เขามาเชงเม้งที่ข้างๆหลุมผมครับ [yaoi] #เขามาเชงเม้ง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 312,721 Views

  • 7,118 Comments

  • 17,943 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    7,133

    Overall
    312,721

ตอนที่ 24 : บทที่22 คำขอร้อง [รีไรท์ - 27/10/60]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24036
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 383 ครั้ง
    27 ต.ค. 60


ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นผมไม่ได้แสดงความรู้สึกเจ็บหรือหลบหน้าเขาอีก แต่ผมกลับปฏิบัติตัวเหมือนเดิมทุกอย่างราวกับว่าไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่าจะแต่งงานของเขา



ทว่าในใจลึกๆ ผมกลับรู้สึกเหมือนมีตะกอนอะไรบางอย่างที่ตกค้างอยู่ตลอด



จวบจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนสี่ ระหว่างนั้นบางครั้งธันก็จะชวนผมออกไปเที่ยวข้างนอกหรือที่ต่างๆ  ผมก็ไปบ้างหรือไม่ไปบ้าง แล้วแต่ตามโอกาสที่สะดวก แต่พักหลังๆ มานี้เหมือนธันจะรู้วิธีชวนผมออกไปข้างนอกดีขึ้น ทั้งบอกว่ามีหนังสือออกใหม่บ้าง เดี๋ยวจะพาไปกินของหวานบ้าง



สรุปว่าผมไปหรือเปล่า? ก็ไปน่ะสิ! ในเมื่อมีคนออกเงินให้ทั้งทีผมย่อมไม่อยากปฏิเสธอยู่แล้ว จนหลังๆ กลายเป็นว่าผมเลยตามเขาออกไปข้างนอกประจำ



แถมนอกจากออกมาดูหนังสืออ่านเล่นกับกินพวกขนมแล้ว พักหลังมานี้ผมเริ่มสนใจพวกต้นไม้มากขึ้นด้วย ทุกครั้งที่เดินผ่านร้านขายต้นไม้หน้าห้าง ผมก็จะหยุดมองทุกครั้งที่มีโอกาส



วันนี้เองก็เช่นกัน ผมเห็นพวกร้านต้นไม้ที่ขายตามริมทางใหม่เลยเดินไปดู พอธันเห็นผมสนใจต้นไม้ต้นนั้นก็เดินเข้าไปในร้านแล้วซื้อให้โดยที่ไม่ถามอะไรสักคำ



ผมกะพริบตามองต้นไม้ที่เขาซื้อแล้วถามเสียงเรียบ “ชอบต้นไม้เหมือนกันหรือ?”



ผมไม่เคยบอกเขาว่าชอบต้นไม้ก็จริง แต่ก็หยุดดูทุกครั้งที่ผ่านร้านขายต้นไม้ ฉะนั้นต่อให้ไม่พูดยังไงธันก็คงพอเดาได้ว่าผมชอบ



“เปล่าครับ”



“แล้วซื้อมาทำไม..?”



“ก็ผมเห็นพี่ชอบต้นไม้ ผมเลยซื้อให้”



ผมชอบต้นไม้ก็จริงแต่ก็ขี้เกียจรดน้ำหรือดูแล เพราะรู้ตัวดีว่าเป็นคนไม่ค่อยชอบใส่ใจหรือดูแล ดังนั้นความคิดที่จะเลี้ยงสัตว์ ปลูกต้นไม้ มีแฟนจึงไม่เคยอยู่ในความคิดของผมเลย



เนื่องจากรู้ดีว่าขืนดูแลไปก็คงใส่ใจได้ไม่นาน สุดท้ายแล้วผมก็จะปล่อยละเลยจนสัตว์ตายหรือไม่ก็ปล่อยให้ความสัมพันธ์นั้นพังลง



แต่กับเขาก็เหมือนข้อยกเว้นอย่างหนึ่ง ธันเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกกลัวว่าสักวันทุกอย่างจะจบลง ดังนั้นผมเลยพยายามใส่ใจเขาให้มากกว่าคนอื่น



ต่อให้ธันไม่ได้ชอบ ผมก็ยังพอทำใจรับได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขาอยู่ข้างผมนานกว่านี้สักนิดก็ดี



“ขอบคุณนะ พี่จะพยายามดูแลให้ดีที่สุด”



ถึงแม้ว่าคำขอนั้นจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม



……………................................



……………...................



เช้าวันหนึ่งเมื่อผมตื่นขึ้นมา สายตาก็มองนาฬิกาบนข้อมือของตนเอง พอเห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ ผมเลยตัดสินใจว่าจะเดินไปดูพวกผักกับดอกไม้ที่เพิ่งปลูกตรงระเบียงก่อนแล้วค่อยทำอาหาร



ผมเดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างหน้า สายตาก็มองกระจกที่ว่างเปล่าไม่ปรากฎภาพสะท้อน พักหลังมานี้ผมเริ่มชินแล้วกับการที่มองไม่เห็นเงาสะท้อนของตนเอง แถมดูเหมือนว่าการที่ธันใส่นาฬิกาให้ นาฬิกานั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผมไปเลย เวลามองในกระจกเลยไม่เห็นเรื่องสยองขวัญอย่างนาฬิกาลอยได้



หลังจากจัดการธุระตนเองเสร็จ ผมก็เดินผ่านห้องรวมแล้วเปิดประตูตรงระเบียงก่อนจะนั่งยองๆ เพื่อดูดอกไม้กับผักที่เพิ่งปลูกในระยะประชิด



ดูเหมือนว่าต้นไม้บางต้นเริ่มมีดอกขึ้นแล้ว ในขณะที่บางต้นยังไม่มี ผมคิดว่าต้นไม้ที่มีอยู่ตอนนี้ยังน้อยไปหน่อยเลยตั้งใจว่าจะหาอย่างอื่นมาปลูกเพิ่มบ้าง ไหนๆ ถ้าต้องดูแลแล้วผมก็สู้ปลูกเยอะๆ ไปเลยดีกว่าจะได้ไม่ลืมออกมารดน้ำ



ระหว่างที่กำลังคิดว่าจะหาพวกกระถางหรือดอกไม้ชนิดไหนมาปลูกเพิ่มดี เสียงจากทางด้านหลังก็ดังขึ้น



“พี่เมษ วันนี้ออกไปเที่ยวด้วยกันไหมครับ?”



ผมหันหลังไปมองตามต้นเสียงทันที ก่อนจะพูดทักทายเขา “ตื่นเช้าจังเลยนะ”



“พี่เองก็ตื่นเช้าเหมือนกันนั่นแหละครับ” หลังจากที่ธันพูดจบ เขาก็กวาดตามองกระถางต้นไม้ที่เริ่มมีดอกไม้ขึ้น จากนั้นก็หยุดสายตาที่ผมแล้วย้ำคำที่พูดไปก่อนหน้านี้ “ออกไปเที่ยวด้วยกันนะครับ”



“เอาสิ” ผมตอบรับคำชวนของเขาอย่างว่าง่ายเพราะเดิมทีตั้งใจจะไปเดินดูพวกร้านต้นไม้แต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ดูเหมือนวันนี้ธันจะอยากให้ผมไปด้วยเป็นพิเศษ



สงสัยว่าตั้งใจจะพาไปเลี้ยงมั้ง?



ผมไม่ได้ติดใจอะไรมากเลยรีบทำอาหารเช้ากับเตรียมตัวเพื่อที่จะออกไปข้างนอก หลังจากที่เตรียมพร้อมทุกอย่างเสร็จแล้วผมถึงขึ้นรถตามเขาไป



……………………………………………….



………………………..



ระหว่างทางที่นั่งรถมาบรรยากาศนั้นเงียบจนกระทั่งได้ยินเสียงแอร์ หลังจากที่นั่งได้อยู่สักพักหนึ่งผมก็เปิดปากพูด



“ทำไมวันนี้อยู่ๆ ถึงชวนพี่มาด้วยล่ะ?” ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะเปิดบทสนทนา ถ้าเป็นไปได้เดิมทีผมก็พยายามที่จะเลี่ยงคุยกับเขาอยู่แล้ว แต่ด้วยความที่บรรยากาศในรถเงียบจนน่าอึดอัดเกินไป ผมเลยพูดเปิดประเด็นขึ้นมา



“ผมตั้งใจจะไปดูหนังที่เพิ่งเข้าโรงน่ะ เลยชวนพี่ไปด้วย”



“อ้อ” ผมตอบรับคำของเขาสั้นๆ แค่นั้นแล้วเงียบไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ว่าน่าอึดอัดเป็นบ้า พักหลังมานี้มีแต่ผมคนเดียวที่พยายามถอยห่างเขา ทว่าพอถอยแล้วก็ดันเป็นผมที่รู้สึกเจ็บอีก



ส่วนธันน่ะหรือ เขายังคงพูดคุยกับผมเหมือนเดิมราวกับว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเลยแม้แต่น้อย



แต่คนฉลาดอย่างเขาน่ะหรือจะไม่รู้ ผมไม่คิดแบบนั้น เขาย่อมรู้สึกได้ถึงท่าทีของผมที่เปลี่ยนไปอยู่แล้ว เพียงแต่เลือกที่จะไม่พูดหรือไม่ใยดีกับท่าทางนั้นเลยต่างหาก



จนท้ายที่สุดแล้วพอเว้นระยะได้แค่ช่วงหนึ่งผมก็ไม่กล้าห่างออกไปมากกว่านั้น ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมามีช่วงหนึ่งที่ผมลองพยายามหนีหน้าเขา



ปรากฎว่ากลับกลายเป็นผมเองที่ทนความเหงาไม่ไหวเลยต้องหยุดการกระทำทุกอย่างลง



หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้หนีหน้าเขาอีกแต่ก็พยายามไม่อยู่ใกล้กันนานๆ จนเมื่อถึงระยะที่คิดว่าดีที่สุดแล้วผมเลยปล่อยให้ความสัมพันธ์คงอยู่ในลักษณะนั้น



เมื่อมาถึงแล้วเขาก็พาผมไปกินอาหาร ก่อนจะพาไปดูหนัง เมื่อเดินมาถึงหน้าโรงหนังแล้วผมก็หยุดมองชื่อหนังบนแผ่นป้าย ในขณะที่ในหัวกำลังนึกว่าจะดูเรื่องอะไรดีนั้น ธันก็ซื้อตั๋วหนังเสร็จเรียบร้อยแล้ว



“หนังเกี่ยวกับอะไรน่ะ?”



“หนังผีครับ”



ผมมองเขาด้วยสายตาที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ออก พลางทำสีหน้ากล้ำกลืน “เห็นที่บ้านทุกวันอยู่แล้ว ยังอยากมาดูอีกทำไม”



พอได้ยินคำพูดนั้นธันก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผมเป็นอะไร จากนั้นก็ทำหน้าแปลกใจราวกับเรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องประหลาดนักหนาก่อนจะพูดว่า “ผมอยากมาดูผีที่น่ากลัวครับ ไม่ใช่ผีที่น่ารักแบบพี่”



“.....” ผมถึงกับหมดคำพูด ทำได้เพียงแต่มองเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ถึงผมจะไม่ได้น่ากลัวแต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองน่ารัก ยิ่งเป็นผู้ชายด้วยแล้วเวลาถูกใครพูดแบบนี้ย่อมรู้สึกแปลกๆ ทั้งนั้น



แต่เมื่อดูจากสีหน้าและท่าทางของเขาผมเดาว่าอีกฝ่ายล้อเล่นมากกว่า แถมล้อเล่นทีผมถึงกับหมดคำพูดเลย



ท้ายที่สุดแล้วผมก็ทำได้เพียงแค่เดินตามเขาเข้าโรงหนังไปทั้งๆ อย่างนั้น



………………………………………………..



…………………………………….



“หนังสนุกดีนะ” หลังจากที่ดูหนังจบและเดินออกมาจากโรงหนังเสร็จแล้วผมก็ออกความเห็น ในขณะที่ธันก็หยิบหูฟังขึ้นมาใส่แล้วเอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เหมือนจะเจือความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย



“พี่ไม่ตกใจบ้างเลยหรือครับ?”



“ตกใจอะไร?” ผมถามกลับคำถามของเขา ก่อนที่จะหยุดคิดไปพักหนึ่งแล้วส่งเสียงอ๋อออกมา “หมายถึงฉากที่ผีโผล่มาน่ะหรือ ก็ตกใจนิดหน่อย”



“ผมเห็นพี่นิ่งมากจนนึกว่าหลับไปแล้ว”



“พี่ก็ดูจนจบนะ” ผมตอบ ก่อนที่จะเอ่ยต่อ “อ้อ ก็ว่าแล้ว ปกติไม่เห็นจะชวนพี่มาดูหนัง ที่แท้ก็อยากเห็นพี่ตกใจ? ถ้าพี่กลัวผี ป่านนี้พี่คงช็อกที่เห็นตัวเองกลายเป็นผีและตายอีกรอบแล้ว”



ตอนแรกผมแค่พูดสิ่งที่เดาออกมาเฉยๆ ปรากฏธันดันเงียบกริบไม่แย้งผมสักคำ ผมถึงกับกะพริบตาแล้วมองใบหน้าเขา “คิดแบบนั้นจริงหรือ? อยากเห็นพี่ตกใจขนาดนั้นเชียว”



ตอนผมตกใจจะไปมีอะไรน่าดู ผมลองพยายามย้อนนึกกลับไปว่าตัวเองตอนตกใจเป็นอย่างไร แต่ดูเหมือนว่าจะนานมากจนผมจำไม่ได้แล้ว ปกติผมต้องพยายามควบคุมความรู้สึกตนเองไม่ให้เผลอสะดุ้งหรือตกใจมากเกินไป ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหัวใจเกิดเต้นผิดจังหวะหรือวายขึ้นมาก็ลำบากคนรอบข้างอีก



“ปกติพี่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ให้เห็น ผมเลยอยากเห็นบ้าง”



“ความรู้สึกแบบไหน? โกรธ? ตกใจ?” ผมถามเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เวลาโกรธหรือตกใจหัวใจจะเต้นแรงขึ้นจนอาจจะผิดจังหวะแล้วหัวใจวายตายได้ พี่เลยต้องพยายามคุมอารมณ์ความรู้สึกให้ใจเย็นแต่เด็กน่ะ”



พอธันได้ยินคำตอบของผมเลยเงียบไป ก่อนจะถอนหายใจ “ความจริงอีกสาเหตุหนึ่งคือผมตั้งใจให้พี่ออกมาทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนเลยตัดสินใจพามาดูหนัง แต่ผมไม่รู้ว่าพี่ชอบหนังแนวไหน เลยคิดว่าหนังผีน่าจะดีที่สุดแล้ว”



ผมชะงักไปนิดหน่อยก่อนจะทบทวนคำพูดของเขาในหัว สายตาก็มองนาฬิกาข้อมือ



วันที่เจ็ดเดือนสี่..?



ผมจำไม่เห็นได้ว่าวันนี้จะมีอะไรสำคัญ ดูๆ แล้วก็เป็นวันปกติทั่วไป ถ้าเกิดเขาชวนผมออกมาวันวาเลนไทน์อันนี้สิถึงค่อยตกใจ ผมหยุดคิดไปสักพักหนึ่ง เมื่อนึกอะไรไม่ออกผมเลยถามกลับ “วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า?”



“พี่ไม่เคยจำเรื่องของผมได้เลย” ทว่าแทนที่เขาจะเฉลยว่าเป็นอะไร ธันกลับพูดประโยคนี้ออกมาแทน “มีแต่ผมคนเดียวที่จำเรื่องของพี่ได้”



ฟังจากประโยคนั้นแล้วผมเดาอารมณ์ไม่ถูกเลยว่าธันกำลังโกรธอยู่หรือเปล่า ถึงจะดูเหมือนหน่อยๆ ก็เถอะ ผมเลยพูดกล่อมออกไปให้เขาใจเย็นขึ้น “ครั้งนี้พี่จะพยายามจำให้ได้”



ที่พูดออกไปแบบนั้นเพราะผมไม่คิดว่าอนาคตตัวเองจะไม่ลืมอีก แต่ไหนแต่ไรผมก็ไม่เคยจำวันสำคัญอะไรได้อยู่แล้ว ผมเลยพูดว่าจะพยายามจำให้ได้



ธันถอนหายใจกับท่าทางของผมก่อนจะยอมพูดออกมา “มันเป็นวันสำคัญของผมน่ะครับ”



“วันสำคัญ?” ผมถามเขากลับด้วยความงุนงงเพราะรู้สึกว่าคำตอบนั้นกว้างเกินไป ในขณะที่ผมตั้งใจจะถามให้ลงลึกกว่านี้ ผมก็ชะงักไปเพราะรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าตัวเองเคยจะถามอะไรทำนองนี้กับธันมาก่อน แต่ไม่ได้ถามออกไปเพราะมีประเด็นอื่นเข้ามาแทรก



ผมลองพยายามนึกตามดู ครั้งหนึ่งธันเคยบอกว่าผมกินทาร์ตช็อกโกแลตที่เป็นของขวัญวันเกิดของเขาไปด้วย แล้วที่ผ่านมาปกติเขาก็มาเชงเม้งช่วงเดือนสี่ตลอด



แสดงว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเขา..?



“เอ่อ.. วันนี้เป็นวันเกิด?” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงลังเลไม่มั่นใจ พอรู้คำตอบแล้วความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาทันที



ถ้าที่เดาเป็นความจริงผมคงรู้สึกแย่มาก ในเมื่อธันอุตส่าห์ให้ของขวัญวันเกิดผม แต่พอถึงวันเกิดเขาผมกลับไม่ได้ให้อะไรเลยแถมยังจำไม่ได้อีก



“ใช่ครับ อ้อ ผมไม่เคยบอกพี่สินะ” ธันพูดขึ้น ก่อนที่จะเอ่ยต่อ “ไม่ต้องคิดมากหรอกครับเรื่องที่ไม่มีของขวัญให้ แค่พี่ยอมออกมาเที่ยวด้วยผมก็พอใจแล้ว”



ทั้งๆ ที่เขาบอกว่าไม่เป็นไร แต่พอยินแบบนี้ผมก็ดันยิ่งรู้สึกผิดมากกว่าเดิมอีก “พี่ไม่มีอะไรให้ก็จริง แต่ธันจะขออะไรจากพี่อย่างหนึ่งก็ได้นะ ถ้าเกิดทำได้พี่ก็จะให้”



“จริงหรือครับ?” เขาถามย้ำคำพูดของผมก่อนจะนิ่งไปราวกับกำลังแสร้งคิด “ผมอยากเห็นพี่ใส่ชุดผู้หญิงจัง”



ดีที่ว่าผมไม่ได้ดื่มน้ำ แต่ขนาดไม่ได้ดื่มอะไรผมยังเกือบสำลักอากาศ ผมรีบหันไปมองใบหน้าของเขาก่อนจะอุทานเสียงหลง “ฮะ? อะไรนะ?”



ผมพยายามดูว่าใบหน้าของธันมีแววล้อเล่นหรือเปล่าแต่ก็ไม่มีเลย ผมถึงกับเหงื่อแตก เพิ่งรู้ว่าธันมีรสนิยมอะไรทำนองนี้ด้วย ในหัวผมพยายามนึกคำพูดอะไรก็ได้ที่สามารถเปลี่ยนใจเขาเต็มที่ “คือพี่ว่า--”



“พี่ตกใจแล้วนี่ครับ” ทว่าธันกลับพูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแล้วยิ้ม “เมื่อกี้ผมล้อเล่นครับ ตอนนี้ผมยังนึกไม่ออกว่าจะขออะไร ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ”



“เดี๋ยวก็ลืม” ผมพูดพลางลอบถอนหายใจ นึกโล่งอกที่เขาไม่ได้เอาจริง ผมไม่อยากแต่งแต่ก็เป็นพวกที่ไม่อยากผิดสัญญา ถ้าเกิดว่าธันอยากเห็นจริงๆ ผมคงใช้เวลาทำใจหลายวันกว่าจะใส่ลง



“เรื่องของพี่ผมไม่ลืมหรอกครับ”



ธันตอบผมกลับมาทันที ผมมองใบหน้าของเขาเพียงครู่เดียวก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น



ยอมรับว่าครู่หนึ่งผมเผลอดีใจกับคำพูดนั้น แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าถึงอย่างไรอนาคตก็ไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ เป็นต้นว่าอยู่ๆ ธันก็บอกกับผมว่าจะแต่งงานกะทันหัน แถมเขายังเป็นคนที่เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อีก



ฉะนั้นแล้วผมเลยไม่เคยมั่นใจในคำพูดของใครเลย



โดยเฉพาะธัน



…………………………………………………………



…………………………………………...



ธันบอกกับผมว่าจะแต่งงานตอนกลางเดือนหก ผมพยายามบอกตัวเองว่าเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งเดือนให้ทำใจ จนกว่าจะถึงตอนนั้นผมต้องพยายามทำตัวราวกับว่าไม่รู้สึกอะไรให้มากที่สุด อย่างน้อยก็ต้องพูดแสดงความยินดีกับเขาในวันนั้นให้ได้



ทว่าเวลากลับผ่านไปไวกว่าที่คิดโดยที่ผมยังไม่แม้แต่จะได้ทันตั้งตัว



พอรู้สึกตัวอีกทีผมถึงเพิ่งพบว่าเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ที่เขาจะแต่งงานแล้ว ตลอดระยะเวลานั้นผมขังตัวเองอยู่ในห้องนอนอยู่หลายวันเพียงเพื่อที่จะใช้เวลาคิดว่าในอนาคตนั้นจะทำอย่างไรต่อไป



ระหว่างออกไปจากที่นี่หรือว่าอยู่ต่อ



แต่แล้วผมก็หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้



สี่วันที่ผ่านมานั้นผมไม่ได้ออกมานอกห้องเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ว่าธันจะเคาะประตูเรียกหรือพูดอะไร ผมก็ไม่เคยส่งเสียงตอบรับกลับไป ทุกครั้งเมื่อเขาเห็นว่าผมไม่ส่งเสียงตอบรับอะไรกลับมา ธันก็จะหยุดแล้วเดินจากไป



การกระทำแบบนี้ดำเนินซ้ำไปซ้ำมาได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น



ทว่าเมื่อมาถึงวันที่ห้า ธันก็เปิดประตูเข้ามาแบบกะทันหันโดยที่ไม่แม้แต่จะเคาะก่อน คลับคล้ายกับว่าความอดทนต่อสงครามประสาทหลายวันที่ผ่านมาได้หมดลง



ผมตกใจกับการกระทำของเขา ใจหนึ่งก็อยากจะหันไปมองว่าธันกำลังรู้สึกแบบไหนอยู่ ทว่าเมื่อสบตามองได้เพียงครู่เดียวผมก็รีบหันหลัง เพราะไม่อยากให้เขาเห็นใบหน้าของผมตอนนี้



ธันเดินมานั่งที่เตียงข้างผม แล้วเอ่ยน้ำเสียงเรียบๆ “พี่ครับ ผมว่าพี่กับผมมีเรื่องต้องคุยกันหน่อยแล้ว”



ผมฟังคำของเขาแล้วเม้มปากแน่น ก่อนจะตอบกลับไปโดยที่พยายามคุมไม่ให้น้ำเสียงสั่น “คุยเรื่องอะไร..?”



“พี่ต้องหันหน้ามาก่อน”



ผมฟังคำของเขาแล้วนิ่งเฉย ไม่แม้แต่จะขยับตัวหรือส่งเสียงใดๆ ตอบรับกลับไป



“พี่เมษครับ” ธันเรียกซ้ำด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเจือความหงุดหงิดอย่างชัดเจน แต่ผมก็ยังคงนิ่งราวกับว่าคำพูดของเขาเป็นลมที่พัดผ่านหูไป



ทว่าคำพูดต่อมากลับทำให้ผมตกใจจนกระทั่งเรียบเรียงความคิดไม่ถูก



“คุณวงศกร”



โดยที่ไม่รู้ตัวผมก็หันหน้าไปมองอีกฝ่ายตามสัญชาติญาณ ส่วนหนึ่งคงเพราะผมกำลังตกใจอยู่จนกระทั่งลืมไปว่าใบหน้าตัวเองตอนนี้เป็นแบบไหน จึงเผลอหันไปโดยที่ไม่ทันเรียบเรียงความคิดได้ทัน



จังหวะนั้นธันก็ผลักผมลงกับเตียง



ตอนที่โดนเขาขึ้นคร่อมนั้น ผมไม่ได้สนใจหรือตกใจกับการกระทำของเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าความคิดในหัวกลับระส่ำระสายเมื่อได้ยินชื่อจริงของตัวเอง



ผมไม่รู้ว่าธันรู้ชื่อจริงของผมได้อย่างไร จะว่าเป็นชื่อที่เขียนอยู่บนป้ายหลุมก็ไม่น่าใช่ เพราะปกติชื่อที่หลุมนั้นจะถูกแต่งขึ้นมาใหม่เป็นชื่อภาษาจีนและที่หลุมของผมไม่มีชื่อภาษาไทยเขียนเสียด้วย



ผมมองใบหน้าของเขาอยู่ชั่วอึดใจหนึ่ง ลืมกระทั่งความคิดที่ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องหลบหน้าเขา ก่อนจะเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย



“รู้ชื่อจริงพี่ได้ยังไง”



“ในที่สุดพี่ก็ยอมคุยกับผม” ธันไม่ได้ตอบคำถามของผม แต่พอเขาพูดจบก็ผละออกไปนั่งดีๆ บนเตียง “พี่เมษคิดว่าตัวเองโกหกเก่งไหมครับ?”



ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบอะไรกลับไป เขาก็เปลี่ยนเรื่องพูดต่อ



“พี่เมษไม่เคยเรียนกฎหมายมาอาจจะไม่รู้ แต่ว่ากรณีของพี่มันเป็นกรณีพิเศษ” ธันว่าก่อนที่จะเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง



“ปกติกฎหมายมีเขียนระบุไว้ก็จริงว่า ถ้าเห็นคนตกอยู่ในอันตรายแล้วไม่ช่วยจะมีความผิด แต่ของพี่เมษเกิดจากอาการหัวใจวาย ดังนั้นถ้าคนที่มาเห็นพี่เมษไม่ใช่หมอหรือพยาบาล เขาอ้างว่าตัวเองไม่รู้วิธีCPRแล้วก็พ้นความผิดได้เหมือนกันนะครับ”



ยิ่งฟังประโยคนั้นจบผมก็ยิ่งสับสน กำลังคิดอยู่ว่าแล้วเขาจะเอามาบอกผมทำไม



“แล้ว..”



“หมายความว่าเอาผิดอะไรคนทำไม่ได้ และพี่เมษก็จะไม่มีทางได้ไปเกิดจนกว่าจะหมดอายุขัย เข้าใจความหมายของผมไหมครับ?”



ผมพยักหน้ารับ ถึงแม้ว่าตามจริงผมจะเลิกคิดถึงเรื่องนั้นไปแล้วก็เถอะ แต่พอเขาจุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้งถึงทำให้ผมเริ่มจำได้ว่าตัวเองเคยโกหกอะไรเอาไว้



ครั้งหนึ่งผมเคยโกหกเขาว่าไม่มีญาติ เพื่อที่จะได้ให้ธันล้มเลิกความคิดที่จะช่วยหาคนผิด ผมจะได้ไม่ต้องไปเกิดและอยู่กับเขาต่อไป



แต่ว่าทำไม..อยู่ๆ ธันถึงพูดขึ้นมา



“พี่เมษไม่ได้รู้สึกอยากแก้แค้นอะไรเลยเหรอครับ?” ธันถามผมด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเห็นว่าผมแค่พยักหน้ารับเฉยๆ แล้วไม่ได้แสดงอาการยินดียินร้ายอะไร



ผมเนี่ยนะไม่อยากแก้แค้น



ผมไม่ใช่คนใจบุญหรือคนที่ชอบให้อภัยใครง่ายๆ ขนาดนั้น อีกอย่างถ้าไม่รู้สึกติดค้างก็คงไม่กลายมาเป็นแบบนี้หรอก



แต่พอลองนึกถึงข้อเท็จจริงที่ว่าต่อให้เขาตั้งใจช่วยผม ถึงยังไงผมก็คงไม่พ้นต้องตายอยู่ดี หรือถ้าโชคดีสุดๆ อย่างมีหมออยู่แถวนั้น ผมก็อาจจะรอดมาได้



ผมหงุดหงิดอยู่อย่างเดียวก็คือเรื่องที่เขาตั้งใจจะปล่อยให้ผมตายต่างหาก



“ฟังจากที่ธันเล่ามา ต่อให้เขาเรียกคนมาช่วยก็ไม่ทันอยู่ดีไม่ใช่หรือไง?”



“แล้วพี่เมษไม่คิดว่าจะโชคดีมีหมอมาช่วยทันเหรอครับ”



“พี่ไม่เคยคิดว่าชีวิตตัวเองจะโชคดีหรือมีปาฏิหาริย์ขนาดนั้น”



ถึงจะดูเป็นคำพูดที่ดูมองโลกในแง่ร้ายไปหน่อย ทว่าผมก็พูดตามประสบการณ์ชีวิตที่เจอมาล้วนๆ ต่อให้ผมไม่ค่อยได้เห็นว่าชีวิตคนอื่นเป็นอย่างไร แต่ก็รู้ดีว่าชีวิตของผมแย่จนเข้าขั้นติดลบ



ชีวิตของผมโชคร้ายตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกนี้แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยอยากคาดหวังอะไรที่ลมๆ แล้งๆ หรือปาฏิหาริย์อะไรทั้งนั้น



“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะเป็นคนทำให้พี่เมษโชคดีเอง”



ผมเกือบจะหลุดหัวเราะกับคำพูดของเขา อยากรู้นักว่าธันจะทำให้ผมโชคดีขึ้นมาได้อย่างไร ในเมื่อที่ผ่านมาผมก็มีแต่ปวดหัวกับเรื่องของเขาทั้งนั้น



“แต่พี่เมษมีอะไรต้องหัดพูดบ้าง ไม่ใช่เก็บเงียบเอาไว้คนเดียว” ธันพูดในขณะที่จ้องเข้ามาในนัยน์ตาผมคล้ายกับต้องการจะมองให้ลึกเข้าไป



“ผมเก่งสุดก็แค่รู้ว่าพี่เมษโกหกอะไร แต่ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าพี่รู้สึกยังไงถ้าพี่ไม่พูด”



ผมเม้มปากในขณะที่จ้องมองตาของเขากลับ น่าแปลกที่คราวนี้ผมไม่ได้หลบตาเหมือนทุกที แต่กลับพยายามตั้งใจฟังทุกคำพูดให้ได้มากที่สุด



“อย่างตอนเมื่อกี้ที่ผมเห็นว่าพี่ร้องไห้ ที่ผ่านมาผมไม่อยากยุ่งเพราะถือว่าเคารพในการตัดสินใจของพี่ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม”



พอจบคำพูดนั้น ภาพที่ธันเปิดประตูเข้ามาโดยไม่แม้แต่จะเคาะก่อนก็แล่นเข้ามาในหัวทันที ผมจึงถามย้อนกลับไป



“แล้วทำไมวันนี้ถึงเข้ามายุ่งล่ะ?”



“ผมทนไม่ไหวแล้วครับ พอใจไหม?” ถึงแม้ว่าธันจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความหงุดหงิดเอาไว้จนแทบจะรู้สึกได้ “ผมไม่ใช่คนที่มีความอดทนมากขนาดนั้น ได้มากสุดก็แค่ไม่กี่วัน ผมถึงได้ชื่นชมพี่ไงครับว่าอดทนเก็บความรู้สึกได้นาน”



ผมเอาคำพูดทั้งหมดของเขามาคิดดู จากนั้นผมก็เริ่มลังเลว่าควรจะพูดความคิดทั้งหมดออกไปดีไหม



แต่อีกแค่สองวันเขาก็จะแต่งงานแล้ว ผมควรจะพูดออกไปงั้นหรือ ถ้าพูดแล้วจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจหรือเปล่า



ยิ่งคิดมากๆ ผมก็ปวดหัว ความจริงที่ว่าเขาจะแต่งงานในอีกสองวันแต่ผมยังทำใจรับไม่ได้วนเวียนไปมาในความคิด แถมพอยิ่งคิดมากในอกกับขอบตาผมก็เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา



“ธันบอกว่าคิดอะไรก็ให้พูดใช่ไหม..”



ผมถามย้ำกับคำพูดของเขาช้าๆ เพื่อที่จะได้ให้เวลาเตรียมใจและรวบรวมความกล้าให้กับตัวเอง



ชั่วขณะนั้นผมรู้สึกเสมือนเวลาช้าลง ทั้งที่เวลานั้นยังคงเท่าเดิม ในลำคอตีบตันคล้ายกับถูกอะไรบางอย่างถูกอุดเอาไว้



พอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า ผมจึงรวบรวมความกล้าที่คิดว่ามากที่สุดในชีวิตแล้วเค้นเสียงออกไป



“ไม่แต่งงานได้ไหม..”



นั่นนับว่าเป็นคำขอร้องเดียวที่ผมเคยขอจากเขา



แถมยังเป็นคำขอร้องที่เห็นแก่ตัวที่สุดด้วย



หลังจากที่พูดคำนั้นจบ หยาดน้ำใสก็ร่วงหล่นลงมาจากนัยน์ตาและอาบแก้มจนกระทั่งเปียกชื้น



ผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก็บความรู้สึกได้ดี แต่เมื่อความจริงกับความเศร้าที่พยายามเก็บเอาไว้ตลอดถาโถมเข้ามา ในอกพลันร้อนผ่าว ลำคอตีบตันราวกับถูกบีบ แล้วหลังจากนั้นผมก็ห้ามให้ตัวเองหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย



ยากที่จะอธิบายว่าตอนนี้ผมกำลังรู้สึกอย่างไร แต่มันผสมปนเปไปด้วยความผิดหวัง ความเสียใจ ความอึดอัดที่เก็บเอาไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา



รวมทั้งความรู้สึกกลัวคำตอบที่จะได้ยินด้วย



ตอนแรกผมคิดว่าจะไม่พูด ปล่อยให้เรื่องทุกอย่างจบลง จากนั้นก็ค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไป



ทว่าคำพูดของธันเมื่อครู่ราวกับจุดประกายความรู้สึกบางอย่างของผมขึ้นมาว่าถ้าไม่ได้พูดตอนนี้ ผมอาจจะต้องรู้สึกเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไม่ได้พูดออกไป



เหมือนกับว่าคำพูดนั้นเป็นเชื้อเพลิง หลังจากนั้นไม่ว่าผมจะพยายามหยุดร้องไห้เท่าไหร่ น้ำตาก็ยิ่งไหลพรั่งพรูลงมามากเท่านั้น หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่เพียรเก็บมาตลอดหลายเดือนพังทลายลง ผมเลยหยุดร้องไห้ไม่ได้เลย



ในตอนนั้นธันก็กอดผมเอาไว้แน่นจนรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายของเขา ทว่าแทนที่ผมควรจะหยุดร้องกลับกลายเป็นว่ายิ่งห้ามน้ำตาไม่อยู่ แม้แต่ขอบตากับในอกของผมก็ยังคงร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผา



ผมคิดว่าเขากอดเพราะอยากปลอบหรือไม่ก็สงสาร แต่ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากนั้นเลย



เมื่อผมร้องไห้จนกระทั่งเหนื่อยและไม่มีแรงที่จะร้องอีกต่อไป ไม่นานนักเสียงร้องไห้ก็เหลือเพียงแต่เสียงสะอื้น ท่ามกลางความอึดอัดนั้นอยู่ๆ ธันก็พูดกับผมขึ้นมาด้วยประโยคที่คาดไม่ถึง



“ผมไม่แต่งงานหรอกครับ”



เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นที่หลังจากได้ยินคำพูดนี้ ในใจของผมก็เต็มไปด้วยความหวัง ก่อนที่จะดับวูบไปอย่างรวดเร็ว



คงเพราะธันแค่อยากพูดปลอบใจผมเฉยๆ...?



ผมคิดว่าเขาพูดออกมาเพื่อปลอบใจไปแบบนั้น จึงไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ก่อนที่เสียงร้องไห้จะค่อยแผ่วเบาลง แล้วผมผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยในที่สุด



……………………………………………………



…………………………………………



…………………..



เช้าวันถัดมาเขายังคงทำกับผมเหมือนปกติทุกอย่าง จนตอนแรกผมยังนึกอยู่เลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าความฝันไม่น่าจะเหมือนจริงถึงขนาดนั้น



เมื่อมาถึงตอนนี้ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าวันพรุ่งนี้เขาจะแต่งงานจริงๆ หรือเปล่า เพราะท่าทางของเจ้าตัวดูไม่สนใจอะไรเลยราวกับว่าวันพรุ่งนี้เป็นเพียงแค่วันธรรมดาทั่วๆไป



เหมือนไม่ยินดีแต่ก็ไม่ยินร้าย ไม่ตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้น



หลังจากที่จัดการธุระทุกอย่างเสร็จ เขาก็ชวนผมไปนั่งรถเล่น



ตลอดระยะเวลาที่นั่งรถมาด้วยกัน ท่าทางของธันดูเหมือนกับว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา สายตาเจ้าตัวแทบไม่มองทางข้างหน้าเลยด้วยซ้ำ จนผมชักเริ่มกลัวขึ้นมาว่าเดี๋ยวตัวเองจะได้ตายอีกรอบเข้าจริงๆ เลยพยายามนึกหาบทสนทนาอะไรก็ได้ขึ้นมาพูด



“วันพรุ่งนี้แต่งงานใช่ไหม..?” ผมถามย้ำกับเขา สายตาก็มองวันที่ในนาฬิกาแบบชักเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา



ผมไม่ได้จำวันผิดแน่ๆ แต่ผมเอะใจกับท่าทางของเขามากกว่าว่าทำไมดูเฉยขนาดนั้น



“อ่อ ครับ นั่นสินะ”



ธันตอบรับผมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยมาก จนผมเริ่มสงสัยว่าเขาฟังผมอยู่หรือเปล่า



“เมื่อกี้นี้ฟังอยู่ใช่ไหม?”



“ฟังครับ”



ไม่ได้ฟังแน่ๆ..ให้ตายเถอะ



“เมื่อกี้พี่พูดว่าอะไร?”



ธันหยุดคิดไปสักครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมา



“พรุ่งนี้ผมอยากให้พี่ไปงานแต่งงานด้วย”



ผมที่กำลังรอฟังคำของเขาถึงกับอึ้งไป คำพูดนี้มันค่อนข้างจะเหนือความคาดหมายไปหน่อย จนผมต้องถามย้ำว่าไม่ได้ฟังผิดพลาดไป



“ล้อเล่นใช่ไหม”



“เปล่าครับ ผมตั้งใจว่าจะให้พี่ไปแต่แรกแล้ว”



ธันตอบผมกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งมาก นิ่งจนผมมั่นใจว่าไม่ใช่แค่การล้อเล่นแน่ๆ



“ทำไม…”



“เมื่อวานผมพูดใช่ไหมครับว่าจะทำให้พี่โชคดี”



เขาถามถึงคำพูดที่เอ่ยไปแล้ว ก่อนที่ผมจะพยักหน้ารับ



“ถ้าพี่เมษยังเชื่อในตัวผมอยู่ พรุ่งนี้ผมจะทำให้พี่เชื่อในปาฏิหาริย์เองครับ”



----------------------------------------------------------------------------

 

[Talk]


มาอัพตอนนี้เร็วเพราะกลัวขาดตอนค่ะ แต่ตอนต่อไปจะมาอัพช้าเหมือนเดิม

 

ขอบคุณคนที่ยังทนอ่านถึงตอนนี้มากนะคะ เดาว่ามีคนเลิกตั้งแต่ตอนที่แล้วไปเยอะ จะอัพตอนนี้ก็กลัวมีคนผิดหวังที่เนื้อเรื่องมันมาทางนี้อีก... 


จากตอนที่ผ่านมาไม่เคยมีใครเดาฉากจบถูก แต่จากตอนนี้เราคิดว่าน่าจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 383 ครั้ง

345 ความคิดเห็น

  1. #7109 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:16

    โอ้ยยย สับสน ธันต้องแอบไปทำอะไรมาแน่ๆเลยอะ หรือไปสืบ อะไรมาได้?

    #7109
    0
  2. #7086 Yok Exodus (@yexodus34) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 01:46
    เป็นตอนที่อ่านจบแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไบโพลาร์ แบบอ่านไปถึงกลางเรื่องก็ร้องไห้ พออ่านถึงตอนท้ายก็ยิ้ม คืออินมากจริงๆค่ะ เหมือนตัวเองเป็นพี่เมษอะ ร้องไห้ตามทุกทีไม่เข้าใจ55555
    #7086
    0
  3. #7082 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 / 00:38
    ไม่รู้จะรู้สึกยังไงแล้วค่าาาาไรท์ขาาาาา สับสนปนเปไปหมด ฮือออออ
    #7082
    0
  4. #7062 tarnandtip (@tarnandtip) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 01:59

    ธันต้องรู้เมษหมดแล้วแน่ๆ ไม่งั้นวันเกิดเมษ ชื่อจริงหรือเรื่องผู้หญิงที่ธันถามเมษ ธันจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงกันล่ะ และธันคงกำลังแอบทำบางอย่างเพื่อเมษอยู่ด้วยชัวร์

    #7062
    0
  5. #7034 Nisakarn (@nisakarnnnnn) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2561 / 11:46
    ร้องไห้มาหลายตอนติดละนะ ฮือออออ
    #7034
    0
  6. #7004 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 20:53
    ธันจะทำไรนะเนี้ย
    #7004
    0
  7. #6967 Mebal (@did-you-know) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 22:15
    จากใจค่ะ อ่านมาถึงตอนนี้ยังเดาไม่ถูกเลย ;-;
    #6967
    0
  8. #6917 xib, (@xib1) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 23:25
    น้ำตาไหลตามพี่เมษเลย คนที่เขากลัวกับการเปลี่ยนแปลงมากๆมาทั้งชีวิตเขารวบรวมความกล้าพูดออกมาอ่ะ คือเข้าใจฟีลมากจนไหลตาม ละมาเอ้ากับคำตอบน้องธัน..
    #6917
    0
  9. #6911 PHAI-LOVELY (@PHAI-LOVELY) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 21:19
    เดาทางไม่ถูกเลยย
    #6911
    0
  10. #6881 Midories (@Midories) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 / 00:35
    เดวนะ มันต้องเป็นเรื่องดีดีของคุณวงศกรเค้าใช่มั้ยคะ
    #6881
    0
  11. #6723 lomagot7exobts (@lomagot7exobts) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2561 / 13:52
    ไม่ไหวแล้ววว แง้ จะจบยังไงเนี่ย มีทางที่เดาไว้อยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเดาถูกมั้ยT^T
    #6723
    0
  12. #6718 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 11:33
    พรุ่งนี้จะเกิดอารายขึ้นค้าาาาาา งงงงงงง
    #6718
    0
  13. #6695 Jidapa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 20:45

    เราว่าเราเริ่มเดาได้แล้วล่ะ แต่จะถูกมั้ยก็อีกเรื่อง งือออออออออ

    #6695
    0
  14. #6665 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 11:54
    น้องธัน พี่จะเชื่อเธอได้มั้ย เสียน้ำตาไปหลายหยดแล้วนะ
    #6665
    0
  15. #6637 whitelava blue (@bluelavaland) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2561 / 21:36
    อ้าววว เฮ้ยยย สมองตามน้องธัน จริงๆแหละค่าา น้องจะไม่ แต่น้องไปงาน แร้วจะทำไร อย่างน้อยก้อดีพี่เมษได้พูดออกมา
    #6637
    0
  16. #6625 maielf13 (@lookmai-2008) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 21:09
    ธันจะทำให้พี่เมษไปเกิดหรอ...
    #6625
    0
  17. #6529 numokodchawan (@numokodchawan) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 09:30
    ธันติดไรอยู่ สมองหนูตันหมดแย้ว ;w;
    #6529
    1
  18. #6522 nahme (@middle9) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 15 มีนาคม 2561 / 13:35
    เราว่าแล้ว เราเริ่มเดาออกแล้วฮือ
    #6522
    0
  19. #6519 kindlyjh (@kindlyjh) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มีนาคม 2561 / 22:32
    โชคดียังไงนะ ฮือ
    #6519
    0
  20. #6481 sunnight (@p-i-n-e) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มีนาคม 2561 / 17:27
    ฮือ ตาธันพูดแล้วต้องทำตามคำพูดนะเอออออ
    #6481
    0
  21. วันที่ 24 มกราคม 2561 / 20:30
    ตาบวมกว่าพี่เมษก็หนูนี่แหละ ฮืออ
    #6457
    0
  22. #6410 PMF1603 (@PMF1603) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2560 / 18:02
    อ่านๆไปแล้วรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ
    #6410
    0
  23. #6390 AnutsaraPanthong (@AnutsaraPanthong) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 16 พฤศจิกายน 2560 / 15:04
    น้ำตาไหลเลยฮือออ
    #6390
    0
  24. #6370 5021K04 (@duckpachi) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2560 / 22:01
    เสียน้ำตาไปเท่าไหร่แล้วกับเรืองนี้5555 ทำไมมันบีบใจได้ขนาดเน้!
    #6370
    0
  25. #6359 Bameverthing (@-Bameverthing-) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 18:25
    กลัวใจมากจ้าาฮื่ออ
    #6359
    0