล่มที่ไม่ค่อยเน้นเนื้อหาเท่าไหร่เน้นที่รูปภาพมากกว่า เธอชอบดูรูปธรรมชาติหรือผลงานศิลปะ จิตรกรรมของหนังสือแนวสารคดี หากเปิดไปเจอรูปที่โดนใจมากๆ ก็จะเผลอส่งเสียงร้องออกมาอย่างลืมตัว มัทราลิกาก็ได้แต่หันมองท่าทางเพี้ยนๆของเพื่อนสาวเป็นระยะๆแล้วส่ายหัวให้อย่างยิ้มๆ

ด้านเพื่อนชายอีกคนก็นั่งเหยียดตัวตรงก้มหน้า ในมือมีดินสอไม้คู่ใจที่กำลังละเลงไส้สีดำออกมาอย่างไม่หยุดนิ่ง เข้าไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือซักเท่าไหร่ แต่ห้องสมุดก็เงียบสงบดีเหมาะแก่การใช้สมาธิในการวาดภาพ ว่างเมื่อไหร่เขาก็มักจะหยิบสมุดพกเล่มไม่ใหญ่มากเนื้อกระดาษหน้ากว่ากระดาษทั่วไปไม่มีเส้น คงไว้สำหรับวาดภาพโดยเฉพาะ ออกมาขีดๆเขียนๆ ขึ้นๆ ลงๆ แต่มัทราลิกาก็ไม่เคยอยากขอดูภาพพวกนั้นซักครั้ง จะมีก็แต่สสิตางค์ที่เคยขอดูอยู่หลายครั้งแต่กายนุภพก็ไม่ให้ดูจนตอนนี้เลิกสนใจที่จะดูไปแล้ว ไม่รู้จะมีความลับอะไรนักหนากับเพื่อนกับฝูงก็ยังปิดบัง อิโถ่...

นานเกือบสองปีแล้วที่ฉันไม่เห็นตางค์สนิทสนมกับเพื่อนชายคนไหน ตั้งแต่ที่โดนนายเป้ แฟนเก่าซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบไปเมื่อปีที่แล้วนอกใจและจับได้คาตา แถมยังมีหลักฐานแน่นหนาจนเขาดิ้นไม่หลุด ตอนที่ตางค์แอบแครงใจก็ได้ฉันนี้แหละที่ช่วยสืบเสาะจนได้เรื่องมาเปิดโปงความชั่วร้ายของไอ้เป้คนนั้นได้ ก็ฉันเตือนแต่แรกแล้วน๊าว่าอย่าคบเลยดูท่าทางจะกะล่อนไม่เบา แต่ก็ไม่ยอมฟังจนเจอของจริงเข้าก็แทบจะร้องไห้โหวิ่งเข้ามาซบไหล่ฉัน ตางค์เป็นคนที่มักจะแพ้ผู้ชายขี้ตื๊อและช่างเอาใจ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะความใกล้ชิดก็ได้

ส่วนไอ้มัทคนนี้น่ะหรอ เฮอะ แห้งเหี่ยวอยู่บนคานมาทั้งชีวิต ไม่เคยได้ลิ้มรสความรักอันหวานแหววอย่างใครเขาหรอก ตอนแรกก็รู้สึกเหมือนว่า สายลมแห่งโชคชะตาได้พัดพาใครบางคนเข้าทำให้หัวใจเราสั่นไหวเล่นๆ เป็นความรู้สึกดีๆที่ไม่เคยมีให้ชายใดมาก่อน ก็เลยเริ่มปลูกต้นรักต้นน้อยๆขึ้นมา ด้วยใจบริสุทธิ์ จนกระทั่งมีใครบางคนแอบมาตัดต้นรักของฉันทิ้งอย่างหน้าตาเฉย แหม๋.. คิดแล้วมันน่าเจ็บใจนัก แต่อันที่จริงมันอาจไม่ใช่ความรู้สึกรักตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วฉันก็คงไม่ปล่อยให้ต้นรักนั้นถูกตัดง่ายๆหรอก

อ้าว.... นี่ฉันเผลอคิดฟุ้งซ่านอะไรไปไกลขนาดนั้นเนี้ย ยัยตางค์แท้ๆ พาเอาสติฉันเตลิดไปถึงไหนต่อไหนก็ไม่รู้  มัทราลิกาสะบัดหัวไปมาแล้วกระพริบตาถี่ๆเพื่อเรียกสติ ก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือต่อไป

 

---สามวันต่อมา---

วันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายแล้วเด็กหลายคนดูจะตื่นเต้นดีอกดีใจต้อนรับการปิดเทอม จะมีเด็กเกรียนบางส่วนที่ทำหน้ามุ่ยเหมือนท้องผูกหลายวัน เพราะไม่อยากปิดเทอม ปิดเทอมไปคงจะเหงาเพราะไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นเหมือนตอนมาโรงเรียน  ช่วงเช้าบางห้องก็ยังมีสอบวิชาสุดท้ายอยู่ ส่วนคนที่สอบเสร็จตั้งแต่เมื่อวานก็เที่ยวเล่นเตร็ดเตร่ ไปตามร่องสุมพุ่มไม้ต่างๆ กระจายตัวอยู่ทั่วโรงเรียน

ช่วงบ่ายจะมีงานปัจฉิมนิเทศนักเรียนที่กำลังจะจบของแต่ละช่วงชั้น ในงานก็คงจะมีการกล่าวคำอำลา กล่าวอวยพรของคณะครูอาจารย์และศิษย์ที่สำเร็จการศึกษา มีการผูกข้อมือและถ่ายรูปหมู่ตามแบบฉบับของทุกปี แล้วก็อาจมีการเสียน้ำตาของคนที่อารมณ์อ่อนไหวไม่รู้ว่าดีใจหรือเสียใจที่เรียนจบซะที  ม.5 ได้เป็นแม่งานจัดการดูแลเรื่องการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ส่วน ม.4 อย่างเราก็ได้รับหน้าที่ดูแลจัดตกแต่งสถานที่ให้สวยงามเรียบร้อย แต่ละคนก็ช่วยกันทำงานอย่างเต็มใจและแข็งขัน

ฉันถนัดงานใช้แรงก็เลยไปช่วยเพื่อนผู้ชายขนกระถางต้นไม้ ดอกไม้ มาวางแถวเวทีแล้วจัดให้สวยงาม ส่วนตางค์ถนัดงานฝีมือก็ไปจับจีบผ้าอยู่หน้าเวทีกับพวกผู้หญิงมีนายกายเป็นลูกมือคอยช่วยส่งเข็มหมุดให้ มีอาจารย์ปกรณ์และอาจารย์บุญนภาที่ไม่มีคุมสอบมาช่วยดูแลความเรียบร้อยของพวกเราอีกที

มัทราลิกา กระถางดาวเรืองนั่นขยับซ้ายหน่อย” อาจารย์ปกรณ์ยืนอยู่กลางหอประชุมทำไม้ทำมือจัดแจงตำแหน่งของสวนหย่อมให้ดูสวยงามตามหลักของอาจารย์ฟิสิกส์

“วางทำมุม 40 องศานะมันจะเท่ากันกับอีกฝั่งพอดี แล้วนู่นๆ ฝั่งนู้นรู้สึกว่ามีกระถางดอกกุหลาบเยอะกว่าฝั่งนี้หนึ่งกระถาง น้ำหนักมันไม่สมดุล เดี๋ยวเอากลับไปเก็บไว้ที่สวนพฤษศาสตร์นะ”

โหย อะไรจะขนาดน๊านนนน “อาจารย์แต่หนูว่าฝั่งนี้มีดอกที่ใหญ่กว่าและก้านดอกเยอะกว่าฝั่งนู้นนะ ถ้าใช้หลักการคำนวณด้วยปริมาณของดอกหนูว่าความสมดุลมันก็น่าจะพอดีกันนะคะ” มัทราลิกาแกล้งเอาคืนเพราะถูกสึกว่ากระถางดาวเรืองที่วางไม่ได้ตำแหน่งองศา ถูกขยับแล้วขยับอีกจนเริ่มเหนื่อยหน่าย อาจารย์ปกรณ์ยืนคิ้วขมวดวิเคราะห์หลักการสักพักก็ดีดนิ้วดัง เป๊ะ “โอเค ถ้างั้นก็เรียบร้อยนะ” มัทราลิกาโคลงหัวให้แล้วยิ้มๆ กับท่าทางตลกนั่น

“สสิตางค์เธอนี่ก็ฝีมือดีใช้ย่อยนะ ไม่เหมือนเหมือนเพื่อนเธอเลยถนัดแต่งานใช้แรง” อาจารย์บุญนภาที่ดูแลด้านหน้าเวทีเอ่ยชื่นชมแล้วแอบพาดพิงถึงลูกศิษย์คนสนิท

“อ้าวอาจารย์ ไหงพูดงี้อะ” คนถูกพาดพิงเดินดุ่ยๆเข้ามาหน้าเวทีทำท่างอนใส่ “หนูก็ออกจะเรียบร้อย งานพวกนี้มันเบสิคไปหน่อยหนูก็เลยให้เพื่อนหนูทำไป ไม่อยากให้เพื่อนเหนื่อยไง” มัทราลิกาพูดอย่างวางมาดเก๊กใส่

“หรอออออออ” ทุกคนที่ได้ยินต่างร้องลากเสียงออกมาอย่างไม่ได้นัดหมาย ทำเอาคนขี้เก๊กรีบทำตัวเล็กๆ มุดหน้าหนีด้วยความเขินอาย

 

“ดิฉันนามของตัวแทนห้อง ม.3/1 ขอกล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อโรงเรียนแห่งนี้ คุณครูที่นี่ และก็เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่น่ารักทุกคน” หอประชุมอยู่ในความสงบ ได้ยินเพียงเสียงลมพัดมาเป็นระยะๆเพราะเป็นใต้ถุนอาคารเปิดโล่ง ทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่เธอจะกล่าว “ขอแทนตัวเองว่าหนูนะคะ” เธอโปรยยิ้มให้ทุกคนอย่างอ่อนโยน “ตั้งแต่ก้าวเข้ามาสู่รั้วขาว-แดง ในความรู้แรกก็แอบหวั่นๆ เพราะหนูเองก็ย้ายมาจากโรงเรียนในเมือง บ้านก็อยู่ไกลจากที่นี่ก็ทำให้ไม่รู้จักใครเลย ยอมรับว่าเป็นตัวเองเด็กที่ดื้อมาก มากจนเกิดเรื่องทำให้ต้องย้ายมาที่นี่”

ฉันพอจะนึกออกแล้ว เด็กคนที่ย้ายเข้ามาเมื่อปีที่แล้ว ได้ข่าวว่าชอบมีเรื่องตบตีและหนีเรียนบ่อย ตอนแรกที่เห็นออกจะทำตัวแรงเกินวัย ทั้งแต่งหน้าทาปาก ซอยผม กระโปรงสั้น ผิดกับตอนนี้ดูสงบเรียบร้อย แต่กายถูกระเบียบ พูดจาเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะ  “หนูอยากขอบคุณโรงเรียนนี้ที่รับหนู...” พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงเธอเริ่มสั่นปนสะอื้นทำเอาอาจารย์บางท่านและนักเรียนหลายคนน้ำตาซึม เธอนิ่งไปซักพัก พยายามปรับเสียงให้นิ่งแล้วพูดต่อให้จบ  “หนูไม่เคยรู้เลยว่าโรงเรียนเล็กๆห่างไกลตัวเมืองแบบนี้จะทำให้หนูกลายเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ อยากขอบคุณอีกครั้งที่ให้โอกาสเด็กคนนี้ ขอบคุณอาจารย์ทุกท่านที่เคี่ยวเข็ญและดึงสิ่งไม่ดีออกไปจากตัวของหนู ขอบคุณเพื่อนๆทุกคนที่มีความจริงใจต่อกัน ไม่ทิ้งกันไปไหนแม้จะได้รู้จักกันแค่ไม่นาน หนูรักโรงเรียนแห่งนี้ค่ะ” พูดจบเธอก็เดินกลับเข้าที่มีเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ฉันเห็นด้วยกับที่เธอพูด เพราะที่นี่ไม่ว่าใครจะเหลวแหลกยังไง ที่ไหนไม่ต้อนรับ แต่ที่นี่ก็พร้อมให้โอกาสทุกคน พร้อมจะยัดเยียดคุณธรรมความดี ความมีน้ำใจ และปลูกฝังสิ่งดีๆให้ลูกศิษย์ทุกคนอย่างไม่ย่อท้อ และถึงเด็กที่นี่จะเก่งไม่เท่าที่อื่นแต่รับรองว่าจบไปแล้วได้ดี เป็นที่รักของคนในสังคมกันแทบทุกคนเพราะเขายึดความดีมากกว่าความเก่ง

ตัวแทนของแต่ละห้องออกมาพูดความในใจกันอย่างซาบซึ้งกินใจ แต่ก็มีตัวเด็ดตัวเกรียนประจำโรงเรียนที่พูดปิดเป็นคนสุดท้ายแล้วทุกคนก็ใจจดใจจ่อรอฟัง

“กระผมตัวแทนของ ม.6” ดูท่าทางเขาตื่นเต้นไม่น้อยจากอาการที่เอาฝ่ามือถูกับกางเกงไปมา

................................

“โหย อย่าเงียบดิ เขิน” เขาบิดตัวไปมา มันเป็นท่าที่เรียกเสียงฮาจากคนทั้งโรงเรียนดังลั่น เพราะบุคลิกห่ามๆ น้ำเสียงโหดๆ ไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้แล้วออกมาน่ารักซักเท่าไหร่

“อะแฮ่มมม” เขารวบรวมสติอีกครั้ง “เอาล่ะจะพูดสั้นๆง่ายๆได้ใจความนะ”

………………………

“ผมคงเรียนไม่จบ  เพราะผมยังแก้  ร  ของอาจารย์ดวงกมลไม่ผ่าน เท่านี้แหละครับฝากอาจารย์ดวงกมลได้โปรดเมตตาผมด้วย ขอบคุณครับ”  เขารีบกระโจนเข้าที่ของตัวเอง ตามมาด้วยเสียงโห่แซว เสียงหัวเราะ และเสียงปรบมือที่ดังปนกันระงมสักพักก็เริ่มเงียบ เมื่อ ผอ.ยืนจ่ออยู่หน้าไมค์

ผอ. เป็นผู้ชายสูงอายุ น่าจะประมาณ 50 ปีได้ รูปร่างอ้วนท้วมแต่ไม่เทอะทะจนหน้าเกลียด บุคลิกดูแล้วเป็นคนใจดี ชอบพูดให้โอวาทซ้ำๆเรื่องเดิมๆ เพราะตั้งแต่เรียนที่นี่มาสี่ปีมีอยู่ไม่กี่เรื่องหรอกที่ท่านจะพูด  พูดจนมันฝังเข้าไปในก้านสมองของพวกเราทุกคนแล้วแหละ

“นักเรียนที่รักทุกคน พวกเธอก็ได้เห็นถึงความสำเร็จของพี่น้องเราแล้วนะ ก็เลือกเอาว่าจะทำแบบไหน และครูก็อยากจะย้ำพวกเราอีกครั้งว่า คนเราน่ะฝันได้ และฝันก็มีอยู่อีกสองฝันคือ เพ้อฝันและใฝ่ฝันอย่าเอาแต่เพ้อฝันกันเองล่ะว่าพวกครูน่ะวิเศษ เอาไม้มาเขกหัวพวกเรา โป๊กๆๆ แล้วพวกเราจะเก่ง พวกเราต้องมีความใฝ่ฝันและทำมันให้สำเร็จ ---ยินดีกับนักเรียนทุกคนที่ประสบผลสำเร็จไปอีกขั้นนะ ส่วนใครที่ยังไม่ทันเพื่อนก็รีบแก้ไขซะนะ” ผอ.ยิ้มให้อย่างอารี

“ขอบคุณครับ/ค่ะ”

“กิจกรรมสุดท้ายของวันนี้ ขอให้พวกเราทุกคนลุกขึ้นยืนจับมือกันเป็นวงใหญ่เพื่อร้องเพลงสามัคคีชุมนุม ขอเชิญอาจารย์ทุกท่านร่วมด้วยนะครับ” เสียงนุ่มน่าฟังของพิธีกรตุลย์เจตดังขึ้นอีกครั้ง “กิจกรรมนี้จะเปิดโอกาสให้พี่น้องชาว อ.พ. ของเราทุกคนได้แสดงความรักและห่วงใยกัน โดยเมื่อจบเพลงแล้ว ผอ.จะเป็นหัวแถวเดินหักเลาะเข้าไปในขอบวงกลมแล้วใครอยากบอกอะไรใคร หรือกอดอำลาก็ทำได้เต็มที่เลยครับ” ทุกคนดูตื่นตัวกับกิจกรรมใหม่นี้

พวกเราเหล่ามาชุมนุม  ต่างกุมใจรักสมัครสมาน
ล้วนมิตรจิตชื่นบาน
  สราญเริงอยู่ทุกผู้ทุกนาม...

เสียงเพลงดังก้องกังวาน มันไพเราะเพราะมันออกมาใจของทุกคน พวกเราเอนตัวซ้ายขวาไปมาตามทำนองเพลงอย่างพร้อมเพรียง

อันความกลมเกลียว  นั่นเป็นใจเดียวประเสริฐศรี

ทุกสิ่งประสงค์จงใจ  จักเสร็จสมได้ด้วยสามัคคี...”

 

ฉันจับมือ อวยพรให้กับรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่กำลังจะเรียนจบด้วยความยินดี จนวนมาถึงปฐวี เขายิ้มให้อย่างเต็มที่มองเห็นฟันแทบทุกซี่ ฉันยิ้มตอบ “ขอให้โชคดีล่ะ อย่าลืมกันง่ายๆนะ” ฉันต่อยที่ต้นแขนเขาเบาๆ อย่างหยอกล้อ

“ใครจะไปลืม ก็โหดซะขนาดนี้ ฮ่าๆ” เธอทำถลึงตาใส่ผม จังหวะนั้นผมเองก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดดึงเธอเข้ามากอดเบาๆ เธอเองก็ดูตกใจไม่ใช่น้อย “ทำบ้าอะไรเนี้ย” เธอตะเบ็งเสียงใส่หูผม  “ขอกอดหน่อยน่า นะ พี่สาว..” ผมตอบออกไปอย่างแผ่วเบา อยากจะจดจำความรู้สึกของกอดแรกนี้ไว้นาน ก่อนจะคลายเธอออกจากอ้อมกอด

ตอนแรกฉันก็ตกใจแทบแย่ ก็นอกจากพ่อแล้วไม่เคยมีผู้ชายหน้าไหนที่กล้ากอดฉันนี่หว่า ถึงจะรู้สึกแปลกๆ ในตอนแรกแต่ไออุ่นและความรู้สึกดีๆที่ส่งทอดมาด้วยความบริสุทธิ์ใจก็ทำให้ฉันอบอุ่น อบอวลไปด้วยมิตรภาพ จนฉันเองก็อยากยื้อเวลานี้ต่อไปอีกซักหน่อย

คนอื่นที่อยู่ถัดจากมัทราลิกาเดินตัดหน้าไปก่อนหลายคนแล้วเพราะสองคนนี้ล่ำลากันนานเหลือเกิน จนกายนุภพมาถึงตรงนี้  “ถ้าอยากจู๋จี๋ก็หัดเลือกเวลาและสถานที่หน่อยนะ” เขาพูดกดเสียงลงที่ข้างหูแล้วลากแขนมัทราลิกาให้เดินตามเขาไป  แม้เธอจะทำปั้นปึงใส่กายนุภพแต่ก็ยังทำหน้าที่แสดงความยินดีกับทุกคนตามปกติ “ทีกับผู้หญิงด้วยกันไม่ยักจะกอดเนอะ” เขาแขวะเพื่อนสาวอย่างชินปาก เธอก็ได้แต่มองค้อนใส่ไม่อยากจะทะเลาะด้วย

ผู้ชายอะไรปากจัดชะมัด แค่กอดกันตามประสาพี่น้องร่วมสถาบันมันจะอะไรกันนักกันหนาฟระไอ้หน้าแพะนี่

© themy butter

19 ความคิดเห็น