เกิดใหม่เป็นไดอารี่ [yaoi]

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 104,833 Views

  • 3,700 Comments

  • 5,856 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,425

    Overall
    104,833

ตอนที่ 27 : หน้าที่26 ตลอดไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7873
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1008 ครั้ง
    22 เม.ย. 61

“จะว่าไปทำไมถึงไม่เรียกฉันว่าพี่ล่ะ?”


ขณะที่นั่งเล่นเกมแข่งรถด้วยกันอยู่นั้นผมก็พูดเปรยๆขึ้นมา กวีเหลือบมองผมแวบหนึ่งก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “คงเพราะติดจากตอนเป็นไดอารี่มั้ง แล้วความจริงนายอายุเท่าไรล่ะ”


อายุจริงๆ ผมน่ะนะ.. ถ้าบอกไปว่าสามสิบกว่ากวีจะทำหน้ายังไง ผมกลอกตามองไปทางอื่นอย่างครุ่นคิดแล้วตอบ “สามสิบห้า”


ผมเห็นได้ว่าสีหน้าของกวีเปลี่ยนไป หลังจากเงียบไปนานเขาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พี่ตะวันครับ”


ทำไมต้องทำหน้าเหมือนกำลังลังเลว่าจะเรียกว่าอะไรดีด้วย ผมรู้สึกละเหี่ยใจขึ้นมา “ทีนี้เรียกฉันว่าพี่เฉยเลยนะ”


“ถ้านายอยากให้ฉันทำ ฉันก็จะทำ”


“ตรงตัวชะมัด” ผมมองภาพบนหน้าจอเกมส์ที่รถของกวีพุ่งเข้าไปสู่เส้นชัยเป็นคันแรก ก่อนจะวางจอยเกมในมือลงบนพื้นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พอแล้ว เล่นกี่เกมก็แพ้นายหมด ฉันเลิกดีกว่า”


“พี่อยากให้ผมอ่อนข้อให้ไหมครับ?”


ผมฟังคำเรียกว่าพี่ของกวีแล้วรู้สึกตงิดๆ มาก “ไม่ล่ะ ฉันไม่ได้กระหายอยากจะชนะถึงขั้นต้องลดศักดิศรีขนาดนั้น”


กวีไม่ได้ตอบอะไร เขาปิดเครื่อง ในขณะที่ผมมองข้อเท้าของตัวเองด้วยอาการใจลอย


“คิดอะไรอยู่?”


ผมเริ่มมีสติตอนที่ได้ยินเสียงของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย “ฉันแค่สงสัยว่านายจะยอมทำทุกอย่างที่ฉันบอกหรือเปล่า”


“ลองพูดมาสิครับ”


ผมรู้สึกไม่ชินกับคำพูดสุภาพของเขาเลยสักนิด ผมขมวดคิ้วก่อนเอ่ย “ไม่ต้องพูดสุภาพ”


“อืม”


“ถ้าเกิดฉันขอให้นายฆ่าตัวตาย นายจะทำหรือเปล่า”


“ทำ” กวีตอบผมกลับอย่างรวดเร็วโดยไม่มีแม้แต่ลังเลสักนิด


ผมแค่พูดเล่นๆ แต่ปรากฎว่าอีกฝ่ายทำผมอึ้งไปเลย “ล้อเล่นใช่ไหม?”


“เปล่า แต่ก่อนจะทำฉันจะพานายไปด้วย”


เดี๋ยวนะ


พาผมไปไหนน!


ผมคาใจกับคำนั้นจนอยากจะถามเขามาก แต่คิดอีกทีคนเราไม่จำเป็นต้องพยายามรู้ทุกเรื่องบนโลกหรอก ยิ่งถ้าความจริงนั้นน่ากลัวหรือเป็นภัยด้วยแล้ว..


“นายไม่ต้องเชื่อฟังฉันไปทุกเรื่องก็ได้นะ”


“ตะวัน..” กวีเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงอ่อนลงแล้วยิ้มคล้ายกับกำลังเหนื่อยใจ “..ฉันชอบที่จะได้เห็นรอยยิ้มของนาย ดังนั้นอะไรที่ทำให้นายพอใจฉันก็จะทำ”


ผมเกือบจะหลุดปากออกไปทันทีหลังฟังคำนั้นว่า ‘งั้นปล่อยฉันไปได้ไหม?’ แต่ท้ายที่สุดแล้วผมก็เงียบ


หลังอยู่มาด้วยกันถึงสิบสองวัน ความคิดผมก็เริ่มเตลิดไปไกลมากขึ้นทุกที ก่อนหน้านี้ความคิดที่อยากจะออกไปจากที่นี่มันรุนแรงมาก ทว่าวันหลังๆ ผมกลับเริ่มไม่มีความรู้สึกอยากออกไปไหนอีกแล้ว


ความคิดที่ว่า ‘อยากให้อีกฝ่ายขังผมตลอดไป’ แทรกซึมเข้ามาในความคิดผมทุกขณะ จนกระทั่งมันไม่ใช่ความคิดชั่ววูบเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับกลายเป็นความคิดที่วนเวียนในหัวตลอดเวลา


ส่วนความคิดที่ผมอยากให้เขาปล่อยไปเหลือน้อยลงทุกที


ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าอยู่ที่นี่นานๆ ไป ผมคงไม่มีความคิดที่อยากจะไปไหนอีกเลย หลายครั้งผมพยายามจะลองอ้าปากขอร้องกวีว่า ‘ช่วยปล่อยฉันไปได้ไหม?’


แต่ท้ายที่สุดแล้วผมกลับไม่กล้าพูดออกมา


ถ้าออกไปจากที่นี่ ไม่ได้ถูกขัง ไม่ได้ถูกล่ามโซ่ เขาจะยังรักผม ทำดีกับผมเหมือนเดิมหรือเปล่า


หลายครั้งที่ผมพยายามจินตนาการภาพที่อีกฝ่ายไม่รักผมแล้ว ไม่สนใจผมอีก พริบตานั้นผมจะปวดร้าวในอกรุนแรงมากดุจหัวใจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพตรงหน้าพร่ามัวเสมือนโลกแตกสลาย


ผมกลัวว่าความรู้สึกของกวีที่มีต่อผมจะจางหายไปวันใดวันหนึ่ง


หรือว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ดี..? ปล่อยให้เขาขังผม ล่ามข้อเท้าผมต่อไป..


แล้วก็อยู่ไปด้วยกันตลอดชีวิต


“ตะวัน”


“มีอะไร?” ผมได้สติทันทีที่อีกฝ่ายเรียก กวีมองใบหน้าผมด้วยความเป็นห่วง แล้วเอ่ยน้ำเสียงเบาลง


“อยู่กับฉันตลอดไปได้ไหม?” กวีถามด้วยน้ำเสียงคล้ายกับกำลังขอร้อง มันเต็มไปด้วยความกังวลจนแม้แต่ผมยังรู้สึกได้ “ถ้านายยอมให้ฉันขังที่นี่ตลอดไป ฉันจะดูแลนายเป็นอย่างดี ไม่ว่านายต้องการอะไร ฉันก็จะหามาให้”


หัวใจผมเต้นรุนแรงเหมือนกับว่าจะหลุดออกมาจากอกเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ไม่รู้ว่ากวีอ่านใจผมได้หรือว่าเพราะใจตรงกัน เขาถึงได้พูดออกมาได้ตรงจังหวะพอดี


แต่ว่าอย่างไหนก็ไม่สำคัญหรอก


ในขณะที่กำลังจะเอ่ยปากไปว่า ‘เอาสิ ถ้านายสัญญาว่าจะให้ความรักฉันทุกวัน ฉันจะยอมให้นายขัง จากนั้นเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป’ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน


กวีมองไปตามต้นทางเสียงก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ในห้องเพียงลำพัง


เชี่ย ผมรู้สึกเหมือนตัวเองสะดุ้งตื่นแล้วกลับมามีสตินิดหน่อย เมื่อกี้ผมจะพูดอะไรออกไปนะ? ผมลูบหน้าตัวเอง โชคดีมากที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพอดี ไม่อย่างนั้นผมคงถูกขังอยู่ในนี้ตลอดชีวิตแน่ๆ ผมพยายามตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ มือทั้งสองข้างก็กุมขมับแล้วท่องวนซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘ฉันจะออกไปจากที่นี่ ไม่ใช่อยู่ที่นี่ตลอดไป!’ จนกระทั่งเสียงของกวีดังขึ้นขัดความคิดของผมพอดี


“แม่นายโทรมา”


…………………………..………………


…………………………..


เฮือก ให้ตาย ผมรู้สึกเหมือนตัวเองไปทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้เข้า จากนั้นก็มีคนจับได้ตอนที่ผมกำลังจะหนีพอดี


ผมรับมือถือมาจากกวี สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรับสายแล้วแนบมือถือข้างหู


‘เอิร์ธ ทำไมแม่โทรไปที่บ้านแล้วไม่รับ!’


เสียงของแม่โวยวายมาก่อนเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเสียงของพ่อที่ลอดเข้ามาว่า ‘ใจเย็นๆ ก่อนสิที่รัก’


ผมกะพริบตาปริบๆ โชคดีนะที่กวีริบมือถือไปแล้วไม่ได้ปิดเครื่อง ไม่อย่างนั้นพ่อแม่คงโทรมาแจ้งความแน่


“ขอโทษครับ ช่วงนี้ผมค้างบ้านเพื่อนเลยไม่อยู่รับโทรศัพท์” ผมตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลง พยายามทำให้อีกฝ่ายเห็นใจที่สุด “ว่าแต่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?”


‘แม่เป็นห่วงลูกเลยโทรมาหา’ อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเบาลงกว่าเมื่อครู่ ไม่รู้ว่าเพราะเห็นใจผมหรือเปล่า ‘สอบเป็นยังไงบ้าง’


“ก็โอเคครับ..”


ผมมองกวีที่จ้องใบหน้าผมแบบไม่ยอมละสายตา ทำเหมือนกลัวว่าผมจะพูดกับพ่อแม่ว่าถูกขังอยู่อย่างไรอย่างนั้น


เป็นความจริงที่ว่าผมทำวิชาอื่นได้ แต่เรื่องวิชาวิทย์นี่ผมไม่รู้จริงๆ..


‘แล้วมีอะไรที่ลูกอยากได้ไหม เดี๋ยวแม่ซื้อไปให้’


“ไม่ต้องหรอกครับ ผมไม่มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษ”


‘งั้นเดี๋ยวแม่ซื้อขนมไปให้นะ อีกแปดวันแม่จะกลับไป หาอะไรกินแล้วอย่าลืมทำความสะอาดบ้านด้วย’


จากนั้นแม่ก็วางสายไป ผมมองมือถือด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง นั่นสิ ผมไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายวันขนาดนี้สงสัยต้องทำความสะอาดยกใหญ่


“ตะวัน”


“อืม?”


“แล้วคำตอบล่ะ?”


ผมมองใบหน้าเขาอยู่นาน ในหัวพยายามคิดคำตอบก่อนจะเอ่ยออกไป “ฉันอยู่กับนายที่นี่ตลอดไปไม่ได้ก็จริง แต่ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นฉันจะไม่ทิ้งนายแน่ๆ”


เอาล่ะ ผมว่าคำตอบของตัวเองค่อนข้างชัดมาก ถ้าให้สรุปง่ายๆ จากประโยคยาวๆ คือ ‘ปล่อยฉันไปเหอะ’


ถ้าเกิดพ่อแม่ไม่โทรมาผมคงลืมไปว่าความจริงแล้วผมยังมีคนที่รัก ยังมีคนที่เป็นห่วงถ้าผมหายไปอยู่อีก


ถึงพวกเขาจะไม่ใช่พ่อแม่ผมจริงๆ แต่ผมก็รู้สึกแย่อยู่ดีถ้าเอาการตัดสินใจตัวเองเป็นใหญ่แล้วทำให้คนรอบข้างเสียใจ


กวีไม่ได้พูดอะไร ทว่าเขากลับขยับเข้ามาใกล้ผมอย่างรวดเร็ว


ผมสะดุ้งจนเกือบจะผงะถอย ในใจเต็มไปด้วยความกังวลว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรผมอีก? ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยถามเด็กหนุ่มก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ มือข้างหนึ่งรั้งท้ายทอยไว้ไม่ให้หนีแล้วแนบริมฝีปากประทับ ชั่ววินาทีนั้นผมรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นจากอุณหภูมิร่างกายที่บดเบียดเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนจะผละออกไป


“ดึกแล้ว นอนกันเถอะ”


พอเอ่ยจบกวีก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกไปเข้าห้องน้ำ ทิ้งให้ผมหัวใจเต้นรัวเหมือนเป็นบ้าตรงนั้น


…………………………………..


………………………


ผมสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา พอเห็นว่าในห้องยังมืดอยู่ผมก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูด้วยความรู้สึกง่วงงุน


ตีสี่..?


สงสัยผมคงนอนเร็วเกินไปหน่อย ผมถอนหายใจก่อนจะพลิกตัวหันไปทางกวี ทว่าเมื่อหันไปผมถึงกับนิ่งจนไม่กล้าหายใจ


กวีกำลังนั่งมองผมอยู่ เพราะว่าในห้องค่อนข้างมืดผมจึงไม่เห็นว่าสีหน้าเขาเป็นอย่างไร แต่ว่าความเงียบที่เข้าปกคลุมประกอบกับความมืดสลัวทำให้ผมเริ่มรู้สึกหลอนหน่อยๆ


“กวี..?” ผมกระซิบเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเบาก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ พริบตานั้นอีกฝ่ายขยับขึ้นคร่อมบนร่างของผม ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างออกแรงกดลงที่หลอดลมอย่างแรง


“ฮะ--” ผมอุทานออกมาด้วยความตกใจ มือข้างหนึ่งก็พยายามดึงข้อมืออีกฝ่าย แต่ดูเหมือนว่ากวีจะแรงเยอะกว่าที่คิดถึงได้ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย


ผมออกแรงผลักไส ดิ้นรน ในขณะที่กวีกดหลอดลมผมแน่นขึ้น ท้ายที่สุดหยาดน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูลงมาเป็นสายเพราะความกลัว ผมร้องขออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและตะกุกตะกักจนแทบจับใจความไม่ได้ “ฮะ อึก อะ..อย่..า”


ไม่รู้ว่ากวีเกิดเป็นบ้าอะไรขึ้นมา แต่ผมรู้สึกกลัวเขามาก กลัวจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นไปมอง ขนาดผมร้องไห้ ขอร้อง ดิ้นรนถึงขนาดนี้เขายังไม่ยอมปล่อยหรือผ่อนแรงลงเลย


นี่กวีกำลังตั้งใจจะฆ่าผมใช่ไหม..?


ดูจากรูปการณ์แล้วก็คงเป็นแบบนั้น ถึงผมไม่รู้ว่าเขาจะฆ่าผมทำไม แต่เดาไว้ว่าบางทีเขาอาจจะเพราะทนไม่ได้กับคำตอบของผม


ผมกลัวมากจนกระทั่งไม่มีแรงสู้ ขนาดพละกำลังที่เคยมียังเหือดหายไป ความจริงผมรู้อยู่ลึกๆ ว่ากวีอันตรายตั้งแต่ตอนที่พิมพ์พูดแล้ว แต่ทำไม..จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ถอยห่างออกจากเขา ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน


เพราะว่าสงสารหรือเปล่านะ ผมอยู่กับกวีมาตั้งแต่แรกเริ่มเลยรู้ว่าอีกฝ่ายไม่มีใครแล้วนอกจากผม ถ้าทิ้งอีกฝ่ายเอาไว้ในโลกแบบนั้นผมคงรู้สึกแย่จนทนไม่ได้


แต่เพราะแค่ความสงสารถึงกับทำให้ผมยอมเสียสละตัวเองเลยหรือไง..?


มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ผมไม่ใช่คนที่ใจอ่อนหรือใจดีถึงขนาดนั้น เพียงแต่ผมไม่อยากทอดทิ้งเขาเอาไว้ ถึงจะรู้จักกันเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ แต่ผมกลับรู้สึกผูกพันกับกวีมากเกินกว่าจะทิ้งอีกฝ่ายให้อยู่บนโลกที่ไม่มีแสงเพียงลำพัง


แล้วถ้าผมตายไป..ต่อจากนี้กวีจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง..?


ผมนึกอยากจะแค่นหัวเราะ ขนาดจะตายอยู่แล้วรอมร่อผมยังเป็นห่วงคนที่กำลังจะฆ่าตัวเองเลย หรือบางทีผมอาจจะเป็นพวกใจดีมากกว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้ก็ได้


มือข้างที่ผลักไสอีกฝ่ายตกลงข้างตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง นัยน์ตาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำค่อยๆ ปิดลง ขณะที่สติกำลังเลือนรางลงจวนเจียนจะมอดดับนั้น แรงที่เขย่าตัวก็ดับภาพมายานั้นอย่างรวดเร็ว ผมลืมตาขึ้นมาก่อนจะเห็นว่ากวีนั่งอยู่ด้านข้างเตียง


ผมสับสนเล็กน้อยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝันหรือเปล่า ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยอะไรออกไป กวีก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล


“เป็นอะไรหรือเปล่า? ฉันเห็นนายร้องไห้เลยปลุก”


ผมลองยกมือของตัวเองขึ้นมาแตะตรงขอบตา พอมือสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้นถึงเพิ่งรู้ว่าตัวเองเพิ่งร้องไห้ไปจริงๆ เสียด้วย


สรุปว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นความฝันงั้นสิ..? ดูเหมือนว่าพักหลังนี้ผมจะฝันเกี่ยวกับกวีถี่ขึ้นมากจนผมชักกลัวตัวเองหน่อยๆ ปกติผมก็เคยฝันถึงเขาอยู่แล้ว แต่จะเป็นฉากน่ากลัวจำพวกเขาฆ่าตัวตายไม่ก็ขวดยาที่หกอยู่บนเตียง ทว่าครั้งนี้กลับกลายเป็นภาพที่กวีตั้งใจฆ่าผมเฉย


ผมเลื่อนมือลงมาแตะที่รอบคอ พอรู้สึกว่าบริเวณลำคอตัวเองยังปกติดี ผมถึงค่อยมั่นใจขึ้นมาหน่อยว่าเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นแค่ความฝันจริงๆ “ช่างเถอะ ฝันร้ายนิดหน่อย”


ที่ผมเก็บไปฝันคงเพราะครั้งหนึ่งกวีบอกว่าจะฆ่าหากผมหนีล่ะมั้ง จนถึงตอนนี้ผมยังกลัวไม่หายว่าเขาตั้งใจจะทำจริงๆ หรือเปล่า แต่พอเห็นว่ากวีไม่ได้มีท่าทีแบบนั้นผมเลยสบายใจขึ้นนิดหน่อย


“ฝันเกี่ยวกับฉัน?”


รู้ได้ยังไง!


ผมมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าหวาดระแวงก่อนจะขยับตัวถอยห่างออกมา “เข้ามานั่งในใจฉันหรือไง”


“ครั้งที่แล้วนายก็ฝันเกี่ยวกับฉัน”


ผมลองนึกย้อนตามก่อนจะเพิ่งนึกได้ว่าครั้งแรกที่นอนบ้านกวีก็มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นเหมือนกัน ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถอนหายใจ “ใช่”


“ฝันว่าอะไร?”


“ฝันว่า..” ผมพูดแล้วเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง เริ่มไม่แน่ใจขึ้นมาว่าถ้าเกิดพูดออกไปแล้วเขาจะมองผมด้วยสีหน้ายังไง “..นายกำลังฆ่าฉัน”


“ด้วยวิธีไหนล่ะ?”


มันจำเป็นต้องรู้ถึงขนาดนี้ไหมวะเนี่ย ผมอ้ำอึ้งกับคำถามที่คาดไม่ถึงของเขาแต่ก็ยอมตอบออกไปแต่โดยดี “บีบคอ”


“นายมองฉันในแง่ที่เลวร้ายขนาดนั้นเลย?”


แง่ไหน หมายถึงฆ่าผมน่ะนะ.. ถ้าไม่คิดแบบนี้ผมจะฝันได้เป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ไหมล่ะ “ก็นายเคยบอกว่าจะฆ่าฉั--”


“ไม่ได้หมายถึงเรื่องฆ่า แต่ตะวันคิดว่าฉันจะบีบคอนายลงจริงๆ หรือ?”


ผมลังเลครู่หนึ่ง พยายามปรับโหมดให้เหมือนตัวเองเดินเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์แล้วตอบ “..เปล่า”


ที่ตอบออกไปนี่ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะกล้าบีบคอผมจริงๆ หรือเปล่า แต่ปกติกวีไม่ใช่คนพูดเล่นสักหน่อย ที่บอกว่าฆ่านั่นก็ไม่น่าใช่คำขู่ด้วย


“ถ้าฉันฆ่านาย ฉันไม่ฆ่านายทั้งๆ ที่กำลังตื่นอยู่หรอก” กวีตอบผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาพูดเล่น..หรือจริงจัง


“อย่างน้อยตอนฆ่า ฉันจะไม่ทำให้นายรู้สึกเจ็บหรือทรมานแน่”


อืม.. แล้วไง ผมต้องรู้สึกดีกับคำพูดนี้ไหม อย่างน้อยก็มั่นใจว่าก่อนตายเขาจะไม่จับผมไปถ่วงน้ำ จุดไฟคลอกหรือราดน้ำกรดใส่งี้เหรอ? ทางที่ถูกต้องมันควรจะเป็นไม่ฆ่าไม่ใช่หรือไง!?


ไม่รู้ว่าเพราะกวีเห็นผมทำสีหน้าแปลกๆ เหมือนกับกำลังกลืนแมลงลงไปหรือเปล่า เขาเลยเบี่ยงประเด็นไปพูดถึงเรื่องอื่นแทน “แต่ตื่นเช้าก็ดี เพราะว่าวันนี้ฉันต้องไปหาหมอ”


ผมงุนงงกับคำพูดของกวีเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะเอ่ยออกไปว่า แล้วไง บอกฉันทำไม..? เขาก็โน้มใบหน้าเข้ามาแล้วกดริมฝีปากที่ข้างขมับของผมอย่างแผ่วเบาแล้วผละออกไป


ผมกะพริบตา เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากอย่างไม่ทันตั้งตัวจนผมไม่แน่ใจนิดหน่อยว่าเรื่องเมื่อครู่เป็นความฝันหรือความจริงกันแน่


กวียิ้มให้ผมอย่างอ่อนโยนแล้วพูดขึ้น


“อยากจะออกไปข้างนอกด้วยกันไหม?”


--------------------------------------------------------


[Talk]

ตะวัน: ..........

กวี: เป็นอะไร ทำไมดูซึมๆ?

ตะวัน: ตอนที่แล้วมีแต่คนบอกว่า อย่างฉันจะไปกดใครลง ปลอบฉันหน่อย

กวี: ..แล้วเขาพูดผิดตรงไหนล่ะ?

ตะวัน: !!





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.008K ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #3666 nicharipaen04 (@nicharipaen04) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:01

    เขินทอล์คมากอ่าาา

    #3666
    0
  2. #3625 Miko_Chan2002 (@Miko_Chan2002) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 / 04:25
    ชอบทอล์คอ่ะ อ้ากกกก ฟินนนน//ดีดดิ้น+จิกหมอน
    #3625
    0
  3. #3093 mothergod (@mothergod) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2561 / 07:29
    ชอบบบบบ
    #3093
    0
  4. #2877 Tokuji (@Tokuji) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 19 มิถุนายน 2561 / 17:11
    อ้ากกกหหหกกก//////////ๅๅ
    #2877
    0
  5. #2833 กาก้าก้า (@wang-j28) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2561 / 02:16
    ถึงไรท์จะเอาทอร์คเขินๆ มาให้อ่าน ก็ไม่หายกลัวตอนตะวันฝันหรอกนะ TT
    #2833
    0
  6. #2449 candyfhunz (@candyfhunz) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2561 / 09:30
    ฮื้อออเขินนทอล์คมากกกกก
    #2449
    0
  7. #2163 Moon-drop (@Moon-drop) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2561 / 17:32
    เขิยทอล์คㅠㅠ
    #2163
    0
  8. #1967 noo (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 14:16
    <p>ชอบกวียิ้ม ใจฉันจะละลายยยยยยยย</p><p>อือออออ ค้างอะ</p><p>มาต่อไวๆน้า (&gt;W&lt;)</p>
    #1967
    0
  9. #1966 Mune (@uzsy) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 00:35
    เวลากวีพูดเพราะแล้วใจไม่ดี 555555 จริงๆความคิดทั้งคู่น่ากลัวพอๆกันเลยนะ ;w;
    รอตอนต่อไปอยู่นะคะ :)
    #1966
    0
  10. #1943 pondbambam (@pondbambam) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 26 เมษายน 2561 / 03:16
    อย่างฉันจะไปกดใครลงก็จนิงนะตะวันไม่ไหวหลอกกกกก555
    #1943
    0
  11. #1939 PollyisCurious (@madmeen0510) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 12:30
    จริงๆตั้งท่าจะอ่านเรื่องนี้มาพักใหญ่ๆแล้ว แต่ก็ไม่ได้เริ่มอ่านสักที พอมาวันนี้ได้อ่าน ก็อ่านรวดเดียวจนจบเลย รู้มึกเสียดายที่ทำไมไม่มาตามอ่านให้เร็วกว่านี้ 555 แรกๆเรากลัวใจกวีมากแหละ แต่หลังๆรู้สึกกวีจะดีกับตะวันมากขึ้น ทำให้มุมมองที่มีกับกวีโอเคขึ้นมาหน่อย (แต่เอาจริงๆแล้ว ความคิดตะวันก็ไม่ต่างกับกวีมากนะลูกกก555)
    นานๆทีจะได้อ่านนิยายแนวนี้ และพระเอก,นายเอกที่เป็นแบบนี้ รู้สึกแปลกใหม่และดีมากค่ะ รออ่านตอนต่อไปเรื่อยๆนะคะ
    #1939
    0
  12. #1937 rintr. (@sirintr19) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 23:18
    คุยกันให้รู้เรื่องเถอะฮือ555
    #1937
    0
  13. #1936 KanunChonlatorn (@KanunChonlatorn) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 22:13
    ใจฉันนนน มีแต่ความเขินเต็มไปหมดเลยยยย>_<
    #1936
    0
  14. #1935 Demon1704 (@Demon1704) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 21:40
    นี่กลั้นหายใจทุกวรรคที่อ่าน ว้อทเดอะ5555 ตื่นเต้นทุกบรรทัดจริงๆค่ะ
    #1935
    0
  15. #1932 GokuH@y@ (@gokuhaya) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 20:19
    <p>รักกันตลอดปายยยยย</p>
    #1932
    0
  16. #1931 JuniBellzium (@JuniBellzium) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 24 เมษายน 2561 / 12:45
    ขอให้รักกันนานๆ~//ผิด5555
    #1931
    0
  17. #1930 bj vamtoon (@bj-vamtoon55) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 22:27
    รอครับ
    #1930
    0
  18. #1929 fb040686 (@fb040686) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 22:07
    ก็กลัวกวีนะ แต่บางทีก็ทำตัวน่ารัก
    ปล. พึ่งเห็นข่าว ที่ผู้ชาย live ทำร้ายแฟน ไม่นะ กวีอย่าทำแบบนั้นนะ น่ากลัว
    #1929
    0
  19. #1927 Polaloy_20117 (@Polaloy_20117) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 18:41
    อยากให้ตะวันบอกกวีไปว่าอยากโดนขัง.... 5555
    #1927
    0
  20. #1925 saru1234 (@saru1234) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 16:51
    ความคิดกวีนี่มัน...

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 23 เมษายน 2561 / 16:59
    #1925
    0
  21. #1906 aonkiki (@aonkiki) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 13:04
    <p>เหมือนความฝันมันมีรางบางอย่าง</p>
    #1906
    0
  22. #1905 N\'noey Butter (@nongnoey-26) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 12:07
    ทำไมมันเริ่มแตะเนื้อต้องตัวกันมากขึ้น อร๊ายย ทำไมความคิดเราเรทขนาดเน้แล้ววว
    #1905
    0
  23. #1904 Aidan (@ninewcub) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 11:28
    อมก. ตอนกวีจูบขมับนี่ดูอ่อนโยนจังเลยคร่ะ ฮึ้ยยยยยย
    #1904
    0
  24. #1903 [เสพศิลป์] (@kaety) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 11:04
    กวีลูก ถ้าฆ่าเขาจะอยู่ข้างๆจริงๆ แต่ความสุขจริงๆคือเขามีชีวิตอยู่ข้างๅเรา คอยอ้อน คอยยิ้ม. ทำไห้ตะวันรักไห้ได้นะลูกกกกกก ใส่ยาเสน่ห์แม่ง4555555
    #1903
    0
  25. #1902 TiwlyTwinz~ (@chonenmeaw) (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 10:48
    กวี ความคิดหนูจะน่ากลัวไปไหนลูกกกก หนูจะฆ่าตะวันไม่ได้น้าาา
    #1902
    0