คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic Seven Knights] Safe and Sound (Rudy x Evan)

สถานที่เพียงหนึ่งเดียว...ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องการที่จะรักษาไว้ สรวงสวรรค์ของพวกเขาสองคน

ยอดวิวรวม

512

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


512

ความคิดเห็น


4

คนติดตาม


8
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  11 ธ.ค. 60 / 16:20 น.
นิยาย [Fic Seven Knights] Safe and Sound (Rudy x Evan) [Fic Seven Knights] Safe and Sound (Rudy x Evan) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
 ยินดีต้อนรับทุกคนที่เข้ามาในแฟนฟิคเรื่องนี้นะคะ !
ฟิคเรื่องนี้มาจากเกมส์มือถือ Seven Knights นั่นเองและมีเนื้อหาเป็น Boy's Love ! ดังนั้นหากใครไม่ชอบก็ขอให้กด X มุมขวาบนนะคะ
ซึ่งไรท์ขอสวนกระแสดี้คริสมาแต่งคู่ Rudy x Evan และไรท์เองก็หวังว่าเราอาจจะสามารถแจวเรือนี้ไปด้วยกันได้---(//สัญญาณขาดหาย)
คำเตือน : ฟิคเรื่องนี้เป็นเพียงการมโนของไรท์เท่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเกมส์จริงใดๆทั้งสิ้น !
และไรท์ขออนุญาตินำเพลง Safe and Sound ของ Taylor Swift Ver.Cover by Tiffany Alvord & Megan Nicole มาประกอบฟิคนะคะ เพราะรู้สึกเพลงนี้เข้ากับคู่นี้ดี (หรือไรท์คิดไปเอง)
สุดท้ายนี้ไรท์ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ! 


เนื้อเรื่อง อัปเดต 11 ธ.ค. 60 / 16:20


อย่าลืมนะครับ! ’

นัยน์เนตรคมสีเขียวเข้มค่อยๆปรือขึ้นช้าๆจากห้วงฝันอันน่าคะนึงหาก่อนจะกะพริบน้อยๆเพื่อไล่ความงัวเงียออกไป ร่างแกร่งยันกายขึ้นจากที่นอนพลางนวดขมับที่ปวดตุบๆของตัวเอง ช่วงนี้เขารู้สึกว่าตัวเองอารมณ์แปรปรวนง่ายแปลกๆซึ่งสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องมากมายที่พากันรุมประดาเข้ามา จนเขาแทบจะข่มตานอนไม่หลับ มีเมื่อคืนนี่ล่ะที่ความเหนื่อยล้าเอาชนะจิตใจและร่างกายของเขาได้ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทราวรัตติกาลลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินเข้าไปชำระล้างร่างกายในห้องน้ำ

ความฝันเมื่อกี้ตั้งนานเท่าไรแล้วนะ

เขาพยายามนึกคำพูดต่อจากนั้นแต่ไม่ว่าจะนั่งคิดหรือยืนคิดก็คิดไม่ออกจนได้แต่ถอนหายใจเฮือกปล่อยให้สายน้ำอุ่นร้อนไหลชะโลมร่างของตัวเองพร้อมชะล้างความคิดเหล่านั้นออกจากหัวไปด้วย ชายหนุ่มก้มมองมือหนาของตนแล้วก็เผลอหลุดเข้าไปในห้วงภวังค์

มือคู่นี้ที่เขาเคยใช้เพื่อกอบกุมมือเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่งไว้

มือคู่นี้ที่เขาเคยใช้เพื่อโอบกอดร่างของเด็กคนนั้นอย่างทะนุถนอม

และก็เป็นมือคู่นี้ที่หันคมดาบใส่เด็กชายที่เติบใหญ่คนนั้นหักหลังอีกฝ่ายอย่างเลือดเย็น

ลูดี้กำหมัดแน่นพลางข่มตาลง หัวใจราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดไว้แน่นทุกครั้งยามหวนนึกถึงเหคุการณ์เมื่อวันนั้น สีหน้าและแววตาที่ฉายชัดถึงความผิดหวังและโศกเศร้าของเด็กหนุ่มเจ้าของผมสีน้ำตาลเปลือกไม้ยังคงตราตรึงอยู่ในใจเหมือนตะปูตัวใหญ่ที่ตอกลึก เขาไม่เคยนึกเลยว่าจะเป็นตัวเขาเองที่ทำร้ายเด็กหนุ่มคนนั้นตัวเขาที่เคยสัญญาเอาไว้ว่าจะปกป้องดูแลอีกฝ่ายให้ดีที่สุด

แต่มันก็เพื่อทุกคนเพื่อชาวเมืองเทอร่าเพื่อทุกคนบนโลกนี้

รวมถึงนาย

เขารู้ว่าเขาไม่ควรจะมีความรู้สึกแบบนี้หลังจากตัดสินใจไปแล้วเขาควรจะตัดอดีตพวกนั้นให้ขาดเขาจะต้องไม่ลังเล

ร่างแกร่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝือนบนใบหน้า

ทำไมจะต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วยนะ

ความทรงจำเหล่านั้นช่างเลือนรางจนบางครั้งก็นึกสงสัยกับตัวเองว่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่เขาคิดขึ้นมาเองรึเปล่า

แต่เขารู้คำตอบนั้นดี

เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่ฉุดรั้งเขาเอาไว้

สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลังเลมาจนถึงทุกวันนี้

 

เฮ้อ… ”

ถอนหายใจมากๆระวังจะอายุสั้นล่ะ

ลูดี้หัวเราะในลำคอน้อยๆกับสกิลปากร้ายของเพื่อนสนิทซึ่งเขารู้ดีว่าอีกฝ่ายก็แค่ปากจัดไปอย่างนั้นล่ะทั้งที่ความจริงเจ้าตัวก็คงจะกังวลไม่ใช่น้อยถ้าดูจากการที่ชายหนุ่มในชุดเกราะสีดำเดินดุ่มๆเข้ามาดึงเอกสารในมือเขาออกก่อนจะเอ่ยเป็นเชิงบังคับ

นั่งอ่านเจ้านี่สักกี่รอบก็ไม่ทำให้หาทางออกได้หรอก ไปพักซะ หน้านายแทบจะไม่ต่างกับซอมบี้ในสุสานแถวนี้แล้ว

อย่างน้อยก็ทำให้รู้ความเป็นไปข้างนอกนะ… ”

เหอะ ยังไงก็คงมีแต่เรื่องเดิมๆนั่นล่ะคริสโยนกระดาษปึกนั้นทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี

หลังจากเหตุการณ์ที่ปาสคาลปลุกเทพแห่งการทำลายล้างให้มาจุติในร่างตัวเองและคารินถูกเดลโลนส์จับตัวไป เขาและเซเว่นไนท์คนอื่นก็มาอาศัยอยู่ที่ปราสาทของคริสเป็นการชั่วคราวเพราะจากที่นี่คงจะเคลื่อนไหวอะไรได้สะดวกมากกว่า อีกอย่างข่าวของพวกปีศาจเองก็ไวมากด้วย เรียกได้ว่ายิ่งกว่ากลุ่มแม่บ้านช่างคุยแถวเมืองเทอร่าอีก

เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทคงจะไม่ปล่อยให้ตนอ่านเอกสารชุดนั้นต่อลูดี้ก็เอนกายพิงกับพนักเก้าอี้พลางยกแขนก่ายหน้าอย่างเหนื่อยล้า หากจะบอกว่าไม่เครียดเลยก็คงโกหก ไม่ว่าจะเรื่องของเทพแห่งการทำลายล้าง เรื่องของเดลโลนส์ หรือแม้แต่การที่ชาวเมืองเทอร่าหมดศรัทธาในตัวเขาแล้วนั่นทำให้อดีตผู้พิทักษ์หนุ่มคนนี้รู้สึกเหมือนตนกำลังเดินเข้าแท่นประหาร ความกดดันและสิ้นหวังที่ไม่สามารถบรรยายได้พากันถาโถมมากดทับบนร่างจนแทบจะหายใจไม่ออก

แล้วยิ่งหลังจากที่เด็กคนนั้นไม่ได้อยู่เคียงข้างเขาอีกแล้ว

คิดเรื่องของอีวานอีกแล้วรึไง

บางทีลูดี้ก็นึกสงสัยเหมือนกันว่านี่คือเพื่อนสนิทหรือปรสิตในท้อง

“ … ถึงบอกว่าเปล่านายก็คงไม่เชื่ออยู่แล้วล่ะดังนั้นมีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ ไม่ต้องถามหรอก

 คริสแค่นเสียงเหอะแล้วปิดหนังสือที่กำลังอ่านลง เวลาอีกฝ่ายมีท่าทางแบบนี้ก็มีอยู่แค่เรื่องเดียวเท่านั้นล่ะ ความจริงหลังจากที่ลูดี้ยอมรับพลังแห่งการทำลายล้างซึ่งอยู่ในร่างของตัวเองเพื่อนสนิทเขาก็เปลี่ยนไปมาก จากที่เคยยิ้มอยู่เสมอก็เปลี่ยนมาเป็นเรียบเฉยและเย็นชา เรียกได้ว่าแทบไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งใดๆ จะมีก็แค่เรื่องของอีวานเท่านั้นที่ทำมันมีปฏิกิริยาขึ้นมาได้บ้าง

ทั้งที่แม้แต่เขาก็ยังรู้แท้ๆว่าเจ้าเด็กนั่นสำคัญกับเพื่อนเขามากแค่ไหน

มีแต่มันนี่ล่ะที่คงฉายา เจ้าบื้อสมองกลวงความรู้สึกช้าเหมือนเต่า ได้เสมอต้นเสมอปลาย

 “ นายแน่ใจแล้วเหรอว่านายต้องการแบบนี้ ?

ลูดี้ชะงักงันไปอย่างเห็นได้ชัดหลังได้ยินประโยคนั้นจากปากจ้าวแห่งปีศาจ  แววตาของเขามีอารมณ์ความรู้สึกอันมากมายวาบผ่านจนแทบจะจับไม่ได้แต่สิ่งที่คริสเห็นชัดที่สุดคือความโศกเศร้าและเจ็บปวดที่มากเสียจนแทบจะเอ่อล้นออกมาอดีตผู้พิทักษ์หนุ่มเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยตอบออกมาราวกับมันเป็นเรื่องที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว

อืมมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วล่ะ

สิ่งที่ดีที่สุดประโยคที่เจ้าตัวมักจะพร่ำบอกตัวเองเสมอ

สละส่วนน้อยเพื่อส่วนรวมมันเป็นหลักการที่ไม่ว่าใครก็เข้าใจและยอมรับได้

แต่กับคนส่วนน้อยล่ะกับคนที่เขาต้องสูญเสียล่ะ

เขายอมรับได้งั้นเหรอ

นายเคยคิดถึงเด็กคนนั้นหรือแม้แต่ตัวนายเองบ้างไหมตอนนายตัดสินใจน่ะ

ได้ยินคำตอบนั้นของเพื่อนคริสก็ลอบถอนหายใจแล้วไม่เอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ในเมื่อลูดี้ตัดสินใจเช่นนี้แล้วเขาก็ไม่อยากจะไปห้ามปรามหรือคัดค้านอะไรได้แต่หวังว่าลูดี้จะไม่เสียใจหรือเจ็บปวดจากการตัดสินใจของเจ้าตัวเองแล้วกัน

คริส

อะไร ?

หนังสือเล่มนั้น… ”

คริสมองหนังสือเล่มหนาในมือตนเอง ตัวอักษรสีทองรูปร่างสวยงามบนหน้าปกปรากฏเด่นหราเป็นคำว่า ประวัติศาสตร์ทวีปอาร์เดซึ่งพื้นที่ด้านล่างถูกครอบครองด้วยภาพวาดของทวีปที่ว่าที่ถูกวาดออกมาอย่างประณีตบรรจงคริสเลิกคิ้วน้อยๆเป็นเชิงถามลูดี้ที่ยังคงจ้องมันโดยไม่ละสายตา

เกิดสนใจประวัติศาสตร์ขึ้นมารึไง

เปล่า… ” ลูดี้พึมพำเบาๆกับตัวเองราวกับไม่ได้ต้องการพูดให้ใครฟัง ฉันแค่เคยเห็นหนังสือเล่มนั้นน่ะ… ”

เขายังจำได้ดีสีหน้าหวาดผวาของเด็กชายตัวน้อยคนนั้นยามเจ้าตัวถูกคุณปู่บังคับให้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เล่มเดียวกันตอนนั้นเขาจำได้ว่าตัวเองหัวเราะออกมาเสียงดังลั่นหลังเห็นใบหน้าราวกับฟ้าถล่มดินทลายของเด็กชาย ช่างเป็นสีหน้าที่ทำให้คนมองทั้งขำและเอ็นดูไปพร้อมๆกัน

เด็กคนนั้นเกลียดประวัติศาสตร์น่าดูเลยนี่นะ

คริสมองเพื่อนสนิทแวบหนึ่งแล้วก็ส่ายหัวน้อยๆอย่างระอาใจ

เจ้าตัวจะรู้ไหมนะว่าตัวเองแย้มยิ้มออกมาอย่างมีความสุขมากแค่ไหนตอนนึกถึงเด็กคนนั้นน่ะ

 

ในทวีปอาร์เดไม่ค่อยมีใครรู้จัก ทุ่งแสงจันทร์เท่าไรนัก

เพราะทุ่งที่ว่าเองก็อยู่ลึกเข้าไปในป่ามหัศจรรย์ซึ่งไม่เคยมีใครอาจหาญฝ่าดงมอนสเตอร์เข้าไปแถมยังไม่มีอะไรให้น่าจดจำเท่าสถานที่แห่งอื่นอีก

ซึ่งลูดี้ขอค้านกับประโยคนั้นหัวชนฝา

ความจริงทุ่งแสงจันทร์ไม่ได้โดดเด่นในยามกลางวันแต่มันจะงดงามที่สุดเมื่อดวงจันทร์ปรากฏค้างอยู่บนฟากฟ้าต่างหาก

เมื่อครั้งที่ยังอยู่เทอร่าเวลาว่างเขาจะชอบมานั่งพักที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้เสมอและก็มักจะพาใครบางคนมาด้วยเขากับเด็กคนนั้นจะมาฝึกดาบในที่แห่งนี้ทุกครั้งและหลังฝึกเสร็จพวกเขาก็จะทิ้งตัวลงนอนกับพื้นหญ้าพลางทอดสายตามองท้องนภายามรัตติกาลไปด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเล่าเรื่องราวที่ตนเองพบเจอในแต่ละวันให้อีกฝ่ายฟังก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกันด้วยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า

ลูดี้สะบัดหัวตัวเองหลังรู้ตัวว่าเผลอปล่อยตัวไปกับภาพในอดีตอีกครา เขาเดินทอดน่องไปตามเส้นทางที่คุ้นชินพลางฟังเสียงธรรมชาติยามค่ำคืนไปด้วย เขาสูดอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา ยังไงเขาก็ชอบบรรยากาศตอนกลางคืนของที่นี่อยู่ดีนั่นแหละน่า

ส่วนเรื่องมอนสเตอร์น่ะเหรอถ้าพวกมันโผล่ออกมาจริงก็ลองคิดดูแล้วกันว่าฝ่ายไหนกันแน่ที่จะถูกฟันหัวแบะ

เท้าเรียวที่พาร่างของตนเองมาถึงทุ่งแสงจันทร์ชะงักงันพร้อมดวงเนตรคมที่เบิกกว้างยามเห็นว่าสิ่งใดที่รอตนเองอยู่ตรงหน้า

ท่ามกลางทุ่งแสงจันทร์ซึ่งทอแสงนวลอ่อนจางไปทั่วบริเวณเพราะแสงจันทราที่สาดส่องลงมามีร่างของคนคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงนั้น

เส้นผมสีม่วงแซมเหลืองยาวปลิวสยายไปตามสายลมอ่อนๆที่พัดโชยมาพร้อมพัดพากลิ่นหอมที่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูกของชายหนุ่มกลิ่นของเด็กคนนั้น

คนตรงหน้าเหมือนจะรับรู้ถึงตัวตนของเขาจึงผินหน้ามาน้อยๆก่อนดวงเนตรสีอำพันสุกประกายคู่นั้นจะพลันเบิกกว้างไม่ต่างจากตัวลูดี้ ความตกตะลึงฉายชัดบนดวงหน้าที่ถูกแสงจันทราอาบย้อมแต่ก็ไม่อาจทำลายความงดงามของใบหน้านั้นได้กลับกันแสงสีขาวนวลเหล่านั้นยิ่งทำให้ร่างบอบบางดูโดดเด่นและมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้นราวกับเทพธิดาที่ลงมาจุติบนโลกมนุษย์

ภาพที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาไปได้

แม้ลูดี้จะเคลิ้มแต่อีกฝ่ายไม่ได้เคลิ้มไปด้วยเพราะในวินาทีต่อมาดาบคมกริบก็พลันตวัดมาหยุดตรงหน้าเขาราวกับจงใจ อำพันที่หรี่ลงน้อยๆสบกับอัญมณีสีเขียวเข้มเพียงชั่วครู่ก่อนเด็กหนุ่มผู้งดงามจะเอ่ยถามเสียงเย็น

มาที่นี่ทำไม

มาชมวิวแต่ตอบแบบนั้นไม่ได้สินะลูดี้ผู้ซึ่งดึงสติตัวเองกลับมาได้คิดเงียบๆในใจ ถ้าหากตอบเช่นนั้นออกไปจริงๆคงโดนดาบเล่มนี้ฟันคอขาดแน่เขาไม่ได้เอาอาวุธมาด้วยสิ

แต่ถึงเอามาเขาจะทำร้ายเด็กหนุ่มตรงหน้าได้ลงคอจริงเหรอ

จะใช้ดาบในมือตัวเองฟาดฟันร่างของอีกฝ่ายได้จริงๆงั้นเหรอ

“ …ฉันจะไปที่ไหนก็คงไม่ใช่เรื่องของนายมั้ง เขาเอ่ยตอบไปเช่นนี้และเมื่ออีวานเหลือบไปเห็นสภาพตัวเปล่าไร้ซึ่งศาสตราวุธใดๆของเขาเด็กหนุ่มก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อยแม้จะยังไม่ลดดาบที่จ่อคอหอยชายหนุ่มลงก็ตาม ร่างบอบบางในเสื้อรัดรูปสีดำเงียบไปสักพักแล้วจึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง

ถึงคุณจะตอบผมก็คงไม่สนใจอยู่ดีนั่นล่ะ… ” อีวานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง บังเอิญ ?

ลูดี้พยักหน้าเป็นคำตอบเงียบๆ

เด็กหนุ่มถอนหายใจเฮือกแล้วเก็บดาบในมือเข้าฝักข้างเอวดังเดิม ในเมื่อเป็นเรื่องบังเอิญเขาก็ไม่อยากจะมาคิดอะไรมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับศัตรูที่ตัวเปล่าแบบนี้เขามั่นใจว่าอีกฝ่ายมาคนเดียวเพราะเขาจับสัมผัสของคนอื่นนอกจากลูดี้ไม่ได้เลยแต่ถ้าหากเป็นพวกลบตัวตนได้เก่งงั้นเขาก็คงเอาตัวรอดยากแล้วล่ะ

แต่ความจริงอาจจะเป็นเพราะเขาเผลอมองเข้าไปในแววตาคู่นั้นก็ได้

นัยน์ตาที่แม้จะดูเรียบเฉยแต่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันมากมายนั่น

อีวานก่นด่าตัวเองในใจหลังรู้ว่าเผลอคิดอะไร ให้ตายเถอะ ต่อให้จะผ่านมานานเท่าไรลูดี้ก็ยังเป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลกับตัวเขาที่สุดอยู่ดีเขารู้ดีว่าถ้าหากอยู่อย่างนี้ต่อไปจะเป็นเขาเสียเองที่เสียเปรียบดังนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญอีวานจึงคิดจะไปจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว

ใช่ เขาคิดแบบนั้นจริงๆ ถ้าไม่ถูกอีกฝ่ายเรียกเอาไว้น่ะนะ

เดี๋ยวก่อน ! ”

ร่างบางชะงักแม้แต่ตัวชายหนุ่มที่เรียกก็ยังอึ้งกับตัวเอง ทำไมเขาถึงรั้งอีกฝ่ายไว้ล่ะ ? อีวานกำลังจะไปอยู่แล้วแท้ๆถ้าอย่างนั้นทำไมความคิดบางอย่างพลันปรากฏขึ้นมาในหัวโดยที่แม้แต่เขาก็ไม่รู้ตัว

ไม่อยากให้ไป

ไม่อยากให้อีกฝ่ายหายไปไหนอีกแล้ว

“ …คิดจะสู้รึไงครับ

ไม่ใช่ไม่ใช่แบบนั้นลูดี้รู้สึกลำคอแห้งผากยามมองแผ่นหลังเล็กของเด็กหนุ่มตรงหน้า ทั้งที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาสามารถพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปได้อย่างไม่ลังเลสามารถเดินเข้าไปโอบไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้สามารถสวมกอดร่างบอบบางนั้นไม่ให้อีกฝ่ายจากไปได้

แต่มันเป็นเพียงแค่คำว่า ถ้าหาก

ถ้าไม่มีอะไรงั้นผมขอตัว… ”

“ …อีวาน… ”

คิดถึง

อีวาน

คิดถึงที่สุด

เพียงแค่ชายหนุ่มเรียกชื่อตัวเองหัวใจของเจ้าของนามก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ก่อนเด็กหนุ่มจะรีบข่มกลั้นความรู้สึกที่พลันเอ่อล้นในหัวใจ อย่าเผลอหลงเชื่อลูดี้อีกเด็ดขาด อีวาน นายลืมแล้วเหรอว่าอีกฝ่ายเคยทำอะไรกับนายไว้นายอยากกลับไปอยู่ในคุกน้ำแข็งแบบนั้นอีกรึไง

อีวาน… ”

ร่างบางข่มตาแน่นเมื่อเสียงนั้นไม่ยอมหยุดเสียทีจนเขาหันกลับไปหมายจะบอกให้ชายหนุ่มเงียบแต่หลังสบมองเข้าไปในนัยน์เนตรคมคู่นั้น ฝ่ายที่ต้องหยุดก็กลับกลายเป็นเขาเสียเอง

แววตาที่มีแต่ความโศกเศร้า สับสนและถวิลหาขัดกับสีหน้าที่เรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

ราวกับเด็กน้อยที่หาทางออกไม่เจอ

เขามองใบหน้าที่ดูอิดโรยและอ่อนล้าของชายหนุ่มแล้วก็นึกสาปแช่งโชคชะตาของตัวเองที่ดลให้ตนนึกอยากออกมาเดินเล่นรำลึกความหลังวันนี้ อีวานหันกลับมาประจันหน้ากับลูดี้ตรงๆในที่สุดก่อนจะเอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย

ผมไม่ได้มีเวลามายืนฟังคุณเรียกชื่อผมแบบนี้ทั้งคืนหรอกนะครับ

อีวาน

ได้ยินที่ผมพูดไหมเนี่ย

อีวาน

โวะ!!! ร่างบางแทบจะทึ้งหัวตัวเองทิ้งเสียตรงนั้น นี่คนหรือหุ่นยนต์ พูดเป็นแค่คำเดียวรึไงหา !! เขาเดินดุ่มๆเข้าไปหาชายหนุ่มที่ตอนนี้เหมือนหมาโกลเด้นเซื่องซึมตัวโตแล้วก็จัดการออกแรงดันหัวซึ่งปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำนั่นลงมาซบไหล่ตัวเองอย่างแรงจนทั้งสองฝ่ายแอบกระอักเล็กน้อยก่อนเด็กหนุ่มจะเลิกคิ้วถามเสียงเรียบ

เหนื่อย ?

ลูดี้ซึ่งถูกความตกตะลึงเข้าครอบครองจิตใจไปกว่าครึ่งผงกหัวอย่างอึนๆ พออีวานเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจ

งั้นก็นอนพัก

“ …ท่านี้ ?

ให้พิงก็ดีโขแล้วครับ

ชายหนุ่มส่งเสียงฮึมฮัมในลำคอพลางเหลือบมองเด็กหนุ่มซึ่งตอนนี้เสี้ยวแก้มนวลนั้นแดงก่ำราวกับเจ้าตัวกำลังเขินอายแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆก่อนจะโดนร่างบางหยิกเข้าเต็มหลังคอจนหลุดเสียงร้องโอดโอย เห็นตาสีอำพันที่ถลึงมองตนอย่างเคืองๆแล้วเขาก็ได้แต่กลืนเสียงหัวเราะลงคอพลางพิงไหล่บอบบางเงียบๆแทน

อีวาน

ครับ ?

ฉันเหนื่อย

ก็บอกให้พักไง

อีวาน

อะไรอีกครับ

อีวาน

อีกละคำนี้มันกลับมาอีกแล้วอีวานอยากจะโยนร่างแกร่งทิ้งไปเสียตรงนั้นแต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเขาเพียงแค่ลูบหลังของชายหนุ่มเบาๆราวกับกำลังปลอบโยนพลางเอ่ยเสียงเบาเหมือนไม่เต็มใจเท่าไรนัก

ครับๆ ผมอยู่นี่แล้วนะ ไม่ต้องเรียกแล้ว

อีวาน

อือฮึ รู้แล้วครับ รู้แล้ว พักสักหน่อยเถอะครับ ผมจะอยู่ตรงนี้นั่นล่ะ

และสิ่งที่เด็กหนุ่มไม่มีวันรู้ก็คือเมื่อเขาเอ่ยประโยคนั้นออกไปริมฝีปากหยักได้รูปของชายหนุ่มก็พลันวาดออกเป็นรอยยิ้มบางๆอันแสนอ่อนโยนรอยยิ้มที่เหมือนกับตัวเขาเมื่อวันวาน

ต้องอยู่ตรงนี้นะ

ครับๆ ก็อยู่นี่แล้วไง

น่าแปลกที่ลูดี้รู้สึกเหมือนสิ่งที่เคยทับถมลงมาบนบ่าของตัวเองตลอดมลายหายไปหมดเมื่ออีวานอยู่เคียงข้างเช่นนี้เขาแย้มยิ้มออกมาจากใจจริงพลางค่อยๆปรือตาลงช้าๆ

ทั้งสองคนยืนอยู่เช่นนั้นเนิ่นนานท่ามกลางทุ่งแสงจันทร์ซึ่งยังคงทอแสงนวลอ่อนอย่างงดงาม แสงจันทราจากเบื้องบนยังคงสาดแสงลงมาอาบย้อมทั่วบริเวณราวทะเลสาบสีฟ้าจางเหมือนเมื่อครั้งอดีตที่พวกเรายังอยู่ด้วยกัน

ทุกสิ่งนั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนไปแต่พวกเขารู้ดีว่ามันมีบางสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ถึงจะรู้อยู่แก่ใจก็ตามแต่ถ้าหากเพียงเพื่อช่วงระยะเวลาสั้นๆนี้

ทั้งสองหลุดยิ้มออกมา กระทั่งวงแขนเผลอยกขึ้นโอบร่างของอีกฝ่ายไว้ตั้งแต่ตอนไหนพวกเขาก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

พวกเขาจะขอหลอกตัวเองสักครั้งก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

 

พบกันครั้งแรกสามารถเรียกว่าบังเอิญได้

แต่ถ้าเกิดพบกันอีกเป็นครั้งที่สองคงจะใช้คำนั้นไม่ได้แล้ว

“ …มาอีกแล้วเหรอครับ

ฉันจะมาตอนไหนต้องขออนุญาตินายด้วยเหรอ

ครั้งนี้ร่างบางเพียงปรายตามองเขาอย่างเย็นชาก่อนหันกลับไปทอดสายตามองทะเลแสงจันทร์ตรงหน้าอีกครั้ง ลูดี้เองก็ถือว่าปฏิกิริยานั้นคือคำอนุญาติจึงถือวิสาสะเดินไปหยุดอยู่ข้างๆอีกฝ่ายเอาเสียเลยจนอีวานถึงกับตวัดตามองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

ถอนหายใจมากๆระวังอายุสั้นนะลูดี้ยืมคำเพื่อนมาใช้

ก็คงจะสมใจคุณแหละครับถ้าเป็นแบบนั้นอีวานตอบเสียงเรียบเหมือนไม่ได้คิดอะไรมากแต่คำตอบนั้นกลับทำให้ลมหายใจของชายหนุ่มสะดุด ร่างแกร่งขมวดคิ้วแน่นแล้วกล่าวอย่างนิ่งเฉย

ฉันไม่เคยพูดแบบนั้น

แต่ก็คิดใช่ไหมล่ะครับ

แม้แต่คิดก็ไม่เคย นายนั่นล่ะที่คิดไปเอง

ฮ่า งั้นการที่ตามไล่ล่าผมมาตลอดนั่นเพื่ออะไรล่ะครับ ถ้าไม่ใช่เพราะอยากฆ่าผมน่ะ

นายไม่คิดบ้างเหรอว่าฉันไล่ตามนายก็เพื่อจะพาตัวนายกลับมา

สีหน้าและแววตาของอีวานพลันเย็นชาขึ้นมาทันทีเมื่อสิ้นคำพูดนั้นก่อนเขาจะแค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยัน

พาตัวกลับไปขังในคุกน้ำแข็งแห่งนั้นอีกน่ะสิครับ

ลูดี้รู้สึกราวกับหัวใจของตนถูกคมดาบนับหมื่นนับพันเล่มกรีดแทงยามได้ยินประโยคนั้น เหตุการณ์ในวันที่เขาหักหลังเด็กหนุ่มอย่างเลือดเย็นวาบผ่านเข้ามาในหัวอีกครั้ง สิ่งที่ตอกย้ำความผิดพลาดของตัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่า มือแกร่งเผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวก่อนเขาจะชะงักเมื่อมือเรียวขาวนวลราวมือของคนที่ไม่เคยจับดาบแตะมือข้างนั้นของเขาเบาๆ เขามองดวงหน้างดงามที่เรียบเฉยแต่ติดจริงจังของอีวานอย่างสงสัยเล็กน้อย

ผมไม่เสียใจกับการตัดสินใจของตัวเอง

อะไรนะ ?

ไม่ว่าเรื่องอะไรถ้าคุณตัดสินใจไปแล้วก็แสดงว่ามันคือสิ่งที่คุณเลือกสิ่งที่คุณคิดว่าดีที่สุดแล้ว

มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วล่ะ ประโยคที่เขาเคยตอบสหายสนิทไปดังก้องขึ้นในหัวซ้อนทับไปกับคำพูดของเด็กหนุ่ม

ผมเปลี่ยนความคิดคุณไม่ได้ผมทำให้คุณเห็นด้วยกับสิ่งที่ผมคิดไม่ได้เราต่างก็มองโลกนี้ต่างกันไป… ”

อำพันเม็ดงามสบกับมรกตเข้มราวกับห้วงน้ำลึกที่ดึงดูดทั้งสองฝ่ายให้จมดิ่งลงไป

ดังนั้นอย่าเสียใจกับสิ่งที่คุณเลือกครับ ลูดี้

อดีตผู้พิทักษ์หนุ่มนิ่งงัน คำพูดของอีกฝ่ายซึมซับเข้าไปในหัวใจจนเขาเผลอกอบกุมมือเรียวกลับ มือแกร่งอีกข้างยกขึ้นแตะแก้มนวลเบาๆพลางลูบไล้มันอย่างอ่อนโยนยามเอื้อนเอ่ยประโยคต่อมา

ต่อให้สิ่งที่ฉันเลือกคือการละทิ้งตัวตนเดิมของตัวเองไปน่ะเหรอ

ต่อให้มันจะทำร้ายนาย

อีวานราวกับรับรู้ถึงคำถามที่ไม่ได้เอ่ยออกมาของชายหนุ่มเพราะเขาเอียงหน้ารับกับสัมผัสอันแสนอบอุ่นนั้นอย่างถวิลหา เขาไม่ได้เอ่ยตอบคำถามนั้นไปทันทีแต่เพียงสบตากับลูดี้เงียบๆก่อนเด็กหนุ่มจะแย้มยิ้มออกมาบางๆ

คุณไม่ได้ทิ้งตัวคุณคนเดิมไปหรอกครับเชื่อคำพูดผมสักครั้งเถอะนะ

ต่อให้สิ่งที่คุณเลือกจะทำร้ายผมแต่ทางเลือกของผมเองก็สร้างความเจ็บปวดให้กับคุณเหมือนกัน

ทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเปลี่ยนตัวคุณไปทั้งหมดนี่ครับ

บางทีเราสองคนอาจจะเลือกทางที่ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดที่สุดอยู่ก็ได้

หืมพูดอะไรแบบนี้เป็นด้วยงั้นเหรอ… ”

ฮึ คุณแค่ไม่สังเกตต่างหากครับ

พวกเขามองหน้ากันก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ทั้งลูดี้และอีวานยิ้มบางๆให้กันก่อนทั้งสองจะหันไปทอดมองทุ่งแสงจันทร์เบื้องหน้าอีกครั้งด้วยหัวใจที่ไม่ได้หนักอึ้งเหมือนในคราแรกที่พบเจอกันอีกไม่มีใครเอ่ยอะไรหลังจากนั้นแต่บรรยากาศรอบกายของพวกเขาก็ไม่มีคำว่าอึดอัด มีก็แต่ความสงบใจราวกับคนที่เพิ่งกลับมายังสถานที่พักพิงของตนเองอีกครั้ง

กลับมายังสถานที่ที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน

 

หลังจากวันนั้นก็เป็นเหมือนสัญญาของทั้งสองแล้วที่ทุกคืนจะต้องมาพบกันที่ทุ่งแสงจันทร์แห่งนั้นโดยที่ไม่มีเพื่อนพ้องของฝ่ายไหนรับรู้ถึงการลอบพบกันเหล่านี้ ในช่วงแรกที่มาเจอกันพวกเขายังไม่ค่อยได้พูดอะไรกับอีกฝ่ายเท่าไรนักเมื่อมาถึงก็เพียงแค่ยิ้มให้กันแล้วยืนมองทุ่งแสงจันทร์อยู่เช่นนั้นด้วยความรู้สึกอุ่นใจที่แผ่ซ่านกลางอก  บางครั้งที่นึกครึ้มหน่อยก็จะยื่นมือไปกอบกุมมือของคนข้างๆไว้พลางกระชับแน่นซึ่งก็ไม่มีใครที่คิดจะผละออก และเมื่อมาพบกันหลายครั้งเข้าพวกเขาต่างก็เริ่มที่จะปริปากพูดกับอีกฝ่าย แม้ในตอนแรกจะยังเป็นคำถามทั่วไปจำพวก สบายดีไหม ก็ตามแต่พอผ่านไปนานๆคำถามพวกนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆแทน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับสงครามหรือคารินซึ่งเป็นหัวข้ออ่อนไหวของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นเรื่องจิปาถะในชีวิตประจำวันทั่วไปต่างหาก

ตอนแรกโซอีกับรีน่าเป็นคนรับผิดชอบเรื่องอาหารนะครับ แต่หลังจากต้องทนกินไข่ดาวไหม้เกรียมอยู่สองวันเต็ม เฟิงเยี่ยนกับผมก็เลยต้องจำใจหยิบกะทะเข้าครัวแทน

พวกนายทำอาหารเป็นงั้นเหรอ ?

อย่างน้อยไข่ดาวของพวกผมก็ไม่ไหม้

ลูดี้หัวเราะลั่นก่อนเขาจะเล่าเรื่องราวของตัวเองขึ้นมาบ้าง

เอเรียลเองก็เคยอยากลองทำอาหารอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกัน ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดถึงขั้นลงทุนไปอ้อนวอนขอแม่ครัวที่สถานกำพร้าให้เธอลองทำอาหารเย็นเลยล่ะ

แล้วผลสรุปก็คือ ?

พวกฉันไม่มีอะไรกินไปห้าวันเพราะครัวพัง

อีวานหัวเราะเสียงใสพลางเอนกายซบไหล่แกร่งแล้วผลัดกันพูดคุยอยู่เช่นนั้นอย่างไม่รู้เบื่อ รอยยิ้มสดใสประดับอยู่บนใบหน้าของทั้งสองตลอดเวลาที่พวกเขามาเจอกันและคงอยู่จนกระทั่งพวกเขาแยกย้ายกันกลับที่พักของตัวเอง คริสที่ตื่นแต่เช้ามาซ้อมดาบพอเห็นลูดี้ซึ่งกำลังเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆก่อนตวัดมือปาดาบใส่อีกฝ่ายอย่างไม่ลังเล

เฮ้ย !! ” ลูดี้หลุดเสียงร้องรีบรับดาบที่พุ่งมาทางตนได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด เขามองเพื่อนสนิทตนเองที่ปรบมือเป็นเชิงชื่นชมอย่างพูดไม่ออก

เก่งนี่ ยังไม่เสียสัญชาตญาณป้องกันตัวไปสินะ

“ …นายโยนดาบมาเพราะเรื่องแค่นั้น ?

คริสยักไหล่อย่างไม่คิดอะไรมากกับการประทุษร้ายเพื่อนตัวเอง ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินอ่อนหยิบดาบคืนจากมืออีกฝ่ายพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

ดูช่วงนี้นายอารมณ์ดีแปลกๆนะ ไปเจออะไรดีๆมารึไง

อืมก็ประมาณนั้นล่ะมั้งพอนึกถึงเด็กหนุ่มที่ตัวเองแอบไปพบเจอแล้วร่างแกร่งก็หลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง ให้ตายเถอะ เขาทนรอให้ถึงคืนนี้แทบไม่ไหวแล้วทุกวันไม่ว่าจะทำอะไรเขามักจะนั่งรอเวลาให้ยามราตรีมาถึงก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อแล้วเดินทางไปยังทุ่งแห่งนั้นอย่างรวดเร็ว เขาถึงขั้นเสียดายด้วยซ้ำเมื่อพระอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นมาจากขอบฟ้าซึ่งเป็นสัญญาณบอกให้พวกเขารู้ว่าหมดเวลาในค่ำคืนนั้นแล้ว

พอเห็นว่าลูดี้หลุดเข้าไปในห้วงภวังค์คริสก็ลอบคาดเดากับตัวเองในใจ เรื่องที่จะทำให้มันอารมณ์ดีแบบนี้ก็มีแค่ริมฝีปากบางเฉียบของจ้าวแห่งปีศาจกระตุกขึ้นน้อยๆเป็นรอยยิ้มบางๆ เขายักไหล่ก่อนจะเดินกลับไปฝึกซ้อมต่อทิ้งไว้เพียงลูดี้ที่ยังคงยืนเหม่อลอยอยู่เช่นนั้นอย่างหมดภาพพจน์

เอาเถอะถ้ามันทำให้เพื่อนของเขาไม่ทำหน้าอมทุกข์แบบนั้นอีกเขาก็ไม่คิดจะเข้าไปขวางอะไรหรอก

ท่านคริสคะ ท่านลูดี้เขาดูแปลกๆนะคะ… ” ซาร่าซึ่งผ่านมาพอดีบินเข้ามาถามเขาเสียงเบา คริสหัวเราะเบาๆในลำคอเล็กน้อยแต่ทำให้ซาคิวบัสสาวถลึงตาโตมองเขาอย่างตกตะลึง จ้าวแห่งปีศาจไม่ได้สนใจปฏิกิริยานั้นจากผู้รับใช้ผู้แสนภักดีของตนเพียงเอ่ยเสียงเรียบติดขบขันน้อยๆ

ก็แค่หมาที่เพิ่งเจอเจ้าของตัวเองเท่านั้น

รีบๆรู้ตัวล่ะ ว่าสิ่งไหนกันแน่ที่สำคัญกับนายจริงๆน่ะ

ก่อนทื่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้

 

ในค่ำคืนต่อมาเมื่อดวงจันทราเริ่มปรากฏบนฟากฟ้าลูดี้ก็รีบผลุนผลันออกนอกปราสาทไปยังทุ่งแสงจันทร์อีกครา ทันทีที่เขาเห็นร่างบอบบางที่คุ้นเคยนั่งรออยู่ที่ทุ่งนั้นแล้วใบหน้าหล่อเหลาก็พลันคลี่รอยยิ้มออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้จนอีวานที่เผลอหันไปมองรู้สึกราวกับเห็นหมาโกลเด้นตัวโตกำลังวิ่งมาทางตนเองอย่างไรอย่างนั้น

อีวาน! ”

อืมหมาจริงๆนั่นล่ะ อีวานคิดกับตัวเองในใจพลางปล่อยให้ลูดี้ทิ้งตัวลงมานอนตักตัวเองเหมือนคืนก่อนๆที่ผ่านมาอย่างไม่คิดอะไรมาก พอชายหนุ่มได้นอนหนุนตักร่างบางแล้วเจ้าตัวก็คลี่ยิ้มกว้างระหว่างซึมซับเอาไออุ่นและกลิ่นอายที่คุ้นเคยจากร่างนั้นอย่างโหยหา  ร่างบางผู้รู้สึกเหมือนถูกบางอย่างกระตุ้นก็เอื้อมมือไปลูบหัวสีดำนั่นเบาๆจนร่างแกร่งถึงกับตัวเกร็ง

ไม่ชอบเหรอครับ ?

“ …เปล่าก็แค่ไม่เคยมีคนลูบหัวฉันแบบนี้น่ะ… ” ลูดี้อุบอิบเสียงเบาพลางเสหน้าหนีน้อยๆซึ่งอีวานเห็นเสี้ยวหน้าที่ติดสีแดงเรื่อของเขาอย่างชัดเจน มันก็รู้สึกดีนิดๆล่ะมั้ง… ”

โธ่น้องหมาน้อยของผม… ”

ด่าหรือชม ?

คิดเอาเองแล้วกันครับ

เห็นลูดี้กอดอกแค่นเสียงเหอะแล้วสะบัดหน้าหนีเหมือนงอนนั้นอีวานก็หลุดหัวเราะเบาๆ มือเรียวยังคงลูบหัวของชายหนุ่มพลางสางเส้นผมสีดำนุ่มมือนั้นเล่นอย่างเหม่อลอยไปด้วย ลูดี้ที่เหมือนจะรับรู้ได้ถึงบรรยากาศแปลกๆจากเด็กหนุ่มก็หันกลับมามองสีหน้าของเขาแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว

ถึงฉันถามนายก็คงไม่ตอบสินะว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

อา รู้ตัวก็ดีแล้วครับ เพราะงั้นนอนเงียบๆไปเถอะ อีวานจัดการดันหน้าชายหนุ่มออกจนเกิดเสียงดังกร่อกพร้อมเสียงร้องโอดครวญของคนบนตักที่จับคอของตัวเองอย่างน่าสงสาร ลูดี้บ่นพึมพำเบาๆกับความโหดของคนตัวเล็กที่นับวันยิ่งมากขึ้นก่อนเขาจะสบมองดวงเนตรสีอำพันงดงามนั้นตรงๆ แม้อีกฝ่ายจะยังมีรอยยิ้มแต่เขารู้ดีว่าในดวงเนตรคู่นั้นหาได้ยิ้มอยู่เหมือนภายนอกที่เห็นไม่ มือแกร่งยกขึ้นกุมแก้มนวลข้างหนึ่งไว้ในขณะที่ยังไม่ละสายตาออกจากกันก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นมา

สำหรับฉันที่นี่เป็นเหมือนบ้าน… ”

สถานที่เพียงแห่งเดียวที่เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้

ไม่จำเป็นต้องคิดถึงภาระหน้าที่ใดๆไม่จำเป็นต้องคิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

เป็นเพียงลูดี้แค่ลูดี้เท่านั้น

เป็นที่ที่ฉันสามารถผ่อนคลายจากเรื่องทุกอย่างเป็นสถานที่ที่แสนสำคัญที่อยากจะรักษาไว้… ”

เป็นเพียงทางเดียวที่จะได้อยู่เคียงข้างนายแบบนี้

นายผู้เป็นเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบเล็กๆใบนี้ของฉัน

เพราะฉะนั้นฉันเองก็อยากจะให้นายรู้สึกแบบเดียวกันนะอีวาน… ”

เจ้าของนามเบิกตากว้างก่อนดวงเนตรสีเหลืองทอประกายจะค่อยๆหรุบลงเช่นเดียวกับมือเรียวซึ่งเคยสางเส้นผมของชายหนุ่มเล่นก็ได้หยุดชะงัก อีวานโน้มตัวลงมาจนใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือ ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดใบหน้ายิ่งทำให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงการที่เขาได้อยู่ข้างๆลูดี้เช่นนี้อีกก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆแต่ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันเพียงนี้ทั้งๆที่เพียงแค่เอื้อมมือออกไปก็สามารถสัมผัสโครงหน้าเรียวของอีกฝ่ายเอาไว้ได้แท้ๆ

มันกลับห่างไกลเหลือเกิน

เหมือนภาพฝันที่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไรก็คว้ามาไว้ในมือไม่ได้

คุณเคยคิดบ้างไหมครับว่าถ้าไม่มีเรื่องวันนั้นตอนนี้มันจะเป็นยังไง

พวกเราจะยังอยู่ด้วยกันแบบนี้เหมือนเมื่อวันวานหรือเปล่า

ลูดี้ได้ยินคำถามนั้นก็นิ่งงันไป เขามองดวงหน้างดงามที่อยู่ในระยะประชิดแล้วก็มองสบลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย คลื่นอารมณ์ความรู้สึกอันมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้นไม่ต่างจากสิ่งที่อยู่ข้างในหัวใจของเขามือแกร่งเอื้อมไปสัมผัสเส้นผมสีม่วงแซมเหลืองที่ยาวลงมาอย่างเบามือ เมื่อก่อนมันเคยเป็นสีน้ำตาลแบบเดียวกับเขาแต่ตอนนี้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปแล้วทั้งเขาและอีวานต่างก็เปลี่ยนไปตามกาลเวลา

แต่ในความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ยังมีสิ่งที่คงเดิมอยู่

คำถามของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจของเขาตั้งแต่เหตุการณ์วันนั้นเหมือนกัน

คิดสิคิดมาตลอดเลยล่ะเขาตอบด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยจนอีวานเผลอคิดว่าตนอาจจะหูฝาดไปเอง แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าของชายหนุ่มแล้วร่างบางก็กุมมือหนาข้างนั้นเอาไว้หลวมๆราวกับให้กำลังใจ ลูดี้สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง

บางทีพวกเราอาจจะยังร่วมมือกันตามล่าเดลโลนส์ช่วยกันปกป้องชาวบ้านจากมอนสเตอร์ที่เริ่มบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆหรือบางทีนายอาจจะได้เจอประสบการณ์ต้องอดรนทนหิวเพราะครัวพังจากฝีมือเอเรียลเหมือนฉันก็ได้ ”  ทั้งสองหัวเราะออกมาเบาๆ พวกเขามองตากันแล้วก็พลันรับรู้ถึงประโยคที่ไม่ได้ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา

ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเราก็คงจะยังอยู่ด้วยกัน

แม้หัวใจจะรู้แต่สมองกลับไม่ได้สั่งให้เลือกทางนั้น

แต่มัน..ก็เป็นแค่คำว่า ถ้า ’…สินะครับ

ใช่ถ้าหากมันเป็นไปได้… ”

เพราะพวกเขาต่างรู้อยู่แก่ใจว่ามันจะไม่มีวันเป็นแบบนั้นอีกแล้ว

 

เราเจอรังของพวกหมาป่าขาวแล้ว

ในตอนที่เซเว่นไนท์และกลุ่มค้นหาชิ้นส่วนประชุมกันราเชลก็ได้กล่าวขึ้นมาเช่นนี้ก่อนเธอจะพูดต่อโดยไม่ปล่อยให้ใครได้มีโอกาสเอ่ยขัดอะไร

และอีกไม่กี่วันพวกนั้นก็จะแอบลอบไปปราสาทเดลโลนส์เพื่อชิงตัวคารินกลับมาฉันไม่รู้ว่ากลุ่มไนท์โคร์วจะไปด้วยไหมหรือพวกนั้นอาจจะแยกกันเพื่อขัดขวางเราแต่ถ้าหากพวกเขาไปด้วยและเกิดกลุ่มดาร์กไนท์เองก็อยู่ที่นั่น… ” เธอพลันขมวดคิ้วมุ่นพร้อมเสียงที่กดต่ำลงอย่างเคร่งเครียด

เราคงจะเลี่ยงสงครามไม่ได้

อดีตกลุ่มนักเดินทางพลันหน้าซีด ในใจของทุกคนนึกไปถึงหัวหน้ากลุ่มหมาป่าขาวและจิ้งจอกสาวซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มขึ้นมาโดยอัตโนมัติ  ถ้าหากสองฝ่ายนั้นปะทะกันจริงๆแล้วอีวานกับยูริล่ะสองคนนั้นจะปลอดภัยไหม

เราไปช่วยพวกเขาได้ไหม… ”  สนิปเปอร์ถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเลเล็กน้อย เขารู้ว่าพวกเซเว่นไนท์กับอีวานตอนนี้ก็เหมือนน้ำกับไฟเป็นสองสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกันและพร้อมจะทำลายอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อหากได้พบเจอเขาเผลอกัดริมฝีปากตัวเองเมื่อนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง วันที่พวกเขาถูกโชคชะตาเล่นตลกให้ต้องยืนอยู่คนละฟากฝั่งกัน

เซเว่นไนท์ทั้งเจ็ดมีสีหน้าเคร่งเครียดหลังจากได้ยินคำขอนั้นของเด็กหนุ่มมีเพียงลูดี้เท่านั้นที่ในแววตาปรากฏชัดถึงความลังเลและสับสน ไม่มีใครรู้ว่าก่อนหน้าที่สนิปเปอร์จะพูดเขาเกือบจะเป็นคนแรกที่เสนอความคิดนั้นขึ้นมาด้วยซ้ำในหัวเขาปรากฏภาพของเด็กหนุ่มที่ตนแอบไปเจอทุกคืนพร้อมภาพรอยยิ้มสดใสของอีกฝ่ายยามเขาหัวเราะด้วยเสียงทุ้มหวานใสกังวานสิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาทุกคราที่ได้ยินหรือนึกถึง

เราจะไปแต่ไม่ใช่เพื่อช่วยพวกนั้นลูดี้เอ่ยขึ้นมาในที่สุดด้วยเสียงทุ้มเรียบเฉยติดเย็นชาเหมือนดังปกติแม้แววตาจะสั่นไหวเล็กน้อย พวกเราต้องชิงตัวคารินมาก่อนกลุ่มหมาป่าขาวแล้วจากนั้นเราค่อยเจรจากับฝ่ายของเขาอีกที

พวกสนิปเปอร์พอได้ยินแบบนั้นก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนผิดกับเซเว่นไนท์คนอื่นที่เหลือบมองลูดี้อย่างเคลือบแคลงเล็กน้อย  ฝ่ายของ เขา งั้นเหรอคำพูดนี้มันเหมือนกับเจ้าตัวคุ้นเคยกับคนในฝ่ายนั้นดีอย่างนั้นแหละแต่คนที่ลูดี้เคยสนิทในกลุ่มหมาป่าขาวก็มีแค่อีวานที่เขาตัดสัมพันธ์ไปแล้วเรียบร้อยถ้าอย่างนั้นพวกเขายักไหล่และโยนเรื่องนั้นออกจากหัวไม่กลับมาคิดอีก  จะยังไงนั่นก็เป็นเรื่องของลูดี้  พวกเขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรไม่ได้อยู่แล้ว  คริสมองสีหน้าของเพื่อนสนิทตนเองแล้วก็ถอนหายใจเฮือก

ไอโง่เอ้ย

 

ในคืนนั้นลูดี้ยังคงไปที่ทุ่งแสงจันทร์เหมือนปกติแต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือความคิดที่ชวนหนักอึ้งในสมองและเหมือนอีวานเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันหากมองจากสีหน้าของเด็กหนุ่มที่ดูย่ำแย่เล็กน้อย ทั้งสองมองหน้ากันอยู่เนิ่นนานราวกับไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรจึงจะเข้ากับสถานการณ์ตอนนี้จนกระทั่งร่างบางตัดสินใจที่จะทำลายความเงียบนี้

ผมมาที่นี่ไม่ได้อีกแล้วคุณคงจะรู้สาเหตุนั้นดี… ”

สงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

หัวใจของลูดี้เหมือนถูกมืออันทรงพลังคู่หนึ่งกระชากออกจากร่างทั้งเป็นเมื่อได้ยินประโยคนั้นโดยเฉพาะในตอนที่สบเข้ากับดวงตาของอีกฝ่าย อีวานมองเขาแล้วก็คลี่รอยยิ้มอันแสนเศร้าสร้อยออกมาก่อนจะเดินเข้ามากุมมือทั้งสองข้างของชายหนุ่มเอาไว้ เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นพลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆ

มันถึงเวลาแล้วล่ะครับที่คุณและผมต่างก็ต้องทำตามหน้าที่ของตัวเอง

ทำตามสิ่งที่พวกเขาได้ตัดสินใจมาตั้งแต่ตอนแรก

เขาไม่รู้ว่าเขาทำสีหน้าเช่นใดออกไปอีวานจึงได้มองเขาด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความโศกเศร้าเช่นนั้น อีวานแตะแก้มสากเบาๆพลางปาดของเหลวใสที่หลั่งรินอาบข้างแก้มของอีกฝ่ายออกอย่างอ่อนโยนน้ำตาที่เขามั่นใจว่าตอนนี้มันก็ปรากฏบนใบหน้าของเขาเช่นกัน

ไม่เป็นไรครับทุกอย่างจะต้องไม่เป็นไรคุณกับผมจะไม่เป็นอะไร… ”

 ทั้งที่ทั้งสองต่างรู้ดีอยู่แล้วว่าสักวันเวลานี้จะต้องมาถึง

ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหนแน่นอนครับลูดี้

เพียงแต่หัวใจไม่อยากที่จะยอมรับมัน

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีรัตติกาลดึงตัวร่างบอบบางเข้ามาสวมกอดไว้แนบแน่นพลางฝังใบหน้าลงกับลาดไหล่เล็กๆนั่นเช่นเดียวกับเด็กหนุ่มที่ยกแขนขึ้นโอบร่างแกร่งที่สั่นเทาน้อยๆนั้นตอบ  ความคิดและความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ข้างในทำให้ไม่มีใครเอ่ยอะไรขึ้นมาแต่ตั้งใจเพียงว่าจะเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่แสนมีค่านี้ไว้ให้มากที่สุดพวกเขาต่างไม่อยากที่จะปล่อยคนในอ้อมกอดไปอีกครั้งแต่ความเป็นจริงกลับไม่อนุญาติให้พวกเขาทำเช่นนั้น

พวกเขาต่างหลอกตัวเองมานานเกินไปแล้ว

ทั้งสองค่อยๆผละออกจากกันช้าๆอย่างอ้อยอิ่งเสมือนไม่ต้องการจะเสียอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นนี้ไป ลูดี้ทอดมองดวงหน้างดงามของเด็กหนุ่มที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำมาตั้งแต่วันที่พบกันครั้งแรกแล้วก็รับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของตนมาเนิ่นนานเขารู้มาตั้งนานแล้วแต่เพราะสถานการณ์รอบข้างเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจึงทำให้เขาไม่อยากที่จะยอมรับมัน

ตั้งแต่เมื่อไรที่ไม่ใช่เพียงแค่พี่ชายหรือน้องชาย

ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ความรู้สึกนี้เริ่มเปลี่ยนไป

อีวาน ฉัน… ” ลูดี้ชะงักเมื่ออีวานยกปลายนิ้วชี้ขึ้นแตะปากเขาเบาๆพร้อมส่ายหัวน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานก่อนเด็กหนุ่มจะเคลื่อนตัวเข้าไปจุมพิตบนริมฝีปากบางเฉียบนั้นอย่างนุ่มนวลสัมผัสที่แผ่วเบาราวกับแมลงปอบินมาแตะผิวน้ำแต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองเต้นดังเป็นจังหวะเดียวกันลูดี้มองใบหน้าที่อยู่ห่างจากตนเพียงแค่ลมหายใจแล้วก็หลับตาลงช้าๆวงแขนแกร่งโอบร่างของอีกฝ่ายเข้ามาแนบชิดกับร่างตนยิ่งขึ้นก่อนเขาจะจูบตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้นอยู่ในใจไม่แพ้กัน

ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยอะไรไม่จำเป็นต้องมีถ้อยคำหวานใดๆ

เพียงแค่เสียงหัวใจที่ดังไปพร้อมกัน

เพียงแค่จุมพิตและอ้อมกอดที่เปี่ยมด้วยความรักและความรู้สึกอันมากมายนี้

ต่อให้โลกรอบข้างจะพังทลายลงมา

ณ วินาทีนั้นพวกเขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

 

ลูดี้นึกยอมรับในฝีมือและพรสวรรค์ด้านดาบของอีวานมาตลอด

เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายพยายามฝึกฝนมากแค่ไหนเพื่อที่จะไล่ตามเขาเพื่อเป้าหมายของตัวเอง

เพราะแบบนั้นเขาจึงมั่นใจว่าอีวานจะต้องไม่เป็นอะไรต่อให้จะต้องเจอศัตรูที่เก่งกาจแค่ไหนแต่เด็กหนุ่มจะต้องรอดกลับมาได้เหมือนทุกครั้งแน่นอน

แต่เขากลับลืมไปว่าเขาเองก็รู้จักนิสัยของอีกฝ่ายดีเช่นกัน

อีวานเป็นเด็กดีเขาเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนที่สุดเท่าที่ลูดี้เคยพบเจอมา

ถ้าเพื่อคนสำคัญของเขาเขาไม่ลังเลเลยไม่ว่าจะต้องสละอะไรไปบ้างก็ตาม

ฉัวะ!!!!

วินาทีที่คมดาบกำลังจะฟาดฟันผ่าร่างของคารินเพื่อเป็นเครื่องสังเวยแก่เทพแห่งการทำลายล้างร่างของคนคนหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาขวางตรงหน้าเธอได้ทันการแต่นั่นก็ต้องแลกมาชีวิตของตนที่ถูกปลิดทิ้งโดยดาบเล่มนั้นแทนทุกคนเบิกตากว้างเมื่ออีวานที่วิ่งเข้าไปรับดาบแทนค่อยๆล้มลงกับพื้นพร้อมหยาดเลือดที่รินไหลทะลักออกมาจากบาดแผลเสียงกรีดร้องที่แทบจะขาดใจของคารินและยูริดังก้องไปทั่วที่แห่งนั้นพร้อมสองหญิงสาวที่รีบเข้าไปประคองร่างบอบบางของเด็กหนุ่มขึ้นมา  ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่สร้อยอัญมณีสีฟ้าสดที่อีวานห้อยไว้ตลอดพลันเปล่งแสงสว่างวาบจนทุกคนต้องรีบหลับตาและเมื่อพวกเขาลืมตาอีกครั้งก็ต้องพบว่าพลังมหาศาลที่เคยได้รับจากชิ้นส่วนแห่งการทำลายล้างได้ถูกแสงนั้นชะล้างออกจากร่างจนสิ้น

เมื่อไม่มีชิ้นส่วนพวกนั้นเทพแห่งการทำลายล้างก็ไม่มีวันฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีกครั้ง

นะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!!?แพคกักซึ่งเป็นคนลงดาบมองรอบข้างอย่างตกตะลึงแม้แต่ฝั่งเซเว่นไนท์เองก็งุนงง

ในวินาทีนั้นมีเพียงลูดี้ที่พลันเข้าใจเรื่องราวทุกอย่าง

อีวานรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าพลังของเทพธิดาจะสามารถใช้ได้ก็ต่อเมื่อเจ้าของได้ถ่ายเทพลังชีวิตของตนลงไปในสร้อย

เพราะแบบนั้นเพราะแบบนั้นอีวานถึง

ชายหนุ่มนิ่งงันก่อนเขาจะเริ่มหัวเราะออกมาหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งพร้อมน้ำตาที่ค่อยๆหลั่งรินลงมาคละเคล้าไปกับสายเลือดที่เอ่อคลอดวงเนตรคมเขาหัวเราะอยู่เช่นนั้นโดยไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของทุกคนรอบข้างที่จ้องมายังตัวเอง ทำไมเขาจะต้องสนใจด้วยล่ะ ? เขายังจะต้องสนใจอะไรอีก ?

ในเมื่อเขาสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างของเขาไปแล้ว

ในเมื่อโลกทั้งใบของเขาได้พังทลายลงไปแล้ว

ทำไมถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนนี้นะ

สิ่งที่เขาต้องการปกป้องจริงๆสิ่งสำคัญที่สุดที่เขายอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้ปกป้องมันไว้

แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิต

ลูดี้ค่อยๆแย้มรอยยิ้มออกมารอยยิ้มที่แสนว่างเปล่าและเหยียดหยันจนเพื่อนพ้องของเขาทุกคนรู้สึกใจหายวาบนัยน์เนตรคมคู่นั้นดำมืดจนไม่ต่างจากคนตายด้วยซ้ำชายหนุ่มกุมดาบในมือตัวเองช้าๆ

ก่อนร่างของเขาจะพุ่งไปหยุดตรงหน้าแพคกักพร้อมมือแกร่งที่ตวัดดาบฟันคอของชายผมขาวอย่างรวดเร็วและไร้ความลังเล

โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเลอะใบหน้าหล่อเหลาที่บัดนี้ไร้อารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างจากรูปสลักของทวยเทพบนสวรรค์แต่เขากลับไม่สนใจ ลูดี้เพียงปรายตามองซากศพจากฝีมือตัวเองที่ล้มลงกองบนพื้นด้วยแววตาเย็นชาก่อนชายหนุ่มจะเดินไปหยุดตรงหน้าคารินและยูริที่หน้าซีดเผือดแล้วฉวยคว้าร่างของเด็กหนุ่มขึ้นอุ้มแนบอกทันที เขาทอดมองดวงหน้างดงามที่หลับตาพริ้มไม่ต่างจากเวลาที่อีกฝ่ายหลับใหลด้วยแววตาที่ทอแสงอ่อนลงจนคนรอบข้างนึกว่าตนตาฝาดแต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ต้องพบว่าตรงหน้าของพวกเขามีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น

เหลือไว้แค่ขนปีกสีขาวแซมดำซึ่งร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน

 

ทันทีที่ลูดี้ออกมาจากสถานที่แห่งนั้นเขาก็โผบินไปยังทิศทางที่จะนำไปทุ่งแสงจันทร์โดยไม่สนใจว่าตนได้ทิ้งอะไรไว้ ณ เบื้องหลังบ้าง สายลมเย็นจัดจนแทบจะกรีดแทงไปตามผิวหนังพัดตีหน้าเขาแต่ไม่หนาวเหน็บเท่าข้างในหัวใจที่ตอนนี้ราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยน้ำแข็งอันเย็นยะเยือก เขารับรู้ได้ว่าร่างในอ้อมแขนค่อยๆเย็นเยียบลงเรื่อยๆนั่นยิ่งทำให้เขาโอบกอดเด็กหนุ่มไว้แน่นขึ้นด้วยหวังว่าความอบอุ่นจากร่างของตนจะสามารถส่งผ่านไปยังอีกฝ่ายได้บ้าง

แม้เขาจะรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่เขาทำตอนนี้เป็นเพียงการหลอกตัวเองเท่านั้น

เมื่อเขาเห็นทุ่งหญ้าที่คุ้นเคยอยู่ไม่ไกลเขาก็พลันเร่งความเร็วก่อนจะร่อนลงกับพื้นด้วยแรงที่ไม่น้อยนักจนฝุ่นแถวนั้นฟุ้งกระจายแต่เขาก็ยังโอบอุ้มร่างเล็กๆไว้อย่างทะนุถนอมพลางทอดมองอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้มีเพียงดวงหน้างดงามที่ซีดขาวราวกับกระดาษและโลหิตที่อาบย้อมทั้งร่างของเด็กหนุ่มรวมถึงตัวเขาจนกลายเป็นสีแดงฉาน มือแกร่งที่สั่นเทาค่อยๆยกขึ้นแตะเสี้ยวแก้มนวลอย่างแผ่วเบาก่อนชายหนุ่มจะข่มตาแน่นเมื่อความเย็นจากผิวกายนั้นแทบจะแล่นผ่านมือของเขาเข้ามา เขาเปลี่ยนไปแตะข้างลำคอขาวเนียนเบาๆแทนแล้วก็จำต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจที่แหลกสลายลงช้าๆ

อีวาน

เขาลองเอ่ยเรียกอีกฝ่ายเหมือนครั้งแรกที่ได้มาพบกันอีกครั้ง ณ ทุ่งแสงจันทร์แห่งนี้ บางทีอีวานอาจจะได้ยินเสียงเขาและยอมหยุดเดินเพื่อฟังเขาเรียกอีกฝ่ายก็ได้บางทีอีวานอาจจะใจอ่อนจนต้องยอมลืมตาแล้วเดินกลับมาหาเขาก็ได้

สิ่งที่ตอบกลับมามีเพียงสายลมเย็นยะเยือกในยามค่ำคืนที่กรีดแทงลึกเข้าไปในห้องหัวใจของเขา

ไม่มีอีวานอีกแล้ว

ไม่มีเด็กหนุ่มที่จะคอยหันมายิ้มให้เขาในตอนที่มาถึงทุ่งหญ้าแห่งนี้อีกแล้ว

ไม่มีคนที่เป็นเหมือนบ้านเป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขาอีกแล้ว

สถานที่เพียงหนึ่งเดียวที่เขาสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกังวลใดๆ

อย่าลืมนะครับ ! ’

เสียงใสๆของเด็กชายในความฝันพลันดังก้องขึ้นในหัวอีกครั้งแต่ครานี้เขากลับได้ยินถ้อยคำต่อมาอย่างชัดเจนราวกับเทปที่ถูกเปิดเล่นอีกครั้ง

ท่านลูดี้น่ะทำเพื่อทุกคนมามากแล้ว ผมรู้ว่าท่านเองก็ต้องเหนื่อยมากแน่ๆ ดังนั้นนะ… ’

ในวันนั้นตัวเขาเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกันช่วงเวลาที่รู้สึกสิ้นหวังสับสนไร้ทางออกช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนถูกทุกสิ่งกดดันและบีบคั้นมันช่างเหนื่อยล้าเสียจนเขาอยากที่จะหลับตาลงเพื่อหนีไปให้พ้นจากพวกมัน

รอยยิ้มที่แสนสดใสและไร้เดียงสานั้นเขาลืมมันไปได้อย่างไรกัน

ผมจะเป็นที่พักให้ท่านลูดี้เอง ! พอผมโตแล้วผมก็จะตัวสูงขึ้นไหล่ก็จะกว้างขึ้นท่านลูดี้ก็จะได้มาพิงไหล่ผมเพื่อพักได้ตลอดไง! ไม่ว่าท่านลูดี้จะเจอเรื่องอะไรมาผมก็จะคอยรับฟัง คอยอยู่ข้างๆท่านแน่นอน ! ’

ทีนี้ท่านลูดี้ก็จะได้ไม่ต้องทนเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไปแล้วยังไงล่ะครับ ! ’

ตอนนี้ฉันก็รู้สึกเหนื่อยเหลือเกินอีวาน

แต่วันนี้ฉันไม่มีสถานที่ที่ฉันสามารถกลับไปได้อีกแล้ว

ฉันเป็นคนทำลายทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวฉันเอง

ลูดี้โน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากมนที่เย็นเยียบอย่างอ่อนโยนแล้วค่อยๆเคลื่อนลงมาบนเปลือกตาบาง จมูกโด่งรั้น แก้มนวลทั้งสองข้างจนกระทั่งมาหยุดที่ริมฝีปากเขาจูบอีกฝ่ายด้วยความรักที่เอ่อล้นอยู่ในหัวใจเป็นครั้งสุดท้ายแม้จะรู้ดีว่าอีวานไม่มีวันตื่นขึ้นมาจูบตอบเขาได้อีกแล้วก่อนชายหนุ่มจะค่อยๆผละออกอย่างเชื่องช้า

แต่หลังจากนี้ฉันจะไม่มีวันลืมแล้วฉันจะไม่ลืมสัญญานั้นอีกแล้ว

อดีตผู้พิทักษ์หนุ่มหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมร่างบอบบางโชกเลือดในอ้อมแขนแกร่ง เขาเหม่อมองทุ่งแสงจันทร์ตรงหน้าก่อนจะเริ่มก้าวเดินไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะแสงจันทราจากฟากฟ้าไม่ว่าจะทะเลแสงที่กำลังโอบล้อมพวกเขาทั้งสองเอาไว้ไม่เคยมีสิ่งใดเปลี่ยนแม้กาลเวลาจะผ่านมานานเท่าไรจากวันแรกที่เราพบกันจนกระทั่งมาถึงตอนนี้

พวกเราก็ยังคงอยู่ด้วยกัน

และมันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป

ลูดี้หยุดฝีเท้าเมื่อเดินมาถึงตรงหน้าหุบเหวแห่งหนึ่ง เหวที่ทุกคนเชื่อกันว่ามันเป็นรอยแยกที่ผ่ากั้นระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตายเอาไว้เพราะหากมองลงไปจะเห็นเพียงความดำมืดอันไร้จุดสิ้นสุดที่รอคอยตนเองอยู่เขาก้มมองเด็กหนุ่มในอ้อมแขนอีกครั้งแล้วจึงเอ่ยด้วยเสียงทุ้มนุ่มอันแสนอ่อนโยนพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า

กลับบ้านของเรากันเถอะนะอีวาน

ที่แห่งนั้นจะไม่มีใครทำอะไรพวกเราได้อีกไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลถึงสิ่งใดๆอีกแล้ว

ก่อนร่างแกร่งจะก้าวออกไปแล้วทิ้งตัวลงสู่ความมืดมิดนั้นโดยไร้ลังเล

กลับไปยังโลกที่มีเพียงแค่เราสองคน

 

ในค่ำคืนนั้นเทพผู้ร่วงหล่นจากสวรรค์ได้สูญเสียทุกอย่างในชีวิตของเขาไป

แต่เขาก็ได้ทุกสิ่งกลับคืนมาในค่ำคืนเดียวกัน

ทุกอย่างเมื่อมีจุดเริ่มต้นย่อมมีจุดสิ้นสุดแต่อยู่ที่ว่าเราเลือกที่จะเริ่มและหยุดลงตรงที่เดิมหรือไม่

และเลือกที่จะรักษาสิ่งสำคัญของเราให้มันคงอยู่กับเราได้ไหม

เทพสวรรค์องค์นั้นได้กลับไปยังบ้านของเขาแล้ว

สรวงสวรรค์ของพวกเขาสองคน

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ๐KiMo_No_HoSHi๐ จากทั้งหมด 8 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. #4 Nut
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:41
    ยิ่งอ่านยิงฟินเลย อ่านกี่รอบก็ไม่เบื่อ ชอบมากจริงๆ
    #4
    1
    • 29 มีนาคม 2561 / 07:25
      ดีใจที่ชอบนะคะ ;///; อยากให้ทุกคนฟินกับเรือนี้ไปด้วยกัน---
      #4-1
  2. #3 bloodc2 (@bloodc) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 12:54
    อ๊ากกกกก ปวดตับแบบไร้ตัวช่วย!T^T

    บรรยาดีมากเลยค่ะอธิบายชัดเจนเราจินตนาการตามเราเศร้าแทนเลยค่ะ
    สงสารอีวานกับลูดี้ ทำไมเศร้าแบบเน้!

    แต่มันก็ต้องเป็นไปตามหน้าที่แหละเนาะ ฮือ;-;
    #3
    1
    • #3-1 ๐KiSeKi_No_HoSHi๐ (@mythinme) (จากตอนที่ 1)
      29 มกราคม 2561 / 14:18
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นค่ะ! รู้สึกปลื้มปลิ่มมากเลยล่ะค่ะที่คุณมาอ่าน ;//w//;
      สนับสนุนให้ดี้กับวานวานน้อยทำตามหัวใจค่ะ!! หน้าทงหน้าที่อะไรอย่าไปสน---//เผ่น
      #3-1
  3. #2 Nut
    วันที่ 15 ธันวาคม 2560 / 20:04
    อ่าาาาาาส์

    ผมตายตาหลับแล้ว น้ำตาแทบไหลตอนเห็นชื่อเรื่อง พอเข้ามาอ่านเเล้วแบบ อ้ากกกกก ฟินกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว! ชอบคู่นี้รักคู่นี้ที่สุด ไรต์แต่งดีมากกกกผมชอบที่สุดเลย ผมรอ13thอยู่เหมือนกัน ลุ้นมากๆ แต่ผมมีอย่างนึงที่สงสัย............ทำไมไรเตอทุกคนต้องทำร้ายวานน้อยตลอดเลยนะ...............อนิจจา เกิดมาเป็นเคะผู้ถูกย่ำยี
    #2
    1
    • 19 ธันวาคม 2560 / 11:02
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นค่ะ! ไรท์เองก็ปลื้มคู่นี้ที่สุดเหมือนกัน มาแจวเรือนี้ด้วยกันเถอะค่ะ ;w;!
      สำหรับไรท์ ไรท์รู้สึกว่าน้องวานเขามีรัศมี ' รักฉันก็ทำร้ายฉันเยอะๆซะ ! ' แผ่ออกมาแรงมากเลยล่ะค่ะ...//โล่บิน
      #2-1
  4. #1 LaCriMoSa (@sasanami) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 15:04
    กรี้ดดดดดดดดดดด ฟ่หาาากา แวบแรกที่เห็นรู้สึกเหมือนโลกสดใสขึ้นมาทันทีเลยค่ะ นานๆจะมีคนแต่งคู่นี้มาให้เสพ ขอบคุณนะคะ T_T

    หนูอีวานดูเป็นผู้ใหญ่มาก ลูดี้ก็ลูดี้เหลือเกินwww คู่นี้จริงๆแล้วก่อนคารินถูกจับตัวไปคือน่ารักมากกก แต่หลังจากนั้นนี่ดิ่งสู่ความดาร์คล้วนๆเลย โอกาสแฮปปี้เอนท์ริบหรี่จนมองไม่เห็นเลย ฮือออ--

    แต่งดีมากเลยค่ะ ภาษาลื่นไหลมากกกกก ขอชื่นชมเลยจริงๆ (แอบกรี๊ดตรงฉากอีวานใช้สร้อยเป็นพิเศษ ประเด็นในตำนานที่ยังไม่เคลียร์สักที...) พอมาอ่านแล้วรู้สึกมีไฟอยากกลับไปแต่งของตัวเองให้จบเลยล่ะค่ะ! ขอบคุณสำหรับฟิคเรื่องนี้นะคะ
    (๑•̀ㅂ•́)و✧

    #1
    1
    • #1-1 ๐KiSeKi_No_HoSHi๐ (@mythinme) (จากตอนที่ 1)
      13 ธันวาคม 2560 / 19:58
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นเช่นกันค่ะ! เผอิญว่าไรท์แจวเรือคู่นี้หนักมากแต่หลังจากภาคแรกก็ไม่มีโมเม้นอีก(นำ้ตาไหล)เลยต้องมโนขึ้นมาเองซะ...แต่โอกาสแฮปปี้เอนด์ก็แทบไม่มีจริงๆพอดูจากเนื้อเรื่อง ;w; ส่วนประเด็นเรื่องสร้อยไรท์ลองอิงจากคำพูดของอีวานที่บอกว่า ' ฉันตายแทนเธอได้นะ คาริน ' ก็รู้สึกว่าเหมือนมีเดธแฟลคแปลกๆ...เลยจับยัดผสมปนเปกันลงมาซะ // ที่แท้ก็คุณคนที่แต่ง 13th นี่เอง! ไรท์ชอบเรื่องของคุณมากเลยล่ะค่ะ กำลังลุ้นเรื่อง Gray light สุดๆว่าวานวานน้อยจะเป็นยังไงต่อแต่เหมือนกลิ่นดราม่าจะลอยมาไกล...รอติดตามอยู่เช่นกันนะคะ !
      #1-1