เขามาเชงเม้งที่ข้างๆหลุมผมครับ [yaoi] #เขามาเชงเม้ง

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 314,676 Views

  • 7,120 Comments

  • 18,096 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    9,088

    Overall
    314,676

ตอนที่ 9 : บทที่8 การตามที่ดี ต้องแอบตามไม่ให้รู้ตัว [รีไรท์ - 20/8/60]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 23016
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 490 ครั้ง
    20 ส.ค. 60



ที่ผ่านมาผมไม่เคยคิดถึงในกรณีที่ตายโดยมีคนเห็น แต่ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือมาก่อน ดังนั้นคำพูดของธันจึงทำให้ผมเริ่มสะกิดใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ลางๆ



คำพูดของธันทำให้ผมวนคิดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับกำลังพายเรืออยู่ในคลื่นน้ำวนที่ต่อให้คิดมากแค่ไหนก็ไม่สามารถหาบทสรุปของเรื่องได้



เมื่อเห็นว่าการคิดนั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ท้ายที่สุดผมก็หยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วหาอย่างอื่นทำ



ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นผมยังไม่หายค้างคาใจเรื่องที่ตลาดวันนั้นเลย ผมจึงเริ่มให้ความสนใจกับการลองหยิบจับสิ่งของแทน



ตอนแรกผมตั้งใจว่าจะลองหยิบแก้วน้ำแดง แต่คิดอีกทีถ้าเกิดมันตกไปจากมือคงไม่พ้นที่จะหกแล้วเลอะตรงแท่นแน่นอน ผมเลยเปลี่ยนใจมาจับไม้ลูกชิ้นปิ้ง



ปรากฏว่าผมหยิบได้เสียด้วยสิ



ผมหยิบถุงลูกชิ้นปิ้งขึ้นมาแล้วพลิกดู บอกไม่ถูกว่าตนรู้สึกอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ในความรู้สึกนั้นแฝงไปด้วยความดีใจและความตื่นเต้นอยู่หลายส่วน



หลังจากที่พลิกดูอยู่ครู่หนึ่ง มันอยู่ในมือของผมนานมากก่อนที่จะตกลงไปบนพื้น



คราวนี้ผมพยายามหยิบมันขึ้นมาใหม่อีกรอบ ทว่าเสียงพูดของใครบางคนก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน



“ให้ตายสิ ทำไมพวกหญ้าถึงโตเร็วแบบนี้นะ”



เสียงป้าคนนั้นนี่เอง



เหมือนเสียงของป้ามีอำนาจศักดิสิทธิ์มาก เพราะว่าหลังจากที่ถุงลูกชิ้นปิ้งก็ร่วงหล่นจากมือผม จากนั้นไม่ว่าผมพยายามจะมากเท่าไรก็หยิบมันขึ้นมาไม่ได้ จนผมเริ่มถอดใจแล้วปล่อยทิ้งไว้แบบนั้น



จากที่ลองจับดูผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ถ้ามีคนเห็น ผมจะหยิบสิ่งของขึ้นมาไม่ได้



ผมใช้เวลาอยู่ประมาณเกือบเดือนสองเดือนเพื่อทดลองว่าสิ่งที่คิดเป็นเรื่องถูกต้อง เมื่อได้ผลสรุปออกมาแน่นอนแล้วผมจึงกล้ายืนยันข้อสรุปของความคิดนั้น



ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องการจับสิ่งของมาก่อน สาเหตุหนึ่งคงเพราะคิดว่าตนเองเป็นวิญญาณถึงทำอย่างไรก็คงจับไม่ได้อยู่แล้ว ทว่าเพราะเรื่องที่ธันชวนในวันนั้นทำให้ผมติดใจจนถึงกลับต้องมาลองทดสอบดู



แสดงว่าถ้าเกิดผมอยากนั่งรถไป ผมต้องขึ้นไปโดยไม่ให้ธันเห็น



เมื่อได้ข้อสรุปดังนั้นผมจึงตั้งใจว่า เอาล่ะ ถ้าธันชวนผมไปนั่งรถเล่นอีกรอบ คราวนี้ผมจะขึ้นที่เบาะหลัง



พอทดสอบจนพอใจแล้ว ผมก็ออกไปเดินเที่ยวเล่นรอบๆ หรือหาอะไรทำฆ่าเวลาเพื่อรอให้ฤดูร้อนหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง



…………………………………………………………..



………………………………



ครั้งนี้ธันสะพายมาแค่กระเป๋าอย่างเดียวไม่ได้เอาเสื่อมาด้วย



แวบแรกที่เห็นนั้นผมรู้สึกประหลาดใจมาก แต่เนื่องจากเห็นว่าเจ้าตัวกำลังยุ่งกับการไหว้อยู่ เลยไม่ได้เอ่ยปากถามหรือพูดอะไรออกไป จนกระทั่งเมื่ออีกฝ่ายไหว้หลุมข้างๆ เสร็จ ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันมามองผม



“ผมไปคิดวิธีที่จะทำให้พี่ขึ้นรถได้มาแล้วนะ” ธันว่าในขณะที่รวบของทั้งหมดเก็บลงในกระเป๋า จากนั้นก็เดินนำไปยังที่รถ “ตามมาสิครับ ผมมีที่ที่อยากจะพาพี่ไปด้วย”



ผมเดินตามอีกฝ่ายมาโดยที่ไม่ได้ปฏิเสธอะไรกับคำชวนนั้น เพราะเดิมทีผมเองก็ตั้งใจว่าจะตามไปตั้งแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเลยไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิเสธ ทว่าสิ่งที่ทำให้ผมติดใจจนอยากเอ่ยถามนั้นคือวิธีที่ธันว่ากับสถานที่ที่อยากจะพาผมไปต่างหาก



ธันที่เดินนำไปก่อนเปิดประตูที่นั่งข้างคนขับให้ผมขึ้น นี่นับว่าเป็นโชคดีอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่แถวนี้ไม่อย่างนั้นคงมีคนมองด้วยสายตาแปลกๆ มาแล้ว เมื่อเห็นท่าทางของธันแล้วผมก็อดที่จะยิ้มและพูดแซวไม่ได้



“ไม่ต้องเปิดประตูให้ก็ได้ ยังไงพี่ก็ทะลุผ่านประตูรถได้อยู่ดี” ผมว่า ทั้งๆ ที่น้ำเสียงยังคงเจือไปด้วยความขบขัน แต่ถึงจะพูดไปแบบนั้น ผมก็ยังคงเดินตรงขึ้นไปนั่งบนรถอยู่ดี



ก่อนที่ผมจะหยุดชะงักเมื่อนึกถึงข้อเท็จจริงบางอย่างได้



เดี๋ยวนะ..



แล้วทำไมผมนั่งได้ล่ะ



ตอนที่ผมขึ้นรถมา ผมไม่ได้แม้แต่บอกธันด้วยซ้ำถึงเรื่องที่พิสูจน์ในวันก่อน พอขึ้นรถมาได้แบบงงๆ ผมก็รู้สึกมึนไปพักใหญ่



ก่อนที่จะหันไปมองหน้าธันทันทีเมื่อเริ่มตั้งสติขึ้นมาได้



เราสบตากันอยู่เพียงแค่ไม่กี่วินาที ธันไม่คิดจะอธิบายอะไร ทั้งๆ ที่เห็นสายตาสงสัยของผม แต่กลับปิดประตูรถแล้วเดินขึ้นมานั่งฝั่งคนขับ



คลับคล้ายกับว่าเสียงปิดประตูนั่นเป็นการเรียกสติให้กลับมาครบถ้วน ผมมองไปรอบๆ ด้วยความสับสนและไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น



ธันที่เห็นท่าทางงุนงงของผมก็อดที่จะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะชูของบางอย่างขึ้นมาให้ผมดู



“ธูปไฟฟ้าน่ะครับ” ธันขยายความเมื่อเห็นสายตาของผมที่มองมาด้วยความไม่เข้าใจอยู่ดี เมื่อได้ยินแบบนั้นผมจึงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้



ท่าทางของผมในตอนนี้คงไม่ต่างจากเด็กเวลาเข้าร้านขายของเล่นเลยสักนิด



“มันมีของแบบนี้ด้วยหรือ?” ผมถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่ระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ได้ ในขณะที่มองธูปไฟฟ้านั่นแทบจะตาไม่กะพริบ จนกระทั่งธันวางสิ่งนั้นลงตรงที่วางแก้ว ผมก็ยังไม่ละสายตาไปจากมันอยู่ดี



นี่พวกเทคโนโลยีไปไกลถึงขนาดนี้แล้วเหรอ ..ผมได้แต่คิดกับตัวเองในใจ อดที่จะทึ่งกับสิ่งของตรงหน้าไม่ได้ จนกระทั่งเมื่อรู้ว่าธันเองก็มองผมตาไม่กะพริบเช่นเดียวกัน นั่นจึงทำให้ผมละสายตาออกไปมองนอกรถแก้อาการกระดากอายที่ดันเผลอทำตัวไม่ต่างจากเด็กเลยสักนิด



“มีสิครับ แต่ว่าปกติแล้วคนส่วนมากไม่ค่อยนิยมใช้กันเพราะมันแพง แล้วก็ไม่ค่อยคุ้มสักเท่าไหร่” ธันว่าในขณะที่เริ่มขับรถออกไป ผมหันไปมองใบหน้าของอีกฝ่ายเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมองนอกหน้าต่างรถด้วยความตื่นเต้น



ผมไม่ได้นั่งรถมานานมากแล้ว เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีเห็นจะได้ ครั้นเมื่อมีโอกาสมานั่งอีกครั้งผมก็หวนนึกถึงตอนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ขึ้นมา



“ธันจะขับรถไปไหนเหรอ?” ผมเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมา ทั้งๆ ที่สายตายังไม่ได้ละออกไปจากหน้าต่างรถ



“ไว้เดี๋ยวไปถึงแล้วพี่ก็รู้ครับ” ธันตอบกลับมาด้วยคำตอบที่กำกวมอย่างถึงที่สุด แต่ผมก็ตัดสินใจไม่ได้ถามอะไรเซ้าซี้เพิ่มเติม นอกจากจะคุยเรื่องทั่วไปแทน



“ทำไมหลังจากที่ธันขับรถมาเองได้ ธันถึงขับรถมาวันนี้ตลอดเลยล่ะ?” เมื่อถามเรื่องความเป็นอยู่ทั่วไปเสร็จแล้วผมก็ถามถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ชั่วครู่หนึ่งผมเห็นว่าเขาชะงักไป แต่ก็เพียงแค่วูบเดียวเท่านั้น



“สังเกตด้วยเหรอครับ?”



“ก็ใช่..”



สังเกตสิ..



จะไม่สังเกตได้อย่างไร ในเมื่อผมรอคอยการมาถึงของเขาทุกปี ช่วงแรกตอนที่ธันมากับครอบครัวนั้นระบุวันที่มาไม่ได้แน่นอน แต่หลังจากที่ธันมาแค่คนเดียว ธันก็มาวันที่เดียวกันตลอด



ถึงแม้ว่าสถานที่ที่ผมอยู่จะไม่มีปฏิทินหรือนาฬิกา แต่ผมก็อาศัยการดูเวลาเอาจากบ้านของพวกสัปปะเหร่อที่ตั้งอยู่ใกล้กับสุสานแทน



“มันเป็นวันสำคัญของผมน่ะครับ เลยอยากจะมาวันนี้”



ผมไม่ค่อยจะเข้าใจกับคำตอบนั้นสักเท่าไหร่ เลยตั้งใจจะถามลึกลงไปอีกว่าวันสำคัญที่ว่านั้นหมายความว่าอย่างไร ทว่ารถกลับหยุดชะงักลงก่อน นั่นจึงทำให้ผมหยุดความคิดทั้งหมดลงแล้วมองออกไปนอกรถ



นี่มันที่ไหนเนี่ย..



ดูเหมือนว่าผมจะออกมาไกลจากสุสานพอสมควร จากที่เคยเห็นแต่พวกดินลูกรัง ต้นไม้ ตอนนี้รอบตัวผมกลับเริ่มมีพวกบ้านคนและอาคารบ้างแล้ว



ธันขับรถเข้าไปจอดก่อนที่จะปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเดินลงมา ผมเลยรีบลงตามจากรถไปโดยไม่ลืมที่จะมองรอบๆ ตัวด้วย



“ร้านอาหารหรือ..?” ผมเปรยขึ้นขณะที่เดินตามเขาเข้าไปในร้านอาหาร ซึ่งคำพูดนั้นไม่ได้เป็นการหวังคำตอบแต่อย่างใด แต่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นว่าธันเดินเข้าทางประตูอีกฝั่งแทนที่จะเป็นหน้าร้าน



ผมเดินตามเขาไปติดๆ ระหว่างนั้นมีพนักงานเดินออกมาต้อนรับเราแล้วคุยอะไรบางอย่างกับธัน จากนั้นพนักงานก็เดินนำล่วงหน้าเข้าไป ในขณะที่ธันเริ่มเดินตามพนักงานหญิงคนนั้น



ผมมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเงียบๆ แต่สองขาก็ยังคงไม่หยุดก้าว จนกระทั่งเมื่อพ้นประตูถึงได้เห็นว่าข้างในเป็นห้องโถงยาว ดูแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกับพวกโรงแรมหรูทำนองนั้น



ระหว่างที่กำลังชื่นชมกับเครื่องตกแต่งในห้องโถงอยู่นั้น ธันก็เดินตรงเข้าไปในห้องที่อยู่ข้างในและลึกที่สุด



ผมเดินตามเข้าไปโดยที่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกไปใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่าผมระงับความสงสัยหรือความอยากรู้อยากเห็นเอาไว้ได้ แต่ติดตรงที่ว่ามีพนักงานอยู่ด้วย ดังนั้นถึงธันจะได้ยินคำถามจากผมแต่ก็คงไม่อยากตอบอะไรกลับมาอยู่ดี



เมื่อมาถึงพนักงานคนนั้นก็ขอตัวแล้วเดินสวนออกไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ธันเดินตรงเข้าไปในห้อง ผมจึงรีบตามเขาเข้าไปข้างใน



ข้างในห้องนั้นกว้างและตกแต่งด้วยเครื่องประดับที่ค่อนข้างหรูหรา ดูจากสภาพแล้วเหมือนห้องในโรงแรมหรือปราสาทสักแห่ง ที่ใจกลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่และเก้าอี้สองตัววางอยู่



ระหว่างที่ผมกำลังมองด้วยสายตาตกตะลึง ธันก็ปิดประตูพอดี เสียงนั้นทำให้ผมหยุดความคิดทั้งหมดลงแล้วหันหน้าไปมองอีกฝ่าย



ตอนนี้ในห้องมีแค่ผมกับเขาสองคนเท่านั้น



“ทำไมถึงพามาที่นี่” ผมเอ่ยถาม สายตามองธันที่เดินไปนั่งเก้าอี้ก่อนจะเดินไปนั่งตามบ้าง



“ก็ผมจะพาพี่มากินอาหารแล้วก็คุยไงครับ” ธันเอ่ยน้ำเสียงเรียบในขณะที่หยิบมือถือขึ้นมากดดูอะไรบางอย่าง “ไม่ต้องห่วงหรอก ที่นี่ค่าอาหารไม่ได้แพงขนาดนั้น”



“จริงหรือ..?” ผมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจกับคำพูดนั้น ดูจากสภาพห้องโถงกับสิ่งของที่อยู่ในห้องก็รู้แล้วว่าร้านนี้แพงขนาดไหน แต่ถ้าเกิดอีกฝ่ายยืนยันว่าจ่ายไหว ผมก็จะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก “แล้ว.. คือว่าคุยที่นั่นก็ได้ ไม่ถึงกับต้องพามาร้านอาหารที่นี่หรอก”



“ช่วงนี้อากาศมันร้อนน่ะครับ อีกอย่างผมมีเรื่องที่อยากจะคุยกับพี่ยาวมากเลยตัดสินใจว่าพามาห้องอาหารส่วนตัวแบบนี้ดีกว่า”



พอได้ยินแบบนั้นผมเลยเริ่มพอเข้าใจขึ้นมาบ้าง เพราะว่าผมตายไปแล้วจึงไม่รู้สึกอะไรกับพวกแดดหรือความร้อน แต่ธันคงจะรู้สึกร้อนมาก ในขณะเดียวกันก็คงมีเรื่องที่อยากพูดเยอะเหมือนกันถึงได้พามาที่นี่



“เรื่องอะไรหรือ?”



“จำเรื่องที่ผมพูดเมื่อปีที่แล้วได้ไหมครับ”



ผมเงียบไปกับคำพูดนั้นอยู่สักพักหนึ่งเพราะยังนึกไม่ออกในทันที จนกระทั่งเมื่อจำได้ว่าเป็นเรื่องอะไรผมก็ส่งเสียงร้องอ๋อในลำคอ



“ที่ว่ามีคเห็นพี่ตายแล้วไม่ยอมช่วย..?”



“ผมลองไปคิดดูเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้ว” ธันเอ่ยน้ำเสียงเรียบก่อนที่จะหยุดลงเมื่อพนักงานถือจานอาหารเข้ามาเสิร์ฟ จนกระทั่งเมื่อพนักงานออกไปแล้วชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ “เป็นไปได้หรือเปล่าครับว่าถ้าพี่ตายไปแล้วจะมีใครได้ผลประโยชน์”



ผมนิ่งไปกับคำพูดนั้นอยู่สักพักหนึ่งเห็นจะได้ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วออกมา “..ยังไง”



“อย่างเช่นพวกมรดกน่ะครับ”



ท่าทางของธันดูค่อนข้างจริงจังมากกว่าปกติ บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาอยากที่จะช่วยผม



หมายถึงช่วยผมให้ไปเกิดแล้วไม่มาเป็นผีเร่ร่อนอยู่แถวนี้



แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ได้อยากไปเกิด ผมยังอยากที่จะได้เจอหน้าธันทุกๆ ปีอยู่



“แต่ว่า..พี่ไม่มีพี่น้อง แล้วพ่อแม่ของพี่ก็ไม่มีพี่น้องเหมือนกัน ดังนั้นนอกจากพี่แล้วก็ไม่มีใครคนอื่นเหลืออยู่ในตระกูลแล้วล่ะ” ผมตอบก่อนที่จะคลี่ยิ้ม ไม่รู้ว่าเพราะสมเพชตัวเองหรือว่าอย่างอื่นกันแน่จึงได้ยิ้มออกไป ในใจนั้นความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาจนรู้สึกละอาย “ขอบคุณมากนะที่อยากจะช่วยพี่”



แต่ว่าคงเป็นไปไม่ได้



ผมนึกอยากที่จะพูดต่อ แต่คิดอีกทีบางครั้งการไม่พูดย่อมดีกว่า อันที่จริงผมค่อนข้างพอใจกับสภาพของตัวเองในตอนนี้พอสมควร



อีกอย่างการจะไปตามหาหลักฐาน ทั้งๆ ที่ผ่านมาเกือบยี่สิบกว่าปีแล้วมันไม่ง่ายเลย ป่านนี้ข้อมูลทั้งหมดคงจะถูกลบทิ้งไปหมดแล้วด้วยซ้ำ



ผมคงทำอะไรไม่ได้นอกจากจะรอให้ถึงเวลาตายของตัวเองจริงๆ แล้วก็พยายามที่จะใช้ชีวิตนี้เก็บเกี่ยวความสุขให้ได้มากที่สุด



“ผมไม่ชอบให้พี่ยิ้มแบบนั้นเลย” ธันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ในขณะที่สายตาคู่นั้นยังคงจ้องมองผม “มันเศร้ามากจนทำให้ผมรู้สึกแย่ตามไปด้วย”



ผมเงียบไป ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองเผลอไปยิ้มแบบไหนเข้า แต่คงข่มขื่นน่าดู



มีความเป็นไปได้ที่ธันจะเข้าใจผิดว่าที่ผมเศร้าเป็นเพราะผมไม่ได้ไปเกิด แต่เปล่าเลย ที่ผมเศร้าเพราะเพิ่งรู้สึกตัวว่ามันเป็นรักข้างเดียวถึงขนาดที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรกับการที่ผมจะหายไปจากชีวิตเขาเลยต่างหาก



ยิ่งนึกแบบนั้นผมก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวด ถึงแม้ว่าเรื่องที่ธันจะไม่ได้รู้สึกอะไรถ้าผมจะหายไป มันเป็นเรื่องปกติที่คาดเดาได้ไม่ยากก็ตามที



หากเลือกได้ผมอยากอยู่กับธันตลอดไป แต่เรื่องนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว



ผมยอมรับว่ามันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดูงี่เง่า แต่ผมก็อยากอยู่จนกว่าคนที่ชอบจะหมดลมหายใจหรือผมตายไปเสียก่อน หรืออย่างน้อยแค่ได้เห็นว่าอนาคตธันเป็นยังไง ผมก็พอใจแล้ว



บางครั้งผมยังเผลอคิดในกรณีที่เลวร้ายอย่างที่สุดด้วยว่า เดิมทีที่ธันอุตส่าห์มานั่งคุยกับผม คงเป็นเพราะตอนนั้นผมเผลอไปร้องไห้ต่อหน้าอีกฝ่ายเข้า เขาถึงได้รู้สึกสงสาร กลัวว่าผมจะเหงาแล้วก็มานั่งคุยด้วย



จากนั้นก็ช่วยให้ผมรีบไปเกิดใหม่ไวๆ จะได้จบเรื่อง



“แล้วถ้าเกิดรู้ตัวคนทำขึ้นมา..ธันจะเอายังไงต่อ?” ผมถามเขาขึ้นมา ขัดบรรยากาศที่เงียบจนน่าอึดอัดได้อย่างพอดี “ต่อจากนั้น..ก็จะให้พี่ไปเกิดใหม่น่ะหรือ?”



ถ้าเป็นไปได้ตอนนี้ผมอยากลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกจากตรงนี้เลยด้วยซ้ำ



ไม่ใช่ว่าเพราะกลัวกับคำตอบ



แต่ผมกลัวว่าตัวเองจะเผลอร้องไห้ออกมาต่อหน้าอีกฝ่ายเข้า



ธันไม่ได้ตอบอะไร เขาเงียบไปราวกับว่าพอถูกถามก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้



นับเป็นโชคดีที่ดูเหมือนธันเองก็รู้สึกผูกพันกับผมอยู่บ้าง เลยรู้สึกลังเลอยู่ในทีว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป



“พี่เมษ”



ผมไม่ได้แสดงปฏิกิริยาหรือเอ่ยขานรับใดๆ กลับไปทั้งสิ้น ผมเงียบและรอฟังคำที่เขาพูด ทั้งๆ ที่ความกลัวในใจล้นออกมาจนแทบจะปิดไม่มิด



ทว่าคำพูดต่อมาของเขากลับทำให้ผมตกใจจนกระทั่งลืมเรื่องที่กังวลทั้งหมดเป็นปลิดทิ้ง



“พี่อยากจะมาอยู่ที่บ้านของผมไหมครับ?”


--------------------------------------------------------------------








[Talk]

ยอมรับว่าเขียนตอนนี้เป็นอะไรที่ยากมากจนเราปวดหัวอยู่หลายรอบเลยค่ะ 


ขอบคุณสำหรับกำลังใจจากตอนที่แล้วมากนะคะ ตอนนี้เรารู้สึกดีขึ้นมากเลย



มีคนถามมาว่าสองคนนี้หน้าตาเป็นยังไง..? ปกติจินตนาการทีไรเป็นแต่รูปไข่ว่างเปล่า อันที่จริงเราหาภาพที่ตรงกับอิมเมจสองคนนี้ไม่ได้เหมือนกันค่ะ5555555 หายากมากๆ


แต่เรามีภาพที่ค่อนข้างตรงกับอิมเมจของธันตอนเด็กอยู่ค่ะ 
























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 490 ครั้ง

196 ความคิดเห็น

  1. #7095 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:44

    เด็กชวนแล้วนะะ

    #7095
    0
  2. #7077 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:40
    อ้ากกกกก โชตะแหละ>///< จริงๆเมษน่าจะมีญาติแหละ แต่เพราะไม่อยากไปเกิดใหม่เลยโกหกธันรึเปล่า
    #7077
    0
  3. #6990 Miki_milky (@Miki_milky) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 17:44
    น้องธันอยากมห้พี่เมษไปอยู่ด้วยกันหรอ
    #6990
    0
  4. #6975 tarnandtip (@tarnandtip) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 19:05

    เมษทำไมถึงเป็นคนไม่คิดแค้นใครแบบนี้กันนะ ทั้งที่ใจลึกๆ คงเริ่มคิดแล้วว่าใครกันที่อยากให้ตัวเองต้องตาย แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ใจของเมษคงมีความสุขเข้ามาแล้วซินะ เพราะน้องธันเอยปากชวนไปอยู่ด้วยกันแล้วนะ

    #6975
    0
  5. #6957 Mebal (@did-you-know) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 00:18
    อึดอัดใจจจจ แต่ก็ฟินที่น้องชวนไปบ้าน
    #6957
    0
  6. #6851 phoukham (@phoukham) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 13:53
    หูยพี่เมษรีบตอบรับเลยเด็กเค้าชวนแล้วอะ
    #6851
    0
  7. #6848 napapenwarasin (@napapenwarasin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 / 12:22
    ไปสิคะ ผช.ชวน 5555
    #6848
    0
  8. #6704 pcy921 (@chanchanchan) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 กันยายน 2561 / 08:11
    ไปค่า ผู้ชายชวนไปอยู่บ้านกรุบๆ
    #6704
    0
  9. #6650 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 17:50
    น้องธันจะมาหลอกล่อคนแก่(?)ไปอยู่ที่บ้านแบบนี้ไม่ได้ สินสอดค่ะสินสอด
    #6650
    0
  10. #6611 maielf13 (@lookmai-2008) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 01:18
    น้องงงงงงงข่วนเข้าบ้านเลยหรอบ้าบอเขินนะ
    #6611
    0
  11. #6587 ohjesus (@rhmourwa) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 21:53
    กรี้ดดดดดดด
    #6587
    0
  12. #6545 PiimJU (@PiimJU) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 เมษายน 2561 / 17:55
    น้องงงงงงงง เขินเเทนพี่เมษ^^
    #6545
    0
  13. #6526 numokodchawan (@numokodchawan) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 15:04
    สามีภรรยาต้องอยู่ย้านเดียวกันถูกแล้วค่ะ//
    #6526
    1
  14. #6492 Mindzz♡ (@Iceiradazz) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 09:16
    เค้าจะไปอยู่บ้านเดียวกันเเล้วค่ะ
    #6492
    0
  15. #6381 rainbow....* (@BluefreezZy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 18:05
    ไปค่ะ เมษไม่ตอบ พี่จะตอบแทนเมษเอง
    #6381
    0
  16. #6341 Bameverthing (@-Bameverthing-) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 21:18
    อ่ะจ้าาาเชิญจ้าาจะเศร้ายุแล้วแต่ก้เศร้านะ5555555
    #6341
    0
  17. #6332 AnutsaraPanthong (@AnutsaraPanthong) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2560 / 11:11
    แหมมีชวนไปบ้านงี้ก็เส้ดเมษสิ่
    #6332
    0
  18. #6301 lunar ❥ (@bonjour0301) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 17:40
    รออะไรล่ะ ไม่ต้องนั่งคุยมันที่ร้านอาหารละ เข้าบ้านเลยดีกว่า -..-
    #6301
    0
  19. #6210 อดีตรีดเงา (@kidmai555) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 16:15
    แหมชวนขนาดนี้มัวรอไร ไปเลยดิ่
    #6210
    0
  20. #6166 chootikarn (@chootikarn) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 19:10
    อรั้ยยยยชวนเข้าบ้าน555
    #6166
    0
  21. #6137 DKdabble (@dkdabble) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 21:16
    เมจน้องธันตอนเด็กนี่ ซาโยนาระอัลฟาใช่มั้ยคะ เราก็ชอบเรื่องนี้ค่า5555555
    #6137
    0
  22. #6127 Fun_Hyoyeon (@funny16) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 19:51
    พาพี่เขาเข้าบ้านละโว้ยยยยยย
    #6127
    0
  23. #6125 prince_Lprince (@prince_Lprince) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 18:47
    พาเข้าบ้านแล้วพ่อคุณ
    #6125
    0
  24. #6101 Sket-D (@day-life) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 05:31
    ชวนเข้าบ้านแล้วเหรอ55555555 โอ้โหววว
    #6101
    0
  25. #6009 Saturdayy (@sweetegg) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 15:27
    เดี๋ยวนะเดี๋ยว นี่มันยังไง เอ้อ ชวนพี่เค้าไปอยู่ด้วยเฉยเลย 555555
    #6009
    0