คัดลอกลิงก์เเล้ว

If we meet again [DAY6] | Jaehyungparkian

โดย Mind K.

“ไม่มีใครตัดใจได้หรอกมึง มีแค่รู้สึกน้อยลงแค่นั้นแหละ”

ยอดวิวรวม

259

ยอดวิวเดือนนี้

3

ยอดวิวรวม


259

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


6
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ต.ค. 61 / 13:34 น.
นิยาย If we meet again [DAY6] | Jaehyungparkian If we meet again [DAY6] | Jaehyungparkian | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้




우리도 한땐 나란히 서서
걷던 날들이 있었잖아
그토록 아름답던
모습들이
아직까지 선명한데

ช่วงเวลาที่เราได้ยืนเคียงข้างและเดินไปด้วยกัน
แม้แต่ในตอนนี้
ความทรงจำเหล่านั้นก็ยังคงชัดเจนอยู่ในใจ


Still - Day6



b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ต.ค. 61 / 13:34


คุณเคยรู้สึกเหมือนตัวเองลืมรักแรกไม่ได้บ้างไหมครับ?

ใช่ ตอนนี้ผมกำลังเป็นแบบนั้นอยู่

ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะโชคชะตากลั่นแกล้งหรืออะไรก็เถอะ

แต่พอได้มาเจอกับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘รักแรก’ อีกครั้ง

ผมก็เพิ่งมารู้ตัวว่าความรู้สึกเดิมๆไม่เคยหายไปเลย

-

 

“ก้อง เรื่องเรียนต่อที่แคนนาดาอ่ะไปเมื่อไหร่นะ”

ช่วงบ่ายวันหนึ่งขณะที่ผมนั่งเล่นเกมส์กับน้องในห้องนั่งเล่นจู่ๆแม่ก็ถามขึ้นมา พ่อที่นั่งดูพวกผมสองพี่น้องก็ทำเพียงละสายตาจากหนังสือพิมพ์เท่านั้น

“ก็หลังปีใหม่นู่นอ่ะแม่ ทำไมอ่ะ?”

แม่พยักหน้ารับแล้วเดินไปจัดข้าวจัดของอะไรต่อโดยไม่ได้ถามอะไรผมอีก ที่จริงแล้วเรื่องเรียนต่อทันทีหลังเรียนจบพ่อผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่เพราะอยากให้ทำงานเก็บประสบการณ์ก่อนค่อยเรียน แต่ผมดื้อจะไป จะว่าไงดี ผมว่าตัวเองเป็นคนชอบอะไรท้าทายมั้ง กว่าจะเรียนจบมาได้แทนที่จะพักผ่อนสมองก็หาเรื่องไปเรียนต่อ

“พี่ก้องๆ ไอ้ตัวนี้มันคืออะไรอ่ะ”

น้องกล้าชี้ไปทางทีวีจอใหญ่ที่ฉายภาพตัวละครในเกมส์ค้างอยู่ ผมอธิบายไปสั้นๆให้น้องพอเข้าใจก่อนจะลุกไปหาอะไรกินในครัว

“แน่ใจแล้วหรอว่าจะไปเรียนที่นู่น”

แม่ผมที่เดินเข้ามาในห้องครัวกอดอกถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“แน่ใจสิแม่ ก้องก็โตแล้วนะ”

แม่ถอนหายใจพลางนั่งลงที่โต๊ะกินข้าว ผมหยิบขนมออกมาจากตู้เย็นก่อนจะนั่งลมตรงข้ามหญิงสาววัยห้าสิบกลางๆ

“ก้องตัดสินใจไปแล้วแม่ เดี๋ยวนี้โลกมันแคบจะตาย ถ้าคิดถึงก็วิดีโอคอลหากันได้”

“ไม่ใช่แบบนั้นไง”

“หรือถ้าพ่อกับแม่แล้วก็เจ้ากล้าคิดถึงก้องมากๆก็บินไปหาที่นู่นก็ได้นะ”

ผมยังคงพูดให้แม่สบายใจ คุณนายถอนหายใจเมื่อรู้ว่ายังไงผมก็ไม่เปลี่ยนใจ

“แล้วนี่เพื่อนๆรู้มั้ยว่าจะไปเรียนต่อที่นู่น?”

ผมส่ายหน้า ที่จริงคือผมยังไม่ได้บอกใครนอกจากที่บ้านว่าจะไปเรียนต่อ เพราะหลังจากงานรับปริญญาจบกลุ่มของพวกผมก็ตกลงกันว่าจะไปเลี้ยงฉลองกันวันหลัง

“ยังอ่ะ ว่าจะบอกตอนไปกินเลี้ยงกับพวกมัน”

“อย่าลืมล่ะ เดี๋ยวโดมกับพีก็มางอแงอีก”

ผมหลุดขำกับประโยคที่แม่พูด โดมกับพีเป็นเพื่อนสนิทผมตั้งแต่สมัยมัธยม พวกมันชอบมาเล่นที่บ้านบ่อยๆแล้วก็ชอบมาฟ้องแม่เวลาที่ผมแกล้งอะไรพวกมัน ซึ่งตอนนี้แน่นอนว่าเราทั้งสามคนเรียนจบปริญญาตรีพร้อมกับเป็นที่เรียบร้อย แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังทำตัวเป็นเด็กๆอยู่ดี โดยเฉพาะพี

“เย็นนี้ยังไงก้องก็ต้องไปกินข้าวกับพวกมันอยู่แล้ว ไม่ลืมหรอกแม่”

 

ถึงจะบอกว่าไปกินข้าวกับเพื่อนแต่ที่จริงแล้วพวกผมมากินชาบูฉลองเรียนจบกันต่างหาก อาจจะฉีกแนวจากเพื่อนคนอื่นไปหน่อยแต่พวกผมก็คิดมาอย่างดีแล้วว่าเสียเงินทั้งทีเลือกชาบูระดับพรีเมี่ยมดีกว่าไปร้านเหล้าที่นอกจากจะไม่อิ่มแล้วยังเสี่ยงโดนดักตีหัว

“เมื่อไหร่ไอ้พีจะมาอ่ะ จะได้เวลาที่เราโทรจองร้านแล้วนะเว้ย”

ไอ้โดมถามผมเพราะเห็นว่าพียังไม่มาสักที มันดูดกาแฟแล้วละร้อยนิดๆจนหมดแล้ววางลงบนโต๊ะด้วยท่าทางหงุดหงิด ซึ่งผมเดาเลยว่ามันต้องโมโหหิว

“เดี๋ยวมันก็มามึง เมื่อกี้ไลน์มาบอกกูว่ากำลังหาที่จอดรถ”

“ที่จอดรถ? ปกติมันเอารถมาที่ไหน”

“กูก็ไม่รู้ เห็นบอกว่าใครอะไรจะมาด้วยสักอย่าง”

โดมพยักหน้ารับพลางไถโทรศัพท์เรื่อยเปื่อยฆ่าเวลาของมันไปตามเรื่อง ผมที่ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนมันเพราะกาแฟที่สั่งมาหมดแก้วไปนานแล้วก็เปิดไอจีขึ้นมาเช็คว่ามีใครแท็กอะไรมาบ้าง

รูปล่าสุดที่ผมลงคือรูปที่ถ่ายกับครอบครัวแล้วก็เพื่อนร่วมรุ่นที่สนิทกัน รวมถึงเพื่อนสนิทจากคณะอื่นที่รู้จักกันตั้งแต่ปีหนึ่ง ไอ้โดมเหมือนรู้ว่าผมกำลังทำอะไรมันก็เลยพูดขึ้น

“รูปล่าสุดของมึงเหมือนรวมตัวท็อปของรุ่นอ่ะก้อง มีตั้งแต่ประธานรุ่นยันผู้นำเชียร์”

เพื่อนสนิทตรงข้ามผมพูดติดตลก

“เวอร์ไป กูแค่ถ่ายกับเพื่อนเฉยๆ”

“แต่เผอิญว่าเพื่อนมึงเป็นเซเลปไง”

จบประโยคของโดมผมกับมันก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าผมไปสนิทกับตัวท็อปของรุ่นอย่างที่ไอ้โดมว่าได้ยังไง

“มาโน่นละเพื่อนมึง”

ด้วยความที่ผมนั่งหันหน้าออกทางฝั่งประตูร้านจึงเห็นบุคคลที่สามที่พวกเรากำลังรออยู่เดินมา

“ลีลาสัด มาถึงละกูจะด่ามัน”

“เอาหน่า ป่ะมึง ลุก”

ผมสะกิดไอ้โดมให้ลุกเพื่อจะเดินออกจากร้านกาแฟไปหาไอ้พีที่ยืนอยู่ด้านหน้า แต่ก่อนที่จะเดินออกไปผมก็สะดุดตาเข้ากับชายร่างสูงอีกคนซึ่งยืนอยู่ข้างๆพี

จู่ๆก็เหมือนก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายมันเต้นแรงขึ้นมาเสียดื้อๆ

“พวกมึงงง”

ไอ้พีเรียกเสียงยานเมื่อเห็นผมกับไอ้โดมเดินไปหามัน คนที่มาช้าวิ่งเหยาะๆมาทางผมก่อนจะเข้ามาเกาะแขนไอ้โดมด้วยความออดอ้อน(ตีน)

“มาช้าสัด คราวหลังไม่ต้องนัดกันละมั้ย”

ไอ้โดมประชดด้วยการทำเสียงแข็งแต่ผมรู้ว่าจริงๆแล้วมันก็แค่แกล้งให้ไอ้พีรู้สึกผิดเล่นๆไปงั้นแหละ

“โดมอย่างอนกูดิ โห่ย มาช้าไปแป๊บเดียวเอง”

“แป๊บที่ไหน กูกับไอ้ก้องนั่งกินกาแฟรอมึงเป็นชาติละ”

พีหันมามองผมก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายจากแขนไอ้โดมมาเป็นแขนผมแทน ไอ้เพื่อนตัวดีทำหน้าตาใสซื่อเหมือนที่ทำใส่ไอ้โดมเมื่อกี้ แต่ขอโทษทีผมน่ะ

“ไปกินชาบูกันเหอะพี มีคนหน้าบูดแล้ว”

ผมกับพีหัวเราะเมื่อมองไปทางไอ้โดมแล้วเห็นมันกำลังยืนหน้าบูดอยู่จริงๆ

“เดี๋ยวพวกมึง คือญาติกูมาด้วยอ่ะ ให้ไปกินกับพวกเราได้มั้ย”

คนที่ตัวเล็กที่สุดในบรรดาพวกเราสามคนยื้อแขนผมไว้ก่อนที่เราจะเดินไป ผมกับไอ้โดมมองหน้ากันและไอ้โดมเป็นฝ่ายพยักหน้า

“เอาดิ กูเห็นตั้งแต่ที่เดินมากับมึงละ พี่จ้าวป่ะ?”

“ช่าย รอกูแป๊บ”

พอพูดจนไอ้พีก็วิ่งไปหาคนที่มันบอกว่าเป็นญาติกันแล้วพามาทางที่พวกผมยืนอยู่ ไอ้โดมยิ้มกว้างจากนั้นเดินเข้าไปกอดผู้มาใหม่อย่างสนิทสนม

“พี่จ้าว ไม่เจอกันนานเลยนะพี่”

ผมถอยออกมาห่างๆจากสามคนนั้นเพื่อรอจังหวะให้พี่จ้าวผละจากไอ้โดมก่อน

“อือไม่เจอนานเลย หล่อขึ้นนะเราอ่ะ”

“ของมันแน่อยู่แล้วพี่”

พอทักทายพี่จ้าวเสร็จไอ้โดมก็ผายมือมาทางผม

“พี่ดูมันดิ บวมขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมากอ่ะ”

“อ้าวไอ้นี่”

ผมสวนกลับไอ้โดมก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่จ้าวดังขึ้น

“บวมที่ไหน แก้มยังกลมๆน่ารักเหมือนเมื่อก่อนแหละ”

“พี่จ้าวอย่าไปแซวก้อง เพื่อนน้องเขินหมดแล้วเนี่ย”

พีเป็นคนขัดไว้ก่อนที่ผมจะตอบอะไรกลับไป ผมแอบเห็นแวบๆว่าพี่จ้าวยิ้มขำกับท่าทางเมื่อกี้ของผมนิดหน่อยแต่ก็นั่นแหละ

ต่อให้พี่จ้าวไม่พูดอะไรผมก็คงเขินเขาอยู่ดี

 

“เออพี่ กลับมาเมื่อไหร่อ่ะ”

ไอ้โดมถามเปิดประเด็นขณะที่เราสี่คนกำลังเดินไปร้านชาบูที่จองไว้ พี่จ้าวทำหน้านึกนิดหน่อยพอเห็นว่าผมมองอยู่ก็ยิ้มให้แล้วเอาแขนมาพาดบ่ากันเฉย

ไม่ถามสุขภาพใจผมสักคำ..

“เพิ่งถึงไทยเมื่อวาน ตอนแรกกะจะมาให้ทันรับปริญญาแต่พี่กะเวลาพลาดไปหน่อย”

“เสียดายเนอะพี่ อดถ่ายรูปกับเซเลปของมอเลย”

และไม่พ้นที่ไอ้โดมจะแซะผม

“หืม? ก้องอ่ะหรอเซเลปของมอ?”

“ทำไมพี่จ้าว อึ้งอ่ะดิ”

ผมตอบกลับไปก่อนจะสัมผัสได้ว่าพี่จ้าวกำลังหัวเราะ อารมณ์ดีอะไรขนาดนั้นวะคนเรา

“ก็อึ้งดิ ไม่เจอกันนานกลายเป็นเซเลปไปแล้วหรอเราอ่ะ”

พี่จ้าวที่สูงกว่าผมนิดหน่อยก้มหน้ามายักคิ้วใส่กันแบบกวนๆจนผมต้องผลักพี่เขาออกเบาๆ พี่จ้าวก็ยังคงเหมือนเดิม ผมสีสว่างกับกรอบแว่นตาประจำตัวที่เคยบอกว่าใส่ไว้เท่ๆ เสียงหัวเราะที่ไม่เหมือนใครกับรอยยิ้มที่สว่างราวกับพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้า

และเพราะทั้งหมดนั่นคือความเป็น ‘พี่จ้าว’ ที่ทำให้ผมตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันในห้องเรียนวันนั้น

 

จนแล้วจนเล่าผมก็ลืมบอกเรื่องที่ตัวเองจะไปเรียนต่อช่วงหลังปีใหม่ให้โดมกับพีรู้ เพราะหลังจากที่กินชาบูจนอิ่มพุงกางแล้วไอ้คนมาสายก็ชวนไปต่อด้วยบิงซูร้านดัง ซึ่งแน่นอนว่าบิงซูมื้อนั้นพี่จ้าวก็กลายเป็นเจ้าภาพเลี้ยงไปตามระเบียบ

ผมส่งรูปที่ถ่ายด้วยกันสี่คนวันนี้ลงกรุ๊ปไลน์ที่มีผม ไอ้โดมแล้วก็พีอยู่ด้วยกัน ไม่ถึงสองวิพีก็ส่งสติ๊กเกอร์ตอบกลับมาพร้อมด้วยข้อความสั้นๆ

‘ส่งให้พี่จ้าวด้วยดิก้อง’

นั่นทำให้ผมพิมพ์ด่ามันตอบกลับไปโทษฐานที่ทำให้ผมใจสั่น

พวกมันไม่รู้หรอกครับว่าผมชอบพี่จ้าว ผมก็ไม่ได้อยากบอกอะไรขนาดนั้น อาจเป็นเพราะผมกลัวว่าถ้าพี่จ้าวรู้เรื่องนี้เราอาจจะคุยกันไม่ได้เหมือนปกติ

เพราะที่เป็นอยู่ตอนนี้มันก็ดีมากแล้ว ทั้งสำหรับผม แล้วก็สำหรับพี่จ้าว

 

“ก็คือมึงจะไปเที่ยวฉลองเรียนจบ?”

ผมถามกลับไอ้พีที่โผล่มาที่บ้านแต่เช้าพร้อมกับไอ้โดมคู่หู

“ใช่แล้ว กูก็เลยจะชวนมึงไปด้วยกัน”

พอได้ยินคำตอบผมก็แทบจะวิ่งกลับไปมุดผ้าห่มบนเตียงอีกครั้ง ทำไมเพื่อนต้องมาแต่เช้า

“มึงไลน์เอาก็ได้มั้ย ไม่เห็นต้องถ่อมาถึงนี่เลยเนี่ย”

ผมพูดอย่างหัวเสียเล็กน้อยแต่ไอ้สองคนก็ไม่ได้สนใจ ซ้ำไอ้โดมยังเอารีโมททีวีไปเปลี่ยนช่องดูการ์ตูนเฉย

“เพราะกูรู้ว่าไลน์มามึงก็ไม่ตื่นอ่ะก้อง เวลานี้มึงกำลังนอนอยู่”

ไอ้พีว่าแล้วหยิบขนมที่แม่ผมเอามาให้เข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ

“มึงก็รอกูตื่นไงพี ไม่เห็นยากเลย กูง่วง อยากนอน”

ผมบอกไปตามตรงก่อนจะเตรียมลุกเดินขึ้นห้องไปนอนต่อถ้าไม่ติดว่าโดนไอ้โดมเรียกไว้ซะก่อน

“มึงไม่ถามหน่อยเหรอว่าจะไปไหน ไอ้คนเห็นแก่นอน”

ผมหันกลับมามองไอ้โดมที่ยึดทีวีกับโซฟาไปแล้วด้วยสายตาว่างเปล่าไม่ได้ตอบอะไรแต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดี

“แล้วพวกมึงจะไปไหนกัน?”

พอได้ยินผมถามแบบนั้นไอ้พีก็ผุดยิ้มที่มันคงคิดว่าน่ารักแต่ผมว่ามันมีเลศนัยบางอย่าง

“เกาหลี ไปเกาหลีกัน!”

“........”

“นะก้อง ไปด้วยกัน”

“เออๆไปก็ไป”

 


ผมก็ไม่ได้คาดคิดหรอกว่าคำว่าไปเกาหลีของไอ้พีจะหมายถึงวันไหน รู้ตัวอีกทีสองวันต่อมาหลังจากที่คุยกับมันเสร็จผม ไอ้โดม ไอ้พีแล้วก็พี่จ้าวก็มาถึงสนามบินอินชอนจนได้ อากาศที่เย็นกว่าประเทศไทยทำให้ผมยิ้มออกมาอย่างดีใจ ในที่สุดก็จะได้เดินอย่างสบายใจซะที ถึงแม้ว่ามันจะเข้าขั้นหนาวเลยก็เถอะ

“กูลงเรียนเกาหลีมา เดี๋ยวทริปนี้กูเป็นไกด์เอง เคนะ?”

ไอ้พีพูดก่อนที่เราจะนั่งรถไฟไปโซล ผมรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อยๆกับการมาเที่ยวครั้งนี้ ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมมาเกาหลีกับไอ้พวกนี้แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่ผมมากับพี่จ้าว ซึ่งผมก็หวังว่ามันจะเป็นทริปที่ดีที่สุดแหละนะ

ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเพื่อเดินทางมายังโรงแรมที่ไอ้พีจองไว้ ห้องละสองคนและแน่นอนว่าผมเลือกนอนกับไอ้พีก่อนที่มันจะให้ผมไปนอนกับพี่จ้าว

“อะไรอ่ะ มึงรังเกียจกูหรอก้อง?”

ไอ้โดมงอแงเมื่อเห็นว่าผมเดินลากกระเป๋าไปกับไอ้ก้อง

“เออ กูรังเกียจมึง”

“ใช่สิ้ กูไม่ใช่พี่จ้าวนี่”

ผมขยับปากด่ามันแบบไร้เสียงไปทีนึงก่อนที่พี่จ้าวจะเดินตามมา และเพื่อไม่ให้พี่จ้าวสงสัยผมจึงเลือกที่จะเข้าห้องกับพีไปก่อนแล้วปล่อยให้คนแมนๆอย่างไอ้โดมคุยกับพี่จ้าวแทน

“กูรู้นะว่าทำไมมึงรีบบอกจะนอนกับกูอ่ะ”

“ก็ไอ้โดมมันกรนดังอ่ะ มึงก็รู้”

ผมตอบปัดๆเพื่อไม่ให้ไอ้เพื่อนตัวดีที่เหมือนจะรู้อะไรบางอย่างเงียบๆไป แอบเห็นไอ้พีทำยิ้มกรุ้มกริ่มหน้าหมั่นไส้อยู่แวบนึงก่อนที่มันจะทำสีหน้าปกติ

“จ้า กูเชื่อ”

และมันก็ทำเหมือนมันรู้อะไรจริงๆแหละ

พอเก็บกระเป๋าเสร็จผมก็ทิ้งตัวลงบนเตียงเพื่อพักเหนื่อยจากการเดินทางหลายชั่วโมง ไอ้พีเดินออกจากห้องน้ำมานั่งปลายเตียงแล้วพูดอะไรสักอย่างที่ผมฟังไม่ถนัดออกมา

“มึงรู้มั้ยว่า..”

 

หลังจากพักเอาแรงได้นิดหน่อยพวกผมก็ตกลงกันไว้ว่ามื้อเย็นวันนี้จะเป็นเนื้อย่างเกาหลี ไอ้พีที่อาสาเป็นไกด์ให้ก็พานั่งรถใต้ดินไปแถวๆฮงแด ซึ่งมันการันตีว่ามีร้านปิ้งย่างที่โคตรอร่อยอยู่

“กูไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้เลยอ่ะ”

ไอ้พีพูดขึ้นขณะที่มันกำลังเดินนำพวกผมไปที่ร้าน ผมที่ใส่ผ้าพันคอมาด้วยก็เลยจะเอาให้มัน

“มึงเอาผ้าพันคอกูไปดิ กูไม่ค่อยหนาว”

ผมยื่นผ้าพันคอสีน้ำตาลใส่ให้คนข้างหน้าจนทำให้ตอนนี้ผมมีเพียงเสื้อคลุมธรรมดา ไอ้พีรับไปพันอย่างรวดเร็ว

“แต้งกิ้วเพื่อนรัก”

ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรกลับก็รู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆมาพันที่คอแทน พี่จ้าวที่เดินอยู่ข้างๆถอดผ้าพันคอของตัวเองแล้วเอามาพันให้ผม?

“เฮ้ยพี่ ไม่เป็นไร ก้องไม่หนาว”

ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่พี่จ้าวก็ยังคงจัดผ้าพันคอให้เข้าที่โดยที่ไม่ฟังผมสักคำ

“พันไว้เหอะ เดี๋ยวก็เป็นหวัดอ่ะ”

“ไม่หนาวจริงๆพี่ พี่อ่ะแหละน่าจะป่วยง่ายว่าผมอีก”

พอได้ยินแบบนั้นพี่จ้าวก็มองด้วยสายตาคาดโทษหน่อยๆแต่ก็ยังไม่เอาผ้าพันคอตัวเองกลับไปอยู่ดี

“พันไว้เหอะ เดี๋ยวไม่สบาย พี่เป็นห่วงนะก้อง”

จบคำพูดของพี่จ้าวสมองผมก็เหมือนจะเออเร่อชั่วขณะ ทุกอย่างกลายเป็นเสียงวิ้งๆ ภาพแสงไฟจากถนนและร้านค้ากลายเป็นภาพฟุ้งๆเหมือนผมกำลังอยู่ในความฝันโดยที่รอยยิ้มของพี่จ้าวยังคงสว่างเหมือนเดิม

หัวใจผมก็ยังเต้นแรงกับพี่จ้าวเหมือนเดิม

“ถึงแล้ว! เข้าไปข้างในกันๆ”

และเสียงเรียกของไอ้พีก็ทำให้สะดุ้งตื่นจากฝัน พอมองไปทางพี่จ้าวก็เห็นว่ารายนั้นกำลังยิ้มกลั้นขำอยู่

 


วันสุดท้ายของทริปเกาหลีที่มีพีเป็นไกด์จำเป็นมาถึง และสถานที่สุดท้ายที่พีบอกว่าอยากเอาไว้ท้ายสุดก็คือนัมซานทาวเวอร์หรือว่าโซลทาวเวอร์ที่รู้จักกันทั่วไป คนที่มีดูมีความสุขที่สุดในทริปนี้ก็คือมันนั่นแหละครับ นำเที่ยวไปก็เดินไปกินนู่นกินนี่ทำตัวดุ๊กดิ๊กๆเหมือนเด็กน้อย ผิดกับไอ้โดมที่แต่งหล่อจนเวลาเดินไปไหนก็จะมีแต่คนมองมันตลอด พี่จ้าวก็อีกคน

เพราะว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่เกาหลีทุกคนก็เลยแต่งตัวกันแบบจัดเต็ม ตั้งแต่เดินออกจากโรงแรมมาก็มีแต่คนมอง โดยเฉพาะพี่จ้าว(อีกแล้ว)ที่แต่งตัวได้โคตรเด่น โอเคว่าพี่จ้าวอาจจะไม่แต่งเยอะเวอร์วังอะไรแต่แค่หน้าตากับส่วนสูงของพี่เขาก็เป็นจุดเด่นอยู่แล้วไง พอวันนี้เซ็ตผมใส่เสื้อโค้ทยาวก็เลยดูเป็นนายแบบขึ้นไปอีก

“มองอะไร หล่ออ่ะดิ”

จู่ๆพี่จ้าวก็พูดขึ้นตอนที่พวกเราอยู่บนกระเช้าลอยฟ้าเพื่อไปยังด้านบนของนัมซานทาวเวอร์ จริงๆมันก็มีทางให้เดินแหละแต่ห้าวันที่ผ่านมาพวกเราเดินไปมาเยอะแล้วไอ้พีก็เลยให้ขึ้นกระเช้าแทน

“ก็งั้นๆอ่ะพี่”

“งั้นเหรอวะ กูเห็นมึงจ้องพี่จ้าวตั้งแต่โรงแรมละนะ”

แล้วไอ้โดมก็โดนผมตีแขนไปหนึ่งทีในข้อหาที่มันพูดมาก พี่จ้าวยิ้มขำก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปวิวเล่น

“ก้องหันหน้ามาหน่อย ยิ้มด้วย หนึ่ง สอง สาม”

พอถ่ายรูปผมเสร็จคนใส่แว่นก็ยิ้มแล้วส่งโทรศัพท์มาให้กัน

“ผมถ่ายให้พี่บ้างมั้ย มาๆ”

ผมกดเปิดกล้องพลางหันไปทางที่พี่จ้าวยืนอยู่

“ถ่ายให้กูด้วยนะ”

ไอ้โดมกระซิบข้างหูแล้วผละออกไป ผมกดถ่ายให้พี่จ้าวสองสามรูปก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนพอดีที่เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้น พี่จ้าวรับโทรศัพท์ไปดูรูปแล้วก็ยิ้มกว้าง

“ถ่ายดีนะเราอ่ะ”

ผมยักไหล่ตอบกลับไปแบบกวนๆไม่ได้พูดอะไรต่อ ไม่นานหลังจากนั้นเราสี่คนก็มาถึงนัมซานทาวเวอร์ สิ่งแรกที่ไอ้พีเห็นแล้วมันจะรีบวิ่งไปซื้อก็คือมันฝรั่งเกลียวกับไส้กรอกชีสแต่ก็โดนไอ้โดมคว้าคอไว้ก่อน

“เดี๋ยวก่อน มึงวิ่งหาแต่ของกินแบบนี้ไม่ได้เพื่อน”

“ก็กูอยากกินอ่ะ ปล่อยกูไอ้โดมมมม”

ไอ้พีลากเสียงยาวแล้วดิ้นๆจนไอ้โดมยอมปล่อย พอปล่อยแล้วมันก็ทำหน้ายุ่ง

“มึงแกล้งกูอ่ะ เดินไปซื้อมาเลยนะ”

ผมเลิกสนใจพวกมันสองคนแล้วถ่ายรูปบรรยากาศรอบๆ หันไปก็เห็นพี่จ้าวกำลังถ่ายรูปอยู่เหมือนกัน

“พี่จ้าว”

คนตัวสูงกว่าผมหันกลับมาแล้วเลิกคิ้วสูง

“ถ่ายรูปกัน”

พี่จ้าวพยักหน้าแล้วเดินมาหยิบโทรศัพท์ผมไปกดเปิดกล้องหน้าเพื่อถ่ายเซลฟี่ กดไปประมาณสิบครั้งจนกว่าเราจะพอใจแล้วหลุดขำออกมาเมื่อกดดูรูปที่ถ่ายไป

“ก้องทำหน้าตลกอ่ะอันนี้”

พี่จ้าวขำจนตาปิดเมื่อเห็นรูปที่ผมทำหน้าเลียนแบบตัวการ์ตูนมาสคอตด้านหลัง

“พี่ก็เหมือนกันอ่ะ ทำหน้าโคตรเหมือนไก่”

ผมเปิดรูปล่าสุดที่ถ่ายเมื่อกี้แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปรียบเทียบกับหน้าของพี่จ้าว คนอะไรจะหน้าเหมือนไก่ได้ขนาดนี้วะ

“พอๆ เหมือนไก่ตรงไหนก้อง”

ผมหัวเราะที่เห็นว่าพี่จ้าวเริ่มจะคาดโทษตัวเองอีกรอบ เดินไปถ่ายรูปต่ออีกหน่อยไอ้โดมกับไอ้พีก็เดินมาทางที่ผมกับพี่จ้าวยืนอยู่พร้อมกับขนมในมือ

“คือมึงซื้อให้มัน?”

ผมถามเมื่อเห็นว่าไอ้โดมทำสีหน้าเซ็งๆ

“เออดิ แค่นี้มันยังจะให้กูเลี้ยงอีก”

ไอ้พีทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้แล้วกินขนมในมือมันต่อไป พอถ่ายรูปด้วยกันสี่คนเสร็จไอ้พีก็เสนอให้เราไปคล้องกุญแจกันก่อนที่จะขึ้นไปด้านบน โดยที่มันให้เหตุผลว่า

“ไม่ต้องเป็นแฟนกันก็คล้องได้ ดูดิ ขนาดเคสโทรศัพท์ยังมีเลยอ่ะ”

นั่นแหละครับเป็นเหตุผลของมัน

ใช้เวลาสักพักในการเลือกกุญแจ ผมที่เลือกได้ก่อนพวกมันก็จ่ายเงินแล้วมานั่งรอที่โต๊ะสำหรับเขียนข้อความโดยที่มีพี่จ้าวเดินตามมา

“จะเขียนอะไรดีอ่ะ”

ผมส่ายหน้าให้พี่จ้าวเป็นคำตอบ รอสักพักจนสองคนนั้นเดินมาผมถึงได้ลงมือเขียนข้อความสั้นๆ ส่วนใหญ่เขามักจะเขียนชื่อคนที่จะอยู่ด้วยกันเช่นแฟนหรือคนสำคัญลงบนตัวแม่กุญแจซึ่งผมก็เขียนชื่อตัวเองแล้วก็เพื่อนลงไป ก่อนที่จะชั่งใจว่าจะเขียนชื่ออีกคนลงไปด้วยดีหรือเปล่า

“ไม่เขียนชื่อพี่พี่งอนนะก้อง”

พี่จ้าวพูดขึ้นและนั่นก็ทำให้ผมรู้ตัวว่าพี่เขาแอบดูที่ผมเขียนมาตั้งนานแล้ว

“ขี้โกงอ่ะ เอาที่พี่เขียนมาดูบ้างเลยนะ”

ผมรีบเขียนแล้วเอาแม่กุญแจของตัวเองไปวางไว้ห่างๆมือพี่จ้าวแล้วฉวยโอกาสหยิบของพี่เขามาดู

“เค พี ดี เจเจ ชื่อย่อทั้งนั้นเลยอ่ะ แล้วงี้พี่จะจำได้เหรอ”

ผมถามขึ้นเมื่อเห็นสิ่งที่พี่จ้าวเขียนบนแม่กุญแจ คนใส่แว่นยักคิ้ว

“ของแบบนี้ไม่ต้องจำหรอก มันอยู่ที่ใจ”

จบคำพูดไอ้พีก็แซวพี่จ้าวไปตามระเบียบ

หลังจากที่เขียนข้อความเสร็จเราสี่คนก็เดินไปยังรั้วสำหรับคล้องกุญแจ แน่นอนว่าผมพยายามที่จะหาเหล็กที่มันว่างๆแต่ดูเหมือนจะไม่มีก็เลยหาตรงที่มีคนคล้องน้อยๆแทน

“คล้องเสร็จแล้วมาถ่ายรูปกันนะทุกคน”

 


ทริปหนึ่งอาทิตย์ที่เกาหลีจบลงโดยสวัสดิภาพเมื่อผมกลับมาถึงไทย ทันทีที่เครื่องแลนดิ้งปุ๊บผมก็รู้สึกว่าเวลาแห่งความฝันจบลง

“กูไม่อยากเชื่อว่าเราจะกลับไทยแล้ว”

เป็นไอ้โดมที่พูดขึ้น ผมรอมันจัดการกับของบนที่เก็บให้เรียบร้อยถึงค่อยลุกออกมา ไอ้พีกับพี่จ้าวเดินออกมาทีหลังเพราะมัวแต่จัดการกับอุปกรณ์การนอน ผมเพิ่งสังเกตตอนที่กำลังรอรับกระเป๋าว่าพี่จ้าวท่าทางงัวเงียเหมือนเพิ่งตื่น

“พี่จ้าวหลับตลอดเลยอ่ะ กูเพิ่งปลุกตะกี้”

ไอ้พีเดินมาบอกผมแล้วมันก็เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางของตัวเอง

“เออแล้วโดมกับก้องกลับกันยังไงอ่ะ”

พอได้กระเป๋าครบแล้วพี่จ้าวก็ถามขึ้น ถ้าให้ผมเดาแน่ๆเลยคือไอ้พีจะต้องกลับกับพี่จ้าว ส่วนไอ้โดมที่บ้านมันอาจจะมารับ ผมก็เหมือนกัน

“ผมที่บ้านมารับอ่ะ ไอ้ก้องอ่ะ?”

“เหมือนกัน”

ไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมรู้สึกเหมือนเวลาแห่งความสุขกำลังจะจบลง

บางทีอาจจะเป็นเพราะผมอยากอยู่กับพี่จ้าวต่อ

“งั้นออกไปพร้อมกันเลยเนอะ ค่อยไปแยกกันข้างนอก”

พี่จ้าวเป็นคนเสนอความคิดเหมือนรู้ใจผม ไม่สิ บางทีพี่จ้าวอาจจะคิดเหมือนผมก็ได้

 


“พี่ก้อง! กลับมาแล้วว”

ทันทีที่เราเดินออกจากเกทผมก็เห็นพ่อกับแม่แล้วก็น้องกล้ายืนรออยู่พร้อมกับที่บ้านของไอ้พีแล้วก็ไอ้โดม น้องกล้าวิ่งมากอดผมแน่นแล้วให้ผมหิ้วตัวเองเดินกลับมาหาพ่อกับแม่ ผมฝากของไว้ก่อนจะเดินไปทักทายที่บ้านของไอ้โดมกับไอ้พี แต่จู่ๆขาก็เหมือนจะก้าวไม่ออกไปดื้อๆเมื่อเห็นว่าพี่จ้าวกำลังกอดกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ด้วยท่าทางมีความสุข

“มึงจะไปหาพ่อไอ้พีป่ะก้อง?”

“........”

“ก้อง?”

ไอ้โดมสะกิดผมที่จู่ๆก็หยุดเดินทั้งๆที่อีกไม่กี่ก้าวก็จะเดินไปถึงตัวไอ้พีแล้ว ผมหันไปมองหน้ามันแบบไม่พูดอะไรไอ้โดมก็คงรู้สึกได้

“เป็นอะไรวะ ไปๆ จะได้แยกย้ายกัน”

ผมโดนไอ้โดมลากไปสวัสดีพ่อกับแม่ไอ้พีแล้วก็พูดคุยกันอีกนิดหน่อย พี่จ้าวส่งยิ้มให้ผมเหมือนทุกครั้งพร้อมกับคำพูดที่ทำให้สมองผมตื้อไปชั่วขณะ

“ก้อง นี่คู่หมั้นพี่เอง จีน”

และนี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดลง

 

 

“ใจคอมึงไม่คิดจะบอกกูเร็วกว่านี้เลยเหรอก้อง นี่ถ้ากูไม่ไปหามึงที่บ้านก็คงไม่รู้ใช่มั้ยว่ามึงจะไปแคนนาดาวันนี้?”

ไอ้โดมตัดพ้อผมหลังจากที่ผมเช็คอินที่เคาท์เตอร์เรียบร้อยแล้ว เมื่อเช้านี้มันมาหาผมที่บ้านเพื่อที่จะชวนผมไปหาอะไรกินด้วยกันแต่มันดันมาตอนที่ผมกำลังเอากระเป๋าเดินทางขึ้นรถพอดีก็เลยกลายเป็นว่ามันมาส่งผมที่สนามบินด้วยไปเลย

“ก็กูลืมไง ว่าจะบอกๆหลายครั้งแล้ว”

“แล้วนี้ไอ้พีก็ยังไม่รู้?”

ผมพยักหน้า

ที่จริงสาเหตุที่ผมไม่ได้บอกพวกมันก็เพราะผมคิดแล้วคิดอีกว่าจะบอกไอ้พีดีมั้ย ผมไม่อยากให้มันรู้แล้วไปบอกใครอีกคนซึ่งผมไม่ค่อยอยากเจอหน้าสักเท่าไหร่

“แล้วมึงจะบอกมันมั้ยเนี่ย”

“ก็บอกแหละ แต่ตอนนี้มันคงมาไม่ทันแล้วมั้งมึง”

“มึงบอกมันเลยนะ ไม่งั้นโดนงอนแน่”

ไอ้โดมสั่งผมโดยการหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมากดโทรออกหาไอ้พีแล้วส่งมาให้กัน

“มึงคือกูไม่..”

[ฮัลโหลโดม มีไร]

ยังไม่ทันที่จะได้พูดกับไอ้โดมเสียงไอ้พีที่ปลายสายก็ดังขึ้นก่อน

“มึง กูก้องนะ”

[ว่าไงก้อง ทำไมเอาเบอร์ไอ้โดมโทรมาอ่ะ หรือว่าแอบไปกินขนมกันแล้วไม่บอกกู?]

น้ำเสียงไอ้พีฟังดูเหมือนจะเคืองๆแต่ผมก็คิดว่ามันแค่แกล้งเล่นเท่านั้นจึงบอกสิ่งที่ไอ้โดมสั่งผมไป

“ไม่ คือกูจะไปเรียนต่อที่แคนนาดาแล้วนะ ขอโทษที่ไม่ได้บอกมึง..”

[อะไรนะ! มึงไปวันนี้หรอ? ทำไมกะทันหันจังวะ แล้วทำไมไม่บอกกูก่อนอ่ะ โอ๊ยย]

ผมเงียบกะว่าจะปล่อยให้ไอ้พีด่าได้เต็มที่ถ้าไม่ติดว่าผมได้ยินเสียงเรียกชื่อบุคคลที่สามที่ปลายสาย

[พี่จ้าว ไอ้ก้องจะไปแคนนาดาวันนี้อ่ะ ไม่ทันแล้วเนี่ย]

“งั้นแค่นี้ก่อนนะมึง กูต้องไปแล้วอ่ะ”

[ก้อง..]

ผมกดวางสายก่อนที่จะได้ยินเสียงพี่จ้าวเรียกชื่อ ส่งโทรศัพท์คืนให้ไอ้โดมด้วยมือสั่นๆแต่ก็ยังฝืนยิ้มส่งให้มัน

“กูบอกไอ้พีละนะ ฝากดูแลมันด้วย”

“มึง ไม่โอเคใช่มั้ย?”

ไอ้โดมถามผมด้วยน้ำเสียงติดเป็นห่วง จะว่าไงดีล่ะ แค่เมื่อกี้ได้ยินชื่อพี่จ้าวผมก็รู้สึกว่าตัวเองโคตรอ่อนแอเลยอ่ะ

“จริงๆก็ไม่อ่ะ แต่กูต้องโอเค”

“มึงชอบพี่จ้าวใช่มั้ย”

ราวกับเป็นคำถามที่ทำให้โลกของผมหยุดนิ่ง ผมเงยหน้าส่งยิ้มบางให้ไอ้โดมก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ

“แล้วมึงรู้ใช่มั้ยว่าพี่จ้าวจะแต่งงานวันนี้”

“กูรู้หมดแหละโดม แต่ที่กูไม่รู้ก็คือทำไมกูต้องชอบเขาด้วยวะ เขามีคู่หมั้นแล้วนะมึง กำลังจะแต่งงานกันด้วยอ่ะ”

ผมได้ยินเสียงไอ้โดมถอนหายใจก่อนนที่มันจะดึงตัวผมไปกอด นาทีนั้นเหมือนขีดจำกัดของผมหมดลง จากตอนแรกที่ผมคิดว่าตัวเองจะไม่ร้องไห้แล้วก็ร่วมยินดีไปกับพี่จ้าวได้มันกลายเป็นตรงข้าม ผมไม่กล้าแม้แต่จะไปร่วมยินดีกับเขาหรือแม้แต่จะเห็นหน้าหรือได้ยินเสียงเขาสักนิด

เพราะพี่จ้าวเป็นรักแรกของผม

เพราะคิดว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว

แต่ผมลืมคิดถึงความจริงที่ว่าต่อให้พี่จ้าวเป็นรักแรกของผม แล้วผมเป็นอะไรสำหรับเขาล่ะ?

“กูอยากยินดีกับเขานะเว้ยโดม แต่กูทำไม่ได้จริงๆว่ะ เมื่อกี้ที่มึงให้กูบอกไอ้พีกูก็ได้ยินมันบอกพี่จ้าว”

“...........”

“กูแม่งโคตรอ่อนอ่ะ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว”

ไอ้โดมตบไหล่ผมเบาๆเป็นเชิงปลอบแต่มันก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“ถ้ากูรู้เร็วกว่านี้ กูก็คงตัดใจไปนานแล้วอ่ะมึง”

“ไม่มีใครตัดใจได้หรอกมึง มีแค่รู้สึกน้อยลงแค่นั้นแหละ”

ผมผละออกจากไอ้โดม พยายามยิ้มให้มันรู้สึกสบายใจ เพื่อนสนิทหยิบทิชชูมาโปะหน้าผมก่อนจะพูดออกมา

“หยุดร้องได้ละ มึงร้องไห้แล้วหน้าตาโคตรดูไม่ได้อ่ะ”

“เออ กูไม่ร้องละแม่ง”

“ดีมาก ไปๆ ไปหาพ่อกับแม่มึงก่อน”

 

 

 

“มีอะไรจะฝากไปยินดีด้วยมั้ย?”

 

 

“กูก็ขอให้เขามีความสุขละกัน กูทำได้แค่นี้แหละ”

 

ต่อให้ในวันข้างหน้าผมจะเจอเขาอีก ก็คงเป็นอย่างที่ไอ้โดมบอก ว่าไม่มีใครตัดใจได้ แต่ถึงวันนั้นผมก็ได้แต่หวังว่าความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่จ้าวจะน้อยลง

จนกลายเป็นผมที่ไม่รู้สึกอะไรกับเขาอีกเลย

 

 

 


END




กลับมาแล้วค่ะ หลังจากหายไปนาน

อันนี้ก้ถือว่าเป็นฟิคส่งท้ายก่อนที่เราจะหายไปอีกยาวๆเพราะต้องเตรียมสอบแล้วนะคะ ฮือ

เรื่องนี้ได้แรงบันาลใจมาจากเรื่องจริงนิดหน่อยค่ะ ในแง่ขอความรู้สึกอะไรแบบนี้

ฝากฟิคสั้นเจเคเรื่องอื่นๆของเราด้วยนะคะ (จิ้มลิ้งค์ได้เลยค่า)

Missed Call

My Roommate 

Between US

Once Upon A Time กาลครั้งหนึ่งในฤดูหนาว

The YOU เพราะนายไม่เหมือนใคร

ท้ายที่สุดก็ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ

เราอ่านทุกคอมเม้นต์เลยค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ

ถ้าสอบติดแล้วเรากลับมาแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้เราด้วยน้าา

Mind K 

151018





 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mind K. จากทั้งหมด 19 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น