ดวงใจยังมีรัก ชะเอิงเอย

ตอนที่ 3 : ไม่ไหวแล้วนะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    24 ก.พ. 58

หน้าเสาธง เวลา 08.05 น.

“อ้อยอิ่งกันเหลือเกินนะ เปิดเทอมใหม่แบบนี้ต้องมีกิจกรรมแก้เซ็งซะหน่อย” ชายรูปร่างท่วมๆ ลงพุง หัวล้านเล็กน้อย แต่มาดเข้ม น้ำเสียงทรงพลังพูดพลางสอดส่องสายตาไปทั่วๆ

หุ่นแบบนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นอาจารย์สอนวิชาพละ แต่ท่านก็สอนสนุกดีนะใครๆก็ชอบ เพราะท่านมักจะหาเกมหรือกิจกรรมมาใส่ในการสอน ซึ่งทำให้การเรียนวิชานี้ไม่น่าเบื่อและนักเรียนทุกคนตั้งตารอคอยให้เวียนมาถึงเร็วๆ ขนาดฉันเองที่ไม่ค่อยสนใจวิชานี้ยังชอบเลย

“เช้าๆแบบนี้ต้องเรียกเหงื่อกันซะหน่อยนะเผื่อจะได้กระฉับกระเฉงขึ้น” สีหน้าเริ่มยิ้มๆ แต่นั่นแหละความน่ากลัวกำลังตามมาแล้ว

“กอดคอ..!” นักเรียนทุกคนในโรงเรียนเริ่มขยับตัวมาใกล้ชิดกันเพื่อจะได้กอดคอกันง่ายขึ้น

การจัดแถวคือ หญิง-ชาย สลับแถวกัน ไล่ลำดับตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 การกอดคอกันจึงออกมาดูไม่สวยงามซักเท่าไหร่เพราะผู้หญิงบางคนเตี้ยได้กอดคอกับผู้ชายสูงๆ มันก็ดูเก้ๆกังๆ และนั่นก็รวมถึงฉันด้วยที่ได้มายืนแถวข้างกับนายกายนุภพ ตัวสูงอย่างกับยีราฟ หัวฉันสูงเลยหัวไหล่เขาขึ้นมานิดเดียวเอง ฉันก็เลยโอบหลังเขาแล้วเอามือไปเตะไหล่ซึ่งมันดูเข้าท่ากว่าจะให้ฉันเขย่งไปกอดคอเขา

“โรงเรียนนี้เขาจะฝึกนักเรียนหรือฝึกทหารกันแน่นะ..” นายกายนุภพกระซิบคุยกับฉัน แต่ฉันก็ทำเฉยไม่คุยอะไรด้วย

“ลุกนั่ง 20 ยก!” เสียงดุดันกับคำสั่งแบบนี้แหละ คือสิ่งที่ฉันไม่ชอบให้เกิดเล๊ย ตั้งแต่เข้าเรียนที่นี่มาก็โดนแบบนี้แทบทุกสัปดาห์ ถ้าวันนั้นเป็นเวรประจำของ อาจารย์ภิวัชร์ แล้วเด็กทำท่าทางอืดอาดไม่รีบมาเข้าแถว หรือเข้าแถวแล้วแต่คุยกันเสียงดัง ก็จะได้เสียเหงื่อก่อนขึ้นเรียนแน่นอน

20 ยก!!” นักเรียนทั้งโรงเรียนทวนคำสั่งด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ปฏิบัติ!” สิ้นคำสั่งนี้ทุกคนโรงเรียนก็ลุกนั่ง ขึ้นๆ ลงๆ เป็นลูกคลื่นบ้าง ดูเงอะงะ เด็กผู้หญิงหลายๆคน ก็ดูท่าทางอ่อนปวกเปียกเหมือนจะไม่ไหว บางคนทิ้งน้ำหนักตัวนั่งแล้วไม่ยอมลุก ก็กลายเป็นภาระของเพื่อนคนข้างๆที่ต้องพยุง

ลุกนั่งมาถึงแค่ยกที่ 10 ทุกคนก็ดูอ่อนล้า แข้งขาหมดแรง น้ำเสียงที่นับเริ่มแผ่วเบาและลากเสียงยานๆ  1   2   3---10     1   2   3---11

ขนาดกายนุภพที่ดูแข็งแรงยังเริ่มหอบ ก่อนจะหันมามองมัทราลิกาว่าไหวไหม

มัทราลิกาสีหน้าซีด ปากสั่น แววตาโรยๆ จนน่าเป็นห่วง “ไหวมั๊ย..” เขาเอ่ยถามด้วยความอ่อนล้าเช่นกัน

มัทราลิกาเงยหน้าไปมองเขา “ชั้นยังไหว...” น้ำเสียงที่ตอบกลับไม่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนที่สติวูบสุดท้ายของมัทราลิกาจะดับไป

 

“อย่ามุงๆ ถอยออกไปก่อน” กายนุภพที่พยุงร่างของมัทราลิกาก่อนจะล้มพับไปกับพื้น บอกกับนักเรียนที่ยืนล้อม เขาและเธอจนแทบจะไม่มีอากาศหายใจ มลธิยากรก็รีบวิ่งมาดูเมื่อรู้ว่าพี่สาวตัวเองเป็นลม

“นักเรียนคนที่ไม่เกี่ยวข้อง มายืนเขาแถว แล้วทำกิจกรรมหน้าเสาธงต่อไป” อาจารย์ภิวัชร์สั่ง แล้วก็เดินเขามาดูอาการของมัทราลิกา

“ภพ พาเพื่อนไปห้องพยาบาลด้วย”

“ครับ” แล้วเขาก็ช้อนตัวมัทราลิกา อุ้มขึ้นมาอย่างกับว่าร่างนั้นไร้น้ำหนัก

“หนูไปด้วย”  มลธิยากรไม่รอให้ใครอนุญาตรีบวิ่งตามไปดูพี่สาว

“ชั้นด้วย..” สสิตางค์วิ่งตามไปอีกคน ก็นั่นเพื่อนรักของเธอนี่นา

 

กายนุภพวางร่างของเพื่อนสาวอย่างเบามือบนเตียงนอน  แล้วก็นั่งดูเพื่อนสาวและน้องสาวของเธอปฐมพยาบาลคนเป็นลม

“ทำไมวันนี้มัทเป็นลมง่ายได้ล่ะเนี้ย ทุกทีลุกนั่งเกือบ 50 ยกยังยิ้มหน้าระรื่นได้เลย มัทป่วยหรอมล” สสิตางค์มลธิยากรด้วยน้ำเสียงกังวลใจ

“ก็เมื่อคืนพี่มัทมัวแต่นั่งทำของให้หวานใจอะดิพี่ตางค์ เลยนอนดึก แล้วต้องตื่นตั้งแต่ตีห้ามาช่วยแม่ทำงานอีก สงสัยไม่ได้กินข้าวเช้าด้วยแน่เลย ก็กลัวมาสายไม่ได้ทำเวรไง” มลธิยากรสาธยายออกมาเป็นฉากๆ

“แหม่...น่าอิจฉาไอ้วีจริงๆ ไม่รู้มันมีดีอะไรถึงทำให้มัทชอบได้” สสิตางค์พูด

กายนุภพไม่ได้พูดอะไรกับใคร ได้แค่ยิ้มหวานๆให้มลธิยากรก่อนจะเดินออกไป กลับขึ้นห้องเรียนของเขา อีกสักพักสสิตางค์ก็ตามไป

 

มัทราลิกาลืมตาขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนซักแห่ง.. ห้องพยาบาล นี่ชั้นเป็นลมหรอเนี้ย น่าอายเป็นบ้า เธอค่อยๆลุกขึ้นนั่ง แล้วสายตาก็ไปเห็นอะไรบางอย่างข้างๆ หมอน

จดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ตรงนั้น เธอรู้ว่าปฐวีก็คงเป็นห่วงเธอเหมือนกัน

เป็นยังไงบ้าง เมื่อเช้าตอนที่รู้ตกใจแทบแย่
คงไม่ได้กินข้าวมาสิท่าถึงได้เป็นลมไปน่ะ

เที่ยงนี้กินข้าวเยอะๆนะพี่สาว ไม่อยากเห็นคนแก่เป็นลม 555
แซวเล่นหรอกน่า... รู้นะว่าแอบยิ้มอยู่  :) ’

มัทราลิกาอ่านไปยิ้มไปอย่างที่ปฐวีเดาไว้จริงๆ

ปฐวีเป็นรุ่นน้องเธอหนึ่งปี เขาเป็นผู้ชายคนแรกที่มัทราลิกาอยากรู้จักตั้งแต่ที่มัทราลิกาพบเขาครั้งแรกในงานลอยกระทงประจำตำบล เขาทำการแสดงที่ใครๆเห็นก็อดยิ้มตามไม่ได้ ขนาดมัทราลิกาเองก็ยังแปลกใจตัวเองที่ยืนดูการแสดงแบบไม่หุบยิ้มจนจบ เขาเป็นคนที่รักในการแสดงบนเวที แต่กลับขี้อายเวลาคุยกับมัทราลิกาหรือคนอื่นๆ เอ๊ะ หรือเป็นแค่กับมัทราลิกาคนเดียวนะ เพราะเธอทำท่าเหมือนจะไปจีบเขาก่อนนิ่

อ่านจบเธอก็พับจดหมายเก็บไว้ จัดเตียงให้เรียบร้อยแล้วกลับขึ้นห้องเรียนอย่างสดใสขึ้นคงเพราะกำลังใจดี

 

ห้อง ม.4/1

ในห้องกำลังเล่นกันเอะอะ เสียงดังเพราะเป็นช่วงพัก 10 นาที ชั้นเดินไปนั่งที่ของตัวเองข้างๆ สสิตางค์

“อ้าว มัทหายแล้วหรอ” สสิตางค์ดูดีใจที่เห็นเพื่อนสาวกลับมาเร็วกว่าที่คิด

“ดีขึ้นเยอะแล้ว ว่าแต่ใครพาชั้นไปห้องห้องพยาบาลน่ะ” มัทราลิกาถามอย่างอารมณ์ยิ้มแย้ม ก่อนจะหุบยิ้มเมื่อรู้คำตอบ “เด็กใหม่ไง..” สสิตางค์บอกพรางชี้ไปที่เขา

ขณะที่ทุกคนดูสนุกสนานวุ่นวายไปหมด เขากลับนิ่งอยู่กับที่เฉยๆ ไม่สนใจใครก้มหน้าวาดอะไรยุกยิกไปหมด เขายังไม่สนิทกับใคร จะมีก็แต่พวกเพื่อนผู้หญิงที่ชอบมาคุยมาแซวเล่น แต่เพื่อนผู้ชายไม่มีใครเข้ามาเล่นด้วย มีแต่ทำหน้าตาเหมือนจะหาเรื่องมากกว่า เพราะขนาดฉันเองยังหมั่นไส้เลย เป็นเด็กใหม่เข้ามาไม่ทันไร สาวๆ จ้องกันทั้งโรงเรียน เพื่อนผู้ชายคงไม่ชอบนักหรอก

มัทราลิกาเดินมาหยุดหน้าโต๊ะเรียนของเขา แต่เขาก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น “ขอบใจนะ” มัทราลิกาพยายามพูดอย่างอ่อนโยน กายนุภพเงยหน้ามองแล้วตีหน้าเฉยไม่สนใจอะไร ก้มหน้าก้มตาวาดรูปต่อ

หนอย..คนอุตส่าห์มาขอบใจ พูดอะไรซักคำก็ไม่พูดแถมยังทำหน้าเฉยอีก  มัทราลิกาเริ่มไม่พอใจขึ้นมานิดๆ

“ทีหลังก็มาเรียนให้มันเช้าๆหน่อยนะ เพราะชั้นไม่อยากโดนเอาเปรียบ” เขาพูดโดยไม่มองหน้ามัทราลิกาด้วยซ้ำ

“เออ!! ชั้นก็ไม่ได้อยากจะเอาเปรียบคนอย่างนายหรอก” มัทราลิกาพูดอย่างโมโห ทั้งน้ำเสียง สีหน้า และท่าทาง จนสสิตางค์เดินเข้ามายืนลูบไหล่เบาๆ เพื่อให้มัทราลิกาใจเย็นลง

“น้องมัท... ใครทำไรน้องมัทไม่พอใจบอกพี่มา” สมพงษ์เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกับจ้องหน้าเด็กใหม่ อย่างกับจะเปิดศึก จนเพื่อนในห้องเชียร์ให้สองคนนั้นต่อยกันอย่างสนุกปาก “ต่อยเลยๆๆ” กายนุภพเองก็มองหน้าอย่างท้าทายเช่นเดียวกัน จนมัทราลิกากลัวว่าจะไปกันใหญ่ เด็กโรงเรียนนี่ยิ่งชอบประลองหมัดกันบ่อยด้วย

“ไม่มีอะไรหรอกน่า แค่คุยกันตามประสาเพื่อนใหม่ สมพงษ์ไปนั้งที่เถอะ อาจารย์จะมาแล้ว” ฉันพูดอย่างยิ้มๆแล้วดันแขนสมพงษ์ให้ไปนั่งที่

ถึงสมพงษ์จะเป็นรุ่นพี่ก็จริง แต่ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันหมดทุกคนในห้องอายุเท่ากัน หลายคนในห้องรู้อยู่ว่าสมพงษ์เคยจีบมัทราลิกาตอนเธออยู่ ม.ต้น แต่จีบไม่ติด บางคนก็พูดว่าที่สมพงษ์ซ้ำชั้นทุกปีก็เพราะจะรอเรียนห้องเดียวกับมัทราลิกา ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกันแน่ แต่เขาก็ชอบออกตัวเวลามีใครมายุ่งกับเธอ มัทราลิกาไม่โกรธที่สมพงษ์ชอบเจ้ากี้เจ้าการกับเธอ เพราะเธอรู้ว่าเขาหวังดี ถึงแม้จะทำได้ในฐานะเพื่อนสมพงษ์ก็ยินดี เพราะขืนเขายังจีบมัทราลิกาต่อไปเธอคงไม่ยอมมองหน้าและพูดคุยแบบนี้แน่

“สงสัยงานนี้ต้องรับน้องใหม่ซะหน่อยว่ะ..” สมพงษ์พูดแล้วมองกายนุภพตาเขม็ง ที่จริงเขาเขม่นกายนุภพตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ที่ดันทำตัวเป็นฮีโร่อุ้มมัทราลิกาไปห้องพยาบาลเมื่อตอนที่เธอเป็นลม  เขาคอยดูแลช่วยเหลือเธอมาตั้งนาน แต่วันนี้กายนุภพกลับแย่งหน้าที่เขาไป

 

โรงอาหาร เวลา 12.45 น.

“มัทขนมนี่อร่อยอะ” สสิตางค์พูดไป ในปากก็เคี้ยวตุ่ยๆ

“อย่ามาโม้” ว่าแล้วมัทราลิกาก็ดึงมือที่สสิตางค์ถือขนมมาแล้วกัดเข้าไปคำเบ้อเร่อ “โอ้โห.. อร่อยจริงด้วย” เธอทำหน้าทะเล้นพรางเคี้ยวขนมตุ่ยๆ

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วมัทราลิกาและสสิตางค์ชอบนั่งโม้ นั่งกินขนมต่อจนกว่าจะได้เวลาเข้าเรียนคือบ่ายโมงตรง แต่วันนี้เธอคงจะไม่ได้นั่งยาวอย่างทุกวันหรอก

“มีคนต่อยกันเว่ยไปดูเร็ว!” ฉันได้ยินใครตะโกนอยู่ใต้อาคารเรียน “ตางค์ มีคนต่อยกันว่ะ ไปดูเถอะ” ฉันไม่พูดเฉยคว้าข้อมือตางค์ให้รีบลุก แล้ววิ่งไปตามเด็กพวกนั้นไป

วิ่งไปยังไม่ถึง ก็เห็นคนยืนมุงอยู่หน้าประตูห้องเต็มไปหมด  นั่นมันห้องฉันนี่หว่า อย่าให้เป็นอย่างที่คิดเลย..

เสียงโต๊ะ เสียงเก้าอี้ที่ล้มระเนระนาด บ่งบอกว่ามวยคู่นี้ดุเดือดไม่เบา “ไม่มีใครไปตามอาจารย์หรือไงกัน” สสิตางค์ร้องถามสีหน้าตื่น

มัทราลิกาแหวกฝ่าฝูงชนเข้าไป ก็เห็นสมพงษ์คร่อมร่างของกายนุภพอยู่เงื้อหมัดเหมือนจะต่อย แต่มือของกายนุภพก็จับหมัดนั่นไว้ ป้องกันสุดตัว แขนของทั้งคู่สั่นเทิ้มไปหมดเพราะต่างฝ่ายต่างต้านแรงปะทะ เส้นเลือดที่แขนและมือของสมพงษ์ปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หน้าของทั้งคู่แดงก่ำ เหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่ดผุดขึ้นที่ละเม็ด

“หยุดได้แล้ว!!” ฉันตะโกนออกไป เพียงสมพงษ์เงยหน้ามองฉัน เขาก็เสียหลักทันที กายนุภพพลิกตัวกลับมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง กายนุภพตัวสูงกว่าสมพงษ์เล็กน้อย แต่สมพงษ์ร่างกายกำยำกว่า เรื่องพละกำลังก็คงสูสี

เพื่อนผู้ชายคนอื่นๆไม่มีใครห้ามเพื่อนซักคน ได้แต่ยืนเชียร์เล่นเป็นเด็กไปได้

“ชั้นบอกให้หยุดไง ต่อยกันเป็นเด็กไปได้” มัทราลิกาเข้าไปดึงแขนกายนุภพ แต่เขาก็ไม่ขยับ เธอพยายามฉุดกระชากอยู่นาน แล้วกายนุภพก็สะบัดแขนอย่างแรงด้วยความโมโหจากการต่อสู้ที่ยืดเยื้อต่างฝ่ายต่างป้องกันตัวจึงยังไม่ได้มีใครได้ปล่อยหมัด

โป๊ก!!

“โอ้ยยยย!!!

“หยุดทั้งคู่เลย!!” เสียงอาจารย์ภิวัชร์ดังขึ้น ฉันก็พึ่งสังเกตว่าตางค์หายไปไหน ที่แท้ก็ไปตามอาจารย์นี่เอง

สสิตางค์รีบวิ่งเข้าไปดูมัทราลิกาที่นั่งเอามือกุมหัว สีหน้าเจ็บปวดอยู่ใต้รางชอล์กหน้ากระดานดำ สมพงษ์เองก็รีบพลักกายนุภพออกแล้วลุกไปหาเธอ

“มัทไหนดูซิ” สสิตางค์เลื่อนมือมัทราลิกาออก

“หัวโน... ดีนะที่ไม่แตก” สสิตางค์โล่งอก

“เจ็บมากมั๊ยมัท” สมพงษ์เอื้อมมือมาจับแขนมัทราลิกาและถามอย่างห่วงใย สีหน้าของมัทราลิกาดูเจ็บปวดปนโมโห จนไม่อยากจะพูดกับใครเลยตอนนี้

“นี่แน่ะ!!” สสิตางค์ฟาดมือไปที่แขนของสมพงษ์จนเขาสะดุ้ง

“พวกนายต่างหากที่สมควรเจ็บตัว ไม่ใช่มัท” สสิตางค์จ้องหน้าสมพงษ์อย่างเอาเรื่อง เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่มีส่วนทำให้มัทราลิกาต้องเจ็บตัว

กายนุภพนั่งกองอยู่กับพื้นท่าเดิมไม่ขยับ มือทั้งสองข้างเท้าอยู่ข้างหลัง แววตานิ่งเฉยเหมือนไม่รู้สึกอะไร ไม่มีแม้แต่คำขอโทษหลุดออกมาจากปากของเขา

“ถ้าคุยกันเสร็จแล้วตามครูไปห้องด้วยนะ” อาจารย์ภิวัชร์พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วเดินจากไป เด็กๆที่มุงดูอยู่ตอนแรกค่อยๆ เดินออกไปที่ละคน สองคน จนตอนนี้หายไปหมดแล้ว

© themy butter
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

19 ความคิดเห็น

  1. #3 สายลมใต้แสงดาว (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2558 / 20:21
    อยากอ่านตอนต่อไปแล้ว อัพเร็วๆเด้อ ^____^
    #3
    0