พระชายาแสวงพ่าย

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 823,842 Views

  • 6,432 Comments

  • 12,059 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    709

    Overall
    823,842

ตอนที่ 8 : บทที่ 4 ดักกระรอก...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20535
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 58 ครั้ง
    19 มี.ค. 60







 




เฮ้อ เกือบไปแล้ว!

            นารากลั้นหายใจขณะแอบหลบอยู่ด้านหลังตุ๊กตาสิงโตหินแกะสลักไม่ไกลจากพุ่มไม้เดิมมากนัก โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นมาช่วยขัดจังหวะให้เธอสบช่องหนีไปได้ นาราจึงพยายามซ่อนตัวให้เงียบสุดชีวิต คลานเข่าเป็นทหารราบหลบไปตรงนั้นหลบตรงนี้ เธอหลงทางเสียแล้วจึงรีบส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือกลับไปอีกครั้งจนไม่ทันระวังรอบตัว

            แกรบ!

เสียงใครบางคนเหยียบกิ่งไม้ ฝีเท้าของผู้ที่มาถึงเงียบเชียบเบากริบทั้งๆ ที่พื้นดินบริเวณนั้นมีเศษกิ่งไม้ใบไม้ร่วงอยู่มากมายเต็มไปหมด แต่คนผู้นั้นกลับจงใจเหยียบกิ่งไม้ดังข้างหูส่งเสียงให้เธอรู้ตัว ซึ่งถึงจะรู้ตัวก็ไม่สามารถหาเวลาหลบพ้นได้แล้ว

คนผู้นี้เชี่ยวชาญการไล่ล่ายิ่งนัก...

นารารู้สึกถึงเงาสูงใหญ่ยืนตระหง่านค้ำศีรษะเธออยู่ด้านหลัง ก่อเกิดเป็นเงาทะมึนราวกับรูปหล่อเหล็กกล้า ดวงตะวันร้อนแรงยังมิอาจหาญสู้ดวงเนตรดุดันที่จ้องต้นคอและแผ่นหลังขาวนวลของเธออยู่ นาราหรุบตาลงพื้น มองด้วยหางตาเห็นเพียงชายเสื้อสีเข้มของเขา และด้วยตราสัญลักษณ์มังกรสี่เล็บบนถุงทองที่ห้อยอยู่ตรงเข็มขัด นารารู้ด้วยสัญชาตญาณทันทีว่าคนร่างสูงใหญ่คนนี้ไม่ใช่ระดับธรรมดา

สายตาดุร้ายของเขากดดันจนนาราก้าวขาไม่ออก

ใครว่าล่ะ... คนอย่างนังหนุงหนิงเคยกลัวซะที่ไหน! ชะละล่า!!

นาราถลกซิ่นเผ่นหนีปรู๊ดปร๊าดไวยิ่งกว่าปรอท ไม่อยากจะโม้ว่าครองถ้วยแชมป์วิ่งเปี้ยวสามสมัยซ้อนตั้งแต่อนุบาลหนึ่งยันสาม จับไม่ได้ง่ายๆหรอกเว้ย ฮ่าๆ

แต่ทว่าบุรุษร่างสูงแกร่งดุจภูผาเพียงแค่ยื่นปลายเท้ามาขัดขา สาวน้อยนักวิ่งเปี้ยวก็ล้มหน้าคว่ำดังโครม!

ร่างบางนอนนิ่งอยู่แบบนั้น อายก็อาย เจ็บก็เจ็บ อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะเดาความคิดได้จึงก้มลงพลางยื่นมือให้ แต่นาราปัดออกไป เขาก็ชักมือเก็บและยืดตัวขึ้นเต็มความสูงอีกครั้ง เฝ้ารอว่าหญิงประหลาดผู้นี้จะทำอะไร แม้ว่าเขาจะยืนกอดอกนิ่งไม่เคลื่อนไหวส่วนใดนอกจากดวงตาคมกริบ แต่นารารู้แก่ใจโดยไม่ต้องมีคนบอกว่าหากตกอยู่ในเงื้อมมือคนผู้นี้แล้ว อย่าได้คิดหนี!

“ไม่คิดจะช่วยฉันลุกเลยรึไงเล่า!” คุณสมบัติของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัยคือเหวี่ยง ผู้ชายอะไรไร้จริยธรรมสิ้นดี ผู้หญิงปฏิเสธแปลว่าต้องการต่างหากเล่า! นาราก่นด่าไฟแล่บ อยากจะลุกก็ลุกไม่ขึ้นเพราะจุก

“เจ้าเป็นใคร? มาจากที่ใด?” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบาทว่าทรงอำนาจ เป็นแค่คำถามง่ายๆ ไม่มีอะไรยากสักนิดแต่กลับตอบยากเหลือเกินเมื่อเขาเป็นคนถาม “มาทำอะไรในตำหนักของเสด็จแม่ข้า?”

นาราไม่คิดตอบคำถามใด สิ่งที่เธอควรทำคือหลบเลี่ยงคนในยุคสมัยนี้ให้มากที่สุด ร่างบางแข็งใจรีบหยัดตัวลุกขึ้น พุ่งตัวหนีแต่อีกฝ่ายเร็วกว่า คว้าชายสไบสีกลีบบัวไว้มั่น แม้ว่านาราจะเสียจังหวะแต่เธอก็พลิกตัววาดแข้งเตะใส่อย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติ

นับว่านางมีฝีมือติดตัว... เขาเป็นชาวแมนจูสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัว คุ้นเคยกับศิลปะการต่อสู้แบบตัวต่อตัวของบรรพบุรุษอย่างมวยปล้ำดี กระบวนท่าแปลกใหม่ของเธอดูน่าสนใจไม่น้อย บุรุษร่างสูงใหญ่จึงยืนนิ่ง รอชมว่าเธอจะมีพิษสงอย่างไรบ้าง

แต่ปรากฎว่านารานุ่งซิ่น ยกขาไม่ขึ้น ทำได้แค่หดเท้าวางลงบนพื้นอย่างประดักประเดิดก่อนจะเหวี่ยงหมัดเล็งเข้าใส่คอหอยของอีกฝ่าย อีกเพียงปลายนิ้วหมัดของเธอจะปะทะถึงตัว ทว่าเขากลับปัดออกไปอย่างง่ายดายราวกับปัดยุงกวนใจ

บ้าฉิบ! เธอพลาดอีกแล้ว

“ร้ายกาจ... เจ้าตัดสินได้รวดเร็วดีแต่ยังไม่เร็วพอ”

นาราเคี้ยวฟันกรอด รู้สึกว่าอะไรๆ ก็ผิดแผนไปเสียหมดและในตอนนั้นเองที่เธอสบตาเขา และเขาก็จ้องมองเธอนิ่งราวกับสัตว์ร้ายกำลังประเมินเหยื่อ ชายผู้สูงศักดิ์ผู้นี้งดงามราวกับหลอมรวมออกมาจากดวงตะวันร้อนแรง ผิวกายสีทองแดงกรุ่นกลิ่นกำยานหอมเจือจางชวนให้เคลิบเคลิ้ม รูปร่างสมบูรณ์แบบดุจเทพจำแลงของเขาทำให้นารามองตาค้าง สรุปได้ทันทีว่าคนผู้นี้ทำให้เหล่าองค์ชายคนอื่นๆ กลายเป็นคางคกเลยทีเดียว

ดวงตาของเขาปราศจากรอยยิ้ม แล้วไงเล่า?... นาราเองก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะหลงตกในภวังค์เมื่อเจอชายรูปงามอย่างร้ายกาจคนนี้หรอกนะ หล่อแต่ไม่อร่อยก็มีถมถืดไป ร่างบางกวาดสายตาเลยผ่านใบหน้าคมสันดุดันนั้นไปเพราะมีกลุ่มองครักษ์อีกไม่ต่ำกว่าสิบคนกำลังมาทางนี้

“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลุงนี่เอง ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!” นารากระชากชายสไบ แต่อีกฝ่ายยึดไว้ด้วยท่วงท่าสบายๆ

“ทำไมข้าต้องปล่อยด้วยล่ะ?”

เขาช่างยียวนกว่าที่คิด มือบอบบางพยายามดึงชายสไบกลับ แต่ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย นาราก็ทำอะไรไม่ได้ ดวงตาคมปลาบยังคงจ้องมองเธอเหมือนเทพเอ้อหลางที่พร้อมจะฟาดสายฟ้าลงมา เธอจึงออกแรงดึงสุดแรงจนชายสไบขาดแคว่กคามือชายหนุ่ม นาราถึงกับถลึงตาโต เท้าเอวชี้นิ้วใส่ทันที “ปัดโธ่เอ๊ย! นายรู้บ้างมั้ยว่าผ้าผืนนี้ราคาเท่าไหร่?!

“เกรงว่าข้าจะไม่รู้”

“จับคนร้าย! จับคนร้าย!

ทหารองครักษ์มาถึงพร้อมทวนแหลมคม นาราจึงแยกเขี้ยวยิงฟันดำร้องแฮ่ขู่ไปทีเดียว องครักษ์พวกนั้นก็ชะงักกึกด้วยความตกใจ แต่ชายชาติทหารต้องไม่เกรงกลัวจึงกรูกันเข้ามาดั่งหมาบ้า แต่ชายหนุ่มยกฝ่ามือเป็นสัญญาณเพียงครั้งเดียว คนพวกนั้นก็หยุดรอคำสั่งโดยเคร่งครัด

“จงอธิบายสิว่าเหตุใดจึงแต่งตัวเช่นนี้เข้ามาในวังหลวง!” อิ้นเจินพูดด้วยน้ำเสียงสงบเรียบอันบ่งบอกถึงความน่ากลัวยิ่งนัก มือแกร่งจับมวยผมรุ่ยร่ายของเธอไว้ และก่อนจะห้ามตัวเองได้ทัน ปลายนิ้วทั้งห้ากลับซุกลงไปในความนุ่มเนียนหอมหวานนั่นเสียแล้ว ทำให้เขาชิงชังตนเองที่ไม่ยอมถอนมือจากร่างบอบบางนั้น “มีแต่พวกนางโลมชั้นต่ำที่จะแต่งกายยั่วยวนกำหนัดเช่นเจ้า”

“นี่! ให้มันน้อยๆ หน่อยนะ อยู่ดีๆ ก็หาเรื่องปากแตก รู้ไว้นะว่านี่เป็นชุดของสตรีชั้นสูงในราชสำนัก มูลค่าของมันหลายสิบล้าน เราใช้เวลาศึกษาคิดค้นกันเป็นสิบปี ใช้แรงงานผลิตในแต่ละขั้นตอนละเอียดบรรจงที่สุดเพื่อสร้างมันขึ้นมา ถ้าตาไม่ถึงก็อย่าวิจารณ์ส่งเดช แล้วที่ลุงทำผ้าฉันขาดต้องชดใช้ให้ด้วยนะ!

เป็นครั้งแรกที่อิ้นเจินโกรธจนหนังตากระตุก แต่นาราไม่สน เธอเองก็โมโหเป็นเหมือนกัน เขาจะรู้บ้างหรือไม่ว่าเธอจะถูกปรับเงินโทษฐานทำข้าวของงานวิจัยเสียหายเป็นเงินเกือบล้าน!

“แล้วเจ้ามาจากที่ใด?” เขาคำราม “อธิบายมาสิ”

แรงกดดันจำนวนมหาศาลอัดแน่นอยู่ภายในร่างของชายรูปงามคนนั้น

ดวงตาสีเข้มลุกโชน ความร้อนจากมือที่จับชายสไบไว้แทบจะทะลุเข้าไปถึงผิวเนื้ออ่อน ดูภายนอกแล้วเขาเป็นราชนิกูลผู้สูงศักดิ์ ท่วงท่ามีสง่าราศีราวกับมีสปอร์ตไลท์ฉายติดตาม แต่นาราเบ้ปากและเชื่อฝังหัวว่าภายใต้ความเคร่งขรึมลุ่มลึกของเขาย่อมซุกซ่อนความโหดเหี้ยมไว้ ลองกล้าฉีกเสื้อผ้าผู้หญิงแบบนี้ เขาก็ต้องถีบหมา ตบเด็ก ขโมยกระเป๋าคนแก่ได้ตาไม่กะพริบแน่นอน

“ฉันมาจากประเทศไทย”

“ไทย?”

“ไม่ใช่ๆ ตอนนั้นยังไม่มีไทย มีแต่... เอ่อ... อยุธยา! รู้จักมั้ยลุง อยุธยา”

“อะ... ยุยา...” เขาขมวดคิ้ว ทำหน้าดุใส่ นาราจึงต้องค้นความรู้สมัยเรียนประวัติศาสตร์ออกมาตอบอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่งั้นโดนลุงขบหัวแน่ นารากลอกตาคิดๆๆ

ตามจดหมายเหตุเก่าของจีน ในบริเวณประเทศไทยปัจจุบันนั้นแต่เดิมมีอาณาจักรอยู่ด้วยกัน 2 อาณาจักร คือ อาณาจักรเซียน ซึ่งน่าจะหมายถึงสยามหรือสุโขทัย และอาณาจักรหลัววอ ซึ่งน่าจะหมายถึงอยุธยาที่อยู่ทางใต้ลงไป โดยอาณาจักรเซียนนั้นมักประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ต้องนำเข้าข้าวจากอาณาจักรหลัววอ จนในที่สุดทั้งสองอาณาจักรได้รวมกันเข้า ทางราชสำนักจีนจึงได้รวมเรียกชื่ออาณาจักรใหม่ที่เกิดจากการรวมกันดังกล่าวว่า...

“เซียนหลัว!!

“เซียนหลัว?” อิ้นเจินนึกถึงชื่ออาณาจักรอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า พอจะนึกออกเพราะเคยดูภาพวาดในหอตำรา ซึ่งทูตสั่งให้ช่างภาพบันทึกรูปผู้คนจากแต่ละอาณาจักรที่ติดต่อกับต้าชิงเอาไว้ เซียนหลัวมีการแต่งกายเช่นนี้จริงๆ แววตาของเขาจึงอ่อนลงเล็กน้อย ครุ่นคิดถึงเหตุผลว่าทำไมหญิงสาวจากแดนไกลผู้นี้จึงมาโผล่ในราชวังต้องห้ามโดยไม่มีใครรู้

นาราแอบเป่าปากดังเฮ้อ ขนาดเรียนจบทิ้งตำราลงกล่องหมดแล้ว ยังจะถูกเรียกสอบควิซด่วนแบบไม่มีคะแนนอีก อุวะ! 

เขาแตะสไบเนื้อเนียนละเอียดเรียบลื่นแนบไปตามเรือนร่าง ชายผ้าพริ้วไหวไปตามจังหวะเคลื่อนไหวของเธอเป็นภาพที่น่ามองอย่างยิ่ง นารายืนเฉยให้เขาจับชายสไบ แต่คนที่เป็นฝ่ายขบฟันกรอดกลับเป็นเขา ร่างสูงใหญ่จ้องตานาราเพื่อเค้นคำตอบ แต่ดวงตากลมโตดั่งลูกกวางนอกจากจะไม่กลัวเกรงเขาแล้ว เธอยังหลิ่วตาให้อีกต่างหาก

“จ้องมากๆ เดี๋ยวฉันก็ท้องหรอกลุง”

อิ้นเจินเป็นฝ่ายผงะถอยราวกับเจอของเผ็ด

นาราตัดสินใจบิดพลอยสีแดงซึ่งใช้ล้างสมอง ตั้งใจจะเล็งใส่ผู้ชายท่าทางเย็นชาราวกับไร้อารมณ์ อีกฝ่ายรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ จึงเบี่ยงต้นคอหลบลำแสงประหลาดนั่นได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด แสงนั่นพุ่งลอยไปปะทะดวงตาของอิ้นเสียงซึ่งกำลังเดินตรงเข้าพอดิบพอดี พวกองครักษ์ทั้งหลายก็พลอยต้องแสงไปด้วย

“เจ้าทำอะไรเขา?” บุรุษหนุ่มคำรามพลางคว้าต้นคอเล็กๆ ไว้แน่นดั่งคีมเหล็ก มือของเขาร้อนจัดพร้อมจะบีบคอเธอให้ตายหากน้องชายเป็นอะไรไปแม้เพียงเล็กน้อย “ตอบ!

“ก็ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ลองถามเขาดูสิจ๊ะคุณลุง” นาราทำปากยื่นปากยาวใส่ ไม่ได้กลัวเกรงเขาเลยสักนิด แถมยังจงใจสบตาหวานราวกับจะเย้ยน้ำผึ้งให้อาย นาราฉีกยิ้มฟันดำอีกนิดยั่วโทสะ ชายหนุ่มจึงจ้องนาราอย่างคาดโทษก่อนจะตวัดสายตากลับไปหาน้องสิบสามด้วยความเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้มีอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย ยังคงก้าวเข้ามาอย่างมั่นคงแต่แววตากลับเปลี่ยนไป

“พี่สี่ ท่านจับนางไว้ทำไมกัน?”

“??” บุรุษร่างสูงใหญ่ไม่เข้าใจ แต่ยังคงจับต้นคอเล็กๆ ไว้มั่นดุจเหยี่ยวคว้ากระต่าย “น้องสิบสาม เจ้ารู้จักนางงั้นรึ?”

“นางคือแม่สารภี บุตรีเจ้าพระยาวิชิต เรือนของนางตั้งอยู่ที่หัวโค้งวัดใหญ่ไง พี่สี่จำไม่ได้เหรอ?”

“พระยาวิชิต? วัดใหญ่? เจ้าพูดถึงเรื่องอะไรกัน?”

“ไม่รู้สิพี่สี่ มันแวบเข้ามาในหัวข้า แต่ที่แน่ๆ คือนางคือแม่หญิงสารภี” อิ้นเสียงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง องค์ชายสี่อิ้นเจินก็งง ส่วนนาราสำลักพรืด รีบกดพลอยสีแดงแล้วกรอกข้อมูลลงไปใหม่ แต่จะกรอกว่าอะไรดีเล่า?!

            “ขะ...เขาก็หมายความว่า ฉันเป็นลูกสาวขุนนางใหญ่ มีสารถีพาเข้าวังแล้วแวะไปเยี่ยม... เอ่อ... แวะมาเยี่ยม... ก็นั่นแหละ”

            นาราแถสดแถเปื่อยไม่ยอมจำนน ในเมื่อเธอมีผู้ชายที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่เป็นพวกแล้ว เรื่องอะไรจะยอมรับง่ายๆ แต่ทว่านาราประเมินชายคนนี้ต่ำเกินไป อิ้นเจินเคยได้รับมอบหมายจากฮ่องเต้คังซีเป็นการส่วนพระองค์ ให้ชำระความจากพวกขุนนางกังฉิน การสอบสวนไล่ล่าเป็นงานถนัดของเขาอยู่แล้ว มุมปากหยักได้รูปของเขาจึงยกขึ้นเล็กน้อย บิดข้อมือเพื่อดึงร่างเพรียวบางไปประจันหน้ากับองค์ชายอิ้นเสียง

            “เขารู้จักเจ้า แล้วเจ้าล่ะ? รู้จักชื่อของเขาหรือไม่?”

            เล่นแบบนี้นังหนุงหนิงก็ตายสิคะ ไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลย เธอทำท่าอึกอัก มองตาองค์ชายสิบสามพลางขอคำใบ้ พระองค์ตามพี่ชายไม่ทันจึงเผลอบอกชื่อไปโดยไม่คิดอะไร “ท่านจำข้าไม่ได้หรือ? ข้าอิ้นเสียงไงท่านหญิงสารภี”

            “เอ้อใช่ ใช่ๆ ฮ่าๆ อิ้นเสียง แหม... ฉันก็กำลังจะตอบอยู่พอดี เมื่อกี้ตกใจเลยงงๆ นิดหน่อย หวัดดีๆ วันนี้กินข้าวยัง?”

            “ฮึ!!

            อิ้นเจินหรี่ตาจ้องมองเธออย่างเย็นเยียบจนสันหลังวาบ นาราถึงได้ลดมือที่กำลังโบกไม้โบกมือให้องค์ชายสิบสาม ตามธรรมเนียมแล้วจะไม่มีการขานชื่อของเจ้าตัวโดยตรงยกเว้นแต่เสด็จพ่อเสด็จแม่หรือคนใกล้ตัว นอกนั้นต้องเรียกขานกันด้วยตำแหน่งมิฉะนั้นจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง หรือถ้าหากจำตำแหน่งไม่ได้จริงๆ ก็เรียกขานเหล่าเชื้อพระวงศ์ฝ่ายชายว่าองค์ชายก็ได้ ธรรมเนียมง่ายๆ แค่นี้ยังไม่รู้ อิ้นเจินจึงรู้ทันทีว่าแม่สาวฟันดำคนนี้โกหก นางช่างไหลลื่น ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันแบบจังๆ อย่าหวังว่านางจะยอมรับอะไรง่ายๆ

            “การเข้าออกวังต้องห้ามต้องมีการบันทึกขออนุญาต ใครเป็นผู้อนุญาต ใครเป็นผู้พาเข้ามาและเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตรวจสอบแค่ครู่เดียวก็รู้”

“จะไปทำไมล่ะเอ้อ เสียเวลาเปล่าๆ อิ้นเสียงเขาก็บอกแล้วไงว่าฉันเป็นใคร ถ้าลุงอยากตรวจนักก็ไปพาคนเฝ้าประตูกับหัวหน้ามายันกันเลยก็ได้” นารายักไหล่พูดสบายๆ ดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนเลยสักนิด ตราบใดที่มีพลอยสีแดงเธอก็โนแคร์โนสน อิ้นเจินจึงส่งสายตาสั่งให้คนสนิทไปจัดการตรวจสอบ

คนอะไรจิกกัดไม่ปล่อย!! นาราเม้มริมฝีปาก มือจิกเกร็งแน่นเตรียมจะกดพลอยสีแดงใส่เขาอีกรอบ แต่ทว่าเขารู้ทัน คว้าข้อมือเธอพลางปลดสร้อยพลอยออก ก่อนจะกวักมือเรียกทหารองครักษ์ให้เข้ามา

            “มัดนางซะแล้วพากลับไปที่เหยียนชีกง”

            “ปะ...ไปทำไม?”

            “ไปรับการสอบสวนเบื้องหน้าพระพักตร์!” 





 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 58 ครั้ง

14 ความคิดเห็น

  1. #4758 aomaon99 (@aomaon99) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 / 01:17
    เริ่มชังหน้าพระเอก 555
    #4758
    0
  2. #4298 9namfon (@9namfon) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 17:46
    ตายแน่
    #4298
    0
  3. #2612 WanaDawan (@WanaDawan) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 13:18
    ชอบๆๆๆๆๆๆ
    #2612
    0
  4. #1828 หญิง นันทิยาื (@memolunla) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 เมษายน 2560 / 18:29
    อ่านยากจังค่ะ รึเราไม่คุ้นชิน
    แต่ก็อ่านนิยายแนวจีนมาเยอะพอควร
    เรื่องนี้ อ่านยาก
    #1828
    0
  5. วันที่ 12 เมษายน 2560 / 19:51
    ตลกมากกกกก น้ำตาจะไหล55555555555555
    #1258
    0
  6. #285 Phasuk Nyffenegger (@bofano) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 00:51
    555555สนุกมากค่ะ
    #285
    0
  7. #262 Nanthara (@Nanthara) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 มีนาคม 2560 / 15:31
    ตายแน่ๆๆๆๆๆนางเอกเรา
    #262
    0
  8. วันที่ 21 มีนาคม 2560 / 12:56
    ตรูฮามากกกก5555555
    #74
    0
  9. #50 thip16151 (@thip16151) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 13:40
    แม่สารภี5555 รอรอตอนต่อไปค่ะ
    #50
    0
  10. #49 moopeepink (@moopeepink) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 03:33
    เราว่าไรท์เปลี่ยนประโยคไหมคะ ที่ว่าชุดเหมือนนางโลมชั้นต่ำ ยั่วยวนกำหนัดอ่ะ น่าจะพูดอย่างอื่นมากกว่า
    คือคำพูดนี้อ่านแล้วรู้สึกว่า กดไทยต่ำ ยกจีนสูงอ่ะ รู้สึกเหมือนชุดไทยดูไร้คุณค่าเลย ทั้งๆที่ชุดนางเอกที่ใส่เป็นชุดคุณหนูเสนาบดีอ่ะ มันน่าจะมีคำที่ดีกว่านี้นะคะ
    #49
    1
    • #49-1 Spectacular (จากตอนที่ 8)
      7 เมษายน 2560 / 12:54
      คุณคิดแบบนี้ ก็เป็นคุณนั้นแหละค่ะ ที่คิดว่าไทยต่ำเอง

      ต้องดูด้วยค่ะว่าวัฒนธรรมการแต่งกายสมัยก่อนเป็นยังไง

      ชุดสไบเห็นบริเวณอกกับแขนทั้งแขน ค่อนข้างเปิดเผยค่ะ

      เขาจะคิดว่ายั่วยวนก็ไม่แปลก

      อีกอย่างแล้วเขาจะรู้มั้ยคะ ว่านั้นชุดไทย ที่พวกชนชั้นสูงใส่กัน.

      อย่าอยู่ในกะลาค่ะ
      #49-1
  11. #48 Decemberrain (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 มีนาคม 2560 / 01:28
    Hiya Write....so soooooo funny....loving it every chapter..been working long day...and your novel help me relax...and ..feeling happy soul in me....thank you so much... more and more please....xxxx

    #48
    0
  12. #47 พัชชา (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 20:05
    สนุกค่ะ ชอบมากอัพบ่อยๆได้มั้ยคะ
    #47
    0
  13. #46 Jellato98 (@Jellato98) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 19:13
    แม่สารภี บุตรเจ้าพระยาวิชิต บ้านอยู่แถวๆ วัดใหญ่ ตลก 555555 มีความข้ามประเทศ
    #46
    0
  14. #44 poosurat (@poosurat) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 17:21
    ขอบคุณค่ะ มาต่อไวๆนะ
    #44
    0