ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 12 : ชายโฉดกับปมในอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    4 มี.ค. 58

ตึ่กๆๆๆ

เสียงรองเท้านักเรียนกระแทกพื้นเป็นจังหวะถี่

มัทราลิกาโดนกายนุภพลากตัวออกมาหลังจากเสร็จกิจกรรมแล้ว  สีหน้าเขาดูเหี้ยมเกรียมมาก  เขาก้าวขายาวๆอย่างเร็ว จนเธอแทบจะวิ่งตามเขาด้วยซ้ำ เขากำข้อมืออย่างแรงจนมัทราลิการู้สึกปวดที่ข้อมือ

“เฮ้ย ชั้นเจ็บน่ะเว้ย”  มืออีกข้างที่เหลือก็บรรเลงทุบเข้าไปที่ไหล่ หลัง แขน และทุกส่วนเท่าที่มือเธอจะทุบได้ แต่เขาก็ไม่รู้สึกสะทกสะท้านยังคงฉุดกระชากลากต่อไปไม่หยุด

 

---อาคารดนตรีเก่า---

อาคารที่แทบจะปิดตาย ไม่ค่อยมีใครย่างกรายเข้ามาแม้จะกลางวันแดดจ้า แต่ถ้าได้เข้าใกล้แล้วมันวังเวงอย่างบอกไม่ถูก  สถานที่นี่ปัจจุบันใช้เก็บพวกโต๊ะ  เก้าอี้  เครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรและคหกรรมเก่าๆ  อุปกรณ์กีฬาสารพัดสารเพ  มีรูปปั้นดินรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวคน  หัวสัตว์  ที่เด็ดสุดคือรูปผีกระสือที่แต้มสีซะเหมือนมีชีวิตจริง ไส้ห้อยย้อยเป็นกองมองเห็นตับไต หัวใจ ปอด ริมฝีปากเปื้อนคราบเลือดสีแดงสด มองดูแล้วชวนสยองสิ้นดี  สภาพอากาศชวนอึดอัด ภายในล้วนอุดมไปด้วยฝุ่นผงและเชื้อแบคทีเรีย ใยแมงมุมห้อยละโยงละยาง บรรยากาศแบบนี้มันบ้านผีสิงชัดๆ

เขายอมปล่อยข้อมือฉันเมื่อมายืนอยู่ใจกลางอาคารเรียบร้อยแล้ว  “จะด่าชั้นแค่นี้ต้องลงแรงลากมาสถานที่สยองๆขนาดนี้เลยเหรอ?”  ฉันถามอย่างหงุดหงิด เขาก็เริ่มมีน้ำโหแล้วเหมือนกันเพราะฉันดันแผลงฤทธ์ถล่มกำปั้นใส่เขาแบบไม่ยั้งจนระบมไปแทบทั้งตัว

“ผู้หญิงอย่างเธอ แค่นี้มันยังน้อยไป”

“ผู้หญิงอย่างชั้นงั้นหรอ..?”  เขามองฉันอย่างเหยียดๆ สายตาแบบนี้มันดูถูกกันอย่างกับตัวอะไร

“มันชักจะมากไปแล้วนะ”  มัทราลิกาตะหวาดใส่

“เฮอะ! ฉันไม่ใช่ไอ้เด็กนั่นหรอกนะ”

“ก็ใช่ เพราะวีเขาไม่งี่เง่าแบบนี้หรอก” กายนุภพกัดฟันกรอด มัทราลิกาดูจะสะใจที่ยัวโมโหเขาได้

“มิน่า.. เธอถึงยอมปล่อยตัวปล่อยใจให้เขาง่ายๆ” เขาพูดอย่างเนิบนาบ แววตามองเธออย่างเจ้าเล่ห์ หญิงสาวค้อนใส่อย่างหงุดหงิด

“แล้วไง มันก็เรื่องของชั้นนายจะแส่ทำไม?” กายนุภพรู้สึกจุกที่หน้าอกแปล๊บๆ เมื่อได้ยินประโยคนี้

แส่  งั้นหรอ.. เฮอะยัยบ้านี่  เขาแหงนหน้ากลอกตาไปมาเพื่อกลบอารมณ์ที่กำลังแล่นพล่านไปทั่วหัวใจ

“ชั้นพูดขนาดนี้นี่เธอยังไม่รู้สึกอะไรอีกหรอ ฮะ?!” ฉันควรจะบอกมันไปตอนนี้หรือจะฝังมันอยู่ในสุสานหัวใจต่อไปดีล่ะ ไอ้กายเอ๊ย เล่นบ้าอะไรอยู่วะ

“รู้สึก..”  กายนุภพเลิกคิ้วเข้มขึ้นข้างหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ

“ชั้นรู้สึกเกียจขี้หน้านายมากขึ้นทุกวัน คนอะไรดีแต่หาเรื่อง  งี่เง่า  บ้าบอคอแตก  ไม่มีเหตุผล เด็ก ป.3 ยังคุยรู้เรื่องมากกว่านายซะอีก” มัทราลิการ่ายยาว จนกายนุภพแทบหน้าหงาย เขาไม่ได้ต้องการได้ยินคำตอบแบบนี้

“เลิกทำตัวปัญญาอ่อนซะที  เสียเวลาว่ะ”  มัทราลิกาสะบัดหน้าหนีและหันหลังให้ พร้อมจะก้าวเท้าออกจากที่นี่

“ชั้นยังพูดไม่จบ”  กายนุภพกระชากแขนของมัทราลิกาอย่างแรงจนเธอเสียหลักล้มลงไปกองอยู่กับพื้น เขาทำท่าจะถลาเข้าไปประคองรับ  แต่ก็ทำได้เพียงแค่คิด ยังคงปั้นหน้าบึ้งตึงต่อไป แถมยังทำเมินใส่เธออีกด้วย

ผีห่า ซาตานกลับชาติมาเกิดหรือยังไงกันฟะ กับผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเรามันก็ทำได้ลงคอ  มัทราลิกายังนั่งจมกองฝุ่นไม่ยอมลุกขึ้น   เสี้ยววินาทีที่สัมผัสได้ถึงแรงกระแทกระหว่างก้นกบกับพื้นปูนแข็งๆ ฉันอยากจะปล่อยโฮร้องไห้ออกมาซะเดี๋ยวนั้น แต่ก็จำต้องข่มความเจ็บปวดนั้นให้จมลงไปกับพื้นปูนที่นั่งทับ  ใจจริงอยากจะลุกขึ้นกระโดดไปซัดหน้าซักสาม-สี่หมัดให้หน้าหงาย  แทงเข่าเจ็ด-แปดทีให้ไส้แตก  แต่เรี่ยวแรงแค่จะพยุงตัวขึ้นก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ  ฉันไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปด่าไอ้หน้าแพะเพราะกลัวจะห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่

สายตาคู่หนึ่งที่ติดตามดูสถานการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นแอบแฝงตัวอยู่ เพื่อดูความคืบหน้าต่อไปอย่างร้อนรนจนอยู่แทบไม่ติด  อยากจะกระโจนออกไปยุติเหตุการณ์เต็มที

“ลุกขึ้นมาสิ มัวนั่งทำไม หรือต้องให้ชั้นไปตามเด็กเธอมาช่วยอุ้ม”  ถ้อยคำแดกดัน น้ำเสียงดูแคลนขนาดนี้สมแล้วที่เป็นเด็กเก็บกดมานาน

“เอ๊ะ! นี่นายจะพาดพิงถึงวีทำไมนักหนา ชั้นไม่เข้าใจว่าเขาทำอะไรให้นายเกียจ” มัทราลิกาจ้องตาเขาเขม็ง น้ำตาปริ่มขอบ

กายนุภพใจหายวูบเมื่อสบตาคู่นั้น  อย่าร้องไห้ออกมานะยัยบ้า เธอกำลังทำฉันเจ็บอยู่นะ  ปัดโถ่เว่ย!! ทำไมยิ่งทำอะไรไปก็ยิ่งดูแย่ไปหมดเลยวะ ขอโทษนะมัทที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัวอีกแล้ว

“ก็ชั้น......”  เขากลืนคำตอบนั้นลงคอไป  เพราะถึงพูดไปตอนนี้มีหวังได้กินแห้วกันจนจุกแน่

“ชั้นไม่แปลกใจเลย ที่ไม่มีใครรักนาย ขนาดพ่อแม่..”

“นี่  อย่ามาพาดพิงถึงคนในครอบครัวชั้นนะ”  กายนุภพแทบคลั่งเมื่อมัทราลิกาจี้โดนปม เขาถลาลงมาจับไหล่เธอตั้งแต่ยังพูดไม่จบประโยค เขย่าไปมาจนแทบน้ำตาเล็ด มือหนึ่งโอบเข้าที่คางเรียวแล้วเชิดหน้าเธอขึ้นจ้องมองตาอย่างคนโฉดชั่วช้า  พอมัทราลิกาขัดขืนเขาก็บีบเค้นจนนิ้วแกร่งของเขาจมไปในแก้มนุ่มๆ

กำลังจะดีอยู่แล้วแท้ๆ แต่อารมณ์ก็มาพังเพราะเธอดันปากจัด พูดถึงเรื่องที่เขาไม่อยากจะได้ยินอีก อารมณ์เขาก็ช่างแปรปรวนยิ่งกว่าท้องทะเลหน้ามรสุมซะอีก เฮ้อ แล้วตกลงมันจะได้รู้เรื่องกันมั๊ยเนี้ยยยย

มัทราลิกาทนไม่ไหวแล้วจึงก่นด่าออกไปแบบไม่ยั้ง ไอ้หน้าปลากัด  ไอ้หมัดฉลาม  ไอ้น้ำใบบัวบก  ไอ้ห่อหมกขึ้นรา  ไอ้หมาเยี่ยวรดสังกะสี  ไอ้หมีโดนตัดx  ไอ้ส้มตำไม่มีคนกิน  ไอ้ปลานิลโดนทุบหัว  ไอ้ตัวกินไก่ดิบ  ไอ้กระติ๊บตูดรั่ว  ไอ้หัวจิ้งจก  ไอ้นรกส่งมาเกิด  ไอ้... ไอ้..  ไอ้... นึกไม่ออกโว้ยเธออยากจะด่าแบบนั้นทั้งหมด ด่าต่อไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะเลิกทำตัวบ้าบอคอแตก อยากจะด่าไม่ให้ซ้ำสามวันสามคืนเลย  แต่ปากมันขยับไม่ได้ น่าเจ็บใจจริงๆ

“ด่าชั้นในใจงั้นหรอ อย่านึกว่าไม่รู้ เหอะ คนอย่างชั้นมันป็นยังไง ห๊ะ  คนอย่างชั้นมันป็นยังไง..”  เขาถามซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น และยังคงเขย่าตัวมัทราลิกาไม่หยุดจนเธอหมดแรงจะต้านทานแล้ว  รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ค่อยออกด้วย ฝุ่นเยอะเหลือเกิน

“พอได้แล้ว!!”  น้ำเสียงที่หมดความอดทนตะโกนออกมาพร้อมกับเผยตัวขึ้น  หลังจากต้องทนดูเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาเนิ่นนาน

ตอนที่กายนุภพลากมัทราลิกาออกมา สสิตางค์ที่พึ่งไปห้องน้ำมาก็กำลังเดินกลับเข้ามาร่วมวงพอดี ดูท่าทีของทั้งคู่แล้วมีความรู้สึกว่าต้องเกิดเรื่องอีกแน่ ก็เลยจะแอบตามดูเพื่อความแน่ใจว่าสองคนนี้จะไม่ฆ่ากันซะก่อน  ทั้งคู่มัวแต่โมโห โวยวายจนไม่ทันสังเกตว่ามีคนแอบตามมา

อาคารดนตรีอยู่ถัดจากหอประชุมไปอีกสองตึกอยู่หลังห้องน้ำชาย สสิตางค์จึงมีมุมให้หลบดูสถานการณ์อย่างปลอดภัย แต่ หือ... ฉี่ผู้ชายนี่ แม่งโคตรฉุนเลยว่ะ แหยะ  เธอจึงต้องรีบเผยตัวออกไป ขืนทนดมนานกว่านี้มีหวังโพรงจมูกพังกันพอดี

แววตาของมัทราลิกาฉายแววขึ้นเหมือนสวรรค์มาโปรด  ส่วนกายนุภพทำหน้าเหมือนหัวขโมยถูกเจ้าของบ้านที่มีอาวุธครบมือจับได้หนียังไงก็หนีไม่พ้น

“พวกแกเป็นบ้าอะไรกัน จะฆ่ากันให้ตายไปข้างนึงหรือยังไง ห๊ะ”  สสิตางค์เข้าไปพยุงเพื่อนสาวขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วช่วยปัดเศษฝุ่นจนฟุ้งไปทั่วห้อง ก่อนจะลากสองผู้ต้องหาออกไปยังสถานที่ปลอดโปร่งกว่าที่นี่

 

ณ ร่มเงาใต้ต้นไทร สถานที่ซึ่งอากาศปลอดโปร่งโล่งสบาย หายใจสะดวก มัทราลิกาหย่อนก้นลงบนม้าหินอ่อนอย่างนุ่มนวลที่สุด แต่ถึงยังไงก็ยังเจ็บสะท้านแล่นมาถึงติ่งหู สีหน้าบ่งบอกชัดเจน

“เธอรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นั่น” กายนุภพเริ่มประโยคคำถามเป็นคนแรก

“แกไม่มีสิทธิ์ถาม พวกแกสองคนมีสิทธิ์ตอบได้อย่างเดียว” คราวนี้สีหน้าและน้ำเสียงของสสิตางค์เอาจริงเอาจังมาก  ดูหน้ากลัวกว่าเพื่อนสาวซะอีก  กายนุภพถึงกับเสียวสันหลังวาบ

“กาย” น้ำเสียงเย็นยะเยือกทำเอาคนถูกเรียกสะดุ้ง “เล่นแรงไปเปล่า?

“.......โทษทีใจร้อนไปหน่อย”  เขาตอบอย่างอ่อยๆเหมือนเสือหมดลาย

“เฮอะ พวกอันธพาล”

“หน๋อย ทำปากเก่งอีกแล้วนะ”

“แล้วมันเรื่องอะไรของนายมิทราบ ถึงกับต้องลากชั้นออกไปน่ะ”  มัทราลิกาเริ่มมีน้ำโห

“ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ ทำอะไรไว้ไม่งามก็สงสารเยาวชนของชาติบ้าง นี่ถ้าไม่ได้ชั้นเข้าไปแยกก็ไม่รู้จะเคลิ้มไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ผู้หญิงอะไร..”

“ถ้ามีเวลาคิดเรื่องมีสาระมากขนาดนี้ ก็น่าจะเอาเวลาไปทำตัวให้ครอบครัวรักบ้างนะ” คิ้วกายนุภพเริ่มขมวด

“พอเลย แกก็มีคดีอยู่นะอย่าคิดว่าชั้นไม่เห็น”  สสิตางค์คุมเกม

“ก็ว่ามาเลย ให้มันจบๆตรงนี้ จะได้ไม่ค้างคา”  มัทราลิกาพูดอย่างเหลืออด

“เอาอย่างนี้นะ ชั้นจะไม่ด่า ไม่ว่าอะไรพวกแกเลย เพราะเรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ดีมั๊ย?” สสิตางค์พูดอย่างใจเย็น   “แต่ชั้นก็อยากจะบอกนะมัทสิ่งที่แกกับวีทำถึงมันจะบริสุทธิ์ใจทั้งคู่ แต่สิ่งที่คนอื่นเขาคิดน่ะมันไม่ใช่หรอก แกต้องระวังตัว วางตัวให้ดีกว่านี้หน่อย” กายนุภพแอบยิ้มเยาะ

“ส่วนแกเองก็เหมือนกัน” เธอหันมาทางกายนุภพแล้วทำตาเขียวใส่ “ผู้ชายซะเปล่าทำตัวไม่ให้เกียรติผู้หญิงเล๊ยยย”  ต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติผู้หญิง มีใครคนหนึ่งเคยสอนเขาเอาไว้แต่มันก็เผลอลืมตัวทุกทีสิน่า เขาหน้านิ่ว

“ไอ้มัทน่ะถึงมันจะดูถึกขนาดไหนแต่ยังไงมันก็เป็นผู้หญิง แกจะเที่ยวลากไปโน่นมานี่ตามใจชอบไม่ได้แล้วน่ะเว่ย ถึงแม้แกจะหวังดีอะไรยังไงก็ควรทำตัวให้มันชัดเจนตรงประเด็น  อย่า..ใช้..อารมณ์” ทั้งคู่พยักหน้าหงึกๆ อย่างลูกแมวน้อยที่แสนเชื่อง เพราะรู้ว่านี่สสิตางค์กำลังให้โอกาสอยู่

“ชั้นรักพวกแก เพราะพวกแกเป็นเพื่อนชั้น  เห็นเพื่อนกัดกัน ตีกันทุกวันมันไม่สนุกหรอกน่ะเว่ย แล้วอีกอย่างนี่มันก็เรียนมาจะจบอีกปีแล้ว  อีกไม่กี่ชั่วโมงเนี๊ยะชั้นขอเหอะ เลิกกัดกันซักแปปให้ชื่นใจหน่อยได้มั๊ย” สสิตางค์มองหน้าเพื่อนทั้งสอง

“มัท กาย เราไม่ได้คบกันแค่วันสองวันน่ะเว่ย อีกตั้งสองปีถึงจะแยกจากกันไป ถ้าพวกแกมัวแต่หาเรื่องตีกันทุกวันแบบนี้ไม่สงสารคนห้ามอย่างชั้นบ้างหรือไงวะ มันเหนื่อยน่ะเว่ย แล้วเมื่อกี้ที่ทนดูอยู่ในห้องน้ำแม่ง เหม็นก็เหม็น แหวะ นึกแล้วจะอ้วก” สสิตางค์ทำหน้าพะอืดพะอม  ทั้งคู่จ้องหน้ากันเขม็งก่อนจะพยักหน้าหงึกๆ เพื่อให้สสิตางค์สบายใจ  แต่ภายในใจใครจะรู้ว่าไฟแค้นรอการปะทุอยู่เสมอ

“เดี๋ยว...เจ้าเล่ห์อย่างพวกแกเนี้ยชั้นไม่เชื่อหรอกต้องออกกฎซะหน่อยแล้ว” ไอ้เรื่องความหัวหมอต้องยกให้เจ้แกจริงๆ สสิตางค์มองทั้งคู่อย่างมีแผน

“เอางี้ ต่อไปนี้ถ้าชั้นได้ยินใครเสียงดังก่อน คนนั้นต้องเลี้ยงข้าวทุกคนในกลุ่ม” มัทราลิกาทำปากพะงาบๆ เหมือนจะทักท้วง “โดยไม่มีข้อแม้..” สสิตางค์สำทับอีกที ก็ถือเป็นอันตกลง

“อย่างน้อยเวลาพวกแกตีกันก็คงไม่กล้าส่งเสียงดังให้ชั้นหนวกหูล่ะว๊า” สสิตางค์เผยยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี มัทราลิกาลุกขึ้นพรวด “อ้าว จะไปไหนวะมัท”

“ไปจัดโต๊ะให้เสร็จๆ จะได้รีบกลับบ้าน อยากปิดเทอมแล้ว เบื่อขี้หน้าพวกแกว่ะ” เธอเดินก้นกะเผลกไปไม่สนใจเพื่อน  สสิตางค์และกายนุภพก็ลุกขึ้นเดินตามไปห่างๆ

“ปิดเทอมไปเที่ยวไหนหรอ?” กายนุภพเอ่ยถามอย่างสดใสขึ้น

“อย่างชั้นจะไปไหนได้ก็ต้องช่วยที่บ้านแกะกาก สาวอวน ลูกคนเดียวก็งี้แหละไปไหนไม่ค่อยรอด” สสิตางค์ว่าอย่างหน่ายๆ “อาจจะได้ไปก็คงเกาะกูดล่ะมั๊ง..บ้านย่า  แล้วแกล่ะ?

“ก็คงที่ไหนซักที่ ยังไม่ได้คิด”

กายนุภพเป็นที่รักในการเดินทางท่องเที่ยว ขึ้นเหนือ ล่องใต้ ตะวันออก ตะวันตก ก็ไปมาหมด การได้ไปเที่ยวกับครอบครัวตอนนั้นมันช่วงมีความสุขอย่างบรรยายไม่ถูก ถ้าเงินซื้อเวลาแห่งความสุขได้ก็คงจะดีสินะ แต่นับจากนี้ไปเขาคงต้องออกท่องไปอย่างเดียวดาย –บ้านคือสถานที่สุดท้ายที่เขาจะนึกถึง

“อ้าว ไม่กลับบ้านหรอ?

“ไม่หรอก” สีหน้าเขาดูหม่นลงเมื่อพูดถึงบ้าน

 

บ้าน  ครอบครัว  สิ่งพวกนี้มันช่างทำให้ผมมีความสุข รอยยิ้ม ได้แค่ในความทรงจำเก่าและจินตนาการเท่านั้นแหละ คนที่เขารักผมและผมก็รักเขามากก็เป็นคนเดียวกันกับที่ผมไม่อยากเจออีกเลยในตอนนี้ เพราะเขาพรากเอาผู้หญิงคนที่ผมรักที่สุดให้หายไปและผมก็ไม่รู้ว่าจะไปตามหาได้จากที่ไหน  ถ้าจะบอกว่าเกลียดพ่อตัวเองมันก็จะดูอกตัญญูเกินไปสินะ แล้วผมควรรู้สึกยังไงกับเขาดีล่ะ พ่อผู้แสนดีมีหน้าที่การงานใหญ่โตเป็นถึงเจ้าของโรงสีรายใหญ่ของภูมิภาค พ่อเคยกลับบ้านตรงเวลา กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ และลูกอีกสามคน  ผมเป็นลูกคนกลางพี่สาวเรียนจบมีงานทำมีครอบครัวแยกออกไปแล้วแต่ก็ยังแวะเวียนมาที่บ้านอยู่ตลอด ส่วนน้องชายคนเล็กตอนนี้อยู่ ป.6 ปีหน้าก็คงเข้าเรียนมอต้นในโรงเรียนประจำจังหวัดดีๆ น้องยังเด็กคงไม่รับรู้อะไรที่เกินวัยเด็กหรอก

หนึ่งปีก่อนจะย้ายมาเรียนที่นี่ ผมกับพ่อก็ยังคงรักใคร่กันดี ครอบครัวมีความสุข แม่ก็ทำหน้าที่แม่ศรีเรือนอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง วันนั้นผมโดดเรียนวิชาภาษาไทยแล้วไปหาพ่อที่บริษัท ใครๆก็รู้ว่าผมลูกพ่อ ผมจะเดินเข้าออกตรงไหน เมื่อไหร่ ยังไงก็ได้ ที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ผมโดดเรียน แต่เป็นครั้งแรกที่โดดเรียนแล้วแวะมาหาพ่อ และแล้วก็เจอแจ็คพอต เมื่อผมกำลังจะผลักประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ  นี่มันหนังน้ำเน่าหรือยังไง เลขาหน้าห้องสาวเซ็กซี่กับเจ้าของบริษัทกำลังสานสัมพันธ์แบบแนบแน่น ผมไม่ทนยืนดูจนจบเรื่องหรอกนะ ผมโตพอจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรเด็กผู้ชายก็ต้องเคยแอบดูหนังโป๊มาบ้างแหละอย่างน้อยก็สอง-สามเรื่อง แล้วนี่มันก็พึ่งเริ่มต้น

วินาทีนั้นหน้าแม่ลอยเข้ามาในหัว ผมรู้สึกเหมือนถูกจบเหวี่ยงลงมาจากตึก 48 ชั้นร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีนี่น่ะเหรอสิ่งที่พ่อตอบแทนความรักที่แม่มีให้มาตลอดยี่สิบห้าปี แม่ไม่เคยเข้ามาก้าวก่ายที่บริษัทจนพ่อตายใจจนกล้าทำเรื่องทรามๆในห้องทำงานได้เลยหรอ  ช่วงหลังที่พ่อเริ่มกลับบ้านไม่เป็นเวลา แม่ก็นั่งรอจนบางทีก็เผลอหลับไปที่โซฟาห้องรับแขก  แม่ไม่เคยบ่นว่าอะไรพ่อซักครั้ง  เวลาที่พ่อกลับดึก เมาเละเทะ แม่ก็ดูแลอย่างดีไม่เคยหน่าย ช่วงนั้นผมติดเกมนอนดึกก็ชอบหิวน้ำ  พอลงมาหาน้ำกินในครัวก็เห็นแม่หลับอยู่บ่อยครั้งก็เลยต้องแวะลงมาดูทุกคืนเผื่อคืนไหนแม่หลับแล้วไม่ได้ห่มผ้า ผมจะปล่อยให้แม่นอนหนาวอยู่แบบนั้นได้ยังไงกัน

นับตั้งแต่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นช่องว่างระหว่างผมกับพ่อก็ดูเหมือนจะเริ่มห่างออกมาทุกขณะจนเริ่มไกล คงเพราะพ่อไม่มีเวลาให้ครอบครัวเหมือนอย่างก่อนด้วยมั๊ง ผมไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใครเลยจริงๆ ได้แต่เก็บงำคิดฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว ไปโรงเรียนก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเรียนรู้อะไร กินอะไรก็ไม่อร่อย นอนก็ไม่ค่อยหลับ เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก

และแล้ว ความลับก็ไม่มีในโลก เมื่อแม่จับได้ว่าพ่อมีชู้เป็นเลขาหน้าห้อง ที่จริงแม่ระแคะระคายใจมานานแล้วแต่ยังไม่กล้าพอจะยอมรับความจริงข้อนี้ แม่ให้เวลาพ่อเกือบเป็นปีให้ได้ชื่นมื้นกับเลขานั้นพร้อมกับให้เวลาตัวเองทำใจกับเหตุการณ์นี้  พ่อคงคิดว่าแม่โง่มาก แต่แล้วแม่ก็ไปปรากฏตัวอยู่หน้าห้องทำงานของพ่อพร้อมกับนายทะเบียนและใบหย่า  บทรักของทั้งคู่ยังไม่ทันจะเริ่มต้นก็ต้องจบลงแต่เพียงเท่านั้น ทุกอย่างมันชัดเจนอยู่แล้วคงไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ

แม่ทำใจได้แล้วเรื่องนี้และตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว แม่ไม่สนใจน้ำตาของพ่อแม้แต่หยดเดียวพอจัดการเอกสารทุกอย่างเรียบร้อยแม่ก็รีบก้าวจากไปโดยไม่สนใจทรัพย์สมบัติเงินทองของพ่อแม้แต่บาทเดียว แม่ไปขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานนครราชสีมา  บินไปที่ไหนก็ไม่รู้แล้วก็ไม่เคยติดต่อกลับมาอีกเลย มีเพียงจดหมายฉบับเดียวที่แม่ทิ้งเอาไว้ให้ที่เตียงนอนของผม

หลังโรงเรียนเลิกวันนั้น ยังจำได้ดีเป็นวันที่รถติดมาก กว่าจะกลับถึงบ้านได้ก็แทบมืด เพราะมีงานแห่เทียนประจำปีของจังหวัด ตามท้องถนนจึงเต็มไปด้วยผู้คนและรถราแน่นขนัด ผมยังตื่นตาตื่นใจกับเทียนที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเป็นรูปต่างๆ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบงามศิลปะและชอบวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ  เริ่มวาดตั้งแต่เด็กๆจำความได้ก็วาดอะไรมั่วซั่วไปตามประสา พึ่งจะมาเริ่มจริงจังก็ตอนเข้ามอต้น  ผมมองดูขบวนเทียนที่แห่ผ่านไปจนหมดรถถึงเริ่มเคลื่อนตัวได้ เมื่อมาถึงบ้านก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ  แม่  แม่ไม่อยู่บ้านหรอ?  ผมวิ่งหาแม่ทั่วทั้งบ้าน ตะโกนเรียกก็ไม่ขานรับ ถามป้าแจ๋วที่เป็นแม่บ้านก็ไม่รู้ ลุงป้อมที่เป็นคนสวนก็บอกว่า คุณนายออกไปตั้งแต่บ่ายแล้วครับ

แม่ไม่เคยออกไปไหนนานๆขนาดนี้เลยนะ ผมรีบวิ่งไปดูที่ห้องแม่ ทุกอย่างยังคงเรียบร้อยดี มีเพียงของไม่กี่ชิ้นที่เหมือนจะหายไป ผมเริ่มใจไม่ดีแล้วตอนนั้น พี่ก็ไม่อยู่ น้องก็ช่วยอะไรไม่ได้ จะทำยังไงดีถ้าแม่จากไปแล้วจริงๆ ผมไม่อยากจะคิดต่อ ได้แต่เดินคอตกกลับไปที่ห้องอย่างเงียบๆ ทิ้งตัวลงบนเตียงหนานุ่ม นอนหมดสภาพอยู่อย่างนั้น

เอ๊ะ อะไรอยู่ที่หลัง ผมสอดมือไปหยิบแผ่นอะไรบางอย่างที่ไม่ทันสังเกตตั้งแต่แรก แล้วดีดตัวลุกขึ้นนั่งอย่างดีใจ จดหมายแม่  อย่างน้อยก็น่าจะได้รู้เบาะแสอะไรบ้างล่ะน่า ผมเปิดจดหมายอย่างระวังเพราะกลัวว่าสมบัติชิ้นสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้จะบอบช้ำ

 

กายลูกรัก

ถ้าลูกได้อ่านจดหมายฉบับนี้แม่ก็คงไปไกลจากที่นี่แล้วล่ะ แม่ขอโทษนะที่อยู่ดูแลลูกๆ
ต่อไปไม่ได้แล้ว จิตใจแม่บอบช้ำเกินทน  แม่หย่ากับพ่อแล้วนะ ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ดูแลตัวเองดีๆ
ตั้งใจเรียนแล้วก็ดูแลน้องด้วย ถึงแม่ไม่ได้อยู่ใกล้แต่ก็จะคอยดูลูกอยู่นะ อย่าทำตัวเกเรล่ะ รู้มั๊ย

**แม่ขอบใจนะที่ลูกคอยเป็นห่วงแม่อยู่ ทุกครั้งที่ลูกห่มผ้าให้ แม่รู้นะ เพียงแต่ไม่อยากบอกไป
ลูกแม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนนะรู้มั๊ย
ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ติดต่อเบอร์นี้นะ
089-290-XXXX  เขาเป็นพี่ชายของแม่อยู่ต่างจังหวัด
ลุงภิวัชร์  จิตทระนง เขาเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง มีปัญหาอะไรไม่สบายใจก็โทรไป
ปรึกษาเขาได้นะกาย ไม่ต้องถามเรื่องแม่จากเขาหรอก เพราะแม่เองก็ไม่ได้บอกเขาเรื่องนี้
แม่ต้องไปแล้วจริงๆ แล้วพบกันใหม่นะ
                                                                                                ---รักลูก---

 

เฮ้อ ชีวิตของเด็กผู้ชายวัย 16 ทำไมมันช่างหดหู่ได้ขนาดนี้วะเนี้ย บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเองจริงๆ  ผมเองก็คงไม่ทนอยู่มองหน้าพ่อได้อีกแน่ ผมตัดสิ้นใจยกหูโทรศัพท์ต่อสายถึงเบอร์ลุงที่อยู่ต่างจังหวัด นี่มันก็พึ่งจะสองทุ่มเองหวังว่าลุงคงยังไม่นอนนะ

ตู๊ดดด   ตู๊ดดด   ตู๊ดดด  ผมรออย่างใจจดใจจ่อ

ตู๊ดดด   ตู๊ดดด   ตู๊ดดด

“สวัสดีครับครูภิวัชร์พูดสายครับ”  น้ำเสียงทุ้มนุ่มกังวานกรอกมาตามสาย

..................................

“สวัสดีครับได้ยินหรือเปล่า?”  ปลายสายเอ่ยถามเมื่อต้นสายยังเงียบอยู่

“สวัสดีครับ ผมกายนุภพ  กิตติภาพงศ์ครับ”

กิตติภาพงศ์.. อ้อออ  หลานชายคนหล่อนี่เอง ไม่ได้เจอกันนานคงโตเป็นหนุ่มแล้วสินะ” น้ำเสียงปลายสายดูอารมณ์ดีขึ้นเยอะ “สบายดีหรือเปล่า มีอะไรให้ช่วยก็บอกลุงได้”

“ครับ”

“ทำไมโทรมาซะมืดค่ำเลยล่ะ”

“ผมพึ่งได้เบอร์ลุงจากจดหมายแม่น่ะครับ”

“จดหมาย?

“ครับ แม่ไม่อยู่แล้ว แม่หนีไปแล้วครับ” เขาเริ่มตีโพยตีพาย

“เดี๋ยวๆ ใจเย็นก่อนหลานชาย ค่อยๆเล่านะ เอาล่ะเรื่องมันเป็นมายังไง”

“แม่จับได้ว่าพ่อมีชู้ แล้วก็หย่ากัน แม่หนีไป ทิ้งไว้แค่จดหมายฉบับเดียว”

“แล้วเอ็งจะทำยังไงต่อ..” ลุงถามความคิดเห็น

“ผมไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยว ดุดัน ส่งทอดไปถึงปลายสายเขาเข้าใจสถานการณ์ดีและพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเต็มที่

“ย้ายมาอยู่กับลุงมั๊ยล่ะ?

“ได้หรอครับ?”  เขาถามเพื่อความมั่นใจ น้ำเสียงดูมีหวัง

“แน่นอนสิหลานรัก” น้ำเสียงจริงใจส่งกลับไปยังต้นสายเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้อีกครั้ง

“ขอบคุณมากครับลุง”

 

เขาเดินออกไปที่โรงรถหลังบ้าน รถยนต์หรูหลายคันจอดเรียงรายกันอยู่อย่างกับเต็นท์ขายรถ คนในบ้านก็มีกันแค่ไม่กี่คนทำไมพ่อถึงชอบซื้อรถพวกนี้มาจอดตากฝุ่นเล่นก็ไม่รู้  รถหรูเหล่านั้นไม่เคยอยู่ในสายตาเขาเลย มีเพียงเจ้ารถคู่ใจ Kawasaki Z1 ของขวัญครบรอบวันเกิดปีที่ 16 ที่พ่อมอบให้เมื่อต้นปีเท่านั้นที่เขาถวิลหาตั้งแต่เด็กๆ ถึงแม้ตอนนี้เขาจะไม่รักพ่อเท่าเก่าหรือแทบจะไม่รู้สึกรักด้วยซ้ำ  แต่ก็คงมีเพียงเจ้านี้ที่จะเป็นตัวแทนแห่งความทรงจำดีๆระหว่างเขากับพ่อ

“น้าชมเดี๋ยวจัดการส่งรถผมไปตามที่อยู่นี่ด้วยนะครับ” เขายื่นกระดาษที่เขียนที่อยู่ของลุงให้

น้าชมรับมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรเพราะดูจากสีหน้าแล้ววันนี้คุณหนูคงอารมณ์ไม่ค่อยดีอย่างทุกวัน ก็เลยได้แต่รับคำสั้นๆ “ครับคุณหนู”

 

นายภิวัชร์  จิตทระนง
223/1  ตำบลอ่าวใหญ่  อำเภอเมือง  จังหวัดตราด  23000
โรงเรียนอ่าวใหญ่คอนแวนต์พิทยา

© themy butter

19 ความคิดเห็น