พระชายาแสวงพ่าย

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 823,775 Views

  • 6,432 Comments

  • 12,059 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    642

    Overall
    823,775

ตอนที่ 10 : บทที่ 5 นางกำนัลคนใหม่ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20296
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    13 ก.ย. 60




ฮ่องเต้คังซีในวัยห้าสิบหกชันษานับเป็นผู้นำที่ปรีชาสามารถยิ่ง แม้จะล่วงเข้าสู่วัยชราแต่ยังคงเห็นเค้าลางความสง่างามอย่างชัดเจน ดวงตาดุดันเฉียบขาดเต็มเปี่ยมด้วยพระราชอำนาจ พระวรกายองอาจผึ่งผาย สวมฉลองพระองค์ฤดูร้อนสีเหลืองสดโดดเด่นน่าเกรงขาม ทรงนั่งอยู่ภายในโถงตำหนักพลางรับน้ำชามาดื่มดับอารมณ์ฉุนเฉียว หากจับตัวการที่ทำให้พระสนมเต๋อเฟยบาดเจ็บมาลงโทษไม่ได้ ย่อมสะเทือนถึงพระเกียรติยศไปด้วย

“เสวยชาดอกบัวก่อนนะเพคะ พระวรกายของฝ่าบาทมีค่าดั่งทองคำ เพราะฉะนั้นอย่าทรงโมโหเพราะหญิงชั้นต่ำผู้นั้นไปเลยเพคะ อีกไม่นานต้องจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้แน่”

มู่กุ้ยเหรินถวายน้ำชาอย่างอ่อนช้อยมีจริตจะก้าน แต่งกายหรูหรา นางยังสาวยังสวยและได้รับความโปรดปรานเป็นอย่างยิ่ง นับตั้งแต่ถวายตัวเมื่อปีที่แล้วนางได้รับพระราชทานข้าวของชั้นเลิศมากมายเกินหน้าเกินตาสนมคนอื่นๆ หนำซ้ำเพิ่งจะมีข่าวดีว่านางกำลังตั้งครรภ์ได้สองเดือน ซึ่งหากคลอดพระโอรส ฝ่าบาทมีรับสั่งว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้เป็นมู่ผิน

มู่กุ้ยเหรินดีใจจนเนื้อเต้น สิ่งที่นางต้องการไม่ใช่แค่ผิน ตำแหน่งของนางต้องใหญ่กว่านั้น เด็กในท้องก็ต้องเป็นองค์ชาย หากฝ่าบาทโปรดปรานนางเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าเด็กในท้องคนนี้อาจได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ทองก็เป็นได้ และเพื่อที่จะสร้างฐานอำนาจให้บุตร มู่กุ้ยเหรินจึงหมายมั่นว่าจะไต่สูงขึ้นไปถึงตำแหน่งฮองเฮาให้จงได้  เธอจะกำจัดพระสนมคนเก่าแก่ที่ครองอำนาจในวังหลังให้หมดสิ้นซากไปเลยทีเดียว

“ชาดอกบัวนี้หม่อมฉันเป็นคนเก็บและคัดเลือกกลีบดอกบัวด้วยตนเอง ส่วนน้ำที่ใช้ก็เป็นน้ำค้างบนกลีบดอกบัว ต้องเก็บในยามเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้นจึงจะได้น้ำค้างใสพิสุทธิ์ที่สุด หม่อมฉันทุ่มเทเพื่อฝ่าบาทโดยเฉพาะเลยเพคะ”

“อืม รสชาติดี หอมกลิ่นดอกบัวมาก ขอบใจเจ้านะมู่กุ้ยเหริน”

“แหม... น้องมู่ช่างเตรียมพร้อมเสียจริง ตำหนักเต๋อเฟยเกิดเรื่องวุ่นวาย ท่านก็อุตส่าห์หอบชาดอกบัวมาถวายฝ่าบาทโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ดูท่าว่าหม่อมฉันคงต้องเรียนรู้จากท่านเสียแล้ว”

จิ้งกุ้ยเหรินซึ่งพำนักในตำหนักร่วมกับมู่กุ้ยเหรินค่อนแคะเสียงหวาน จิ้งกุ้ยเหรินถวายตัวมานานก่อนหน้ามู่กุ้ยเหรินเกือบสิบปีแต่ตำแหน่งก็ตันอยู่แค่นั้น พอมู่กุ้ยเหรินถวายตัวเข้ามาในฐานะบุตรีขุนนางชาวมองโกล[1] นางกลับฉอเลาะออเซาะจนได้มายืนในระดับเดียวกันในช่วงเวลาอันสั้น แล้วจะไม่ให้จิ้งกุ้ยเหรินรู้สึกไม่ถูกชะตาได้อย่างไรกัน

จิ้งกุ้ยเหรินยังโชคดีที่มีองค์หญิงถวายให้ฝ่าบาท อนาคตต่อไปในภายภาคหน้าจึงยังพอจะอาศัยพึ่งพิงบารมีลูกได้ ส่วนเรื่องแย่งชิงความรักจากฝ่าบาท จิ้งกุ้ยเหรินปล่อยวางเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็อดหมั่นไส้นางสนมรุ่นน้องไม่ได้ นางจึงแย้มยิ้มเชือดเฉือนใส่โดยไม่แยแสว่ามู่กุ้ยเหรินจะถลึงตาจ้องกลับมา

“ฝ่าบาทโปรดให้น้องเข้าเฝ้ารับใช้บ่อยๆ ก่อนที่น้องจะมาที่เหยียนชีกงก็ย่อมรู้พระทัยฝ่าบาทอยู่แล้ว พี่จิ้งไม่ค่อยได้เจอพระพักตร์ฝ่าบาทนัก เอ... ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่นะ น้องจำไม่ได้เสียแล้ว พี่จิ้งคงไม่ทราบกระมังว่าฝ่าบาทโปรดอะไรบ้าง”

“เจ้า!” จิ้งกุ้ยเหรินชักสีหน้า จังหวะนั้นหรงเฟยกลับออกมาจากด้านในตำหนักพอดี ฝ่าบาทจึงยกพระหัตถ์ขึ้นเป็นการห้ามปราม

“เลิกทะเลาะกันจุกจิกข้างหูข้าเสียที มู่กุ้ยเหรินมีน้ำใจคิดถึงข้า เจ้าก็เลิกแขวะนางได้แล้ว ส่วนเจ้าเองก็เด็กกว่าจิ้งกุ้ยเหริน อย่าทำตัวล่วงเกินนางอีก หรงเฟยก็อยู่ที่นี่ ไม่อายนางบ้างหรือ”

“เพคะ”

จิ้งกุ้ยเหรินยิ้มเจื่อนๆ ให้หรงเฟย ต่างฝ่ายต่างรู้ใจกันดีจึงส่งสายตาหลิ่วไปมา หรงเฟยรู้ว่าจิ้งกุ้ยเหรินรำคาญเด็กขี้อวดผู้นี้เต็มที ทรงอยากจะช่วยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะสิทธิ์ตัดสินใจอยู่ที่อี้กุ้ยเฟย และใครๆ ต่างก็รู้ว่ามู่กุ้ยเหรินเป็นคนของฝั่งนั้น ทำให้ไม่มีใครกล้าแตะต้อง หรงเฟยจึงได้แต่ส่งสายตาเอาใจช่วยให้อดทน

“อาการของนางดีขึ้นบ้างแล้วยัง?”

“เพคะ แต่ยังดูตื่นตกใจอยู่มาก เดิมทีพี่เต๋อก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว หมอหลวงจึงสั่งเทียบยาให้ทานอีกชุดเพื่อผ่อนคลายเพคะ”

ฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์รับทราบ

“เจ้าไม่ค่อยสบาย ป่วยอยู่บ่อยๆ ไม่จำเป็นต้องลำบากมาเหยียนชีกงด้วยตัวเองเลย” ฮ่องเต้รับสั่งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ถึงแม้ว่าหรงเฟยจะเริ่มล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา ไม่สดสวยเท่านางสนมรุ่นเด็กๆ แล้วก็จริง แต่ฮ่องเต้ก็ทรงรักนางไม่เสื่อมคลาย หรงเฟยจึงอดยิ้มเขินไม่ได้เมื่อฝ่าบาทหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้ด้วยพระองค์เอง

“ดูทำเข้าสิเพคะ หม่อมฉันก็อายุปูนนี้แล้ว ฝ่าบาทยังจะเอาใจหม่อมฉันเหมือนสมัยสาวๆ อีก อายพวกเด็กๆ บ้างสิเพคะ”

“ไม่เห็นเป็นอะไรเลยหรงเอ๋อร์ คืนนี้ข้าจะแวะไปทานปลานึ่งของเจ้าที่จางสุ่ยกงนะ”

“หม่อมฉันจะทำปลานึ่งไปถวายที่หยางซินเตี้ยนวันพรุ่งนี้ดีกว่าเพคะ ตอนนี้ที่ตำหนักของหม่อมฉันมีกลิ่นยาฉุนไปหมด อีกอย่างคืนนี้หม่อมฉันอยากจะมาอยู่เป็นเพื่อนพี่เต๋อด้วยเพคะ เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้พี่เต๋อตกใจมาก ดีที่หมอหลวงบอกว่าพี่เต๋อไม่เป็นอะไรมาก แค่นอนพักสักหน่อยก็จะดีขึ้น แต่หม่อมฉันก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีเพคะ”

หรงเฟยยังคงเป็นหรงเฟย ใจดีและห่วงใยคนรอบข้างเสมอ ฮ่องเต้จึงทรงผงกศีรษะอย่างเห็นด้วย “ขอบใจเจ้ามาก ข้าต้องฝากเจ้าดูแลเต๋อเฟยแล้ว”

“หม่อมฉันกับพี่เต๋อเข้าวังมาพร้อมกัน ถวายตัวในเดือนเดียวกันแถมพี่เต๋อยังมีทายาทให้ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันช่วยเลี้ยงคลายเหงามากมาย ที่สำคัญเราสองพี่น้องรับใช้ฝ่าบาทมานาน ต่างก็แก่มาด้วยกัน ถ้าหม่อมฉันไม่ดูแลพี่เต๋อแล้วใครจะดูเล่าเพคะ”  

“ได้เห็นมิตรภาพของพวกเจ้าเช่นนี้ ข้าก็พลอยมีความสุข” ฮ่องเต้คังซีพยักพระพักตร์ก่อนที่สายพระเนตรคมกริบจะกวาดมองไปรอบๆ เหยียนชีกง ด้านหน้าตำหนักปลูกบัวใส่กระถางส่งกลิ่นหอมนุ่มนวลก็จริง แต่ภายในตำหนักกลับมีข้าวของบางตา ของที่มีอยู่ก็ใช่ว่าจะดี ที่หน้าต่างกรุกระดาษมีรอยขาดให้เห็นด้วยซ้ำ ไม่สมฐานะเฟยเลยสักนิด

“ข้าไม่ได้มาที่เหยียนชีกงแค่พักเดียว เหตุใดตำหนักถึงได้ดูเศร้าหมองนัก เกิดอะไรขึ้น? ฝ่ายพิธีการไม่ได้ส่งคนมาช่วยซ่อมแซมตำหนักบ้างเลยหรือ? เจ้ารู้เรื่องนี้หรือไม่หรงเอ๋อร์”

หรงเฟยเห็นว่าเป็นโอกาสดีจึงกราบทูลตามตรง

“ฝ่าบาทเปรียบได้กับแสงตะวันของพวกหม่อมฉัน เพียงพระองค์มาเยี่ยมเยือนที่แห่งนี้ก็สว่างและอบอุ่นขึ้นมาทันทีเพคะ เดิมทีพี่เต๋อก็เป็นคนเรียบง่ายใช้ชีวิตสมถะอยู่แล้ว ช่วงหลังฝ่าบาททรงโปรดให้สร้างตำหนักเพิ่ม อี้กุ้ยเฟยเห็นว่าพี่เต๋อไม่ค่อยสนใจของพวกนี้นักจึงขอแบ่งข้าวของไปตบแต่งตำหนักใหม่ ส่วนเรื่องตำหนักทรุดโทรม ทางกรมพิธีการต้องรับใช้ทางตำหนักเฉียวชูกงจนแทบไม่มีเวลามาดูแลทางนี้ พี่เต๋อเองก็เห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรจึงรอไปก่อนเพคะ”

“เหลวไหลสิ้นดี!” สุรเสียงผ่าเปรี้ยงอย่างฉุนเฉียว ทุกคนจึงรีบคุกเข่าน้อมกายลงพลางทูลขอให้ทรงคลายกริ้ว

“ฝ่าบาท ขอทรงพระทัยเย็นๆ ก่อนเพคะ หม่อมฉันผิดเองที่ดูแลพี่เต๋อไม่ดีเพคะ ถึงแม้ช่วงนี้พี่เต๋อจะลำบากไปบ้างที่ถูกลดเงินเดือนไปเกินครึ่ง แต่พี่เต๋อก็ยินดีช่วยเหลือฝ่าบาทประหยัดงบในวังหลังเพคะ”

พระขนงของฮ่องเต้คังซีขมวดมุ่นทันใด แม้จะไม่แสดงออกอะไรแต่หรงเฟยรู้ว่าพระองค์ไม่พอพระทัยอี้กุ้ยเฟยขึ้นมาแล้ว งบค่าใช้จ่ายที่ใช้ในวังหลังนับแสนตำลึง มีแต่เพิ่มไม่มีลดมาตลอด ดังนั้นไม่มีเหตุผลสักนิดที่เหยียนชีกงจะถูกบีบอยู่เพียงตำหนักเดียว “ฝีมือของอี้กุ้ยเฟยสินะ”

หรงเฟยยิ้มเศร้าสร้อย

“ไม่น่าจะใช่หรอกเพคะ อี้กุ้ยเฟยดีต่อหม่อมฉันกับพี่เต๋อเสมอ เพียงแต่ช่วงหลังมานี้หม่อมฉันกับพี่เต๋อพากันป่วยดังนั้นจึงไม่ค่อยได้เจออี้กุ้ยเฟยสักเท่าไหร่ อีกทั้งฝ่าบาทก็ทรงยุ่งกับราชกิจ พี่เต๋อจึงยิ่งเกรงพระทัยไม่กล้านำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไปรบกวน เรื่องนี้อาจจะเป็นการกระทำโดยพลการของพวกกงกงก็ได้เพคะ”

“คนพวกนี้ดีแต่ประจบประแจง! สั่งปลดหัวหน้าฝ่ายพิธีการ ส่งตัวมันไปทำงานหนัก แล้วสั่งให้คนมาจัดการเรื่องเหยียนชีกงให้เรียบร้อย หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเต๋อเฟยอีก ข้าจะสั่งตัดหัว”

“พ่ะย่ะค่ะ”  จางกงกงน้อมรับพระกระแสรับสั่งก่อนจะค้อมกายล่าถอยออกไป หรงเฟยจึงค่อยเบาใจขึ้นที่ช่วยกู้สถานการณ์ให้เต๋อเฟยได้บ้าง มู่กุ้ยเหรินกลับนึกโกรธเคืองแทนอี้กุ้ยเฟย

“ฝ่าบาทต้องสอบสวนเรื่องภูติผีให้กระจ่างนะเพคะ หม่อมฉันมีลางสังหรณ์ว่าจะมีใครบางคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” มู่กุ้ยเหรินคิดทะเยอทะยานจึงถึงขั้นกล้าลบหลู่หรงเฟยด้วยการปรายตามองไปทางบ่าวไพรของอีกฝ่าย “ถ้าภูติผีนั่นเป็นเรื่องตบตาจริงๆ หม่อมฉันก็เดาว่ามีหลายคนที่ได้รับประโยชน์นะเพคะฝ่าบาท”   

ความหมายของมู่กุ้ยเหรินคือเต๋อเฟยสร้างเรื่องภูติผีปีศาจขึ้นมาเรียกร้องความสนใจ หรงเฟยจึงไม่พอใจทันที “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน? ถึงได้กล่าววาจาสามหาวเช่นนี้”

“โบราณว่าไว้ ยิ่งกล้าเสี่ยงก็ยิ่งได้รับผลคุ้มค่าเพคะ หม่อมฉันพอทราบมาว่าหรงเหนียงเหนียงกับเต๋อเหนียงเหนียงทรงสนิทสนมแน่นแฟ้นกันยิ่งนัก ช่วงหลังมานี้ฝ่าบาทก็แทบไม่ได้แวะเวียนไปหาพวกนางเลย เอ... ปีกว่าได้แล้วมั้งเพคะ บางทีเหนียงเหนียงอาจจะนึกสนุกแก้เบื่อ ก็เลยกุเรื่องขึ้นมาก็ได้นะเพคะ ดูสิ แค่ฝ่าบาทมาที่นี่ พริบตาเดียวตำหนักเหยียนชีกงก็สว่างสดใสเหลือเกิน เรื่องน่าสนุกแบบนี้ ถ้าหม่อมฉันลองดูบ้าง ฝ่าบาทต้องเสด็จไปหาหม่อมฉันนะเพคะ”

“มู่กุ้ยเหริน เจ้าไม่ควรล่วงเกินหรงเฟย อีกหน่อยเมื่อเจ้าเลื่อนตำแหน่งเป็นผินแล้ว ข้าจะสั่งให้คนเตรียมตำหนักให้ใหม่”

ฮ่องเต้ทรงเอ่ยปรามมู่กุ้ยเหรินดุจผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กเอาแต่ใจ แต่คนอย่างมู่กุ้ยเหรินได้คืบจะเอาศอก ตำแหน่งกุ้ยเหรินเป็นตำแหน่งชั้นเมียน้อยของจักรพรรดิ พวกนางไม่มีชุดประจำตำแหน่ง ไม่มีเกี้ยว ไม่มีเสลี่ยงคานหามใดๆ ไม่มีตราตั้ง ไม่มีธงนำขบวน ไม่มีสิ่งใดนอกจากเงินรายปีหนึ่งร้อยเหลียง ของรับพระราชทานรายปี ของใช้รายวัน นางกำนัลรับใช้สามคน ขันทีรับใช้สามคน และห้องนอนส่วนตัวในตำหนักรวมท้ายวังหลวงใกล้กับตำหนักเย็น แออัดคับแคบไม่เป็นส่วนตัวเลยสักนิด

“หม่อมฉันอึดอัดยิ่งนักเพคะ ขนาดเหยียนชีกงทรุดโทรมว่างเปล่า แต่ก็ยังโอ่โถงสว่างไสวกว่าตำหนักของหม่อมฉันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า ไม่นับรวมพวกขี้อิจฉาที่อาศัยร่วมกับหม่อมฉันอีก”

จิ้งกุ้ยเหรินโดนพาดพิงก็ถลึงตาจิก แต่มู่กุ้ยเหรินไม่สนใจ

“ถ้าฝ่าบาทไม่สืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง อีกหน่อยก็คงมีใครบางคนสรรหาเรื่องภูตผีมาหลอกให้ฝ่าบาทสร้างตำหนักใหม่ก็เป็นได้”

บ่าวของหรงเฟยไม่อาจทนให้สนมชั้นกุ้ยเหรินดูหมิ่นได้ แต่หรงเฟยยกมือห้ามปรามไว้ สีหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ถือสาหาความต่อคำกล่าวหยาบคายนั้นเลยสักนิด ฮ่องเต้จึงทรงเป็นผู้ตำหนิมู่กุ้ยเหรินด้วยพระองค์เอง

“ต่อหน้าข้า เจ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหลก่อกวน เจ้าเห็นว่าข้าเลอะเลือนเช่นนั้นเชียวรึ?! ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียบ้าง!

“มะ...หม่อมฉันมิกล้า หม่อมฉันเพียงแค่ต้องการถามความเห็นจากเหนียงเหนียง ต่อไปจะไม่กล้าแล้วเพคะ”

มู่กุ้ยเหรินหน้าเสียที่ฝ่าบาทตวาดตนต่อหน้าบ่าวไพร่ ทรงเข้าข้างหรงเฟยอย่างออกนอกหน้าเพราะหรงเฟยเปรียบดั่งรักแรกของพระองค์ ดังนั้นฮ่องเต้คังซีจึงรักและถนอมนางยิ่งนัก การที่มู่กุ้ยเหรินลองตีตนขึ้นเสมอครั้งนี้นับว่าพลาดอย่างยิ่ง

“ตบปากเจ้าซะ”

“ฝ่าบาท!” มู่กุ้ยเหรินตัดพ้อเง้างอน “หม่อมฉันกำลังอุ้มท้องพระโอรสของพระองค์อยู่นะเพคะ”

“เจ้าจะตบเองหรือให้ข้าสั่งให้คนตบเจ้า” ในเมื่อมีรับสั่งดุดันเช่นนี้ มู่กุ้ยเหรินกร่างแค่ไหนก็ต้องเก็บหางเข้าไป นางตบหน้าตัวเองไปพลางร้องไห้ด่าทอตัวเองไปพลางเพื่อขอความเห็นใจ ตบจนแก้มแดงก่ำแล้วแต่พระองค์ไม่ได้เหลือบแลเลยสักนิด จิ้งกุ้ยเหรินคู่ปรับแอบหัวเราะคิกคัก และในที่สุดก็เป็นหรงเฟยที่ทนดูไม่ไหว

“พอเถอะเพคะฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ถือสาอะไร ผู้หญิงเราตั้งครรภ์ก็เหนื่อยยากพออยู่แล้ว อย่าให้น้องมู่ทรมานตัวเองไปมากกว่านี้เลย” หรงเฟยเห็นว่าฝ่าบาทไม่รับสั่งอะไร จึงรีบพยักหน้าให้นางกำนัลคนสนิทเข้าไปประคองมู่กุ้ยเหรินให้ลุกขึ้น “น้องมู่ รีบขอบพระทัยฝ่าบาทเร็วเข้า”

“ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”

“น้องมู่อย่าคิดมากไปเลย เจ้ากำลังมีสายเลือดมังกรอยู่ในตัว รีบลุกขึ้นเถอะ”

“เจ้าเป็นคนใจกว้างเสมอเลยนะหรงเอ๋อร์” คังซีกุมมือนางอย่างอ่อนโยนก่อนจะหันไปดุมู่กุ้ยเหริน “ยังไม่รีบขอบคุณนางอีก”

มู่กุ้ยเหรินไม่พอใจแต่ไม่กล้าออกฤทธิ์อีก ได้แต่ดัดริมฝีปากให้ยิ้ม “ขอบพระทัยเพคะเหนียงเหนียง”

“ตอนนี้อากาศร้อนอบอ้าวไม่น้อย น้องมู่ควรจะกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักก่อนดีกว่านะ”

หรงเฟยเป็นสตรีหน้าตาเรียบๆ แต่มีสง่าราศี ใบหน้ากลมดั่งดวงจันทร์ยิ้มแย้มใจดีแม้ว่าจะเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ มาตลอดตั้งแต่แท้งลูกไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน หนำซ้ำยังตรอมใจจากการสูญเสียพระโอรสไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หรงเฟยจึงได้แต่ชะเง้อคอมองเด็กตัวเล็กๆ ในอ้อมกอดของสนมอื่น ที่ผ่านมาเหล่าองค์หญิงองค์ชายต่างรักและเคารพหรงเฟยมากเพราะพระนางรักเด็กๆ และมักจะมีของอร่อยๆ ต้อนรับเสมอ

ฮ่องเต้เองก็สบายใจเวลาที่อยู่กับนาง นิสัยของหรงเฟยใจเย็นหนักแน่นและมีเมตตาต่อบ่าวไพร่ จนบรรดาขันทีกับนางกำนัลกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากไปรับใช้หรงเฟยที่จางสุ่ยกงยิ่งนัก มู่กุ้ยเหรินวัดรอยเท้าไม่สำเร็จจึงเก็บความริษยาไว้ในอก สะบัดกลับตำหนักเล็กๆ เท่ารูหนูของตนเอง คอยดูเถอะ! สักวันหนึ่งเธอจะต้องมีตำหนักสวยงามใหญ่โตเป็นของตนเองบ้างให้ได้

  “พวกเจ้าตามจับนางปีศาจตนนั้นไปถึงไหนกัน ข้าเบื่อจะรอแล้ว!

“กราบทูลฝ่าบาท องค์ชายสี่เป็นผู้จับกุมตัวนางได้ กำลังนำตัวมาสอบสวนหน้าพระพักตร์พ่ะย่ะค่ะ ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นหญิงสติไม่ดีพ่ะย่ะค่ะ”

            ผ่านไปเพียงอึดใจหลังจบรายงาน วรองค์ร่างสูงสง่าก็จับกุมตัวประหลาดมาถึงตำหนักเหยียนชีกง ทุกคนมองเธอเหมือนตัวน่ารังเกียจ สไบขาดรุ่งริ่ง ห่มเฉียงเปิดผิวไหล่ขาวนวลเนียน เผ้าผมยาวหลุดรุ่ยร่ายและหาญกล้าเปลือยเท้าท่ามกลางธารกำนัล เสียงซุบซิบจึงดังขึ้นจากพวกนางกำนัลว่าเธอเป็นหญิงไร้ยางอาย

            แล้วจะทำไมวะ! เธอเชิดหน้าขึ้นพร้อมจ้องกราด ตบเป็นตบสิ!

“ถ้ายังรักชีวิตอยู่ก็จงหัดแสร้งทำตัวน่าสงสารเสียบ้าง” เสียงทุ้มต่ำจากชายผู้จับกุมตัวเธอดังขึ้น สภาพแบบนี้ใจคอเธอยังห้าวหาญไม่นึกเกรงกลัวใดๆ เลย ช่างเสียสติยิ่งนัก ส่วนอิ้นเสียงซึ่งเขามั่นใจว่าไม่มีทางรู้จักนาง เขากลับเดินคุยหัวเราะกับนาราอย่างเป็นกันเอง

อิ้นเจินจงใจจ้องมองเธออย่างเปิดเผยด้วยสายตาของชายฉกรรจ์คนหนึ่ง หวังให้เธอรู้สึกเห่อร้อนและปกปิดเนื้อตัวเสียที แต่นารากลับนิ่งเฉย... สบตาเขากลับพลางยักคิ้วเป็นเชิงถามว่ามองอะไร นี่ชุดสไบนุ่งซิ่นจ้าลุง ถ้าเจอชุดเปลือกอกของสาวชาวบ้าน มิเลือดกำเดาไหลออกหมดตัวเหรอจ๊ะ

“เจ้าจะอยู่หรือตาย ขึ้นอยู่กับคำตอบของเจ้าแล้ว”

“รู้แล้วย่ะลุง แล้วมืออ่ะมือ จับเนื้อต้องตัวฉันแบบนี้เขาเรียกผิดผีนะลุง!

นาราพ่นลมหายใจฮึดฮัดไม่พอใจ

มือของเขาร้อนผ่าวราวกับไฟ บีบต้นแขนเธอจนเจ็บ แค่หลงมาอยู่ในยุคที่ไม่มีอินเตอร์เนต ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีรถ ไม่มีอะไรเลยนอกจากลุงหน้าบูดที่ทำตาดุใส่เธอทุกๆ สิบห้าวินาที ถึงจะเคืองแต่สภาพนี้ก็ต้องยอมๆ ไปก่อน นารากะพริบตาถี่ๆ พริบตาเดียวน้ำตาหยดใสๆ ก็คลอล้อดวงตากลมโต นาราหันไปสบตาเขา ยักคิ้วเป็นเชิงถาม... เป็นไง... น่าสงสารพอยัง?

อิ้นเจินถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเป็นเส้นตรง ก่อนจะหันไปสบตาอิ้นเสียงซึ่งกำลังทึ่งในความสามารถของแม่หญิงสารภี



[1] ราชสำนักแมนจู ให้ความสำคัญกับสตรีแมนจูและสตรีมองโกลมาก่อนอื่นเสมอ ส่วนสตรีฮั่นจะอยู่ถัดลงมา และสตรีจากเผ่าอื่นนั้นจะอยู่รั้งท้ายลงไป




 
พระชายาแสวงพ่าย by ตันเหมย (มณีริน)

 
วางแผงแล้วทั่วประเทศนะคะ
ราคาปก 419 จำนวน 592 หน้า
 
สั่งซื้อได้ที่เพจไลต์ ออฟ เลิฟ หรือสั่งออนไลน์จากร้านหนังสือ หรือสอยจากหน้าร้านก็ได้ 555555
v
v
 v 
มี E book แล้วนะ ลดเหลือ 369 บาท ฝากกดหัวใจให้เรตติ้งด้วยนะคะ ><
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

15 ความคิดเห็น

  1. #6264 Dear (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2560 / 18:08
    ไม่รอดกับนางเอกแฮะเรา 555 เราคงเป็นคนเดียวที่รู้สึกไม่ขำตามการกระทำของนางเอก รู้สึกว่าเธอใจกล้าแบบไม่ถูกเวลาสถานที่ บางอย่างควรทำแต่ไม่ทำ เอาของออกมาแล้วไม่เก็บ เจอคนแปลกหน้าในยุคสมัยนั้นก็ไปเรียกเค้าว่าลุง เรื่องการใช้งานพรางตัวก็ใช้ครั้งแรกไปแบบเสียเปล่า

    แต่สำนวนดีค่ะ ลื่นไหลมาก บทที่องค์ชายเจอกัน คำพูดแบบซ่อนเข็มและการกระทำซ่อนเบื้องลึกเบื้องหลัง เราอ่านแบบทุกคำ อารมณ์บรรยากาศมาเต็ม
    #6264
    0
  2. #5736 goldpaddy (@goldpaddy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2560 / 01:19
    เกลียดวังหลัง... มาก เห้อ ต้องทำใจ
    #5736
    0
  3. #5443 chanchan123 (@minhochanyeol123) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 08:14
    5555+ หนุงหนิงไม่ได้กลัวตายเล้ย
    #5443
    0
  4. #1332 เกริด้า(๐-*-๐)v (@Monkey_D_Luffy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 14 เมษายน 2560 / 11:58
    อืมมมม เป็นแค่กุ้ยเหรินคิดเทียบชั้นเฟย ฮ่องเต้ลงโทษนางแค่นี้ยังคิดว่าน้อยเกินไปเลย / ตกลงว่าเหลียงเฟยนี่ไม่ใช่ตัวดีอะไรใช่มะ เฮ้ออออออ
    #1332
    0
  5. #1150 K_sushi_P (@K_sushi_P) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 20:29
    โอ้ยยยยยยย แม่หญิงสารภี อีผี55555
    #1150
    0
  6. #1109 Beemie'k 75321 (@beam75321) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 9 เมษายน 2560 / 18:46
    นางเอกฮาดีอ่ะ ชอบๆๆ 555555555
    #1109
    0
  7. #1009 dragun2 (@dragun) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 เมษายน 2560 / 10:46
    บทนางเอกไมน้อยจังไม่งั้นก้อไม่ต้องมีนางเอกเพราะดุท่าจีนจะเยอะเหลือเกิน
    #1009
    1
  8. #286 Phasuk Nyffenegger (@bofano) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 01:14
    สนุกมากค่ะ
    #286
    0
  9. #181 เจินเจิน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 00:36
    เพิ่งอ่าน อ่านจนจบเลยยย อยากบอกว่าชอบมากก

    พล็อตเรื่องแปลกแหวกแนวดีค่ะ เราชอบ แม้ว่าจะงงๆกับสารพัดองค์ชายและโคตรสนมที่เยอะเสียเหลือเกิน สารภาพว่าอ่านแบบข้ามๆผ่านๆเลย แหะๆ ส่วนพล็อตเรื่อง เราว่าโอเคเลยนะคะ เท่าที่อ่านมา แบบนี้ยังไม่ซ้ำใครนะ ดีเลย



    การบรรยายก็โอเคเลย ภาษาอาจจะไม่ได้สวยงามละเมียดละไม แต่อ่านแล้วเข้าใจ บรรยายได้ดีค่ะ คำผิดน้อยมากกกกกกก

    ให้กำลังใจนะคะ รออ่านจ้ะไรท์ :))))
    #181
    0
  10. วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 13:26
    สนุก รอออค่า
    #81
    0
  11. #55 บัว (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 01:43
    นางกล้า!!! จะรอดมั้ยเนี่ย?
    #55
    0
  12. #54 pimnapatsukfung (@pimnapatsukfung) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 00:25
    รออยู่น้าาาา ^^
    #54
    0
  13. #53 poosurat (@poosurat) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 22:44
    55555 ขำนางเอก มาต่อไวๆนะค่ะไรท์สนุกดี
    #53
    0
  14. #52 cattycall (@catty_call) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:31
    ขอบคุณมาก
    #52
    0
  15. #51 Lovely_Sweety (@Lovely_Sweety) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 19:59
    น้ำตาสั่งได้ 5555 รอติดตามค่าาา
    #51
    0