LERVARIA ดินแดนแห่งหิมะ

ตอนที่ 18 : ตอนที่ 15 เหตุผลและความหวัง (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 108
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    1 มิ.ย. 57

เอ็มพารี่ (อัพเมื่อ 1 มิ.ย. 57 เวลา 12.20 น.)
บรึ้มมมมมมม !!!! //ระเบิดลง(?)//
เอ็มกลับมาแล้วค่าาาา หลังจากไปนั่งอ่านนิยายตัวเองใหม่ 2 วัน orz
(ก็แหม ตั้ง 4 ปีเลยนะ !!)
หวังว่าคนอ่านจะยังรอปู้ยี่ปู้ยำคนเขียนอยู่นะคะ TvT
พอกลับไปอ่านใหม่หมดแล้วถึงจะเจอคำผิดบ้าง แต่รู้สึกอยากเผาบ้านไรท์เตอร์นิยายมากเลยค่ะ..  มันค้าง...
เอะ... จะว่าไป นี่ก็นิยายเราเองนี่หว่า =^=;;;

ปล. พูดมากละ ไปดูกันดีกว่าค่ะว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นยังไงกันแน่ นะ !?




ตอนที่ 15 เหตุผลและความหวัง
----------------------------------------
-----------------------------------------------------------------


                 “..อา ข้าของแนะนำให้พวกท่านรู้จัก คน ๆ นี้ คือ ผู้ส่งสาสน์ แต่นับต่อจากนี้ นางจะมานำทางให้พวกเรา”

                “นำทาง ?” ท่าหญิงทวนคำ “ไปไหน ?”

                “หนทางออกจากที่นี่ค่ะ...” แวเรียเอ่ยตอบเสียงอ่อน ๆ ยังไงเด็กสาวก็ยังหวาดกลัวท่าทางดุ ๆ ของท่านหญิงคนนี้อยู่ดี

                “พวกเจ้าพูดเหมือนมีอะไรบางอย่างปิดบังพวกข้าอยู่นะ..." ท่านหญิงคนเดิมเอ่ยอย่างแคลงใจ "ไม่คิด จะเล่าสู่กันฟังบ้างหรือ ท่านผู้นำทาง”

                หญิงชราผู้ถูกเรียกมองใบหน้าของสตรีตรงหน้าอย่างระวัง

                ผู้หญิงคนนี้ไหวพริบดีจริง ๆ...

                หญิงชราที่นิ่งเงียบไปจึงเอ่ยตอบไปตามความจริง

                “หนทางออกจากที่นี่ไม่มีหนทางใดเลยที่จะไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ แต่หากไม่สู้ พวกท่านก็จะไม่มีวันได้พบกับหนทางนั้น...แม้ใหญ่มาจากสุดฟ้าใต้หล้าไหน แต่เมื่อเป็นมนุษย์ แต่เป็นได้เพียงแค่อาหารของปีศาจหิมะ...ข้าขอแนะนำให้ท่านบอกเรื่องนี้กับเล่าทหารทุกนายเถิด เพราะต่อจากนี้จะเป็นการเดินทางที่ต้องใช้ความอดทนและความกล้าหาญ จงตระหนักตน และคิดอย่างรอบคอบ”

                ภายในห้องถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบ ในชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจากต่างแดนคนเดิมจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ เหลียวไปมองชายหนุ่มอีกสามคนที่เหมือนจะรอฟังคำตอบจากเธออยู่

                เราจะเป็นตัวถ่วงไม่ได้.. เลเวียตระหนักในหน้าที่นั้นดี

                รอยยิ้มประหลาดปรากฏขึ้นบนดวงหน้าสวยของท่านหญิง

                “ข้าเชื่อใจเจ้า” แล้วท่านหญิงคนเดิมก็หัวเราะร่วน “คงสนุกพิลึกเหมือนอยู่ในเทพนิยายที่เอาพลังเวทมาทำสงครามกันสินะ”

                แวเรียตัวสั่น ใช่เธอกำลังสั่น นึกว่าจะพูดขัดเธอซะแล้ว เด็กสาวรู้สึกดีใจจนพูดอะไรไม่ออก พอ ๆ กับอีกสามหนุ่มที่ยืนนิ่งฟังมานานก่อนที่นายทหารใหญ่กับท่านหญิงคนเดิมนั้นจะเอ่ยพร้อมกัน

                “แต่ไม่มีเวลานานนักหรอกนะ/แต่พวกข้าไม่มีเวลานานนักหรอกนะ”

                มนุษย์ต่างถิ่นทุกคนสบตากัน ความเงียบและความตึงเครียดก็แผ่ปกคลุมไปทั่ว

                เขาคิดผิด.. โรดานอนนึก

                คิดผิดอย่างมหันต์ที่ผ่านเส้นทางอาถรรพ์นี้ทั้ง ๆ ที่เซเบเลียสก็เตือนเขาแล้วแท้ ๆ

                'แต่ยังไงข้าก็ต้องไปช่วยท่านแม่ให้ได้ ข้าต้องออกไปจากที่นี่..'

                “อย่างที่พวกท่านรู้..." ชายหนุ่มผู้มีศักดิ์สูงสุดในที่นี้เอ่ย "แม้พวกเรานั้นจะเป็นคนต่างถิ่นซึ่งบุกรุกเข้ามาในถิ่นแปลก ในฐานะองค์ชายรัชทายาท...” ดวงตาสีทองอร่ามนั้นส่องประกายอำนาจท้าทาย ไม่หวั่นเกรงดังกับครั้งแรกที่แวเรียได้ขานกล่าวถึงบุคคลที่ไม่ควรเอ่ยนาม “ข้าจะขอใช้ทหารทั้งหมด และกำลังทั้งหมดที่ข้ามีร่วมกับพวกท่าน เหล่าผู้ที่จะนำทางเราสู่ดินแดนอสูรา ทางอาคเนย์ ภายใน 29 ทิวา 30 ราตรี”

ดวงตาของแวเรียเบิกกว้าง

น... หนึ่งเดือนงั้นหรือ..!?’

“แต่มัน...”

“อย่าได้ห่วงไป” เสียงหนึ่งขัดขึ้น ทุกสายตาจึงเหลียวไปจ้องผู้มาใหม่ซึ่งเดินเข้ามาในกระโจมแต่ว่า...

“เด็กหรือ..” ท่านหญิงขมวดคิ้วอย่างลืมตัว “ใครกันปล่อยให้เด็กเข้ามาในนี้.. จะว่าไปในกองกำลังพาเด็ก..”

“ข้าไม่ใช่เด็ก” เด็กชายที่ดูอย่างไรก็คงอายุไม่เกิน 12 นั้นเอ่ยขัดขึ้นเสียงเรียบปนหงุดหงิด แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะขบขันจากคนในห้องได้อีกด้วย มีเพียงหญิงชราและเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีเงินสลวยเท่านั้นที่มีท่าทีประหลาด

“อสูร !” แวเรียวิ่งเข้าไปกอดเด็กชายไว้ เธอมองเส้นผมสีเงินยาวประบ่าก็หนุ่มน้อยหน้าหวานที่มีเค้าความเคร่งขรึมผิดวิสัยเด็กแฝงอยู่ ดวงตาสีมรกตนั้นมองเด็กสาวอย่างอ่อนโยนเหมือนกำลังมองเด็ก ๆ “เจ้าออกมาที่นี่ไม่ได้นะ แผลของเจ้า...”

“บุพผาหิมะผู้อ่อนโยนและใสซื่อ” รอยยิ้มบางขยับขึ้นบนใบหน้าของเด็กชาย “ให้ข้าพูดเถอะ..”

แล้วร่างเด็กชายก็กลายเป็นจิ้งจอกหิมะสีขาวก็กระโจนขึ้นมาบนโต๊ะประชุมท่ามกลางสายตางงงวยของเหล่ามนุษย์ทั้งสี่ในพริบตา

“ข้าจะขอเป็นผู้เล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้พวกท่านฟังเอง..” เจ้าจิ้งจอกน้อยเอ่ย ด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกที่ผู้ใดได้สดับเป็นต้องขนลุกซู่

เต็มไปด้วยพลัง..หญิงชราคิดในใจเงียบ ๆ

“..เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ขณะที่ข้านั้นยังไม่ถือกำเนิด เลอแวเรียเคยเป็นดินแดนหิมะที่สงบสุข ในหนึ่งปีนั้นเราจะมีช่วงที่อบอุ่นด้วยกัน 90 ทิวา เหมือนอาณาจักรทั่วไป เรามีทั้งราชาและราชินีปกครอง เป็นดินแดนที่แสนสงบสุขและอบอุ่น มีแต่เสียงหัวเราะรื่นเริงทุกค่ำคืน จนเป็นดินแดนที่เหล่ามนุษย์นั้นใฝ่ฝันหา...ที่จะยึดครอง

แต่สงครามเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในพระราชวังนั้นไม่เลวร้ายเท่ากับสิ่งที่สิ่งขึ้นกับชาวเลอแวเรีย ความมืดมนบังเกิดขึ้นในใจขององค์หญิงน้อยองค์สุดท้องของราชวงศ์หิมะอันทรงเกียรติ ก่อนที่นางจะเปลี่ยนไป แล้วเริ่มสังหารญาติพี่น้องของตน บิดา มารดา ซึ่งเป็นผู้ปกครองจนหมดสิ้น...แต่หามีใครกล้าขัดขืนไม่

นางจึงได้ขึ้นเป็นราชินี... เป็นราชินีน้ำแข็งผู้ชั่วร้าย เป็นแม่มดซึ่งถูกขนานามว่าเป็นอมตะ พันปีมาแล้วที่นางปกครองเลอแวเรีย กระทั่งราษฎรหมดความเคารพนับถือ ไว้เนื้อเชื่อใจ เลอแวเรียจึงแตกแขนงออกเป็น 13 แดนน้อย สงครามและการนองเลือดเกิดไปทั่วทุกแห่งตั้งแต่พระราชวังอันงดงามที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องวอนขอชีวิต

5 ใน 13 นั้นสามารถปกป้องตนเองจากภัยพิบัติได้ด้วยการซ่อนตัวอย่างดี ด้วยการช่วยเหลือจากเผ่าแม่มดน้ำแข็ง แต่กระนั้นก็ยังมีอีก 2 ฝ่ายให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งหมดเป็น ตระกูลฟาโรว์เซีย  ราชินีภูตหมอก  และผู้พิทักษ์สมบัติแห่งหมอกเงา ถึงตรงนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

อสูรในร่างเด็กชายตัวน้อยหันไปถาม มนุษย์ทั้งสาม ซึ่งไม่รู้ว่าโชคชะตาเล่นตลก หรือฟ้าแกล้งกันแน่จึงต้องมาพัวพันกับเรื่องราวเหล่านี้

“เจ้ารู้ทั้งหมดนี้อยู่แล้วหรือ..?” ท่านหญิงคนงามเป็นฝ่ายเปิดคำถามก่อน แต่คำถามนั้นถูกส่งไปหาเด็กสาวแสนซื่อที่พอพูดถึงเรื่องบ้านเกิดของตนแล้วกลับเปลี่ยนเป็นคนละคนต่างกับเด็กสาวที่เธอพบเมื่อเช้านี้มาก

แวเรียเพียงส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่ทั้งหมด แต่แม่ของข้ามักจะเล่าเป็นนิทานกลอนให้ฟังมาแต่เล็ก ๆ  เพียงแต่หลักของเรื่องไม่ได้พูดถึงราชินี...”

นิทาน นิทานอีกแล้วรึ เธอคงต้องรับรู้อีกอย่างเสียแล้วว่าผู้คนที่อาศัยในดินแดนนี้นิยมนิทานกันมาก

“ตอนนี้ผู้ปกครองดินแดนนี้ก็คือรานิชีน้ำแข็งแห้... อื้อ! ฮึ้ย เจ้าทำอะไร !” เลเวียสะบัดมือที่เข้ามาปิดปากของเธอไม่ให้พูดต่ออย่างหงุดหงิด

“ข้าจะบอกเจ้าด้วยคนว่านางได้ยินเวลาถูกนินทา..” โรดานอนบอกพลางยิ้มที่มุมปาก ก่อนหันไปถามเด็กชายผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมด “พวกข้าเข้าใจที่ท่านจะบอกดี งั้นพวกข้าขอบอกเจตจำนงแต่แรกเริ่มของพวกข้าที่จำเป็นต้องผ่านแดนดินของพวกท่านนี้ไปให้เร็วที่สุด”

ฝ่ายเจ้าถิ่นนิ่งเงียบระหว่างรอำอธิบาย องค์ชายคนสำคัญจึงเอ่ยต่อ

“ท่านแม่ของข้า... ไม่สิในประเทศของข้าเองก็มีปัญหาวงในบางอย่าง รวมถึงปัญหาของประเทศข้างเคียงซึ่งแม้ดินแดนจะเล็กแต่กลับมีกำลังรบแข็งแกร่งมากกว่าพวกท่านซึ่งมีปัญหาภายในดินแดนอยู่ตลอดพันปีอาจจะไม่ทราบ แต่ดินแดนนั้นมีอาเขตติดต่อกับแดนของท่านเช่นเดียวกับข้า ที่นั่นคือ ประเทศซินเซเตส  ซึ่งในอดีตเป็นประเทศคู่ค้าคนสำคัญของเรา แต่ตอนนี้...” เสียงของโรดานอนขาดหายไป ทำให้องครักษ์ต้องเป็นฝ่ายเอ่ยต่อเพื่อให้เจ้านายได้สงบสติอารมณ์

“ราชาแห่งซินเซเตส ได้ลักพาตัวราชินีแห่งฟาราวอซไป  และเราซึ่งไม่อยากประกาศสงครามให้เป็นอันตรายแก่ประชาราษฎร์จำเป็นต้องลอบเข้าประเทศฝ่ายตรงข้ามไปพาองค์ราชินีกลับคือสู่ประเทศโดยเร็วก่อนหมดเหมันต์นี้ ซึ่งก็ภายในไม่เกิน 60 ทิวาต่อจากนี้...”










 

แวเรียที่นิ่งฟังคนทั้งหมดพูดคุยกันค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องเข้าด้วยกัน

โรดานอน...เจ้าชาย?  ราชินี...แม่?

“เขาพาตัวแม่ของเจ้าไปหรือ” แวเรียช้อนนัยน์ตาสีฟ้าขึ้นสบกับบุรุษคนเดิมที่ยืนสงบใจมานานแล้ว แต่เจ้าของนัยน์ตาเศร้าสีทองสวยกลับเพียงยิ้มบาง และพยักหน้าตอบเธอ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง

“เป็นอันว่าเราเข้าใจกันในส่วนหนึ่ง  ข้าจักให้เซเบเลียส แม่ทัพใหญ่ของข้าเป็นผู้ประกาศให้ทหารทั้ง 2,000 นายทราบถึงวาระที่เราฟาราวอซจักร่วมมือกับพวกท่าน”

แม่ทักใหญ่เจ้าของนามที่นิ่งฟังมานานถึงกลับสะดุ้ง “ท่านจะให้ข้าร่วมมือกับปีศาจหรือองค์ชาย !?

ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ ปีศาจแต่เป็นสายตาของทุกคนในห้องที่พุ่งไปยังท่านแม่ทัพใหญ่ซึ่งดื้อดึงจะไม่ให้ความร่วมมือท่าเดียว

“แล้วท่านจะทำอย่างไร หรือท่านไม่คิดจะพาตัวราชินีของท่านกลับมาเล่า เดิมทีทางลัดซึ่งพวกทหารซินเซเตสหวาดกลัวนี้ก็เป็นเพียงความหวังหนึ่งเดียวของพวกท่าน  และคนกลุ่มนี้ก็เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่จักพาพวกท่านและข้าออกไปจากดินแดนนี้ได้  คนอย่างท่านก็ดูจะไม่ใช่คนที่จะอยู่นิ่ง ๆ รอวันตายหรอกนะ...”

เซเบเลียสหน้านิ่งใบหน้าที่ไม่ค่อยยิ้มของแม่ทัพวัยกลางคนยิ่งดูบึ้งเข้าไปใหญ่

เด็กพวกนี้พาข้ามาเจอปัญหาแท้ๆ  ทำไมท่านถึงต้องถูกพวกมันจับไปด้วย ราชินี...

แต่ก็ใช่ว่าแม่ทัพใหญ่จะไม่เข้าใจสถานการณ์เหล่านี้ เขาเข้าใจดีว่ามันจำเป็น  เพียงแต่จิตใต้สำนึกของมนุษย์ของเขามันต่อต้านขึ้นว่าถึงความไม่สมเหตุสมผลของการร่วมมือครั้งนี้เท่านั้นเอง ทันใดนั้นเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็เกิดขึ้นพร้อมกับเสียงเอ่ยตอบอย่างหนักแน่น

“ข้าจะร่วมมือ”

รอยยิ้มประดับอยู่บนเรียวปากของบุรุษผู้เศร้าสร้อยอีกครั้ง ก่อนทุกอย่างจะกลับไปยังเรื่องที่พวกเขาต้องเผชิญกันตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเพื่อนำไปสู่หนทางการช่วยมารดาของตน

“งั้นเรามาเริ่มกันต่อ ที่ ตระกูลฟาโรว์เซีย  ราชินีภูตหมอก  และผู้พิทักษ์สมบัติแห่งหมอกเงา ทำไมในเมื่อท่านบอกว่าทั้งสามคือผู้ปกป้องแดนของท่าน และพวกท่านก็มีทั้งสามนั้นครบ  เหตุการณ์จึงยังเป็นเช่นนี้เล่า...”

ดวงตาสีมรกตของเด็กชายเจ้าของเรือนผมสีเงินที่ยาวประบ่านั้นวาววับขึ้น ก่อนเสียงทรงอำนาจที่ก้องกังวานนั้นจะเอ่ยตอบ

“เจ้าเข้าใจถูกแล้วหากมีทั้งสามสิ่งเราก็จักสามารถต่อกรกับความชั่วร้ายได้ แต่นั่นต้องไม่ขาดตัวแปรสำคัญของสงครามนี้ นั่นคืออำนาจบริสุทธิ์ของดินแดนแห่งหิมะที่มีชีวิต บุพผาเพียงดอกแรกและดอกเดียวที่สามารถเบ่งบานท่ามกลางหิมะได้อย่างงดงาม  ตามตำนานเรียกขานนางว่า  เกสรหิมะ”

“แล้วเราจะไปหานางได้ที่ไหนกันล่ะ?” เลเวียถามขึ้นอย่างข้องใจ นี่ต้องเสียเวลาไปอีกมากมายแค่ไหนกันนะถึงจะหาตัวแปรเหล่านี้ได้ครบ

“ไม่จำเป็นอีกแล้ว..” อสูรน้อยเอ่ย

“หา...” ท่านหญิงฉงนปนหงุดหงิดเพราะนึกว่าตนกำลังถูกกวนประสาท

“นางอยู่ตรงหน้าพวกท่านนี่แล้วอย่างไรเล่า...” คราวนี้เป็นฝ่ายหญิงชราที่เอ่ยขึ้น

นั่นทำให้สายตาของทุกคนหันไปจับจ้องที่เด็กสาวเพียงคนเดียวซึ่งเบิกตากว้าง และยังไม่ทันที่คำแก้ตัวใดๆจะได้หลุดออกจากปากของนาง เสียงของทั้งอสูรและหญิงชราก็ดังขึ้นพร้อมกันราวนัดหมายว่า

“เกสรหิมะ ของพวกเรา และความหวังสุดท้ายแห่งเลอแวเรีย...”

ตอนนี้ทุกอย่างเริ่มตีกันอีกครั้งทั้งเหตุผล และเจตจำนงต่าง ๆ ในความคิดของหญิงสาวผู้เป้นคู่หมั้นขององค์ชายแห่งฟาราวอซ

คนในตำนาน...จิ้งจอกที่กลายร่างเป็นคนได้...แม่เฒ่าที่จริง ๆ เป็นแม่มดและผู้นำทาง...สงครามระหว่างปีศาจและมนุษย์โดยมีตัวแปรสำคัญเป็นยายเด็กแสนซื่อซึ่งท่าทางจะไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวพวกนี้เลยซักนิด

“...นี่มันเรื่องอะไรกัน” ท่านหญิงค่อย ๆ ปล่อยให้ตัวเองนั่งลงบนเก้าอี้ช้า ๆ อย่างอ่อนใจ

“พวกเจ้าช่วยเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดทีเถอะ  ว่าทั้งเด็กคนนี้ เกสรน้ำแข็งที่เจ้าว่า ราชินีผู้ชั่วร้าย มันเกี่ยวกันตรงไหน แล้วพวกข้าจะเชื่อได้อย่างไรถ้าพวกเจ้าจะให้นางไปสู้กับอะไรก็ตามแทนพวกเจ้าละก็...ข้าว่ามันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลยนะ

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คนอ่านคิดยังไงบ้างคะ เห็นด้วยกันท่านหญิงบ้างไหม =.,=
(แต่ไรท์เตอร์เชื่อมั่นในนางเอกของเราค่ะ 555+ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปรอดหรือเปล่า)
อีกเรื่อง มีใครอยากสมัครเป็น FC อสูรน้อยไหมคะ =////=

361 ความคิดเห็น

  1. #346 เด็กแว่นตาดำๆ (@02072540) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2557 / 17:04
    ค้างงงงงงงงงงง
    ไรเตอร์ใจร้ายยยยยยยย
    ลงแล้วค้างแบบนี้ทุกตอนเลยT^T
    หวังว่าคงไม่ให้รออีกเป็นปีนะคะ><
    #346
    0