[Fic Got7] SDD : Sleep , Deep , Death [MarkBam]

ตอนที่ 13 : Chapter 12 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1576
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    2 มี.ค. 58





“ที่คุณ โจ ควอน ติดต่อมาน่ะครับ”


โจอี้คุยกับชายร่างท้วมหนวดเฟิ้มในสำนักงานเล็กๆหน้าลานรับรถเก่าที่เต็มไปด้วยจอทีวีแสดงกล้องวงจรปิด ซากรถเก่าเรียงรายเต็มพื้นที่ในช่วงบ่ายค่อนเย็นแบบนี้ยังดูไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไร แต่ไม่อยากคิดสภาพกลางคืน อันที่จริงก็ไม่ได้อยากมาซะเย็นแบบนี้หรอกนะ การหาของน่ะทำตอนมีแสงเยอะๆยังไงก็ดีกว่า แต่ติดที่ก่อนจะมาไอ้พี่ยูคยอมบ่นหิวข้าว แถมไม่บ่นเปล่า ลากไปกินข้าวซะไกลโคตร แถมตอนมาที่นี่ก็หลงแล้วหลงอีก ต้องไปอ้อมโลกกลับมาถึงจะเจอ ไหนมันบอกว่าต้องรีบหาแต่ดูการกระทำมันนี่ขัดแย้งสุดๆ


ชายร่างท้วมยื่นกุญแจให้เด็กน้อยข้างหน้า ก่อนจะขยับปากที่ปกคลุมด้วยหนวดเบาๆ


“เปลี่ยนกะเที่ยงคืน”


โจอี้พยักหน้ารับก่อนจะหยิบกุญแจมา แต่ก็นึกได้ว่าควรจะถามอะไรก่อนไป


“เอ่อ ช่วงสองสามวันนี้มีรถ..เอ่อ..รถพี่เจบียี่ห้อไรนะ” โจอี้หันไปถามยูคยอม


“คันที่ชนเหรอ..Aston martin rapide สีเทาเข้ม ทะเบียน XXXX” ยูคยอมบอก


“อ่า....นั่นแหละครับ แบบที่เขาพูดอ่ะครับ มีเข้ามามั้ยครับ” โจอี้หันไปถามลุงหนวด ชื่อแม่มยาวชิบ คือคิดว่ากูจำได้???

 



ลุงหนวดไม่ตอบอะไรก่อนก้มลงไปหยิบสมุดเล่มใหญ่จากลิ้นชักมาโยนให้คนตรงหน้า


“สมุดรับรถ หาเอา” ลุงพูดแค่นั้น

 



ยูคยอมเดินมาเปิดหนังสือพร้อมกับช่วยกันไล่หารายชื่อรถที่น่าจะเป็นรถของเจบี คือทะเบียนก็หนา แต่ถ้าไล่หาสักประมาณอาทิตย์ที่แล้วก็น่าจะเจอ รถน่าจะย้ายมาได้ไม่นาน


“รถ..รถอะไรนะ ขอชื่อใหม่” โจอี้ที่ไล่หาชื่อถามยูคยอมซ้ำ


Aston martin rapide ทะเบียน XXXX” ยูคยอมบอก


“อ่าๆ” โจอี้พยักหน้าไปงั้น ฟังไม่ทันอยู่ดี


“อายุก็ไม่เยอะนะ แค่นี้ก็จำไม่ได้” ยูคยอมเหน็บเข้าให้


“อายุก็ไม่น้อยนะ ยังพูดเร็วเหมือนลิ้นพันกันอยู่เลย” โจอี้สวนกลับด้วยสัญชาตญาณตัวเอง


“ปากดีนะ”


“ก็ดีกว่าปากหมา”


“เดี๋ยวโดน” ยูคยอมหันไปถลึงตาใส่เด็กอวดดี


“กลัวตาย” โจอี้ถึงในใจจะกลัวก็เหอะ แต่ไม่ได้อ่ะปากมันเป็นอัตโนมัติ


“เดี๋ยวบอกพี่มาร์ค” ร่างสูงบอกนิ่งๆ


“นี่..” โจอี้หันไปมองอีกคน




“เจอแล้ว” ยูคยอมตัดบทอีกคน นิ้วเรียวชี้ไปที่บรรทัดนึงในสมุด

 


ร่างเล็กที่สงบศึกชั่วคราวหันไปมองในกระดาษตามที่มืออีกคนชี้



“โซนเอสาม ตรงไหนอ่ะลุง” ยูคยอมหันไปถามลุงหนวด คำตอบที่ได้คือนิ้วชี้ไปที่มุมในสุดนู้น คือเอาจริงๆลุงมันก็ชี้ส่งๆน่ะแหละ แต่ยังดีที่ยูคยอมเห็นว่ามีป้ายบอกโซนอยู่ ช่างลุงมันเหอะ

 

“ไปเปี๊ยก” ยูคยอมชวนก่อนจะลากข้อมืออีกคนไป คือมึงไปต้อนควายเข้าคอกเหรอ เดินเร็วจังวะ


“ช้าหน่อยก็ได้มั้ง” โจอี้บอก คือกูเดินไม่ทัน


“ขาสั้น” พูดสั้นแต่เจ็บ.....มากกกกกกกกก


“ควายหายรึไง รีบขนาดนี้” โจอี้ไม่ยอม เสียชื่อ


“ไม่หายนะ ก็จูงอยู่” ยูคยอมตอบพลางยิ้มขำอย่างสะใจ


“อยากแขนหักจริงๆใช่มั้ย” โจอี้ขู่อีกคน ซึ่งมันอาจจะไม่ได้น่ากลัวนัก แต่เชื่อเหอะอีท่าบิดแขนนั่น เจ็บชิบหาย


“เงียบก็ได้” ยูคยอมหยุดก่อนจะหยิบกุญแจจากมือโจอี้มาไขประตูรั้ว

 



จริงๆการออกมากับโจอี้ไม่ได้เลวร้ายนักหรอกนะ ถึงในใจยูคยอมจะเป็นห่วงแบมแบมที่ต้องไปกับพี่มาร์คที่โคตรจะหล่อแถมดูม่อนิดๆนั่นก็เหอะ แต่ถ้าให้เขาจัดทีมกับแบมแบมสองคนมีหวังไม่ได้อะไรติดมือมาแน่ๆ และถ้าต้องให้จับคู่กับใครคนใดคนนึงในทีมปราบผีล่ะก็ โจอี้ก็น่าจะดีสุด ถึงเขาจะมีคดีกับโจอี้เยอะแยะก็เหอะ แต่การแกล้งโจอี้ก็เพลินดีเหมือนกัน เดิมทียูคยอมเป็นคนที่ปากไม่ค่อยจะดีอยู่แล้ว แต่เวลาอยู่กับกลุ่มเพื่อนดีกรีความปากหมามักจะดรอปลง เพราะหนึ่งยูคยอมเถียงยองแจไม่ทัน และสอง ยูคยอมไม่กล้าปากหมาใส่แบมแบม เพราะงั้นการได้ปล่อยหมาในปากออกมาเพ่นพ่านบ้างเวลาอยู่กับโจอี้ ก็ทำให้อารมณ์ดีไม่น้อย

 

ร่างสูงไขกุญแจสักแปบก่อนจะปลดโซ่ที่คล้องรั้ว แล้วผายมือให้ร่างเล็กที่ยืนทำหน้าเซ็งๆ จะไม่ให้เซ็งได้ไง ทั้งชีวิตนี้โจอี้ไม่เคยฉายเดี่ยว (ถึงจะเคยแอบครั้งเดียวแล้วไม่รอดน่ะแหละ) ไม่เคยต้องจับคู่กับใครนอกจากพี่ชายสุดเลิฟ แถมคู่ใครไม่คู่ดันมาคู่กับคนที่ไร้เซนส์ทางวิญญาณสุดๆ สุดๆถึงขนาดว่าผีจะสิงแม่_งยังไม่รู้ตัว อย่างไอ้คุณชายบ้านหลังใหญ่สไตล์เกาหลี คิม ยูคยอมนี่แหละ

 


เฮียนะเฮีย คิดว่าน้องดูเฮียไม่ออกรึไงวะ ห่านจิก!!! เสวยสุขไปคนเดียวเลย ไอ้พี่ทรยศ!!!

 


“นู้นนนนนนนน....โซนเอสาม” ยูคยอมชี้ไปพื้นที่กว้างๆที่มีซากรถเพียงไม่กี่คัน

 

อย่างน้อยก็โชคดีที่โซนนี้น่าจะเพิ่งขยายใหม่ มีซากรถไม่เยอะมากอย่างที่คิด โจอี้กับยูคยอมค่อยๆพาร่างตัวเองมาที่โซนตามป้ายที่ยูคยอมบอก ส่วนมากบางครั้งรถที่มาที่นี่ก็ไม่ได้เก่ามากนะ แต่ส่วนมากก็เป็นรถประเภทที่พังยับจนรู้สึกว่าถ้ามึงจะซ่อม มึงซื้อคันใหม่เหอะ

 

“อันนั้นป่ะ สีเทาเข้ม” โจอี้ชี้ไปที่รถที่ดูน่าจะคล้ายเป็นรถยุโรปคันสวย (อย่างน้อยท้ายรถก็ยังสวย) ที่ด้านหน้านี่ยุบบรรลัยมาก จนโจอี้แอบสงสัยว่าพี่แบมแบมใส่พระอะไรวะ ทำไมคือแค่ถลอก


“อ่า ใช่ๆ” ยูคยอมรีบตรงไปที่รถ


โจอี้เริ่มหาจากส่วนหน้ารถที่ตอนนี้ประตูไม่มีแล้วเพราะมันถูกตัดเพื่อพาร่างเจบีออกมา ในขณะที่ยูคยอมหาบริเวณเบาะด้านหลัง


“มันจะเป็นแบบไหนน่ะ ไอ้เครื่องราง” ยูคยอมหันไปถามคนตัวเล็กกว่าที่มุดลงไปตรงแถวคันเร่ง


“ไม่รู้ ใช้ความรู้สึกเอา” อันนี้คือไม่ได้กวนตีนนะ สาบาน


“เอ้า! แล้วฉันจะรู้มั้ยเนี่ย” ยูคยอมบ่น


“ตุ๊กตาวูดูมั้ง พี่หยิบอะไรที่คิดว่าใช่ก็ค่อยเอามาให้ผมดูก็ได้”


“ตุ๊กตาวูดู??”


“อย่าบอกว่าไม่รู้จัก” โจอี้หยุดหาหันมามองอีกคนแบบอึ้งเล็กน้อย


“ที่เป็นแบบเหมือนคนมีอะไรพันๆอ่ะ...ที่...” โจอี้ทำมืออธิบาย


“รู้ๆ แค่ทวน” คือแค่ไม่แน่ใจว่าถ้ามีตุ๊กตาแบบนั้นอยู่ในรถพี่เจบีจะไม่เห็นเหรอวะ


“แล้วนี่มันเลื่อนเบาะยังไงเนี่ยไอ้รถเนี้ย” โจอี้กำลังหงุดหงิดที่พยายามยัดตัวเองเข้าซอกเพื่อมองหาของแถวคันเร่ง


“มันเป็นระบบไฟฟ้าหมด คงใช้ไม่ได้แล้วมั้ง แบตเตอรี่คงถูกถอดไปแล้ว”


“รู้ดีอย่างกับเจ้าของรถ” โจอี้เหน็บด้วยความหมั่นไส้


“ก็รถคันนี้มันเกือบจะเคยเป็นของฉันน่ะสิ”


“หมายความว่าไง” โจอี้ถามก่อนจะปีนข้ามมาฝั่งที่นั่งข้างคนขับอย่างทุลักทุเลจนเสื้อยืดข้างหลังเลิกขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่ตั้งใจ


“นี่ก็โชว์อีกละ” ยูคยอมเอื้อมมือไปดึงเสื้ออีกคนลงเหมือนเดิม


“อะไร! พี่นั่นแหละ ถ้ำมองรึป่าว” โจอี้รีบดึงจนเสื้อยาน


“น่ามองตายแหละ” ถ้าแบมแบมโชว์ก็ว่าไปอย่าง


“สรุป เรื่องรถนี่ยังไง อย่าเปลี่ยนเรื่อง” โจอี้รีบวกกลับเข้าเรื่องเดิม ก็บอกว่าไม่ได้เขินแต่มันไม่ชินเว้ย


“รถคันนี้เป็นของอาฉันเอง ตอนแรกอาจะให้ฉันไว้ใช้เพราะอาไปเมกา”


“แล้วทำไมไปอยู่กับพี่เจบี” โจอี้ที่มุดไปก้มดูใต้เบาะถามอีกรอบ


“ฉันเอารถพ่อมาใช้แล้วตอนนั้น แล้วพี่เจบีกำลังจะออกรถ แต่อาเห็นว่ายังไงรถก็ไม่ได้ใช้เลยให้พี่เจบีไปลองใช้ก่อน พี่เจบีก็ชอบรถคันนี้อยู่แล้วด้วย จะได้ไม่ต้องออกใหม่” ยูคยอมเล่าต่อ ตอนนี้เขาเองก็หาอะไรไม่เจอเหมือนกัน ร้อนว่ะประเด็น อยากรีบหาให้เจอแล้วรีบเลิก

“พี่เจออะไรบ้างมั้ย” โจอี้ถามหลังจากที่ส่องหาดูสักพัก คือบนเบาะ ใต้เบาะมันว่างมากจนคนตัวเล็กไม่รู้ว่าจะหาอะไรยังไงจริงๆ


“ในลิ้นชักหน้ารถมีมั้ย ทางนี้ก็ไม่เจออะไรเลย” ยูคยอมบอก


“ว่างเปล่า” โจอี้เปิดลิ้นชักหน้ารถตามคำแนะนำ ซึ่งก็ว่างเปล่า


“ต้องให้ช่างมาถอดเบาะดูมั้ย” ยูคยอมเสนอ


“อื้อหือ อะไรมันจะซ่อนได้สุดกู่ขนาดนั้น นี่ไม่ติดมาตอนประกอบรถเลยเหรอ ซื้อรถแถมคำแช่ง” โจอี้ประชด คือมันก็ไม่ผิดนะที่จะคิด แต่คือแค่ซ่อนเครื่องรางป่ะวะ ตอนซ่อนนี่คือกะเอาเนียนเลย เรียกช่างถอดเบาะแล้วซ่อนใต้เบาะ


“ก็แค่คิดได้มั้ยวะเปี๊ยก” ยูคยอมเอ่ยหน่ายๆ คือจริงๆก็ยอมรับนะว่าความคิดออกจะปัญญาอ่อน แต่แม่_งฟอร์มไง


“ร้อนแล้วว่ะ ไปยืนตากลมข้างนอกแปบได้มั้ย” โจอี้กระพือคอเสื้อ เหงื่อเริ่มไหลตามคอ ถึงอากาศช่วงนี้จะไม่ร้อนก็เถอะแต่การนั่งในรถอับๆนี่มันก็กระตุ้นกลไกความซกมกในร่างกายได้ดีทีเดียว


“ไปด้วย” ยูคยอมโผล่ออกไปนอกรถพร้อมกับอีกคน

 



ทั้งสองคนยืนมองรถอย่างเริ่มไม่รู้ว่าจะไปต่อยังไง โจอี้เริ่มเอาแขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผากตัวเอง ยูคยอมเองก็ยืนลิ้นห้อย งานนี้มันไม่ง่ายเลยเฮ้ย



“เอาไงต่อ” ยูคยอมว่า


“ใต้ท้องรถกับกระโปรงหลัง” โจอี้เอ่ยนิ่งๆก่อนหันมามองยูคยอม ยูคยอมเองก็มองเหมือนกัน


“ฉันไม่มุด/ผมไม่มุด” ทั้งสองคนพูดพร้อมกัน


“ผมเป็นน้อง พี่ต้องเสียสละมุดใต้ท้องรถสิ” โจอี้ยื่นไฟฉายให้อีกคนแต่ร่างสูงไม่รับ


“นายเป็นผู้ชำนาญการ นายสิมุด ตัวก็เล็ก” ยูคยอมชี้ไปใต้ท้องรถ บอกตรงๆเกิดมาคิมยูคยอมยังไม่เคยมุดใต้ท้องรถเลยนะ ตัวก็ใหญ่จะมุดได้ไง


“เห็นผมเป็นหมาชิวาว่ารึไง จะใครมุดก็ลำบากเท่ากันนั่นแหละ” โจอี้ยังพยายามยัดเยียดไฟฉายใส่มืออีกคน


“เป่า ยิ้ง ฉุบ” ยูคยอมตีหน้าเครียด


“ฮะ?? ไร้สาระ พี่แหละมุด” ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่าง คิม ยูคยอม จะชวนใช้วิธีปัญญาอ่อนแบบนี้

“แฟร์ๆดิ่เปี๊ยก” ยูคยอมชูมือเตรียมจะเป่ายิ้งฉุบ


“เออๆ” โจอี้ก็ถกแขนเสื้อเตรียมพร้อมเหมือนกัน

.

.

 

และแล้วการตัดสินด้วยวิธีที่ยุติธรรมที่สุดก็เริ่มขึ้นและผลปรากฏว่า........

 .

.

.

“ชิ...” ร่างสูงหยิบไฟฉายจากในมือร่างเล็กที่ยืนยิ้มร่า

“คราวหน้าฉันชนะแน่!!” ยูคยอมพูดอย่างหงุดหงิดก่อนจะเดินไปมุดใต้ท้องรถคันเดิม

 

 

 

.................................................................................................................................................

 

“เอาไงต่อ” ยองแจถามอีกคนที่กำลังเอาออมุกยัดปากตัวเองอย่างไม่แคร์ภารกิจ


“กินไง” แจ็คสันยังคงเคี้ยวไปด้วยพูดไปด้วย


“หมายถึงหลังจากกิน นี่เราไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับไปเลยนะ” ยองแจบอกก่อนเลือกออมุกมาไม้นึงใส่ถ้วยตัวเอง


ตอนนี้ด้วยความเหนื่อยและหิวทำให้คู่หูจำเป็นอย่ายองแจและแจ็คสันตัดสนใจมาหาอะไรยัดใส่ท้องแถวหน้ามหาลัย

 

“เออน่า ก็หาหมดแล้วนี่หว่า” แจ็คสันบอก ก็หาหมดแล้วจริงๆนะ หมดจากห้องสโม เขากับยองแจยังไปหาบนตึกเรียนด้วย นี่ถึงกับถามลุงภารโรงว่าช่วงนี้เก็บอะไรแปลกๆได้บ้างรึป่าวอีก


“มันใช่เวลาที่เราจะมานั่งกินออมุกอย่างสบายใจมั้ยฮึ” ยองแจถามแต่ก็หยิบลูกชิ้นปลาแท่งๆเข้าปากอยู่ดี


“ไม่กินอะไรเลยมันคิดอะไรไม่ออกหรอกนะน้องตี๋ ขี้กังวลจังนะ”


“ผมโดดงานที่ร้านมาเนี่ย ม๊าด่าผมเปิงแน่กลับไป”


“เออว่ะ นึกได้เหมือนกันว่าวันนี้ป๋าบอกให้เข้าบริษัท ตายห่าละ” แจ็คสันเริ่มมีสีหน้ากังวลขึ้นมาบ้าง


ปกติแล้วแจ็คสันต้องเข้าไปบริษัทเกือบทุกอาทิตย์เพื่อเรียนรู้ระบบงานต่างๆ  เพราะแจ็คสันเองก็รู้ว่าอนาคตยังไงซะก็คงต้องเป็นเขาที่รับช่วงบริษัท แต่แจ็คสันเองกลับไม่เลือกเรียนทางสายธุรกิจอย่างที่พ่อกับแม่ตั้งใจไว้ครั้งแรก การเข้ามาเรียนรู้งานในบริษัททุกอาทิตย์จึงถือเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม



“เออ สงสัยมานานละ พี่เองก็มีบริษัท ทำไมไม่เรียนสายทางแบบบริหารอะไรเงี้ยล่ะ” ยองแจถาม


“แล้วนายบ้านเปิดร้านอาหาร ทำไมไม่เรียนคหกรรม” แจ็คสันกวนอีกคนกลับ


“กวนตีนละ มีลูกพี่ลูกน้องผมเขาช่วยทำอยู่เหอะ” ยองแจด่าเข้าให้ ถึงบ้านจะปิดร้านอาหาร แต่อย่าให้ยองแจได้จับกระทะนะ จับใบไหน ไหม้ใบนั้น


“ติดเพื่อน” แจ็คสันตอบ อย่างไม่ยี่หร่ะ


“แค่เนี้ย”


“ก็แค่เนี้ยแหละ ฟังนะน้องตี๋ อย่าไปคิดอะไรให้ยุ่งยาก ยังไงซะชีวิตฉันมันก็ต้องจบลงที่รับช่วงต่อบริษัทอยู่แล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ก็ขอใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูงให้เต็มที่ดีกว่า”


แจ็คสันรู้จักกับมาร์คและจินยองตอน ม.ปลาย ตอนแรกก็ไม่สนิทกันหรอก พวกนั้นมันเก็บตัว ส่วนแจ็คสันก็อัธยาศัยดีไปทั่วไง แบบคนดัง นักกีฬาโรงเรียน แต่พอพยายามจะเข้าหาไอ้พวกนี้ทีไรมันก็ตีตัวออกห่างทุกที จนวันนึงที่แจ็คสันโดนหมั่นไส้เข้าให้ อย่างว่ามีคนรักก็มีคนเกลียด เขาโดนไอ้พวกบ้าที่ไหนไม่รู้จับขังในห้องเก็บอุปกรณ์กีฬาโรงเรียนที่ชื่อเสียงเลื่องลือว่าโดนผีหลอกมานักต่อนัก วันนั้นแจ็คสันแทบจะโทรหาเพื่อนทุกคนที่รู้จักแต่ก็มีแต่คนคิดว่าล้อเล่น กลายเป็นว่าเขาต้องอยู่กับความวังเวงนั่นหลายชั่วโมง แล้วใครที่มาช่วยรู้มั้ย ก็มาร์คกับจินยองนั่นแหละทำให้นั่นกลายเป็นวันที่แจ็คสันรู้ความลับของพวกมันสองคนและก็กลายเป็นวันที่กำเนิดแก๊งค์บุคคลเพี้ยน มาร์ค แจ็คสัน จินยอง

 


“แล้วพี่ชอบเหรอ คณะวิทยาศาสตร์เนี้ย” ยองแจถามต่อ


“ก็ไม่ได้เกลียด เรียนๆไปก็หนุกดี”


“คนแบบพี่นี่หน้าหมั่นไส้ดีเนอะ” ยองแจบอก น้ำเสียงไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ยองแจเคยรู้สึกไม่ชอบใจไอ้พวกที่ดูไร้จุดหมาย เรียนไปวันๆ พอมาฟังมุมแบบนี้ก็เริ่มจะเข้าใจมาบ้างแต่ก็อดแขวะไม่ได้


“ก็ไม่ได้คิดว่าการใช้ชีวิตแบบนี้มันดีหรอกนะ คือฉันไม่อยากออกนอกลู่ทางที่พ่อแม่หวังไว้ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่อยากถูกขังอยู่ในกรอบ โลภใช่มั้ยล่ะ”


“แต่ผมว่า มันก็ไม่ผิดหรอก ถ้าพี่คิดแบบนั้น เหตุผลคนเราไม่เหมือนกัน”  บางทีเราก็ตัดสินใครไม่ได้นะถ้าไม่ได้เป็นคนคนนั้น


“พูดดี พูดดี” แจ็คสันตบไหล่ยองแจ ทำให้ยองแจรู้สึกว่า กูไม่น่าพูดเลย

 

ทั้งคู่ยังคงยืนกินออมุกแบบไม่สนใจโลก แจ็คสันกินไปไม้ที่เท่าไรไม่รู้ ยองแจเองก็เหมือนกันที่กินแทบไม่สนเงินในกระเป๋า

 

“นี่ต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านมั้ยนิ่” แจ็คสันหันมาถามทั้งที่ของเต็มปาก


ยองแจส่ายหน้าน้อยๆ จริงๆเขาโทรไปบอกแม่แล้วแหละเมื่อตอนบ่ายว่าคงกลับค่ำมากๆ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องรอ คุณนายเชวเองก็บ่นตามประสาแต่ก็ไม่ได้จริงจังมากเพราะยองแจเองก็บอกแค่ว่าทำงานอยู่มหาลัย คงงานนักศึกษาทั่วไปนี่แหละ ก็เลยไม่ได้เซ้าซี้ลูกชายมาก


“แล้วนอนไหนนิ่ คืนนี้” แจ็คสันถาม


“บ้านดิ่ ถามแปลกๆ”


“ก็นึกว่าจะไปนอนบ้านจินยองด้วยกัน เผื่อจะหารือกันไรงี้” แจ็คสันอธิบาย คือดูมึงเหมือนไร้บ้านอ่ะ นอนบ้านคนโน้นคนนี้ไปทั่ว

“จะเอาข้อมูลอะไรไปหารือกับเขา ถามจริง” ยองแจถามจริงๆไม่ได้กะกวนโอ้ยนะ แต่วันนี้บอกเลยกลับบ้านมือเปล่า


“คิม จงอินไง”


“ฮะ??” ยองแจถามทวน ใครวะ คิม จงอิน


“รองประธานอ่ะ” แจ็คสันบอกโดยที่ตัวเองก็ลืมไปว่ายองแจไม่ได้เดินไปดูบอร์ดหน้าห้องกับเขา


“แล้วมันใครกันล่ะ”


“ไอ้ดำๆที่อยู่ที่ห้องสโมวันนี้ไง” แจ็คสันบอก


“อ๋ออออออออ” แหม่ กูจะรู้มั้ยครับรุ่นพี่ แล้วมึงก็เรียกเขาซะเสีย ถึงจะเห็นภาพชัดก็เหอะ


“ทำไมอ่ะ” ยองแจถามต่อ


“นี่สังเกตบ้างป่ะเนี่ยหรือตาเล็กจนมองไม่เห็น” แจ็คสันถามอีกคน


“อะไรเล่า!! ก็ผมตั้งใจค้นโต๊ะอยู่นิ่” ยองแจบอก ตาเล็กแล้วทำไมวะ


“มันห้อยตุ๊กตาวูดูที่กระเป๋า ไม่เห็นเหรอ”


“เฮ้ย จริงดิ!! แล้วทำไมพี่ไม่ฉกมาวะ” ยองแจเบิกตาโตที่สุดในชีวิต


“จะบ้าเหรอ คนมีมารยาท ต้องถามไอ้เจบีก่อนเด่ะว่าเคยมีเรื่องกะไอ้มืดป่าว” แจ็คสันพูดและแน่นอนว่าไม่เคยกลืนให้หมดก่อนพูด พูดมาได้ว่ามีมารยาท


“แต่..พี่เขาไม่ได้เป็นเพื่อนกันเหรอ” ยองแจสงสัย


“ก็ไม่รู้ป่ะวะ อยู่คนละคณะป่ะวะ” แจ็คสันบอก


“ถ้าแค่ไม่ถูกกันแล้วถึงกับต้องทำของใส่นี่แม่_งโหดมากนะ” ยองแจบอก


“เออ คิดเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ไง มันอาจมีเรื่องมากกว่านั้นก็ได้ ถึงต้องถามไอ้เงิงไง” ดูมันพูดถึงแต่ละคน ไอ้มืดงี้ ไอ้เงิงงี้


“เงิง?” ยองแจถาม มึงพูดถึงใครเนี่ย


“เจบีไง ฟันมันยื่นไง”


“ผมไม่เคยเห็นพี่เขาซะหน่อย รู้แต่แบมแบมมีพี่ชายแต่ไม่เคยเจอแบบจังๆอ่ะ แล้ววิญญาณพี่เขาผมก็ไม่เห็น”


“เออ นี่ก็งงเหมือนกันว่าทำไมมองเห็นมัน” แจ็คสันพูดถึงตัวเอง


“อ้าว แล้วปกติมองไม่เห็นเหรอ” ยองแจถาม เขานึกว่าแจ็คสันเป็นพวกมองเห็นได้ซะอีก


“ก็เห็นบ้างลางๆ เคยชัดๆไม่กี่ที แต่ไอ้เงิงนี่ถือว่าเห็นชัดมาก เออ งงว่ะ” แจ็คสันบอก

 


ยองแจพยักหน้าช้าๆ มองไปทางแจ็คสันที่ยังกินอยู่ ตอนนี้ยองแจหยุดกินแล้วแถมรู้สึกอิ่มมากๆ ไอ้พี่แจ็คสันนี่นอกจากสปีดการกินที่เร็วเหมือนอดอยาก แถมยังยัดเอายัดเอาไม่หยุดอย่างกับเป็นบุฟเฟต์ แม่มสุดยอดว่ะ

 

“นี่ยังไม่อิ่มอีกเหรอ” ยองแจถามพลางล้วงกระเป๋าเงินในกางเกง


“ก็เริ่มๆ นั่นทำอะไรน่ะ” แจ็คสันถามพลางมองไปที่กระเป๋าเงินในมือยองแจ


“หาตังจ่ายไง ผมอิ่มแล้ว” ยองแจล้วงแบงค์ออกมา


“หยุดๆๆๆๆ กูเลี้ยง” หลังจากสนิทกันได้สักพัก สรรพนามเริ่มเปลี่ยน ตลอดล่ะมึง


“เฮ้ย เลี้ยงทำไม ไม่ต้องพี่” ยองแจเตรียมจะจ่ายแต่อีกคนฉกกระเป๋ากับเงินมาก่อน


“มึงจ่ายกูโกรธ กูขออีกไม้ เดี๋ยวจะอิ่มละ รอก่อน” อิ่มนี่มึงสั่งได้ด้วยเหรอวะ


“เกรงใจว่ะพี่ ไม่ต้องหรอก”


“หือ เกรงใจเพื่อ ปาเงินใส่หน้ากู มึงยังทำมาแล้ว ป้าครับคิดเงินเลย สองคนเนี่ย” แจ็คสันเรียกป้ามาคิดเงินหลังจากยัดไม้สุดท้ายเข้าปากอย่างรวดเร็ว


“ขอบคุณละกัน” ยองแจบอกอย่างแอบเซ็ง มึงจะขุดเรื่องเก่ามาพูดเพื่อ

 


แจ็คสันจัดการจ่ายเงินเสร็จสรรพ ก่อนจะตบไหล่ยองแจให้เดินออกจากแผงร้านออมุก

 


“งั้นผมกลับนะ ได้ความว่าไงเล่าให้ผมฟังด้วยละกัน” ยองแจบอกหลังจากพ้นร้านมาแล้ว


“รีบลาทำไม เดี๋ยวไปส่ง” แจ็คสันบอก


“อ่า..ผม..” ยองแจตั้งใจจะปฏิเสธเพราะเกรงใจ จริงๆไอ้พี่แจ็คสันมันก็มีน้ำใจนะเนี่ย


.

.


“กูยังไม่อิ่ม ร้านบ้านมึงยังไม่ปิดใช่มั้ย”

 

 

 



อีตะกละ กูขอถอนคำพูด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

......................................................................................................................

 

 

“พี่มาร์คจะอาบน้ำก่อนมั้ยครับ” แบมแบมที่นอนแผ่หลาบนพื้นชั้นล่างของบ้าน ถามมาร์คที่นอนแผ่อยู่ไม่ไกล


“อ่า....ก็ดีนะ หรือแบมอยากอาบก่อน” มาร์คบอก


“พี่มาร์คก่อนเลยก็ได้ครับ”


“หรือจะอาบพร้อมกันเลยมั้ย..โอ๊ย!!!..” มาร์คลูบหน้าตัวเองหลังจากที่โดนหมอนใบใหญ่โยนลงมาทับหน้า ดั้งกูจะหักเพราะแบมแบมนี่แหละ

 

ตอนนี้เป็นเวลาทุ่มนึงแล้ว มาร์คกับแบมแบมแทบจะพลิกบ้านหาของที่เป็นไปได้แต่กลับไม่เจออะไรสักอย่างที่หน้าสงสัย มาร์คเองก็หมดแรงจะหาได้แต่รอคนอื่นๆติดต่อมาว่าเผื่อจะเจออะไรที่เป็นไปได้ ตอนนี้ไม่มีแรงแม้แต่จะเต๊าะแบมแบม

 

“พี่มาร์คลุกไปสิครับ ใช้ห้องน้ำห้องไหนก็ได้” แบมแบมบอกเสียงอ่อน เพิ่งรู้สึกว่าบ้านตัวเองกว้างก็วันนี้แหละ

 

ร่างสูงลุกขึ้นตามที่คนตัวเล็กบอกก่อนจะเดินขึ้นไปเอาสัมภาระเพื่อจะอาบน้ำข้างบน ร่างเล็กเห็นแบบนั้นก็ลุกจากพื้นบ้าง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟารับแขกตัวเดิม หยิบรีโมทเปิดทีวีเพื่อหาอะไรฆ่าเวลา ห้องน้ำก็ไม่ได้มีห้องเดียวหรอกจะอาบพร้อมกันคนละห้องก็ได้แต่ตอนนี้แบมแบมเหนื่อยและขี้เกียจมากก็เท่านั้น


นิ้วเรียวค่อยๆกดไล่ดูไปทีละช่องจนมาถึงช่องสารคดี ที่ตอนนี้กำลังฉายเรื่องราวของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน นักปิศาจวิทยาและร่างทรงคนดังของอเมริกา ดังจนต้องเอาไปสร้างหนังสยองขวัญสุดจะโด่งดังอย่าง conjuring

ปกติแบมแบมก็ไม่ได้ดูหรอกนะไอ้ช่องเนี้ย แต่พอมาเจอกับคนประเภทมาร์คและจินยองแบมแบมก็เริ่มคิดว่ามันน่าสนใจขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยมันก็ไม่ใช่เรื่องหลอกเด็กเหมือนที่เขาเคยคิด


ตากลมจ้องไปในทีวีที่กำลังฉายภาพพิพิธภัณฑ์ของครอบครัววอร์เรนและฉายไปที่ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ซึ่งก็เพิ่งมีหนังของตัวเองไปไม่นาน ร่างเล็กไหลไปตามโซฟาอย่างไม่รู้ตัว ถ้าทิ้งไว้อย่างนี้ได้กลายเป็นคนซกมกที่นอนโดยไม่อาบน้ำแน่ๆ


หลังจากดูทีวีได้เพียงแค่สิบนาทีร่างเล็กก็เริ่มรู้สึกง่วงจัด ตากลมเริ่มปรือ หูเริ่มอื้อ เกือบจะชัทดาวน์ตัวเองไปแล้วถ้าไม่ได้ยินเสียงของผู้มาเยือนใหม่

 




ติ๊งหน่อง..............ติ๊งหน่อง 

 

 
 

แบมแบมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงออด ทุ่มนึงแล้วใครยังจะมาอีกนะ ร่างเล็กเดินไปอย่างขี้เกียจ ปกติป้าลีจะไปรับก่อนแต่ครั้งนี้เขาอยู่บ้านคนเดียว ก็คงต้องเป็นเขาแหละที่ไปรับ

 



แบมแบมลากสังขารตัวเองมาจนถึงรั้วบ้านก่อนที่จะเบิกตาโตแล้วยิ้มกว้าง

 


“อาแดเนียล” ร่างเล็กเรียกอีกคนก่อนจะเปิดประตูบ้านให้


“ไงแบมแบม ได้ข่าวว่าอยู่บ้านคนเดียว” แดเนียลยิ้มก่อนเดินเข้ามาในบ้านแล้วลูบหัวหลานชาย


“คุณพ่อบอกเหรอครับ” แบมแบมถามพร้อมกับพาคุณอาเข้ามาในบ้านไปด้วย


“อืม...นี่ไง อาซื้อของกินมาฝาก” แดเนียลชูถุงอาหารและขนมในมือ คนตัวเล็กรับมาไว้แล้วยิ้มร่า


“ขอบคุณนะครับ” แบมแบมโค้งน้อยๆ


“อาว่าจะพายูคยอมมาด้วย แต่โทรหาแล้วมันบอกไม่ว่าง” แดเนียลบอกพลางถอดรองเท้าเมื่อมาถึงในตัวบ้าน


“ไปไหนของมัน ค่ำป่านนี้” แดเนียลบ่นหลานชายแท้ๆต่อโดยที่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วแบมแบมต่างหากที่รู้ดีว่ายูคยอมไปไหน


“อ่า...ช่วงนี้มัน...เอ่อ.....” แบมแบมพยายามหาข้อแก้ตัวให้เพื่อน


“มันทำไมเหรอแบม” แดเนียลถาม เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน


“เอ่อ....ยูคยอมสอนพิเศษน่ะครับ ใช่ๆ สอนพิเศษ” แบมแบมบอกพลางถอนใจอย่างโล่งอก


“สอนพิเศษเนี่ยนะ”


“ครับ สอนเด็ก ม.ปลาย” ขอโทษนะโจอี้ พี่ขอโทษ


“เดี๋ยวอานั่งก่อนละกันครับ เดี๋ยวแบมเอาของไปเก็บในครัวก่อน”

 



แดเนียลพยักหน้ารับก่อนจะหย่อนตัวลงโซฟา แล้วดูทีวีที่ยังฉายสารคดีปิศาจเหมือนเดิม




แปลกแฮะ ปกติแบมแบมดูรายการแบบนี้ด้วยเหรอ



คนเป็นอาได้แต่ขมวดคิ้วพลางคิดในใจ

 

 

 

 



“แบมแบม พี่อาบเสร็จแล้วนะ!



แดเนียลได้ยินเสียงบุคคลที่สามดังมาจากบันไดจึงหันไปดู ก็พบร่างสูงที่เคยจำได้ว่าเป็นเพื่อนหลานชายเดินลงมาพร้อมมีผ้าขนหนูเช็ดผม มาร์คเองที่เงยหน้ามามองตรงโซฟาก็แปลกใจเล็กน้อยที่เห็นแดเนียลอยู่ที่นี่


“สวัสดีครับ” มาร์คโค้งให้คนเป็นผู้ใหญ่แดเนียลเองก็พยักหน้ารับน้อยๆ แต่ก็แอบทำหน้าสงสัยว่าทำไมมาร์คมาอยู่ที่นี่


“พี่มาร์คอาบเร็วจัง” แบมแบมเดินมาหามาร์คเพื่อตั้งใจจะถามว่าขาดเหลืออะไรมั้ย


“ก็เผื่อแบมรอใช้ห้องน้ำ” มาร์คยิ้มให้แบมแบม จริงอยู่ที่บ้านนี้มีห้องน้ำหลายห้อง แต่เมื่อกี้มาร์คไปใช้ห้องน้ำของห้องแบมแบมก็เลยลืมไปว่าบางทีแบมแบมอาจอยากใช้ห้องน้ำตัวเอง


“เอ่อ..พอดีอาแดเนียลซื้อข้าวมาให้เยอะเลย แบมเลยว่าจะกินก่อนดีมั้ย” แบมแบมบอกพลางชี้ไปที่ครัว

 



“ไปอาบน้ำก่อนก็ได้แบม ถ้ายังไม่หิวนะ” แดเนียลบอกเพราะดูวันนี้แบมแบมดูไม่ค่อยสดชื่นเลย


“อ่า..งั้นแบมไปอาบก่อนนะครับ พี่มาร์คก็นั่งเป็นเพื่อนคุณอาไปก่อนละกันนะครับ พอดีพี่มาร์คมาอยู่เป็นเพื่อนน่ะครับ” แบมแบมบอกมาร์คก่อนจะหันไปบอกอาแดเนียลที่เลิกคิ้วเชิงถามว่ามาร์คมาอยู่นี่ได้ไง

 



มาร์คพยักหน้าก่อนเดินมาที่โซฟา พลางทำท่าเงอะงะอย่างไม่รู้ว่าจะนั่งตรงไหน นั่งพื้นดีมั้ยเป็นเด็กต้องนั่งต่ำกว่าป่ะวะ หรือจะนั่งโซฟา


“นั่งนี่ก็ได้ อาไม่ถือหรอก” แดเนียลบอกพลางตบที่ว่างข้างๆเหมือนอ่านท่าทางอีกคนออก


“อ่า ครับ” มาร์คนั่งลงอีกฟากของโซฟายาว


“สนิทกับแจบอมขนาดนั้นเลยเหรอเราน่ะ” แดเนียลถามพลางเลิกคิ้วสงสัย แจบอมไม่ค่อยพูดถึงเพื่อนเท่าไร


“ครับ?” มาร์คทวนเพราะมัวแต่เกร็งจนไม่ได้ตั้งใจฟัง


“ก็ถึงขนาดมานอนเป็นเพื่อนแบมแบมได้ คงสนิทกับเจ้าแจบอมมากสินะ”


“ก็...ประมาณนึงครับ” มาร์ครู้สึกประหม่าเล็กน้อย


“น่ารักสินะ” แดเนียลหยั่งเชิงมาร์คที่มองตามแบมแบมที่เดินขึ้นไปอาบน้ำได้สักพัก


“ครับ??” มาร์คสะดุ้งกับคำถาม


“แบมแบมน่ะ เป็นเด็กน่ารักใช่มั้ย” แดเนียลถามย้ำ


“เอ่อก็...ครับ” มาร์คตอบ ก่อนจะแอบเหลือบไปมองนิ้วแดเนียลที่ยังมีแหวนอยู่เหมือนเดิม นี่มาร์คควรจะสงสัยแดเนียลดีมั้ยนะ ก็ดูรักหลานอยู่นะ มีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำ


“อยู่คณะเดียวกับแจบอมเหรอ” แดเนียลถามตายังคงดูสารคดีช่องเดิมอยู่


“ผมเรียนวิทยาศาสตร์คณะข้างๆน่ะครับ เห็นหน้าบ่อยๆก็เลยสนิทกัน” มาร์คโกหก ก่อนจะเงยหน้าไปดูโทรทัศน์บ้าง สารคดีครอบครัววอร์เรน นี่นอกเหนือจากไอ้แจ็คสันยังมีคนปกติที่ตั้งใจดูอยู่อีกเหรอ


“เอ็ดกับลอร์เรน วอร์เรน?” มาร์คเอ่ยเบาๆเหมือนหลุดปาก


“รู้จักด้วยเหรอ?” แดเนียลถามก่อนพยักเพยิดไปทางทีวี


“เพื่อนผมชอบดูน่ะครับ” มาร์คพาดพิงไปถึงแจ็คสัน


.

.

.
“แล้วคุณเชื่อเรื่องแบบนี้มั้ยครับ” มาร์คเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิงอีกคนหลังจากดูทีวีได้สักพัก ขอสืบหน่อยเหอะ


“เรื่องแบบไหนล่ะ” แดเนียลตีหน้านิ่งถาม


“ก็เรื่อง....ผี.....ปีศาจ...ร่างทรง...พวกวิญญาณ” มาร์คปรายตามามองอีกคนเล็กน้อย


“เรื่องผีเหรอ?....อืม....นั่นสินะ” แดเนียลลูบคางอย่างใช้ความคิด


50/50 ... ล่ะมั้ง” แดเนียลตอบในที่สุด เล่นเอามาร์คขมวดคิ้วเล็กน้อย

 





50/50 เหรอ? คำนี้ไม่น่าใช้สำหรับคนที่กำลังสาปแช่งคนอื่น แต่.....ใครจะรู้ว่านั่นจริงหรือโกหก

 




“แล้วนายล่ะ...มาร์ค...เชื่อรึป่าว” คราวนี้เป็นแดเนียลที่มองหน้ามาร์ค

 


มาร์คเองก็มองอีกคนกลับ

 

“ผมเรียนวิทยาศาสตร์นะครับ” มาร์คตอบก่อนไหวไหล่น้อยๆ


.

.

.

“สร้อยนายสวยดีนะ” แดเนียลที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนเรื่องชี้ไปที่สร้อยคอของมาร์ค สร้อยเงินที่ห้อยบางอย่างแหลมๆสีขาวคล้ายเขี้ยว มันคือเขี้ยวหมาป่า พ่อให้เขาห้อยตั้งแต่เด็กๆโดยบอกว่ามันคือเครื่องรางประจำตัวและมาร์คก็ไม่เคยถอดแต่ส่วนมากจะซ่อนไว้ในเสื้อ


คนเด็กกว่าสะดุ้งเล็กน้อยที่ถูกทัก แดเนียลยังคงจ้องมาร์ค มาร์คไม่ชอบสายตาแบบนี้ สายตาเหมือนรู้ไปซะทุกเรื่อง สายตาที่เหมือนกับพ่อเขาเวลารู้ว่าเขาโกหก และมาร์คมั่นใจว่าแดเนียลไม่ได้เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแค่ 50/50



“นี่เหรอครับ” มาร์คชูให้อีกฝ่ายดู กลบความรู้สึกไม่ไว้ใจคนตรงหน้า


“เหมือนเขี้ยวนะ?”  แดเนียลถาม


“ไม่รู้สิครับ ของตลาดนัด” มาร์คโกหก


“เก่งนะ ทำให้ดูเก่าได้ด้วย”  แดเนียลบอกเชิงเหน็บเล็กๆ


.

.

.

“ผมว่าแหวนคุณก็สวยนะครับ” มาร์คพูด คราวนี้กลายเป็นแดเนียลที่สะดุ้งเล็กๆ งานนี้ต้องไฟท์


.

.
“ผมขอดูได้มั้ยครับ” มาร์คจ้องอีกฝ่ายเมื่อรู้สึกว่าตัวเองกำลังได้เปรียบ


“อ่า....ดะ”


“คุยอะไรกันครับ” แบมแบมที่อาบน้ำเสร็จเดินลงมาขัดทั้งคู่ซะก่อน


“อ่า แบมมาพอดีเลย” แดเนียลลุกขึ้นเดินไปหาหลานชาย


“กินข้าวกันครับ นี่แบมรีบอาบเลยนะครับเนี่ย” แบมแบมชวนอีกคน


“พอดี..อาว่าอาจะกลับก่อนน่ะ อาเอางานกลับมาเคลียร์ที่บ้านเยอะเลย” แดเนียลลูบหัวหลานชาย


“อ้าว แบมนึกว่าอาจะมากินข้าวด้วยนะครับเนี่ย” แบมแบมยู่หน้าเซ็งๆ


“แบมมีเพื่อนแล้วนี่” แดเนียลบุ้ยหน้าไปทางมาร์ค


“อาไปก่อนนะ” แดเนียลบอก แบมแบมโค้งให้ผู้เป็นอา




แดเนียลเดินไปหามาร์คอีกครั้ง

 


“เรื่องแหวน ไว้วันหลังละกันนะ มาร์ค” แดเนียลจ้องหน้าอีกคนยิ้มๆ

 



“ครับ แล้วผมจะตั้งตารอ”

 

 

................................................................................................................................................



ร้อยแล้ว นับจำนวนแช็ปผิดอีก 5555 พยายามจะอัพเร็วๆอยู่นะ แต่แบบเป็นคนเวิ่นไง ยิ่งพิมพ์ยิ่งยาว 555555 ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านมาติดตามนะคะ 

พี่มาร์คมันชอบเล่นสงครามประสาทนะบอกก่อน

อะไรคือการอัพแปดโมงครึ่ง คือไม่ไปทำงาน สงสัยตัวเองอยู่


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

768 ความคิดเห็น

  1. #754 Faye V. Charlotte (@maiko0401) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 / 07:55
    อาอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง อาจจะไม่ใช่คนสาปแช่ง แต่อาจจะเป็นต้นเหตุของเรื่อง หรือผู้เกี่ยวข้องทางอ้อม ละมั้งเนี่ย
    #754
    0
  2. #742 tunty0505 (@tunty0505) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 08:17
    อานี่ดูไม่น่าเกี่ยวนะ แต่แหวนน่าจะเกี่ยว555
    #742
    0
  3. #719 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 07:43
    เค้าทันกันเนอะสองคนนี้
    #719
    0
  4. #685 Took (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559 / 15:10
    อาแดเนี่ยล นี่น่าสงสัยนะชักลุ้นหนักขึ้นเรื่อยๆ
    #685
    0
  5. #618 Tam Jenjira (@tamsiiz) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2558 / 08:19
    ความจริงเริ่มเผยออกมาเรื่อยๆ เราว่าอาแดเนียลน่าสงสับสุด
    #618
    0
  6. #501 ZakittaA (@zakittaa) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2558 / 09:47
    พี่มาร์คไม่เคยเข็ดเลยยย รุกมากน้องแบมจะฟาดเอานะ เหมือนมันจะเผยออกมาเรื่อยๆแล้วรึเปล่า แบบจริงๆคนที่จะโดนอาจจะไม่ใช่พี่บีรึเปล่า โอ๊ยยย ลุ้นนนนน
    #501
    0
  7. #459 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2558 / 14:49
    พี่มาร์คต้องไฟท์นะคะ อาแดเนียลนี่พิรุธสุดๆ
    #459
    0
  8. #440 xx.lqeen (@natteryd) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2558 / 22:35
    ดุเด็ดเผ็ดมันมากจย้าาาา หืมมมมชอบบบ ปิ๊งคุณอามาก #เฮ้ยเดี๋ยว นี่ออกแนวไม่ใช่ละ
    #440
    0
  9. #394 woorebin (@bam_bam-got-7) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 / 21:20
    ยูคอี้ คือเค้ากันอ่ะ 5555555 ><
    #394
    0
  10. #296 pimpimpim1a (@pimpimpim1a) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 เมษายน 2558 / 12:14
    อาแดเนียลนี่น่ากลัวนะ (แต่นึกหน้าแดเนียล เฮนนี่ แล้ว ไม่กลัวอ่า  เขิน) 
    #296
    0
  11. #261 ลูกหลานป๋าเจ๊ (@lookmai-2008) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 เมษายน 2558 / 04:51
    มันต้องมีอะไรแอบแฝงมันต้องมี!!!
    #261
    0
  12. #216 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 เมษายน 2558 / 19:14
    แหวนนั้นๆมีความลับใช่ไหม~
    #216
    0
  13. #123 VIPKISSME13 (@u-kisseverone) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 มีนาคม 2558 / 16:35
    ขำพี่มาร์คงานนี้ต้องไฟท์55555555555 ตกลงใครเป็นคนทำ
    #123
    0
  14. #73 Duck OF THE RAIN (@nun324561) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 มีนาคม 2558 / 20:51
    คู่ยูคอี้นี่กัดกันน่ารักมากกอะ เข้ากั้น เข้ากัน><
    ฮาแจ็คนึกว่าจะมีน้ำใจ
    น่อออออ พี่มาร์คเล่นสงครามประสาทจ้าาา
    #73
    0
  15. #39 jinni (@Jinni_jinny) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 มีนาคม 2558 / 10:21
    คู่นี้ สูสีทีเดียว มาร์คแดเนียล
    #39
    0
  16. #38 littlestamp (@littlestamp) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 มีนาคม 2558 / 00:38
    เอ่อ ไรท์ เราเพิ่งมาอ่าน 5555 เม้นทีเดียวเลยนะ คือออ อยากจะบอกว่ามันสนุกมากกก อ่านเพลินเลยง่ะ ชอบความสัมพันธ์ของเจบี แจ็คสัน พี่มาร์ค ละก็จินยองมากๆ มันดูเรียลดีอ่ะ ดูลึกซึ้ง ไม่เหมือนฟิคไหนๆ งือออ เอาเป็นว่า ไรท์เขียนดีมากก ทำดีๆ 5555 ติดตามนะคะ ของคุณมากที่เขียนเรื่องนี้
    #38
    0
  17. #37 พี่บีคนชิค (@galaxy-tpy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 18:46
    โว้วว พี่มาร์คแน่มาก 5555
    #37
    0
  18. #36 (@turtletoey) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 17:39
    พี่มาร์คกับสงครามประสาทนี่เหมือนของคู่กันเลยแฮะ J
    โอ่ยยย นี่แอบสงสัยคุณอาจริงจังนะเนี่ย
    ไอ่เราก็นึกว่าพี่แจ็คจะแบบ มีน้ำใจ ที่ไหนได้ 55555555555555555.
    #36
    0
  19. #35 KYURYEO_WONBUM (@kimwook) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 16:49
    ตอนนี้สงสัยอาที่สุดเลย ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องผี ปีศาจงี้เยอะแน่ๆ ไม่งั้นจะสังเกตุเห็นสร้อยของมาร์คหรอ แต่อะไรจะเป็นแรงจูงใจให้ทำเรื่องนี้ ชอบยูคอี้เรื่องนี้มากเลยค่ะ น่ารักมากกกกกกกกกกกก รอวันที่จะเห็มคยอมหลงอี้อยู่นะคะ
    #35
    0
  20. #34 BG_FC (@0208bibi) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 14:55
    มาอัพตอนหน้าเร็วนะ
    #34
    0
  21. #32 (@turtletoey) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2558 / 18:39
    ทำไมคู่นี้ดูเคมีเข้ากันได้ขนาดนี้นะ โอ่ยยยยย จะไม่ทนแล้ว โอเค๊ ?
    สุดท้ายคยอมก็แพ้เด็ก ;P
    #32
    0
  22. #31 jkk'koong (@koongkhunkaew) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 มีนาคม 2558 / 16:57
    ชอบยูคอี้อ่ะ น่ารักกกก
    #31
    0